|
第2幕 บทที่ 2 ไม่มีคำใดที่จะเหมาะสมไปกว่าคำว่า “ฝนตกห่าใหญ่” อีกแล้ว ในที่สุดฝนที่ไล่ตามพวกลอเรนซ์มาตั้งแต่ช่วงบ่ายๆก็ไล่ตามทัน นับว่าโชคดีที่ทั้งสองหาโบสถ์เจอท่ามกลางทัศนวิสัยที่มืดมัวไปด้วยฝน โบสถ์นั้นต่างจากสำนักสงฆ์ตรงที่รับพ่อค้าเร่อย่างลอเรนซ์ นักเดินทาง ผู้แสวงบุญค้างคืนอีกทั้งสวดอวยพรให้พวกเขาเหล่านั้นปลอดภัยในการเดินทาง รายได้ของโบสถ์คือเงินบริจาคของผู้คนเหล่านี้เอง ดังนั้นถึงแม้ลอเรนซ์จะโผล่เข้ามาโดยกระทันหันก็ไม่มีการทำสีหน้ารังเกียจ แต่กลับต้อนรับเป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตามจะปล่อยให้หญิงสาวผู้มีหูและหางหมาป่าเดินเพ่นพ่านทั่วไปก็คงไม่ได้ จึงโกหกไปว่าเป็นภรรยาตน เนื่องจากมีแผลไฟไหม้บนใบหน้าจึงถอดฮู้ดออกไม่ได้ แล้วให้เธอเอาผ้าคลุมบางๆสวมหัวไว้ เห็นโฮโลยิ้มอยู่ใต้ผ้าคลุมก็โล่งใจ แต่การที่เธอทำตัวเหมือนกับรู้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับศาสนจักรดี ดูท่าที่ว่าเคยเจอเรื่องร้ายๆกับศาสนจักรจะไม่ใช่เรื่องโกหก ยิ่งไปกว่านั้น ถึงโฮโลจะไม่ใช่พวกปีศาจร้ายเข้าสิง แต่เป็นหมาป่าแปลงร่างมาก็ตาม โบสถ์ยิ่งไม่ยอมรับเข้าไปอีก สำหรับโบสถ์แล้วพระเจ้าหรือเทพเจ้านั้นมีแค่พระเจ้าของตนเพียงพระองค์เดียว ที่เหลือนับเป็นเทพของพวกนอกรีต เป็นพวกของปีศาจร้ายทั้งสิ้น เมื่อผ่านประตูโบสถ์เข้ามา ขอห้องพักได้แล้ว ลอเรนซ์ก็ไปจัดการข้าวของที่เปียกฝนแล้วกลับมาที่ห้อง โฮโลก็เปลือยท่อนบนกำลังบิดน้ำออกจากผมของตนอยู่ น้ำฝนไหลหยดออกมาจากผมยาวสีน้ำตาลสลวย พื้นไม้กระดานเต็มไปด้วยรูพรุน ฉะนั้นถึงจะทำพื้นเปียกก็คงไม่ถูกว่าอะไร แต่ที่ลอเรนซ์ลำบากใจคือ เขาควรจะมองไปที่ไหนดี “ฮุฮุ น้ำฝนช่วยล้างแผลไฟไหม้ให้ข้าด้วย” โฮโลไม่สนใจลอเรนซ์ที่กำลังลำบากใจ ถึงเธอจะเห็นคำโกหกนั้นเป็นเรื่องน่าขำหรือไม่ก็ตาม เธอก็หัวเราะออกมา แล้วเมื่อโฮโลปัดผมที่อยู่บนหน้าของเธอออกไปแล้ว เธอก็เสยผมให้สวยงาม ความกล้าของเธอเช่นนี้ไม่ต่างไปจากความกล้าของหมาป่า อีกทั้งผมที่แห้งหมาดๆของเธอก็ดูไม่ต่างไปจากขนหมาป่า “ขนสัตว์นั้นไม่เป็นไรใช่มั้ย นั่นของมาร์เท็นอย่างดีเลยนะ บ้านเกิดของตะวมาร์เท็นพวกนั้นอาจมีพวกข้าอยู่ด้วยก็ได้” “เจ้าคิดว่าจะขายได้ราคาดีไหม” “เรื่องพรรค์นั้นข้าไม่รู้หรอก ข้าไม่ใช่พ่อค้าขนสัตว์ซักหน่อย” ลอเรนซ์พยักหน้าเห็นด้วย แล้วถอดเสื้อเพื่อบิดน้ำออก “อ้อใช่ ข้าวสาลีพวกนั้น จะทำยังไงดี” พูดพลางบิดเสื้อโค้ตจนเสร็จ คิดจะบิดน้ำออกจากกางเกงด้วยแต่นึกขึ้นได้ว่าโฮโลอยู่ตรงนั้นเลยหยุดมือแล้วหันไปมองโฮโล แต่โฮโลดูท่าจะไม่สนใจว่าเขาอยู่ตรงนั้น เปลือยกายบิดเสื้อผ้าอยู่ ทำให้ลอเรนซ์จึงรู้สึกเคืองใจแล้วถอดเสื้อผ้าออกมาบิดเช่นกัน “หืม จะทำยังไง หมายความว่าอะไร” “หมายความว่าจะให้นวดออกมาเป็นเม็ด หรือจะให้ปล่อยไว้เฉยๆ เผื่อถ้าเรื่องที่เจ้าอยู่ในข้าวสาลีนั่นเป็นจริงเท่านั้นแหละ” ตั้งใจพูดล้อเล่นไปเท่านั้น แต่โฮโลก็ไม่ได้รับมุก แค่ยิ้มมุมปาก “ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าวสาลีนั้นจะไม่มีวันเน่าเสียหรือเหี่ยวแห้งไปหรอก แต่ถ้าเอาไปกิน เอาไปเผา หรือเอาไปบดละเอียดโปรยลงดินละก็ ข้าอาจจะหายไปก็ได้ ถ้ายุ่งยากก็นวดเป็นเมล็ดออกมาเก็บไว้ก็ได้ อย่างนี้คงจะดีกว่าด้วยซ้ำ” “เข้าใจแล้ว ถ้างั้นข้าจะนวดเป็นเมล็ดใส่ถุงไว้ เจ้าอยากเก็บไว้เองใช่ไหม” “ขอบใจมาก ถ้าห้อยคอได้ยิ่งดีละนะ” เมื่อโฮโลพูดเช่นนั้น ลอเรนซ์ก็เหลือบดูบริเวณคอของเธอโดยไม่ตั้งใจ แล้วจึงรีบหลบสายตาไปทางอื่น “แต่ข้าอยากจะเอาข้าวสาลีนั่นไปขายที่อื่นด้วยน่ะ จะแบ่งเก็บไว้สักหน่อยได้ไหม” พอเริ่มใจเย็นถามคำถามออกไปแล้วก็ได้ยินเสียง ผับ ผับ ดังขึ้น ปรากฏว่าเป็นเสียงสะบัดหางของโฮโล ดูเหมือนว่าขนจะมีสภาพดีน้ำไม่ซึม ลอเรนซ์ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่โฮโล แต่เธอดูจะไม่รู้สึกผิดเลยแม้แต่นิดเดียว “พืชผลส่วนมากจะออกผลดีก็ต่อเมื่ออยู่ในพื้นดินของมันเอง ยังไงก็ตามเดี๋ยวมันก็คงเหี่ยวเฉาอยู่ดี ถ้าจะไปขายก็เสียเวลาเปล่าๆ” โฮโลบิดเสื้อผ้าของตนเสร็จแล้วก็มองเสื้อผ้านั้นทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมแพ้เพราะไม่มีชุดอื่นจะเปลี่ยนแล้วก็สวมชุดนั้นทั้งๆที่ยังยับอยู่ เพราะไม่ใช่ชุดถูกๆแบบที่ลอเรนซ์สวมอยู่ผ้าจึงแห้งไว ลอเรนซ์รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมสักเท่าไหร่ แต่ก็สวมชุดที่เพิ่งบิดหมาดๆแล้วพยักหน้าให้กับโฮโล “ไปที่ห้องโถงกันเถอะ ฝนตกอย่างนี้ทางโบสถ์คงจุดไฟในเตาผิงให้คนอย่างพวกเราผึ่งเสื้อผ้าให้แห้งละนะ” “อื้ม เป็นความคิดที่ดีนะ” พูดเสร็จแล้วโฮโลก็เอาผ้าคลุมบางๆนั้นมาคลุมหัวมิดชิด