สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | ซื้อขายหนังสือมือสอง | หาหอพัก | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF6 | ของที่ระลึก Dek-D |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
  • เข้าสู่ My.iD Control
  • สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ
  • กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง
  • [แปล] Spice and Wolf

    ตอนที่ 4 : เล่ม 1 บทที่ 3


         อัพเดท 14 ธ.ค. 51
    กลับไปหน้าหลักของบทความ
    แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
    เรื่องยาว [ ฟรีสไตล์/ผจญภัย ] tags: ยังไม่มี
      ผู้แต่ง : Aquamarin Email : mel.sk125(แอท)gmail.com
      My.iD : http://my.dek-d.com/mel_sk125
    < Review/Vote > Rating : 100% [ 9 mem(s) ]
    This month views : 137 Overall : 5,720
    55 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 14 คน ]
      คะแนน 0 Voiz

    [ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
    [แปล] Spice and Wolf ตอนที่ 4 : เล่ม 1 บทที่ 3 , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 271 , โพส : 0 , Rating : 0 / 0 vote(s)

    ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


    3

    บทที่ 3

    แม่น้ำสลาวด์เป็นแม่น้ำที่ไหลเอื่อยคดเคี้ยวผ่านทุ่งหญ้า ว่ากันว่าเกิดจากงูยักษ์เมื่อนานมาแล้วเลื้อยลงจากภูเขาทางตะวันออกผ่านทุ่งหญ้ามุ่งหน้าไปยังทะเลทางตะวันตก คงเป็นเพราะมีขนาดกว้างใหญ่และกระแสน้ำไหลช้าๆคดเคี้ยวเหมือนงูเลื้อยกระมัง แม่น้ำสลาวด์นี้เป็นเส้นทางคมนาคมที่ขาดไม่ได้ในบริเวณนี้เลย

    เมืองท่าพัทซิโอเป็นเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ตอนกลางของแม่น้ำสลาวด์ หากทวนกระแสน้ำกลับไปไม่ห่างจากเมืองมากนักก็จะเห็นนาข้าวสาลีขนาดใหญ่ เลยจากนั้นไปอีกก็จะเห็นเทือกเขาที่เต็มไปด้วยป่าไม้ ตลอดปีจะมีท่อนซุงที่ถูกตัดจากป่าลอยจากกระแสน้ำลงมา สลับไปกับเรือที่เล่นไปมาขนสินค้าเช่นข้าวสาลีหรือข้าวโพดตามฤดูกาล แค่นี้ก็เพียงพอจะทำให้เมืองร่ำรวยได้แล้ว นอกจากนั้น เนื่องจากไม่มีสะพานข้ามแม่น้ำสลาวด์ ผู้คนก็จะต้องมานั่งเรือข้ามฟากที่เมืองนี้เป็นเรื่องปกติ

    เลยเที่ยงตรงมาพอสมควรแล้ว แต่ก็ยังเหลือเวลาอีกมากกว่าตะวันจะตกดิน ช่วงที่เมืองคึกคักที่สุด ลอเรนซ์กับโฮโลก็เดินทางมาถึงพัทซิโอ

    พัทซิโอเป็นเมืองเจริญรุ่งเรืองทางการค้าที่ได้รับสิทธิปกครองตนเองจากกษัตริย์ ผู้ปกครองเมืองนี้ก็คือบรรดาขุนนางและพ่อค้า ดังนั้นเวลาเข้าเมืองจึงต้องเสียภาษีผ่านด่านจากขนสัตว์ที่อยู่ในเกวียนเป็นเงินจำนวนมาก แต่ในทางกลับกันก็ไม่ถูกเรียกตรวจบุคคลหรือตรวจหนังสือเดินทาง ถ้าเป็นเมืองปราสาทละก็การตรวจบุคคลจะเข้มงวดกว่าสินค้า หากเป็นเช่นนั้นคงจะมีปัญญาในการซ่อนตัวโฮโล

    “เมืองนี้มีกษัตริย์อยู่รึเปล่า”

    เป็นคำแรกที่โฮโลกล่าวเมื่อเข้ามาในเมือง

    “เพิ่งเคยเข้ามาเมืองคนเยอะๆอย่างนี้เป็นครั้งแรกเหรอ”

    “ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปน่ะ เมืองที่ข้ารู้จัก ถ้าใหญ่ขนาดนี้ก็มีกษัตริย์อยู่”

    ลอเรนซ์เคยเห็นเมืองที่ใหญ่กว่านี้มาแล้วจึงรู้สึกเหนือกว่า แต่หากเขายังคิดอยู่ก็มีแต่จะถูกโฮโลจี้จุดนี้ นอกจากนั้น เมื่อก่อนเขาเองก็ยังไม่รู้อะไรเหมือนกัน

    “เจ้านี่ระวังตัวดีนะ”

    แต่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดช้าไปสักหน่อย

    ถึงโฮโลจะมองร้านที่ตั้งเรียงรายอยู่ข้างทาง แต่ก็เหมือนกับอ่านใจเขาออก หรือจะแค่ลองเดาความคิดเขาเฉยๆก็ไม่รู้ ลอเรนซ์เมื่อถูกโฮโลพูดแทงใจเช่นนั้นก็รู้สึกไม่ดี

    “ฮื่ม ไม่ได้มี ... งานเทศกาลอะไรใช่ไหมนี่”

    ไม่รู้ว่าโฮโลไม่ได้สังเกตลอเรนซ์ หรือทำเป็นไม่สนใจเขา แต่เธอกำลังมองไปรอบๆอย่างตื่นเต้นแล้วพูดออกมา

    “ถ้าเป็นวันหยุดละก็คนเยอะจนไม่มีที่จะเดินกันเลยล่ะ วันนี้ยังจัดว่าคนน้อย”

    “โอ้โฮ นึกภาพไม่ออกเลยนะเนี่ย”

    โฮโลหัวเราะอย่างร่าเริง ชะเง้อหน้ามองดูร้านขายของที่เรียงรายอยู่ข้างทาง

    เหมือนชาวบ้านจากต่างจังหวัดที่เพิ่งเคยเข้าเหมืองเป็นครั้งแรก พอลอเรนซ์มองดูแล้วก็นึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้

    “นี่”

    “หืม?”

    โฮโลขานตอบโดยไม่ละสายตาจากร้านค้า

    “เจ้าไม่ต้องปิดหน้าเหรอ”

    “หืม หน้าเหรอ”

    ในที่สุดเธอก็หันหน้ากลับมา

    “ถึงแม้ทางหมู่บ้านพาสโรจะยังฉลองกันอยู่ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าทุกคนในหมู่บ้านจะเข้าร่วมงานหรอกนะ พวกที่เข้าเมืองมาอาจจะมีเยอะก็ได้ อาจมีใครจำหน้าเจ้าได้ก็ได้ไม่ใช่เหรอ”

    “เฮ่อ เรื่องนั้นนะเรอะ”

    โฮโลที่แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาในทันทีนั่งกลับลงบนที่นั่ง หันกลับมาหาลอเรนซ์แล้วเปิดผ้าคลุมจนแทนจะมองเห็นหูได้

    “ถึงข้าจะเปิดหูให้เห็นพวกนั้นก็จำไม่ได้หรอก พวกนั้นนะลืมเรื่องของข้าไปหมดแล้ว”

    เธอทำสีหน้าโกรธเคืองขนาดนับว่าโชคดีมากที่เธอไม่ขึ้นเสียงดังด้วย ลอเรนซ์ยกมือขึ้นเหมือนปลอบม้าโดยไม่ได้ตั้งใจ ถึงจะไม่ใช่ม้า แต่ดูเหมือนว่ามือจะพอใช้ได้ผล

    โฮโลพ่นลมออกจากจมูกแล้วปล่อยมือจากผ้าคลุม หันหน้าไปข้างหน้าแล้วทำปากยื่น

    “อยู่ในหมู่บ้านนั้นมาตั้งกี่ร้อยปีไม่ใช่เหรอ อย่างน้อยก็ต้องมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับตัวเจ้าอยู่บ้างแหละ หรือเจ้าไม่เคยเผยร่างมนุษย์ให้ใครเห็น”

    “มีนั่นแหละ ช่วงที่ข้าเผยร่างมนุษย์ให้เห็นก็มี”

    “เรื่องที่เกี่ยวกับร่างลักษณ์เจ้าละว่ายังไง”

    โฮโลทำหน้ารำคาญแล้วมองลอเรนซ์ด้วยหางตา แต่ก็เปิดปากตอบหลังจากถอนหายใจ

    “เท่าที่ข้าจำได้ก็ ... มีร่างเป็นหญิงสาวสวย เหมือนอายุประมาณสิบห้าปี มีขนยาวสลวยเหมือนเส้นผม และหูหมาป่า นอกจากนั้นก็มีหางปลายขาว สีขนเป็นสีน้ำตาลเข้มสวยงาม บางครั้งโฮโลจะแผยตัวในร่างนั้น และเพื่อเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ โฮโลสัญญาจะทำให้ข้าวสาลีของหมู่บ้านนี้ในปีถัดไปออกผลผลิตดี...”

    โฮโลหันมองลอเรนซ์ด้วยสายตาเบื่อหน่ายเหมือนจะถามว่าพอใจหรือเปล่า

    “ที่เจ้าเล่ามาก็บอกถึงจุดเด่นของเจ้าหมดแล้วนี่ ไม่มีปัญหาเหรอ”

    “ขนาดคนที่เห็นทั้งหูและหางอย่างเจ้ายังไม่ค่อยจะเชื่อเลย พวกนั้นไม่มีทางนึกออกหรอก”

    เหมือนเมื่อโฮโลจับหูคลุมเมื่อกี๊ทำให้หูอยู่ไม่ถูกที่ถูกทางหรืออย่างไร เธอสอดมือเข้าไปใต้ผ้าคลุมแล้วจัดให้เรียบร้อย

    ลอเรนซ์มองท่าทางเธอจากด้านข้าง ถึงเขายังข้องใจอยู่ก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าถ้าเขาเซ้าซี่ถามมากเกินไปโฮโลจะโกรธขึ้นมาจริงๆ จึงเงียบลง

    ท่าทางโฮโลจะไม่อยากให้พูดถึงเรื่องของหมู่บ้านนั้น ลอเรนซ์คิดกับตัวเองว่าเรื่องเล่าของหมู่บ้านก็ไม่ได้พูดถึงรูปร่างหน้าตาอย่างละเอียด ถ้าไม่ได้เผยหูและหางให้เห็นก็คงไม่มีใครรู้ เรื่องเล่าก็เป็นแค่เรื่องเล่า ไม่ใช่หมายจับจากศาสนจักร

    แต่หลังจากที่ลอเรนซ์คิดเช่นนั้นแล้วหุบปากลงครู่หนึ่ง โฮโลก็เอ่ยปากออกมาจากใต้ผ้าคลุม

    “นี่ ...”

    “หืม”

    “พวกนั้น ... คงจำข้าไม่ได้ใช่มั้ย”

    ท่าทางของโฮโลต่างไปจากเมื่อกี๊ เหมือนอยากจะให้คนจำได้ก็ไม่เชิง

    แต่ลอเรนซ์ก็ไม่ได้โง่ เขามองตรงไปข้างหน้าแล้วพูดด้วยสีหน้าขุ่นเคือง

    “ข้าก็ได้แค่หวังอย่างนั้นนั่นแหละ”

    โฮโลหัวเราะเหมือนหัวเราะเยาะตัวเองเบาๆ แล้วพูดว่า “ถ้างั้นคงไม่ต้องกังวลละมั้ง”

    ลอเรนซ์รู้สึกตัวว่านั่นไม่ใช่คำที่พูดกับเขาคนเดียว แต่เป็นคำพูดกับตัวโฮโลเองด้วย ก็คือเมื่อเธอกลับมามองร้านค้าข้างทางอย่างสนุกสนานอีกครั้ง

    แต่เขาก็ยังไม่มั่นใจ เพราะโฮโลเองก็หัวแข็งใช่ย่อย

    ลอเรนซ์จึงยิ้มเจื่อนๆเมื่อเห็นโฮโลอารมณ์ดีมองผลไม้และของกินข้างทางพร้อมท่าทางตื่นเต้น

    “ผลไม้เยอะจัง ทั้งหมดนี่หาได้แถบนี้เหรอ”

    “ที่นี่เป็นทางผ่านกับทางใต้ ถ้าผลผลิตดี ของจากทางใต้ที่ไม่ได้ไปมาง่ายขนาดนั้นก็มีวางขายอยู่ด้วย”

    “ทางใต้มีผลไม้เยอะดีน้า”

    “ทางเหนือก็มีผลไม้อยู่เหมือนกันไม่ใช่รึ”

    “มีแต่พวกแข็งๆเปรี้ยวๆเท่านั้นแหละ ถ้าไม่อบแห้งหรือบ่มให้สุกก็ไม่หวานอร่อย เรื่องพวกนี้พวกข้าก็ทำไม่ได้ด้วยนะ ก็เลยได้แต่ยืมกินจากหมู่บ้านเท่านั้น”

    พอพูดถึงของที่หมาป่าเข้ามากินในเมืองก็นึกออกแต่พวกไก่ ม้า หรือแกะ ไม่ค่อยมีภาพลักษณ์ที่จะเข้ามากินของหวานๆเลย ที่จะเข้ามากินของหวานๆก็มีแต่หมี หมีมักจะเข้ามาขโมยองุ่นที่แขวนอยู่หน้าร้านค้าสุดถนนบ่อยๆ

    “คนมักจะมองกันว่าหมาป่าชอบกินของเค็มของเผ็ดมากกว่านะ ที่ชอบของหวานก็ต้องเป็นหมี”

    “ข้าไม่ชอบของเผ็ด ครั้งนึงพวกข้าไปเจอสัมภาระของเรือแตกมา พอไปกินผลที่หน้าตาเหมือนเขี้ยวสีแดงๆเข้าก็วุ่นวายกันใหญ่”

    “ฮะ ฮะ พริกรึ ของชั้นดีเลยนะนั่น”

    “จากนั้นพวกข้าก็ต้องจุ่มหัวลงในแม่น้ำอยู่พักนึง แล้วก็กลับมาโวยวายกันว่ามนุษย์นี่น่ากลัวจริงๆ”

    โฮโลพูดแล้วก็หัวเราะเบาๆ แล้วมองร้านค้าข้างทางอย่างสนุกสนานอีกครั้งเมื่อคิดเช่นนั้น แต่ในที่สุดรอยยิ้มก็จางหายไป แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ ความคิดถึงอดีตนั้นมักจะมีความเหงาตามหลังความสนุกสนานมาเสมอ

    ลอเรนซ์คิดว่าจะพูดอะไรดี แต่โฮโลก็พูดขึ้นมาก่อน

    “ถ้าพูดถึงของสีแดงๆเหมือนกัน ไอ้นั่นดีกว่านะ”

    โฮโลจับเสื้อของลอเรนซ์แล้วชี้ไปยังร้านค้าข้างทาง

    หน้าร้านนั้นมีแอปเปิลกองเป็นภูเขาอยู่

    “โอ้ ของดีนะนั่น”

    “ใช่มั้ยล่ะ”

    โฮโลทำตาเป็นประกายออกมาจากใต้ผ้าคลุม ไม่รู้ว่าเธอรู้ตัวหรือเปล่า แต่หางของเธอนั้นส่ายดังผับๆอยู่ในผ้าพันเอว เหมือนว่าเธอจะชอบแอปเปิล

    “ดูน่าอร่อยจริงๆน้า”

    “นั่นสิ”

    ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ตาม โฮโลก็กำลังอ้อนขอให้เขาซื้อแอปเปิลให้อย่างอ้อมๆ ลอเรนซ์ก็เลยทำเป็นไม่รู้ตัว

    “ถ้าจะพูดถึงแอปเปิลละก็ ข้ามีคนรู้จักอยู่คนนึงลงทุนกับแอปเปิลนี่แหละ ตอนนั้นลงทุนไปกว่าครึ่งนึงของทรัพย์สินที่มีเลย ไม่รู้ว่าเหมือนนี่รึเปล่า แต่ถ้าเหมือนที่ร้านนี้ละก็ ป่านนี้คงมีเงินทองเป็นสองเท่าของที่มีก่อนหน้านี้แล้วก็ได้”

    ข้าเองก็น่าจะทำบ้างเหมือนกันนะ เขาพึมพำออกมาพร้อมถอนหายใจ

    โฮโลก็จ้องหน้าลอเรนซ์เหมือนจะบอกว่านั่นไม่ใช่เรื่องที่ควรจะพูดเลย แต่เขาก็ทำท่าเหมือนไม่รู้เรื่อง

    เหมือนว่าโฮโลจะพูดออกมาตรงๆไม่ได้ เขาจึงตั้งใจจะแกล้งให้เต็มที่

    “อะ ... อืม น่าเสียดายนะ”

    “แต่ความเสี่ยงก็เยอะแหละนะ ถ้าเป็นข้าละก็จะขึ้นเรือดีกว่า”

    “ระ ... เรือเหรอ”

    ระหว่างที่พูดคุยกันอยู่นั้นเกวียนก็เคลื่อนไปเรื่อยๆพร้อมกับเสียงกีบม้ากระทบพื้นดัง ก็อบ ก็อบ โฮโลก็มีท่าทีลุกลนขึ้นเรื่อยๆ เหมือนว่าโฮโลจะอยากได้แอปเปิลมากๆ แต่ก็ไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ เธอจึงพูดตะกุกตะกักตอบลอเรนซ์

    “พ่อค้าที่ทำสัญญากันแล้วจะรวมเงินกันเช่าเรือ ปริมาณสินค้าที่จะขนไปด้วยกำหนดตามจำนวนเงินที่ออก ทางเรือนั้นต่างจากทางบก หากเรือแตกก็เป็นอันตรายทั้งสินค้าและชิวิตคน แค่หากลมพัดแรงสักหน่อยก็อันตรายแล้ว แต่ได้กำไรมาก ข้าเคยขึ้นสักสองครั้งได้มั้ง”

    “อื่ม ... เอ่อ”

    “มีอะไรเหรอ”

    เกวียนเคลื่อนผ่านร้านค้าที่มีแอปเปิลกองอยู่ไป แล้วค่อยๆออกห่างไปเรื่อยๆ

    ไม่มีช่วงเวลาไหนสนุกไปกว่าเวลาที่รู้ความรู้สึกคนอื่นอีกแล้ว ลอเรนซ์มองโฮโลพร้อมรอยยิ้มที่ใช้ในการค้า

    “ทีนี้ เรื่องเรือก็...”

