สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | ซื้อขายหนังสือมือสอง | หาหอพัก | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF6 | ของที่ระลึก Dek-D |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
  • เข้าสู่ My.iD Control
  • สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ
  • กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง
  • [แปล] Spice and Wolf

    ตอนที่ 5 : เล่ม 1 บทที่ 4


         อัพเดท 17 ม.ค. 52
    กลับไปหน้าหลักของบทความ
    แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
    เรื่องยาว [ ฟรีสไตล์/ผจญภัย ] tags: ยังไม่มี
      ผู้แต่ง : Aquamarin ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Aquamarin Email : mel.sk125(แอท)gmail.com
      My.iD : http://my.dek-d.com/mel_sk125
    < Review/Vote > Rating : 100% [ 9 mem(s) ]
    This month views : 50 Overall : 6,186
    56 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 17 คน ]
    พบกับตอนพิเศษของนิยายสุดฮิตแต่ละเดือน และร่วม Vote ค้นหา Voiz Writer of the Year

    [ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
    [แปล] Spice and Wolf ตอนที่ 5 : เล่ม 1 บทที่ 4 , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 262 , โพส : 0 , Rating : 10 / 2 vote(s)

    ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


    4

    บทที่ 4

    ทุกคนในห้างร้านมิโลเน่ เมื่อได้ฟังเรื่องราวจากลอเรนซ์ซึ่งโผล่มาโดยกระทันหัน ใบหน้าที่แสดงความประหลาดใจก็กลับกลายเป็นการระมัดระวังอย่างรวดเร็ว แต่ก็เพราะว่าเป็นการนำเรื่องการตลบหลังแผนของเซเล็นมาให้ แค่เรื่องของเซเล็นก็ไม่น่าเชื่อถือแล้ว เรื่องของลอเรนซ์ที่เป็นแผนตลบหลังยิ่งไม่น่าเชื่อถือเข้าไปอีกก็เป็นเรื่องปกติ

    ยิ่งไปกว่านั้นลอเรนซ์ยังมีเรื่องการค้าขายหนังสัตว์กับห้างมิโลเน่นี้อีก ถึงจะไม่โกรธเคืองขนาดมีผลต่อการค้าในอนาคต แต่เมื่อผู้รับผิดชอบเห็นหน้าลอเรนซ์แล้วเขาก็ยิ้มแหยๆ

    แต่ที่ห้างมิโลเน่ดำเนินการให้ลอเรนซ์ก็เพราะว่าลอเรนซ์แสดงหนังสือสัญญาที่แลกกับเซเล็นให้ดู และนั่นทำให้ห้างมิโลเน่สามารถดำเนินการได้อย่างมั่นใจ

    นอกจากนั้น ลอเรนซ์ยังขอให้ทางห้างฯช่วยสืบประวัติเบื้องหลังของเซเล็นให้กับเขา และยังเน้นไปอีกว่านี่ไม่ใช่การหลอกลวงธรรมดา

    ถึงขั้นนี้ ห้างมิโลเน่คิดว่าถ้าเป็นการหลอกลวงก็เป็นการหลอกลวงที่มีการวางแผนอย่างละเอียด และยอมเข้าช่วยเหลือเพื่อเก็บไว้เป็นความรู้ต่อไป ลอเรนซ์คิดเช่นนั้น แล้วก็เป็นจริงตามที่คาด

    แต่เหนือสิ่งอื่นใด หากลอเรนซ์คิดถูกต้อง ห้างมิโลเน่จะได้กำไรมหาศาลจากการค้าครั้งนี้

    ลอเรนซ์คิดว่าห้างมิโลเน่จะพยายามหาช่องหางแซงและเอาชนะคู่แข่งอยู่เสมอ และหากมีโอกาสทำกำไรได้แล้ว ถึงแม้เรื่องราวจะน่าสงสัยสักเท่าไรก็ไม่มีการมองข้ามไป การคาดการณ์ครั้งนี้ของเขาถูกต้อง

    หลังจากที่ลอเรนซ์ทำให้ทางห้างมิโลเน่สนใจในเรื่องนี้ได้แล้ว สิ่งที่เขาต้องทำต่อไปคือการพิสูจน์ว่าชายที่ชื่อเซเล็นมีตัวตนอยู่จริง ลอเรนซ์กับโฮโลจึงรีบมุ่งหน้าไปยังร้านเหล้าโยเรนด์เย็นวันนั้น แล้วบอกกับพนักงานสาวว่าต้องการจะติดต่อกับเซเล็น เซเล็นไม่ได้โผล่หน้ามาที่ร้านตรงเวลาทุกวันตามคาด พนักงานสาวพูดว่าบังเอิญวันนี้ยังไม่มาเท่านั้นเอง แต่หลังจากอาทิตย์ตกดินไปครู่หนึ่งเซเล็นก็ปรากฎตัวออกมา

    ลอเรนซ์พูดคุยเรื่องการค้าทั่วๆไปกับเซเล็น แต่ที่จริงแล้วเขาได้เตรียมให้คนจากห้างมิโลเน่จับตาดูอย่างเงียบๆอยู่ที่โต๊ะข้างๆ แล้วสองสามวันหลังจากนั้นห้างมิโลเน่ก็จะตรวจสอบเบื้องหน้าเบื้องหลังของเซเล็นเพื่อตัดสินว่าเรื่องที่ลอเรนซ์นำมาเล่าให้ฟังนั้นเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ

    ลอเรนซ์มั่นใจว่าเบื้องหลังเซเล็นจะต้องมีพ่อค้ารายใหญ่วางแผนอยู่แน่ๆ

    แล้วหากมีพ่อค้ารายใหญ่อยู่เบื้องหลัง ห้างมิโลเน่ก็จะสามารถสืบเรื่องแผนการนี้ได้อย่างง่ายดาย

    แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่

    “จะทันไหม”

    ในคืนวันที่ห้างมิโลเน่เริ่มตรวจสอบเบื้องหลังของเซเล็นนั้นเอง โฮโลก็ถามเขาเมื่อกลับถึงที่พัก

    จริงตามที่โฮโลพูด ปัญหาคือเวลา ถึงแม้ข้อสันนิษฐานของลอเรนซ์จะถูกต้อง แต่ก็อาจไม่ทำให้ได้กำไร ไม่สิ มีกำไรอยู่แล้ว แต่ห้างมิโลเน่อาจจะไม่ได้กำไรหากดำเนินการในฐานะห้างร้าน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ลอเรนซ์จะดำเนินการตามเรื่องนี้เพียงคนเดียวก็ยากเกินจะทำให้ได้กำไร ในทางกลับกัน หากห้างมิโลเน่รีบตัดสินใจแล้วดำเนินแผนการ กำไรที่จะได้ก็จะมากมายมหาศาล

    ทั้งแผนการเบื้องหลังเซเล็นที่ลอเรนซ์คาดไว้ และแผนการตลบหลังนี้ ต่างก็เป็นแผนที่ขึ้นอยู่กับเวลา

    “อื้ม คงจะทันแหละ เพราะอย่างนั้นข้าถึงขอให้ห้างมิโลเน่ช่วยไงล่ะ”

    ในห้องสว่างไปด้วยแสงเทียน ลอเรนซ์รินเหล้าองุ่นที่ซื้อมาจากร้านเหล้าลงในแก้ว มองดูข้างในแล้วดื่มไปครึ่งหนึ่ง โฮโลที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงถือแก้วเหล้าองุ่นเช่นเดียวกัน เธอดื่มจนหมดแล้วหันมาหาลอเรนซ์

    “ห้างร้านนั้นเก่งกาจขนาดนั้นเชียวเหรอ”

    “จะประสบความสำเร็จในการค้าต่างแดนได้ ก่อนอื่นต้องมีหูอยู่ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นบทสนทนาของพ่อค้าในร้านเหล้า หรือของแขกในตลาด ถ้าไม่สามารถรวบรวมข่าวคราวพวกนี้ได้มากกว่าคนอื่นก็ไม่มีทางตั้งสาขาในต่างแดน และมีร้านใหญ่โตขนาดนี้ได้หรอก ห้างร้านนี้มีจุดเด่นตรงนี้แหละ จะตรวจสอบประวัติของชายที่ชื่อเซเล็นแค่คนเดียวคงไม่ใช่งานหนักหนาอะไร”

    ระหว่างที่พูด ลอเรนซ์ก็เติมเหล้าองุ่นให้เต็มแก้วของโฮโลซึ่งทำท่าขอเติมอยู่ พอพูดจบ โฮโลก็ดื่มจนหมดแก้ว แล้วขอเติมอีก เร็วเสียจนลอเรนซ์ประหลาดใจ

    “ฮื่ม ...”

    “มีอะไรเหรอ”

    โฮโลไม่ตอบแต่กำลังมองเหม่อออกไป ลอเรนซ์คิดว่าเธอมีความคิดอะไรขึ้นมาหรือเปล่า แต่ดูท่าเธอจะแค่เมาได้ที่แล้วเสียมากกว่า หนังตาค่อยๆเลื่อนลงมาปิดทั้งๆที่ในมือของเธอยังถือแก้วอยู่

    “จะว่าไป เจ้าดื่มเยอะเลยนะเนี่ย”

    “เหล้านี้มีพลังดึงดูดมากเหลือเกิน...”

    “ก็นี่เป็นเหล้าชั้นดีเลยแหละ ปกติไม่ดื่มของดีขนาดนี้”

    “งั้นเหรอ”

    “เวลาไม่มีเงินต้องดื่มของรสชาตแย่ๆที่ยังมีกากองุ่นปนอยู่ หรือไม่ก็แย่ขนาดต้องเติมน้ำตาลหรือน้ำผึ้งหรือขิงไม่งั้นดื่มไม่ลงเลยแหละ เหล้าที่มองเห็นก้นแก้วได้ถือได้ว่าเป็นของฟุ่มเฟือยเลยแหละ”

    เมื่อได้ยินที่ลอเรนซ์พูด โฮโลก็มองลงไปยังก้นแก้วแล้วพึมพำออกมา

    “ข้านึกว่านี่เป็นของธรรมดาๆซะอีก”

    “หะๆ เจ้าก็เหมือนคนฐานะดีแหละน่ะ”

    ลอเรนซ์พูดพลางหัวเราะ แต่เมื่อโฮโลได้ยินคำพูดของลอเรนซ์ ใบหน้าของเธอก็นิ่งไป เธอวางแก้วลงบนพื้นข้างเตียงแล้วขดตัวนอน

    ลอเรนซ์ประหลาดใจแต่ก็ได้แต่ดูท่าทีของโฮโล เธอคงไม่ได้ทำอย่างนั้นเพราะความง่วง

    ลอเรนซ์ลองนึกถึงคำพูดของตัวเอง อาจมีคำพูดอะไรที่ไปกระทบกระเทือนจิตใจของโฮโลก็เป็นได้

    “เป็นอะไรไป”

    แต่เขาก็นึกไม่ออก จึงถามออกไป หูหมาป่าของโฮโลไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่นิดเดียว ดูท่าว่าเธอจะโกรธจริงๆ

    ลอเรนซ์ได้แต่เงียบแล้วพยายามนึกอย่างเต็มที่ ในที่สุดเขาก็นึกออก นึกถึงสัญญาที่พูดกับเธอตอนที่เจอกันครั้งแรก

    “หรือเจ้าโกรธที่พูดว่า ฐานะดี งั้นเหรอ”

    ตอนที่ลอเรนซ์บอกให้โฮโลแปลงเป็นร่างหมาป่า เธอบอกว่าไม่อยากให้ใครต้องกลัวตัวสั่นเพราะร่างของตน

    และเธอยังบอกอีกว่าไม่อยากถูกใครยกย่องสรรเสริญ

    ลอเรนซ์นึกถึงบทเพลงของนักประพันธ์ผู้ท่องเที่ยวไปยังท้องที่ต่างๆ เพลงที่กล่าวว่าการที่เทพเจ้าสั่งให้จัดงานเทศกาลปีละครั้ง นั่นเป็นเพราะว่าตนรู้สึกเหงา

    “ข้าผิดไปแล้ว ที่พูดนั่นไม่ได้ตั้งใจจะให้มีความหมายอะไรลึกซึ้ง”

    แต่โฮโลก็ยังไม่ขยับตัว

    “เจ้าก็ ... เอ่อ จะว่ายังไงดีล่ะ ไม่ได้พิเศษอะไร ... ไม่ใช่สิ เป็นเหมือนสามัญชน ก็ไม่ใช่นะ เป็นคนธรรมดา ก็ไม่เชิง ...”

    ลอเรนซ์ที่ไม่สามารถหาคำพูดที่เหมาะสมออกมาได้เริ่มลนและสับสน

    แต่อยากจะบอกว่าโฮโลไม่ได้แปลกแยกไปจากใครเท่านั้นเอง แต่ก็ไม่สามารถหาคำที่เหมาะสมได้

    พอลอเรนซ์พูดเหมือนหาคำศัพท์ที่เหมาะสมไม่ได้ ในที่สุดหูของโฮโลก็ขยับ และหลุดเสียงหัวเราะออกมา

    แล้วโฮโลก็พลิกตัวขึ้นมา ส่งรอยยิ้มเหมือนประหลาดใจไปยังลอเรนซ์

    “เจ้าเลือกคำศัพท์มายังไงล่ะนั่น เป็นอย่างงี้จะไม่มีตัวเมียที่ไหนสนใจนะ”

    “หา”

    เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ลอเรนซ์ก็เผลอคิดถึงสาวใช้ในบ้านพักที่เคยแอบชอบตอนที่เคยเข้าพักหลบหิมะ ตอนนี้ลอเรนซ์ถูกตอบปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย สาเหตุก็คือการที่เข้าไม่สามารถหาคำพูดดีๆมาพูดได้ เหมือนที่โฮโลบอก

    หมาป่าหัวไวนี้ดูท่าจะรู้ทัน แล้วพูดออกมาว่า “ว่าแล้ว”

    “แต่เมื่อกี๊ข้าเองก็ทำตัวเหมือนเด็กเองด้วยแหละ เผลอไปน่ะ”

    แต่แล้วโฮโลก็พูดเหมือนกล่าวคำขอโทษ ลอเรนซ์จึงสงบใจแล้วพูดออกไปว่า “ข้าขอโทษ”

    “แต่ข้าไม่ชอบจริงๆนะ ในหมู่หมาป่าสูงอายุก็มีที่สนิทชิดเชื้อกับข้าอยู่ แต่ก็มีเรื่องบางอย่าง ข้าเลยออกมาจากป่าอย่างเงียบๆ พูดง่ายๆก็คือ ...”

