|
第1幕 บทที่ 1 “นี่ก็สุดท้ายแล้ว ใช่ไหม” “อื้ม เจ็ดสิบผืน...พอดีเป๊ะ ขอบคุณมากครับ” “อะไรกัน ทางนี้ต่างหากล่ะที่จะต้องขอบคุณ ไม่ค่อยมีใครถ่อเข้ามาซื้อถึงในหุบเขาอย่างคุณลอเรนซ์หรอก ขอบคุณมาก” “ก็เพราะได้ขนสัตว์ชั้นดีอย่างนี้ตอบแทนแหละครับ ไว้จะมาใหม่นะครับ” ห้าชั่วโมงผ่านไปแล้ว หลังจากกล่าวคำขอบคุณเสร็จสิ้นแล้วออกจากหมู่บ้านในหุบเขา ออกเดินทางทันทีเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น ลงจากเขามาถึงทุ่งหญ้าก็เป็นเวลากลางวันแล้ว อากาศดี ไม่มีลมพัด ช่างเป็นวันที่ดีเหลือเกินในการนั่งเกวียนอย่างใจลอยผ่านทุ่งหญ้า เพราะก่อนหน้านี้บริเวณนี้หนาวเลยนึกว่าฤดูหนาวใกล้เข้ามาแล้วดูเหมือนกับเป็นเรื่องโกหก ลอเรนซ์ออกเดินทางตัวคนเดียวในฐานะพ่อค้ามาเป็นปีที่เจ็ดแล้ว นับอายุก็ยี่สิบห้าปี เขาหาวฟอดใหญ่อย่างสบายใจอยู่บนที่นั่ง หญ้าสูงหรือต้นไม้ใหญ่ไม่ค่อยขึ้นแถวนี้ทำให้ทัศนวิสัยดีมาก จนสามารถมองไปได้ไกลถึงสำนักสงฆ์[1] ที่เพิ่งสร้างไม่กี่ปีก่อนที่สุดสายตา ไม่รู้ว่าขุนนางหรือลูกหลานที่ไหนเป็นคนสร้างขึ้น แต่ในที่ห่างไกลขนาดนี้อาคารสร้างด้วยหินอย่างดี บานประตูทำด้วยเหล็ก คงมีพระอาศัยอยู่ไม่ต่ำกว่ายี่สิบองค์ และคงมีคนคอยรับใช้จำนวนเท่าๆกันอยู่แน่ๆ ช่วงที่เพิ่งเริ่มสร้างสำนักสงฆ์ ลอเรนซ์ได้เฝ้ารอลูกค้ารายใหม่เข้ามา แต่ดูเหมือนว่าสำนักสงฆ์นี้จะไม่อยากมายุ่งเกี่ยวกับพ่อค้าสามัญชน และสรรหาข้าวของต่างๆด้วยตัวเอง ความคาดหวังของลอเรนซ์จึงจบจงอย่างรวดเร็ว ถึงอย่างไรก็ตามพวกเขาไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อ แล้วยังเพาะปลูกเองอีกด้วย แม้จะได้ค้าขายแต่กำไรก็คงได้ไม่มาก นอกจากนั้นอาจถูกบังคับให้บริจาค หรือถูกบิดพลิ้วไม่จ่ายเงินก็เป็นได้ ในฐานะคู่ค้าแล้วนิสัยแย่กว่าพวกโจรเสียอีก แต่ถึงกระนั้นหากได้ทำการค้าด้วยแล้วก็สะดวกไม่น้อย เพราะเหตุนั้นลอเรนซ์จึงยังอ้อยอิ่งมองไปยังสำนักสงฆ์อยู่ แต่แล้วเขาก็หรี่ตาลง ทางสำนักสงฆ์มีใครบางคนโบกมือมาทางนี้อยู่ “อะไรกัน” ดูไม่เหมือนคนรับใช้ พวกนั้นต้องสวมชุดคนงานสีน้ำตาลเข้มสิ แต่คนที่โบกมืออยู่นั้นสวมชุดออกสีเทา จะถ่อไปหาก็ออกจะน่ารำคาญอยู่ แต่ถ้าทำเป็นไม่สนใจก็อาจมีปัญหาตามมาในภายหลังได้ ลอเรนซ์จึงบังคับเกวียนมุ่งไปหาอย่างเลี่ยงไม่ได้ คนที่โบกมืออยู่อาจรู้สึกตัวว่ารอเรนซ์กำลังมุ่งหน้าไปหาตนก็เป็นได้จึงหยุดโบกมือ แต่ก็ไม่คิดจะเดินเข้ามาหาเอง ดูเหมือนว่าตั้งใจจะรอให้ลอเรนซ์ไปถึงเอง ผู้เกี่ยวข้องกับศาสนจักรมักจะถือตัวอย่างนี้อยู่เสมอ จะมาโกรธเรื่องพรรค์นี้ก็คงแปลกอยู่ แต่ว่าเมื่อค่อยๆเคลื่อนตัวเข้าใกล้สำนักสงฆ์ลอเรนซ์ก็เห็นร่างนั้นชัดเจนขึ้นแล้วอุทานขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ “...อัศวินเหรอ” ในตอนแรกก็คิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ แต่พอเข้าใกล้ก็เห็นเป็นอัศวินอย่างแน่นอน ชุดที่เห็นเป็นสีเงินนั้นคือชุดเกราะนั่นเอง “เจ้าเป็นใครรึ” อัศวินตะโกนถามทั้งที่ยังอยู่ไกลเกินกว่าจะสนทนาได้ ราวกับว่าไม่ต้องเอ่ยชื่อตนเองใครๆก็รู้จัก “ข้าเป็นพ่อค้าชื่อลอเรนซ์ ท่านมีธุระอะไรหรือ” เขามาใกล้กับสำนักสงฆ์จนพอนับจำนวนคนรับใช้ที่ทำงานอยู่ในไร่ทางใต้ได้แล้ว แล้วก็เห็นว่าอัศวินนั้นไม่ได้อยู่คนเดียว อีกฝั่งของสำนักสงฆ์ก็มีอีกคนยืนอยู่ สงสัยจะกำลังเฝ้าเวรยามอยู่ “พ่อค้ารึ ทิศที่เจ้ามุ่งหน้ามาไม่น่าจะมีเมืองตั้งอยู่นี่” อัศวินพูดอย่างวางท่าพร้อมยืดอกราวกับจะอวดลายกางเขนสีแดงสดที่สลักอยู่บนชุดเกราะเงิน แต่เสื้อคลุมที่สวมอยู่บนไหล่เป็นสีเทา แสดงว่าเป็นอัศวินชั้นล่าง ผมสีทองดูเหมือนว่าเพิ่งถูกตัดสั้นมาไม่นาน ร่างกายเหมือนไม่เคยผ่านสมรภูมิมาก่อน สงสัยจะอวดตัวที่ตนได้เป็นอัศวิน พวกนี้ต้องใช้เวลาสักหน่อยจัดการ เดาการกระทำได้ไม่ยาก ดังนั้นลอเรนซ์จึงยังไม่ตอบไปในทันที เขาเอาถุงที่ทำจากหนังออกมาจะกระเป๋าเสื้อ ค่อยๆคลายมัดเชือกโดยไม่ปริปากพูด ข้างในนั้นมีขนมที่ทำจากน้ำผึ้งอยู่ เขาหยิบออกมาหนึ่งเม็ดโยนเข้าปาก แล้วหันปากถุงไปทางอัศวิน “สักเม็ดไหมครับ” “ฮึ” อัศวินลังเลอยู่ชั่ววินาทีหนึ่ง เหมือนว่าจะทนความยั่วยวนของขนมหวานๆไม่ได้ แต่ด้วยความเป็นอัศวินหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ พยักหน้าแล้วกว่าจะเอื้อมมือออกนั้นใช้เวลาพอสมควร “จากที่นี่มุ่งหน้าไปทางตะวันออกราวครึ่งวันจะพบหมู่บ้านเล็กๆในหุบเขาลึก นี่เป็นขากลับจากไปขายเกลือที่นั่นมา” “งั้นรึ แต่ดูเหมือนยังมีสินค้าอยู่นี่ นั่นก็เกลือรึ” “เปล่าครับ นี่เป็นขนสัตว์ ลองดูสิครับ” ลอเรนซ์พูดพลางหันหน้าไปทางกระบะ แล้วดึงผ้าคลุมออก เผยให้เห็นขนตัวมาร์เท็น[2] ชั้นดี เงินเดือนหนึ่งปีของอัศวินที่เห็นตรงหน้านี้คงมีค่าไม่เท่าด้วยซ้ำ “อืม แล้วนี่ล่ะ” “อ้อ นี่ข้าวสาลีที่รับมาจากหมู่บ้านนั้นครับ” มัดข้าวสาลีที่อยู่ตรงมุมของกองขนสัตว์เป็นข้าวจากหมู่บ้านที่ลอเรนซ์ไปขายเกลือมา ทนความหนาว และไม่ค่อยถูกแมลงแทะ เมื่อปีที่แล้วทางตะวันตกเฉียงเหนือถูกความหนาวเย็นทำลายพืชผลจึงตั้งใจจะนำไปขายทางนั้น “อืม งั้นก็แล้วไป