    “อือ ... แอปเปิล ...”

    “หืม”

    “แอปเปิล ... ข้า ... อยากกิน ... อะ ...”

    ลอเรนซ์นึกว่าโฮโลจะไม่ขอซะแล้ว แต่เพราะเธอยอมพูดออกมาตรงๆเขาจึงซื้อให้

    “เจ้าต้องหาเงินซื้อของกินเองนะ”

    โฮโลกินแอปเปิลดัง กร้วม กร้วม แล้วหันมาจ้องลอเรนซ์ เขาก็ได้แต่ยักไหล่กลับไป

    ลอเรนซ์เห็นท่าทางโฮโลพูดขอกินแอปเปิลตรงๆดูน่ารักดี จึงให้เหรียญเงินเทรนี่ซึ่งมีมูลค่าไม่น้อยเลยไป แต่โฮโลกลับซื้อแอปเปิลทั้งหมดเท่าที่มูลค่าของเหรียญเงินเทรนี่จะซื้อได้ ซึ่งมากเกินกว่าจะหอบมาด้วยมือสองข้างได้ง่ายๆ เมื่อลอเรนซ์เห็นเช่นนั้นแล้วเลยคิดได้ว่าในหัวของโฮโลคงจะไม่มีคำว่าเกรงใจอยู่

    โฮโลกินจนทั้งรอบๆปากและนิ้วมือเปรอะไปหมด เธอกินไปถึงลูกที่สี่อย่างรวดเร็ว แล้วจึงนึกจะโต้แย้งขึ้นมา

    “เจ้า ... อึก ... เมื่อกี๊แกล้งทำเป็น ... อึก ... ไม่รู้เรื่องสินะ”

    “การที่ได้รู้ว่าคนอื่นคิดยังไงอยู่มันรู้สึกดีจังเลยนะ”

    โฮโลพูดพลางกัดกินแอปเปิลไม่เว้ยแม้กระทั่งแกน ลอเรนซ์นึกอยากกินสักลูกหนึ่งจึงเอื้อมมือไปหยิบแอปเปิลจากกระบะด้านหลัง แต่โฮโลซึ่งกำลังกืนแอปเปิลลูกที่ห้าอยู่กลับตีมือของเขา

    “ของข้า”

    “เดิมที่นั่นเงินของข้านะ”

    โฮโลกลืนแอปเปิลที่อยู่เต็มปากลงไปแล้วจึงเปิดปากพูด

    “ข้าคือโฮโลหมาป่าเจ้าปัญญานะ เงินแค่นี้เดี๋ยวข้าก็หามาให้ได้”

    “ถ้างั้นก็หามา เหรียญเงินนั่นข้ากะจะใช้เป็นค่าอาหารเย็นกับที่พักคืนนี้”

    “อึก ... อืม ... แต่ ... กร๊วม ... อึก ...ข้า ...”

    “เชิญกินให้เสร็จก่อนแล้วค่อยพูด”

    โฮโลพยักหน้า แต่กว่าเธอจะอ้าปากพูดอีกครั้งก็คือเมื่อแอปเปิลลูกที่แปดลงไปอยู่ในกระเพาะของเธอแล้ว

    นี่ยังคิดจะกินอาหารเย็นอยู่หรือเปล่าเนี่ย

    “... ฟู่”

    “กินเยอะจังนะ”

    “แอปเปิลเป็นผลไม้ของปีศาจ ข้าทนความยั่วยวนของรสชาติหวานหอมของมันไม่ได้”

    ลอเรนซ์หัวเราะกับคำแก้ตัวของโฮโลโดยไม่ได้ตั้งใจ

    “หนาป่าเจ้าปัญญาก็ลองเอาชนะความอยากของตัวเองดูสิ”

    “ถึงความโลภนั้นจะทำให้เราต้องเสียอะไรหลายอย่าง แต่การห้ามใจก็ไม่ทำให้เกิดอะไรขึ้นมา”

    ท่าทางโฮโลเลียน้ำแอปเปิลบนมือพลางยิ้มอย่างสบายใจนั้นยิ่งทำให้คำพูดนั้นน่าเชื่อถือมากขึ้น หากต้องสุญเสียความสุขเช่นนี้ไปการห้ามใจก็เหมือนเป็นเรื่องงี่เง่าไร้สาระ

    แน่นอนว่านี่เป็นกลลวงของเธอ

    “แล้วเมื่อกี๊นี้เจ้าจะพูดอะไร”

    “อิ้ม อ้อ นั่นเหรอ ข้าไม่มีเงินทุนน่ะ จะให้ทำเงินเลยก็คงไม่ได้ ข้าเลยกะจะช่วยพูดตอนเจ้าเจรจาข้าขายให้ได้กำไรมากขึ้น ได้ไหม”

    เมื่อถูกถามว่าได้ไหม พ่อค้าจะตอบไปง่ายๆไม่ได้ ต้องมองให้ทะลุถึงเบื้องหลังของคู่สนทนาและผลกระทบที่อาจจะตามมาก่อนจึงจะตอบ คำสัญญาลมปากก็ถือเป็นสัญญาที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม สัญญาก็คือสัญญา

    ฉะนั้นลอเรนซ์จึงไม่ตอบกลับไป เขายังไม่รู้ว่าโฮโลต้องการอะไร

    “อีกไม่นานเจ้าจะขายขนสัตว์นี่ใช่ไหมล่ะ”

    ไม่รู้ว่าโฮโลรู้ใจลอเรนซ์หรืออย่างไร เธอหันไปมองในกระบะด้านหลัง

    “อย่างเร็วก็วันนี้ อย่างช้าก็พรุ่งนี้”

    “ตอนที่เจ้าเจรจาอยู่ข้าอาจจะพูดแทรกขึ้นมา ถ้าเจ้าสามารถขายขนสัตว์นั่นได้ราคาดีขึ้น ข้าอยากให้เจ้าถือส่วนต่างนั้นเป็นของข้า”

    โฮโลเลียมาถึงนิ้วก้อยแล้วพูดออกมาเหมือนเป็นเรื่องเล่นๆ

    ลอเรนซ์ครู่นคิด ที่โฮโลพูดก็หมายความว่าเธอจะขายขนสัตว์นั่นในราคาสูงกว่าเขาให้ดู

    ถึงจะเป็นหมาป่าเจ้าปัญญามาจากไหนก็ตาม ลอเรนซ์เป็นพ่อค้าเร่เต็มตัวที่ออกเดินทางคนเดียวมาเป็นปีที่เจ็ดแล้ว จะพูดแทรกขึ้นมาเฉยๆแล้วคู่ค้าจะขึ้นราคาซื้อเฉยๆคงเป็นไปไม่ได้

    แต่เพราะโฮโลพูดออกมาเหมือนเป็นเรื่องเล่นๆ นอกจากลอเรนซ์จะคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เขากลับอยากรู้มากกว่าว่าเธอจะทำอย่างไร จึงตอบกลับไปว่า “ได้เลย” แล้วได้ยินเสียงตอบปนกลับมากับเสียงเรอว่า “สัญญาเรียบร้อยแล้วนะ”

    “แต่ก็ไม่ได้หมายความถึงตอนเจรจาเรื่องขนสัตว์เท่านั้นนะ เจ้าเป็นคนใน ข้าอาจจะไม่มีช่องทางจะเอ่ยปากออกไปก็ได้”

    “มีเหตุผลดีนี่”

    “ข้าเป็นที่รู้จักเพราะความฉลาดของข้านี่แหละ”

    คำพูดนี้คงจะเหมาะกว่าหากโฮโลไม่ได้กำลังมองแอปเปิลที่ยังกองเป็นภูเขาอยู่ในกระบะหลัง

     

    ที่ที่ลอเรนซ์ขนขนสัตว์ไปคือห้างมิโลเน่ ซึ่งเป็นห้างที่ดำเนินงานเป็นคนกลางขายสินค้าเป็นหลัก ถึงจะเป็นห้างใหญ่เพียงอันดับสามในเมืองพัทซิโอ แต่เมื่อเทียบกับอันดับหนึ่งและอันดับสองซึ่งเป็นห้างที่ตั้งสาขาใหญ่อยู่ในเมืองพัทซิโอโดยตรงแล้ว ห้างมิโลเน่มีสาขาใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศอุตสาหกรรมที่อยู่ห่างไกลทางใต้ เป็นร้านสาขาของห้างใหญ่ที่มีพ่อค้าขุนนางใหญ่เป็นผู้บริหาร

    ที่ลอเรนซ์ไม่เลือกห้างท้องที่ แต่กลับจงใจเลือกห้างนั้น ก็เพราะหากห้างมิโลเน่ต้องการจะเอาชนะห้างท้องที่ได้ก็ต้องซื้อสินค้าในราคาที่สูงกว่า ยิ่งไปกว่านั้นการเป็นห้างสาขาของห้างใหญ่ที่มีห้างสาขามากมายยิ่งทำให้มีข่าวสารหลั่งไหลเข้ามามากขึ้นเท่านั้น

    เขาคิดว่าอาจจะได้ยินข่าวคราวทำนองเดียวกับที่เด็กหนุ่มเซเล็นที่เขาพบในโบสถ์มาเล่าให้เขาฟังก็เป็นได้ คนที่รู้ข่าวคราวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของตลาดค้าเงินอย่างรวดเร็ว ก็มีแต่พ่อค้าเงินตรากับคนที่ทำธุรกิจการค้าข้ามประเทศเท่านั้น

    ลอเรนซ์กับโฮโลเข้าจับจองที่พักไว้ก่อน ลอเรนซ์จัดหนวดเคราให้เรียบร้อยก่อนจะออกจากที่พัก โฮโลสวมผ้าคลุมปิดไว้เช่นเดิม

    ห้างมิโลเน่อยู่ใกล้กับท่าเทียบเรือเป็นอันดับที่ห้า ขนาดอาคารใหญ่เป็นอันดับที่สอง  ร้านหันหน้าไปยังท่าเทียบเรือปูไม้กระดาน มีทางเข้าออกสำหรับเกวียนขนาดใหญ่ ทำให้มองแวบแรกเหมือนจะเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นคือสินค้าหลากหลายชนิดจำนวนมากมายที่ลำเลียงเข้าออกนั้นมองเห็นได้ชัดเจน แสดงให้ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาเห็นว่าร้านนี้มั่งคั่ง นี่คงเป็นกุลยุทธ์หนึ่งในการต่อสู้กับห้างร้านในท้องที่ ร้านค้าในท้องที่ไม่จะแสดงออกมากมายเช่นนี้แต่ใช้เวลายาวนานสร้างเครือข่ายเพื่อทำการค้าทำให้ไม่เน้นอย่างออกนอกหน้าว่าตนเองได้ผลกำไรดี เพราะไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้น

    พอลอเรนซ์หยุดเกวียนที่หน้าบริเวณขนถ่ายสินค้าของห้างมิโลเน่แล้ว พนักงานในร้านก็รีบรี่เข้ามาหา

    “ยินดีต้อนรับสู่ห้างมิโลเน่ครับ”

    ห้านร้านนี้แปลกที่ให้คนที่โกนหนวดเคราจัดแต่งทรงผมเสื้อผ้าเรียบร้อยดูแลการขนถ่ายสินค้า ปกติแล้วบริเวณขนถ่ายสินค้าต้องเต็มไปด้วยผู้ชายท่าทางเหมือนนักเลงตะโกนโหวกเหวกเดินไปมา

    “ก่อนหน้านี้ทางร้านเคยรับซื้อข้าวสาลีของข้าไป วันนี้ข้าอยากจะขายขนสัตว์ สินค้าข้าขนมาแล้ว พอจะปลีกเวลาให้ข้าหน่อยได้ไหมครับ”

    “แน่นอน แน่นอน เรายินดีเสมอครับ เชิญเข้าไปข้างในแล้วเรียกคนที่อย่างทางซ้ายมือนะครับ”

    ลอเรนซ์พยักหน้า จับบังเหียนอีกครั้งแล้วเคลื่อนเกวียนจากทางเข้าไปยังบริเวณขนถ่ายสินค้า ทุกทิศทุกทางเต็มไปด้วยสินค้าหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาลี ฟาง หิน ไม้ หรือผลไม้ ยิ่งไปกว่านั้นผู้คนที่เข้าออกที่นี่ก็ดูมีชีวิตชีวา เป็นที่ที่ทำให้พ่อค้าเร่ได้ประทับใจพลางคิดว่า นี่คงเป็นการเก็บเกี่ยวความสำเร็จในต่างแดน

    โฮโลที่นั่งอยู่ข้างๆก็ดูเหมือนว่าจะประหลาดใจเช่นกัน

    “นี่ท่าน จะไปไหนรึ”

    พอลอเรนซ์ขับเกวียนเข้าไปข้างในพลางมองคนงานกำลังขนถ่ายสินค้าขึ้นลงอยู่อย่างขมักเขม้น ก็ได้ยินเสียงเรียกขึ้นมา เมื่อหันไปยังต้นเสียง เขาก็เห็นชายร่างใหญ่ผิวดำเกรียมแดดคนหนึ่ง สมกับเป็นที่ขนถ่ายสินค้า ท่าจะไม่ใช้คนอย่างที่เรียกเขาที่ทางเข้า แต่ถึงกระนั้นร่างกายก็ดูกำยำกว่าปกติ ถึงขนาดโฮโลพูดขึ้นเบาๆว่า “ทหารเหรอ”

    “ข้ามาขายขนสัตว์ ข้างหน้าบอกให้ข้าเข้ามาแล้วเรียกคนที่อยู่ทางซ้ายมือ”

    ลอเรนซ์พูดจบแล้วจึงสังเกตุเห็นว่าชายคนนั้นอยู่ทางซ้ายมือของที่ขนถ่ายสินค้า จึงยิ้มให้

    “ถ้างั้นเดี๋ยวข้าจะจัดการเกวียนของท่านเอง ตรงเข้ามาทางนี้เลย”

    ลอเรนซ์บังคับให้ม้าเดินตรงไปหาชายผู้นั้นตามที่บอก ชายผู้นั้นก็ทำท่าเป็นสัญญาณให้หยุด ม้าทำเสียงออกทางจมูก มันอาจสัมผัสได้ถึงความกระปรี้กระเปร่าของชายผู้นี้ก็ได้

    “โอ้ ม้าดีนะ เจ้านี่ท่าจะสบายดีมาก”

    “ทำงานให้ข้าโดยไม่ปริปากบ่นเลย”

    “ถ้ามีม้าที่ปริปากบ่นออกมาก็ควรจะให้ไปแสดงซะมากกว่า”

    “แน่นอน”

    ทั้งคู่หัวเราะ แล้วชายผู้นั้นก็บังคับให้ม้าเข้าไปสุดที่ขนถ่ายจนชนกับรั้วไม้ท่าทางแข็งแรง แล้วก็ตะโกนเรียกใครบางคน

    คนที่เรียกมาเป็นชายที่ท่าทางเหมาะจะถือปากกาขนนกมากกว่าขนมัดฟาง เหมือนจะเป็นคนกำหนดราคาซื้อขาย