    โฮโลมองเหม่อออกไป แล้วกลับมามองที่มือตัวเอง

    “มาหาเพื่อน แหละนะ”

    “อืม”

    ลอเรนซ์คิดว่าคงเป็นเรื่องที่เข้าไปยุ่งวุ่นวายมากไม่ได้ แต่คำตอบของโฮโลดูร่าเริงแบบแปลกๆ ลอเรนซ์จึงถามไปตามที่ตนอยากรู้

    “แล้วเจอรึเปล่าล่ะ”

    โฮโลไม่ตอบกลับมาในทันที แต่ยิ้มอย่างเขินอาย

    เมื่อเห็นทีท่าของโฮโลแล้วก็รู้ได้ในทันที เธอคงจะคิดถึงเพื่อนคนนั้นแล้วยิ้มอย่างแน่นอน

    “...อื้ม”

    แต่เมื่อเห็นโฮโลพยักหน้าอย่างมีความสุขนั้น ลอเรนซ์กลับไม่รู้สึกดีเท่าไหร่

    “คนของหมู่บ้านพาสโรนั่นแหละ”

    “อ้อ คนที่ขอให้เจ้าดูแลข้าวสาลีของหมู่บ้านน่ะเหรอ”

    “ใช่แล้ว ถึงจะดูเฉิ่มๆหน่อย แต่ก็เป็นคนที่ร่าเริงมาก ตอนที่เห็นร่างหมาป่าของข้าก็ไม่ตกใจแม้แต่นิดเดียว จะว่าแปลกก็แปลก แต่เป็นคนดีจริงๆ”

    เมื่อลอเรนซ์ได้ยินคำพูดระลึกถึงคนนั้นของโฮโลแล้ว เขาก็ทำจมูกย่น แต่เพราะไม่อยากให้เธอเห็นจึงยกแก้วเหล้าขึ้นมาดื่ม

    “หมอนั่นเฉิ่มจริงๆนะ ข้าเองยังไม่อยากเชื่อเลย”

    น้ำเสียงของโฮโลฟังดูเหมือนเขินอายเมื่อนึกถึง เธอจึงไม่ได้มองมายังลอเรนซ์ แต่นั่งก่อนหางของตัวเองพลางม้วนขนเล่นอย่างสนุกสนาน

    เธอหัวเราะเหมือนกับเด็กๆที่หัวเราะเพราะกุมความลับกันไว้สองคน แล้วก็ขดตัวนอนลงบนเตียง

    ดูท่าว่าเธอจะง่วงแล้ว แต่ในมุมมองของลอเรนซ์ เหมือนว่าเธอกำลังจมอยู่ในห้วงความทรงจำ เขาเลยรู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้คนเดียว

    จะส่งเสียงพูดกับเธอก็ใช่ที ลอเรนซ์จึงถอนหายใจเบาๆแล้วดื่มเหล้าในแก้วที่ถืออยู่ในมือจนหมด

    “เพื่อน ... เรอะ”

    ลอเรนซ์พึมพำเบาๆ วางแก้วบนโต๊ะแล้วลุกขึ้น เดินไปยังเตียงที่โฮโลนอนอยู่แล้วห่มผ้าให้

    แก้มเป็นสีแดงระเรื่อ ลอเรนซ์เผลอจ้องใบหน้าตอนนอนหลับอย่างสบายใจของเธอ แต่ยิ่งมอง หมอกในหัวของเขาก็ยิ่งขุ่นมัวขึ้น ลอเรนซ์จึงเดินไปยังเตียงของตัวเองเพื่อสลัดความคิดนั้นออกไป

    แต่เมื่อเขาเป่าเทียนไขที่ทำจากไขมันสัตว์ให้ดับลง ความคิดเสียดายก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขา

    ความคิดที่ว่า เขาน่าจะบอกไปว่าไม่มีเงิน แล้วเช่าห้องเตียงเดียวเสียมากกว่า

    เขาพึมพำกับตัวเองในใจ หันหลังให้กับโฮโล แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

    แล้วเขาก็คิดว่า หากอยู่กับม้า มันคงพ่มลมออกทางจมูกเหมือนกับถอนหายใจตอบเขาแน่ๆ

     

    “งั้นผมขอรับข้อเสนอนี้นะครับ”

    เจ้าของห้างมิโลเน่สาขาพัทซิโอ ลิคเท็น มาร์ไฮท์ พูดออกมาเงียบๆ เพียงแค่สองวันหลังจากที่ลอเรนซ์นำข่าวนี้มาบอกกับห้างร้านนี้ สมกับที่เป็นห้างนี้ที่ทำงานได้อย่างรวดเร็ว

    “ขอบคุณครับ แต่ที่ท่านพูดอย่างนี้หมายความว่ารู้เบื้องหลังของเซเล็นแล้วใช่ไหมครับ”

    “ห้างเมดิโออยู่เบื้องหลังเซเล็น ไม่ต้องพูดก็คงจะทราบว่าเป็นห้างที่ใหญ่เป็นอันดับสองในเมืองนี้”

    “ห้างเมดิโอเหรอครับ”

    นอกจากจะตั้งสาขาใหญ่อยู่ในเมืองพัทซิโอเองแล้ว ยังตั้งสาขาย่อยอีกหลายสาขา เป็นห้างร้านที่ค้าขายสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวสาลี เป็นอันดับหนึ่งของเมืองพัทซิโอ อีกทั้งยังมีเรือขนส่งสินค้าจำนวนมากอีกด้วย

    แต่มีบางอย่างที่เขาข้องใจอยู่ แม้ว่าห้างเมดิโอจะเป็นห้างใหญ่ แต่ลอเรนซ์นึกถึงที่ที่ใหญ่กว่านั้น ผู้ที่กุมอำนาจซื้อขายที่มากที่สุดก็คือเหล่าราชวงศ์และขุนนาง

    “พวกเราเองก็คิดว่ายังมีใครอยู่เบื้องหลังห้างเมดิโออีก เพียงพวกเขาโดยลำพังแล้ว เกรงว่าจะไม่สามารถดำเนินการตามแผนที่คุณลอเรนซ์คาดไว้ได้ เพราะฉะนั้น เราจึงคิดว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังห้างเมดิโอเป็นขุนนาง แต่ขุนนางที่ติดต่ออยู่กับห้างเมดิโอก็มีอยู่หลายคน ในตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม หากเราดำเนินการก่อนตามที่คุณลอเรนซ์กล่าวมาก็ไม่น่ามีปัญหาครับ”

    มาร์ไฮท์พูดพลางยิ้มกว้าง รอยยิ้มนั้นคงแสดงถึงความมั่นใจที่ตนมีห้างมิโลเน่ซึ่งมีเงินทุนมากมายเกินกว่าที่พวกลอเรนซ์จะจินตนาการได้หนุนอยู่เบื้องหลัง ถ้าให้พูดถึงผู้ที่เดินเข้าออกสาขาหลักของห้าง ก็มีแต่บรรดาราชวงศ์ ขุนนาง และบาทหลวงใหญ่เท่านั้น ใครที่รู้เช่นนี้แล้วคงจะไม่ต้องกลัวล้มเหลวในการค้าขายครั้งนี้เป็นแน่

    ดังนั้น ลอเรนซ์เองก็ต้องไม่แสดงความหวาดกลัวออกมา เวลาเจรจาต่อรองนั้น ผู้ที่แสดงความหยาบกระด้างหรือความอ่อนแอออกมาคือผู้แพ้ ต้องยืดอกอย่างเท่าเทียมถึงไหนถึงกัน

    เพราะฉะนั้นลอเรนซ์จึงกล่าวออกมาก่อนว่า

    “ทีนี้เรามาตกลงเรื่องส่วนแบ่งกำไรกันดีกว่าครับ”

    ไม่ต้องบอกหรอกว่า การเจรจาครั้งนี้เป็นการเจรจาที่เขาไฝ่ฝันมานานแล้ว

     

    ลอเรนซ์ออกจากห้างมิโลเน่โดยที่มีเจ้าของร้านและเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเอกสารออกมาส่ง เขาอดใจฮัมเพลงไม่ได้

    ส่วนแบ่งที่ลอเรนซ์เรียกจากห้างมิโลเน่ คิดเป็นร้อยละห้าของกำไรที่ห้างฯได้จากการค้าขายเหรียญเงิน แม้จะคิดเป็นแค่หนึ่งในยี่สิบส่วน แต่ลอเรนซ์ก็หุบรอยยิ้มไม่ลง

    เพราะหากห้างมิโลเน่ดำเนินการตามข้อเสนอของลอเรนซ์ จำนวนเหรียญเงินที่จะนำไปลงทุนนั้นไม่ใช่พันหรือสองพันเหรียญ แต่เป็นสองหมื่นหรือสามหมื่นเหรียญอย่างแน่นอน คิดคร่าวๆดู หากประเมินว่าจะได้กำไรหนึ่งในสิบ จำนวนเหรียญเงินที่ลอเรนซ์จะได้ก็อาจจะมากกว่าพันเหรียญ นั้นเป็นแค่กำไรล้วนๆ หากเขาได้มากกว่าสองพันเหรียญ ก็เพียงพอจะตั้งร้านเล็กๆได้เลย

    แต่หากจะเปรียบเทียบกับกำไรที่ทางห้างมิโลเน่หวังจะได้แล้วละก็ กำไรจากการแลกเปลี่ยนเงินก็เป็นพียงแค่ของแถม เมื่อห้างมิโลเน่ดำเนินการในฐานะห้างร้านแล้ว จำนวนเงินนั้นก็เป็นเพียงเศษเล็กน้อยเท่านั้นเอง

    แต่ลอเรนซ์ไม่สามารถรับกำไรนั้นได้ เพราะจำนวนมากมายเกินกว่าที่จะใส่ในกระเป๋าสตางค์ของเขาได้ ถึงกระนั้น หากห้างมิโลเน่ได้กำไรเช่นนั้นจริง ลอก็หมายความว่าลอเรนซ์ได้ทำบุญคุณให้กับห้างมิโลเน่อย่างมหาศาล ในภายหลังหากลอเรนซ์ตั้งร้านค้า เขาก็คงได้กำไรมากมายจากบุญคุณนี้เป็นแน่

    การที่เขาไม่สามารถหยุดฮัมเพลงได้นั้นเป็นเรื่องธรรมดา

    “อารมณ์ดีจริงนะ”

    โฮโลที่เดินอยู่ข้างๆพูดขึ้นมา

    “ใครจะไปอารมณ์เสียได้ล่ะ วันนี้เป็นวันที่ดีที่สุดในชีวิตข้าเลย”

    ลอเรนซ์ผายมือสองข้างออก เขาอารมณ์ดีขนาดนั้นจริงๆ เหมือนกับจะสามารถขว้าอะไรก็ตามมาอยู่ในมือได้เลย

    การเปิดร้านค้าของตนเองที่เคยเป็นความฝัน ตอนนี้อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว

    “อืม ถ้าไปได้สวยก็ดีอยู่หรอกนะ...”

    แต่กลับกัน โฮโลพูดด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชา แล้วก็เอามือปิดมาปาก

    ไม่ใช่เพราะอะไร แต่เป็นเพราะเธอเมาค้าง

    “บอกแล้วว่าถ้าไม่ไหวก็ให้นอนพักไปก่อน”

    “ข้าเป็นห่วงว่าถ้าเจ้าไปคนเดียวจะสู้ฝั่งนั้นไม่ไหวน่ะสิ”

    “หมายความว่ายังไงล่ะนั่น”

    “ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละ ... อุบ”

    “ไม่ไหวเลย ... เอ้า อดทนอีกนิด พักที่ร้านข้างหน้าหน่อยละกัน”

    “...อืม”

    โฮโลตอบแล้วพยักหน้าจากใต้ผ้าคลุมด้วยเสียงอ่อนแรงราวกับแกล้งทำ แล้วจับแขนที่ลอเรนซ์ยื่นออกมาให้ ถึงจะเป็นหมาป่าเจ้าปัญญา แต่เหมือนว่าหลายๆครั้งเธอจะยั้งตัวเองไม่อยู่ ลอเรนซ์พึมพำว่า “ไม่ไหวเลย” อีกครั้ง แต่เธอก็ไม่ตอบโต้

    ร้านที่โฮโลกับลอเรนซ์เข้าไปเป็นร้านเหล้าที่เปิดเป็นที่พักเล็กๆด้วย ถึงจะเป็นร้านเหล้า แต่ก็ขายอาหารว่างเป็นหลัก เป็นที่พักสำหรับพ่อค้าหรือนักเดินทางที่เข้าออกอย่างไม่หยุดหย่อนตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เมื่อเปิดประตูเข้าไป ร้านแคบๆนี้ดูเหมือนมีแขกอยู่สักสามส่วน

    “ขอน้ำผลไม้อ่อนๆแก้วหนึ่ง และขนมปังสำหรับสองคน อะไรก็ได้”

    “ครับผม”

    เจ้าของร้านที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ตอบอย่างกระตือรือร้นเมื่อลอเรนซ์สั่ง แล้วก็ทวนคำสั่งเข้าไปในครัว

    ลอเรนซ์ฟังเสียงของเจ้าของร้านไปพลางพาโฮโลไปนั่งยังเก้าอี้ที่ว่างอยู่ในร้าน

    ท่าทางเหนื่อยอ่อนของโฮโลนั้นเหมือนแมวมากกว่าหมาป่า เมื่อเธอนั่งลงบนเก้าอี้ก็ฟุบหน้าลงบนโต๊ะในทันที เหมือนว่าระหว่างที่เธอเดินกลับมาจากห้างฤทธิ์เหล้าจะกลับมาอีกครั้ง

    “เจ้าไม่ได้คออ่อนหรอกนะ แต่เมื่อวานดื่มหนักจริงๆ”

    หูของโฮโลขยับอยู่ใต้ผ้าคลุมเมื่อได้ยินคำพูดนั้น แต่เธอคงไม่มีแรงหันหน้าขึ้นมามองเขา

    เธอฟุบหน้ามองไปทางข้างๆ แล้วส่งเสียง “เอ่อ ...” ซึ่งฟังไม่ออกว่าเป็นเสียงถานหายใจหรือเสียงครางออกมา

    “นี่ครับ น้ำแอปเปิลกับขนมปังสำหรับสองคน”

    “ราคาเท่าไหร่นี่”

    “สามสิบสองลิวต์ครับ ขอเก็บเงินเลยได้ไหม”

    “อื้ม รอสักครู่”

    ลอเรนซ์ควานหาเหรียญในถุงใส่เหรียญที่ห้อยไว้กับเอว ระหว่างที่ลอเรนซ์กำลังนับเหรียญเงินลิวต์ที่มีสีดำจนเข้าใจผิดว่าเป็นเหรียญทองแดงได้ง่ายๆอยู่นั้น เจ้าของร้านก็มองดูโฮโลแล้วหัวเราะด้วยความประหลาดใจ

    “เมาค้างเหรอ”

    “ดื่มเหล้าองุ่นหนักไปน่ะ”