แล้วก็หัวเราะออกมาอีก “มีอะไรน่าขำรึ” “ฮุฮุ มีแผลไฟไหม้เลยต้องเอาผ้าคลุมปิดไว้ เป็นคำแก้ตัวที่ข้าไม่เคยนึกถึงมาก่อนเลยนะเนี่ย” “งั้นเหรอ แล้วเจ้าคิดว่ายังไงล่ะ” โฮโลเปิดผ้าคลุมออกเล็กน้อยให้มองเห็นหน้า แล้วพูดอย่างภูมิใจ “แผลไฟไหม้นั้นก็เหมือนเป็นหลักฐานแสดงตัวข้า หูกับหางนี่ก็เหมือนกัน เป็นสิ่งที่ไม่มีใครมีนอกจากตัวข้าอีกแล้ว” ลอเรนซ์รู้สึกว่าคำพูดนั้นสมกับเป็นตัวโฮโลจริงๆ แต่หากโฮโลมีแผลเช่นนั้นจริงๆคงไม่สามารถพูดเช่นนั้นได้ “ข้ารู้นะว่าเจ้าคิดอะไรอยู่” โฮโลยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ออกมาจากใต้ผ้าคลุม จงใจเผยให้เห็นเขี้ยวแหลมที่มุมปากด้านขวา “ลองทำให้ข้าเป็นแผลจริงๆดูไหมล่ะ” ท่าทีท้าทายของโฮโลทำให้ลอเรนซ์รู้สึกอยากทำอย่างนั้นจริงๆบ้างเหมือนกัน แต่หากปล่อยตามคารมของเธอแล้วหยิบมีดสั้นขึ้นมา เขาคงจะไม่สามารถเก็บมันไปได้อีกแน่ๆ เขารู้สึกว่าโฮโลไม่ได้พูดเล่นๆ แต่ที่พูดยั่วอารมณ์เขานั้นก็เหมือนเด็กพูดยั่วเท่านั้นเอง “ข้าก็เป็นผู้ชายนะ ข้าจะทำให้ใบหน้าสวยๆอย่างนั้นเป็นแผลไม่ลงหรอก” เมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้นแล้ว โฮโลก็ยิ้มราวกับได้ของขวัญที่ตนรอมานาน แล้วแกล้งเบียดตัวเข้าชิดลอเรนซ์ กลิ่นหอมจางๆจากตัวเธอกระตุ้นให้เขาเกือบจะเอามือโอบตัวเธอ โฮโลไม่ได้สนใจการกระทำของลอเรนซ์เลย แต่ทำจมูกฟุดฟิด ถอยห่างออกมาเล็กน้อยแล้วพูดออกมา “ถึงเจ้าจะโดนฝนขนาดนั้นแล้วยังตัวเหม็นอยู่อีก หมาป่าอย่างข้าพูดไม่ผิดหรอก” “หะ เจ้านี่...” ลอเรนซ์เหวี่ยงหมัดออกไปทีเล่นทีจริง โฮโลเบี่ยงตัวหลบทำให้เขาเซ แล้วโฮโลก็ยิ้มเอียงคอแล้วพูดต่อ “หมาป่ายังเลียขนตัวเองเลย เจ้าเองก็ไม่ได้ดูดีใช้ได้ อย่างน้อยก็ทำตัวให้สะอาดสักหน่อยจะเป็นไร” ไม่ว่าจะแค่ล้อเล่นหรือพูดจริงก็ตาม เมื่อลอเรนซ์ถูกหญิงสาวอย่างโฮโลพูดเช่นนั้นก็คล้อยตาม ก่อนหน้านี้เคยแต่คิดว่าถ้าทำตัวสะอาดแล้วจะมีผลต่อการเจรจาการค้าหรือไม่เป็นเกณฑ์ แต่ไม่เคยคิดว่าจะทำให้ผู้หญิงหันมาสนใจตัวเองหรือเปล่า หากอีกฝ่ายเป็นพ่อค้าหญิงละก็แน่นอน แต่น่าเสียดายที่เขายังไม่เคยพบเห็นพ่อค้าหญิงมาก่อนเลย ลอเรนซ์ไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงเบือนหน้าหนีแล้วเงียบ ไม่พูดอะไร “แต่ข้าว่าหนวดเครานั่นดูดีแล้ว” เคราที่ขึ้นอยู่ที่คางอย่างพองามนั้นได้รับการตอบรับอย่างดี เขายอมรับที่เธอพูดในจุดนี้แต่โดยดี แล้วหันกลับไปหาโฮโลด้วยความภูมิใจเล็กน้อย “แต่ข้าชอบแบบยาวๆหน่อยน่ะ” สำหรับพ่อค้าแล้วเครายาวไม่ได้รับการตอบรับดีสักเท่าไหร่ ลอเรนซ์ฉุกคิดไปเช่นนั้นเอง แต่โฮโลกำลังใช้นิ้วชี้ทั้งสองข้างชี้ไปที่จมูกแล้วขยับนิ้วลากไปยังแก้ม “อย่างนี้น่ะ เหมือนกับหมาป่าน่ะ” ในที่สุดลอเรนซ์ก็รู้ตัวว่ากำลังถูกแหย่อยู่ ถึงจะดูเหมือนเด็กๆ แต่เขาก็ตัดสินใจที่จะไม่สนใจโฮโลแล้วเดินไปทางประตู โฮโลหัวเราะคิกคักพลางเดินตามไป แต่เขาเองก็ไม่ได้รังเกียจบทสนทนาเช่นนี้ “หน้าเตาผิงมีคนอยู่ อย่าให้ความแตกล่ะ” “ข้าคือโฮโลหมาป่าเจ้าปัญญานะ ก่อนจะไปยังหมู่บ้านพาสโรข้าเองก็เดินทางในรูปมนุษย์ด้วย ไม่ต้องห่วงหรอก” เมื่อเขาหันไปหา โฮโลก็นำผ้าคลุมมาคลุมหัวตัวเองเรียบร้อยแล้ว โบสถ์และโรงเตี๊ยมที่ตั้งอยู่ระหว่างเมืองสองเมืองซึ่งมักจะอยู่ห่างกันมาก เป็นสถานที่รวบรวมข่าวสารที่สำคัญสำหรับเหล่าพ่อค้า โดยเฉพาะโบสถ์ที่มีผู้คนหลากหลายมาพักแรม โรงเตี๊ยมจะมีแต่พวกพ่อค้าเก่าแก่หรือนักเดินทางที่ไม่มีเงินพักอยู่เท่านั้น แต่ผู้ที่พักค้างคืนในโบสถ์นั้นหลากหลายตั้งแต่คนต้มเบียร์ในเมืองไปจนถึงคนร่ำรวย โบสถ์ที่ลอเรนซ์กับโฮโลเข้าไปพักก็เช่นกัน รวมทั้งแขกที่มาก่อนและหลังได้สิบสองคน จากที่เห็นบางคนเป็นพ่อค้า ที่เหลือเป็นผู้ประกอบอาชีพอื่นๆ “โฮ่ๆ ท่านมาจากเมืองโยเรนทซ์รึ” “ใช่แล้วครับ ข้าซื้อเกลือมาแล้วก็นำไปส่งให้ลูกค้า แล้วได้ขนตัวมาร์เท็นกลับมานี่แหละครับ” บรรดาผู้มาเยือกทั้งหลายต่างนั่งอยู่บนพื้นบี้เห็บหมัดเหลือบไรอยู่บ้างทานอาหารอยู่บ้าง แต่สามีภรรยาคู่นี้นั่งอยู่บนเก้าอี้จองพื้นที่หน้าเตาผิงกันอยู่สองคน ถึงจะเรียกว่าห้องโถงแต่ขนาดก็ไม่ได้ใหญ่มาก จุดไฟในเตาผิงให้คนสิบสองคนอยู่ก็ทำให้เสื้อผ้าแห้งได้ไม่ยาก แต่ดูดีๆแล้วเสื้อผ้าของคู่สามีภรรยานี้ไม่เปียกเลยแม้แต่นิดเดียว ดูท่าจะเป็นพวกคนรวยที่คิดว่าบริจาคเงินมากแล้วจะมีสิทธิ์นั่งตรงนี้ ลอเรนซ์เดาเช่นนั้นแล้วเงี่ยหูฟังบทสนทนาที่ไม่ปะติดปะต่อของสองคนนั้น แล้วแทรกเข้าไปในบทสนทนานั่นเอง ชายวัยกลางคนผู้นั้นยินดีที่ลอเรนซ์เข้ามาพูดคุยด้วยแทนภรรยาของตนซึ่งเหนื่อยจากการเดินทาง “แต่จากที่นี่ ท่านไม่ต้องกลับไปยังเมืองโยเรนทซ์รึ” “นี่เป็นปัญญาของพ่อค้าครับ” “โฮ่ น่าสนใจ” “ตอนที่ข้าซื้อเกลือจากเมืองโยเรนทซ์ ข้าไม่ได้จ่ายเงิน เพราะข้าได้ซื้อข้าวสาลีมูลค่าเท่าๆกันจากร้านสาขาที่ตั้งอยู่ที่เมืองอื่นของห้างร้านที่ข้าซื้อเกลือ เพราะข้าไม่ได้รับเงินค่าข้าวสาลีจากร้านสาขานั่น ข้าจึงไม่ต้องจ่ายเงินค่าเกลือ เป็นวิธีที่สามารถบรรลุสัญญาสองสัญญาได้โดยไม่ต้องถือเงินครับ” นี่เป็นระบบแลกเปลี่ยนที่คิดค้นขึ้นในประเทศการค้าทางใต้กว่าร้อยปีมาแล้ว ลอเรนซ์ประทับใจมากเมื่อได้ยินระบบนี้จากญาติที่เป็นครูของเขา แต่เขาต้องใช้เวลานั่งทำความเข้าใจถึงสองสัปดาห์ ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาดูท่าจะยังไม่เข้าใจหลังจากได้ฟังเพียงรอบเดียว “เอ่อ ... ดูลึกลับยังไงก็ไม่รู้นะนี่” เขาพูดเช่นนั้นแล้วพยักหน้าหลายครั้ง “ข้าอาศัยอยู่ในเมืองเพเรนโซ่ ไร่องุ่นของข้าไม่เคยใช้วิธีแปลกประหลาดนั่นเลย จะมีปัญหาอะไรรึเปล่านี่” “วิธีการนี้เรียกว่าการแลกเปลี่ยน[1] เป็นวิธีที่พ่อค้าคิดค้นขึ้นมาทำการค้ากับผู้คนในหลายๆท้องที่ครับ ท่านที่เป็นเจ้าของไร่องุ่นก็ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วง เพียงแค่อย่าให้คนต้มเหล้าองุ่นมากล่าวว่าองุ่นคุณภาพดีว่ามีคุณภาพต่ำแล้วซื้อในราคาถูกไปก็คงเพียงพอแล้วครับ” “อืม ข้าได้มีปากเสียงเรื่องนี้ทุกปีเลยนะ” ถึงเขาจะกล่าวออกมาอย่างนั้น แต่ในความจริงคงจะเป็นเสมียนบัญชีที่เขาว่าจ้างต่างหากละที่เถียงหน้าดำหน้าแดงกับคนต้มเหล้าองุ่นเจ้าเล่าห์พวกนั้น เจ้าของไร่องุ่นส่วนมากจะเป็นพวกขุนนาง และส่วนมากจะไม่ลงไปดูแลสวน หรือเจรจาต่อรองเรื่องเงินโดยตรง ดังนั้นท่านเคานท์เอเลนด็อตผู้ดูแลเมืองพาสโรแล้วบริเวณใกล้เคียงจึงถูกจัดว่าเป็นพวกแปลกประหลาด “เจ้าชื่อลอเรนซ์ใช่ไหม คราวหน้าคราวหลังถ้ามาเยือนเพเรนโซ่ก็อย่าลืมแวะมาเยี่ยมเยียนบ้านข้าบ้างล่ะ ข้ายินดีต้อนรับเจ้าเสมอ” “ครับ ขอบคุณมากครับ” ที่ไม่ได้เอ่ยชื่อตนเองคงเป็นนิสัยของพวกขุนนาง เนื่องจากคิดว่าถึงจะไม่บอกชื่อตนเองคู่สนทนาก็รู้จักชื่อตนอยู่แล้ว จึงคิดว่าการบอกชื่อตนเองเป็นการเสียมารยาท ยิ่งไปกว่านั้น หากไปยังเมืองเพเรนโซ่แล้วเอ่ยถามถึงเจ้าของไร่องุ่นคงมีแต่ชายคนนี้ก็เป็นได้ ในเมืองเพเรนโซ่คนคนนี้คงไม่ใช่ใครที่จะเอ่ยปากพูดคุยด้วยง่ายๆก็เป็นได้ โบสถ์จึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดที่จะสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลประเภทนี้ “ถ้าอย่างนั้น ภรรยาข้าดูเหนื่อยแล้ว ข้าขอตัวก่อนนะ” “ขอให้พระเจ้านำทางเรามาพบกันอีก” เป็นคำพูดบังคับในโบสถ์ ชายคนนั้นลุกขึ้นแล้วโค้งคำนับพร้อมกับภรรยา แล้วเดินออกจากห้องโถงไป ลอเรนซ์ลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่ชายคนนั้นให้เขานำมาจากมุมห้อง แล้วนำมันรวมทั้งเก้าอี้ที่คู่สามีภรรยาเมื่อครู่นั่งอยู่สองตัวไปเก็บที่มุมห้อง คนที่นั่งเก้าอี้ในห้องโถงมีแค่ขุนนาง คนรวย หรืออัศวินเท่านั้น เป็นคนชั้นสูงสามประเภทที่ผู้คนเกลียด “เหะ เหะ พี่ชายนี่ไม่ธรรมดาเลยนะ” เมื่อเขาเก็บเก้าอี้เรียบร้อยแล้วกลับมากลางห้องข้างๆโฮโลแล้ว มีชายผู้หนึ่งเข้ามาหา ดูจากรูปลักษณ์การแต่งกายแล้วดูท่าจะเป็นพ่อค้าเร่เช่นเดียวกับเขา แต่ใบหน้าใต้หนวดเครานั้นยังหนุ่ม ลอเรนซ์เดาว่าเพิ่งออกเดินทางคนเดียวได้ไม่นานนัก “ข้าก็เป็นแค่พ่อค้าเร่ทั่วๆไปเท่านั้นแหละ” ลอเรนซ์ตอบออกไปห้วนๆ แต่โฮโลซึ่งนั่งขนาบเขาอยู่ตรงข้ามกับชายผู้นั้นก็ยืดตัวขึ้นเล็กน้อย ผ้าคลุมที่อยู่บนหัวของเธอขยับเล็กน้อย แต่คนที่สังเกตเห็นว่าเธอขยับหูคงมีลอเรนซ์เพียงคนเดียว “ไม่เลยๆ ข้าเล็งอยู่ตั้งนานแต่ไม่มีโอกาสจะเข้าไปแทรกบทสนทนาได้ พี่ชายก็แวบแทรกเข้าไปซะแล้ว พอคิดว่าจากนี้ไปข้าจะต้องทำการค้าแข่งกับพ่อค้าอย่างพี่ชายแล้วข้าก็กลุ้มใจ” เขายิ้มพลางพูด ฟันหน้าที่บิ่นไปทำให้เขาดูมีเสน่ห์ อาจอยากให้ตนเองดูเป็นมือใหม่โดยการจงใจทำให้ฟันตัวเองบิ่นก็ได้ หากเป็นพ่อค้าจริงๆละก็ควรรู้ว่าใบหน้าตนจะทำให้ผู้อื่นรู้สึกอย่างไร ประหมาดไม่ได้ แต่เมื่อลอเรนซ์ได้ฟังคำพูดแล้วทำให้เขานึกถึงสมัยยังเป็นมือใหม่อยู่ ครั้งนี้เขาจึงคิดว่าชายผู้นี้ยังเป็นมือใหม่จริงๆ “อะไรกัน สมัยข้ายังเป็นมือใหม่อยู่ข้าก็เห็นพ่อค้าแต่ละคนเป็นปีศาจไปหมด ตอนนี้ข้าก็ยังมองพ่อค้ากว่าครึ่งหนึ่งเป็นปีศาจอยู่ แต่ก็ยังหาเลี้ยงตัวเองไปได้อยู่ ที่ต้องทำก็คือสู้ละนะ” “แหะๆ พอได้ยินพี่ชายพูดอย่างนั้นข้าก็พอโล่งใจได้ อ้อ ข้าชื่อเซเล็น อย่างที่ท่านเห็น ข้าก็เป็นแค่พ่อค้ามือใหม่ ฝากตัวด้วยครับ” “ข้าลอเรนซ์” เมื่อก่อนสมัยที่ลอเรนซ์ยังเป็นพ่อค้ามือใหม่อยู่ก็อยากจะรู้จักกับพ่อค้าเร่ให้มากๆจึงเที่ยวเข้าไปพูดคุยด้วย