    “คุณคราฟต์ ลอเรนซ์ใช่ไหมครับ กระผมขอขอบคุณแทนเจ้าของร้านที่ท่านมาให้บริการห้างของเรา”

    เขาเคยชินกับคำทักทายอย่างสุภาพเช่นนี้แล้ว แต่พอถูกเรียกชื่อก่อนจะกล่าวชื่อตนเองก็ทำให้เขาผงะเหมือนกัน ครั้งสุดท้ายที่มาห้างร้านนี้คือฤดูหนาวสามปีก่อน เหมือนว่าชายที่ทักทายเขาที่ประตูทางเข้าจะจำหน้าเขาได้

    “กระผมได้ยินมาว่าวันนี้ท่านจะมาขายขนสัตว์ให้กับร้านของเรา”

    เข้าเรื่องทันทีต่างจากพ่อค้าท้องถิ่นที่มักจะเริ่มบทสนทนาด้วยเรื่องดินฟ้าอากาศ ลอเรนซ์กระแอมเบาๆแล้วปรับอารมณ์ตัวเองให้พร้อมกับการเจรจา

    “ถูกต้องแล้วครับ ขนสัตว์ที่ว่าอยู่ในกระบะบนเกวียนครับ ทั้งหมดเจ็ดสิบผืน”

    ลอเรนซ์กระโดดลงจากที่นั่งแล้วเชิญชายคนนั้นไปยังกระบะสินค้า โฮโลก็กระโดดตามลงมา

    “โอ้ นี่เป็นขนตัวมาร์เท็นอย่างดีเลยสินะ ปีนี้ไม่ว่าที่ไหนก็เก็บเกี่ยวได้ดี ขนตัวมาร์เท็นเลยมีเข้ามาน้อย”

    ครึ่งหนึ่งของขนตัวมาร์เท็นในตลาดได้มาจากเกษตรกรที่จับมาในช่วงที่ว่างจากการเพาะปลูก ดังนั้นเมื่อปีนี้ผลผลิตดีเกษตรกรจึงยุ่งกับการเก็บเกี่ยวทำให้สินค้าลดลง ลอเรนซ์ลองเสี่ยงพูดออกไป

    “ขนสัตว์ชั้นดีขนาดนี้ คงจะหลายปีกว่าจะมีมาสักครั้งนึง ถึงจะโดนฝนมากลางทางแต่ก็ยังคงผิวมันเงาได้อยู่ ลองดูสิครับ”

    “โอ้ ผิวยังมันเป็นเงาจริงๆด้วย ขนก็เรียงกันสวย ขนาดละครับ”

    ลอเรนซ์รีบเลือกขนสัตว์ผืนใหญ่ส่งให้กับชายคนนั้น นอกจากเจ้าของแล้วใครจะมาจับสินค้าโดยตรงไม่ได้

    “โอ้... ขนาดใหญ่มากจริงๆครับ เอ่อ ... ทั้งหมดเจ็ดสิบผืนใช่ไหมครับ”

    ผู้กำหนดราคาจะพูดว่า เอาผืนอื่นมาดูหน่อยซิ ก็ไม่ได้ คำพูดไม่งามเช่นนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม นี่เป็นที่ตัดสินแพ้ขนะของการกำหนดราคา ไม่มีผู้ซื้อคนไหนที่ไม่อยากจะดูสินค้าทั้งหมด แต่ก็ไม่มีผู้ขายคนไหนที่อยากจะให้ดูสินค้าทั้งหมดเช่นกัน

    นี่คือจุดตัดของมาด มารยาท และความอยาก

    “ถ้าเช่นนั้น ... คุณลอเรนทซ์ อะ ... ขออภัย ก่อนหน้านี้คุณลอเรนซ์เคยค้าขายข้าวสาลีกับเรามา ราคานี้เป็นอย่างไรครับ”

    ถึงจะชื่อเดียวกันแต่แต่ละท้องที่ก็ออกเสียงต่างกัน ลอเรนซ์เองก็พลาดอยู่บ่อยๆจึงยิ้มแล้วไม่ว่าอะไร เขามองไปยังเครื่องคำนวณทำจากไม้ที่ชายคนนั้นนำออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เนื่องจากแต่ละท้องที่การเขียนตัวเลขก็ต่างกัน ในการเจรจาการค้าการเขียนตัวเองราคาลงบนกระดาษจึงมีน้อยมาก แต่เมื่อมองลูกบนเครื่องคำนวณแล้วก็สามารถเข้าใจได้ทันที แต่ก็ต้องระวังหน่วยเงินที่ใช้ด้วย

    “กระผมขอเสนอเหรียญเงินเทรนี่หนึ่งร้อยสามสิบสองเหรียญ”

    ลอเรนซ์ทำท่าทางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

    “นี่เป็นขนสัตว์ชั้นยอดที่หาไม่ค่อยได้แล้วนะครับ ที่วันนี้นำมาขายที่นี่ก็เพราะเคยรับซื้อข้าวสาลีของข้าไว้เมื่อก่อน”

    “ขอบคุณมากครับ”

    “โดยส่วนตัวแล้วผมอยากมีสัมพันธ์ที่ดีกับห้างนี้ต่อไปครับ”

    ลอเรนซ์หยุดพูดแล้วกระแอมเบาๆ

    “คิดว่าอย่างไรครับ”

    “ทางห้างของเราก็คิดเช่นนั้นครับ เอาเป็นว่าคิดถึงความสัมพันธ์ต่อไปแล้ว เหรียญเงินร้อยสี่สิบเหรียญจะว่าอย่างไรครับ”

    ถึงจะเป็นการเจรจาที่มองออกได้ง่ายๆ แต่ในกลอุบายนั้นก็มีความจริงซ่อนอยู่ การเจรจานี้จึงน่าสนใจ

    ราคาเหรียญเงินเทรนี่ร้อยสี่สิบเหรียญนี่เยอะมากแล้ว จะให้เพิ่มราคาขึ้นไปอีกคงจะไม่เป็นการดี ยิ่งไปกว่านั้นยังมีความสัมพันธ์หลังจากนี้อีกด้วย

    ก่อนที่ลอเรนซ์จะเอ่ยปากพูดว่าตกลง

    โฮโลที่เงียบมาตลอด กำลังดึงชายเสื้อของลอเรนซ์อยู่

    “หืม ขอตัวสักครู่นะครับ”

    เขาพูดกับคนกำหนดราคาแล้วก็เอียงหูไปหาโฮโลใต้ผ้าคลุม

    “ราคาเป็นอย่างไร”

    “สูงมากแล้ว”

    เขาตอบไปแค่นั้น แล้วหันไปยิ้มให้กับผู้กำหนดราคา

    “ราคานี้ พอใจหรือยังครับ”

    ทางนั้นเห็นว่าการต่อรองเสร็จสิ้นแล้ว จึงยิ้มแล้วพูดออกมา ลอเรนซ์กำลังจะตอบกลับไป

    เขาไม่คิดเลยว่าโฮโลจะแทรกขึ้นมาตอนนี้

    “รอก่อน”

    “หะ”

    ลอเรนซ์อุทานออกไปโดยไม่ตั้งใจ

    ถึงอย่างนั้นโฮโลก็รีบพูดต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้ลอเรนซ์พูด วิธีนี้เหมือนกับว่าเจ้าตัวเป็นพ่อค้าเลยทีเดยว

    “เหรียญเงินเทรนี่ร้อยสี่สิบเหรียญ เจ้าว่าอย่างนั้นใช่ไหม”

    “เอ๊ะ อะ ครับ เหรียญเงินเทรนี่ร้อยสี่สิบเหรียญครับ”

    โฮโลที่เงียบมาตลอดถาม ทำให้พนักงานกำหนดราคาประหลาดใจเล็กน้อยแต่ก็ตอบไปตรงๆ โดยปกติแล้วผู้หญิงจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการค้าขาย ถึงจะกล่าวว่าไม่มีเลยก็ไม่ได้ แต่นับว่าน้อยมากๆ

    “ฮื่ม เจ้ามองเห็นรึเปล่า”

    ไม่รู้ว่าโฮโลไม่รู้เรื่องราว หรือรู้แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ จึงกล่าวคำนั้นออกมาลอยๆ

    พนักงานกำหนดราคามองโฮโลด้วยความประหลาดใจ ดูท่าว่าจะไม่เข้าใจคำถาม ลอเรนซ์เองก็ไม่เข้าใจ

    “ขะ ขออภัย กระผมมองข้ามอะไรไปหรือเปล่าครับ”

    เมื่อมองจากภายนอกพนักงานกำหนดราคาเป็นพ่อค้าอายุพอๆกับลอเรนซ์ที่มาจากต่างแดน มีประสบการณ์ต่อรองราคานับไม่ถ้วน ผู้คนที่เคยต่อรองด้วยก็คงมากไม่ต่างกัน

    เหมือนว่าผู้มีประสบการณ์เช่นนั้นกำลังขอโทษโฮโลจากใจจริง

    ไม่ว่าใครก็ตามหากถูกพูดเช่นนั้นก็ต้องตกใจทุกคน เพราะคำพูดนั้นไม่ต่างจากคำว่า “เจ้ามัวมองอะไรอยู่”

    “ฮื่ม เจ้าเองก็เป็นพ่อค้าชั้นเยี่ยมแล้ว ไม่ใช่สิ เพราะเจ้าเองเป็นพ่อค้าชั้นเยี่ยมจึงแกล้งทำเป็นไม่เห็นสินะ ถ้าเป็นเช่นนั้นเจ้าก็เป็นคนที่ประมาทไม่ได้เลย”

    โฮโลยิ้มกว้างออกมาจากใต้ผ้าคลุม ลอเรนซ์กลัวว่าเธอจะเผยเขี้ยวออกมาให้เห็น แต่ยิ่งไปกว่านั้นเขาอยากจะถามเหลือเกินว่าพูดอะไรออกไป

    การเจรจาเมื่อครู่นี้ ราคาที่ชายผู้นั้นกำหนดมาก็เหมาะสมดีแล้ว หากสิ่งที่โฮโลพูดนั้นเป็นจริงก็หมายความว่าลอเรนซ์มองข้ามอะไรบางอย่างไป

    ซึ่งก็ไม่มี

    “มะ ไม่มีทางครับ กระผมขออภัยหากกล่าวอะไรไม่ชัดเจน หากไม่ถือสากรุณาอธิบายให้กระผมฟังเถอะครับ แล้วกระผมจะได้เสนอราคาใหม่ ...”

    ลอเรนซ์ไม่เคยเห็นคนกำหนดราคาเสียท่าขนาดนี้มาก่อน ถ้าเป็นท่าทีแกล้งทำละก็เคยเห็นมาหลายครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้ดูไม่เหมือนจะเป็นการแกล้งทำเลย

    คำพูดของโฮโลนั่นดูมีน้ำหนักอย่างแปลกๆ ทั้งวิธีการพูดก็ฉลาดหลักแหลม

    พอคิดเช่นนั้น โฮโลก็หันขวับมาหาลอเรนซ์

    “ท่านพี่ อย่าแกล้งทำเป็นไม่รู้เลย”

    ลอเรนซ์แยกไม่ออกว่าคำว่า ท่านพี่ นี้เป็นการแกล้งล้อเล่น หรือเป็นคำที่เหมาะสมกับสถานการณ์ตอนนี้ แต่ถ้าเขาพูดตอบไปไม่ถูกก็ไม่รู้จะถูกโฮโลว่าทีหลังอย่างไร เขาจึงใช้หัวคิดสุดกำลังแล้วตอบกลับไป

    “ขะ ข้าไม่คิดจะแกล้งอยู่แล้ว แต่พอเป็นอย่างนี้แล้วก็ช่วยไม่ได้ เจ้าบอกไปสิ”

    โฮโลยิ้มเผยเขี้ยวซ้ายให้ลอเรนซ์เห็นคนเดียว ดูท่าว่าเขาตอบถูก

    “ท่านพี่ ช่วยหยิบขนสัตว์มาผืนนึง”

    “อืม”

    พอถูกเรียกว่า ท่านพี่ แล้วลอเรนซ์ก็ต้องรักษามาด เขาทำตัวเกร็งจนเริ่มคิดว่าตัวเองดูน่าขัน แต่ก็เพราะว่าตอนนี้โฮโลเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์

    “ขอบใจ เอาล่ะ เจ้า”

    โฮโลพูดแล้วยื่นขนสัตว์ที่รับมาให้คนกำหนดราคาดู ถึงจะเป็นขนสัตว์ที่มีขนาดและมันเป็นเงาดีเพราะเลือกออกมา แต่ก็ไม่มีอะไรที่จะทำให้เพิ่มราคาขึ้นไปได้อีกแล้ว หากจะอธิบายยืดยาวเกี่ยวกับคุณภาพขนก็จะมีแต่ถูกขอดูทุกผืน ขนสัตว์ผืนที่มีตำหนิก็มีอยู่แน่นอน ราคาคงไม่ลดลงไปกว่านี้แล้ว แต่บรรยากาศการเจรจาคงจะย่ำแย่ลง

    “นี่เป็นขนสัตว์ชั้นดีอย่างที่เห็นแหละนะ”

    “ครับผม กระผมไม่มีข้อโต้แย้งครับ”

    “อื้ม นี่เป็นขนสัตว์ชั้นดีที่ไม่เคยมีมาหลายปี แต่ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นขนสัตว์มีกลิ่นชั้นดีที่ไม่เคยมีมาหลายปีแล้ว”

    เมื่อได้ยินคำพูดของโฮโลแล้ว ทุกคนก็หยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ไม่เข้าใจความหมาย

    “กลิ่นนี่ก็เป็นจุดบอดจุดใหญ่จุดนึงเลย”

    โฮโลพูดแล้วหัวเราะออกมา ทั้งลอเรนซ์และผู้กำหนดราคาไม่เข้าใจสิ่งที่โฮโลต้องการจะสื่อ

    “ฟังร้อยครั้งไม่เท่าตาดู ลองดมกลิ่นดูสิ”

    โฮโลพูดแล้วยื่นขนสัตว์ผืนนั้นให้กับชายผู้นั้น เขาหันมามองลอเรนซ์ด้วยสายตาฉงน

    ที่จริงแล้วลอเรนซ์ก็คิดเช่นเดียวกับเขา แต่ก็พยักหน้าช้าๆ

    ดมกลิ่นขนสัตว์แล้วจะได้อะไรขึ้นมา ในการเจรจาการค้าเขาไม่เคยถูกใครบอกให้ดมกลิ่นขนสัตว์มาก่อน

    คนนั้นก็คงจะเหมือนกัน แต่เนื่องจากเป็นคำของลูกค้าจึงไม่อาจค้านได้ ชายผู้นั้นค่อยๆยื่นหน้าไปที่ขนสัตว์ แล้วดมกลิ่น

    ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความฉงน เมื่อดมแล้วก็เริ่มเจือด้วยความประหลาดใจ เมื่อเขาดมอีกครั้งหนึ่ง ความฉงนก็หายไปจากใบหน้าเหลือเพียงความประหลาดใจ

    “เป็นยังไงล่ะ มีกลิ่นมั้ย”

    “เอ๊ะ อ้า ครับ นี่เป็นกลิ่น ผลไม้ ใช่ไหมครับ”

    ลอเรนซ์ตกใจหันไปมองขนสัตว์ กลิ่นผลไม้เหรอ

    “ถูกต้องแล้ว ตามที่พูดมาว่าปีนี้เก็บเกี่ยวได้ดีจึงมีขนตัวมาร์เท็นน้อย ในป่าก็มีผลไม้มากมายออกดอกออกผล นี่ก็เป็นขนตัวมาร์เท็นที่ท่องไปในป่าอย่างที่ว่า เพราะได้กินแต่ของดีๆมากมายตามร่างกายเลยมีกลิ่นหอมหวานอย่างนี้ออกมา”

    ผู้กำหนดราคาฟังเรื่องราวแล้วก็ดมกลิ่นอีกครั้งหนึ่ง พยักหน้าแล้วพูดเห็นด้วย

    “ที่จริงแล้วมัมวาวของขนสัตว์ก็ไม่ได้ต่างกันมาก ปัญหาคือเมื่อทำเป็นเสื้อผ้าแล้วก็ขึ้นอยู่กับคนสวมใส่ ถ้าเป็นของดีก็อยู่ได้นาน ของไม่ดีก็ขาดได้ง่ายๆ”

    “จริงอย่างที่ท่านกล่าวครับ”

    ลอเรนซ์รู้สึกประหลาดใจ เจ้าหมาป่านี่จะรู้เรื่องราวมากมายถึงขนาดไหนกัน

    “ขนสัตว์นี้ก็อย่างที่ว่า กินของดีจนตัวมีกลิ่นหอมหวาน ตอนที่ถลกหนังออกมาต้องใช้ชายถึงสองคนช่วยกันถลกถึงจะออกมาได้”

