|
第5幕 บทที่ 5 มาร์ไฮท์นั้นสมกับเป็นพ่อค้าที่มาตั้งร้านในต่างแดนจริงๆ เมื่อลอเรนซ์สารภาพความจริงออกมา แม้เขาจะตกใจจนพูดไม่ออกไปชั่วครู่หนึ่ง แต่เขาก็กลับมาสงบเยือกเย็นแล้วกลับมาครุ่นคิดได้อย่างรวดเร็ว เขาไม่เอ่ยปากถึงทั้งเรื่องที่โฮโลถูกจับตัวไป หรือเรื่องที่ลอเรนซ์ร่วมเดินทางกับโฮโล ดูเหมือนว่าสติของเขากำลังเพ่งอยู่แต่เรื่องการพาห้างมิโลเน่ออกจากสภาวะคับขันนี้ อีกทั้งเรื่องกำไรที่จะได้อีกด้วย “จดหมายนี้เป็นจดหมายข่มขู่อย่างแน่นอนครับ หากคุณลอเรนซ์ไม่อยากให้เพื่อนร่วมทางของคุณถูกนำตัวไปให้กับศาสนจักร จงปิดประตูไว้” “ถึงจะบอกว่าให้อยู่นิ่งๆอย่าทำอะไรจนกว่าการแลกเปลี่ยนเหรียญเงินเทรนี่จะเสร็จสิ้นลง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่พาตัวไปศาสนจักรหลังจากนั้น” “ถูกต้องครับ ยิ่งไปกว่านั้น ทางเราก็ได้ลงทุนจำนวนมากไปกับเหรียญเงินเทรนี่แล้วด้วย หากจะถอนตัวตอนนี้ก็จะต้องขาดทุนอย่างมาก เพราะว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตามเหรียญเงินเทรนี่จะมีแต่เสียราคาลงเรื่อยๆ” เมื่อเป็นเช่นนี้ โอกาสที่จะเลือกช่วยเหลือเขาก็แทบจะไม่มี จะนั่งรอความตาย หรือจะออกไปสู้ ทางเลือกแรกนั้นเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว “ดูเหมือนว่าจะต้องออกไปสู้อย่างเดียวแล้วสิครับ” มาร์ไฮท์สูดหายใจลึก แล้วพยักหน้าให้กับคำพูดของลอเรนซ์ “แต่ไม่ได้หมายความว่า ถ้านำตัวเพื่อนร่วมทางของคุณลอเรนซ์กลับมาได้ก็จบเรื่องนะครับ เพราะถึงทางนี้จะให้ที่ซ่อนตัว ถ้าถูกฟ้องร้อง แล้วศาสนจักรใช้อำนาจคริสต์ศาสนกฎบัตร[1]เพื่อค้นตัว เราก็จะต้องทำตามโดยช่วยไม่ได้ ตราบใดที่ยังอยู่ในเมืองนี้ก็ไม่มีทางซ่อนตัวได้” “ถ้าหนีออกไปนอกเมืองล่ะครับ” “รอบเมืองมีแต่ทุ่งหญ้าครับ หากโชคไม่ดีพอ... ยิ่งไปกว่านั้น หากถูกจับที่นอกเมืองก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีก อาจถูกพาตัวไปยังเมืองอื่นแล้วถูกฟ้องร้องก็เป็นได้ หากเป็นอย่างนั้นก็ช่วยอะไรไม่ได้ครับ” มืดแปดด้าน หากยอมอยู่ยิ่งๆตามที่ห้างเมดิโอกล่าว หลังจากที่พวกเขาได้กำไรเรียบร้อยไปแล้วก็คงพาตัวโฮโลไปให้กับศาสนจักรแน่ๆ การทำลายห้างร้านที่เปิดสาขามาจากต่างแดนนั้นไม่มีผลเสียอยู่แล้ว เพราะในการค้า ยิ่งมีคู่แข่งน้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น แต่หากจะสู้ออกไปจากทางนี้ก็มีแต่ความยากลำบาก ไม่ใช่สิ ไม่ใช่แค่ความยากลำบากธรรมดา ทางเลือกที่คิดออกตอนนี้ก็มีแต่ทางที่บ้าบิ่นสุดๆเท่านั้น “ไม่มีวิธีดีๆเลยเหรอ” มาร์ไฮท์พึมพำกับตัวเอง “หากปล่อยไว้เช่นนี้ ไม่เพียงแค่จะไม่สามารถรักษาผลกำไรไว้ได้ อาจถึงขั้นไม่สามารถกันการถูกฟ้องร้องได้ด้วยซ้ำ” ลอเรนซ์ทำได้เพียงฟังคำพูดเหล่านั้นด้วยความรู้สึกราวกับนั่งอยู่บนเตียงตะปู แต่หากแค่ยอมหุบปากก้มหัวให้ใครแล้วสถานการณ์ดีขึ้นละก็ จะให้ทำเท่าไหร่ก็ยอม พ่อค้าไม่มีทิฐิเหมือนกับอัศวินหรือขุนนาง หากทำแล้วจะได้กำไรละก็ ให้เลียร้องเท้าของคนอื่นก็ยอม ฉะนั้น ลอเรนซ์ไม่ได้ยินคำพูดเหล่านั้นเป็นคำพูดประชดเสียดสี แต่เป็นเพียงคำพูดวิเคราะห์สถานการณ์เท่านั้น ที่จริงแล้วคำพูดเหล่านั้นของมาร์ไฮท์ก็เป็นคำพูดอธิบายสถานการณ์ขณะนั้นของพวกเขาจริงๆ “ประเด็นคือ ทางนี้ก็ต้องมีไพ่ไว้ยันกับฝั่งนั้นด้วย ใช่ไหมครับ” “จะว่าอย่านั้นก็ได้ครับ แต่ถึงแม้จะใช้เงินเท่าไหร่ก็ตาม หากเทียบกับกำไรที่ฝั่งนั้นจะได้จากเหรียญเงินเทรนี่แล้ว ก็ถือเป็นแค่เศษเงินเล็กน้อย สรุปได้ว่าไม่สามารถใช้เงินแก้ปัญหาได้ ทางเลือกที่มีคือ ฝั่งนี้ชิงฟ้องกับศาสนจักรว่าทางห้างเมดิโอมีตัวเพื่อนร่วมทางของคุณลอเรนซ์อยู่ ... แต่หากทำเช่นนั้นคุณลอเรนซ์ก็คงลำบาก ที่แย่ที่สุดคือคุณลอเรนซ์อาจให้การเป็นผลเสียกับทางเราก็เป็นได้” “เกรงว่า ... ผมคงทำเช่นนั้น” ลอเรนซ์พูดเช่นนั้นเพราะถึงจะโกหกไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา การทิ้งโฮโลไปเป็นสิ่งเดียวที่เขาทำไม่ได้ แต่เพียงแค่ทิ้งโฮโลไป สถานการณ์ตอนนี้ก็จะคลี่คลาย มาร์ไฮท์ก็น่าจะรู้อยู่แล้ว หากสถานการณ์คับขันจริงๆ เขาจะต้องมาเกลี้ยกล่อมลอเรนซ์แน่ๆ หากเป็นเช่นนั้น ลอเรนซ์ก็ไม่มีทางพยักหน้ารับ เขารู้สึกว่าตนเองจะเลือกที่จะตายไปพร้อมกับโฮโลเสียดีกว่า แต่แน่นอนว่าเขาอยากจะเลี่ยงทางเลือกนั้น ลอเรนซ์ทำได้เพียงใช้หัวคิดหาความคิดดีๆที่จะคลี่คลายสถานการณ์มืดแปดด้านนี้ “เท่าที่คิดออก” ลอเรนซ์เปิดปากพูดก่อน “ก่อนที่ฝั่งนั้นจะฟ้อง เราต้องทำการต่อรองเหรียญเงินเทรนี่ให้เสร็จเรียบร้อย แล้วใช้ผลกำไรนั้นเป็นไพ่ต่อรองกับฝั่งนั้น” ดวงตาของมาร์ไฮท์เบิกกว้างเมื่อได้ยินคำพูดของลอเรนซ์ เช่นเดียวกับที่ลอเรนซืไม่อยากสูญเสียโฮโลไป ห้างมิโลเน่ของมาร์ไฮท์ก็ไม่อยากสูญเสียกำไรสูงสุดไปเช่นกัน กำไรอันน่าพิศวงที่เกิดจากการเก็บรวบรวมเหรียญเงินที่กำลังราคาตก เป็นกำไรที่นับพันปีจะมีสักหนหนึ่ง เป็นกำไรมหาศาลที่เรียกได้ว่าเป็นครั้งเดียวในชีวิต แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นไพ่ที่แข็งแกร่งที่สุด หากเป็นเช่นนั้นจริง ห้างเมดิโอก็คงไม่ลังเลที่จะปล่อยตัวโฮโลออกมาแน่ๆ แต่เพราะเช่นนั้น มาร์ไฮท์จึงนั่งกุมหน้าตนเอง เพราะการสูญเสียผลกำไรนั้นก็เหมือนกับการสูญเสียลูกของตน คู่ค้าในการค้าที่น่าพิศวงนี้สามารถทำให้เขาได้กำไรอันมหาศาลได้ กษัตริย์แห่งราชอาณาจักรเทรนี่ เพราะกษัตริย์เป็นคู่ค้าในครั้งนี้ “...