แต่มักจะถูกทำท่าทีเย็นชาใส่ทำให้รู้สึกไม่พอใจ แต่เมื่อมาถึงตอนนี้มีมือใหม่เข้ามาพูดคุยด้วยก็เลยเข้าใจถึงท่าทีเย็นชาที่เคยได้รับ เป็นเพราะพ่อค้ามือใหม่มักจะอยากได้ท่าเดียวโดยไม่มีอะไรจะตอบแทนเลย “เอ ... ทางนั้นเป็นผู้ติดตามใช่รึเปล่าครับ” ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่มีข้อมูลจะแบ่งจริงๆ หรือเป็นแค่ความผิดพลาดทั่วไปของมือใหม่ซึ่งมักจะพยายามรับข้อมูลให้ได้มากที่สุดโดยที่ตนไม่ต้องบอกอะไร เซเล็นถึงพูดโพล่งออกมาเช่นนั้น ถ้าเป็นพ่อค้ารุ่นเก๋าแล้วละก็ป่านนี้คงจะแลกข้อมูลการค้าไปสองสามอย่างแล้ว “ภรรยาข้า ชื่อโฮโล” เขาลังเลว่าจะใช้ชื่อปลอมดีหรือเปล่าอยู่แวบหนึ่ง แต่คิดว่าคงไม่จำเป็นแล้วตอบไป เมื่อโฮโลได้ยินชื่อตนก็พยักหน้ารับทักทาย “เอ๋ คู่สามีภรรยาพ่อค้าเหรอครับ” “ภรรยาข้าค่อนข้างแปลกน่ะ บอกว่าชอบอยู่บนเกวียนมากกว่าอยู่ที่บ้านในเมือง” “แต่พี่ชายเองก็ให้คลุมผ้าปิดมิดชิดอย่างดีเลยนี่ครับ” ลอเรนซ์ประทับใจเล็กน้อยในฝีปากของเซเล็น แต่ก็คิดว่าเมื่อก่อนอาจเคยเป็นพวกนักเลงมาก่อน อย่างน้อยลอเรนซ์ก็เคยถูกญาติที่เป็นพ่อค้าเร่สอนมาว่าอย่าใช้คำพูดแบบนี้ “แหะๆ แต่นิสัยผู้ชายพอยิ่งปิดไว้ยิ่งอยากดู ที่เรามาได้เจอกันที่นี่ก็เป็นการชี้นำของพระเจ้า ข้าจะขอเชยชมสักหน่อยจะได้ไหมครับ” อวดดีจริงๆ ลอเรนซ์คิดทั้งๆที่จริงๆแล้วโฮโลไม่ใช่ภรรยาของตน แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไรออกไปโฮโลก็เอ่ยปากขึ้นมาก่อน “การเดินทางนั้นสนุกที่สุดก่อนออกเดินทาง สุนัขน่ากลัวที่สุดเมื่อเห่าหอน ผู้หญิงสวยที่สุดเมื่อมองจากข้างหลัง ถ้าจะเปิดผ้าคลุมนี้ออกไปเกรงว่าจะเป็นการทำลายความฝันเข้า ข้าทำเช่นนั้นไม่ได้หรอก” โฮโลพูดจบแล้วก็ยิ้มน้อยๆใต้ผ้าคลุม เซเล็นได้แต่ยิ้มอายๆเมื่อถูกพูดเช่นนั้น ลอเรนซ์เองก็ประทับใจว่าเธอพูดได้คล่องเคล่วมาก “แหะๆ ... ภรรยาพี่ชายนี่สุดยอดเลยนะครับ” “ไม่ยอมให้ใครจูงหางได้เลยแหละ” ลอเรนซ์พูดออกมาจากใจจริงเกินกว่าครึ่ง “อื้ม ที่ได้พบท่านทั้งสองคงเป็นการชี้นำของพระเจ้าโดยแน่ ท่านทั้งสองช่วยฟังเรื่องของข้าสักหน่อยจะได้ไหม” เมื่อความเงียบเริ่มปกคลุม เซเล็นก็พูดขึ้นแล้วยิ้มด้วยรอยยิ้มเสน่ห์นั้น โบสถ์นั้นต่างจากที่พักธรรมดาตรงที่ไม่มีบริการอาหารให้ แต่หากบริจาคเงินแล้วจะอนุญาตให้ใช้เตาประกอบอาหารได้ ลอเรนซ์จึงบริจาคเงินแล้วนำมันฝรั่งห้าหัวลงต้มในหม้อ แน่นอนว่าค่าฟืนสำหรับก่อไฟนั้นต้องจ่ายแยกต่างหาก ดูท่าว่ากว่าจะต้มสุกจะใช้เวลานาน ลอเรนซ์จึงใช้เวลาช่วงนั้นนวดข้าวสาลีที่โฮโลอาศัยอยู่ แล้วใส่ไว้ในถุงที่ทำจากหนังสัตว์ขนาดพอดีๆ เจ้าตัวบอกว่าอยากห้อยไว้ที่คอจึงนำเชือกหนังติดมือกลับไปยังเตา มันฝรั่ง ฟืน ถุง และเชือกหนังรวมราคาไม่น้อยขนาดจะเมินเฉยได้จึงคิดในใจไปพลางๆว่าจะเรียกเก็บเงินจากโฮโลสักเท่าไหร่ดี แล้วนำมันฝรั่งต้มสุกนั้นกลับไปที่ห้อง ถึงเขาจะไม่ได้เคาะประตูห้องก่อนเพราะมือทั้งสองข้างไม่ว่าง ดูเหมือนว่าโฮโลผู้มีหูหมาป่าแค่ฟังเสียงฝีเท้าคงจะสามารถแยกแยะได้ว่าใครเดินมา เมื่อลอเรนซ์เข้ามาในห้องเธอก็เลียหางตนเองอยู่โดยไม่หันมามองเขา “หืม กลิ่นหอมดีนะ” ดูท่าไม่ใช่แค่หู แต่จมูกก็ดีด้วย จึงพูดเช่นนั้นแล้วเงยหน้าขึ้นมามอง บนมันฝรั่งมีชีสที่ทำจากนมแพะวางไว้อยู่ เป็นความฟุ่นเฟือยที่หากอยู่คนเดียวไม่มีทางทำ แต่เมื่ออยู่กันสองคนแล้วก็คิดว่าจะฉลองสักหน่อย ดูจากท่าทางดีใจของโฮโลแล้วก็คิดว่าคุ้มค่า พอลอเรนซ์วางมันฝรั่งลงที่มุมโต๊ะ โฮโลก็ยื่นมือออกมาจากบนเตียง แต่ก่อนที่มือจะถึงมันฝรั่ง ลอเรนซ์ก็โยนถุงใส่ข้าวสาลีไปให้เธอ “โอ๊ะ หืม ข้าวสาลีเหรอ” “เอ้านี่ เชือกหนัง จัดแจงทำให้ห้อยคอได้ซะ” “อื้ม ขอบคุณมาก แต่นี่มาก่อน” โฮโลโยนถุงกับเชือกหนังทิ้งไปข้างๆอย่างลวกๆ แล้วยื่นมือไปหยิบมันฝรั่งพร้อมเลียปากตัวเอง เหมือนจะเป็นคนเห็นเรื่องกินมาก่อน โฮโลขว้ามันฝรั่งหัวใหญ่มาหัวหนึ่งแล้วรีบบิออกเป็นสองส่วน รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าเมื่อเห็นควันลอยขึ้นมา หางที่กระดิกเหมือนสุนัขทำให้ลอเรนซ์รู้สึกขำ แต่ถ้าพูดออกไปโฮโลจะต้องโกรธแน่ๆจึงเงียบไว้ “หมาป่าก็ชอบกินมันฝรั่งเหมือนกันเหรอ” “อื้ม พวกข้าไม่ได้กินเนื้อตลอดทั้งปีนะ หน่อไม้ก็กิน ปลาก็กิน พืชผักที่มนุษย์ปลูกยิ่งอร่อยกว่าหน่อไม้ซะอีก ยิ่งไปกว่านั้นการที่เอาเนื้อหรือผักไปผ่านไฟนั้นข้าก็ชอบนะ” ถึงจะมีคำพูดว่า ลิ้นแมว อยู่ แต่ดูท่าทางลิ้นหมาป่าจะค่อนข้างทนมากกว่านะ ทั้งที่ควันยังลอยขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ โฮโลเป่าแค่สองสามครั้งแล้วก็โยนเข้าปากไป