    ชายผู้นั้นก็ลองดึงยืดขนสัตว์ที่ถือไว้อยู่

    แต่จะดึงสินค้าที่ยังไม่ได้ซื้อแรงมากก็ไม่ได้ โฮโลต้องรู้อยู่แล้วเป็นแน่

    หลักแหลมราวกับว่าโฮโลเป็นพ่อค้าในอุดมคติจริงๆ

    “ขนสัตว์นี้เหนียวราวกับเป็นขนของสัตว์ป่าที่ดุร้าย หากห่มคลุมก็รู้สึกอบอุ่นราวกับต้องแสงแดดในฤดูใบไม้ผลิ หากต้องฝนก็สลัดน้ำออกได้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้นคือกลิ่นนี้ ลองจินตนาการสิ หากมีเสื้อผ้าขนตัวมาร์เท็นส่งกลิ่นหอมหวานสักชิ้นหนึ่งท่ามกลางเสื้อผ้าขนตัวมาร์เท็นกลิ่นแรงชวนกลั้นหายใจ คงจะขายได้ในราคาสูงลิ่วจนคาดไม่ถึง”

    ชายผู้กำหนดราคามองเหม่อออกไปราวกับว่ากำลังจินตนาการตามที่โฮโลว่า ลอเรนซ์ก็ครุ่นคิดเช่นกันว่าคงจะขายได้ราคาดี ... ถ้ามีกลิ่นตามที่ว่านะ

    “ทีนี้ เจ้าจะรับซื้อในราคาเท่าไหร่ล่ะ”

    เมื่อได้ยินคำพูดนี้ คนกำหนดราคาก็ยืนตัวตรงราวกับเพิ่งตื่นจากความฝัน แล้วลนลานดีดเครื่องคำนวณที่ทำจากไม้ ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก เสียงลูกบนเครื่องคำนวณชวนให้รู้สึกดี แล้วตัวเลขที่แสดงขึ้นมาให้เห็นก็คือ

    “เหรียญเงินเทรนี่สองร้อยเหรียญเป็นอย่างไรบ้างครับ”

    ลอเรนซ์กลืนน้ำลายเมื่อได้ยินตัวเลข ร้อยสี่สิบเหรียญก็ถือเป็นราคาที่สูงมากแล้ว สองร้อยเหรียญนั้นเป็นไปไม่ได้

    “อื่...ม”

    แต่โฮโลกลับส่งเสียงขึ้นมา ลอเรนซ์กำลังจะอ้าปากขึ้นขอให้หยุด แต่โฮโลก็ไม่หยุด

    “เหรียญเงินสามเหรียญต่อขนสัตว์ผืนหนึ่งจะได้มั้ย เป็นสองร้อยสิบเหรียญ”

    “อะ เอ่อ...”

    “ท่านพี่ ห้างร้านอื่นล่ะ”

    “อ๊ะ ขะ ... ได้ครับ! สองร้อยสิบเหรียญครับ!

    โฮโลพยักหน้าพอใจเมื่อได้ยิน แล้วหันไปหาลอเรนซ์

    “ตามนั้นแหละ ท่านพี่”

    ที่เรียกว่า ท่านพี่ นั่นเป็นคำหยอกล้อตามที่คิดไว้จริงๆเสียด้วย

     

    ร้านเหล้าที่ชื่อโยเรนด์นั้นตั้งอยู่บนถนนมืดๆเล็กๆ แต่บรรยากาศในร้านนั้นดูเปิดโล่งสบาย ทำความสะอาดทั่วถึง แขกที่เข้ามาใช้บริการหากดูตามอาชีพแล้วส่วนมากก็เป็นหัวหน้า

    เมื่อลอเรนซ์นั่งลงที่ร้านเหล้าโยเรนด์ ความเหน็ดเหนื่อยก็เผยออกมาในทันที

    ในทางกลับกันโฮโลดูร่าเริงเป็นอย่างมาก ความรู้สึกในการทำให้พ่อค้าถึงสองคนเสียรู้ได้อย่างง่ายดายนั้นคงดีเหลือเกิน คงเพราะยังไม่เย็นมากทำให้เหล้าที่สั่งไปนำมาเสิร์ฟในทันที ทั้งสองชนแก้ว ขณะที่โฮโลดื่มจนหมด แต่ลอเรนซ์กลับจิบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

    ทั้งที่เป็นเหล้าองุ่นชั้นดี แต่กลับไม่มีรสชาตเอาเสียเลย

    “อื้ม เหล้าองุ่นนี่สุดยอดแล้ว”

    เอ่อ... เสียงเรอก็ดังใช่ย่อย โฮโลยกเหยือกเบียร์[1]ที่ทำจากไม้ขึ้นแล้วสั่งเพิ่ม พนักงานร้านหญิงเห็นแขกอารมณ์ก็ยิ้มตอบ

    “เป็นอะไรไป ไม่ดื่มเหรอ”

    โฮโลซึ่งกำลังเคี้ยวถั่วคั่วดัง กรุบ กรุบ ถามขึ้น น้ำเสียงไม่ได้เต็มไปด้วยความรู้สึกเหนือกว่าอย่างที่ลอเรนซ์คาดเอาไว้ เขาจึงลองถามดู

    “เจ้าเคยเป็นพ่อค้ามาก่อนรึเปล่า”

    โฮโลเคี้ยวถั่วไปพลางคว้าเหยือกที่เติมมาให้ แล้วหัวเราะแห้งๆอย่างเหนือความคาดหมาย

    “ทำไมรึ ข้าไปสร้างบาดแผลให้ความภาคภูมิใจของเจ้ารึยังไง”

    ถูกต้องตามนั้นแหละ

    “ข้าไม่รู้หรอกว่าเจ้าเคยเจรจาการค้ามาสักกี่หนแล้ว แต่ข้าก็เคยเห็นการต่อรองราคามามากมายจากหมู่บ้านนั้น ที่ข้าทำวันนี้อะนะ เป็นวิธีที่คนหัวใสสักคนเคยใช้เมื่อ ... เมื่อไหร่นะ นานมาแล้วแหละ ข้าไม่ได้เป็นคนคิดขึ้นมาเอง”

    จริงเหรอ ลอเรนซ์ไม่ได้ออกปากถาม แต่ถามด้วยสายตา เขารู้สึกสมเพทตัวเองอยู่ แต่เมื่อเห็นโฮโลดื่มเหล้าองุ่นพลางทำหน้าลำบากใจพยักหน้าให้เขาแล้ว ก็ถอนหายใจพร้อมรู้สึกโล่งใจเล็กน้อย

    “แต่ข้าไม่ได้สังเกตเลย แต่จะว่าไป ตอนที่ข้าใช้ขนสัตว์พวกนั้นห่มตัวนอนเมื่อคืนก็ไม่มีกลิ่นผลไม้เลยนี่”

    “อ้อ นั่นมันกลิ่นแอปเปิลที่เจ้าซื้อมาให้ข้าเมื่อวานไง”

    ลอเรนซ์พูดไม่ออก วางแผนไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

    แต่เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เกิดความกังวลขึ้นมาในใจ

    นั่นมันหลอกลวงกันไม่ใช่เหรอ

    “ข้าไม่พูดหรอกว่าคนที่ถูกหลอกนั่นโง่เอง ทางนั้นเองก็รู้ว่ามีวิธีทำพวกนี้เหมือนกันใช่มั้ยล่ะ”

    “... ก็คงงั้น”

    “จะมาโกรธตอนถูกหลอกอย่างนี้ไม่ได้ ต้องรู้ทันว่ามีวิธีนี้อยู่ถึงจะเรียกตัวเองได้ว่าเป็นพ่อค้าเต็มตัว”

    “ลึกซึ้งจริงๆ พูดเหมือนกับเป็นพ่อค้าสูงอายุเลย”

    “หุหุ ไม่ว่าจะเป็นตาลุงแก่ขนาดไหน สำหรับข้าก็เหมือนกับเป็นเด็กทารกละนะ”

    ลอเรนซ์ได้แต่หัวเราะ เขายักไหล่แล้วดื่มเหล้าองุ่น ครั้งนี้มีรสชาตออกมาเหมือนปกติแล้ว

    “เรื่องนั้นจะเป็นยังไงก็ช่าง แต่เจ้ามีเรื่องต้องทำไม่ใช่รึ”

    คงหมายถึงเรื่องที่เซเล็นเล่าให้ฟังสินะ

    “เมื่อกี๊ลองถามถึงเรื่องนี้ดูที่ห้างร้านนั่นแล้วว่าใกล้ๆนี้จะมีที่ไหนจะผลิตเหรียญเงินชุดใหม่ออกมาหรือเปล่า พวกนั้นก็ไม่ได้มีท่าทีแอบซ่อนอะไรไว้ ถ้าไม่ใช่ข่าวทำกำไรที่ผูกขาดเจ้าเดียวได้ พวกนั้นมักจะไม่ปิดบัง ส่วนมากจะบอกเล่าให้แขกรู้เพื่อเป็นบุญคุณซะด้วยซ้ำ”

    “ฮื่ม”

    “ยิ่งไปกว่านั้น ข่าวคราวแบบนี้มีไม่บ่อยมาก ดังนั้นการเชื่อตามข่าวนี้ไปจึงไม่ใช่เรื่องแปลก”

    ลอเรนซ์ไม่ได้วางมาด แต่นี่เป็นความจริง ถ้าจะพูดให้ถึงที่สุดแล้ว ตลาดค้าเงินตราก็มีแค่ราคาขึ้นกับลง หากแม้จะซับซ้อน ถ้าได้ลองนั่งคิดดูก็พอจะเข้าใจได้ทั้งหมด

    เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว หากคิดว่าใครจะได้กำไรใครจะขาดทุนจากการแลกเปลี่ยนแล้ว เส้นทางที่จะให้เลือกก็มีไม่มาก

    แต่ว่า

    “เอาเถอะ ถึงจะมีเงื่อนงำอะไรอยู่เบื้องก็ตาม ให้ข้าได้กำไรก็พอแล้ว”

    ลอเรนซ์ดื่มเหล้างุ่น แล้วโยนถั่วเข้าปาก อย่างน้อยอาหารมื้อนี้โฮโลก็เป็นคนจ่าย จะไม่กินดื่มให้เต็มที่ก็ใช่ที่อยู่

    “ว่าแต่ มาสเตอร์[2]ท่าทางจะไม่อยู่นะ ออกไปข้างนอกหรือยังไง”

    “เจ้าหนุ่มนั้นว่าถ้ามาที่ร้านแล้วจะติดต่อได้ สงสัยจะสนิทกันละมั้ง”

    “ไม่ใช่หรอก พ่อค้าเร่จะใช้สมาคมการค้า[3]จากบ้านเกิดตนเอง หรือไม่ก็ใช้ร้านเหล้าเป็นที่ติดต่อ หลังจากนี้ข้าเองก็ต้องไปสมาคมเหมือนกัน ว่าแต่มาสเตอร์ไม่อยู่จริงๆด้วยนะ”

    ลอเรนซ์พูดแล้วมองไปรอบๆร้านอีกครั้งหนึ่ง ในร้านที่ขนาดกว้างพอควรนี้มีโต๊ะกลมสิบห้าตัว กับที่นั่งเคาน์เตอร์สิบห้าที่ นอกจากตัวเขาเองกับโฮโลแล้วแขกคนอื่นก็มีเพียงคนแก่สองคนที่ท่าทางเหมือนจะเกษียณแล้วมีเวลาว่างเหลือเฟือเท่านั้น

    ลอเรนซ์จะเอ่ยปากถามคนแก่ทั้งสองคนนั้นก็ไม่ได้ จึงถือโอกาสถามพนักงานหญิงที่กำลังนำเหล้าองุ่นและปลาเฮริงตากแห้งกับเนื้อแกะรมควันมาเติมให้

    “มาสเตอร์เหรอคะ”

    แขนเล็กๆนั้นแม้จะดูไม่น่าจะมีแรงมากมาย แต่เธอก็ยกเหล้าและอาหารมาวางบนโต๊ะได้อย่างสบายๆ แล้วก็หันมาหาลอเรนซ์แล้วยิ้มให้

    “ตอนนี้มาสเตอร์ออกไปซื้อของค่ะ มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”

    “ช่วยบอกมาสเตอร์หน่อยว่าผมอยากติดต่อคนที่ชื่อเซเล็น”

    ถึงที่ร้านจะไม่รู้จักเซเล็นก็ไม่เป็นไร ที่ร้านเหล้ามักจะมีพ่อค้าเร่ใช้เป็นที่ติดต่อเยอะมากอยู่แล้ว ถ้าไม่รู้จักทางร้านก็คงแค่คิดว่ามีการเข้าใจผิดอะไรเล็กน้อยเท่านั้น

    แต่ความกังวลของเขาก็เปล่าประโยจน์ เพราะเมื่อเอ่ยชื่อเซเล็นออกมา ใบหน้าสดใสของพนักงานหญิงก็ยิ่งเป็นประกายออกมาอีก

    “อ้อ คุณเซเล็นเหรอคะ รู้เรื่องแล้วค่ะ”

    “ผมอยากจะติดต่อเขาหน่อย”

    “เขาเพิ่งกลับเข้าเมืองมาเมื่อคืนวานนี้เอง ช่วงนี้คิดว่าคงจะมาที่ร้านนี้ทุกคืนค่ะ”

    “งั้นเหรอ”

    “ปกติแล้วพออาทิตย์ตกดินก็โผล่มาแล้ว ระหว่างนั้นจะรออยู่ในร้านก่อนก็ได้นะคะ”

    หญิงสาวคนนี้ฉลาด แต่ก็จริงอย่างที่ว่า อีกประมาณหนึ่งถึงสองชั่วโมงก็จะพลบค่ำ ถ้านั่งดื่มไปเรื่อยๆเซเล็นก็คงจะมาพอดี

    “ถ้างั้นผมขอนั่งรอที่นี่แล้วกัน”

    “ค่ะ เชิญตามสบายเลยค่ะ”

    เธอกล่าวเช่นนั้น โค้งให้แล้วเดินไปยังโต๊ะที่ชายแก่สองคนนั่งอยู่

    ลอเรนซ์หยิบเหยือกไม้ยกขึ้นดื่ม รสเปรี้ยวทำให้โล่งจมูกเคล้ากับความหวานขององุ่นที่ซึมซาบอยู่ข้างลิ้น เหล้ารัมที่เน้นความแรงนั่นก็โอเค แต่ลอเรนซ์ชอบเหล้าองุ่นหรือเหล้าน้ำผึ้ง[4]ที่มีรสหวานมากกว่า บางครั้งบางคราที่ได้ดื่มเหล้าชนิดแปลกๆเช่นเหล้าแอปเปิล[5]หรือเหล้าลูกแพร์[6]ก็ดี

    เบียร์ที่ทำจากข้าวสาลีก็ดี แต่รสชาตอร่อยไม่อร่อยขึ้นอยู่กับผู้ผลิต อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับว่าเข้ากับลิ้นตนอีกหรือไม่ เหล้าองุ่นยิ่งราคาแพงรสยิ่งดี แต่รสชาตของเบียร์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคา จึงไม่เหมาะกับพ่อค้าเร่ หากไม่ใช่คนที่อาศัยอยู่ในท้องที่หรือเมืองนั้นก็จะหาเบียร์รสดีที่เข้ากับตนเองได้ยาก ฉะนั้นเวลาที่ต้องแสร้งทำตัวเป็นคนที่พื้นที่ก็จะสั่งเบียร์มาดื่ม

    ระหว่างที่ลอเรนซ์คิดอยู่ มือของโฮโลที่นั่งอยู่ตรงข้ามก็หยุดกึก ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง พอลอเรนซ์ถามออกไป โฮโลก็แว้นช่วงครู่หนึ่งแล้วเอ่ยปากตอบ

    “พนักงานคนนั้นโกหก”

    เหมือนว่าจะรอให้พนักงานหญิงคนนั้นกลับเข้าครัวไปก่อนจึงเปิดปากพูด

    “ยังไง”

    “เด็กหนุ่มที่ชื่อเซเล็น เหมือนว่าจะไม่ได้มาที่นี่ตรงเวลาทุกวัน”

    “ฮื่ม...”