    “หะๆ ช่วงที่ยังอายุน้อยอยู่นี่ โอกาสพลาดพลั้งอย่างนี้ก็คงมีไม่น้อยละนะ ไม่ว่าจะเป็นการเมาค้างหรืออะไรก็ตาม ในที่สุดวันที่ต้องชดใช้ก็จะมาถึงอยู่ดี พวกพ่อค้าเร่หนุ่มๆละก็เดินโซเซหน้าซีดออกร้านร้านนี้ตลอดแหละ”

    ไม่ว่าพ่อค้าเร่หน้าไหนก็คงมีประสบการณ์เช่นนี้ ลอเรนซ์เองก็เคยพลาดพลั้งมานับครั้งไม่ถ้วน

    “นี่ครับ สามสิบสองลิวต์”

    “อืม...โอเค นั่งพักที่นี่ก่อนก็ได้ ดูท่าตอนนี้จะกลับที่พักไม่ไหวใช่ไหมล่ะ”

    ลอเรนซ์พยักหน้า แล้วเจ้าของร้านก็หัวเราะ หะหะ เดินกลับไปยังเคาน์เตอร์

    “ดื่มดูสิ เจือจางกำลังดีเลยนะ”

    ลอเรนซ์พูดแล้วโฮโลก็เงยหน้าขึ้นมาช้าๆ เพราะใบหน้าสวยอยู่แล้ว ถึงจะทำหน้าเจ็บปวดก็มีเสน่ห์ ถ้าไวส์เห็นเข้าคงจะยอมหยุดงานมาดูแลแน่ๆ คำขอบคุณขอเพียงแค่รอยยิ้มเล็กๆก็เพียงพอ โฮโลที่กำลังค่อยๆดื่มน้ำผลไม้อยู่ มองอย่างสงสัยไปยังลอเรนซ์ที่หัวเราะออกมาเมื่อคิดเช่นนั้น

    “เห้อ ... ข้าไม่ได้เมาค้างมากี่ร้อยปีแล้วเนี่ย”

    เมื่อดื่มน้ำผลไม้จากแก้วไม้ได้ครึ่งหนึ่งโฮโลก็เริ่มฟื้นกำลังกลับมาแล้วถอนหายใจ

    มีเรื่องเล่าที่ว่าหมีเข้ามาขโมยถุงใส่องุ่นที่แขวนไว้หน้าร้านค้าอยู่บ่อยๆ ในกระบวนการผลิตเหล้าองุ่นจะมีขั้นตอนการหมักโดยการเอาองุ่นใส่ถุงแขวนทิ้งเอาไว้ ในขั้นตอนนี้จะมีกลิ่นหอมมาก

    จนมีเรื่องเล่าว่าหากไล่ตามหมีที่ขโมยถุงองุ่นหนีไปละก็จะเจอหมีเมาอยู่ในป่า

    “ข้าก็เคยดื่มเหล้าพวกนั้นกับหมีอยู่บ่อยๆ เหล้าที่เป็นของเซ่นไหว้ก็มีนะ”

    ภาพหมีกับหมาป่าดื่มเหล้าฉลองกันดูเหมือนกับเป็นโลกในเทพนิยายไม่มีผิด หากคนในศาสนจักรมาได้ยินจะคิดอย่างไรกัน

    “แต่ถึงจะเมาค้างกี่ครั้งก็ไม่เข็ดกันนะ”

    “ก็เหมือนมนุษย์แหละ”

    พอลอเรนซ์หัวเราะ โฮโลก็พลอยหัวเราะตามไปด้วย

    “จะว่าไป ... เอ่อ อะไรนะ ข้ามีเรื่องจะบอกเจ้า ... แต่คิดยังไงก็คิดไม่ออกนะ รู้สึกว่าเป็นเรื่องสำคัญซะด้วยสิ ...”

    “ถ้าเป็นเรื่องสำคัญจริงๆเดี๋ยวก็คงนึกออกแหละ”

    “อืม ... งั้นเหรอ อ่า คงงั้นแหละนะ ไม่ไหวๆ ... คิดไม่ออกเลย”

    โฮโลพูดแล้วก็ฟุบหน้าลงไปบนโต๊ะอีกครั้ง ถอนหายใจแล้วก็หลับตา

    วันนี้ทั้งวันคงเป็นอย่างนี้สินะ โชคดีที่ไม่ใช่วันที่ต้องออกเดินทาง บนเกวียนโยกเยกมากเสียด้วย

    “ต่อจากนี้ก็แค่ปล่อยให้ห้างมิโลเน่จัดการแหละ ช่วงนี้รอไปก่อน เดี๋ยวโชคลาภก็มาเองแหละ ตอนนี้เจ้าก็นอนไปจนกว่าจะดีขึ้นนั่นแหละ”

    “อ่า...ข้าช่างน่าอายเหลือเกิน”

    เหมือนว่าเธอพูดให้ดูน่าสงสารเกินจริง แต่ท่าทางของเธอก็ดูเจ็บปวดจริงๆ

    “ท่าทางเจ้าอย่างนี้ ทั้งวันนี้ก็คงทำอะไรไม่ไหวหรอก”

    “อื...ม ข้าน่าอายจริงๆสินะ”

    โฮโลตอบทั้งที่ฟุบหน้าอยู่อย่างนั้น แล้วเธอก็ลืมตาข้างหนึ่งขึ้นมองลอเรนซ์

    “มีธุระอะไรรึเปล่า”

    “หืม? อ้อ กะจะแวะไปที่สมาคม แล้วก็ซื้อของสักหน่อยเท่านั้นแหละ”

    “ซื้อของเหรอ เจ้าไปคนเดียวก็ได้ ข้าขอพักที่นี่สักครู่หนึ่งแล้วค่อยกลับไปที่พัก

    โฮโลค่อยๆเลยหน้าขึ้น แล้วจิบน้ำแอปเปิลที่ดื่มค้างไว้อยู่

    “หรือว่ามีอะไรอีกเหรอ อยากไปกับข้าเหรอ”

    โฮโลพูดเหมือนกับเป็นเพียงคำพูดทักทาย แต่ลอเรนซ์พูดเพราะตั้งใจอย่างนั้นจริงๆ เลยพยักหน้าตอบไปตรงๆ

    “อะไรกัน ไม่สนุกเลย”

    ลอเรนซ์ตอบอย่างสบายๆ โฮโลจึงรู้สึกเบื่อแล้วเบ้ปาก เธอคงคิดว่าลอเรนซ์จะตอบไม่ถูกแน่ๆ ถึงจะเป็นลอเรนซ์ เมื่อได้เห็นเธอดื่มน้ำผลไม้ที่ท่าทางไม่ค่อยอร่อยแล้วพูดอย่างนั้น เขาก็สามารถรักษาความนิ่งเฉยไว้ได้

    ลอเรนซ์หยิบขนมปังขึ้นมากิน แล้วก็หัวเราะให้กับโฮโลซึ่งฟุบหน้าลงไปกับโต๊ะอีกครั้ง

    “ข้ากะจะซื้อหวีกับหมวกให้เจ้าต่างหากล่ะ ไว้ทีหลังดีกว่าเหรอ”

    เสี้ยววินาทีนั้นหูหมาป่าใต้ผ้าคลุมของโฮโลก็ขยับ

    “...เจ้าวางแผนอะไรอยู่น่ะ”

    โฮโลลืมตาขึ้นจ้องมองลอเรนซ์อย่างระมัดระวังแล้วพูดออกมา

    แต่ก็มีเสียง ผับๆ ของหางที่ไม่อยู่นิ่งดังขึ้นมาด้วย ดูท่าเธอจะเก็บอารมณ์ประหลาดใจไว้ไม่อยู่

    “ข้าก็มีเหตุผลของข้าละกัน”

    “เขาพูดกันว่าเวลาตัวผู้คาบเนื้อมาหานั้นต้องระมัดระวังกว่าเวลาจะถูกแย่งไปอีก”

    เพราะโฮโลพูดเช่นนั้นกับเขา เขาจึงยื่นหน้าเข้าไปหาเธอแล้วกระซิบให้เธอฟัง

    “ถ้าจะเล่นเป็นหมาป่าเจ้าปัญญาละก็ อย่างน้อยก็จัดการกับหูกับหางที่อยู่ไม่สุขนั่นก่อนละกันนะ”

    โฮโลตกใจรีบเอามือกดผ้าคลุมบนหัวของตน แล้วก็ส่งเสียงร้อง อ๊ะ ออกมาเบาๆ

    “ทีนี้ก็หายกันแล้วนะ”

    ลอเรนซ์พูดอย่างภาคภูมิใจ โฮโลทำปากเบ้แล้วจ้องมองมาทางลอเรนซ์

    “ข้าก็แค่คิดว่าผมเจ้าสวยออกขนาดนั้น อย่างน้อยก็น่าจะมีหวีติดไม้ติดมือไว้หน่อยน่ะ”

    ถึงเขาจะดีใจที่เอาคืนโฮโลสำเร็จ แต่ถ้ายังทำหน้าดีใจต่อไปอีกก็มีแต่จะโดนแก้แค้นอีก

    ลอเรนซ์จึงรีบตัดบทพูด

    แต่เมื่อโฮโลได้ฟังคำพูดของลอเรนซ์ เธอก็พ่นล่มออกทางจมูกอย่างเบื่อหน่าย แล้วก็ลงไปนอนแผ่บนโต๊ะอีกครั้งหนึ่ง

    “อะไรกัน ผมเหรอ”

    เธอพูดออกมาสั้นๆ

    “เจ้ามัดไว้เฉยๆไม่ใช่เหรอ หวีก็ไม่ได้หวีเลย”

    “ผมอะช่างมันก็ได้ ข้าต้องการหวีอยู่หรอก แต่สำหรับหางต่างหากล่ะ”

    เมื่อพูดจบก็มีเสียง ผับๆ ดังขึ้นมา

    “...อ่า ถ้าเจ้าว่าอย่างนั้นก็ได้”

    ลอเรนซ์เห็นว่าผมสลวยของโฮโลนั้นสวยจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้นผมยาวก็ถือเป็นเรื่องแปลกอีกด้วย เพราะนอกจากพวกขุนนางที่สามารถอาบน้ำดูแลผมตัวเองทุกวันแล้ว ก็ไม่มีใครสามารถไว้ผมยาวได้ขนาดนี้ จะกล่าวว่าผมยาวสวยนั้นแสดงถึงชาติตระกูลที่สูงส่งก็ได้

    ดังนั้น ลอเรนซ์เองที่ไม่ได้แปลกแยกไปจากสามัญชนธรรมดาทั่วไป ก็มีจุดอ่อนเป็นผู้หญิงผมยาวสวยเช่นกัน แต่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวโฮโลซึ่งมีผมยาวสวยมากเสียจนในบรรดาขุนนางเองคงหาได้ยาก จะไม่รู้ถึงคุณค่าของมัน

    หากเปลี่ยนผ้าคลุมศีรษะด้วยผ้าคลุมหน้า และเปลี่ยนเสื้อผ้าจากเสื้อผ้าหยาบๆของพ่อค้าเร่เป็นชุดคลุมยาวแล้วละก็ เธอจะดูเหมือนเป็นนักบวชหญิงสาวที่ออกมาจากบทกวีของนักประพันธ์เร่ร่อนไม่มีผิด แน่นอนว่าเขาไม่กล้าพูดออกไปขนาดนั้น

    หากเขาพูดออกไปจะถูกใช้ประโยชน์อย่างไรก็ไม่รู้

    “ว่าแต่”

    “หืม?”

    “เจ้าจะไปซื้อหวีเมื่อไหร่ล่ะ”

    โฮโลซึ่งยังฟุบอยู่บนโจ๊ะเงยหน้าขึ้นมามองลอเรนซ์ แววตาของเธอแวววาวไปด้วยประกายแห่งความหวัง

    ลอเรนซ์เอียงคอเล็กน้อยแล้วถามกลับไปตามที่ตนคิด

    “ไม่อยากได้หวีไม่ใช่เหรอ”

    “ข้ายังไม่ได้พูดเลยว่าไม่อยากได้หวี ข้าอยากได้ ยิ่งถ้าเป็นหวีซี่ถี่ยิ่งดี”

    ลอเรนซ์คิดว่าถ้าซื้อหวีให้แต่ไม่ได้เอามาใช้หวีผมก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าจะหวีขนหางก็น่าจะใช้แปรงที่ช่างทอขนสัตว์ใช้กันมากกว่า

    “ข้าซื้อแปรงให้ละกัน แล้วถ้าเจ้าต้องการข้าจะหาช่างทอขนสัตว์เก่งๆให้ด้วยดีไหม”

    ถ้าจะจัดการกับขนสัตว์ละก็น่าจะใช้เครื่องมือของมืออาชีพกับช่างทอผ้ามืออาชีพดีกว่า ลอเรนซ์พูดทีเล่นทีจริง แต่เมื่อพูดจบเขาก็มองไปยังโฮโลซึ่งจ้องเขาอยู่แล้วพูดอะไรไม่ออก

    โฮโลโกรธจนกัดฟันแน่น

    “เจ้า ... เจ้าบอกว่าหางขนของข้าเหมือนขนสัตว์พวกนั้นนะ”

    ที่พูดเสียงเรียบอย่างเงียบๆนั้นคงไม่ใช่เพราะว่าไม่ให้แขกที่อยู่รอบข้างได้ยินเกี่ยวกับหางหรือเรื่องอะไรพวกนั้น

    ลอเรนซ์ผงะเล็กน้อยด้วยท่าทีของโฮโล แต่โฮโลก็ดูอาการไม่ดีเท่าไหร่ คงไม่สามารถทำอะไรเขาได้มาก

    “ข้า...ทนไม่ไหวแล้วนะ”

    คำขู่ของโฮโลก็มาเหมือนเดิม

    ลอเรนซ์คิดว่าคงถึงขนาดจะร้องไห้ จึงดื่มน้ำแอปเปิลแล้วพูดออกไป

    “จะร้องไห้งอแงรึไง”

    เขาคิดว่าถ้าเธอร้องไห้ออกมาตอนนี้เขาเองก็คงหวั่นไหวเอง แต่ก็ไม่ได้พูดออกมา

    ไม่รู้ว่าคำพูดของลอเรนซ์แทงใจโฮโลหรืออย่างไร เธอลืมตาขึ้นเล็กน้อยมองมาทางลอเรนซ์ แล้วสะบัดหน้าหนีเขาออกไป

    ท่าทางเหมือนเด็กๆนั้นดูน่ารักดี ทำให้ลอเรนซ์หัวเราะออกมาเบาๆพลางคิดว่าถ้าเป็นปค่ประมาณนี้ได้ทุกครั้งก็คงดี

    โฮโลเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดออกมาเบาๆ

    “...ไม่ไหวแล้ว จะอ้วก”

    เสี้ยววินาทีนั้นลอเรนซ์ตกใจจนแทบจะสำลักน้ำแอปเปิลกำลังดื่มอยู่ ยืนขึ้น แล้วตะโกนเสียงดังให้เจ้าของร้านนำถังมา

     

    หลังจากดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า และเสียงอึกกระทึกจากถนนทางนอกกรอบหน้าต่างไม้เงียบลงไปนานแล้ว ในที่สุดลอเรนซ์ก็เงยหน้าขึ้นจากโต๊ะ บิดตัวและยืดแขนสองข้างขึ้นโดยที่ยังถือปากกาขนนกไว้ในมือ เสียงกระดูกยืดดัง กร๊อบ กร๊อบ ชวนให้รู้สึกดี แล้วเมื่อเขาบิดคอซ้ายขวา เสียงก็ดังออกมาไม่แพ้กัน

    แล้วเขาก็กลับไปมองบนโต๊ะ ถึงจะดูเรียบง่าย แต่บนกระดาษก็มีภาพร่างของร้านค้าอยู่ เมืองที่ตั้ง ชนิดของร้าน และแผนการขยายกิจการอย่างละเอียดก็เขียนไว้ข้างๆ ทั้งยังได้คำนวณค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างคร่าวๆ ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในการเปิดร้านจนถึงการรับสิทธิ์เป็นพลเมือง บันทึกไว้อีกด้วย

    นี่คือความฝันของลอเรนซ์ แผนการตั้งร้านค้าของตนเอง

    ก่อนหน้านี้สักสัปดาห์หนึ่งยังเป็นเพียงความฝันอันห่างไกล แต่เมื่อมีการค้าขายต่อรองกับห้างมิโลเน่ เขาก็ได้รู้สึกถึงโอกาสที่จะเป็นความจริง หากเขาได้กำไรเป็นเหรียญเงินเทรนี่สองพันเหรียญ รวมกับเครื่องประดับหรือเพชรพลอยที่มีไว้เสมือนเป็นเงินเก็บสักเล็กน้อย ก็เพียงพอที่จะเปิดร้านได้ ลอเรนซ์ก็จะไม่ใช่พ่อค้าเร่อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นพ่อค้าลอเรนซ์

    “หืม...เสียงอะไรน่ะ...”