กำไรสูงสุดที่จะได้จากการค้าครั้งนี้คือการได้รับเอกสิทธิ์จากกษัตริย์ครับ เท่าที่เราได้ตรวจสอบมา เราได้ทราบว่าสถานะทางการเงินของราชวงศ์กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต หมายความว่า หากการค้าประสบความสำเร็จ เราก็สามารถเรียกเอกสิทธิ์จากราชวงศ์ได้มากมายครับ การปล่อยมือจากเอกสิทธิ์เหล่านี้ก็...” “แค่แลกกับเอกสิทธิ์อย่างเดียวคงไม่คุ้มอยู่แล้วสินะครับ” “จะให้ทางนั้นซื้อแลกไปเหรอครับ” ลอเรนซ์พยักหน้า ถึงเขาจะเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับการค้าแลกเปลี่ยนขนาดใหญ่อย่างนี้ก็ตาม แต่ก็ไม่เคยเป็นคนดำเนินการเองมาก่อน ดังนั้นเขาจึงไม่มั่นใจว่าจะทำได้จริงๆหรือไม่ แต่หากคิดว่าเป็นเหมือนกับการค้าปกติที่เขาเคยทำแล้วเพิ่มปริมาณเงินเข้าไปก็ควรจะเป็นไปได้ “การทำลายห้างมิโลเน่ กับการซื้อเอกสิทธิ์จากกษัตริย์ หากนำสองอย่างนี้มาชั่งน้ำหนักแล้วการซื้อเอกสิทธิ์จากกษัตริย์คุ้มค่ากว่าแล้วละก็ ห้างเมดิโอก็น่าจะซื้อเอกสิทธิ์นั้นมากกว่านะครับ” เขาพูดออกมาตามที่คิด แต่นี่ก็ควรจะสมเหตุสมผลแล้ว เดิมทีแผนการกว้านรวบรวมเหรียญเงินเทรนี่ที่มีแต่จะลดค่าลงแล้วได้กำไรนั้น จะสำเร็จได้ก็เพราะว่าราชอาณาจักรเทรนี่ผู้ผลิตเหรียญเงินเทรนี่เป็นผู้รับซื้อเอง เหตุผลที่ราชอาณาจักรเทรนี่รับซื้อเหรียญเงินนี้กลับคืนก็เพราะว่า ทางราชอาณาจักรเองจะนำเหรียญเงินที่ออกใช้อยู่ในขณะนี้มาหลอม แล้วผลิตเหรียญใหม่ที่ความบริสุทธิ์ของเงินลดลงแล้วเพิ่มจำนวนเหรียญนั่นเอง แน่นอนว่ายิ่งความบริสุทธิ์ของเหรียญลดลงเท่าใด ก็ยิ่งสามารถออกจำนวนเหรียญมากขึ้นด้วยปริมาณแร่เงินเท่าเดิม ยิ่งปริมาณเหรียญเงินที่นำมาหลอมมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งสามารถหลิตเหรียญที่มีความบริสุทธิ์ต่ำได้มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น สมมติว่านำเหรียญเก่าสิบเหรียญมาหลอมแล้วผลิตเหรียญใหม่ได้สิบสามเหรียญ ก็เท่ากับได้กำไรสามเหรียญนั่นเอง วิธีการนี้เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการเพิ่มเงินทุนในระยะสั้น แต่เพราะในขณะเดียวกันก็เป็นการลดความน่าเชื่อถือของอาณาจักรลง ผลเสียที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวนั้นมหาศาลกว่ากันมาก การใช้วิธีนี้ถึงแม้จะก่อให้เกิดผลเสียขนาดนั้นหมายความว่า การเงินของราชวงศ์แห่งราชอาณาจักรเทรนี่กำลังฝืดเคืองอย่างหนัก แต่หากไม่มีเหรียญเงินก็ไม่สามารถผลิตเงินที่จะนำมาต่อชีวิตตนได้ ห้างเมดิโอวางแผนจะนำเหรียญเงินเทรนี่จำนวนมากไปต่อรอง หรืออาจจะคิดไปถึงการรวบรวมเหรียญเงินทั้งหมดที่ไหลอยู่ในตลาดเพื่อต่อรองก็เป็นได้ แล้วพวกเขาก็จะไปก้มหัวต่อหน้ากษัตริย์ แล้วพูดว่า หากฝ่าบาทประสงค์จะซื้อเหรียญเงินเหล่านี้ในราคาที่เหมาะสม และพระราชทานเอกสิทธิ์ที่ข้าพเจ้าต้องการแล้วละก็ ข้าพเจ้าก็จะขายเหรียญเงินเหล่านี้ให้ โดยพื้นฐานแล้ว แม้จะได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์แต่ในความเป็นจริงแล้วก็เป็นเพียงขุนนางที่มีทรัพย์สินแล้วที่ดินมากกว่าขุนนางอื่นๆ และมีอำนาจพอให้ผู้อื่นยอมรับตนเป็นกษัตริย์อย่างชอบธรรมเท่านั้น ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้ปกครองดินแดนทั้งอาณาจักร ดังนั้นราชวงศ์ก็ไม่สามารถจัดการกับทรัพย์สินของอาณาจักรซึ่งดูแลร่วมกับตระกูลขุนนางและผู้ดีอื่นๆได้ตามใจชอบ ดังนั้นทรัพย์สินที่ราชวงศ์มีอยู่นั้นก็ไม่มากมายไปกว่าบรรดาขุนนางอื่นๆสักเท่าใด สิ่งที่จะพิเศษไปกว่าขุนนางอื่นๆก็คือเอกสิทธิ์จำนวนมากที่อยู่ภายใต้ชื่อกษัตริย์ เช่น สัมปทานขุดเหมือง เอกสิทธิ์ผลิตเงินเหรียญ เอกสิทธิ์กำหนดภาษีศุลกากร เอกสิทธิ์ควบคุมตลาด เอกสิทธิ์แต่งตั้งผู้ว่าการเมืองในราชอาณาจักร เป็นต้น แม้จะไม่ใช่ทางตรง แต่ก็นับเป็นต้นไม้เงินต้นไม้ทองได้หากใช้อย่างถูกวิธี เกรงว่าห้างเมดิโอคงจะต้องการหนึ่งในเอกสิทธิ์เหล่านั้นที่อยู่ในมือของกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรเทรนี่ ถึงจะไม่รู้ว่าเป็นเอกสิทธิ์อะไร แต่หากแผนการของห้างเมดิโอเป็นไปตามที่วางไว้แล้วละก็ พวกเขาก็จะสามารถคว้าเอกสิทธิ์ที่คงจะมีผลประโยชน์มหาศาลในการค้ามาอยู่ในมือได้ ข่าวที่ลอเรนซ์นำมาบอกกับห้างมิโลเน่เป็นข่าวที่จะขัดขวางการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ นั่นคือก็การกว้านรวบรวมเหรียญเงินให้ได้มากกว่าห้างเมดิโอ แล้วนำไปแลกเปลี่ยนกับกษัตริย์ มองจากทางกษัตริย์ ถ้ายอมตามทั้งสองห้างร้าน แล้วเอกสิทธิ์ของทั้งสองห้างเกิดคาบเกี่ยวกันขึ้นมา ทางกษัตริย์เองก็จะลำบาก เพราะฉะนั้นหากจะทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนแล้วก็จะต้องมีเพียงคู่ค้าเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น หากห้างมิโลเน่ชิงดำเนินการแลกเปลี่ยนให้เสร็จสิ้นก่อน ห้างเมดิโอก็จะไม่สามารถเรียกเอกสิทธิ์มาได้ เอกสิทธิ์นั้นมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น สำหรับห้างเมดิโอแล้ว ถึงจะต้องใช้เงินซื้อไม่ว่าเท่าใดก็คงจะยินยอม ห้างมิโลเน่ก็เช่นกัน แต่เมื่อตกอยู่ในภาวะคับขันเช่นนี้ หากได้สิ่งที่มีค่าเท่ากันก็เพียงพอ “แต่ว่า ... ไพ่ที่อยู่ในมือของฝั่งนั้นไม่ใช่การบุกทำลายสาขาย่อยที่นี่ แต่เป็นการส่งพวกเราขึ้นแท่นเพลิงประหารนะครับ ทางนั้นจะยอมจ่ายเงินมูลค่าเหมาะสมให้กับเราเหรอ” ลอเรนซ์เอนตัวไปข้างหน้าแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนขู่คำราม “หากรู้ว่าห้างร้านที่อาจจะถูกส่งขึ้นแท่นเพลิงประหารทำสัญญาซื้อขายแลกเปลี่ยนกับกษัตริย์แล้ว กษัตริย์เองคงจะเดือดร้อนไม่เบาเลยแหละครับ” เหมือนว่ามาร์ไฮท์จะฉุกคิดขึ้นได้ ศาสนจักรเป็นองค์กรที่มีอิทธิพลเหนือพรมแดน หากเป็นกษัตริย์แห่งประเทศมหาอำนาจ หรือจักรพรรดิแห่งมหาจักรวรรดิก็ว่าไปอย่าง แต่สำหรับกษัตริย์แห่งอาณาจักรเทรนี่ละก็ อำนาจของศาสนจักรนั้นยิ่งใหญ่เกินไป นอกจากเหตุผลนั้นแล้วยังเป็นกษัตริย์ที่เหมือนว่ากำลังเดือนร้อนในด้านการเงินอยู่ด้วย คงจะอยากหลีกเลี่ยงปัญหากับศาสนจักรแน่ๆ “หากทางเราทำสัญญากับกษัตริย์ได้แล้ว ห้างเมดิโอก็ไม่สามารถฟ้องร้องเราได้ง่ายๆ เพราะหากฟ้องร้องเราโดยไม่คิดหน้าคิดหลังแล้ว พอเราถูกศาสนจักรจับตามอง กษัตริย์ผู้ซึ่งค้าขายกับเราก็จะถูกจับตามองไปด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วห้างเมดิโอจะถูกกษัตริย์โกรธเคืองเท่าใดก็ไม่อาจทราบได้” “เข้าใจแล้วครับ แต่ฝั่งนั้นก็ไม่สามารถถอยได้ เหลือเพียงฆ่าตัวตายไปพร้อมๆกันเหรอครับ” “ครับ” “ดังนั้นเราก็จะใช้เงินมูลค่าเหมาะสมกับตัวเพื่อนร่วมทางของคุณลอเรนซ์เป็นเงื่อนไข เพื่อแลกกับเอกสิทธิ์นั้น” “ครับ” มาร์ไฮท์ลูบคางพลางพยักหน้าเหมือนกับพอใจอะไรบางอย่าง แล้วลดระดับสายตาลงบนโต๊ะ ลอเรนซ์รู้ว่าต่อไปมาร์ไฮท์จะพูดอะไร แล้วเตรียมหายใจลึกไว้เพื่อตอบคำพูดนั้น นี่เป็นความคิดยอดเยี่ยมหนึ่งเดียวในการฝ่าสถานการณ์นี้พร้อมกับได้กำไรทั้งห้างมิโลเน่และลอเรนซ์ แต่ยังมีปัญหาอยู่ หากคิดไม่สุด ลอเรนซ์ก็จะต้องเลือกระหว่างการทิ้งโฮโล หรือการขึ้นแท่นเพลิงประหารไปพร้อมๆกัน เขาทางเลือกแรกนั้นไม่มีอยู่ในความคิดของเขา ไม่มีทางมี มาร์ไฮท์เงยหน้าขึ้นแล้วพูดออกมา “โดยทฤษฎีแล้วอาจจะเป็นความคิดที่ดีครับ แต่คิดว่าคุณก็คงนึกถึงแล้วเช่นกันว่ายังมีปัญหาอยู่” “จะดำเนินการให้เร็วกว่าห้างเมดิโอได้อย่างไร ใช่ไหมครับ” มาร์ไฮท์เอามือเท้าคางแล้วพยักหน้า ลอเรนซ์ปล่อยคำพูดที่เตรียมไว้ออกมา “เท่าที่ผมคาดการณ์ ห้างเมดิโอยังไม่ได้รวบรวมเหรียญเงินได้มากพอครับ” “เหตุผล?” “เหตุผลก็คือการที่ไม่พาตัวโฮโลไปยังศาสนจักรทันทีที่จับตัวเธอได้ หากทางฝั่งนั้นรวบรวมเหรียญเงินไว้ได้มากเพียงพอแล้ว ก็สามารถวิ่งไปหาศาสนจักรเพื่อกำจัดพวกเราได้ทันที แต่ที่ไม่ทันเช่นนั้นแล้วดำเนินการขัดขวางพวกเราก็คงเป็นเพราะว่า ในช่วงเวลาน้อยนิดระหว่างการพิพากษาของศาสนจักรกับการลงอาญาห้างร้านของเรานั้น หากเรารีบดำเนินการซื้อขายกับกษัตริย์แล้วละก็ ฝั่งนั้นเองจะลำบากครับ ดังนั้นอาจจะพูดได้ว่า ห้างเมดิโอคิดว่าทางเราได้รวบรวมเหรียญเงินปริมาณเพียงพอที่จะดำเนินการซื้อขายแลกเปลี่ยนแล้ว ซึ่งเป็นการแสดงการไม่มีความมั่นใจในตัวเองอย่างมากครับ” มาร์ไฮท์หลับตาฟัง ลอเรนซ์พักหายใจแล้วพูดต่อ “ยิ่งไปกว่านั้น ผมคิดว่านี่เป็นการแสดงว่าห้างเมดิโอไม่อยากถูกล่วงรู้ว่าตนยังรวบรวมเหรียญเงินเทรนี่ได้ไม่เพียงพอ การค้าขายแลกเปลี่ยนครั้งนี้เป็นการจี้จุดอ่อนของกษัตริย์อย่างชัดเจน ขุนนางที่จะเป็นเป้าในการเจรจาต่อรองก็จะต้องทำทีท่าเป็นว่าพอดีมีเหรียญเงินอยู่ในมือจึงนำมาขาย เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตามควรจะคิดถึงเหตุการณ์ที่อาจตามมาได้อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นการที่คนอย่างเซเล็นนำหัวข้อค้าขายมาให้พ่อค้าเร่อย่างพวกผมก็คงเพื่อให้พ่อค้าเร่รวบรวมเหรียญเงิน แล้วรอจังหวะกว้านซื้อ ไม่มีพ่อค้าคนไหนอยากจะเก็บเหรียญเงินที่เริ่มลดค่าลงไว้นานๆหรอก แม้ทีท่าของเซเล็นจะน่าสงสัยแต่หากบอกว่าจะซื้อเหรียญเงินกลับให้ ไม่ว่าใครก็คงยอมขายให้ด้วยความยินดี ถึงนี่จะเป็นแค่การคาดการณ์ของผม แต่ผมคิดว่าไม่ผิดพลาดแน่ๆครับ หากห้างเมดิโอกว้านซื้อเหรียญเงินอย่างชัดแจ้ง ไม่เพียงห้างมิโลเน่ แต่ห้างร้านอื่นๆก็คงเห็นการไหลเวียนที่ไม่ปกติของเหรียญเงินเทรนี่ด้วยกระมัง” มาร์ไฮท์พยักหน้าช้าๆ “จากที่กล่าวมา ผมคิดว่าเป็นไปได้ครับ” เขาก็ส่งเสียงเหมือนคำรามอย่างเจ็บปวดแล้วหลับตา ถึงจะเป็นการคาดการณ์ที่ดูเหมือนจะถูกต้อง แต่ก็เป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น อาจเป็นแค่เพราะว่าห้างเมดิโอไม่อยากถูกห้างมิโลเน่สาขาใหญ่โกรธเคือง จึงไม่พาตัวโฮโลไปหาศาสนจักรก็เป็นได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลใดก็ตาม ทางนั้นต้องเกิดการลังเลใจขึ้นแน่ๆ และเมื่อมีการลังเลใจทั้งที ก็ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ “ถ้าอย่างนั้นเราสมมติว่าทางฝั่งนั้นยังเตรียมตัวไม่พร้อม ในกรณีนั้นคุณลอเรนซ์ตั้งใจจะดำเนินการอย่างไรครับ” ลอเรนซ์รับฟังคำพูดนั้น ขณะนี้เขาห้ามแสดงความกังวลใจใดๆทั้งสิ้น เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพ่มลมออกมาเฮือกใหญ่ แล้วพูดออกมาอย่างชัดเจน “ผมจะหาตัวโฮโลชิงตัวเธอกลับมา แล้วหนีไปจนกว่าการเจรจาต่อรองทางนี้จะสำเร็จครับ” มาร์ไฮท์กลั้นหายใจไปชั่วขณะ “ระ เรื่องพรรค์นั้น” “ผมก็คิดว่าไม่มีทางหนีได้พ้นครับ แต่อย่างน้อยก็พอซื้อเวลาได้ ในช่วงนั้นกรุณารวบรวมเหรียญเงินแล้วดำเนินการต่อรองด้วยครับ” “เป็นไปไม่ได้” “ถ้าอย่างนั้นจะฟ้องเรื่องโฮโลจากทางนี้เหรอครับ? ผมให้ร้ายห้างมิโลเน่แน่ๆครับ” เป็นคำขู่ที่ร้ายแรง มาร์ไฮท์หันหน้าไปหาลอเรนซ์ ซึ่งพูดคำขู่ที่เหมือนกับคำหักหลังออกมา ทำหน้าราวกับจะร้องให้แล้วอ้าปากพะงาบๆ แต่ไม่ว่าห้างมิโลเน่จะฟ้องร้องอย่างไรก็ตาม การที่ทางห้างทำสัญญาค้าขายกับลอเรนซ์และโฮโลก็เป็นความจริง โอกาสที่จะพ้นผิดในการพิพากษาของศาลศาสนจักรก็ประมาณครึ่งๆ แม้จะถูกตัดสินว่าไม่มีความผิด แต่ก็คงจะถูกปรับอย่างหนัก ยิ่งไปกว่านั้นการที่ลอเรนซ์จะกล่าวให้ร้ายห้างมิโลเน่ก็เห็นชัดอยู่ตรงหน้า มาร์ไฮท์กลุ้มใจ กลุ้มใจอย่างมาก ลอเรนซ์จึงจี้จุดนั้น “หากได้รับความช่วยเหลือจากห้างมิโลเน่ เราคงหนีได้สักวันสองวัน เพื่อนที่หนีไปด้วยกันเป็นร่างจำแลงของหมาป่านะครับ หากใช้พลังนั้นหนีไม่มีทางที่มนุษย์หน้าไหนจะจับได้หรอก” แน่นอนว่าลอเรนซ์ไม่รู้ว่าโฮโลสามารถทำได้หรือไม่ แต่คำพูดนั้นมีแรงชักจูง “อือ ... อืม ...” “ที่ครั้งนี้ถูกจับไปก็เพราะให้ผมมาที่นี่ ยอมให้คนเห็นแล้วหนีครับ หากไม่มีเป้าหมาย แค่หนีเฉยๆ ไม่มีทางที่จะถูกจับได้ครับ ผมขอถาม ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะสามารถรวบรวมเหรียญเงินมากพอจะเจรจาต่อรองกับกษัตริย์ได้ครับ” “วะ ... เวลาเท่าไหร่ เหรอครับ” ถึงจะรู้สึกว่าถูกลอเรนซ์กดดันมากขึ้นเรื่อยๆ แต่หัวก็ยังคงแล่นอยู่ สายตาของมาร์ไฮท์เหม่อออกไป เห็นได้ชัดว่ากำลังครุ่นคิดอยู่ ลอเรนซ์มั่นใจว่าหากตนสามารถชิงตัวโฮโลคืนมา และได้รับความร่วมมือจากห้างมิโลเน่แล้ว เขาก็สามารถหนีพ้นได้สองวันเต็ม พัทซิโอเป็นเมืองเก่า มีสิ่งก่อสร้างมากมาย ถนนหนทางซับซ้อน หากคิดจะหลบซ่อนตัวละก็มีที่ให้หลบมากมาย หากฝั่งตรงข้ามมีเพียงห้างเมดิโอก็ละหนีพ้นแน่ๆ ลอเรนซ์มั่นใจเช่นนั้น แล้วมาร์ไฮท์ก็ลืมตาขึ้น “หากให้ม้าเร็ววิ่งไปยังปราสาทตอนนี้เลยโดยไม่มีปัญหาอะไรก็จะไปถึงราวพลบค่ำ หากเจรจาเสร็จเร็วก็จะกลับมาถึงที่นี่ราวๆรุ่งเช้า หากการเจรจาล่าช้าขึ้นเท่าไหร่ ก็จะสายขึ้นเท่านั้นครับ” “สามารถให้ม้าเร็ววิ่งไปเจรจาได้ตอนนี้เลยเหรอครับ ยังไม่รู้จำนวนเหรียญเงินที่มีอยู่ในมือเลยไม่ใช่เหรอครับ” “ที่ที่มีเหรียญเงินอยู่นั้นมีจำกัด ฉะนั้นปริมาณเหรียญเงินที่เราจะหาได้ก็สามารถคิดได้คร่าวๆ เจรจาด้วยปริมาณนั้น แล้วเตรียมเหรียญเงินให้พร้อมทันวันที่แลกเปลี่ยนเหรียญเงินได้ก็ไม่มีปัญหา” ถึงจะเจรจาด้วยเงินในอนาคต หากรวบรวมเหรียญเงินได้พอภายในวันแลกเปลี่ยนได้ก็ไม่มีปัญหา คนที่แม้ในการเจรจาการค้ากับกษัตริย์ยังสามารถใช้ความคิดบ้าบิ่นขนาดนี้ได้ ก็คงมีเพียงคนของห้างร้านใหญ่ๆเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังต้องบอกจำนวนเหรียญเงินให้มากจนฝั่งกษัตริย์ยอมแพ้ที่จะรับซื้อเหรียญเงินในราคาถูกอีกด้วย ถึงจะเป็นการคิดด้วยเงินอนาคตที่ใจกล้ามาก แต่การที่ความคิดบ้าบิ่นเช่นนี้ออกมาได้ ลอเรนซ์คิดว่าเป็นเพราะมาร์ไฮท์ตั้งใจจะทำเช่นนั้นจริงๆ “ที่จริงแล้วผมอยากทราบคนที่อยู่เบื้องหลังห้างเมดิโอก่อนแล้วค่อยดำเนินการเจรจา เพราะหากรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังก็สามารถมองเห็นเส้นทางการไหลของเม็ดเงิน ทำให้สามารถเข้าไปแทรกแซง หรือคำนวณจำนวนเงินคร่าวๆนั้นได้ แต่ตอนนี้เราไม่มีเวลาจะคิดหรือคาดการณ์เรื่องนี้แล้ว” ลอเรนซ์รู้อยู่ว่าไร้ประโยชน์ ถึงกระนั้นเขาก็พยายามคิดดูว่าเป็นใครกัน แต่ไม่มีทางที่เขาจะนึกออกได้ในทันที เขาจึงถอนหายใจออกมาราวกับหมดแรง แต่ตอนนี้เขาต้องมองไปข้างหน้า ลอเรนซ์ยืดตัวแล้วมองดูมาร์ไฮท์ “ในการเจรจากับกษัตริย์ จะสามารถเจรจาสำเร็จได้ในทันทีหรือเปล่าครับ” ไม่ว่าการเจรจาจะเสร็จเร็วหรือจะลากยาว เขาก็ต้องหนี ไม่ว่าจะเป็นทางใดก็เหมือนกัน แต่คำตอบก็ยังมีผลต่อจิตใจ มาร์ไฮท์กระแอมเบาๆ แล้วกล่าวอย่างเฉียบขาด “หากห้างมิโลเน่ตั้งใจจะให้เป็นเช่นนั้น การเจรจาก็ไม่มีทางยืดยาวออกไปได้ครับ” ลอเรนซ์ยิ้มออกมาโดยไม่ทันคิด คำพูดของมาร์ไฮท์นั้นน่าเชื่อถือ ลอเรนซ์ยื่มมือขวาออกไป พลางเอ่ยปากถามมาร์ไฮท์ราวกับถามเกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ “ตอนนี้คุณรู้สถานที่กักตัวโฮโลแล้วใช่ไหมครับ” “พวกเราคือห้างมิโลเน่ครับ” คิดถูกแล้วที่เลือกห้างนี้ ลอเรนซ์จับมือกับมาร์ไฮท์ไปพลางกล่าวเงียบๆอยู่ในใจ “คนของห้างร้านเราถูกลอบทำร้ายบ้าง ร้านถูกวางเพลิงบ้างเป็นเรื่องปกติธรรมดา เราเลยรอบรู้เกี่ยวกับเมืองนี้มากกว่าคนอื่นเขา มาตรการฉุกเฉินก็พร้อม แม้จะมีกองอัศวินล้อมเมืองนี้ไว้ พวกเราจะมีชีวิตรอดอยู่ให้ดูเลย แต่พวกเราก็ยังมีคู่แข่งอยู่ดีแหละครับ” “ศาสนจักรเหรอครับ” “ใช่แล้ว พวกเขาก็เดินทางไปหลากหลายเมืองหลากหลายดินแดน โดยเฉพาะพวกที่เป็นแนวหน้าออกไปเผยแพร่ศาสนาจะเชี่ยวชาญพอๆกันหรือมากกว่าพวกเราเสียอีก ทราบรึเปล่าครับ” “พวกเขาไวเหมือนปรอทจริงๆครับ” “ฉะนั้นหากศาสนจักรตั้งใจค้นหาตัวแล้วละก็อย่าหนี ให้หลบอยู่นิ่งๆ แต่ก่อนหน้านั้นก็อยากจะจัดการให้สิ้นเรื่องก่อนอยู่แล้วครับ แล้วก็ รหัสลับคือ พิเรออน นูไม นะครับ “เหรียญทองใหญ่สองชนิดเหรอครับ” “ถือเป็นลางดีใช่ไหมล่ะครับ เอาล่ะ ขออวยพรให้ประสบความสำเร็จโดยปลอดภัย” “ครับผม จะไม่ทำให้ผิดหวังครับ” ลอเรนซ์กับมาร์ไฮท์จับมือกันอีกครั้งก่อนจะขึ้นรถม้า เป็นรถม้าธรรมดาที่ไม่มีอะไรโดดเด่น เพียงแค่มีผ้าคลุมปิดทำให้คนข้างนอกมองไม่เห็นหน้าคนที่อยู่ข้างใน แต่นี่ก็ไม่ใช่รถสำหรับที่โฮโลนั่งแล้วหนีไป เป็นรถสำหรับให้ลอเรนซ์เดินทางไปรับตัวโฮโลได้อย่างปลอดภัย ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนจะมีไว้สำหรับไม่ให้ลอเรนซ์รู้ว่าตนกำลังไปทางไหน มากเสียกว่าแค่โดยสารเขา คนของห้างมิโลเน่ได้ยินเสียงอึกกะทึกเมื่อคืน จึงลอบตามพวกนั้นไปโดยไม่รู้ว่าเป็นอะไรจนรู้ที่กักตัวโฮโล เช่นเดียวกันพวกของห้างเมดิโอก็ต้องคอยจับตาดูร้านสาขาของห้างมิโลเน่ด้วยเช่นกัน ความระมัดระวังนั้นไม่มีคำว่าเกินไปอยู่แล้ว พ่อค้านั้นอยู่ซึ่งๆหน้าก็หลอกลวงกัน ยิ่งลับหลังยิ่งหลอกลวงกันอย่างน่ากลัวขึ้นไปอีก ลอเรนซ์กับคนของห้างร้านที่ขึ้นรถไปด้วยกันช่วยกันเลื่อยไม้กระดานพื้นรถ แล้วมองตรวจสอบดูพื้นถนนปูด้วยหินที่ค่อยๆเลื่อนไป “พอลงไปใต้ดินแล้วก็เกาะกำแพงทางด้านขวาเดินไปเรื่อยๆ ใช่ไหมครับ” “จุดมุ่งหมายคือสุดทางตันครับ หากชิงตัวมาได้สำเร็จประตูจะเปิดออก ถ้าได้ยินคำว่า ราเฮ ก็ให้รอเพื่อนร่วมทางของคุณ ถ้าได้ยินว่า เพโรโซ่ ก็ให้รีบหนีกันไปตามทางที่กำหนดไว้ทันทีนะครับ” “เศรษฐกิจดี กับ เศรษฐกิจตกต่ำ เหรอครับ” “เข้าใจง่ายดีใช่ไหมละครับ” ลอเรนซ์ยิ้มเจื่อนๆแล้วพยักหน้ารับคำ ดูเหมือนว่าห้องมิโลเน่จะชอบรหัสลับพวกนี้ “ใกล้ถึงแล้วครับ” ทันทีที่คนของห้างร้านพูดขึ้นมา คนคุมบังเหียนที่นั่งอยู่ที่นั่งคนขับก็เคาะที่นั่งด้านหลัง เป็นสัญญาณว่าหยุด หลังจากนั้นก็มีเสียงม้าร้อง แล้วรถม้าก็หยุด ตามด้วยเสียงคนคุมบังเหียนตะโกนด่าว่าใครบางคน ลอเรนซ์รีบลอดตัวผ่านรูที่พื้นออกจากรถม้าไป แล้วเลื่อนแผ่นหินปูถนนออกไปหนึ่งแผ่น เปิดออกเป็นรูมืดๆ เขากระโดดลงไปในทันที ซ่า เสียงเท้ากระทบพื้นน้ำสาดกระจาย แต่ดูเหมือนว่าเขาลงมายืนอยู่ได้โดยไม่ล้มลง ทางข้างบนคงดูให้แน่ใจว่าเขาไม่มีปัญหาอะไร แล้วก็รีบนำแผ่นหินปิดกลับที่เดิม ทางใต้ดินก็มืดสนิทลง เมื่อผ่านไปครู่หนึ่งก็มีเสียงรถม้าออกวิ่งต่อไป “เตรียมการถึงขนาดนี้เลยเชียว” ลอเรนซ์พูดด้วยความประหลาดใจ เกาะกำแพงทางขวามือแล้วค่อยๆออกเดินไป นี่เป็นทางน้ำใต้ดินเก่า หลังจากขุดคลองส่งน้ำไปยังตลาดเสร็จก็ไม่ได้ใช้งานอีกต่อไป นี่คือเท่าที่ลอเรนซ์รู้ เหมือนว่าห้างมิโลเน่จะสำรวจเส้นทางอย่างละเอียดแล้วขยายต่อกับชั้นใต้ดินของอาคารอีกหลายแห่ง นี่เป็นงานถนัดของศาสนจักร ปากบอกว่าสร้างหลุมศพใต้ดิน แต่ที่จริงสร้างทางเชื่อมต่อใต้ดินเป็นของตัวเอง การใช้งานก็เช่นใช้เป็นเส้นทางสืบหาข่าวกรองหรือเลี่ยงภาษี ศาสนจักรยิ่งมีอำนาจมากเท่าใดก็ยิ่งมีศัตรูมากขึ้นเท่านั้น เส้นทางเหล่านั้นยังใช้เป็นทางหลบหนีอีกด้วย พ่อค้าเร่ที่รู้จักกันเคยกล่าวไว้ว่า ทั้งเมืองที่ตั้งวิหารใหญ่ของศาสนจักรและเมืองที่ตั้งของสาขาใหญ่ของห้างมิโลเน่คงจะไม่ต่างกับที่อยู่ของปิศาจร้ายหรือสัตว์ประหลาดสักเท่าไหร่ เหมือนกับอาศัยอยู่บนถ้ำหมีอย่างไรอย่างนั้นเลย ตอนนี้เขาถึงได้รู้สึกถึงความน่ากลัวนั้นจริงๆ แม้ว่าจะเป็นทางน้ำใต้ดินเฉอะแฉะมืดสนิท แต่ก็สามารถเดินได้อย่างมั่นคงกว่าพื้นถนนทั่วไป รู้สึกได้ถึงการดูแลรักษาเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นเองเขาถึงรู้สึกสบายใจ ห้างร้านมิโลเน่นั้นแข็งแกร่ง “นี่เหรอ” ลอเรนซ์ฟังเสียงน้ำที่สะท้องกลับมาแล้วตัดสินว่ามาถึงทางตันแล้ว พอเขายื่นมือออกไปข้างหน้าก็สัมผัสกับกำแพง