    ลอเรนซ์พยักหน้า แล้วมองเหล้าองุ่นในเหยือก

    “ถ้างั้นก็คิดได้ว่าเซเล็นจะมาที่นี่ตามที่ว่าสินะ”

    โกหกแบบนั้นก็หมายความว่าสามารถติดต่อเซเล็นได้เป็นประจำอยู่แล้ว ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นก็จะทำให้ทั้งลอเรนซ์และเซเล็นลำบาก

    “ข้าก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน”

    แต่ก็ยังไม่รู้เหตุผลที่โกหก อาจเป็นแค่เพราะสามารถเรียกเซเล็นมาได้ทุกเมื่อ จึงทิ้งช่วงให้ลอเรนซ์กับโฮโลสั่งอาหารมากๆก็เป็นได้ คนที่ทำการค้าจะโกหกมากน้อยก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา ถ้ามัวคิดกังวลไปซะทั้งหมดก็จะทำให้สับสนเสียเปล่า

    ดังนั้นลอเรนซ์จึงไม่กังวล โฮโลก็ดูเหมือนจะคิดเช่นเดียวกัน

    หลังจากนั้น นอกจากสั่งหนอนผึ้งนึ่งน้ำผึ้ง[7]จนโฮโลดีใจยกใหญ่แล้วก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรเป็นพิเศษ เมื่ออาทิตย์ตกดิน แขกก็เริ่มทยอยกันเข้ามา

    หนึ่งในนั้นก็คือเซเล็นนั่นเอง

     

    “ดื่มให้กับการพบกันอีกครั้!

    เซเล็นเป็นต้นเสียงชนแก้ว กริ๊ก เสียงแก้วกระทบกันฟังระรื่นหู

    “เรื่องขนสัตว์เป็นยังไงบ้างครับ”

    “ขายราคาใช้ได้เลยนะ เห็นเหล้านี่ก็คงดูออก”

    “น่าอิจฉาจังเลย มีเทคนิคอะไรหรือเปล่าครับ”

    ลอเรนซ์ไม่ตอบกลับไปทันที เขาดื่มก่อนแล้วค่อยเอ่ยปากพูด

    “ความลับ”

    โฮโลเคี้ยวถั่วดังกรุบกรุบ อาจเพื่อกลบรอยยิ้มที่ผุดขึ้นบนใบหน้าก็เป็นได้

    “ไม่ว่ายังไงก็ตาม ขายได้เงินดีก็ดีแล้วแหละครับ ถ้าเงินทุนของพี่ชายมากขึ้นผมก็พลอยได้กำไรมากขึ้นไปด้วยไงครับ”

    “ถึงมีเงินทุนมากขึ้นก็ยังไม่รู้ว่าจะลงทุนมากขึ้นรึเปล่า”

    “เอ๋ แล้วกัน ที่ผมภาวนาให้ขายได้เงินดีก็เพราะพี่ชายจะได้ลงทุนเยอะๆนะครับ”

    “งั้นเจ้าก็ภาวนาผิดจุดซะแล้วแหละ เจ้าน่าจะภาวนาให้ข้าเพิ่มเงินลงทุนมากกว่า”

    เซเล็นทำเป็นมองขึ้นบนฟ้าแล้วหลับตา

    “เอาล่ะ ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว”

    “อ่ะ ครับ”

    เซเล็นกลับมานั่งตัวตรง มองไปยังลอเรนซ์ แต่ระหว่างนั้นเขาเหลือบมองไปยังโฮโล คงเป็นเพราะคิดว่าเธอเป็นคนที่ประมาทไม่ได้กระมัง

    “เจ้าอยากให้ข้าแบ่งกำไรจากการลงทุนส่วนหนึ่งเป็นค่าตอบแทนที่เจ้านำข่าวการเพิ่มปริมาณเงินของเหรียญเงินประเภทหนึ่งให้ข้า ตามนี้ใช่ไหม”

    “ครับ”

    “เรื่องการเพิ่มปริมาณเงินนี่เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า”

    เมื่อถูกถามตรงๆเช่นนี้ เซเล็นก็ผงะ

    “เอ่อ คือ เรื่องนี้เดิมทีเป็นเรื่องที่ข้าคาดการณ์มาจากข้อมูลที่ฟังมาตอนข้าอาศัยอยู่ในเมืองขุดเหมืองครับ เลยอยากให้เชื่อข้า ... เอ่อ การค้าขายไม่มีอะไรแน่นอนอยู่แล้ว”

    “อื่ม นั่นสินะ”

    ลอเรนซ์มองเซเล็นที่ทำตัวลีบลงไปจากคำถามของเขา พยักหน้าอย่างพอใจแล้วหยิบหนอนผึ้งขึ้นมาใส่ปาก แล้วพูดต่อ

    “ถ้าเจ้าตอบออกมาว่า แน่นอน ข้าคงจะปฏิเสธไปแล้ว ข่าวน่าสงสัยอย่างนั้นไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว”

    เซเล็นถอนหายใจราวกับโล่งใจ

    “ทีนี้ เจ้าอยากได้ส่วนแบ่งเท่าไหร่ล่ะ”

    “ครับ ค่าข่าว เหรียญเงินเทรนี่สิบเหรียญ กับส่วนแบ่งจากกำไรของพี่ชายหนึ่งในสิบครับ”

    “เป็นส่วนแบ่งที่ออกจะน้อยเมื่อเทียบกับข่าวที่เอามาบอกนะ”

    “ครับ แต่ก็เป็นเพราะผมมีอีกความคิดหนึ่งอยู่”

    “เรื่องขาดทุนรึ”

    “ครับ หากพี่ชายเกิดขาดทุนขึ้นมา ข้าเองคงจะไม่สามารถจ่ายส่วนที่ขาดทุนได้ ถ้าต้องจ่ายข้าคงต้องเสียทรัพย์สินทั้งหมด แทนที่ข้าขอส่วนแบ่งกำไรหนึ่งในสิบ ถ้าขาดทุนข้าจะขอแค่คืนค่าข่าวสิบเหรียญเท่านั้นครับ”

    ลอเรนซ์พยายามคิดด้วยหัวสมองที่ลอยไปอยู่ที่ไหนแล้วก็ไม่รู้เพราะความเมา

    หากคิดคร่าวๆแล้วข้อเสนอของเซเล็นแบ่งได้สองทาง

    หนึ่งคือ กรณีที่หากลอเรนซ์ขาดทุน แล้วเซเล็นจะได้กำไรจากที่เขาขาดทุน กับอีกกรณีหนึ่งคือข่าวนี้เป็นเรื่องจริง

    แต่ลอเรนซ์ได้รู้จากโฮโลว่าข่าวที่เซเล็นนำมาเล่าเรื่องเหรียญเงินขึ้นราคา นั่นก็คือเหรียญเงินประเภทหนึ่งจะเพิ่มปริมาณเงินในเหรียญ เพื่อให้มูลค่ามากขึ้นเป็นเรื่องโกหก ก็หมายความว่ามูลค่าของเหรียญเงินจะลดลง แล้วแผนการที่เซเล็นวางไว้คือ เขาจะได้กำไรจากการที่ลอเรนซ์ขาดทุน แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเขาจะได้กำไรอย่างไร

    เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้เริ่มคิดว่าโฮโลอาจจะผิดที่พูดว่าเซเล็นพูดโกหก เจ้าตัวเองยังพูดว่าตนก็ไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ อีกทั้งเซเล็นยังพูดว่าจะคืนเงินค่าข่าวด้วย จะคิดว่าเป็นแผนการเล็กๆที่จะฮุบแค่ค่าข่าวก็ไม่ได้

    แต่ปัญหาพวกนี้ถึงคิดไปก็ไม่รู้คำตอบ หากรู้ชนิดของเหรียญเงินที่เซเล็นพูดถึงก็อาจรู้เรื่องราวอะไรใหม่ๆอีกก็ได้

    ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าจะขาดทุนจริงๆก็ยังได้ค่าข่าวกลับคืนมา จะลองลงทุนไปก่อนก็ได้ แล้วเขายังเริ่มสนใจในสิ่งที่เซเล็นวางแผนไว้มากขึ้นอีกด้วย

    “เอาล่ะ ตกลงตามนั้น”

    “อ้อ ครับ ขอบคุณมากครับ!

    “ข้าขอทวนอีกรอบ เจ้าเรียกค่าข่าวเป็นเหรียญเงินเทรนี่สิบเหรียญ กับส่วนแบ่งกำไรหนึ่งในสิบ แต่ถ้าข้าขาดทุน เจ้าจะคืนเงินค่าข่าว และข้าจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายจากเจ้า”

    “ครับ”

    “ทีนี้จะนำเรื่องทั้งหมดนี้ประกาศต่อหน้าพนักงานจดทะเบียน”

    “ครับ อ้อ เรื่องวันขำระเงินขอให้เป็นสามวันก่อนวันเทศกาลฤดูใบไม้ผลินะครับ จากการคาดการณ์ของข้าการเพิ่มปริมาณเงินน่าจะมาภายในปีนี้ครับ”

    วันเทศกาลฤดูใบไม้ผลิก็อีกประมาณครึ่งปี น่าจะนานพอให้การเปลี่ยนแปลงของตลาดเนื่องจากการเพิ่มลดปริมาณเงินนิ่ง ถ้าเรื่องเพิ่มปริมาณเงินเป็นจริงละก็ เหรียญเงินราคาสูงจะมีความน่าเชื่อถือสูงตามมา เหรียญเงินที่มีความน่าเชื่อสูงก็จะเป็นที่นิยมในการซื้อขายแลกเปลี่ยน ราคาตลาดก็จะยิ่งพุ่งสูงขึ้นอีก ฉะนั้นหากใจร้อนรีบขายก็จะได้ไม่คุ้มค่า

    “อ้อ ไม่เป็นไร ระยะเวลาพอเหมาะดีนี่”

    “เช่นนั้น ข้าอยากรีบไปหาพนักงานจดทะเบียนวันพรุ่งนี้เลยได้ไหมครับ”

    ไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธ ลอเรนซ์จึงพยักหน้าแล้วคว้าเหยือกมาไว้ในมือ

    “เอาล่ะ เพื่อกำไรของพวกเรา”

    โฮโลซึ่งกำไรนั่งกินถั่วอยู่อย่างสบายใจ พอเห็นทั้งสองคนถือเหยือกอยู่ในมือแล้วก็ร้อนรนคว้าเหยือกมาถือ

    “ชนแก้ว”

    กริ๊ก เสียงแก้วกระทบกันฟังระรื่นหู

     

    ระบบพนักงานจดทะเบียนคือระบบที่หน่วยงานทางการรับเป็นผู้รับรองสัญญาให้ แต่ถึงแม้จะเซ็นสัญญาต่อหน้าพนักงานจดทะเบียนก็จริง หากทำผิดสัญญาก็ไม่ได้หมายความว่าจะถูกทหารผู้คุ้มครองเมืองจับแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นเมืองใหญ่มั่งคั่งขนาดไหนก็ตามก็ไม่ทำเช่นนั้น

    แต่ฝ่ายที่ถูกละเมิดสัญญาสามารถนำเรื่องนี้ไปกล่าวต่อได้ในนามของพนักงานจดทะเบียน การกระทำเช่นนี้ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับพ่อค้าเร่ ยิ่งถ้าเป็นผู้ค้าที่คิดจะทำกำไรมากก็ยิ่งมีผล ถึงจะเป็นพ่อค้าแร่จากต่างแดน อย่างน้อยก็ทำให้ไม่สามารถค้าขายในเมืองนั้นได้อีก

    ฉะนั้น ถ้าจะเลิกประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าก็คงไม่มีผลสักเท่าไหร่ แต่ถ้าจะยังยึดอาชีพนี้ต่อไปก็ยิ่งมีผลมาก

    หลังจากแลกหนังสือสัญญากันต่อหน้าพนักงานจดทะเบียน จ่ายค่าข่าวเป็นเหรียญเงินสิบเหรียญ แล้วฟังข้อมูลจากเซเล็น การเซ็นสัญญาก็จบลงอย่างราบรื่น ลอเรนซ์กับโฮโลก็แยกกับเซเล็นไปยังตลาด ถ้าลากรถม้าเปล่าๆเข้ามากลางเมืองที่พลุกพล่านเช่นนี้ก็พาลแต่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง จึงฝากไว้ที่ที่พักแล้วเดินเท้ามา

    “เหรียญเงินที่เจ้าเด็กนั่นพูดถึงคือเหรียญนี้ใช่ไหม”

    ที่อยู่ในมือโฮโลคือเหรียญเงินเทรนี่ซึ่งเป็นเหรียญเงินที่ใช้กันมากที่สุดในแถบนี้ ที่ใช้กันมากที่สุดก็เป็นเพราะในเหรียญเงินหลายร้อยประเภท เหรียญเงินเทรนี่เป็นเหรียญที่มีความเชื่อถือสูงที่สุด และเพียงแค่เพราะว่าเมืองนี้และเมืองรอบๆนี้รวมอยู่ในอาณาจักรเทรนี่อีกด้วย

    ประเทศที่ไม่ได้ใช้เหรียญกษาปณ์ของตนในดินแดนของตนเองก็คือประเทศที่จะล่มสลายไม่ช้าก็เร็ว หรือไม่ก็ถูกประเทศที่ใหญ่กว่ากลืน

    “เป็นเหรียญที่มีความเชื่อถือสูงในแถบนี้นะ”

    “ความเชื่อถือ”

    โฮโลเล่นกับเหรียญที่มีภาพใบหน้าด้านข้างของกษัตริย์องค์ที่สิบเอ็ดสลักอยู่ พลางเงยหน้าขึ้นมาถาม

    “เหรียญกษาปณ์มีใช้กันไม่รู้กี่ร้อยชนิด ปกติแล้วก็จะมีการเพิ่มลดปริมาณเงินหรือทองอยู่เรื่อยๆ เหรียญเงินเลยต้องมีความเชื่อถือหนุนอยู่ด้วย”

    “ฮื่ม ข้ารู้จักอยู่แค่ไม่กี่ชนิดเอง เมื่อก่อนเขาใช้หนังสัตว์แลกเปลี่ยนกันนะ”

    ลอเรนซ์พึมพำอยู่ในใจว่านั่นมันสมัยไหนกัน

    “แล้วยังไงต่อ พอรู้ว่าเป็นเหรียญเงินประเภทไหนแล้วรู้อะไรอีกบ้าง”

    “จะว่ารู้ก็ไม่เชิง นึกขึ้นได้ซะมากกว่า”

    “เช่น?”

    โฮโลมองร้านค้าไปพลางถามออกมา แล้วก็หยุดอย่างกระทันหัน ชายที่ท่าทางเหมือนเป็นช่างฝีมือที่เดินตามมาข้างหลังจึงชนกับโฮโลแล้วกำลังจะขึ้นเสียงต่อว่า แต่โฮโลเปิดผ้าคลุมออกให้เห็นใบหน้าแล้วเหลือบมองขึ้นไปหาเป็นคำขอโทษ ผลก็คือชายที่ท่าทางเหมือนช่างฝีมือคนนั้นใบหน้าเจือสีแดงเล็กน้อย แล้วพูดเพียงแค่ “ระ ... ระวังตัวหน่อย”

    ลอเรนซ์กล่าวเตือนตัวเองไม่ให้ตกหลุมเช่นนั้น

    “ทำไมรึ”

    “ข้า อยากกินนั่น”

    โฮโลชี้ไปยังร้านขนมปัง ยังเป็นเวลาก่อนเที่ยง ขนมปังที่เพิ่งอบเสร็จใหม่วางเรียงราย หน้าร้านมีคนใช้กำลังเลือกขนมปังในปริมาณที่คนเดียวไม่มีทางกินหมดได้ ดูท่าจะซื้อไปให้เจ้านายหรือรุ่นพี่ตน

    “ขนมปังเหรอ”

    “อื้ม อันนั้น ที่มีน้ำผึ้งอยู่น่ะ”

    ขนมปังแท่งยาวที่แขวนโชว์ให้ดูหน้าร้านนั่นเอง ขนมปังที่ราดน้ำผึ้งจากด้านบนหลายๆชั้นให้เยิ้มไปด้วยน้ำผึ้งนั้นไม่ว่าเมืองไหนก็ถือเป็นของชั้นดีเป็นที่นิยม ทำให้เขานึกถึงเรื่องเล่าที่ว่าในเมืองแห่งหนึ่งเคยมีร้านขนมปังที่แขวนขนมปังแล้วราดน้ำผึ่งกันให้เห็นกันหน้าร้านเพื่อเรียกลูกค้า ร้านนั้นเป็นที่นิยมมากเสียจนคนรุมกันซื้อเกิดเป็นเรื่องทะเลาะวิวาท ในที่สุดสมาคมร้านขนมปังต้องออกกฎให้ราดน้ำผึ้งให้เสร็จก่อนที่จะนำมาแขวนไว้หน้าร้าน

    ถึงจะเป็นขนมปังที่น่ากินมากก็ตาม แต่ลอเรนซ์ก็อดขำไม่ได้ว่าหล่อนเป็นหมาป่าที่ชอบของหวานจริงๆ

    “เจ้ามีเงินไม่ใช่เหรอ ถ้าอยากได้ก็ไปซื้อสิ”

    “ราคาขนมปังกับแอปเปิลไม่ต่างกันมากไม่ใช่เหรอ เจ้าจะให้ข้าซื้อขนมปังมากจนหอบกันไม่ไหว หรือจะให้ร้านนั้นทอนเงินเป็นเศษเหรียญเยอะๆจนเจ้าของร้านอารมณ์เสียรึไง”

    ในที่สุดเขาก็เข้าใจ โฮโลมีแต่เหรียญเงินเทรนี่ ซึ่งมีมูลค่ามากเกินไปสำหรับซื้อชนมปังหนึ่งก้อน คิดเป็นแอปเปิลเองก็มากซะจนหอบแทบไม่หวาดไม่ไหว

    “เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว เอาเศษเหรียญไป ... ยื่นมือมา นี่ เหรียญสีดำนี่หนึ่งเหรียญราคาพอๆกับขนมปังนั่นแหละ”

    ลอเรนซ์หยิบเหรียญเงินเทรนี่ออกจากมือโฮโลไปหนึ่งเหรียญ แลกกับเหรียญเงินสีดำกับเหรียญทองแดงสีน้ำตาลจำนวนหนึ่ง แล้วชี้หนึ่งเหรียญพร้อมพูดออกไปเช่นนั้น

    โฮโลมองจ้องเหรียญในมือตนเองแล้วพูดโพล่งออกมา

    “นี่เจ้าไม่ได้โกงค่าเงินข้าใช่ไหม”

    ลอเรนซ์คิดอยากจะเตะให้สักป๊าบหนึ่ง แต่โฮโลก็กลับตัวแล้วเดินไปยังร้านขนมปังเสียแล้ว

    “พูดมาได้นะ”

    ลอเรนซ์บ่นออกมาเช่นนั้นก็จริง แต่ที่จริงเขาก็ไม่ได้ขุ่นเคืองอะไร

    เมื่อเห็นโฮโลยิ้มหน้าบานพลางกินขนมปังเดินกลับมา เขาก็อดยิ้มไม่ได้

    “อย่าไปเดินชนใครเขาล่ะ จะเกิดเป็นเรื่องขึ้นมาเปล่าๆ”

    “คิดว่าข้าเป็นเด็กรึไง”

    “ท่าทางที่เจ้ากินขนมปังจนปากเปื้อนอย่างนั้น จะมองยังไงก็เป็นเด็กไม่ใช่รึ”

    “...”