    ระหว่างที่ลอเรนซ์กำลังชื่นชมภาพของร้านค้าที่ตนเองวาดไว้อยู่นั้น โฮโลก็ตื่นขึ้นมา ถึงจะยังขยี้ตาด้วยท่าทางง่วงอยู่ แต่ดูเหมือนว่าอาการจะดีขึ้นแล้ว เธอกระพริบตาอยู่หลายครั้ง มองมาทางลอเรนซ์ แล้วก็โซเซลุกขึ้นจากเตียง ตายังบวมแดงอยู่เล็กน้อย แต่สีหน้าดีขึ้นมากแล้ว

    “อาการเป็นยังไงบ้าง”

    “อื้ม ดีขึ้นมากแล้ว แต่หิวนิดหน่อยน่ะ”

    “ถ้าเริ่มอยากอาหารขึ้นมาแล้วก็ไม่มีปัญหา”

    ลอเรนซ์หัวเราะ แล้วบอกเธอว่าบนโต๊ะมีขนมปังอยู่ เป็นขนมปังสีดำที่ทำมาจากข้าวไรย์ เป็นขนมปังที่ทั้งแข็งทั้งมีรสขม ในบรรดาขนมปังถือเป็นขนมปังชั้นล่างที่มีราคาถูกที่สุด แต่ลอเรนซ์กลับชอบรสขมของมันจึงซื้อมากินบ่อย

    ตามที่คาด เพียงคำแรกโฮโลก็บ่นออกมา แต่ในเมื่อนอกจากนั้นแล้วไม่มีของกินอื่น เธอจึงยอมแพ้

    “มีอะไรดื่มไหม...”

    “เหยือกน้ำอยู่นั่นไม่ใช่เหรอ”

    โฮโลส่องดูน้ำในเหยือก ดื่มอึกหนึ่ง แล้วเดินมาหาลอเรนซ์พลาดกัดขนมปังไปด้วย

    “...รูปร้านค้า?”

    “ของข้าเอง”

    “โอ้ ผีมือใช้ได้นี่”

    โฮโลมองดูแล้วพูดออกมา แล้วก็กัดขนมปังอีกคำหนึ่ง

    เวลาไปต่างแดนแล้วเข้าใจภาษา บางครั้งก็ใช้รูปในการซื้อขายแลกเปลี่ยน นึกคำศัพท์ของสินค้าที่อยากได้ไม่ออกก็บ่อย ล่ามก็ไม่ได้หาได้เสมอไป ดังนั้นพ่อค้าเร่ส่วนมากจะวาดรูปเก่ง แต่เมื่อลอเรนซ์มีโอกาสได้กำไรงาม เขาก็จะวาดรูปร้านค้า ให้ความรู้สึกดีกว่าดื่มเหล้าเสียอีก

    ถึงแม้เขาภูมิใจในฝีมือของตน แต่เมื่อมีคนชมเขาก็รู้สึกดีใจ

    “ตัวหนังสือพวกนี้คืออะไรเหรอ”

    “อ้อ แผนการเปิดร้าน หรือพวกค่าใช้จ่ายต่างๆน่ะ แน่นอนว่าคงไม่ได้ตามนี้ทั้งหมดละนะ”

    “ฮื่ม มีรูปเมืองด้วยนี่ นี่เมืองอะไรเหรอ”

    “ไม่ใช่เมืองจริงๆหรอก เป็นเมืองในอุดมคติที่ข้าอยากจะเปิดร้านน่ะ”

    “โอ้ แต่เขียนละเอียดอย่างนี้แปลว่าอีกไม่นานจะเปิดร้านเหรอ”

    “ถ้าข้อตกลงกับห้างมิโลเน่เป็นไปได้ด้วยดีก็อาจจะเปิดได้”

    “ฮื่ม...”

    โฮโลพยักหน้าอย่างไม่ค่อยเต็มใจ กินขนมปังที่เหลืออยู่แล้วเดินไปที่โต๊ะ ลอเรนซ์ได้ยินเสียง อึก อึก สงสัยเธอคงกำลังดื่มน้ำอยู่

    “การเปิดร้านของตัวเองเป็นความฝันของพ่อค้าเร่ทุกคนแหละ ข้าเองก็ไม่ได้มีข้อยกเว้น”

    “อืม ข้ารู้อยู่แล้วน่ะ ถึงขั้นวาดเมืองในอุดมคติด้วย เจ้าคงวาดมาหลายครั้งแล้วสิ”

    “พอวาดแล้วข้าก็รู้สึกเหมือนจะทำได้จริงๆน่ะ”

    “พูดเหมือนนักวาดรูปที่เคยเจอเมื่อนานมาแล้วเลย บอกว่าอยากวาดรูปทิวทัศน์ที่เห็นแล้วเก็บไว้เป็นของตัวเองน่ะ”

    โฮโลกินขนมปังแผ่นที่สองพลางหย่อนก้นนั่งลงที่มุมเตียง

    “เกรงว่าความฝันของนักวาดรูปคนนั้นยังไม่เป็นจริง แต่ดูเหมือนว่าความฝันของเจ้าใกล้จะเป็นจริงแล้วสินะ”

    “อื้อ แค่คิดก็อยู่เฉยไม่ได้ อยากจะออกไปเร่งให้คนของห้างมิโลเน่รีบทำงานเลยแหละ”

    เขาลองพูดเว่อร์ออกไป แต่ก็ไม่ใช่เรื่องโกหก โฮโลเลยไม่ได้พูดหยอกล้ออะไรเขาอีก แค่หัวเราะเบาๆแล้วพูดว่า “ถ้าความฝันเป็นจริงก็ดีน่ะ”

    “แต่การตั้งร้านอย่างนั้นเป็นเรื่องดีเหรอ เป็นพ่อค้าเร่ก็ได้เงินพอตัวเลยนี่”

    “พยายามถึงจะได้หรอก”

    โฮโลเอียงคอเล็กน้อย

    “ยังมีอะไรอีกเหรอ”

    “พ่อค้าเร่ทั่วไปแล้วจะเร่ค้าขายช่วงอายุยี่สิบถึงสามสิบน่ะ ถ้าหยุดอยู่ในเมืองเดียวเงินก็ไม่เพิ่มขึ้นสักแดง ทั้งปีส่วนมากก็นั่งอยู่บนเกวียนขนของน่ะ”

    ลอเรนซ์หยิบแก้วที่วางอยู่บนโต๊ะ แล้วดื่มเหล้าองุ่นที่เหลืออยู่เล็กน้อยจนหมด

    “ใช้ชีวิตอย่างนั้นเพื่อนก็แทบจะไม่มี อย่างมากก็แค่คนที่รู้จักกันในการค้าขายน่ะ”

    เมื่อได้ฟัง โฮโลก็ตกใจเล็กน้อยเหมือนว่าตนถามสิ่งที่ไม่ควรถามออกไป แล้วทำหน้าเหมือนสำนึกผิด

    ลอเรนซ์คิดในใจว่าที่จริงโฮโลก็เป็นคนดีเหมือนกันนะ แล้วยิ้มเหมือนส่งข้อความว่าไม่ต้องกังวลต่อท้ายไปด้วย

    “ถ้าได้เปิดร้าน ข้าก็จะได้เป็นชาวเมืองคนหนึ่ง จะได้มีเพื่อน และยังหาเจ้าสาวได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ยิ่งกว่านั้นจะได้รู้สึกสบายใจเมื่อรู้ว่าหลุมศพตัวเองจะอยู่ที่ไหน แต่จะเจอเจ้าสาวที่ยอมใช้หลุมศพข้างตัวข้าก็...ขึ้นอยู่กับดวงอย่างเดียวละน่ะ”

    โฮโลพ่นเสียงหัวเราะเบาๆออกมา

    คำว่า “หาเจ้าสาว” ยังหมายถึงการที่พ่อค้าเร่เข้าเมืองใหม่ไปหาสินค้าดีๆออกมา คำนี้ยังมีความหมายแฝงว่าของดีไม่ได้หาเจอง่ายๆอีกด้วย

    ในความเป็นจริง ถึงจะเปิดร้านค้าในเมืองเป็นของตนเอง ก็ไม่ได้หมายความว่าสามารถสนิทกับผู้คนในเมืองได้ในทันที

    ถึงกระนั้น การอาศัยอยู่ในที่ที่หนึ่งเป็นเวลานานๆก็เป็นเสมือนความฝันของพ่อค้าเร่

    “แต่ว่า ถ้าเจ้าตั้งร้านแล้วข้าก็ลำบากสิ”

    “หืม ทำไมล่ะ”

    เมื่อลอเรนซ์หันมาก็เห็นโฮโลที่ยังมีรอยยิ้มค้างอยู่บนใบหน้า แต่เริ่มจางออกไป

    “ถ้าเจ้าเปิดร้านได้แล้ว เจ้าก็ออกจากร้านไม่ได้ใช่ไหมล่ะ ข้าก็ต้องออกเดินทางต่อคนเดียว หรือไม่ก็หาคนอื่นร่วมเดินทางไปด้วย”

    เมื่อนั้น ลอเรนซ์ก็นึกถึงคำที่โฮโลเคยพูดว่าอยากจะเดินทางเที่ยวไปเพื่อดูโลกใหม่นี้ก่อนจะกลับไปยังบ้านเกิดของตนที่ดินแดนทางเหนือ

    แต่โฮโลฉลาด เงินที่ได้จากการค้าขายหนังสัตว์ก็มีอยู่ เดินทางคนเดียวคงไม่ลำบาก

    “เดินทางคนเดียวเจ้าคงไม่ลำบากหรอก”

    ลอเรนซ์พูดออกไปโดยไม่ได้คิดอะไร แต่เหมือนว่าโฮโลจะเข้าใจความหมายของคำพูดนั้นเป็นอย่างอื่น เธอก้มหน้าลงทั้งที่ขนมปังยังอยู่ในปาก

    แล้วก็พูดออกมาสั้นๆ

    “ข้าไม่อยากอยู่คนเดียว”

    ท่าทางที่เธอพูดพร้อมแกว่งขาที่ยาวไม่ถึงพื้นทำให้เธอเหมือนเด็ก พอเธอนั่งลงบนเตียงร่างเธอยิ่งดูเล็กลง เหมือนจะถูกกลืนไปกับเปลวเทียนที่วางอยู่ตรงหน้า

    ลอเรนซ์นึกถึงตอนที่โฮโลระลึกถึงเพื่อนเมื่อหลายร้อยปีก่อนอย่างมีความสุข

    การคิดถึงเพื่อนในสมัยก่อนแสดงถึงความเหงาในปัจจุบัน ท่าทางเธอห่อตัวนึกถึงสมัยก่อนนั้นดูเหมือนกับกำลังห่อตัวจากฝนและลมแห่งความเหงาที่พัดกระหน่ำ

    เพียงแค่เมื่อเห็นภาพคนอื่นทำท่าทางเศร้าสร้อยเช่นนี้ต่อหน้า ลอเรนซ์เองก็หวั่นไหวเหมือนกัน เขาจึงพยายามเลือกคำที่จะไม่ทำร้ายจิตใจของเธอ

    “ตะ แต่ ข้าจะเดินทางไปกับเจ้าจนเจ้ากลับแดนเหนือก็ได้”

    เมื่อลอเรนซ์พูดออกไป โฮโลก็มองขึ้นมาทำหน้าเหมือนจะถามว่า “จริงเหรอ” เขาจึงพยายามกลบอาการใจตัวเต้นไม่เป็นจังหวะยิ่งกว่าตอนเจรจาการค้า แล้วพูดออกไป

    “ถึงจะมีเงินแต่ก็ใช่ว่าจะตั้งร้านได้ทันทีซะหน่อย”

    “จริงเหรอ”

    “โกหกไปแล้วจะได้อะไรล่ะ”

    เขายิ้มออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ โฮโลเองก็พลอยหัวเราะไปด้วย ปากของเธอยิ้ม แต่ดวงตามองต่ำลง ในแววตายังคงมีความเหงาแฝงอยู่ ลอเรนซ์เผลอคิดนอกเรื่องว่าขนตาของเธอยาวขนาดนี้เลยเหรอ

    “ก็ นั่นแหละ อย่าทำหน้าอย่างงั้นสิ”

    ถ้าเป็นพ่อค้าที่ค้าขายในเมืองคงจะหาคำพูดปลอบได้ดีกว่านี้ แต่โชคร้ายที่ลอเรนซ์เป็นพ่อค้าเร่ที่ใช้ชีวิตอยู่โดยไม่ได้พบปะกับผู้หญิง แต่ถึงกระนั้นเมื่อเขาพูดออกไป โฮโลก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย หัวเราะเบาๆ แล้วพยักหน้า