การถูกหมาจรจัดวิ่งไล่ตามถนนในภูเขาที่ไร้แสงจันทร์เป็นเรื่องปกติทั่วไปของพ่อค้าเร่ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นแล้วต้องวิ่งในทางน้ำใต้ดินนี้ลอเรนซ์ก็มั่นใจว่าเขาจะรู้ว่ากำแพงอยู่ตรงไหน เหมือนว่าทางขวามือข้างบนเป็นห้องเก็บของและที่พักของร้านของชำที่มีความสัมพันธ์กับห้างเมดิโออยู่ โฮโลถูกกักตัวอยู่ในห้องเก็บของนั้น บนหัวของเขาตอนนี้เป็นที่พักของตัวแทนห้างมิโลเน่ที่สร้างขึ้นไว้สำหรับเวลาฉุกเฉิน อีกทั้งยังสร้างเส้นทางลับระหว่างสองอาคารไว้อีกด้วย เป็นการระแวดระวังที่น่าขนลุก แต่การตั้งร้านค้าในต่างแดนก็คงเป็นอย่างนี้แหละ ลอเรนซ์พึมพำแล้วจำใส่ใจเอาไว้ ระหว่างที่ครุ่นคิดอยู่นั้นก็มีเสียงระฆังดังขึ้นมาจากไกลๆ เป็นเสียงระฆังเปิดตลาด ทางห้างมิโลเน่กล่าวไว้ว่าจะใช้ระฆังนี้เป็นสัญญาณบุกรุก ตอนนี้ข้างบนอาจจะกำลังต่อสู้กันอยู่ก็ได้ หากไม่สามารถชิงตัวโฮโลมาได้ระหว่างเสียงระฆังเปิดตลาดกับเสียงระฆังเริ่มค้าขายได้ สถานการณ์ก็จะลำบากขึ้น เพราะลูกค้าร้านของชำจะทยอยเข้ามา ไม่รู้ว่าร้านนี้เป็นร้านสนิทกับห้างเมดิโอหรือเปล่า ไม่ว่าข้างในจะมีตัวประกันที่สำคัญอยู่หรือไม่ก็ตาม วันชำระหนี้ก็จะมาถึง มีเพียงการค้าเท่านั้นแหละที่ไม่สามารถหยุดพักได้ ปัญหาคือจำนวนคนที่เฝ้าดูโฮโลอยู่ ถ้าจำนวนมากก็จะทำให้ห้างมิโลเน่ดูออกได้ง่าย แต่ถ้าน้อยเกินไปหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นมาก็จะทำอะไรไม่ได้ ลอเรนซ์ได้แต่หวังว่าฝั่งตรงข้ามจะเน้นจำนวนคนที่ซ่อนตัวโฮโล เพราะว่ายิ่งจำนวนคนที่เฝ้ายามมากขึ้นเท่าใด โอกาสที่จะมีการต่อสู้กันก็ยิ่งมากขึ้น คนที่ออกมาสู้ก็จะไม่ได้ถือผ้าปิดตาหรือเชือก แต่จะเป็นมีดดาบแทน หากเป็นเช่นนั้นปัญหาที่ยุ่งยากอยู่แล้วก็จะยิ่งยุ่งยากมากขึ้น เขาอยากจะให้เลี่ยงปัญหาเหล่านี้เท่าที่ทำได้ ไม่รู้ว่าเขายืนรอครุ่นคิดอยู่นานขนาดไหน ในตอนแรกก็ยังใจเย็นอยู่ แต่พอรู้สึกตัวอีกทีตัวเขาก็สั่นจนเกิดเสียงบนพื้นน้ำที่เขายื่นอยู่ ราวกับแสดงถึงความกังวลใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาจึงพยายามบังคับตัวเองไม่ให้สั่น แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เขาลองยืดตัวอยู่หลายครั้ง แต่ก็มีแต่จะทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นแล้วรู้สึกกังวลยิ่งขึ้นไปอีก เขามองถึงไปข้างบนราวกับจะถามว่ายังไม่เปิดอีกเหรอ เมื่อนั้นเขาก็รู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง เขาคงไม่ได้มาผิดที่ใช่ไหม “มะ ไม่มั้ง” เมื่อลอเรนซ์คิดเช่นนั้นแล้วกำลังจะตรวจสอบดูว่าเป็นทางตันจริงหรือเปล่า “ราเฮ” เขาก็ได้ยินเสียงคนพูดมาจากบนศีรษะ เสียงคนรีบร้อนเปิดไม้กระดานปูพื้น แล้วตามมาด้วยเสียงคนพูดว่า “ราเฮ” อีกครั้งหนึ่ง ลอเรนซ์ตอบไปว่า “นูไม” แล้วเขาก็ได้ยินเสียงตอบกลับว่า “พิเรออน” พร้อมกับแสงสว่างที่สาดลงมาหลังจากเปิดฝาไม้กระดานแล้ว “โฮโล!” พอเขาเห็นใบหน้านั้นก็เผลอตะโกนออกมาโดยไม่ทันคิด แต่โฮโลเงยหน้าขึ้นเหมือนไม่ได้ยินเสียงของลอเรนซ์ พูดอะไรบางอย่างกับคนที่อยู่ข้างบน แล้วก้มหน้าลงมาในรูมองดูลอเรนซ์อีกครั้งหนึ่ง พร้อมพูดห้วนๆว่า “ถ้าเจ้าไม่หลบข้าก็ลงไปไม่ได้”  จะว่าเป็นทีท่าปกติก็ใช่ โฮโลพูดด้วยทีท่าปกติที่เคยพูดกับเขาตลอดมา แต่เมื่อลอเรนซ์ได้ยินเสียงนั้น เขาก็รู้สึกตัวว่าตนรอคอยใบหน้าและน้ำเสียงดีใจของโฮโลอยู่ ขณะที่เขาหลบไปข้างๆตามที่โฮโลพูดแล้วรอให้เธอกระโดดลงมานั้น ในใจเขาไม่ได้มีแต่ความดีใจที่ได้พบโฮโลอีกครั้ง แต่ยังมีความผิดหวังที่มากกว่านั้นเพราะไม่ได้ยินเสียงที่เขานึกถึง เขาพูดอะไรไม่ได้เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เขาคิดไปเอง แต่เมื่อเขามองโฮโลซึ่งรับของที่ส่งลงมาจากข้างบนโดยไม่สนใจเขาแล้ว ความกระวนกระวายใจในใจของเขาก็มีแต่จะเพิ่มขึ้น “ยืนทื่ออยู่อย่างนั้นทำไมล่ะ เอ้านี่ ส่วนของเจ้า รีบๆขนนี่ไป เข้าไปข้างในนู่น” “อะ เอ่อ อื้ม” เมื่อเขารับของที่เหมือนกับถูกจับยัดใส่มือมา เขาก็เดินเข้าไปตามทางเดินราวกับกำลังถูกผลัก สิ่งของที่ถูกจับยัดมาใส่มีเสียงดัง แกร๊ง แกร๊ง เหมือนว่าจะขโมยของมีค่ามาด้วยให้เหมือนกับเป็นการบุกปล้น หลังจากนั้นก็มีคนอีกคนหนึ่งกระโดดลงมาจากรูนั้นแล้วฝาก็ปิด ที่ข้างล่างกลับมามืดอีกครั้ง แต่นี่เป็นสัญญาณให้ออกเดินต่อ ลอเรนซ์ออกเดินโดยไม่สามารถเปิดปากทักทายโฮโล หลังจากนั้น เมื่อมาถึงทางแยกก็เลี้ยวไปทางขวา เกาะกำแพงทางซ้ายแล้วเดินตรงไปจนถึงทางแยกอีกทาง กลับขึ้นไปบนดินอีกครั้ง ขึ้นรถม้าที่รออยู่แล้วกลับลงเส้นทางใต้ดินอีกที่หนึ่ง ไม่มีใครพูดอะไรออกมาระหว่างที่เดินไปจนถึงทางตัน ลอเรนซ์ปีนบันไดเชือกที่เตรียมไว้ขึ้นไปแล้วเคาะเพดานสามครั้งตามที่เตรียมการกันไว้ หากเกิดอะไรผิดพลาดไม่สามารถมารออยู่ได้ก็ต้องไปอีกเส้นทางนึงสินะ หลังจากที่เขาคิดเช่นนั้นไม่นานรูบนเพดานก็เปิดออก ข้างบนเป็นข้างในรถม้า หลังจากแลกรหัส “พิเรออน” “นูไม” แล้ว ลอเรนซ์ก็มุดเข้าไปในรถม้า “เหมือนว่าจะไปได้ด้วยดี –” คนของห้างร้านที่อยู่ในรถม้าพูดพลางดึงตัวโฮโลขึ้นไป เมื่อเขาเห็นหูหมาป่าก็เหมือนชะงักไปครู่หนึ่ง “การค้านี่เต็มไปด้วยความประหลาดใจจริงๆ” แต่เขาก็พูดพร้อมหัวเราะ แล้วปิดฝาพื้นหินปูถนนลง “ยังมีอีกคนอยู่ข้างใน” “อ้อ เขาจะเก็บบันไดเชือกแล้วขึ้นบนพื้นอีกเส้นทางนึง แจ้งข่าวของห้างเมดิโอให้กับเพื่อนแล้วออกจากเมืองครับ" ฝีมือที่ยอดเยี่ยมจนน่ากลัวคงมาจากการฝึกฝนแผนรับมือทุกวันๆ เมื่อปิดรูที่พื้นรถม้าแล้วเขาก็กล่าวทิ้งท้ายว่า “ขอให้คุณโชคดี” ก่อนจะถือของที่โฮโลกับลอเรนซ์ถือมาแล้วลงจากรถม้าไป คนคุมบังเหียนส่งสัญญาณออกรถทันทีหลังจากนั้น ตอนนี้ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนอย่างราบรื่น หากไม่นับทีท่าของโฮโลที่อยู่ตรงหน้า “ข้าดีใจที่เจ้าปลอดภัย” การที่เขาพูดได้โดยไม่ติดขัดนั้นถือว่าดีมากแล้ว นี่ถือว่าเต็มความสามารถของเขาแล้ว เขาไม่สามารถพูดอะไรไปมากกว่านี้ได้อีกกับโฮโลที่นั่งตรงข้ามและกำลังนำผ้าพันคอมาคลุมหัว ดังนั้นกว่าเธอจะตอบกลับมาก็คือหลังจากที่โฮโลคลุมฮู้ดแล้วปรับให้เข้าที่เรียบร้อย “ดีใจที่ปลอดภัย งั้นเหรอ?” “อื้ม” ลอเรนซ์คิดจะพูดออกมา แต่คำพูดนั้นติดอยู่ในลำคอ ถึงตอนนี้โฮโลก็ยังจ้องหน้าลอเรนซ์จากใต้ฮู้ดด้วยใบหน้าราวกับจะกัดเขา หรือว่า เธอไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่เห็น “ลองพูดชื่อของข้าดูสิ” แต่คำพูดของโฮโลนั้นไม่ใช่อย่างที่เขากังวล ถึงกระนั้นพลังของโฮโลก็ทำให้ลอเรนซ์ซึ่งตัวใหญ่กว่าเธอเกือบเท่าตัวต้องหงอได้ ลอเรนซ์จึงตอบไปตามที่ตนคิดโดยไม่รู้อะไร “ก็ ... โฮโล” “หมาป่าเจ้าปัญญาโฮโล” กรรรรร เธอโกรธจนแทบจะได้ยินเสียงขู่คำรามจากในลำคอ แต่เขาก็ไม่รู้ว่าเธอโกรธอะไร เขาพร้อมจะกล่าวคำขอโทษกี่ครั้งก็ได้ถ้าเธอต้องการ เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตามเธอยอมไปเป็นตัวตายตัวแทนแทนเขา หรือเธอถูกใครกระทำสิ่งที่พูดออกมาจากปากไม่ได้ “ตั้งแต่ข้าเกิดมา ข้าสามารถพูดชื่อคนที่ทำให้ข้าต้องอับอายได้ทุกคน และตอนนี้ข้าก็ต้องเพิ่มชื่อคนคนหนึ่งเข้าไปด้วย ชื่อเจ้านั่นแหละ!” เหมือนว่าเธอจะถูกกระทำอย่างที่คิด แต่ท่าทางการโกรธของโฮโลที่อยู่ตรงหน้าดูไม่เหมือนกับของหญิงสาวในหมู่บ้านที่ถูกนักเลงหรือโจรภูเขาปล้น ยิ่งไปกว่านั้น หากพูดอะไรที่ไม่เข้าท่าออกไปก็อาจเป็นการเติมเชื้อไฟให้เธอโกรธมากขึ้นก็เป็นได้ ดังนั้นช่วงเวลาแห่งความเงียบจึงดำเนินต่อไป โฮโลอาจเห็นการที่ลอเรนซ์เงียบอยู่นั้นเป็นเรื่องน่าโมโห เธอจึงยืนขึ้นแล้วเดินเข้ามาหา กำปั้นที่กำด้วยความโกรธนั้นกลายเป็นสีขาว ไม่มีทางให้หนี ในที่สุดโฮโลก็มายืนอยู่ตรงหน้าลอเรนซ์ เพราะความสูงพอดีกัน สายตาของโฮโลจ้องตรงทะลุเข้าตาของลอเรนซ์อย่างที่ไม่มีทางตรงไปกว่านี้ได้อีก โฮโลคลายหมัดแล้วคว้าคอเสื้อของลอเรนซ์ขึ้นมาเต็มแรง ถึงแรงของเธอจะไม่มากอย่างที่เห็น แต่เขาก็ไม่คิดจะสะบัดหนี “ข้าบอกกับเจ้าแล้วใช่มั้ย ว่าให้เจ้ามารับตัวข้ากลับไปน่ะ” ลอเรนซ์พยักหน้าในทันที “ข้า ... ข้ามั่นนนนนใจเหลือเกินว่าเจ้าจะมารับข้า ... อ๊า ... แค่คิดก็ทำให้โมโหแล้ว!” เสี้ยววินาทีนั้นลอเรนซ์รู้สึกเหมือนว่าตนตื่นจากความฝัน “ถ้าเจ้าเป็นตัวผู้จริงก็ฝนเล็บแล้วไปสู้กับเขาด้วยสิ! มุดหัวอยู่แต่ในรูนั่น ข้าเลย ข้าเลยต้องอับอาย –” “แต่เจ้าก็ปลอดภัยใช่มั้ยล่ะ” พอลอเรนซ์ที่ไม่ได้พูดอะไรจนจบพูดขึ้นมา โฮโลก็ทำปากเบ้อย่างไม่สบอารมณ์แล้วหันหน้าหนีไป แล้วหลังจากที่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็พยักหน้าเหมือนกับกลืนของขมลงคอ โฮโลอาจถูกปิดตา จึงเข้าใจผิดคิดว่าคนของห้างมิโลเน่ที่ไปช่วยเธอเป็นลอเรนซ์ แล้วพูดอะไรออกไปก็เป็นได้ แต่โฮโลโกรธถึงขนาดบอกว่าเป็นความน่าอับอายที่ไม่ควรจะเกิด สิ่งที่เธอพูดออกไปคืออะไรกัน ลอเรนซ์รู้สึกดีใจ เพราะรู้ว่าหากเขาไปด้วยตนเอง โฮโลก็ต้องแสดงสีหน้ารอคอยเขาอยู่แน่ๆ ลอเรนซ์จับแขนบางๆของโฮโลที่จับคอเสื้อเขาอยู่ แล้วบีบเบาๆ โฮโลฝืนเล็กน้อยเหมือนกำลังงอน แต่ในไม่ช้าก็ผ่อนแรงออก หูหมาป่าที่ตั้งอยู่ก็ลู่ลงอย่างรวดเร็วจนมองออกแม้จากนอกฮู้ด ใบหน้าที่บูดบึ้งจากความโกรธก็เปลี่ยนเป็นสีหน้างอน สิ่งที่ไม่สามารถหาได้แม้จะเดินทางไปรอบโลกจนมีเงินมากมายล้นฟ้านั้นอยู่ตรงหน้าเขา “ข้าดีใจที่เจ้าปลอดภัย” พอลอเรนซ์พูดเช่นนั้น ดวงตาของโฮโลที่เบิกกว้างด้วยความโกรธเมื่อครู่ก่อนก็ค่อยๆปิดลง เธอพยักหน้าเล็กน้อย แต่เธอยังคงเบ้ปากอยู่เล็กน้อย “ตราบที่เจ้าเก็บข้าวสาลีนั้นไว้ ข้าก็ไม่มีทางตายหรอก” โฮโลไม่ปัดมือของลอเรนซ์ออก แต่ใช้นิ้วจิ้มไปยังกระเป๋าเสื้อของลอเรนซ์ “สำหรับหญิงสาวยังมีการทรมานที่เลวร้ายพอๆกับความตายอยู่นะ” พอลอเรนซ์ดึงมือของโฮโลเข้ามา โฮโลก็ค่อยๆเอนกายไปแล้ววางคางของตนลงบนไหล่ของเขา เขารู้สึกได้ถึงความเบาของร่างกายของโฮโลที่เบากว่ามัดข้าวสาลีในถุงปอ แล้วโฮโลก็กระซิบเหมือนกับหยอกล้อ “หุหุ ก็ข้าน่ารักออกขนาดนี้ มนุษย์ตัวผู้ก็ยังแพ้ข้าเลย ไม่มีมนุษย์ตัวผู้คนไหนที่จะชนะข้าได้หรอก” โฮโลถอยห่างจากตัวลอเรนซ์ แล้วก็ยิ้มเหมือนกับที่เธอทำอยู่ประจำ “พอข้าพูดว่า หากเจ้าแตะต้องตัวข้า ระวังอะไรบางอย่างจะหลุดออกจากตัวนะ แต่ละคนก็หน้าซีดกันไปหมดแล้ว หุหุ” เธอพูดแล้วยิ้มให้เห็นเขี้ยวแหลมสองซี่ที่สะท้อนแสงเป็นประกายอยู่ใต้ริมฝีปากสีชมพู แน่นอนว่าพอถูกพูดเช่นนี้ทุกคนก็คงจะถอยหนีกันหมด “แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่” ทันใดนั้นรอยยิ้มก็เลือนหายไปจากใบหน้าของโฮโลกลายเป็นใบหน้าไร้อารมณ์ ลอเรนซ์พอจะเข้าใจว่าเป็นความโกรธเงียบๆต่างจากก่อนหน้านี้ “เจ้าคิดว่าในกลุ่มคนที่จับตัวข้าไปมีใครอยู่ด้วย?” คำว่า โกรธแค้น อาจตรงกับอารมณ์ของเธอตอนนี้ก็เป็นได้ เขี้ยวของเธอเห็นได้ชัดใต้ริมฝีปากบนใบหน้าโกรธแค้นของเธอ ลอเรนซ์ปล่อยข้อมือเล็กๆของโฮโลออกโดยไม่ทันคิด “มีใคร อยู่เหรอ” ใครกันที่ทำให้โฮโลโกรธได้ขนาดนั้น มีคนที่เคยรู้จักอยู่ด้วยเหรอ ขณะที่ลอเรนซ์กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น โฮโลก็ทำจมูกย่นแล้วพูดออกมา “ยาเรย์ เจ้ารู้จักใช่มั้ย” “มะ” ไม่น่า เขาพูดได้ไม่จบคำ เพราะในเสี้ยววินาทีนั้น มีความคิดหนึ่งแวบขึ้นมาในหัวของเขา “เรื่องเป็นอย่างนี้นี่เอง! คนที่อยู่เบื้องหลังห้างเมดิโอคือเคานท์เอเล็นด็อตนี่เอง!” โฮโลซึ่งเตรียมจะระเบิดความโกรธออกมาอย่างเต็มที่ พอได้ยินเสียงตะโกนของลอเรนซ์ก็ประหลาดใจจนพูดอะไรไม่ออก “ถ้าเป็นแหล่งปลูกข้าวสาลีขนาดใหญ่ละก็สามารถให้ผู้ซื้อจ่ายเงินเป็นชนิดเหรียญเงินตามที่ตนต้องการได้ ยิ่งไปกว่านั้นการเว้นภาษีข้าวสาลีก็ถือเป็นเรื่องดีเยี่ยมสำหรับทั้งห้างเมดิโอ ท่านเคานท์ และชาวบ้านของหมู่บ้านนั้นทุกคน เข้าใจแล้ว ข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงมีคนที่รู้ว่าเจ้าเป็นหมาป่าอยู่ด้วย!” โฮโลมองดูลอเรนซ์ด้วยความงง แต่ลอเรนซ์ก็ไม่สนใจเธอ ให้เธอหลบไปข้างๆแล้วกระโดดตัวลอยไปยังช่องติดต่อกับคนคุมบังเหียน พอเปิดบานหน้าต่างไม้เล็กๆนั้นออก หนึ่งในคนคุมบังเหียนก็กำลังเงี่ยหูฟังเขาอยู่ “ได้ยินเมื่อครู่นี้หรือเปล่าครับ” “อื้ม ได้ยินแล้วครับ” “คนที่อยู่เบื้องหลังห้างเมดิโอคือเคานท์เอเล็นด็อตครับ พ่อค้าที่ทำการค้าข้าวสาลีกับเคานท์คือเส้นทางรวบรวมเหรียญเงินทางใหญ่ ช่วยบอกนี่ให้กับคุณมาร์ไฮท์ด้วยนะครับ” “ได้เลยครับ” พอพูดจบ หนึ่งในคนคุมบังเหียนก็ลงจากรถม้าแล้วออกวิ่งไป ม้าเร็วที่จะไปเจรจากับทางวังเทรนี่คงจะออกไปแล้ว หากการเจรจายืดยาวออกไปก็สามารถเพิ่มเงื่อนไขในการเจรจาได้ หากรู้ช่องทางการรวบรวมเหรียญเงินของห้างเมดิโอแล้ว ใช้ชื่อกับกำลังทรัพย์ของห้างมิโลเน่เข้าแทรกแซงก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่หากนึกขึ้นได้ก่อนหน้านี้ก็อาจจะจบลงโดยที่โฮโลไม่ต้องเสี่ยงชีวิต หากเป็นเช่นนั้นการซื้อขายคงจะเป็นไปได้อย่างราบรื่น พอคิดเช่นนั้นก็ทำให้เขารู้สึกเจ็บใจ แต่ตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว มานึกขึ้นได้ตอนนี้ก็ถือว่าดีแล้ว “...