    ลอเรนซ์เผลอคิดไปว่าที่เงียบไปก็เพราะโกรธ แต่หมาป่าเจ้าเล่ห์นี้ไม่ได้โกรธขึ้นอย่างกระทันหัน

    “น่ารักมั้ยล่ะ”

    โฮโลเอียงคอเงยหน้าขึ้นมองลอเรนซ์แล้วพูดออกมา ลอเรนซ์จึงตีหัวเข้าให้

    “ไม่มีอารมณ์ขันเลยนะ”

    “ก็ข้าเป็นคนจริงจังนี่”

    โชคดีที่โฮโลไม่สังเกตเห็นท่าทีสับสนเล็กๆของเขา

    “แล้วเรื่องที่เจ้านึกขึ้นได้นั่นคืออะไรล่ะ”

    “อ้อ นั่นสินะ”

    ก่อนที่จะถูกจี้จุด เหมือนว่ารีบเข้าเรื่องซะเลยจะดีกว่า

    “ถ้าเรื่องนั้นเป็นเหรียญเงินเทรนี่ละก็ ที่เซเล็นพูดก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องโกหก”

    “โอ้”

    “เหตุผลที่จะเพิ่มปริมาณเงินก็พอมีอยู่ เอ่อ ... นี่ไง เหรียญเงินนี้เรียกว่าเหรียญเงินฟิลลิ่ง เป็นเหรียญของประเทศที่อยู่ทางใต้ข้ามแม่น้ำไปสามสาย ความบริสุทธิ์ของเงินสูง และมีความนิยมในตลาดทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นคู่แข่งของเหรียญเงินเทรนี่เลย”

    “อื่ม ไม่ว่าสมัยไหน เหรียญเงินก็แสดงถึงอำนาจของประเทศจริงๆนะ”

    หมาป่าเจ้าปัญญาหัวไวกัดขนมปังคำหนึ่ง

    “ใช่แล้ว สงครามระหว่างประเทศไม่จำเป็นต้องใช้กำลังเข้าสู้กัน เมื่อใดที่เหรียญเงินของต่างประเทศเข้ายึดตลาดของประเทศตนก็เหมือนกับแพ้สงครามแล้ว หากกษัตริย์ของต่างประเทศนั้นสั่งให้ลดประมาณเหรียญเงินที่หมุนอยู่ในตลาดแล้ว ตลาดของประเทศตนก็เหมือนกับขาดอากาศหายใจ การซื้อขายถ้าไม่มีเหรียญเงินก็ตกลงกันไม่ได้ เหมือนกับถูกควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ”

    “หมายความว่า เพื่อจะเอาชนะคู่แข่ง ก็มีเหตุผลที่จะเพิ่มปริมาณเงิน ใช่ไหม”

    โฮโลกินขนมปังหมดอย่างรวดเร็ว แล้วพูดพลางเลียนิ้วมือ

    มาถึงขนาดนี้ โฮโลคงรู้ว่าลอเรนซ์ต้องการจะพูดอะไรแล้ว

    “หูของข้าก็ไม่ได้ถูกเสมอไปนะ”

    เหมือนจะรู้แล้วจริงๆว่าต้องการพูดอะไร

    “โอกาสที่เซเล็นจะโกหกก็ยังมีอยู่”

    “ข้าก็เห็นด้วย”

    ลอเรนซ์ประหลาดใจเล็กน้อย ถึงจะพูดว่าตัวเองทายร้อยครั้งไม่ได้ถูกร้อยครั้ง แต่ลอเรนซ์ก็คิดว่าโฮโลจะโกรธถ้าเขาสงสัยว่าหูของเธอผิดเพี้ยนไป

    “อะไรกัน คิดว่าข้าจะโกรธเรอะ”

    “ใช่”

    “ข้าอาจจะโกรธที่เจ้าคิดอย่างนี้มากกว่า”

    โฮโลหัวเราะเหมือนหยอกเล่นแล้วพูดออกมา

    “เอาเถอะ สรุปแล้วก็คือเป็นไปได้ทั้งสองทาง”

    “ฮื่ม แล้วตอนนี้จะไปไหนล่ะ”

    “พอรู้ชนิดของเหรียญแล้วก็เลยจะลองไปตรวจสอบดู”

    “โรงผลิตเหรียญเหรอ”

    โฮโลทำสีหน้าจริงจังถามออกมาเช่นนั้นลอเรนซ์จึงเผลอหัวเราะออกไป คราวนี้ดูเหมือนจะโกรธ เธอทำปากเบ้แล้วขมวดคิ้วจ้องหน้าเขา

    “พ่อค้าอย่างเราถ้าไปที่อย่างนั้นก็ถูกหอกทหารแทงเข้าให้สิ ไปที่ร้านแลกเปลี่ยนเงินต่างหากล่ะ”

    “เหอะ ข้าเองก็มีเรื่องที่ไม่รู้เหมือนกันนะ”

    ลอเรนซ์รู้สึกว่าตนเองเข้าใจนิสัยของโฮโลมากขึ้นเรื่อยๆ

    “จะไปร้านแลกเปลี่ยนเงินเพื่อดูความเปลี่ยนแปลงของเหรียญเงินช่วงนี้น่ะ”

    “อืม ... ดู ยังไงเหรอ”

    “เวลามีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเหรียญเงินครั้งใหญ่มักจะมีลางบอกเหตุล่วงหน้าก่อน”

    “เหมือนลางบางเหตุพายุงั้นเหรอ”

    เปรียบเทียบได้น่าสนใจเขาเลยหัวเราะเบาๆ

    “อื้ม ก็ประมาณนั้นแหละ เวลาจะลดปริมาณเงินมากๆ ก็จะค่อยๆลดลงทีละน้อย เวลาจะเพิ่มก็ค่อยๆเพิ่มทีละน้อย”

    “อื่ม...”

    พอเห็นโฮโลมีท่าทางเหมือนจะไม่เข้าใจ ลอเรนซ์เลยกระแอม แล้วนึกบทเรียนที่อาจารย์เคยสอนเขาออกมา

    “เหรียญกษาปณ์จะมีค่าขึ้นอยู่กับความเชื่อถือ ถ้าเทียบมูลค่าของเงินหรือทองที่อยู่ในเหรียญกับตัวเหรียญแล้ว ตัวเหรียญจะมีค่ามากกว่า ถึงราคาจะมีการกำหนดอย่างละเอียดแล้วก็ตาม แต่เพราะเป็นการมองสิ่งของให้มีมูลค่ามากกว่าความเป็นจริง เลยจะว่าเหรียญเป็นก้อนความน่าเชื่อถือก็ได้ ที่จริงแล้วการเปลี่ยนแปลงของเหรียญถ้าไม่ได้มากจริงๆ แม้แต่พ่อค้าแลกเปลี่ยนเงินเองยังไม่รู้แน่ชัดเลย ถ้าไม่ได้จับมาหลอมก็ไม่มีทางรู้ได้ แต่เพราะเหรียญมีค่าตามความเชื่อถือ เหรียญที่ได้รับความนิยมก็มักจะมีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าจริง ในทางกลับกันก็เป็นเหมือนกัน ที่นี้การเพิ่มลดความิยมก็มีต้นเหตุได้หลายอย่าง ที่มีมากที่สุดก็คือการเปลี่ยนแปลงปริมาณเงินหรือทองในตัวเหรียญ ผู้คนเลยไวต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณเงิน ดังนั้น ยิ่งการเปลี่ยนแปลงในระดับที่ตาชั่งหรือแว่นตาสามารถบอกได้ยากเท่าไหร่ การเปลี่ยนแปลงก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น”

    เมื่อลอเรนซ์ร่ายยาวเสร็จแล้ว โฮโลก็ทำหน้าครุ่นคิดมองออกไป ลอเรนซ์คิดว่าโฮโลคงไม่เข้าใจหลังจากที่ฟังคำอธิบายเพียงครั้งเดียว จึงเตรียมรอตอบคำถามที่โฮโลจะถามมา แต่เธอก็ไม่ถามมาสักที

    ดูดีๆแล้ว ใบหน้าด้านข้างของโฮโลไม่ใช่ใบหน้าแสดงความไม่เข้าใจ แต่เป็นใบหน้าที่บอกว่ากำลังตรวจสอบบางอย่างให้แน่ใจอยู่

    ถึงเขาจะไม่อยากเชื่อ แต่โฮโลก็อาจจะเข้าใจทั้งหมดนี้โดยฟังเพียงครั้งเดียวก็เป็นได้

    “อืม นี่ก็หมายความว่าอย่างงี้รึเปล่า ก่อนจะเปลี่ยนปริมาณเงินหรือทองในเหรียญครั้งใหญ่ ฝ่ายหลิตเหรียญก็เปลี่ยนปริมาณแค่นิดหน่อยเพื่อดูความคาดหวังของผู้คน พอดูปฏิกิริยาเสร็จแล้วก็ค่อยหาโอกาสเพิ่มหรือลดปริมาณใช่ไหม”

    พ่อค้าเร่ที่มีลูกศิษย์เช่นนี้คงคงจะมีความรู้สึกแปลกๆแน่ๆ การมีลูกศิษย์ที่ฉลาดหลักแหลมถือได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจ แต่ก็หมายความว่าจะเป็นคู่แข่งในการค้าขายที่น่ากลัวอีกด้วย

    แต่ลอเรนซ์ผู้ซึ่งใช้เวลาทำความเข้าใจเรื่องเดียวกันนี้เกือบเดือนต้องพยายามซ่อนความเจ็บใจไว้ก่อน

    “ถะ ถูกต้องเลย”

    “โลกมนุษย์นี่น่าปวดหัวดีจริงนะ”

    เจ้าตัวหัวเราะแห้งๆแล้วพูดออกมาเช่นนั้นก็จริง แต่ก็เข้าใจได้รวดเร็วอย่างน่ากลัว

    ระหว่างที่ทั้งสองสนทนากันอยู่นั้นก็เดินมาถึงแม่น้ำสายเล็กๆสายหนึ่ง ไม่ใช่แม่น้ำสลาวด์ที่อยู่ใกล้เมืองพัทซิโอ แต่เป็นคลองสัญจรที่ใช้แรงงานคนขุดดินออกแล้วชักน้ำจากแม่น้ำเข้ามา ใช้ในการขนส่งสินค้าปริมาณมหาศาลเข้ามายังตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องนำขึ้นบกจากแม่น้ำสลาวด์

    ในคลองนี้จึงมีเรือลำเล็กๆบรรทุกสินค้าเต็มลำแล่นไปมาอย่างรีบเร่งโดยไม่ขาดสาย อีกทั้งยังสามารถได้ยินนายเรือตะโกนกันไปมาอีกด้วย

    ลอเรนซ์กำลังมุ่งหน้าไปยังสะพานทอดข้ามคลองนี้ เป็นธรรมเนียมแต่โบราณ ว่าพ่อค้าแลกเปลี่ยนเงินตรากับช่างทองจะตั้งร้านอยู่บนสะพาน โดยการปูเสื่อ ตั้งแท่นทำหรับทำงานและตาชั่ง ฉะนั้นในวันฝนตกก็ต้องปิดกิจการ

    “โอ้ คึกคักดีจังนะ”

    เมื่อได้เห็นสะพานที่ใหญ่ที่สุดในเมืองพัทซิโอ โฮโลก็อดพึมพำออกมาไม่ได้ เพราะเมื่อปิดประตูน้ำแล้วน้ำจะไม่มีทางเอ่อท่วมขึ้นมาได้ จึงสามารถสร้างสะพานได้ใหญ่กว่าสะพานข้ามแม่น้ำปกติทั่วไป ทั้งสองฝั่งบนสะพานนั้นมีพ่อค้าแลกเปลี่ยนเงินตราและช่างทองตั้งร้านอยู่อย่างเบียดเสียดเสียจนเข่าเกยกัน ไม่ว่าจะเป็นร้านไหนก็มีคนแน่นขนัด โดยเฉพาะที่ร้านแลกเปลี่ยนเงินตรา เหรียญกษาปณ์มากมายที่นำมาจากต่างแดนถูกแลกเปลี่ยนเพื่อนำเข้าไปค้าขายในตลาด ข้างๆกันช่างทองกำลังแกะสลักทองราคาสูงหรือไม่ก็แปรทองอยู่ ถึงจะไม่มีหม้อหลอมทองแต่ก็สามารถทำตามที่ลูกค้าสั่งได้ทั้งหมด สมกับเป็นสถานที่ที่มีคนจ่ายภาษีแพงเป็นอันดับต้นๆของเมืองนั่งเรียงรายกันอยู่ บนสะพานนี้มีกลิ่นทองลอยคละคลุ้งอยู่จริงๆ

    “อยู่กันหลายคนขนาดนี้จะให้ใครทำก็เลือกไม่ถูกแล้ว”

    “ไม่ว่าไปเมืองไหนพ่อค้าเร่จะต้องมีพ่อค้าแลกเงินที่สนิทด้วยอยู่เสมอแหละ ตามมา”

    เมื่อขึ้นไปบนสะพานที่คนเน่นขนัด โฮโลก็ลนลานเดินตามลอเรนซ์อยู่ข้างหลัง

    ถึงแม้ว่าระยะหลังมานี้ไม่ว่าในเมืองไหนก็ตามออกกฎห้าม แต่บนสะพานในเมืองที่ผู้คนหนาแน่นอยู่แล้ว ลูกศิษย์ที่เรียนวิชาแลกเปลี่ยนเงินตราหรือทำทองจะคอยเรียกลูกค้าให้กับอาจารย์ ดังนั้นสภาพจึงวุ่นวายราวกับงานเทศกาล หากแค่คึกคักยังไม่เป็นไร แต่การโกงการแลกเปลี่ยนก็ตามมากับความคึกคักนั้นด้วย แน่นอนว่าฝ่ายเสียหายย่อมเป็นลูกค้า

    “โอ๊ะ อยู่นี่”

    ถึงลอเรนซ์จะเคยถูกโกงมานับครั้งไม่ถ้วน แต่เมื่อเป็นมิตรกับพ่อค้าแลกเปลี่ยนเงินแล้วก็ไม่ถูกโกงอีก

    พ่อค้าแลกเปลี่ยนเงินตราที่ลอเรนซ์สนิทด้วยในเมืองพัทซิโอนั้นยังเป็นหนุ่มอายุน้อยกว่าลอเรนซ์เองอีก

    “ไวส์ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน”

    พอดีกับเวลาที่แขกเพิ่งเดินออกไป ลอเรนซ์ส่งเสียงทักพ่อค้าแลกเปลี่ยนเงินผมทองที่เพิ่งเอาเหรียญลงจากตาชั่ง