    เมื่อเธอทำท่าทางน่ารักเช่นนั้นแล้ว ร่างเล็กๆของเธอก็ดูเปราะบาง หูหมาป่าแหลมของเธอลู่ลงแล้วขยับอย่างไร้ความหมาย หางอันสวยงามของเธอก็ขดพันรอบตัวด้วยความกังวล

    แล้วความเงียบก็เข้าปกคลุม

    ลอเรนซ์ไม่ถอมสายตาออกจากโฮโล แต่ดูเหมือนว่าโฮโลไม่สามารถมองหน้าลอเรนซ์ได้

    มีอยู่ครั้งหนึ่งที่โฮโลหันมามองลอเรนซ์ แต่แล้วก็หลบสายตาลงไปในทันที ลอเรนซ์รู้สึกเหมือนเคยเห็นสายตาเช่นนั้นมาก่อนแล้ว เขาจึงนึกย้อนกลับไปแล้วก็นึกขึ้นได้ เป็นสายตาเมื่อตอนที่เพิ่งมาถึงเมืองพัทซิโอ สายตาเมื่อตอนที่เธออยากได้แอปเปิล

    ตอนนั้นเป็นแอปเปิล แต่ตอนนี้เธอกำลังเรียกร้องอะไร

    การคาดเดาว่าฝ่ายตรงข้ามต้องการอะไรเป็นความสามารถที่พ่อค้าจำเป็นต้องมี

    ลอเรนซ์หายใจลึกเบาๆ แล้วยืนขึ้นจากเก้าอี้ เหมือนว่าโฮโลจะตกใจเสียงนั้น หูและหางของเธอตั้งขึ้นเล็กน้อยแล้วมองมาทางลอเรนซ์ เมื่อเห็นเขากำลังเดินเข้าไปหาก็รีบร้อนหลบตา

    แล้วเมื่อลอเรนซ์มายืนตรงหน้า เธอก็ยื่นมือออกไปเล็กน้อย

    ราวกับทั้งอายและตกใจไปพร้อมกัน

    “ตาบวมอย่างนั้น ฝันแล้วร้องไห้มาเหรอ”

    ลอเรนซ์จับมือเธอแล้วนั่งลงข้างๆ ขยับตัวเข้าใกล้แล้วโอบกอดเธอเบาๆ

    โฮโลเงียบไม่พูดอะไร แล้วพยักหน้าในก้อมกอดของลอเรนซ์

    “...พอข้า”

    “หืม”

    “...พอข้าลืมตา...ข้าก็ไม่เห็นใครเลย ทั้งยูเอ ทั้งอินที ทั้งพาโลกับมิวลีก็ไม่อยู่ ไม่มีใครอยู่เลย”

    คงเป็นเรื่องราวในฝัน ซืด เสียงเธอสูดจมูก ลอเรนซ์ลูบหัวเล็กๆของโฮโล ชื่อพวกนั้นอาจเป็นชื่อของบรรดาหมาป่าเพื่อนของเธอก็เป็นได้ หรืออาจเป็นถึงเทพหมาป่าก็ได้ แต่ลอเรนซ์ก็ไม่งี่เง่าถึงขนาดออกปากถามออกไป

    “พวกข้าน่ะ สามารถมีชีวิตอยู่หลายร้อยปี ข้าเลยออกเดินทางมา แล้วก็คิดว่ายังไงก็ตาม ต้องได้เจอ ต้องได้เจอกันอีก แต่ว่า...ไม่เจอใครเลย ไม่มีใครอยู่เลย”

    มือที่จับเสื้อของลอเรนซ์ไว้แน่นสั่นน้อยๆ ความฝันอย่างนั้นใช่ว่าลอเรนซ์จะไม่เคยเห็น

    บางครั้งเขาฝันว่า เมื่อกลับไปยังบ้านเกิดแล้วไม่มีใครจำเขาได้แม้แต่คนเดียว

    เขายังเคยได้ยินเรื่องจริงที่ว่า พอเร่ค้าขายไปยี่สิบสามสิบปี กลับไปยังบ้านเกิดของตนแล้วหมู่บ้านหายไปทั้งหมู่บ้าน สาเหตุก็มีหลายอย่าง เช่นเกิดสงครามแล้วถูกเผาทั้งหมู่บ้าน เกิดโรคระบาด หรือแห้งแล้งผู้คนอดอยากตายทั้งหมู่บ้านก็มี

    ดังนั้นการตั้งร้านค้าของตนเองจึงเป็นความฝันของพ่อค้าเร่

    สร้างที่อยู่ให้กับตัวเอง สร้าง “บ้าน” ให้กับตัวเอง

    “ข้า ... พอแล้วกับการตื่นขึ้นมาแล้วไม่มีใครอยู่ ... ข้าไม่อยากอยู่คนเดียว อยู่คนเดียวแล้วข้าหนาว อยู่คนเดียวแล้ว ... ข้าเหงา”

    เมื่อโฮโลพูดความรู้สึกในใจของตนออกมา ลอเรนซ์ก็ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่กอดและลูบหัวเธอเท่านั้น เธอร้องไห้ขนาดนี้ไม่ว่าจะพูดอะไรก็คงไม่ได้ยิน ยิ่งไปกว่านั้นเขาเองก็นึกคำพูดที่เหมาะสมไม่ออก

    ลอเรนซ์เองเวลาอยู่บนเกวียน หรือเวลาไปยังเมืองที่ไม่เคยไปมาก่อน ก็เคยถูกคลื่นความเหงาซัดกระหน่ำเช่นกัน

    เวลานั้นไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่รู้สึกดีขึ้น ไม่ว่าจะฟังใครพูดก็ไม่รู้สึกดีขึ้น ทำได้แค่หาอะไรยึดเหนี่ยวใจตนเองไว้ แล้วรอระลอกคลื่นผ่านพ้นไป

    “กระซิก ...”

    ฉะนั้นเมื่อเขากอดโฮโล อารมณ์ของเธอคงเริ่มสงบลง ปล่อยมือจากเสื้อ แล้วเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย

    พอลอเรนซ์ค่อยๆปล่อยมือจากตัวโฮโล เธอก็สูดจมูกแล้วยืดตัวขึ้น

    “...น่าอายจริงๆ”

    ทั้งตาและจมูกของโฮโลยังแดงอยู่ แต่เสียงของเธอดูสงบลงแล้ว

    “พ่อค้าเร่ก็มีฝันร้ายอย่างนั้นเหมือนกัน”

    เมื่อลอเรนซ์พูดไป โฮโลก็หัวเราะอย่างอายๆ แล้วสูดจมูกอีก

    “เอ้า หน้าเลอะเทอะหมดแล้ว รอเดี๋ยวนะ”

    ลอเรนซ์ยืนขึ้น แล้วเดินไปหยิบกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะ รูปภาพและตัวหนังสือแห้งแล้ว คงใช้สั่งน้ำมูกได้แหละ

    “อื้อ...แต่ว่า นี่มัน...”

    “วาดแล้วก็ทิ้งน่ะ ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่ได้กำไรเลย ที่เขียนไปก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นจริงได้เท่าไหร่”

    เมื่อลอเรนซ์พูดแล้วยิ้มออกมา โฮโลก็พลอยยิ้มไปด้วยแล้วก็รับกระดาษแผ่นนั้นมาสั่งน้ำมูก เช็ดรอบๆตา ดูเหมือนโล่งขึ้นมากแล้ว เธอถอนหายใจ แล้วหายใจเข้าลึกๆครั้งหนึ่ง แล้วก็ยิ้มอย่างอายๆ

    เมื่อลอเรนซ์ดูท่าทางของโฮโล เขาก็รู้สึกอยากกอดเธออีกครั้ง แต่ก็แค่คิด เพราะดูเหมือนว่าเธอจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว

    “ครั้งนี้ข้าเป็นหนี้เจ้าก้อนโตเลยนะ”

    ไม่รู้ว่าเธอรู้ว่าลอเรนซ์คิดอะไรอยู่หรือเปล่า โฮโลพูดพลางเก็บเศษขนมปังที่เธอบีบแตกเป็นผงขึ้นมากิน

    ลอเรนซ์รู้สึกสบายใจที่ไม่ถูกแหย่เรื่องที่ตนคิด แล้วมองท่าทางของเธอ เมื่อโฮโลกินเกือบหมดแล้วเธอก็ปัดมือแล้วหาว เธอคงเหนื่อยเพราะร้องไห้ออกมา

    “ข้าง่วง เจ้าจะนอนรึยัง”

    “อื้อ นอนเลยดีกว่านะ ตื่นไปก็มีแต่จะเสียค่าเทียนไขเปล่าๆ”

    “หุหุ คิดสมเป็นพ่อค้าดีจังนะ”

    โฮโลนั่งขัดสมาธิหัวเราะอยู่บนเตียง แล้วก็ล้มตัวลงนอนทั้งอย่างนั้น ลอเรนซ์มองโฮโลแล้วก็เป่าเทียนไข ดับไฟ

    ความมืดแผ่เข้าปกคลุมในทันที เพราะตายังชินกับแสงสว่างรอบตัวจึงมืดสนิท ถึงคืนนี้ท้องฟ้าจะโปร่งมองเห็นดาวได้ แต่ยังมองไม่เห็นแสงริบหรี่ที่ลอดบานหน้าต่างไม้เข้ามา จะรอให้ดวงตาชินกับความมืดก็เสียเวลา ลอเรนซ์จึงเดินหาเตียงของตนทั้งที่ยังมองไม่เห็น เตียงของเขาอยู่สุดห้องใต้บานหน้าต่าง เขาเดินพร้อมกับระวังไม่ให้ขาเตะขอบเตียงของโฮโล

    เมื่อมาถึงเตียงของตน เขาก็จับดูตำแหน่งขอบเตียงให้แน่นอนแล้วเอนตัวลงนอนช้าๆ ก่อนหน้านี้เคยล้มตัวลงนอนโดยไม่ดูให้ดีๆก่อนแล้วกระแทกเข้ากับขอบเตียงเจ็บมาแล้ว หลังจากนั้นเป็นต้นมาเขาจึงระมัดระวังมากขึ้น

    แต่เขาก็ไม่สังเกตเห็นสิ่งนั้น

    เมื่อเขากำลังเอนตัวลงนอน ก็รู้สึกตัวว่ามีใครบางคนมานอนอยู่ก่อนแล้ว

    “ทำ...อะไรน่ะ”

    “อย่าพูดอะไรไม่เข้าท่าสิ”

    น้ำเสียงโกรธเล็กน้อยนั้นฟังดูมีเสน่ห์อย่างประหลาด

    เมื่อลอเรนซ์ถูกดึงล้มลง โฮโลก็เข้ามาประชิดข้างๆ

    ต่างจากความรู้สึกอ้างว้างว่างเปล่าขณะที่เขากอดเธอเมื่อครู่ จิตใจของเธอมั่นคงขึ้นแล้ว ร่างกายของเธอนั้นเป็นร่างอ่อนนุ่มของหญิงสาว

    ลอเรนซ์ไม่สามารถยับยั้งหัวใจที่เต้นแรงขึ้นมาอีกครั้งได้ เขาเองก็เป็นชาวหนุ่มแข็งแรงเหมือนกัน เมื่อรู้สึกตัวอีกทีเขาก็กำลังกอดโฮโลไว้แน่น

    “อึดอัด”

    เมื่อโฮโลพูดเหมือนกับต่อว่าเขาอยู่ สติก็กลับคืนมา เขาผ่อนแรงที่กอดโฮโลลง แต่ไม่ปล่อย โฮโลเองก็ไม่พยายามสะบัดหนีเช่นกัน

    ในทางกลับกัน เธอเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้แล้วกระซิบที่ข้างหู

    “ตาเจ้าชินหรือยัง”

    “หมายความ”

    ว่ายังไง ลอเรนซ์พูดไม่จบประโยค เพราะโฮโลยกนิ้วบางๆขึ้นมาปิดที่ปากของเขา

    “ในที่สุดข้าก็นึกเรื่องที่จะพูดกับเจ้าออกแล้วน่ะ...”

    โฮโลกระซิบข้างหูเขาทำให้รู้สึกจั๊กจี้ แต่เขาไม่รู้สึกว่าคำพูดนั้นเป็นคำหวาน เพราะน้ำเสียงของโฮโลไม่ใช่แบบนั้นเลย

    เรื่องที่เธอจะพูดก็ไม่ใช่เรื่องแบบนั้น

    “ช้าไปหน่อย ข้างนอกประตูนั้นมีอยู่สามคน เกรงว่าจะไม่ใช่แขกธรรมดาซะด้วย”

    ในที่สุดเขาก็รู้ตัวว่าโฮโลสวมผ้าคลุมหัวเรียบร้อยแล้ว เมื่อเธอขยับตัว สัมภาระที่เขามักจะถือติดตัวด้วยเสมอก็ปรากฎขึ้นบนตัวเขา

    “นี่ชั้นสอง โชคดีที่ข้างนอกไม่มีใครอยู่ เตรียมใจพร้อมรึยัง”

    หัวใจของเขาเต้นแรง ในอีกความหมายหนึ่ง โฮโลค่อยๆยืดตัวขึ้น ลอเรนซ์ค่อยๆสวมโค้ทและผ้าคลุมหัว ขณะที่เขากำลังเก็บกริชที่ทำจากเงินเข้าที่เอว โฮโลก็พูดเสียงดังให้คนที่อยู่ข้างนอกประตูได้ยิน

    “รีบมาดูร่างของข้าใต้แสงจันทร์สิ”

    เมื่อโฮโลพูดจบ ก็มีเสียงเปิดหน้าต่างดัง กึกกัก ขึ้น โฮโลเหยียบลงบนขอบบานหน้าต่างแล้วกระโดดออกไปโดยไม่ลังเล

    ลอเรนซ์ก็ลนลานรีบยืดตัวขึ้น เหยียบขาลงบนขอบหน้าต่างเช่นกัน แต่ที่เขากระโดดออกไปได้โดยไม่ลังเลก็เพราะได้ยินเสียงพยายามพังประตูเปิดเข้ามา กับเสียงคนวิ่ง

    หลังจากความรู้สึกชวนคลื่นไส้เมื่อลอยอยู่ในอากาศ ฝ่าเท้าของเขาก็สัมผัสกับพื้นดินแข็ง

    เขาเสียหลักกระโดดไปข้างหน้าเหมือนกบ ทำให้เขาล้มกลิ้งลงกับพื้น

    โชคดีที่ขาของเขาไม่พลิก แต่ท่าทางของเขาก็ทำให้โฮโลระเบิดเสียงหัวเราะออกมา แต่ถึงเธอจะหัวเราะใส่เขา โฮโลก็ยื่นมือออกมาให้เขาในทันที

    “วิ่ง ตอนนี้คงต้องทิ้งเกวียนไปก่อนนะ”