เจ้าไปได้แล้ว” เรียกมาคุยพอสมควรแล้ว แต่จะให้ก้มหัวตอบ “ครับ” ก็ไม่ใช่พ่อค้าแล้ว ลอเรนซ์จงใจนำถุงขึ้นมาอีกครั้ง แล้วหันไปทางอัศวินอีกครั้ง “เกิดอะไรขึ้นหรือครับ ปกติที่นี่ไม่มีท่านอัศวินประจำการอยู่นี่ครับ” อัศวินหนุ่มถูกถามคำถามแล้วคงรู้สึกไม่พอใจ ขมวดคิ้ว แต่เมื่อมองดูถุงในมือของลอเรนซ์แล้วก็ขมวดคิ้วอีก เหมือนจะติดกับแล้ว ลอเรนซ์คลายมัดเชือกออกแล้วหยิบขึ้นมาเม็ดหนึ่งให้อัศวินนั้นไป “อืม...อร่อยดีนะ ท่าจะต้องขอบใจซะแล้ว” อัศวินคนนี้มีเหตุผลดี ลอเรนซ์ยิ้มด้วยรอยยิ้มเป็นทางการ แล้วโค้งขอบคุณ “ได้ยินมาว่าอีกไม่นานแถวนี้จะมีงานเทศการของพวกนอกรีต ฉะนั้นเลยถูกให้มาเฝ้าตรวจการที่นี่ ว่าแต่เจ้ารู้อะไรบ้างไหม” หากมีแววผิดหวังผุดขึ้นบนใบหน้าของเขาแล้วละก็ เขาคงแสดงละครแย่กว่าพวกชั้นสามเสียอีก ลอเรนซ์ทำท่าครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบไปว่า “ไม่ทราบเหมือนกันครับ” ที่จริงแล้วเป็นคำโกหกคำโตเลย แต่คำที่อัศวินกล่าวมานั้นก็ไม่ถูกต้องก็ถือว่าช่วยไม่ได้ “เห็นท่าจะจัดกันอย่างลับๆจริงด้วย พวกนอกรีตนี่มีแต่พวกขี้ขลาดทั้งนั้นสินะ” ลอเรนซ์รู้สึกสนุกว่าสิ่งที่อัศวินพูดนั้นหลุดจากความจริงไปไกล แต่ก็ไม่ได้กล่าวแก้ไขอะไร ทำเป็นเห็นด้วยแล้วกล่าวคำอำลา อัศวินพยักหน้าแล้วกล่าวคำขอบคุณขนมน้ำผึ้งอีกครั้ง ท่าทางจะอร่อยมากเลย อัศวินชั้นล่างต้องจ่ายทั้งค่าอุปกรณ์และค่าเดินทาง ทำให้ที่จริงแล้วชีวิตความเป็นอยู่ของช่างทำรองเท้าฝึกหัดยังจะดีเสียกว่า สงสัยจะไม่ได้กินของหวานๆมานานแล้วแน่ๆ แต่ลอเรนซ์ก็ไม่ได้คิดจะให้กินมากไปกว่านี้แล้ว ขนมน้ำผึ้งไม่ใช่ของถูกๆเลย “งานเทศกาลพวกนอกรีต นั่นสินะ” ลอเรนซ์ทวนคำที่อิศวินพูดแล้วยิ้มแหยๆหลังจากออกจากสำนักสงฆ์มาได้พอสมควรแล้ว สิ่งที่อัศวินพูดนั้นทำให้ลอเรนซ์นึกถึงอะไรบางอย่าง แต่เรื่องนั้นไม่ว่าใครแถวนี้ก็รู้กันดี แต่ไม่ใช่งานอะไรของพวกนอกรีตแต่อย่างใด ประการแรก พวกนอกรีตนั้นอยู่ขึ้นไปทางเหนือ หรือไม่ก็ทางตะวันออกกว่านี้ งานเทศกาลที่จัดขึ้นแถวนี้ไม่ใช่งานพวกที่ต้องมีอัศวินมาคอยดูแล เป็นแค่งานเทศกาลฉลองหลังเก็บเกี่ยวและอวยพรให้กับผลผลิตที่มีจัดกันทั่วไป แต่งานเทศกาลของที่นี่เป็นงานพิเศษและยิ่งใหญ่กว่าที่อื่น จึงคงทำให้พวกสำนักสงฆ์รายงานไปยังศาสนจักรในเมืองหลวง ทางศาสนจักรเองก็ไม่ได้ควบคุมบริเวณนี้มานานพอควรแล้ว เลยสงสัยจะกลัวจนเกินเหตุไป นอกจากนั้น ระยะหลังมานี้ศาสนจักรทำการไต่สวนและจับพวกนอกศาสนามาเข้ารีตเยอะ และในเมืองหลวงการโต้แย้งระหว่างกลุ่มเทววิทยากับกลุ่มธรรมชาติวิทยากลายเป็นเรื่องธรรมดาไป การที่ผู้คนยอมรับในศาสนจักรอย่างไม่มีเงื่อนไขเหมือนเมื่อก่อนนั้นไม่มีอีกแล้ว ความสูงศักดิ์ของศาสนจักรเริ่มสั่นคลอน ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองแม้จะไม่พูดออกมาแต่ก็คงนึกอยู่ในใจ ที่จริงแล้วพระสันตะปาปาเรียกเก็บภาษีศาสนจักรได้ไม่เท่าที่คิด ทำให้ต้องส่งคำขอไปยังกษัตริย์หลายประเทศเพื่อขอค่าบำรุงรักษาพระมหาวิหาร เมื่อสิบปีก่อนเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อเลย สถานการณ์เช่นนี้จึงทำให้ศาสนจักรกระคือรือร้นที่จะฟื้นฟูความสูงศักดิ์ของตนกลับคืนมา “ไม่ว่าการค้าที่ไหนก็เหนื่อยทั้งนั้นแหละ” ลอเรนซ์ยิ้มเจื่อนๆแล้วโยนขนมน้ำผึ้งเข้าปากไป พอลอเรนซ์มาถึงทุ่งข้าวสาลีที่กว้างใหญ่ ท้องฟ้าทางทิศตะวันตกก็กลายเป็นสีทองสวยงามยิ่งกว่าข้าวสาลีเสียแล้ว ไกลออกไปนกที่เห็นเป็นแค่เงาเล็กๆกำลังรีบบินกลับรัง เสียงกบร้องดังแว่วมาแต่ไกลราวกับกล่าวว่ากำลังจะเข้านอน เหมือนว่าข้าวสาลีจะถูกเก็บเกี่ยวเกือบหมดแล้ว งานเทศกาลก็คงจัดขึ้นในอีกไม่กี่วัน อย่างเร็วก็อาจเป็นวันมะรืนนี้เลยก็ได้ ที่ลอเรนซ์กำลังมองอยู่คือทุ่งข้างสาลีอันแสนภาคภูมิใจจากปริมาณที่เก็บเกี่ยวได้ของหมู่บ้านพาสโร ยิ่งเก็บเกี่ยวได้มากเท่าใดชาวบ้านก็ยิ่งใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบายยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นท่านเคานท์เอเลนด็อตผู้ซึ่งดูแลพื้นที่แถบนี้มีชื่อเสียงดังไปถึงพื้นที่ใกล้เคียงว่าเป็นคนที่แปลก ทั้งที่ตัวเองเป็นชุนนาง แต่ชอบการเกษตรมากจึงให้ความร่วมมือกับชาวบ้านทั้งในด้านธรรมชาติและงานเทศกาล ดังนั้นทุกปีดูเหมือนจะคอยยุผู้คนให้ดื่มและร้องเพลงอยู่เสมอ แต่ลอเรนซ์ไม่เคยร่วมงานฉลองนี้ น่าเสียดายที่บุคคลภายนอกไม่ได้รับอนุญาตให้ร่วมงานด้วย “สวัสดีครับ” เขาทักทายชาวนาที่กำลังขนข้าวสาลีขึ้นบนกระบะอยู่มุมแปลงข้าวสาลีแปลงหนึ่ง ออกรวงสวยงาม คนที่จองซื้อไว้ก่อนคงจะโล่งใจไปได้เยอะสินะ “หืม?” “พอจะรู้ไหมว่าคุณยาเรย์อยู่ไหน” “อ้อ คุณยาเรย์อยู่ทางนู้น เอ๊ะ ตรงที่คนมามุงกันเยอะๆน่ะ แปลงนั้นแหละ ปีนี้ที่แปลงคุณยาเรย์มีแต่เด็กๆทั้งนั้น งานไม่ค่อยเร็วเท่าไหร่ เลยสงสัยจะมีใครเป็น ‘โฮโล’ แน่ๆเลย” ชาวนาคนนั้นพูดอย่างสนุกสนานพร้อมกับรอยยิ้มกว้างผุดขึ้นบนใบหน้าเกรียมแดด เป็นรอยยิ้มของคนไร้เบื้องหน้าเบื้องหลังที่พ่อค้าไม่มีวันทำได้ ลอเรนซ์กล่าวขอบคุณพร้อมรอยยิ้มแบบพ่อค้า