พอลอเรนซ์คิดว่า กินเข้าไปขนาดนั้นได้ยังไง ก็ดูท่าว่าโฮโลจะติดคอ เขาจึงส่งถุงใส่น้ำไปให้ เธอจึงปลอดภัย “ฮู่ ตกใจหมดเลย ลำคอของมนุษย์นี่แคบจังนะ ไม่สะดวกเลย” “ก็หมาป่าเล่นกลืนทั้งคำอย่างนั้นนี่นะ” “อื้ม ก็ หมาป่าไม่มีนี่อะ จะค่อยๆเคี้ยวให้ละเอียดก็ไม่ได้” โฮโลใช้นิ้วดึงมุมปากออกมา ดูท่าจะหมายถึงแก้ม” “แต่เมื่อก่อนข้าก็เคยติดคอเพราะมันฝรั่งมาก่อนแล้ว” “โอ้” “ท่าทางข้าจะไม่ถูกชะตากับมันฝรั่งนะ” กินอย่างนั้นนั่นแหละผิด ลอเรนซ์คิดแต่ไม่พูดออกไป “จะว่าไป” ลอเรนซ์พูดเปลี่ยนเรื่องคุยแทน “เจ้าเคยพูดว่าบอกได้ว่าใครพูดโกหกอยู่ใช่ไหม” พอลอเรนซ์ถามออกไป โฮโลที่กำลังกินชีสอยู่ก็หันมาหาจะตอบ แต่เสี้ยววินาทีต่อมาเธอก็เหลือบตามองไปทางอื่น หยุดนิ่งครู่หนึ่งแล้วขยับมือออกไป “อะไรเหรอ” ลอเรนซ์ยังพูดไม่ทันจบคำ โฮโลก็ทำมือเหมือนจับอะไรบางอย่างชูขึ้นบนอากาศ “ยังมีเห็บอยู่” “ขนอย่างดี ก็เป็นแหล่งเพาะอยู่ดีเหมือนกันแหละนะ” เวลาขนส่งผ้าขนสัตว์หรือพรมที่มีขนสัตว์อยู่ บางฤดูจะมีเห็บขึ้นอยู่มากจนจำเป็นต้องใช้ควันรม ลอเรนซ์คิดเช่นนี้แล้วพูดออกไป แต่เมื่อโฮโลได้ยินคำพูดนั้นก็ทำหน้าตกใจอยู่เสี้ยววินาทีหนึ่งก่อนจะเหมือนเป็นทำหน้าภาคภูมิใจ “เจ้ามองคุณภาพขนข้าออกนี่ตาถึงนะเนี่ย” เพราะเธอทำท่าทางภาคภูมิใจเหมือนเด็ก เขาจึงตัดสินใจไม่พูดออกไปว่าเขาคิดถึงอะไรก่อนหน้านี้ “เอ้า สรุปว่าเจ้าแยกคำพูดจริงกับคำโกหกออกไหม” “หืม ก็ในระดับหนึ่งนะ” โฮโลเช็ดนิ้วที่ใช้บี้เห็บ แล้วกลับไปจัดการกับมันฝรั่งต่อ “แยกออกได้แค่ไหน” “ก็ ประมาณ แยกออกว่าเจ้าไม่ได้จะชมตอนพูดถึงหางข้าเมื่อกี๊ละนะ” พอลอเรนซ์ตกใจเงียบลง โฮโลก็หัวเราะชอบใจ “ไม่ถึงขนาดทายร้อยครั้งถูกร้อยครั้งหรอกนะ จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็... ขึ้นอยู่กับเจ้าเอง” โฮโลยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์แล้วพูดเช่นนั้น พลางเลียชีสที่ติดอยู่บนนิ้ว ท่าทางของเธอดูเหมือนภูติหรือปิศาจตัวน้อยๆหลุดออกมาจากนิยายแฟนตาซี ลอเรนซ์ผงะ แต่หากเขาออกตัวจนเกินไป ก็ไม่รู้ว่าคราวหน้าจะเจออะไรอีก เขาจึงตั้งสติแล้วถามต่อ “ถ้างั้นข้าขอถามเจ้าหน่อย เจ้าคิดยังไงกับเรื่องที่เจ้าเด็กเมื่อกี๊เล่า” “เด็กเหรอ?” “เด็กที่เข้ามาทักหน้าเตาผิงไง” “อ้อ หุหุ เด็กรึ” “มีอะไรน่าขำเหรอ” “จากสายตาข้าก็เด็กด้วยกันทั้งคู่ละนะ” หากพูดอะไรออกไปโดยไม่คิดก็จะมีแต่ถูกปั่นหัวต่อไปเท่านั้น ลอเรนซ์จึงยั้งคำพูดที่กำลังจะหลุดปากออกไป “อื่ม เจ้าอายุมากกว่านิดหน่อยสินะ เรื่องที่เด็กนั่นเล่าก็ ข้าคิดว่าเป็นเรื่องโกหก” จิตใจลอเรนซ์สงบลงเมื่อได้ฟังที่โฮโลพูด แล้วพูดในใจว่า “ว่าแล้ว” พ่อค่าเร่หนุ่มเซเล็นที่เข้ามาทักลอเรนซ์ในห้องโถงนั้นนำข่าวทำเงินมาให้ลอเรนซ์ นั่นก็คือ มีเหรียญเงินชนิดหนึ่งที่ผลิตใช้อยู่ในปัจจุบันกำลังจะผลิตชุดใหม่และเพิ่มส่วนผสมของเงินเข้าไป ถ้าเป็นเรื่องจริง เหรียญเงินรุ่นเก่าก็จะมีมูลค่าเท่ากับรุ่นใหม่ทั้งที่มีส่วนผสมของเงินน้อยกว่า แต่เมื่อเทียบราคาตลาดกับเหรียญเงินประเภทอื่นแล้ว เหรียญรุ่นใหม่ที่มีส่วนผสมของเงินมากกว่าจะมีราคาสูงกว่า นั่นก็คือ เมื่อรู้ว่าจะมีการผลิตเหรียญรุ่นใหม่ที่มีส่วนผสมของเงินมากกว่าแล้วละก็ หากสะสมเหรียญรุ่นเก่าจำนวนมากเอาไว้แล้วแลกกับเหรียญรุ่นใหม่ก็จะได้กำไรมหาศาลจากผลต่างนั้น เซเล็นจะบอกชนิดของเหรียญเงินที่เพิ่มอัตราส่วนนี้ให้ แลกกับส่วนแบ่งหากได้กำไร ดูท่าว่าเขาจะเล่าเรื่องนี้ให้กับพ่อค้าหลายคนที่เจอ แต่ลอเรนซ์ก็ยังไม่เชื่อเรื่องเล่านี้อยู่ดี โฮโลเหม่อมองออกไปเหมือนกับนึกถึงเรื่องที่ได้ฟังมา แล้วก็โยนเสี้ยวมันฝรั่งที่ถืออยู่ในมือเข้าปากไป “ข้าไม่รู้เหมือนกันว่าตรงไหนเป็นเรื่องโกหกนะ” ลอเรนซ์พยักหน้าแล้วครุ่นคิด เขาไม่ได้หวังว่าโฮโลจะรู้ถึงขนาดนั้นอยู่แล้ว หากเรื่องการตกลงนั้นไม่ใช่เรื่องโกหก ก็สรุปได้ว่าเรื่องโกหกคือเรื่องเกี่ยวกับเหรียญเงิน “ไอ้การเก็งกำไรค่าเงินนี่ไม่ใช่เรื่องแปลก...” “ยังไม่รู้เหตุผลที่โกหกใช่มั้ย” ลอเรนซ์ควักส่วนหัวของมันฝรั่งออก กินส่วนที่เหลือ แล้วถอนหายใจ โฮโลอาจกำลังจูงจมูกลอเรนซ์อยู่แล้วก็เป็นได้ “เวลาใครโกหก สิ่งสำคัญไม่ได้อย่ที่เนื้อหา แต่คือเหตุผลต่างหากล่ะ” “ข้าใช้เวลาตั้งหลายปีกว่าจะคิดได้อย่างนั้นน่ะ” “หุหุ เจ้าอาจจะคิดว่าเซเล็นนั้นยังเด็ก แต่ในสายตาข้าทั้งคู่ก็ยังเด็กอยู่นั่นแหละ” โฮโลยิ้มอย่างภูมิใจ เวลาแบบนี้เท่านั้นที่ลอเรนซ์ได้แต่หวังว่าเธอไม่ใช่มนุษย์ เพราะหากโฮโลที่ยังดูเด็กขนาดนี้รู้เรื่องราวที่เขาต้องใช้เวลานานกว่าจะเข้าใจ เขาก็คงทำตัวไม่ถูก ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดเช่นนั้นอยู่ โฮโลก็ถามบางอย่างที่เขาไม่คาดคิดมาก่อน “ถ้าข้าไม่อยู่ เจ้าจะตัดสินใจยังไง” “อืม ... ข้าก็จะยังไม่ตัดสินว่าเป็นเรื่องจริงหรือโกหก แล้วคงจะทำเหมือนว่าเชื่อตามเรื่องที่เซเล็นเล่าละนะ” “เพราะอะไรหรือ” “หากเป็นเรื่องจริง ก็จะได้กำไรตามที่ว่า ถ้าเป็นเรื่องโกหก ก็หมายความว่ามีใครกำลังวางแผนอะไรอยู่ ถ้าสืบสาวเรื่องราวได้ก็จะมีโอกาสทำกำไรได้” “อืม ถ้าข้าอยู่ แล้วบอกเจ้าว่านั่นเป็นเรื่องโกหกล่ะ” “หืม” ลอเรนซ์รู้สึกเหมือนกำลังถูกทำให้สับสน แต่ในที่สุดก็เข้าใจ “... อ่อ” “อืม เจ้าไม่ได้สับสนแต่แรกอยู่แล้ว ไม่ไหมล่ะ” เมื่อเห็นโฮโลยิ้มกว้างเช่นนั้น ลอเรนซ์ก็พูดอะไรไม่ออก “มันฝรั่งที่เหลือนี่ของข้านะ” โฮโลเอื้อมมือจากบนเตียงมาหยิบมันฝรั่งแล้วบิเป็นสองส่วนพลางยิ้มอย่างมีความสุข แต่ลอเรนซ์รู้สึกแย่จนไม่มีอารมณ์จะจัดการกับมันฝรั่งหัวที่สองที่อยู่ในมือ “ข้าเป็นหมาป่าเจ้าปัญญาโฮโลนะ อยู่มานานกว่าเจ้าสักสิบเท่าได้” พอถูกมองเช่นนี้ ลอเรนซ์ยิ่งหงุดหงิด จึงตัดสินใจหยิบมันฝรั่งขึ้นมากัด จู่ๆเขาก็นึกถึงสมัยเพิ่งเข้าเป็นศิษย์ของญาติที่เป็นพ่อค้าเร่ขึ้นมา วันรุ่งขึ้นท้องฟ้าข้างนอกแจ่มใส คนของโบสถ์นั้นตื่นเช้ากว่าพ่อค้าเร่อีก พอลอเรนซ์ตื่นขึ้นมาบรรดาพระก็ทำวัตรเช้าเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว นั่นไม่น่าตกใจอะไรเพราะเป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้ว แต่พอออกไปล้างหน้าที่บ่อน้ำข้างนอก เขาก็ตกใจ เพราะเห็นโฮโลที่เขานึกว่าอาจจะไปเข้าห้องน้ำเพราะเขาไม่เห็นในห้องตอนเช้า กำลังเดินออกมาจากวิหารพร้อมกับคนของโบสถ์ เธอสวมผ้าคลุมคลุมหัวเรียบร้อยเดินก้มหน้าเงียบๆ แต่บางครั้งก็พูดคุยกับบรรดาผู้ศรัทธาอย่างสนิทสนม ภาพของเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์กำลังพูดคุยอย่างสนิทสนมกับคนของโบสถ์ซึ่งไม่ยอมรับเทพเจ้าอื่นๆ ดูแล้วช่างน่าหัวเราะ แต่ลอเรนซ์ไม่กล้าพอจะสนุกกับภาพนั้น โฮโลแยกกับคนเหล่านั้นแล้วเดินอย่างเงียบๆเข้ามาหาลอเรนซ์ซึ่งกำลังตกใจกับภาพที่เห็นอยู่ เอามือขึ้นประสานแล้วพูดเบาๆ “ขอให้สามีของข้ามีความกล้ามากขึ้นกว่านี้ด้วยเถิด” ลอเรนซ์ตัดสินใจราดน้ำเย็นเฉียบในเช้าฤดูใบไม้ร่วงที่กำลังจะเข้าฤดูหนาวลงบนหัวตัวเอง แล้วทำเป็นไม่ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆของโฮโล “แต่พวกนั้นดูจะยิ่งใหญ่มากขึ้นจมเลยนะ” ลอเรนซ์ส่ายหัวไล่น้ำออกเหมือนกับที่โฮโลสะบัดหางเมื่อวานนี้ ขณะที่โฮโลพูดราวกับไม่รู้เรื่องอะไร “ศาสนจักรก็ยิ่งใหญ่อย่างนี้มานานแล้วไม่ใช่เหรอ” “ไม่นะๆ ช่วงที่ข้าเพิ่งมาจากทางเหนือยังไม่ขนาดนี้เลย อย่างน้อยก็ยังไม่เที่ยวพูดปาวๆว่าพระเจ้าองค์เดียวกับเทพอีกสิบสององค์สร้างโลกนี้ขึ้นมา แล้วให้มนุษย์ยืมอาศัยอยู่ ธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่ใครจะสร้างขึ้นมาได้ ข้ายังคิดเลยว่าศาสนจักรรู้จักเล่าเรื่องขบขันตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” ฟังดูคล้ายๆกับคำวิจารณ์ศาสนจักรของพวกนักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ แต่เมื่อเป็นคำพูดของคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นหมาป่าเจ้าปัญญาที่คอยบำรุงการเพาะปลูกอยู่หลายร้อยปีแล้วก็นึกขำ ลอเรนซ์เช็ดตัว สวมเสื้อผ้า แล้วบริจาคเงินลงในกล่องรับบริจาคที่วางอยู่ข้างๆ ทุกครั้งที่มีใครใช้บ่อน้ำ คนของโบสถ์ก็จะมาตรวจดูกล่องรับบริจาค หากเงินไม่เพิ่มขึ้นก็จะเกล่าทำนายเรื่องราวร้ายๆให้เป็นกังวล ลอเรนซ์ผู้ซึ่งเดินทางตระเวนอยู่ตลอดเวลาไม่อยากถูกกล่าวคำทำนายเช่นนั้น แต่ถึงกระนั้นเหรียญเงินที่ลอเรนซ์บริจาคไปก็เป็นเหรียญทองแดงกร่อนขึ้นสนิมจนดำมูลค่าน้อยที่สุดที่เขามีในกระเป๋าสตางค์ “นี่คงเรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของยุคมัยสินะ ถึงขนาดนี้อะไรๆคงจะเปลี่ยนไปมากแล้ว” ดูจากท่าทีซึมเศร้าใต้ผ้าคลุมแล้ว เธอคงหมายถึงบ้านเกิดของตน ลอเรนซ์ตบหัวโฮโลเบาๆแล้วพูด “แล้วตัวเจ้าละเปลี่ยนไปรึเปล่า” “...” โฮโลเงียบแล้วส่ายหัว ท่าทางเหมือนเด็กๆ “ถ้างั้นบ้านเกิดเจ้าก็ยังไม่เปลี่ยนไปหรอก” ถึงจะยังจัดว่าหนุ่มอยู่ แต่อย่างน้อยก็ไม่ใช่เด็กๆแล้ว เพราะท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ มีประสบการณ์พบปะกับผู้คนมากมายจึงสามารถพูดเช่นนั้นออกไปได้ ถึงจะเป็นพ่อค้าเร่ที่ออกจากบ้านเกิดตนเองออกมาก็ตาม แต่ทุกคนก็ยังให้ความสำคัญกับบ้านเกิดของตนอยู่ ในต่างแดนก็พึ่งได้แต่คนจากบ้านเดียวกันเท่านั้น นี่เป็นคำพูดของเหล่าพ่อค้าเร่พูดกับผู้คนที่ไม่ได้กลับบ้านเกิดของตนมานานหลายปี โฮโลพยักหน้า แล้วยื่นหน้าออกมาจากผ้าคลุมเล็กน้อย “พอถูกเจ้าปลอบแล้วข้ารู้สึกเสียชื่อหมาป่าเจ้าปัญญาไปเลย” ถึงโฮโลจะยิ้มพูดเช่นนั้น แต่สายตาของเธอเมื่อหันตัวกลับไปยังห้องพักเหมือนกำลังกล่าวขอบคุณลอเรนซ์อยู่ ถ้าทำตัวฉลาดสมกับเป็นหมาป่าเจ้าปัญญาตลอด ลอเรนซ์ก็ยังพอจะรับมือได้ แต่เขาจนมุมเมื่อต้องรับมือกับท่าทางเหมือนเด็กๆในบางครั้ง ปีนี้ลอเรนซ์ก็อายุยี่สิบห้าแล้ว ถ้าเป็นผู้คนในเมืองโดยทั่วไปก็เป็นช่วงอายุที่มีภรรยาพร้อมจูงลูกเข้าโบสถ์ฟังเทศน์ เป็นช่วงอายุที่เกินครึ่งหนึ่งของชีวิตไปแล้ว ท่าทางของโฮโลเช่นนั้นเข้ามาแทรกในช่องว่างของชีวิตโสดของลอเรนซ์อย่างไม่ปราณี “นี่ มาได้แล้ว มัวทำอะไรอยู่” โฮโลหันกลับมาพูดเมื่อเดินห่างออกไปเล็กน้อย เพิ่งจะเจอกันแค่สองวัน แต่เขากลับไม่รู้สึกเช่นนั้นเลย ในที่สุดลอเรนซ์ก็ตกลงตามคำของเซเล็น แต่แค่สัญญาลมปาก เซเล็นก็ยังไม่บอกของมูลทั้งหมดให้กับลอเรนซ์ เช่นเดียวกัน ลอเรนซ์ก็ยังไม่จ่ายเงินล่วงหน้าให้กับเซเล็น อย่างไรก็ตามลอเรนซ์ก็ต้องเปลี่ยนหนังสัตว์ให้เป็นเงินก่อน จึงตกลงทำหนังสือสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรต่อหน้าพนักงานจดทะเบียน[2] ที่เมืองท่าพัทซิโอริมแม่น้ำ “เช่นนั้นข้าขอล่วงหน้าไปก่อนนะครับ เมื่อถึงพัทซิโอเรียบร้อยแล้วกรุณามาพบข้าที่ร้านเหล้าชื่อโยเรนด์ ติดต่อข้าผ่านร้านนั้นได้ครับ” “เข้าใจละ โยเรนด์นะ” เซเล็นก้มหัวพร้อมรอยยิ้มเสน่ห์ แล้วเดินออกไปพร้อมแบกถุงทำจากปอที่เต็มไปด้วยผลไม้แห้ง สิ่งที่พ่อค้าเร่มือใหม่ต้องทำเป็นอันดับแรกยิ่งกว่าการค้าขายก็คือ การตระเวนไปทำความรู้จักท้องที่ต่างๆ และในขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้คนจำตนได้ สิ่งที่จะขนไปด้วยก็ควรจะเป็นของที่ไม่เสียง่าย สามารถนำไปขายจากโบสถ์หรือที่พักต่างๆ และอาจยกเป็นหัวข้อสนทนาได้ เช่นผลไม้หรือเนื้ออบแห้ง ลอเรนซ์เองก็มองตามหลังเซเล็นไปพลางนึกย้อนไปถึงสมัยที่ตัวเองยังไม่มีเกวียนคันนี้ “ไม่ไปด้วยกันเหรอ” โฮโลพูดโพล่งขึ้นเมื่อเซเล็นเดินไกลออกไปจนแทบจะมองไม่เห็นแล้ว ก่อนหน้านี้เธอเลียหางตัวเองอยู่เพราะเป็นโอกาสอาศดีที่ไม่มีคนอยู่ แต่อาจเป็นเพราะสวมผ้าคลุมปิดหัวไว้อยู่ ผมสีน้ำตาลแดงยังยุ่งเหยิงราวกับมีเชือกมัดไว้ ลอเรนซ์คิดว่าถ้าได้หวีผมสักหน่อยก็คงดี แต่น่าเสียดายที่เขาไม่มีหวี เลยคิดว่าพอถึงเมืองท่าพัทซิโอแล้วจะซื้อหวีกับหมวกให้ “เมื่อวานฝนตกถนนเลยมีแต่โคลนเต็มไปหมด เดินเท้าจะเร็วกว่าเกวียน จะให้มาคอยตามเกวียนก็ไม่ได้ใช่ไหมล่ะ” “สำหรับพ่อค้านี่เวลาเป็นเรื่องสำคัญจริงๆนะ” “เวลาเป็นเงินเป็นทอง” “หุหุ คำพูดน่าสนใจนะ เวลาเป็นเงินเป็นทอง” “ถ้ามีเวลาก็ใช้เวลานั้นหาเงินหาทองได้ใช่ไหมล่ะ” “อื้ม จริงตามที่ว่าแหละ แต่ข้าไม่ได้คิดอย่างนั้นเท่านั้นแหละ” เมื่อพูดจบ โฮโลก็กลับไปมองหางตนเอง หางสวยงามที่ยาวเลยเข่าลงมาอีก อีกทั้งยังหนาด้วย หากตัดไปขายคงได้เงินไม่น้อยเลยทีเดียว “ข้าคิดว่าพวกชาวนาที่เจ้าเฝ้ามองอยู่เป็นร้อยปีนั้นก็ตรงต่อเวลาเหมือนกันนะ” พอพูดออกไปแล้วลอเรนซ์ถึงได้คิดว่าไม่น่านำเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นหัวข้อสนทนาเลย โฮโลหันมามองลอเรนซ์ด้วยสายตาเจ้าเล่ห์เหมือนจะกล่าวว่า “เจ้าติดข้าอยู่หนนึงนะ” “หืม เจ้ามองอะไรอยู่ถึงขึ้นอย่างนั้นน่ะ พวกนั้นไม่ได้ตรงต่อเวลา แต่ทำตัวตรงตามสภาพอากาศต่างหากล่ะ” “... ไม่เข้าใจ” “ฟังนะ พวกนั้นตื่นตอนดวงอาทิตย์ขึ้น ทำไร่ตามอากาศยามเช้า ถอนหญ้ายามบ่าย สานเชือกเมื่อฝนตก กังวลถึงผลผลิตเมื่อลมพัดแรง ยินดีกับพืชพรรณผลิใบในฤดูใบไม้ผลิ มีความสุขเมื่อพืชผลเติบโตในฤดูร้อน หัวเราะพร้อมเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง เฝ้ารอฤดูใบไม้ผลิในฤดูหนาว พวกนั้นไม่สนใจเวลาหรอก สนใจแต่สภาพอากาศ ข้าเองก็เหมือนกัน” ถึงจะไม่เข้าใจคำที่โฮโลพูดทั้งหมด แต่ก็ยอมรับได้ เมื่อลอเรนซ์พยักหน้าตอบรับแล้ว โฮโลก็ยืดอกอย่างภูมิใจพร้อมพ่นลมออกทางจมูก ดูท่าโฮโลที่เรียกตนว่าเป็นหมาป่าเจ้าปัญญาจะไม่มีความคิดจะทำตัวอ่อนน้อมเหมือนบรรดาฤๅษีหรือผู้เฒ่าแต่อย่างใด เมื่อนั้นอีกฟากของถนนก็มีคนที่ท่าทางเหมือนพ่อค้าเร่เดินผ่านไป โฮโลยังสวมผ้าคลุมไว้อย่างนั้น แต่ไม่คิดจะเก็บซ่อนหางของตน พ่อค้าที่เดินอยู่ก็เพียงจ้องหางโฮโลผ่านไปโดยไม่พูดอะไร ดูท่าจะไม่คิดว่าเป็นหางของโฮโล หากเป็นลอเรนซ์เองเขาคงครุ่นคิดว่าเป็นขนสัตว์อะไรและพยายามตีราคา แต่ถึงกระนั้นจะปล่อยผ่านไปโดยไม่กังวลอะไรก็ไม่ได้ “เจ้านี่หัวไวแต่ยังขาดประสบการณ์อยู่น้า” เมื่อเลียขนหางตนเองเสร็จแล้วโฮโลก็ปล่อยมือม้วนหางตัวเองเก็บในผ้าพันเอว แล้วเงยหน้าพูดกับลอเรนซ์ ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมนั้นราวกับเด็กสาวอายุสิบห้า ซึ่งในบางครั้งดูเด็กกว่านั้นอีก แต่คำพูดนั้นราวกับเป็นคำพูดที่หลุดออกมาจากปากของคนเจ้าเล่ห์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก “แต่ในอีกด้านนึง พออายุมากขึ้นแล้วก็ยิ่งคิดจะเป็นคนดีมากขึ้นนะ” “อายุมากขึ้นที่ว่านั่นสักกี่ร้อยปีล่ะ” ลอเรนซ์จับทางโฮโลได้จึงพูดออกไปเช่นนั้น โฮโลทำหน้าประหลาดใจ แล้วหัวเราะเสียงดัง “ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้านี่หัวใจดีจริงๆ” “แค่เจ้าหัวโบราณเกินไปรึเปล่า” “หุ หุ หุ เจ้ารู้ไหมว่าทำไมหมาป่าต้องไล่ล่ามนุษย์ในป่า” ลอเรนซ์ตามไม่ทันจึงถามออกไปซื่อๆ “อ่า ไม่รู้แหะ” “ก็เพราะว่า พอกินหัวมนุษย์แล้วก็จะได้ความรู้นั้นมาไง” โฮโลยิ้มยิงฟันเผยให้เห็นเขี้ยวสองซี่ ถึงจะเป็นเรื่องล้อเล่นแต่ก็ทำให้ลอเรนซ์กลั้นหายใจ ครู่ต่อมาเขาก็คิดว่าเขาแพ้แล้ว “เจ้ายังแค่เด็กๆ จะมาเทียบชั้นกับข้าไม่ได้หรอก” โฮโลถอนหายใจเบาๆแล้วพูดออกมา ลอเรนซ์จับบังเหียนแน่นเพื่อไม่ให้ความโศกเศร้าปรากฏขึ้นบนใบหน้า “จะว่าไป เจ้าเคยถูกหมาป่าไล่ล่าบนภูเขารึเปล่า” พอถูกโฮโลที่มีหู หาง และเขี้ยวหมาป่าถามเช่นนั้นแล้วก็รู้สึกประหลาด หมาป่าตามภูเขาซึ่งเคยเป็นเพียงสัญลักษณ์ของความน่าสะพรึงกลัว ตอนนี้กำลังสนทนากับเขาอยู่ข้างๆ “เคย เอ่อ ... สักแปดครั้งได้มั้ง” “น่ากลัวใช่มั้ยล่ะ” “อื้อ ฝูงหมาจรจัดยังพอจะจัดการได้ แต่หมาป่านี่ไม่มีทาง “ก็เพราะว่า อย่างน้อยพวกนั้นเคยกินมนุษย์แล้ว...” “ขอโทษนะ แต่พอเถอะ” ครั้งที่สามที่ถูกหมาป่าไล่ล่านั้นคือตอนที่ตั้งกองคาราวาน สมาชิกสองคนในตอนนั้นไม่มีโอกาสได้กลับลงจากเขาอีกเลย เสียงร้องโหยหวนเมื่อนั้นยังดังก้องอยู่ในหูของเขาถึงตอนนี้ ความรู้สึกของเขาเลือนหายไปจากใบหน้า “อ่า...” เหมือนว่าหมาป่าเจ้าปัญญาจะรู้ตัวแล้ว “ข้าขอโทษ...” โฮโลห่อไหล่ลงแล้วพูดออกมาเบาๆ ลอเรนซ์เคยเจอเรื่องร้ายๆกับหมาป่ามามาก พอได้ยินเรื่องที่เกี่ยวข้องกันก็พลอยนึกถึงเรื่องราวหล่านั้นด้วย ทำให้เขาไม่มีอารมณ์จะตอบโฮโลอีก ซวบ ซวบ เสียงผ้าเดินบนถนนที่เต็มไปด้วยโคลนดังอยู่นาน “... โกรธเหรอ” เสียงหมาป่าเจ้าปัญญาพูดขึ้น ที่ถามเช่นนี้คงเป็นเพราะคิดว่าหากโกรธคงจะไม่ตอบออกมาตรงๆ ฉะนั้น เขาเลยตอบออกไปตรงๆ “ใช่ ข้าโกรธอยู่” โฮโลเงียบแล้วมองขึ้นไปหาลอเรนซ์ พอเหลือบตาไปมองก็เห็นเธอทำปากเบ้เล็กน้อย น่ารักขนาดจะยกโทษให้หมดเลยได้ “ข้าโกรธจริงๆนะ อย่าล้อเล่นอย่างนั้นอีกนะ” ในที่สุดเขาก็ได้แต่หันหน้าหนีแล้วพูดออกไปเช่นนั้น แต่โฮโลก็พยักหน้าเงียบๆแล้วมองตรงไปข้างหน้า ดูเธอจะตรงไปตรงมาในเรื่องแบบนี้ ความเงียบปกคลุมต่อไปครู่หนึ่ง ก่อนที่โฮโลจะเปิดปากพูดออกมา “หมาป่าอาศัยอยู่แต่ในป่า ส่วนหมาบ้านจะเคยอาศัยอยู่กับมนุษย์อย่างน้อยครั้งหนึ่ง ทำให้ความน่ากลัวต่างกัน” ลอเรนซ์จะทำเป็นไม่สนใจคำพูดลอยๆนั้นก็ได้ แต่กลัวว่าหากทำเช่นนั้นอาจทำให้หาเรื่องคุยกันต่อไปได้ยากก็เป็นได้ ลอเรนซ์จึงทำเป็นสนใจแล้วหันหน้าไปทางโฮโลเล็กน้อย “... หืม” “หมาป่ารู้จักแต่เรื่องที่มนุษย์มาล่าตน มนุษย์จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความสะพรึงกลัว ฉะนั้นลองคิดดูดีๆว่าพอพวกเขาเข้ามาในป่า พวกข้าควรทำอย่างไร” โฮโลมองตรงไปข้างหน้า เป็นครั้งแรกที่เห็นเธอพูดอย่างจริงจัง ลอเรนซ์ไม่คิดว่านั่นเป็นคำพูดที่เพิ่งคิดได้ จึงค่อยๆพยักหน้า แต่ยังมีบางอย่างที่ยังค้างคาใจอยู่ “เจ้าก็เคย...” โฮโลดึงเสื้อลอเรนซ์ทำให้เขาหยุดกลางคัน “ข้าเองก็มีเรื่องที่ตอบไม่ได้เหมือนกัน” “อ่า...” ลอเรนซ์ต่อว่าตัวเองที่พูดออกมาโดยไม่ได้คิดในใจแล้วพูดว่า “ข้าขอโทษ” เมื่อนั้นโฮโลก็ยิ้มออกมา “ทีนี้ก็เสมอกันแล้วนะ” ดูท่าทางชายอายุยี่สิบห้าจะไล่ตามหมาป่าเจ้าปัญญานี้ไม่ทันซะแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก แต่กระนั้นบรรยากาศก็ไม่ได้อืมครึมแต่อย่างใด เกวียนก็เคลื่อนตัวต่อไปได้โดยไม่ตกหล่ม เมื่อเลยเที่ยงวันแล้วชั่วพริบตาดวงอาทิตย์ก็ตกดิน พ่อค้าเร่ไม่มีวันเดินทางในคืนวันหลังวันฝนตก เพราะรู้ว่าหากเกวียนติดหล่มแล้ว ไม่ว่าสัมภาระจะเบาขนาดไหนก็ตาม เจ็ดครั้งในสิบครั้งมักจะต้องทิ้งเกวียน เพื่อจะให้ได้กำไรสูงสุด ก็ต้องให้ขาดทุนน้อยที่สุด นอกจากนั้นตามถนนยังเต็มไปด้วยอันตรายอีกด้วย “ดูท่าเจ้ากับข้าจะเคยอาศัยอยู่กันคนละโลกนะ” ใต้ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวที่บอกให้รู้ว่าพรุ่งนี้อากาศจะแจ่มใส โฮโลพูดออกมาลอยๆจากใต้กองขนตัวมาร์เท็น [1] 為替 : barter [2] 公証人 : notary public พนักงานจดทะเบียน คือผู้ที่เป็นพยานในการทำสัญญาต่างๆ
|