ข้ามองไม่ออก” เมื่อเขากลับมานั่งบนเก้าอี้กอดอกครุ่นคิดนั่นเอง โฮโลที่นั่งอยู่บนที่นั่งกลับกันกับเมื่อครู่นี้ก็ถามขึ้นมาด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ลอเรนซ์ถึงนึกถึงได้ว่าตนตัดบทเรื่องของโฮโลไป “อธิบายแล้วเรื่องจะยาว แค่มองเห็นอะไรบางอย่างจากข้อมูลของเจ้าน่ะ” “ฮื่ม” หากเป็นโฮโลแล้วแค่ลองใช้หัวคิดสักหน่อยคงจะเข้าใจ แต่เธอไม่แม้แต่จะทำท่าคิด เธอพยักหน้าเหมือนไม่ได้สนใจอะไรแล้วหลับตาลง ดูเหมือนว่าเธอจะอารมณ์เสียกับการถูกตัดบทสนทนาไปจริงๆ ท่าทางที่เธองอนนั้นจะดูน่ารักก็จริง แต่ลอเรนซ์เองก็เตือนความรู้สึกงี่เง่านั้นของตัวเอง ว่านี่อาจจะเป็นกลลวงของโฮโลที่จะคลายความรู้สึกขุ่นมัวของตนที่ถูกตัดบทก็ได้ “อ่า ข้าขอโทษที่ตัดบทเจ้าเมื่อกี๊” เขาขอโทษไปตรงๆ เมื่อโฮโลได้ฟังที่ลอเรนซ์พูดแล้วก็ลืมตาข้างซ้ายขึ้นมาเล็กน้อยเหลือบมองเขา แล้วแค่พูดเบาๆว่า “ไม่เห็นเป็นไรเลย” ลอเรนซ์ไม่ยอมแพ้อ้าปากพูดต่อ โฮโลนั้นเหมือนเป็นทั้งเด็กและเจ้าเล่ห์สองขั้วนี้พร้อมๆกัน “ที่จริงแล้วยาเรย์ควรจะถูกขังตัวอยู่ในยุ้งฉางตามพิธีกรรมในเทศกาลเก็บเกี่ยว แต่การที่มาอยู่ในเมืองก็แปลว่าหมอนั่นคงต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับการค้าขายแลกเปลี่ยนครั้งนี้ด้วยแน่ๆ หมอนั่นรู้จักกับพ่อค้าที่มาค้าขายข้าวสาลีด้วย เรื่องการค้าขายหัวหน้าหมู่บ้านก็ไหว้วานให้ทำ แล้วการค้าขายข้าวสาลีก็มักจะดำเนินการหลังเทศกาลเก็บเกี่ยว” โฮโลหลับตาเหมือนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ลืมตาทั้งสองข้างขึ้นมา ดูเหมือนว่าเธอจะสลัดอารมณ์ขุ่นมัวไปไม่มากก็น้อยแล้ว “เห็นว่าเจ้านั่นได้ยินชื่อข้าจากเจ้าเด็กเซเล็นนั้น เจ้ายาเรย์นั่นแต่งตัวแบบที่ไม่ได้แต่งที่หมู่บ้าน ดูท่าทางใหญ่โตเลยแหละ” “ท่าจะสนิทกับห้างเมดิโอมากสินะ แล้วเจ้าได้คุยด้วยรึเปล่า” “แค่นิดเดียวเท่านั้นแหละนะ” เธอพูดแล้วถอนหายใจ ลมหายใจที่ออกมานั้นเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธ เมื่อนึกถึงบทสนทนากับยาเรย์แล้วเธออาจจะอารมณ์เสียขึ้นมาอีกครั้งก็ได้ แต่ลอเรนซ์สงสัยว่าเขาพูดอะไรกับเธอ ถึงเธอจะโกรธคนในหมู่บ้านนั้นจริง แต่หลังจากที่เธอตัดสินใจหนีออกจากหมู่บ้านนั้นแล้ว เขาก็ไม่คิดว่าเธอจะโกรธไปมากกว่านั้นได้อีก พอเขาคิด โฮโลก็เปิดปากพูดขึ้นมา “ข้าอาศัยอยู่ในพื้นแผ่นดินนั่นมานานกี่ปีข้าก็ไม่รู้ เผลอๆอาจจะนานพอกับจำนวนขนหางของข้าก็ได้” ผับ เสียบสะบัดหางดังขึ้นมาจากใต้ผ้าคลุม “ข้าคือหมาป่าเจ้าปัญญาโฮโล ข้าพยายามให้ปีที่ผลผลิตออกดีมีมากเท่าที่จะทำได้ แต่บางครั้งก็ต้องให้ผืนดินพักผ่อนบ้างเป็นปีนี้ผลผลิตไม่ดีเท่าไหร่ แต่ยังไงก็อยู่ใต้การควบคุมของข้าอยู่แล้ว ผืนดินในหมู่บ้านนั้นมีผลผลิตดีกว่าผืนดินที่อื่นแน่ๆ” นี่เป็นครั้งที่สองที่ได้ฟังเรื่องนี้ แต่ลอเรนซ์ก็พยักหน้าแล้วให้เธอพูดต่อไป “ถึงชาวบ้านนั้นจะกระทำต่อข้าเหมือนเป็นเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ แต่ออกแนวกักขังเสียมากกว่าเคารพ คนที่เกี่ยวข้าวสาลีกอสุดท้ายจะถูกจับใช่ไหมล่ะ แล้วก็จะถูกมัดทั้งตัวด้วยเชือก” “แล้วเหมือนว่าจะถูกขังอยู่ในยุ้งฉางพร้อมเลี้ยงอาหารและเมล็ดข้าวสำหรับปีต่อไปเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ใช่ไหม” “หมูหรือเป็ดก็อร่อยจริงๆนั่นแหละ” เขารู้สึกว่าความคิดเห็นนี้ของเธอช่างน่าขำ เขาเคยได้ยินมาว่ามีอาหารที่คนที่ถูกจับขังในยุ้งฉางยังไม่ได้กินหายไปจริง แต่พอคนร้ายตัวจริงๆมาอยู่ตรงหน้าแล้วเขาก็รู้สึกขบขัน ความกลัวที่เกิดจากเรื่องราวนั้นกลายมาเป็นรูปร่างของหมาป่าโฮโลที่กำลังกัดกินเนื้อหมูหรือเนื้อเป็ดอย่างหิวกระหาย “แต่ว่า” เธอเน้นเสียง ลอเรนซ์เตรียมพร้อมรับเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธซึ่งจะออกมาจากปากของโฮโล “เจ้าคิดว่าเจ้ายาเรย์นั่นพูดอะไรกับข้าล่ะ” โฮโลกัดริมฝีปากล่างหยุดพูดไปครู่หนึ่ง แล้วใช้ฝ่ามือปาดขอบตา “เจ้านั่นบอกว่าได้ยินชื่อข้าจากเซเล็นแล้วคิดว่าใช่รึเปล่า ข้า ข้านะ ถึงจะดูน่าอาย แต่ข้าก็ดีใจ ...” แต่เมื่อพูดออกมาแล้วโฮโลก็ก้มหน้าลงพร้อมน้ำตาที่เอ่อล้นออกมา “แต่ว่า เจ้านั่นมันพูดว่า ยุคสมัยที่เราต้องคอยทำตามอารมณ์ของท่านนั้นจบลงไปแล้ว เราไม่จะเป็นต้องคอยหวาดกลัวกับการเล่นสนุกของท่านแล้ว อีกทั้งเรายังถูกศาสนจักรจับตามองอีกต่างหาก ... ดังนั้นเราจะนำตัวท่านไปให้กับศาสนจักรเพื่อหลุดพ้นจากยุคสมัยเก่าๆ!” เขารู้ว่าเคานท์เอเล็นด็อตคบหาสมาคมกับเหล่านักปรัชญาธรรมชาติ และนำวิธีการทางการเกษตรแบบใหม่เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตอยู่เรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน คงจะดีไม่น้อยเลยหากสามารถละทิ้งละเลยบรรดาเทพเจ้าหรือผีสางเทวดาที่ตนเคยนับถือขนาดไหนก็ตามหากหมดประโยชน์ และเปลี่ยนมาทำทุกอย่างให้ประสบผลสำเร็จด้วยตนเองได้ อีกทั้งคงคิดว่าหากนำวิธีการทางการเกษตรแบบใหม่มาใช้แล้วการเกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้นและผลผลิตสูงขึ้นได้ การที่ผลผลิตดีบ้างไม่ดีบ้างก็น่าจะมาจากการเล่นสนุกของเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์หรือผีสางประจำผืนดิน ลอเรนซ์เองยังคิดว่าเทพเจ้าที่ดูแลโชคชะตานั้นคอยเล่นสนุกกับโชคชะตาของมนุษย์ แต่เหมือนว่าโฮโลที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นจะต่างออกไป เหตุผลที่เธออยู่ในหมู่บ้านพาสโรนั้นเป็นเพราะเธอเคยสนิทกับผู้คนในหมู่บ้านเมื่อนานมาแล้ว อีกทั้งยังถูกไหว้วานจากเพื่อนคนนั้นให้ดูแลทุ่งข้าวสาลีอีกด้วย