    เมื่อลอเรนซ์ได้ยินคำของโฮโล เขาก็หันไปมองที่คอกม้า นอกจากเป็นม้าราคาถูกและแข็งแรงแล้ว มันยังเป็นม้าตัวแรกที่เขาซื้ออีกด้วย

    เมื่อเขาคิดเช่นนั้น ก็มีความรู้สึกอยากจะวิ่งไปยังคอกม้าขึ้นมา แต่สมองส่วนที่ยังเยือกเย็นอยู่ของเขาห้ามเอาไว้ สิ่งที่โฮโลพูดนั้นถูกต้อง

    ลอเรนซ์กัดฟันแล้วนิ่งเฉยอยู่อย่างนั้น

    “ถึงพวกนั้นฆ่าม้าไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เมื่อเรื่องจบแล้วค่อยกลับมาเอาก็ได้”

    ไม่รู้ว่าโฮโลพูดเพราะสงสารจนทนดูไม่ได้หรืออย่างไร แต่ลอเรนซ์ก็ได้แต่หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น เขาพยักหน้าแล้วหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง ก่อนจะจับมือที่โฮโลยื่นมาแล้วยืนขึ้น

    “อ้อ นี่”

    เมื่อลอเรนซ์ยืนขึ้นแล้ว โฮโลก็จับถุงหนังที่แขวนไว้กับคอ คลายเชือกที่ผูกไว้อย่างลวกๆแล้วกำสิ่งที่อยู่ข้างในออกมาประมาณครึ่งหนึ่ง

    “เผื่อเอาไว้ เจ้าเอาไปสักหน่อย”

    โฮโลไม่ฟังคำตอบของลอเรนซ์แล้วใส่สิ่งที่กำอยู่ลงในกระเป๋าเสื้อของเขา

    เขารู้สึกเหมือนมีอะไรร้อนๆใส่เข้ามาในกระเป๋าเสื้อของเขา นั่นอาจเป็นอุณหภูมิร่างกายของโฮโลก็เป็นได้

    เพราะสิ่งนั้นคือข้างสาลีที่โฮโลสถิตอยู่

    “เอาล่ะ รีบวิ่งกันเถอะ”

    โฮโลยิ้มให้กับลอเรนซ์เหมือนกับยิ้มให้กับเพื่อนที่เชื่อใจกัน ลอเรนซ์อ้าปากทำท่าจะพูด แต่ในที่สุดก็ไม่ได้พูด เขาเพียงแค่พยักหน้า แล้วออกวิ่งไปในเมืองยามราตรี

    “เรื่องที่ข้ากะจะพูดกับเจ้าก็คือว่า ถ้าห้างร้านนั้นสืบประวัติเจ้าเด็กหนุ่มนั่นได้ อีกฝั่งก็ทำได้เหมือนกันใช่มั้ย ฝั่งนั้นก็คงระวังตัวอยู่เหมือนกัน พอเราขอให้ห้างร้านร่วมมือ ฝั่งนั้นจะมาปิดปากเราก็เป็นเรื่องธรรมดาใช่มั้ย”

    ถนนทำจากหิน แม้เพียงแค่แสงจันทร์ก็วิ่งได้โดยไม่ลำบาก ทั้งสองวิ่งไปตามถนนที่ร้างผู้คน แล้วเลี้ยวขวาไปยังถนนแคบๆ

    ทางมืดสนิท ลอเรนซ์แทบจะมองไม่เห็นทางเลย แต่โฮโลจับมือเขาวิ่งอยู่ข้างหน้า เขาจึงพอทุลักทุเลถามเธอไปได้

    เมื่อวิ่งไปได้สักหนึ่งมุมถนน เขาก็เห็นกลุ่มชายหลายคนตะโกนโหวกเหวกวิ่งอยู่บนถนนข้างหลัง ในบรรดาดำที่ได้ยินก็มีชื่อห้างร้านมิโลเน่ปนอยู่ด้วย

    เหมือนว่าทางนั้นก็รู้อยู่ว่าเป้าหมายที่ทางนี้จะวิ่งไปก็มีแต่ห้างมิโลเน่เท่านั้น

    “แย่แล้ว ข้าไม่รู้ทาง”

    โฮโลที่จับมือลอเรนซ์วิ่งมา เมื่อมาถึงทางแยกสามทางก็พูดขึ้นเบาๆอยู่กลางแยก ลอเรนซ์เงยหน้าขึ้นมองตำแหน่งของดวงจันทร์กับวันเดือนปี ในหัวก็นึกภาพแผนที่เมืองพัทซิโอขึ้นมา

    “ทางนี้”

    เขาเริ่มวิ่งไปตามถนนที่วิ่งไปยังทิศตะวันตก เมืองพัทซิโอเป็นเมืองเก่าแก่ในแถบนี้ อาคารมีการต่อเติมหลายครั้ง ถนนก็คดเคี้ยวยิ่งกว่างู แต่ก็เป็นเมืองที่เขาเคยมาหลายครั้งแล้ว บางครั้งเขาก็โผล่หน้าออกไปดูตำแหน่งบนถนนใหญ่แล้วกลับเข้ามาในตรอกแคบ ทำซ้ำไปมาอยู่หลายครั้งจนเข้าใกล้ห้างร้านมิโลเน่ขึ้นทุกที

    แต่เหมือนว่าอีกฝั่งก็ไม่โง่

    “หยุดก่อน พวกนั้นเฝ้าอยู่”

    เลี้ยวขวาที่แยกนี้ ตรงไปจนถึงถนนใหญ่ แล้วเลี้ยวซ้ายตรงไปสี่ช่วงถนนก็จะถึงห้างมิโลเน่ ห้างร้านขนาดใหญ่ต้องมีคนยกของคอยเฝ้ายามสินค้าอยู่แน่ๆ เมื่อไปถึงบรรดานักเลงพวกนี้ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเมืองนี้เป็นเมืองการค้า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ดีที่สุดคือจำนวนเงินที่เขียนไว้กับชื่อบนป้ายหน้าร้าน

    “โธ่ อีกนิดเดียวเท่านั้นเอง”

    “หุหุ ข้าไม่ออกล่าเหยื่อนานแล้ว แต่ถูกล่านี่เป็นครั้งแรกนะเนี่ย”

    “มาพูดเรื่อยเปื่อยอะไรเอาตอนนี้ล่ะ ช่วยไม่ได้ อ้อมไปละกัน”

    ลอเรนซ์ย้อนกลับไปตามถนนเส้นเดิม แล้วเลี้ยวขวากลางทาง เข้าไปยังตรอกในอีกช่วงถนนหนึ่ง อ้อมไปแล้วมุ่งหน้าไปยังห้างมิโลเน่

    แต่เมื่อเลี้ยวขวาแล้วจะมุ่งหน้าต่อไป เขาก็หยุดกึก

    โฮโลดึงเสื้อของลอเรนซ์แล้วกดตัวเขาชิดติดกับกำแพง

    “อยู่นี่เรอะ! มันอยู่แถวนี้แหละ! หาให้เจอ!

    ความกลัววาบขึ้นเหมือนตอนที่เขาถูกหมาป่าไล่ตามในป่า ตรอกข้างๆมีชายท่าทางโกรธจัดสองคนวิ่งผ่านไป ถ้าเขามุ่งหน่าต่อไปคงเจอเข้าอย่างจัง

    “โธ่เอ้ย ฝั่งนั้นมีคนมากพอตัวเลย แถมยังรู้จักถนนหนทางดีอีก”

    “อืม...ดูเหมือนฝั่งเราจะเสียเปรียบอยู่เยอะเลย”

    โฮโลเปิดผ้าคลุมออกให้หูหมาป่าโผล่ออกมา แล้วพูดเมื่อมองไปรอบๆ

    “แยกเป็นสองทางไหม”

    “เป็นความคิดที่ดี แต่ข้ามีแผน”

    “เช่น?”

    ตุบตุบตุบ เสียงฝีเท้าดังมาแต่ไกล เหมือนว่าพวกนั้นจะความเฝ้าดูถนนใหญ่ไว้ทุกจุดแล้ว เหมือนจะคอยไล่ตามเมื่อโผล่ออกไปจากตรอกแน่ๆ

    “ให้ข้าวิ่งออกไปถนนใหญ่ แล้วล่อพวกมันไปเท่าที่ทำได้ แล้วเจ้าก็

    “เดี๋ยวก่อน ข้าจะ”

    “ฟังข้า ถ้าแยกเป็นสองทางคนที่ถูกจับก็คือเจ้า ข้าคนไม่ถูกจับอยู่แล้ว แต่เจ้าถูกจะจับแน่ๆ ถ้าเป็นอย่างนั้นใครจะเป็นคนต่อรองกับห้างล่ะ จะให้ข้าเผยหูกับหางแล้วขอร้องให้พวกนั้นช่วยเจ้าเหรอ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว”

    ลอเรนซ์พูดอะไรไม่ออก เขาได้บอกชนิดของเหรียญเงินที่จะมีการลดปริมาณเงินในครั้งนี้ให้กับห้างมิโลเน่ไปแล้ว หากพลาดท่าพวกลอเรนซ์อาจจะถูกตัดหางปล่อยวัดก็เป็นได้ หากเป็นเช่นนั้นพวกเขาก็จำต้องใช้ร่างกายตนเองเป็นไพ่ใบสุดท้าย หมายความว่าต้องขู่ว่าตนจะข้ามไปอยู่ฝั่งตรงข้ามนั่นเอง

    ทีนี้ คนที่จะเจรจาต่อรองได้ก็มีแต่ลอเรนซ์เท่านั้น

    “แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ไม่ได้ ถึงจะเป็นห้างมิโลเน่ ถ้าพวกเขาเห็นหูกับหางของเจ้าก็อาจพาตัวเจ้าไปให้กับศาสนจักรก็ได้ ห้างเมดิโอยิ่งไม่ต้องพูดถึง”

    “แค่ไม่ถูกจับก็เป็นพอใช่มั้ยล่ะ ถึงจะถูกจับข้าก็สามารถซ่อนหูกับหางได้สักหนึ่งวัน ระหว่างนั้นเจ้าก็มาช่วยข้าออกไป”

    ดูเหมือนว่าโฮโลจะมีความมั่นใจ เธอหัวเราะให้กับลอเรนซ์ที่พยายามจะหยุดแผน

    “ข้าโฮโลหมาป่าเจ้าปัญญานะ ถ้าเรื่องหูกับหางความแตก ก็แค่ทำท่าทางเหมือนหมาป่าคุ้มคลั่ง พวกนั้นก็คงไม่กล้าเข้ามายุ่งแล้ว”

    เธอยิ้มกว้างให้เห็นเขี้ยวในปาก

    แต่ในหัวของลอเรนซ์ ความรู้สึกตอนที่กอดโฮโลเมื่อเธอร้องไห้ว่าตนเหงาเมื่ออยู่คนเดียว ฟื้นกลับขึ้นมา ร่างของเธอนั้นทั้งบอบบางและดูอ่อนแอ ไม่มีทางที่เขาจะปล่อยให้เธอพวกนักเลงที่จ้างมาด้วยเงินไปได้

    แต่ถึงกระนั้น โฮโลก็ยิ้มแล้วพูดกับเขา

    “เจ้าจะทำกำไรแล้วเปิดร้านไม่ใช่เรอะ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อกี๊ข้าก็เพิ่งบอกว่าข้าติดหนี้เจ้าก้อนโตไม่ใช่เรอะ เจ้าจะให้ข้ากลายเป็นหมาป่าอกตัญญูเรอะ”

    “พูดอะไรอย่างนั้นล่ะ เห็นๆอยู่ว่าถ้าถูกจับแล้วจะถูกฆ่าน่ะ ไม่มีทางหายกันหรอก ทีนี้จะกลายเป็นว่าข้าจะติดหนี้กับเจ้าจนไม่มีวันคืนหมดกันพอดีสิ”

    ลอเรนซ์ข่มเสียงต่อว่าโฮโล แต่เธอก็ยิ้มน้อยๆพลางส่ายหัว แล้วใช้นิ้วชี้เรียวยาวจิ้มที่อกของเขาเบาๆ

    “การอยู่คนเดียวก็เป็นโรคร้ายถึงตาย หายกันนั่นแหละ”

    โฮโลยิ้มน้อยๆเหมือนแสดงความขอบคุณให้กับเขา ลอเรนซ์พูดอะไรไม่ออก

    โฮโลเล็งความเงียบนี้เอาไปเพื่อพูดประโยคต่อไป

    “อะไรกัน ข้ารับประกันความหัวไวของเจ้านะ ข้าเชื่อ มารับข้ากลับไปด้วยล่ะ”

    เมื่อพูดเช่นนั้น โฮโลก็กอดลอเรนซ์ผู้ซึ่งพูดอะไรไม่ออกเบาๆ ลอดผ่านมือของเขาที่จะเข้ามากอดรั้งตัวเธอไว้ แล้วออกวิ่งไป

    “เจอแล้ว! อยู่ถนนรอยน์!

    เมื่อโฮโลพุ่งออกมาจากตรอกก็มีเสียงตะโกนดังขึ้นทันที ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าห่างออกไป

    ลอเรนซ์หลับตาแน่น แล้วลืมตาพร้อมออกวิ่งไป เขารู้สึกเหมือนว่าหากไม่ใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์ ตนคงไม่ได้พบกับโฮโลอีก เขาวิ่งออกมาจากตรอกแคบ สะดุดหลายครั้งแต่ก็ยังวิ่งต่อไป ข้ามถนนใหญ่ เข้าไปยังตรอกในอีกช่วงถนนหนึ่ง แล้วมุ่งหน้าไปทางตะวันตก เสียงโวยวายยังคงดังอยู่ อีกฝั่งไม่ควรจะต่อความวุ่นวายอยู่ได้นานนัก หากถูกกองยามอาสาสืบเรื่องได้ละก็จะลำบาก

    ลอเรนซ์วิ่ง วิ่งข้ามถนนใหญ่อีกแล้วตรงเข้าไปในตรอกของช่วงถนนที่อยู่ตรงข้าม แค่เลี้ยวขวาที่ไหนสักที่ เมื่อโผล่ออกมาเจอถนนใหญ่เลี้ยวซ้ายก็ถึงห้างมิโลเน่แล้ว

    “คนเดียวเหรอ ต้องมีสองคนไม่ใช่เหรอ!