    พ่อค้าแลกเปลี่ยนเงินที่ชื่อไวส์เงยหน้าขึ้นทำหน้าเหมือนจะพูดว่า มีอะไรเหรอ แต่เมื่อเห็นหน้าลอเรนซ์แล้วก็ยิ้มกว้าง

    “โอ้ ลอเรนซ์! ไม่ได้เจอกันนาน มานี่ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย”

    อาจารย์ของทั้งคู่รู้จักกันอยู่แล้ว ทั้งคู่เลยรู้จักกันมานาน เหมือนเป็นเพื่อนสนิท ถ้าจะพูดว่าสนิทชิดเชื้อกัน เรียกว่าสนิทกันด้วยความจำเป็นจะถูกต้องกว่า

    “เข้าเมืองมาเมื่อวาน ออกจากโยเรนทซ์อ้อมค้าขายเรื่อยมาถึงเนี่ย”

    “ไม่เปลี่ยนเลยนะ สบายดีไหม”

    “ก็เรื่อยๆ เจ้าล่ะ”

    “แหะๆ เป็นริดสีดวงซะแล้วเนี่ย ติดคำพูดอาจารย์มาเลย แสบก้นว่ะ”

    ถึงไวส์จะหัวเราะแหยๆอย่างนั้น แต่นี่ก็เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการเป็นพ่อค้าแลกเปลี่ยนเงินตราเต็มตัว อาชีพที่แขกไหลเข้ามาไม่มีหยุดพัก นั่งอยู่กับพื้นทั้งวันเต็มๆ เป็นอาชีพที่ริดสีดวงถามหา

    “แล้ววันนี้มีอะไรรึ มาเวลานี้เป็นแขกใช่ไหม”

    “อื้ม ที่จริงมีเรื่องจะวาน ... มีอะไรเหรอ”

    พอลอเรนซ์พูดขึ้น ไวส์ก็เหมือนตื่นจากฝันหันกลับมามองลอเรนซ์ แล้วก็มองกลับไปที่อื่นอีกครั้ง

    พูดให้ชัดก็คือ ข้างๆลอเรนซ์

    “แม่สาวคนนี้ใครเหรอ”

    “อ้อ เก็บมาได้ระหว่างทางจากหมู่บ้านพาสโรน่ะ”

    “เหรอ ... แต่ ... เก็บมาเหรอ”

    “ไม่ต่างจากเก็บมาหรอก จริงไหม”

    “หืม ... อื้ม ... เหมือนว่าคำพูดจะพาให้เข้าใจผิด แต่ก็ใช่แล้วแหละ”

    โฮโลที่ตื่นตาตื่นใจอยู่กับสภาพรอบๆตัว หันมาหาเมื่อได้ยินคำพูดของลอเรนซ์ แล้วพูดเห็นด้วยอย่างไม่ค่อยถูกใจ

    “เจ้าชื่อว่าอะไร”

    “ข้าเหรอ ข้าชื่อโฮโล”

    “โฮโล อา ... ช่างเป็นชื่อที่ไพเราะจริงๆ”

    ไวส์ยิ้มน้อยๆพร้อมกล่าวชม โฮโลก็ยิ้มตอบ ลอเรนซ์รู้สึกไม่สนุกด้วยเลย

    “ถ้าไม่มีที่ไป จะมาทำงานกับข้าก็ได้นะ ตอนนี้กำลังขาดลูกมืออยู่พอดีเลย ต่อจากนี้ไปจะรับช่วงต่อข้าก็ได้ หรือจะมาเป็นเจ้าสาว ...”

    “ไวส์ ข้ามีเรื่องจะวานถึงมาหา”

    ลอเรนซ์พูดแทรกขึ้น ไวส์แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาอย่างเปิดเผย

    “อะไรกัน เจ้าจะเก็บแม่สาวนี้ไว้คนเดียวเหรอ”

    ไวส์มีนิสัยพูดอะไรไม่เกรงใจใครมานานแล้ว

    แต่กลับกันกับที่ว่าลอเรนซ์เก็บโฮโลไว้คนเดียว ที่จริงแล้วลอเรนซ์ถูกโฮโลจูงจมูกซะมากกว่า ลอเรนซ์เลยตอบปฏิเสธไปอย่างชัดเจน

    “ถ้างั้นข้าจะพูดอย่างนั้นก็ได้ไม่ใช่เหรอ”

    ไวส์พูดตัดบท แล้วหันไปยิ้มให้กับโฮโล เธอก็ทำท่าเขินอาย พูดว่า “อย่าทำให้ข้าลำบากใจสิ” ถึงแม้จะคิดว่าเธอแสร้งทำ แต่ลอเรนซ์ก็รู้สึกว่าไม่สนุกเลย

    แน่นอนว่าเขาจะพูดออกมาตรงๆไม่ได้

    “เรื่องนั้นไว้ทีหลังได้ไหม เอาเรื่องธุระข้าก่อน”

    “ชิ รู้แล้วน่า มีเรื่องอะไรรึ”

    โฮโลแอบหัวเราะอยู่คนเดียว

    “มีเหรียญเงินเทรนี่ที่เพิ่งออกใหม่ๆรึเปล่า นอกจากนั้นก็เหรียญเทรนี่ที่ออกเรียงกันก่อนหน้านี้สักสามรุ่น”

    “อะไรกัน มีข่าวเพิ่มลดปริมาณเงินในเหรียญเรอะ”

    เข้าใจได้อย่างรวดเร็วสมกับที่เป็นคนในวงการ

    “ตามนั้นแหละ”

    “ติดตามข่าวสารดีนี่ เร็วกว่าคนอื่นๆอีก”

    หมายความว่าพ่อค้าแลกเปลี่ยนเงินคนอื่นๆก็ยังไม่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง

    “แล้วมีหรือไม่มีล่ะ”

    “มี ใหม่ล่าสุดก็คือชุดที่ออกมาตอนเทศกาลเพนเตคอสต์[8]เมื่อเดือนที่แล้วละนะ ก่อนหน้านั้นก็ นี่ กับ ... นี่”

    ไวส์หันกลับไปหยิบเหรียญที่ปิดด้วยกรอบไม้ครึ่งหนึ่งจากลังด้านหลัง แล้วยื่นให้ลอเรนซ์สี่เหรียญ บนกรอบไม้มีเลขปีที่ออกเขียนไว้

    หากมองด้วยตาเปล่าก็ไม่มีความแตกต่างอะไร

    “พวกข้าที่ทำงานอยู่กับเหรียญทั้งวันยังไม่สังเกตเห็นอะไรเลย ข้ามองยังไงก็ทำมาจากวัสดุเดียวกันแม่พิมพ์เดียวกัน พวกช่างในโรงทำเหรียญก็หน้าเดิมๆมาตั้งนานแล้ว ปฏิวงปฏิวัติอะไรก็ไม่มี ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเปลี่ยน”

    ไวส์พูดออกมาเช่นนั้น ดูท่าว่าจะเทียบน้ำหนักและสีอย่างละเอียดแล้ว แต่กระนั้นลอเรนซ์ก็ลองส่องดูกับแสงอาทิตย์ดู แต่ก็ไม่พบความแตกต่าง

    “ไม่มีทางหรอก ถ้าทำอย่างนั้นแล้วรู้ พวกข้าก็รู้ก่อนหน้านี้แล้ว”

    ไวส์หัวเราะแล้วนั่งเท้าคาง บอกเป็นนัยว่าให้เลิกเถอะ

    “ฮื่ม ... ไม่มีทางเลยเหรอ”

    ลอเรนซ์พูดพลางถอนหายใจ ไวส์ทั้งนั่งเท้าคางอยู่ก็ยื่นมือหนึ่งออกมา ลอเรนซ์คืนเหรียญลงบนมือข้างนั้น เสียงเหรียญกระทบกันดัง กริ๊ก กริ๊ก

    “ลองหลอมตรวจดูได้ไหม”

    “พูดอะไรบ้าๆน่า ข้าจะทำได้ยังไง”

    ไม่ว่าในประเทศไหน การหลอมเหรียญก็ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ไวส์หัวเราะเหมือนจะพูดว่าเป็นเรื่องบ้าๆบอๆ

    แต่ก็ทำให้ลอเรนซ์สับสน เพราะเขาคิดว่าถ้ามีอะไรต่างไปไวส์ต้องสังเกตเห็นอย่างแน่นอน

    ไม่มีทางเลยเหรอ

    เวลาที่เขาครึ่นคิดอยู่นั่นเอง

    “ให้ข้าดูหน่อยได้ไหม”

    โฮโลก็พูดออกมา ไวส์เงยหน้าขึ้นมาในทันที ยิ้มกว้างเหมือนจะพูดว่า “เชิญเลยเชิญเลย” แล้วยื่นเหรียญเงินให้ แต่ขณะที่ยื่นเหรียญให้นั้นเขาก็ไม่ลืมที่จะกุมมือโฮโลไว้ไม่ยอมปล่อย

    “ท่านนี่ช่างน่าไม่อาย”

    โฮโลยิ้มพร้อมว่ากล่าวออกไป ไวส์ก็เหมือนจะหน้าแตก หน้าแดงแล้วยกมือขึ้นเกาหัว

    “เป็นยังไงบ้าง”

    ลอเรนซ์ทำเป็นไม่สนใจไวส์แล้วถามโฮโลดู เขาคิดว่าถึงจะเป็นโฮโลก็คงไม่สามารถวัดความบริสุทธิ์ของเหรียญเงินได้

    “รอก่อน”

    โฮโลกุมเหรียญด้วยมือทั้งสอง แล้วยกขึ้นนำเหรียญมากระทบกันข้างหู ดัง กริ๊ก กริ๊ก

    “หะๆ ไม่มีทางหรอก”

    ไวส์หัวเราะออกมา

    ถึงจะมีเรื่องเล่าของพ่อค้าแลกเงินที่เชี่ยวชาญ จนสามารถบอกความบริสุทธิ์ของเหรียญได้จากเสียงกระทบกัน แต่นั่นก็เป็นแค่เรื่องเล่าเท่านั้น ถ้าเทียบเป็นเรื่องของพ่อค้าเร่ ก็คงเป็นเรื่องราวของพ่อค้าที่ไม่ว่าจะซื้อสินค้าชนิดใด สินค้านั้นก็จะขึ้นราคา

    แม้กระนั้น ลอเรนซ์ก็คิดว่าจะลองดูก็ไม่น่าเสียเปล่า เพราะหูของโฮโลเป็นหูของหมาป่า

    “ฮื่ม”

    โฮโลหยุดมือ วางเหรียญลงบนแท่น แล้วหยิบอีกสองเหรียญขึ้นมา

    แล้วก็ลองเอาสองเหรียญกระทบกันอีกหลายรอบเธอทำทั้งหมดหกครั้ง ซึ่งก็คือการจับคู่ทุกรูปแบบนั่นเอง ในที่สุดก็พูดออกมาว่า

    “ข้าก็ไม่ทราบเหมือนกัน”

    ไม่รู้ว่าท่าทางเขินอายของโฮโลไปกุมหัวใจเข้าหรืออย่างไร ใบหน้าของไวส์ดูเคลิบเคลิ้มราวกับจะไม่กลับเป็นเหมือนเดิมอีก “ช่วยไม่ได้ ช่วยไม่ได้” เขาพยักหน้าให้เธอ

    “ถ้างั้นข้าไปละ ขอโทษที่มารบกวนนะ ไว้วันหลังไปดื่มกันเถอะ”

    “ได้เลย อย่าลืมนะ อย่าลืมนะเว้ย”

    ลอเรนซ์ตอบตกลงด้วยความรู้สึกเหมือนถูกกดดันอย่างมาก แล้วเดินออกมา

    ถึงกระนั้นไวส์ก็โบกมือให้กับโฮโลอย่างไม่หยุด โฮโลก็หันกลับไปโบกมือตอบอีกหลายหน

    เมื่อฝูงชนที่เดินไปมามาขวางจนมองไม่เห็นแล้ว ในที่สุดโฮโลก็หันกลับมามองข้างหน้า แล้วพ่นเสียงหัวเราะออกมา

    “เป็นคนที่น่าสนใจดีนะ”

    “เป็นพวกบ้าผู้หญิงสุดๆเลยแหละ”

    ที่เขาพูดนั่นเป็นความจริง อีกทั้งเขายังอดคิดที่จะวิจารณ์ไวส์ไม่ได้

    “ว่าแต่ ปริมาณเงินในเหรียญเพิ่มขึ้นหรือลดลงล่ะ”

    ลอเรนซ์มองไปยังโฮโลที่ยังยิ้มอยู่แล้วถามออกมา เมื่อนั้นรอยยิ้มของโฮโลก็หายวับไปกลายเป็นใบหน้าตกใจ

    “ถึงแม้ว่าถ้าเป็นแค่คำถามลวง เจ้าก็เก่งขึ้นนะเนี่ย”

    “มีข้าคนเดียวที่รู้ตำแหน่งหูจริงๆของเจ้า ตอนนั้นขยับนิดนึงใช่ไหมล่ะ”

    โฮโลหัวเราะออกมาเล็กน้อย แล้วพึมพำว่า “ประมาทไม่ได้เลยนะ”

    “ที่ข้าประหลาดใจกว่าคือที่เจ้าไม่พูดออกไปตอนนั้น ข้าประหลาดใจจริงๆที่เจ้าโกหกออกมา”

    “หมอนั่นจะเชื่อคำพูดข้าหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่คนอื่นๆที่อยู่รอบๆนั้นข้าไม่รู้ คนที่รู้ความลับยิ่งมีน้อยยิ่งดีไม่ใช่เหรอ ยิ่งไปกว่านั้น ถือเป็นคำขอบคุณละกัน”

    “คำขอบคุณเหรอ?”

    ลอเรนซ์ทวนคำพูดถามกลับไป เขาไปทำอะไรให้โฮโลมาขอบคุณหรือ

    “เมื่อกี๊เจ้าหึงข้าใช่ไหมล่ะ คำขอบคุณนั่นแหละ”

    สายตาของโฮโลที่กำลังยิ้มกว้างอยู่ทำให้ใบหน้าของลอเรนซ์แข็งทื่อไปชั่วขณะ โฮโลสังเกตเห็นได้อย่างไรกัน หรือโฮโลแค่พูดลวงได้อย่างแนบเนียน

    “อะไรกัน ไม่ต้องคิดมากหรอก ตัวผู้ก็ล้วนบ้าขี้หึงด้วยกันทั้งนั้นแหละ”

    ลอเรนซ์รู้สึกเหมือนถูกจี้ใจดำ

    “แต่ว่านะ ตัวเมียเองก็บ้าพอที่ดีใจกับความหึงนั้นด้วย มองไปทางไหนก็บ้าด้วยกันทั้งนั้น”

    โฮโลเขยิบตัวเข้าหาลอเรนซ์แล้วพูด

    ดูท่าโฮโลจะไม่ได้เชี่ยวชาญแค่เรื่องการค้า แต่ยังเชี่ยวชาญเรื่องความรักอีกด้วย

    “สำหรับข้าแล้วพวกเจ้าที่เป็นมนุษย์ก็เหมือนกับลูกไก่ละนะ”

    “ตอนนี้เจ้าก็อยู่ในร่างมนุษย์ไม่ใช่เรอ อย่าถูกหมาป่าด้วยกันเองแยกเขี้ยวใส่ล่ะ”

    “อะไรกัน แค่ข้าสะบัดหางครั้งเดียวทั้งคนทั้งหมาป่าก็ยอมแพ้ข้าแล้ว”

    โฮโลเอามือข้างหนึ่งเท้าเอวแล้วส่ายเอวเล็กน้อย คำพูดนั้นเหมือนจะเป็นจริงเสียจนลอเรนซ์พูดอะไรไม่ออก

    “เอาล่ะ พักเรื่องเล่นไว้ก่อน”

    ลอเรนซ์ถอนหายใจได้เมื่อโฮโลพูดออกมา

    “ยิ่งใหม่เสียงยิ่งทึบขึ้น ถึงจะแค่นิดเดียวก็ตามนะ”

    “ทึบขึ้นเหรอ”

    โฮโลพยักหน้า เสียงทึบหมายความว่าปริมาณเงินในเหรียญลดลง ถ้าปริมาณลดลงน้อยมากคงไม่มีใครรู้ แต่ถ้าลดปริมาณจนเหรียญเงินสีขาวกลายเป็นสีดำ แค่มือใหม่ก็รู้ว่าเสียงจะทึบขึ้น หากสิ่งที่โฮโลพูดเป็นเรื่องจริง นี่อาจจะเป็นสัญญาณบอกว่าทางการจะลดปริมาณเงินลงก็เป็นได้

    “ฮื่ม ... แต่ถ้าเป็นอย่างนี้ก็หมายความว่าเซเล็นโกหกจริงๆเหรอ”