อย่างน้อยโฮโลก็ต้องพยายามให้ผลผลิตของหมู่บ้านดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่กระนั้นเมื่อเวลาผ่านไปหลายร้อยปี ชาวบ้านก็เริ่มไม่ยอมรับในตัวตนของเธอ จนในที่สุดถูกกล่าวอยู่ฝ่ายเดียวว่าจะตัดความสัมพันธ์กับตน เธอจะรู้สึกอย่างไรกัน น้ำตาไหลพรากออกมาจากดวงตาของโฮโล ใบหน้าของเธอนั้นมีทั้งความเสียดายและความโศกเศร้าคละเคล้ากันอยู่ โฮโลไม่ชอบการอยู่ตัวคนเดียว หากเทพเจ้าบังคับให้ผู้คนกราบไหว้ตน นั่นอาจจะเป็นเพราะความเหงาก็เป็นได้ เมื่อเขาคิดถึงขนาดนั้น การเช็ดน้ำตาให้กับโฮโลก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย “เอาเถอะ มันก็แล้วแต่มุมมองนะ ถ้าเจ้าจะกลับไปทางเหนือ ยังไงก็ต้องจากที่นั่นมาอยู่ดี หากพวกนั้นไม่ดึงรั้งเจ้าไว้ ก็ถือโอกาสเตะฝุ่นใส่ทิ้งท้ายซะเลย ทำอย่างนั้นแล้วเจ้าจะได้ตัดใจง่ายขึ้นด้วย หากแค่เจ้าจะออกไปก็คงยาก” หลังจากที่ลูบหัวโฮโลที่หยุดร้องให้แล้วแต่ยังสูดจมูกอยู่ ลอเรนซ์ก็ยิ้มแล้วพูดเท่าที่เขาจะทำได้ “ข้า ไม่ใช่สิ เราเป็นพ่อค้า ถ้าได้กำไร ไม่ว่าจะต้องทำอะไรก็ทำได้ จะหัวเราะก็เมื่อได้เงิน จะร้องให้ก็เมื่อล้มละลายเท่านั้นแหละ แล้วเราก็จะได้หัวเราะกัน” เขาเน้นเสียงที่คำว่า เรา โฮโลมองไปยังลอเรนซ์อีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าพร้อมน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาอีกครั้ง แล้วโฮโลก็พยักหน้าทั้งที่ยังก้มหน้าอยู่ แล้วเงยหน้าขึ้นมา หลังจากที่ลอเรนซ์เช็ดน้ำตาให้เธออีกครั้งหนึ่ง โฮโลก็หายใจเข้าลึก กระวนกระวายปาดน้ำตาด้วยมือของตนเอง หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจ ดวงตาและขนตาที่ชุ่มไปด้วยน้ำตาก็มีแสงเปล่งประกายออกมา “...อื้อ สบายขึ้นแล้ว” โฮโลเช็ดน้ำตาที่ยังเหลืออยู่ด้วยมือข้างหนึ่งพลางหัวเราะแล้วใช้กำปั้นทุบหน้าอกลอเรนซ์เบาๆอย่างเขินอาย “ข้าไม่ได้สนทนากับใครดีๆมาหลายร้อยปีแล้ว อารมณ์ข้าก็เปราะบางลงด้วย นี่ข้าร้องให้ต่อหน้าเจ้าเป็นครั้งที่สองแล้วสิ ถึงจะไม่ได้อยู่ต่อหน้าเจ้าก็คงร้องให้อยู่ดี รู้รึเปล่าว่าข้าหมายถึงอะไร” ลอเรนซ์ยกมือทั้งสองข้างขึ้นแล้วยักไหล่ “หมายความว่าอย่าเข้าใจผิดนะ” “อืม” แต่โฮโลก็ยังคงเล่นกับหน้าอกของลอเรนซ์อยู่อย่างสนุกสนาน ลอเรนซ์เห็นท่าทางน่ารักเช่นนั้นของโฮโลก็หัวเราะพลางพูดตอบกลับไป “ข้าก็อยู่กับเจ้าเพื่อหากำไรเท่านั้นแหละ งานของเราคือหนีให้รอดจนกว่าห้างมิโลเน่จะจัดการเรื่องราวเสร็จสิ้น ถ้าระหว่างนั้นเจ้ามาร้องให้ก็จะทำให้ลำบากกันหมด ฉะนั้นคนที่ร้องให้ต่อหน้าข้าจะไม่ใช่เจ้าก็ตาม ข้าก็ –” แล้วคำพูดของลอเรนซ์ก็หยุดลงกลางคัน โฮโลจ้องมองมายังลอเรนซ์ด้วยสีหน้าเหมือนถูกทำร้าย “...เจ้า ไม่ขี้โกงไปหน่อยเหรอ” “อื้ม อภิสิทธิ์ของตัวเมียนี่” เพราะเธอพูดอย่างสบายใจ ลอเรนซ์จึงใช้นิ้วจิ้มหัวโฮโลเบาๆ แล้วช่องติดต่อกับที่นั่งคนขับเปิดออกราวกับคอยดูบทสนทนานี้อยู่ด้วย ณ อีกฝั่งหนึ่งเห็นได้ว่าริมฝีปากของคนคุมบังเหียนกำลังยิ้มอยู่ “ถึงแล้วครับ ทางนั้นเรียบร้อยหรือยังครับ?” “อื้ม เรียบร้อยครับ” ลอเรนซ์ทำทีเป็นตอบเหมือนตนมั่นใจแล้วแกะแผ่นพื้นไม้กระดานใต้รถม้าออก ข้างๆนั้นโฮโลกำลังหัวเราะอย่างร่าเริง “พวกท่านนี่ต่างจากคนที่นำข่าวมาบอกคนอื่นๆจริงๆนะครับ” “ต่างตรงหูนี่นะเหรอ?” โฮโลพูดเหมือนหยอกล้อเล่น แต่คนคุมบังเหียนหัวเราะเหมือนว่าตนโดนหมัดตรงเข้าให้ “ข้าคิดอยากจะกลับไปเป็นพ่อค้าเร่อีกครั้งเลยนะครับเนี่ย เมื่อเห็นท่านทั้งสองแล้ว” “อย่าดีกว่าครับ” ลอเรนซ์เปิดแผ่นหินปูถนนตรวจดูทางใต้ดิน กลับขึ้นมาในรถม้าให้โฮโลไปก่อนแล้วพูดออกมา “เดี๋ยวจะจบลงด้วยการเก็บใครอย่างเจ้านี่ขึ้นมาด้วย” “อะไรกัน ที่นั่งบนรถม้าบรรทุกของนั้นกว้างเกินกว่าจะนั่งคนเดียวครับ หวังอะไรก็ได้อย่างนั้นแหละครับ” รอยยิ้มที่ผุดขึ้นบนใบหน้านั้นเป็นเพราะคิดว่าทุกคนคงคิดเช่นเดียวกัน แต่ลอเรนซ์กระโดดลงไปยังทางใต้ดินโดยไม่พูดอะไร เพราะถ้าจะพูดอะไรก็เหมือนจะมีแต่คำพูดที่น่าอาย ยิ่งไปกว่านั้นโฮโลก็รออยู่ในทางใต้ดินอยู่แล้ว “ข้าเองพอเจ้าเก็บข้ามาก็เหมือนบินได้เลยแหละ” โฮโลพูดหลังจากคนคุมบังเหียนปีนเข้าไปยังที่นั่งผู้โดยสารแล้วปิดแผ่นหินปูถนนดัง กึง ลอเรนซ์ฟังเสียงม้าร้องเบาๆจากอีกฝั่งหนึ่งของแผ่นหินปูถนนไปพลางคิดหาทางเอาคืน แต่ไม่ว่าจะพูดอะไรตอบก็เหมือนว่าโฮโลจะยังเหนือกว่าเขาอยู่ จึงยอมแพ้แต่โดยดี “เจ้านี่เจ้าเล่ห์จริงๆ” “แต่ข้าก็น่ารักใช่มั้ยล่ะ” เธอพูดเหมือนเป็นเรื่องทั่วๆไป ลอเรนซ์จะตอบกลับอย่างไรดี ไม่สิ เพราะมีทางตอบกลับได้จึงเข้าทางโฮโล ลอเรนซ์คิดเช่นนั้นแล้วเลือกทางเลือกที่โฮโลจะต้องคาดไม่ถึง เขาคิดจะให้เธอหวั่นไหว แล้วจะได้หัวเราะเยาะคืนบ้าง ลอเรนซ์กระแอมเบาๆ หันไปทางตรงข้ามกับโฮโลซึ่งเดินอยู่ข้างๆเขา แล้วพึมพำเบาๆราวกับว่าเขาเขิน “ข้า...คิดว่า...เจ้าก็น่ารักอยู่หรอกนะ” โฮโลคงไม่คิดว่าเขาจะมาไม้นี้ ลอเรนซ์กลั้นไม่ให้ตนเผลอยิ้มออกมา แต่ดูเหมือนว่าโฮโลจะพูดอะไรไม่ออกตามที่คาดไว้ เอาล่ะ ได้เวลาปล่อยหมัดสุดท้ายแล้ว เสี้ยววินาทีที่ลอเรนซ์กำลังจะหันกลับไปหาโฮโลนั่นเอง มือของเขาก็รู้สึกถึงความนุ่มบางอย่างสอดเข้ามา กว่าที่เขาจะเข้าใจว่านั่นคือมือเล็กๆของโฮโล หัวของเขาก็ว่างเปล่าไปเรียบร้อยแล้ว “...ข้าดีใจ” คำพูดสั้นๆราวกับเขินอายและออดอ้อนไปพร้อมๆกันนั้นทำให้ลอเรนซ์หวั่นไหวอย่างเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น โฮโลบีบมือลอเรนซ์เบาๆเหมือนกับว่าเธอเขินที่กล่าวคำว่าดีใจออกไป ดังนั้น คนที่ปล่อยหมัดสุดท้ายจึงกลับกลายมาเป็นโฮโล “เจ้านี่เป็นผู้ชายที่น่ารักจริงๆนะ” การที่เธอพูดราวกับประหลาดใจนั้นทำให้เขารู้สึกหงุดหงิด ไม่ใช่กับโฮโลที่พูดออกมา แต่เป็นกับตัวเองที่เปิดช่องให้เธอพูดเช่นนั้น เขารู้สึกสงสารตัวเองที่ไม่คิดจะสะบัดมือของโฮโลออก แต่ในขณะเดียวกันก็ดีใจที่โฮโลไม่ปล่อยมือ แล้วลอเรนซ์ก็พึมพำขึ้นมาอยู่ในใจของตนเอง เจ้าเล่ห์จริงๆ ทางใต้ดินนั้นเงียบสงัด เสียงหัวเราะคิกคักของโฮโลจึงสะท้อนกังวาลไปทั่ว [1] คริสต์ศาสนกฎบัตร (Lat. ius ecclesiasticum; Eng. Canon law; Jap. 教会法) กฎหมายทางการปกครองภายในของสถาบันคริสต์ศาสนา
|