    เขาได้ยินเสียงนั้นด้ามมาจากข้างหลัง โฮโลถูกจับได้แล้วหรือยัง หรือหนีรอดปลอดภัย ถ้าหนีไปได้ก็ดี ไม่ใช่สิ เขาได้แต่หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น

    ลอเรนซ์วิ่งออกมาเจอกับถนนใหญ่ที่อาบด้วยแสงจันทร์ เขาเลี้ยวซ้ายทันทีโดยไม่มองซ้ายขวา เมื่อเขาเลี้ยวซ้ายก็มีเสียงตะโกนว่า “เจอแล้ว!” ดังมาจากข้างหลัง

    แต่ลอเรนซ์ไม่สนใจเสียงแล้ววิ่งต่อไป เมื่อมาถึงหน้าห้างมิโลเน่ก็รัวกำปั้นทุบรั้วหน้าที่ยกของเต็มกำลัง

    “ผมลอเรนซ์ที่มาเมื่อกลางวัน! ช่วยด้วย! ผมถูกไล่ตามอยู่!

    ยามเฝ้าที่ตื่นคอยฟังเสียงอึกทึกอยู่ก็รีบวิ่งเข้ามาหา ปลดกุญแจที่ทำจากเหล็ก แล้วเปิดรั้วออก

    ทันทีที่ลอเรนซ์ลอดผ่านรั้วเข้ามาได้ ชายถือไม้จำนวนมากก็กรูเข้ามา

    “เดี๋ยวก่อน! ส่งตัวชายคนนั้นมา!

    กึง เสียงไม้ผาดเข้ากับรั้วที่ปิดตรงหน้า ชายกลุ่มนั้นพยายามสุดกำลังที่จะเปิดประตู

    แต่อีกฝ่ายก็เป็นคนงานยกของเช่นกัน ไม่ยอมให้ประตูเปิดได้ง่ายๆ

    กลังจากนั้น ชายวัยกลางคนไว้หนวดคนหนึ่งก็เดินเข้ามาแล้วตะโกนเสียงดังไปข้างนอก

    พวกเจ้า! คิดว่าที่นี่มันที่ไหนกัน! ที่นี่คือห้างมิโลเน่สาขาเมืองพัทซิโอ้ ดำเนินงานโดยท่านมาควิสมิโลเน่ รับรองโดยท่านแกรนด์ดยุคลราวน์ดีลที่สามสิบสามแห่งราชรัฐราวน์ดีล! รั้วนั่นก็เป็นสมบัติของท่านมาควิสมิโลเน่ คนที่อยู่ในเขตแดนนี้ก็เป็นแขกของท่าน! แล้วแขกทุกคนของท่านมาควิสก็อยู่ในความคุ้มครองของท่านแกรนด์ดยุคราวน์ดีลด้วย! พวกเจ้าทุบตีรั้วด้วยไม้นั่นก็เท่ากับการทุบตีที่ประทับของท่านแกรนด์ดยุค รู้ไว้ซะด้วย!

    บรรดาชายนอกรั้วเมื่อได้ฟังก็พากันอ้ำอึ้ง พร้อมกันนั้นก็มีเสียงนกหวีดของกองยามอาสาดังมา

    ชายนอกรั้วคงรู้ว่าได้เวลาถอยกลับแล้ว จึงรีบถอนตัววิ่งจากไป

    บรรดาคนที่อยู่ในรั้วนิ่งไม่ขยับตัวอยู่พักหนึ่ง แต่เมื่อเสียงฝีเท้าหายไปและเสียงนกหวีดห่างออกไป คนยกของวัยกลางคนที่ได้ตะโกนออกไปเมื่อครู่นี้ก็เปิดปากพูดเป็นคนแรก

    “เสียงดังวุ่นวายกันตอนกลางคืนนี่ มันเรื่องอะไรกัน”

    “ข้าขออภัย ก่อนอื่น ข้าอยากกล่าวคำขอบคุณที่ช่วยข้าไว้”

    “ถ้าจะกล่าวคำขอบคุณ ก็ไปพูดกับท่านมาควิสมิโลเน่ที่อยู่ไกลออกไปนู่นแล้วกัน ว่าแต่พวกนั้นมันเป็นใครกัน”

    “คงเป็นพวกที่ห้างเมดิโอจ้างมา ข้าคิดว่าห้างร้านนั้นคงไม่พอใจที่ข้านำเรื่องมาบอกกล่าวกับทางนี้แน่ๆ”

    “โอ้ เจ้านี่ก็เป็นพ่อค้าที่ค้าขายเสี่ยงใช่ย่อยนะ พักหลังมาไม่เคยเห็นพวกนี้เลย”

    ลอเรนซ์ปาดเหงื่อที่ผุดขึ้นมาเต็มหน้าผาก แล้วตอบพลางหัวเราะ

    “เพื่อนร่วมทางข้าเป็นคนบุ่มบ่ามน่ะ”

    “ลำบากหน่อยนะ”

    “แต่ที่ข้าไม่อยากคิดเลยคือเพื่อนร่วมทางข้าอาจจะถูกจับตัวไปก็ได้ จะติดต่อหัวหน้าสาขาคุณมาร์ไฮท์ได้ไหม”

    “เราเป็นห้างร้างจากต่างแดน เรื่องวิวาทก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาน่ะ ข้าว่าตอนนี้ติดต่อได้แล้วแหละ”

    เขาพูดแล้วยิ้ม ทำให้ลอเรนซ์มีกำลังใจขึ้นมา

    แต่เพราะอย่างนี้หัวหน้าสาขาที่ต้องดูแลสาขาย่อยก็คงจะมือฉกาดไม่เบา

    ที่สุดแล้วทางนี้เองจะรักษาตัวให้ปลอดภัยอยู่ได้หรือเปล่า

    เมื่อความกังวลก่อตัวขึ้นมาในใจ ลอเรนซ์ก็คิดใหม่ในทันที ต้องรักษาตัวให้ปลอดภัย แล้วยิ่งกว่านั้นต้องรักษาผลกำไรไว้ให้ได้

    นี่คือหัวใจของพ่อค้าเร่ อีกทั้งยังเป็นรางวัลให้กับโฮโลที่เสี่ยงชีวิตเพื่อตนอีกด้วย

    ลอเรนซ์หายใจลึกแล้วพยักหน้า

    “ถ้าอย่างนั้น เข้ามาพักข้างในก่อนไหม จะกลั่นเหล้าองุ่นก็ต้องรอไม่งั้นจะไม่ได้ของดี”

    ดูเหมือนว่าคนยกของวัยกลางคนคนนี้จะชินกับสถานการณ์อย่างนี้แล้ว จึงสามารถพูดกับลอเรนซ์อย่างใจเย็นได้

    “ไม่ว่ายังไง ถ้ารอดปลอดภัยละก็คงจะมาที่นี่สิ ถ้าบอกชื่อกับรูปร่างหน้าตามาให้ ถึงศาสนจักรจะไล่ตามเราก็จะให้หลบซ่อนตัวได้”

    แม้จะเป็นคำพูดเกินจริงไปบ้าง แต่ในที่สุดลอเรนซ์ก็สามารถสงบจิตสงบใจลงได้

    “ขอบคุณ เธอคง ไม่ใช่สิ เธอจะมาที่นี่แน่ๆ เธอชื่อโฮโล เป็นหญิงสาวร่างเล็ก สวมผ้าคลุมหัว”

    “โอ้ หญิงสาวเหรอ สวยรึเปล่า”

    ลอเรนซ์รู้ว่าเขาถามมาเพื่อจะให้ตนผ่อนคลายลง จึงตอบพลางหัวเราะไป

    “ชายสิบคนจากสิบต้องเหลียวมองเธอแน่”

    “ฮะ ฮะ ฮะ ข้าชักอยากเห็นหน้าขึ้นมาซะแล้ว”

    คนยกของหัวเราะพร้อมพาลอเรนซ์เข้าไปในอาคารของห้าง

     

    “เป็นไปได้สูงที่จะเป็นคนของทางห้างเมดิโอ”

    มาร์ไฮท์ที่ดูเหมือนว่าจะเพิ่งจะเข้านอนไปไม่นาน แต่ท่าทางเขาไม่ต่างไปจากเมื่อกลางวันเลย เริ่มพูดออกมาเป็นคนแรก

    “ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันครับ เรื่องที่ผมเข้าใจแผนการเกี่ยวกับเหรียญเงิน แล้วนำเรื่องราวมาบอกยังห้างนี้เพื่อซ้อนแผนคงจะแตก พวกนั้นคงมาเพื่อที่จะกีดขวางครับ”

    ถึงจะไม่อยากให้เห็นว่าตนเองรีบร้อนอยู่ แต่ระหว่างที่พูดอย่างนั้นลอเรนซ์ก็เป็นห่วงโฮโลอย่างช่วยไม่ได้ ถ้าเป็นโฮโลก็น่าจะหนีรอดออกมาได้ แต่หากจะคาดการณ์อะไรก็ควรจะคำนึงถึงกรณีเลวร้ายที่สุดก่อน ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนอื่นใดเขาจำเป็นต้องรับรองความปลอดภัยทั้งของตัวเขาเองและโฮโลให้ได้

    ดังนั้น เขาจึงจำเป็นต้องขอความร่วมมือจากห้างมิโลเน่

    “มีโอกาสที่เพื่อนร่วมทางของข้าจะถูกจับตัวไป ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงถึงจะเจรจาซึ่งๆหน้ายังไงก็คงไม่ได้ผลหรอกครับ จะขอแรงห้างนี้ให้พาตัวเธอกลับมาได้รึเปล่าครับ”

    ลอเรนซ์พูดด้วยน้ำเสียงเหมือนจะโน้มตัวขึ้นบนโต๊ะ แต่มาร์ไฮท์ไม่ได้มองมายังลอเรนซ์ แต่กำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่

    แล้วเขาก็ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา

    “คุณบอกว่า เพื่อนร่วมทางของคุณอาจถูกจับตัวไป เหรอครับ”

    “ครับ”

    “งั้นเหรอ คนของทางห้างเราจับตาดูท่าทีข้างนอกอยู่ตลอด อีกทั้งยังให้คนไปคอยตามรอยพวกนั้นดูด้วย มีรายงานแจ้งเข้ามาว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งถูกพาบังคับตัวไป”

    ถึงแม้ว่าเขาจะคาดการณ์คำพูดของมาร์ไฮท์ไว้ก่อนแล้ว แต่พอได้ยินเข้าจริงๆก็รู้สึกเหมือนมีอะไรมาบีบเข้าที่หัวใจ

    แต่ลอเรนซ์ก็ระงับอารมณ์นั้นไปพร้อมกับหายใจ แล้วปล่อยคำพูดออกมา

    “เกรงว่า จะเป็นเพื่อนร่วมทางของผม โฮโลกระมัง เธอเป็นเหยื่อล่อให้ผมหนีมาที่นี่ได้...”

    “เรื่องเป็นอย่างนี้นี่เอง แต่พวกเขาจะจับตัวเธอไปทำไมกัน”

    เสี้ยววินาทีนั้น ลอเรนซ์ต้องเก็บอารมณ์ที่พลุ้งพล่านขึ้นมาจะตะโกนออกไป แล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เหมือนบีบออกมาจากลำคอ ไม่มีทางที่คนระดับมาร์ไฮท์จะหัวไม่แล่น

    “คงจะมากันพวกเราไม่ให้มาจับมือกับทางห้างร้านนี้ กีดกันห้างเมดิโอ”

    ถึงมาร์ไฮท์จะฟังเสียงของลอเรนซ์ที่เกือบจะเป็นเสียงคำราม แต่สีหน้าของเขาก็แทบจะไม่เปลี่ยนแปลง พยักหน้าน้อยๆ มองลงไปที่โต๊ะแล้วเริ่มคิดอะไรบางอย่าง ลอเรนซ์โมโหจนทนไม่ได้ลุกขึ้นจากเก้าอี้จะตะโกนอะไรบางอย่างออกมา แต่เมื่อนั้นเอง

    “ไม่แปลกเหรอครับ”

    “อะไรแปลกเหรอครับ!

    กึง เสียงลอเรนซ์ลึกขึ้นยึงทำให้มาร์ไฮท์กระพริบตา แต่เขาก็กลับไปทำสีหน้าเยือกเย็นเหมือนเดิมในทันที แล้วใช้มือยั้งลอเรนซ์ที่มีท่าทางจะเถียงไม่เลิก

    “ใจเย็นก่อนครับ บางอย่างผิดปกติ มีบางอย่างผิดปกติครับ”

    “อะไรเหรอครับ! ทางห้างร้านนี้สามารถสืบเรื่องราวเบื้องหลังของเซเล็นได้อย่างง่ายดาย ทางห้างเมดิโอก็คงสามารถล่วงรู้ว่าห้างร้านนี้จะมารบกวนการซื้อขายของตน แล้วสืบต่อไปถึงคนที่เป็นต้นเหตุได้ง่ายๆเหมือนกัน!

    “...แน่นอนว่า ที่นี่เป็นถามที่ตั้งของพวกนั้น แต่ว่า...”

    “อะไรผิดปกติเหรอครับ”

    “ครับ ผมเข้าใจแล้ว มีบางอย่างที่ผิดปกติอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ”

    มาร์ไฮท์มองตรงไปยังตาของลอเรนซ์แล้วพูดออกมา ลอเรนซ์ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากฟังคำของเขา

    “เริ่มด้วย ลองคิดดูว่าฝั่งนั้นรู้ได้อย่างไรว่าคุณลอเรนซ์กับห้างร้านของเราจับมือกัน”

    “ก็เพราะว่าผมเข้ามาที่ห้างนี้บ่อยกระมัง แล้วทางนั้นคงสังเกตเห็นห้างร้านฝั่งนี้เริ่มสะสมเหรียญเงินเทรนี่อีกด้วย รวมสองอย่างเข้าด้วยกันคงสามารถเดาได้ไม่ยากครับ”

    “ตรงนี้แหละครับที่ผิดปกติ เพราะว่าคุณลอเรนซ์เป็นพ่อค้าเร่ จะมีการเจรจาการค้ากับทางนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก”

    “ก็นั่นแหละครับ รวมสองอย่างเข้าด้วยกัน การที่ห้างร้านนี้สะสมเหรียญเงินกับคนที่เซเล็นติดต่อแลกเปลี่ยนด้วย”

    “นั่นก็ยังผิดปกติอยู่ดีครับ”

    “ทำไม”

    ลอเรนซ์ไม่เข้าใจ แล้วเริ่มอารมณ์เสีย ทำให้หลุดปากออกมา

    “ก็เพราะว่า เมื่อทางห้างเราเริ่มสะสมเหรียญเงินเทรนี่ ก็หมายความว่าการเจรจาการค้าระหว่างคุณลอเรนซ์กับทางเราเสร็จสิ้นลงแล้ว คุณลอเรซ์ลองคิดดูครับ ผมบอกไม่ได้ว่าเป็นเรื่องอะไร แต่ช่วยสะสมเหรียญเงินเทีนี่ไว้ด้วย ผมรับรองผลกำไร หากมีใครพูดอย่างนี้ ทางเราคงไม่ทำอะไรใช่ไหมครับ”

    “...ขะ ครับ”

    “หากทางเราสะสมเหรียญเงินเทรนี่ ก็หมายความว่าเราได้ทราบราละเอียดเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนครั้งนี้แล้ว อย่างน้อยพวกทางห้างเมดิโอก็น่าจะเข้าใจเรื่องนี้ครับ เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงไม่มีเหตุผลที่จะจับพวกคุณลอเรนซ์เป็นตัวประกัน”

    “มะ หมายความว่า...”