    “นั่นสิน้า แต่เจ้าหนุ่มนั่นถ้าเกิดเรื่องจริงดูท่าจะตั้งใจคืนเหรียญเงินสิบเหรียญนั่นให้เจ้านะ”

    “ข้าก็พอรู้อยู่ ถ้าเป็นแค่การหลอกขายข้อมูลเพื่อเอาค่าข่าวคงจะไม่ทำตัวให้เป็นที่รู้จักในร้านเหล้าขนาดนั้น และตอนที่พูดกันที่โบสถ์ก็น่าจะเรียกค่าข่าวไปแล้ว”

    “สถานการณ์ดูน่าสงสัยจังนะ”

    โฮโลหัวเราะ แต่ลอเรนซ์พยายามคิดอย่างหนัก

    แต่ยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจ เจ้าหนุ่มที่ชื่อเซเล็นนั่นวางแผนอะไรอยู่ เขามั่นใจว่าจะต้องวางแผนอะไรบางอย่างอยู่แน่ๆ แล้วหากมองทะลุแผนที่ใครวางไว้ได้ ก็มักจะได้กำไรกลับมา เพราะเหตุนั้นลอเรนซ์จึงตามน้ำไปกับแผน แต่มาถึงตอนนี้แล้วเขายังมองแผนไม่ออกเลยแม้แต่นิดเดียว เขาจึงรู้สึกลำบากใจ

    โดยทั่วไปแล้ว การหากำไรจากค่าเงินเหรียญที่ตกลงเพราะการตัดปริมาณเงินจะทำได้ด้วยการลงทุนระยะยาว สมมติว่าค่าของเงินหรือทองลดลงสองระดับ ก็ขายทองที่ระดับแรก แล้วซื้อคืนเมื่อลดลงถึงระดับที่สอง ก็จะได้มองปริมาณเท่าเดิมบวกกับผลต่างระหว่างค่าทองที่ขายในตอนแรกกับซื้อคืนในตอนหลัง ค่าของทองหรือเงินในตลาดนั้นแกว่งอยู่เสมอ แล้วถ้าราคากลับไปถึงราคาตอนเริ่มแรกก็จะได้กำไรคืนมา

    แต่กรณีนี้ไม่มีเวลาจะมาอ้อยอิ่งแบบนั้น เวลาแค่ครึ่งปีนั้นไม่มีทางทำได้เลย

    “ถ้าเซเล็นนำข่าวมาบอกก็หมายความว่าต้องได้กำไร ต้องได้กำไรเท่านั้น”

    “ถ้าไม่ใช่พวกผิดปกตินะ”

    “แค่ไม่มีทางขาดทุน ก็หมายความว่า...”

    “อุ๊บ”

    จู่ๆ โฮโลก็อุทานขึ้นมา

    “มีอะไรเหรอ”

    “หุหุ เจ้าถูกหลอกแล้วไม่ใช่เหรอ”

    เมื่อได้ยินคำพูดของโฮโล ลอเรนซ์ก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง

    “ถูกหลอก?”

    “ประมาณนั้นแหละ”

    “ถูกหลอก ... เอาเหรียญเงินสิบเหรียญนั่นไปเหรอ”

    “หุหุ แค่เอาเงินไปจากใครนั้นยังไม่เรียกเป็นการหลอกลวงหรอก”

    ลอเรนซ์ ประวัติค้าขายเจ็ดปีกว่า ได้เห็นและฟังเรื่องราวเกี่ยวกับการหลอกลวงมาหลายรูปแบบ แต่เขาไม่เข้าใจสิ่งที่โฮโลพูด

    “วางแผนที่ตัวเองไม่มีทางขาดทุน แล้วให้คนอื่นเสี่ยงเองว่าจะกำไรหรือขาดทุนนี่ไม่ใช่แผนลวงชั้นดีเรอะ”

    ความคิดทุกอย่างหายไปจากหัวของลอเรนซ์จนเขาแทบจะลืมหายใจ แล้วเลือดก็สูบฉีดขึ้นมาบนหน้าของเขา

    “เจ้าหนุ่มนั้นไม่มีทางขาดทุน อย่างแย่ก็ได้กำไรเป็นศูนย์ ถึงมูลค่าเหรียญเงินจะลดลงแล้วเจ้าขาดทุน เด็กหนุ่มนั้นก็แค่คืนเหรียญเงินที่รับมาเท่านั้นเอง ในทางกลับกันถ้าราคาขึ้นก็ได้ส่วนแบ่งกำไร เป็นการค้าขายที่ไม่ต้องใช้เงินทุนเลย ถึงจะไม่ได้กำไรแต่ก็ยังทำต่อไปได้อีก”

    ลอเรนซ์รู้สึกอ่อนแรงจนเหมือนว่าขาท่อนล่างหายวับไป เป็นความรู้สึกอ่อนแรงที่เกิดจากการติดกับง่ายๆ

    เมื่อลอเรนซ์ได้ยินเช่นนั้นก็คิดได้ คิดไปเองว่าจะมีแผนการใหญ่โตซ่อนอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่สิ เพราะเป็นพ่อค้าเร่ที่ต้องทั้งหลอกและถูกหลอกเลยคิดเช่นนี้ คิดไปเอง

    ว่าเซเล็นจะต้องได้กำไร “อย่างแน่นอน”

    “หุหุ มนุษย์นี่ก็หัวไวใช่ย่อยเลยนะ”

    โฮโลพูดเหมือนกับเป็นเรื่องของคนอื่น ลอเรนซ์ก็ทำได้เพียงถอนหายใจ แต่โชคดีที่ยังไม่ได้นำเหรียญเงินเทรนี่ไปลงทุน เงินอยู่มีในมือก็คือเงินที่อยู่ในมือ ในสัญญาที่แลกกับเซเล็นก็ไม่ได้ระบุไว้ว่าต้องลงทุนเป็นเหรียญเงินกี่เหรียญ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำได้แค่ภาวนาให้ตลาดไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าตลาดไม่เปลี่ยนแปลง ก็หมายความว่าเรื่องของเซเล็นเป็นเรื่องโกหก แล้วเขาก็จะได้เหรียญเงินสิบเหรียญคืน แน่นอนว่าถ้าราคาตกก็จะได้เงินคืน แล้วคิด่าถูกเซเล็นหลอกเต็มประดา

    เมื่อพ่อค้าประมาทจนตกหลุมของใครเข้า ก็มักจะต้องสูญเสียอะไรบางอย่าง

    ถึงกระนั้น การที่ลอเรนซ์ถูกเจ้าเด็กหนุ่มเซเล็นนั่นหลอกก็เป็นความจริงที่ทำร้ายความภาคภูมิใจของเขา ต่อหน้าโฮโลที่ยิ้มน้อยๆอยู่ เขาทำตัวหงอลงไป

    “แต่ว่า ...”

    ยังมีอะไรอีกเหรอ ลอเรนซ์ส่งสายตาเหมือนขอความเมตตาจากโฮโล แต่โฮโลทำหน้าเหมือนกับหมาล่าเนื้อที่กำลังไล่ตามเหยื่อ

    “การค่อยๆลดความบริสุทธิ์ของเหรียญเงินเป็นเรื่องปกติรึเปล่า”

    ลอเรนซ์รู้สึกว่านี่อาจเป็นคำพูดช่วยเหลือเขาก็ได้ จึงยืดหลังขึ้น

    “ไม่ ปกติแล้วจะคงความบริสุทธิ์ของเหรียญเงินให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้”

    “ฮื่ม แล้วยังมาพร้อมกับข้อเสนอเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของเหรียญอีกด้วยนะ บังเอิญเสียจริง”

    “อะ...”

    ที่ยิ้มอยู่คนเดียวอาจจะเป็นเพราะว่าสภาพตอนนี้น่าสนุกก็เป็นไปได้ ไม่สิ เธอคงกำลังสนุกอยู่แน่ๆ

    “แต่ว่า การที่เจ้ายื่นอยู่ที่หมู่บ้านนั้น ตรงนั้น ถือมัดข้าวสาลีมัดนั้น ณ วินาทีนั้น นั่นก็เป็นความบังเอิญเหมือนกัน ในโลกนี้ไม่มีอะไรจะเข้าใจยากไปกว่าความแน่นอนและความบังเอิญอีกแล้ว เหมือนกับจะเข้าใจความรักของคนปากแข็ง”

    “เปรียบเทียบได้ดีนะ”

    คำพูดนั้นหลุดออกมาเอง

    “ทีนี้ ตอนนี้ที่เจ้ายังหลงทางสับสนอยู่เนี่ย ลองมองในมุมมองใหม่ดูสิ ตอนที่ข้าล่าเหยื่อ บางครั้งข้าก็ปีนขึ้นต้นไม้ เมื่ออยู่บนต้นไม้ ป่าก็เปลี่ยนไป หมายความว่า”

    หมาป่าเจ้าปัญญาโฮโลยิ้มเผยเขี้ยวด้านซ้ายออกมาแล้วพูด

    “ถ้าคนที่วางแผนการอะไรบางอย่างอยู่นั่นไม่ใช่เจ้าเด้กนั่นล่ะ”

    “อ่า...”

    เขารู้สึกเหมือนกับมีอะไรมากระแทกที่หัว

    “เจ้าเด็กนั่นอาจจะไม่ได้กำไรจากคู่สัญญาก็ได้ สมมติว่ามีใครมาว่าจ้างให้เจ้าเด็กนั่นทำสัญญาแปลกๆนี้ก็เป็นไปได้”

    โฮโลที่ตัวเล็กกว่าเขา ตอนนี้ดูน่ากลัวเหมือนยักษ์

    “เมื่อมีต้นไม้สักต้นเหี่ยวเฉาไป ถ้ามองแค่นั้นอาจรู้สึกว่าเป็นผลร้ายกับป่า แต่ในมุมมองของป่าโดยรวม ต้นไม้นั้นก็จะกลายเป็นสารอาหารหล่อเลี้ยงต้นอื่นๆไป เป็นประโยชน์ต่อป่าเอง เรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อหน้า หากเปลี่ยนมุมมองก็อาจจะแก้ไขได้อย่างง่ายดาย ถึงนี่แล้วเข้าเห็นอะไรขึ้นมารึเปล่า”

    ครู่หนึ่งลอเรนซ์สงสัยว่าโฮโลรู้อะไรบางอย่างอยู่ไม่ใช่เหรอ แต่เมื่อดูจากคำพูดของโฮโลแล้ว เธอไม่ได้กำลังท้าทายเขาอยู่ แต่เป็นคำพูดช่วยเหลือ สิ่งสำคัญสำหรับพ่อค้าคือความรู้ และก็ไม่ใช่เพียงความรู้เรื่องราคาสินค้าเท่านั้น

    ความรู้คือ วิธีคิด วิธีแก้ปัญหาเรื่องที่เกิดขึ้นตรงหน้าต่างหาก

    หากเซเล็นไม่ได้กำไรจากคู่สัญญา แต่ได้จากที่อื่นแล้วละก็ หากเซเล็นได้ค่าจ้างเมื่อให้ใครบางคนซื้อเหรียนญเงินแล้วละก็

    เพียงความคิดนั้นฝุดขึ้นมาในหัว ลอเรนซ์ก็กลั้นหายใจ

    เมื่อคิดเช่นนี้ ลอเรนซ์ก็นึกกลอุบายอย่างหนึ่งออกที่สามารถใช้อธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้

    เป็นกลอุบายที่ได้ยินจากพ่อค้าเร่คนอื่นเมื่อนั่งดื่มอยู่ในร้านเหล้าในเมืองแห่งหนึ่ง กลอุบายนี้มีขอบเขตกว้างมากเสียจนฟังไว้เป็นเหมือนกับกลับแกล้มเหล้าเท่านั้น

    แต่หากใช้กลอุบายนี้ ก็สามารถอธิบายการซื้อเหรียญเงินที่ราคากำลังตกซึ่งดูเหมือนจะเป็นการกระทำที่ไม่มีความหมายได้อย่างไม่ยาก

    ทีนี้ การที่เซเล็นโกหกพร้อมแลกสัญญาต่อหน้าพนักงานจดทะเบียน การที่ทำตัวเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางที่ร้านเหล้า ซึ่งเป็นการกระทำที่แปลกหากจะทำการหลอกลวง ก็สามารถอธิบายได้

    เซเล็นทำเพื่อให้ลอเรนซ์เชื่อใจแล้วซื้อเหรียญเงิน

    หากความคิดของลอเรนซ์ถูกต้อง เซเล็นจะต้องถูกใครว่าจ้างให้รวบรวมเหรียญเงิน และให้ทำโดยไม่ให้ใครล่วงรู้เป้าหมายนั้น

    ในการรวบรวมเหรียญเงินประเภทหนึ่งโดยไม่เป็นจุดสนใจนั้น การใช้ความโลภของพ่อค้าหลายๆคนเพื่อรวบรวมเป็นวิธีการที่ดีที่สุด พ่อค้าที่วางแผนซื้อเหรียญเงินเพื่อจะได้กำไรนั้นจะคิดอย่างรอบคอบและไม่ปริปากบอกใคร แล้วก็หาโอกาสดีๆเพื่อเก็บเหรียญเงินคืนจากพ่อค้าเหล่านั้น การกระทำเช่นนี้ไม่มีผลกระทบกับตลาด อีกทั้งยังสามารถบรรลุเป้าหมายได้โดยไม่มีใครสังเกตเห็นอีกด้วย

    เป็นวิธีการที่ใช้กันมากในการเหมาซื้อสินค้าและขึ้นราคา

    จุดเด่นของแหนการในครั้งนี้คือ เมื่อราคาเหรียญเงินตกต่ำลง พ่อค้าก็จะอยากขายเหรียญออกไปเพื่อลดการจาดทุน การกว้านซื้อกลับก็คงไม่ใช่เรื่องยาก อีกทั้งพ่อค้าที่ขาดทุนก็คงไม่อยากจะทำลายชื่อเสียงของตนโดยการประกาศว่าตนลงทุนกับเหรียญเงินนั้น

    เมื่อทำเช่นนี้แล้วเหรียญเงินก็จะมารวมอยู่ที่ที่เดียว

    แผนการใหญ่โตเช่นนี้ กำไรที่ได้คืนมาก็คงมหาศาลเช่นกัน อย่างน้อยกำไรที่เคยได้ยินมานั้นก็มากมายเกินจะจินตนาการได้

    ลอเรนซ์เผลอส่งเสียงออกมาโดยไม่รู้ตัว

    “หุหุ นึกอะไรบางอย่างออกแล้วเหรอ”

    “ไปกันเถอะ”

    “หืม เอ๊ะ อ้าว ไปไหนล่ะ”

    ลอเรนซ์ซึ่งได้ออกวิ่งไปแล้ว หันกลับมาตอบอย่างรีบร้อน

    “ไปห้างมิโลเน่ นี่เป็นแผนอย่างนึง  ยิ่งกว้านซื้อเหรียญเงินที่ราคาตกมากเท่าไหร่ยิ่งได้กำไรมากขึ้นเท่านั้น!

    หากล่วงรู้แผนการของฝ่านตรงข้ามจะได้กำไรกลับมาเสมอ

    และยิ่งแผนการใหญ่เท่าไหร่กำไรก็จะมากขึ้นเช่นกัน

     

    [1] ジョッキ : เหยือกเบียร์ แต่ในที่นี้ใส่เหล้าองุ่น

    [2] หมายถึงเจ้าของร้าน

    [3] 商館 : trading post, guild

    [4] 蜂蜜酒 : mead, honey wine เหล้าน้ำผึ้ง เหล้ารสหวานที่ทำจากน้ำผึ้งหมัก

    [5] 林檎酒 : cider เหล้าไซเดอร์ เหล้าทำจากแอปเปิล

    [6] 梨酒 : perry, pear cider เหล้าเพรี่ เหล้าทำจากลูกแพร์ (ลูกสาลี่ฝรั่ง)

    [7] 蜂の子の蜂蜜煮

    [8] (聖霊)降臨祭 : Pentecost (en), Pfingsten (de) เทศกาลเฉลิมฉลองของศาสนาคริสต์ตรงกับวันอาทิตย์ที่เจ็ดหลังวันอีสเตอร์


    [แปล] Spice and Wolf ตอนที่ 4 : เล่ม 1 บทที่ 3 , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 271 , โพส : 0 , Rating : 0 / 0 vote(s)
    Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
    [ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
    หน้าที่ 1
    Post your comment : แสดงความคิดเห็น
    ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

    ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
      โพสความเห็นด้วย member Login name Password
      โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
                พิมพ์เลขที่เห็น

     ยุทธภพออนไลน์


    Writer Dek-D.com : Copyright © 1999-2009
    ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

    1. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะเป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงผลงาน
    2. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว
    3. ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม )
    หรือโทร 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1730 )