    มาร์ไฮท์ทำสีหน้าเศร้าหมองขึ้นมา หยักหน้าเล็กน้อยแล้วพูดด้วยน้ำเสียงแสดงความเสียใจ

    “ครับผม ทางเราได้รวบรวมข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับการค้าครั้งนี้ไว้หมดแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับทางคุณลอเรนซ์แล้ว”

    ลอเรนซ์เซล้มลง อย่างนี้นี่เอง ลอเรนซ์เป็นแค่พ่อค้าเร่ตัวคนเดียวที่ไม่มีอะไรกันข้างหลัง

    “ผมอยากให้คุณเข้าใจว่าผมเองก็ลำบากใจที่พูดเช่นนี้ครับ แต่ทางเราได้ลงทุนจำนวนมากระดับหนึ่งกับเรื่องที่คุณลอเรนซ์นำมาบอกเล่าให้เราฟังแล้ว อีกทั้งผลกำไรที่จะได้มาก็มากเกินกว่าที่จะคิดได้ง่ายๆ หากลองชั่งน้ำหนักระหว่างการที่คุณลอเรนซ์โกรธเรากับการปล่อยผลกำไรนั้นไป...”

    มาร์ไฮท์ถอนหายใจแล้วพูดออกมาเบาๆ

    “ผมขออภัย แต่ผมเลือกผลกำไรของห้างร้านครับ แต่ว่า...”

    ลอเรนซ์ไม่ได้บินคำพูดหลังจากนั้นของมาร์ไฮท์ ความคิดหนึ่งของลอเรนซ์พูดออกมาว่า เวลาที่พ่อค้าเร่ถูกประกาศว่าตนล้มละลายคงรู้สึกเช่นนี้ ราวกับว่าทั้งมือ ทั้งขา ทั้งปาก ทุกส่วนของร่างกายเขาแข็งทื่อไปหมด เขายังแปลกใจที่ยังสามารถหายใจได้

    ตอนนี้ เสี้ยววินาทีนี้ เขาถูกห้างมิโลเน่มองข้าม

    เมื่อเป็นเช่นนี้ โฮโลก็ถูกมองข้ามไปโดยอัตโนมัติ โฮโลที่เหมือนจะถูกจับไปแทนตัวลอเรนซ์ คงคิดว่าลอเรนซ์จะมาเจรจากับห้างมิโลเน่ แล้วมาช่วยตน จึงยอมให้ถูกจับตัวไป

    โฮโลเชื่อใจลอเรนซ์ แต่ผลลัพธ์ออกมาเป็นเช่นนี้

    ใบหน้าของโฮโลตอนที่พูดว่าตนอยากเดินทางท่องเที่ยวก่อนแล้วจึงกลับบ้านเกิดที่แดนเหนือ ผุดขึ้นมาในหัวของลอเรนซ์

    หากเขาไม่ใช่การที่โฮโลถูกจับเป็นตัวประกันช่วยในการเจรจาละก็ ผลที่ออกมานั้นชัดยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด หากเป็นผู้ชายก็จะถูกขายให้กับเรือทาส ผู้หญิงก็คงเป็นหอนางโลม ถึงโฮโลจะมีหูและหางหมาป่า แต่ก็มีคนรวยสติไม่ปกติที่เก็บสะสมหญิงสาวที่มีปิศาจร้ายเข้าสิงอยู่ ห้างเมดิโอคงรู้จักแขกอย่างนี้สักคนสองคน

    ในหัวของลอเรนซ์มีภาพโฮโลถูกขายผุดขึ้นมา หญิงสาวที่ถูกขายให้กับคนรวยที่เชื่อในปิศาจและหลงงมงายกับพิธีกรรมประหลาดจะมีชะตากรรมอย่างไรกัน

    ไม่ได้ ปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไม่ได้

    ลอเรนซ์ยืนตัวตรงขึ้น แล้วนั่งลงคิด เขาต้องช่วยโฮโลออกมาให้ได้

    “รอก่อนครับ”

    ลอเรนซ์พูดหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง

    “หากทางห้างเราตัดสินใจเช่นนี้แล้ว คุณคงเข้าใจใช่ไหมครับ”

    ห้างเมดิโอไม่ได้โง่ แต่กระนั้นห้างเมดิโอก็ยังพยายามจะจับตัวพวกลอเรนซ์ไป ยิ่งไปกว่านั้น ยังใช้คนจำนวนขนาดนั้น เสี่ยงกับการที่ถูกกองยามอาสาตามจับได้

    “ครับ ดังนั้นผมจึงคิดว่ามันยิ่งผิดปกติเข้าไปอีก เมื่อครู่นี้ผมยังพูดไม่จบครับ อาจมีความจำเป็นที่เราต้องเลือกทางเลือกที่อาจถูกคุณลอเรนซ์โกรธ”

    ในที่สุดลอเรนซ์ก็นึกขึ้นมาได้ว่ามาร์ไฮท์มี “แต่” ต่อท้ายคำพูดเมื่อครู่นี้ ลอเรนซ์รู้สึกถึงเลือดที่เล่นขึ้นมายังใบหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้ แล้วก้มหัวขอโทษ

    “ดูเหมือนว่าเพื่อนร่วมทางของคุณจะสำคัญต่อคุณมาก แต่ถึงกระนั้นจะบุ่มบ่ามให้ปัญญาไม่เฉียบคมเป็นการมองผิดประเด็นอย่างรุนแรงครับ”

    “ขออภัยครับ”

    “ไม่เป็นไรครับ หากภรรยากระผมตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันผมก็อาจจะสงบสติอารมณ์ไม่อยู่ก็เป็นได้ครับ”

    ลอเรนซ์ก้มหัวให้กับมาร์ไฮท์ที่พูดแล้วยิ้มอีกครั้ง แต่ลอเรนซ์สะดุ้งกับคำว่า ภรรยา ลอเรนซ์คิดได้ว่า หากเป็นแค่เพื่อนร่วมเดินทางธรรมดา เขาคงไม่ลนลานขนาดนี้ อีกทั้งโฮโลเองคงไม่คิดจะเสี่ยงเป็นเหยื่อล่อให้ถูกจับ

    “ทีนี้เรากลับเข้าเรื่องกันดีกว่าครับ ทางฝั่งนั้นเองก็เป็นห้างร้านเต็มไปด้วยคนเจ้าเล่ห์ไม่สามารถจัดการได้ง่ายๆเช่นกัน ดังนั้นการที่พวกเขาเล็งพวกคุณลอเรนซ์เป็นหมากในการเจรจาต่อรองต้องมีเหตุผลเบื้องหลังอะไรบางอย่าง มีอะไรที่พอจะนึกออกไหมครับ”

    ถึงจะพูดเช่นนี้ ลอเรนซ์ก็นึกอะไรไม่ออก

    แต่เมื่อคิดเป็นลำดับดู การที่พวกตนถูกจับตัวต้องมีเหตุผลพิเศษอะไรบางอย่างอยู่เบื้องหลัง

    ลอเรนซ์คิด

    สิ่งที่นึกออก มีเพียงอย่างเดียว

    “เอ๊ะ แต่ ไม่ใช่น่า”

    “นึกอะไรออกรึเปล่าครับ”

    ลอเรนซ์ปฏิเสธสิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวของตนเอง เรื่องพรรค์นั้นเป็นไปไม่ได้ แต่เขาก็นึกอะไรอย่างอื่นไม่ออก

    “กำไรที่เราจะได้อยู่ตรงหน้านี้มากมายเหลือเกิน ผมอยากให้ประสบความสำเร็จเหลือเกิน หากนึกอะไรออก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยขนาดไหนก็ตาม ผมอยากให้คุณบอกมาครับ”

    สิ่งที่มาร์ไฮท์พูดนั้นมีเหตุผล แต่มันไม่เรื่องที่จะพูดออกมาได้ง่ายๆ

    สิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวของลอเรนซ์คอเรื่องของโฮโล ไม่ว่าจะดูยังไง โฮโลก็ไม่ใช่มนุษย์ปกติ เป็นพวกที่คนทั่วไปเรียกกันว่าปิศาจร้ายเข้าสิง โฮโลไม่ใช่มนุษย์อยู่แล้ว หากเป็นพวกปิศาจร้ายเข้าสิง ก็จะถูกใช้งานอยู่ในบ้านจนตาย หรือไม่ก็ถูกส่งตัวไปให้กับศาสนจักร ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ไปได้อย่างปกติ หากถูกศาสนจักรพบเห็นก็จะถูกโทษประหารอย่างแน่นอน

    โฮโลนั้นดูไม่ต่างจากพวกปิศาจร้ายเข้าสิงพวกนั้นเลย ดังนั้นพวกจากห้างเมดิโอก็สามารถใช้โฮโลขู่ห้างมิโลเน่ได้

    ว่า หากไม่อยากถูกฟ้องกับการศาสนจักรว่าเป็นห้างร้านที่เจรจาการค้ากับพวกปิศาจร้ายเข้าสิง จงปล่อยมือจากการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ซะ

    ในการพิพากษาของศาสนจักร ห้างเมดิโอที่จับปิศาจร้ายเข้าสิงได้ อีกทั้งยังเป็นคนฟ้องห้างมิโลเน่ที่ทำสัญญากับปิศาจก็จะถือได้เป็นตัวแทนของพระเจ้า ผลการตัดสินก็รู้ได้อย่างง่ายดาย ห้างมิโลเน่พร้อมกับลอเรนซ์จะถูกเผาในกองเพลิง โฮโลก็เช่นกัน

    แต่ลอเรนซ์คิดว่า “ไม่ใช่น่า”

    ใครกันที่จะรู้ว่าโฮโลมีหูกับหางหมาป่าอยู่

    เพียงดูท่าทางของโฮโลคงไม่มีใครสามารถรู้ตัวจริงของเธอได้ง่ายๆ ลอเรนซ์มั่นใจว่าตอนนี้นอกจากตนแล้วคงไม่มีใครรู้อีกแล้ว

    “คุณลอเรนซ์ครับ”

    ลอเรนซ์ตื่นจากห้วงความคิดเมื่อได้ยินเสียงของมาร์ไฮท์

    “คุณรึกอะไรบางอย่างออกแล้วใช่ไหมครับ”

    ด้วยคำพูดเช่นนั้นของมาร์ไฮท์ ลอเรนซ์ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะพยักหน้า

    แต่หากเขาพยักหน้าไปก็ต้องพูด แล้วหากสิ่งที่เขาคิดนั้นผิดขึ้นมา จะกลายเป็นว่าลอเรนซ์บอกสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องให้กับมาร์ไฮท์ไป

    กรณีเลวร้ายที่สุดที่เป็นไปได้ก็คือ ห้างมิโลเน่จะชิงฟ้องกับศาสนจักรว่าห้างร้านเมดิโอเป็นห้างร้านชั่วร้ายที่จะใช้หญิงสาวที่เป็นปิศาจร้ายเข้าสิงพยายามจะใส่ร้ายพวกเขา

    เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าทางไหนก็ตาม ก็ไม่มีใครช่วยโฮโล

    สายตาของมาร์ไฮท์ที่อยู่ตรงหน้ากำลังกดดันเขาอยู่

    ลอเรนซ์มองไม่เห็นทางนี้

    เมื่อนั้นเอง

    “ขอบโทษครับ”

    มีใครบางคนพูดแล้วเดินเข้ามาในห้อง เป็นของของห้างมิโลเน่

    “ทำไมเหรอ”

    “เมื่อครู่นี้มีคนโยนจดหมายนี้เข้ามา คาดว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ครับ”

    สิ่งที่คนนั้นยื่นมาให้นั้นเป็นจดหมายที่ปิดซองอย่างดี มาร์ไฮท์รับจดหมายมา แล้วพลิกมองหน้าหลังของซองจดหมาย ไม่มีเขียนชื่อผู้ส่ง แต่เหมือนว่ามีชื่อผู้รับเขียนอยู่

    “ถึงหมาป่ากับ ... ป่าที่พักพิงของหมาป่า?”

    เสี้ยววินาทีนั้น ลอเรนซ์ก็เข้าใจว่าสิ่งที่ตนคิดนั้นถูกต้อง

    “ขอโทษครับ ผมขอดูก่อนได้รึเปล่าครับ”

    เมื่อลอเรนซ์พูดเช่นนั้นออกไป ดูเหมือนว่ามาร์ไฮท์จะมึนงงคิดอะไรบางอย่างอยู่ แต่แล้วก็ยื่นซองจดหมายนั้นให้

    ลอเรนซ์กล่าวคำขอบคุณแล้วรับจดหมายมา หายใจเข้าลึกๆแล้วฉีดซองจดหมายเปิดออก

    ข้างในนั้นมีจดหมายหนึ่งฉบับ กับ ขนของสัตว์สีชาที่คาดว่าเป็นขนของโฮโล

    จดหมายนั้นเขียนสั้นๆว่า

    “เราดูแลหมาป่าไว้แล้ว ประตูโบสถ์เปิดอยู่ตลอดเวลา ปิดประตูบ้านกันไม่ให้หมาป่าเข้าซะด้วย”

    ไม่มีอะไรให้ต้องสงสัยอีกแล้ว

    เมื่อลอเรนซ์ใส่จดหมายกลับในซองแล้วยื่นให้มาร์ไฮท์ แต่ก็พูดด้วยน้ำเสียงที่เหมือนบีบออกมาจากลำคอ

    “เพื่อนร่วมทางหญิงสาวของข้า โฮโล เป็นร่างจำแลงของหมาป่าที่คอบดูแลความอุดมสมบูรณ์ครับ”

    ไม่ต้องพูดถึงว่า ดวงตาของมาร์ไฮท์ไม่สามารถจะเบิกกว้างไปกว่านี้ได้อีกแล้ว


    [แปล] Spice and Wolf ตอนที่ 5 : เล่ม 1 บทที่ 4 , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 262 , โพส : 0 , Rating : 10 / 2 vote(s)
    Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.

    วอยซ์ สนับสนุนเด็กไทย ให้กล้าพูดและกล้าแสดงออก
    [ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
    หน้าที่ 1
    Post your comment : แสดงความคิดเห็น
    ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

    ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
      โพสความเห็นด้วย member Login name Password
      โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
                พิมพ์เลขที่เห็น

    แบล็กแมน


    Writer Dek-D.com : Copyright © 1999-2009
    ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

    1. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะเป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงผลงาน
    2. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว
    3. ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม )
    หรือโทร 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1730 )