แล้วบังคับเกวียนให้มุ่งไปทางกลุ่มของยาเรย์ แถวนั้นมีคนมามุงกับมากมายเหมือนที่ชาวนาบอก ทุกคนหันหน้าล้อมเข้าแปลงนาและร้องตะโกนอะไรบางอย่างอยู่ เป็นการโห่ร้องให้กับกลุ่มคนสุดท้ายที่ทำงานอยู่ แต่ไม่ใช่การโห่ร้องเพราะทำงานช้าแต่อย่างใด การโห่ร้องนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาล เมื่อลอเรนซ์ค่อยๆเข้าใกล้ ในที่สุดก็ได้ยินเนื้อความที่โวยวายกันอยู่ “หมาป่าอยู่นี่ หมาป่าอยู่นี่!” “นั่นไง หมาป่านอนอยู่ตรงนั้นไง!” “คนที่จับหมาป่าคนสุดท้ายคือใครกัน ใครกัน ใครกัน!” ทุกคนโห่ร้องแล้วหัวเราะอย่างสนุกสนานราวกับดื่มจะเมาแล้ว ถึงลอเรนซ์จะขับเกวียนไปจอดที่หลังคนเหล่านั้นก็คงไม่มีใครรู้สึกตัว แต่หมาป่าที่พวกเขาพูดถึงนั้นไม่ใช่หมาป่าจริงๆ ถ้ามีหมาป่าอยู่จริงๆคงหัวเราะกันไม่ออกแน่ๆ หมาป่าที่ว่าหมายถึงเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์แปลงร่างมา ตามเรื่องเล่าของชาวบ้านในหมู่บ้านนี้หมาป่าจะอยู่ในมัดข้าวสาลีสุดท้ายที่เกี่ยวมา แล้วเข้าไปในตัวคนที่ตัดนั้น “มัดสุดท้าย!” “ระวังอย่าตัดมากเกินไปนะ!” “ถ้าโลภมากโฮโลจะหนีไปนะ!” “คนที่จับหมาป่าได้คือใครกัน ใครกัน ใครกัน!” “ยาเรย์ไง ยาเรย์ไง ยาเรย์ไง!” ลอเรนซ์ลงจากเกวียนแล้วมองลองผ่านกลุ่มคนเข้าไปเห็นยาเรย์กำลังกำข้าวสาลีมัดสุดท้ายอยู่พอดี ใบหน้าดำเปื้อนดินและหยาดเหงื่อเผยยิ้มออกมา ตัดข้าวสาลีมัดสุดท้ายออกพร้อมชูขึ้นกลางอากาศ แล้วร้องออกมา “วู้ววววววววววววววววว” “โฮโล โฮโล โฮโล!” “วู้ววววววววววววววววว” “หมาป่าโฮโลโผล่มาแล้ว! หมาป่าโฮโลโผล่มาแล้ว!” “จับมันไว้ เร็วเข้าจับมันไว้!” “อย่าให้หนีไป ไล่ตามไป!” กลุ่มคนที่โห่ร้องเมื่อกี๊วิ่งไล่ตามยาเรย์ที่ออกวิ่งไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์จนมุมก็เข้าสิงร่างมนุษย์แล้วพยายามหนีไป หากจับได้ก็จะอยู่ในทุ่งนี้อีกปีหนึ่ง ไม่มีใครรู้ว่าที่จริงแล้วมีเทพอยู่จริงๆหรือไม่ แต่ผู้คนที่นี่ปฏิบัติกันเช่นนี้ต่อเนื่องกันมานานแล้ว ลอเรนซ์เป็นพ่อค้าที่ออกตระเวณไปยังท้องถิ่นต่างๆจึงไม่เชื่อคำสอนของศาสนจักร แต่ในเรื่องความเชื่อโชคลางต่างๆแล้ว เขาเชื่อถือมากกว่าชาวนาพวกนี้เสียอีก หากลำบากข้ามเขามาถึงตัวเมืองแล้วพบว่าราคาสินค้าต่ำลงเป็นเรื่องปกติทั่วไปแล้วจะเชื่อความเชื่อโชคลางต่างๆก็ไม่แปลกใจ ดังนั้นงานพิธีที่ทำให้พวกเคร่งศาสนาหรือคนในศาสนจักรประหลาดใจเช่นนี้ ลอเรนซ์ไม่ได้สนใจเลย แค่ว่าเมื่อยาเรย์กลายเป็นโฮโลแล้วเขาลำบากเล็กน้อย เพราะยาเรย์จะถูกกักตัวและได้รับการเลี้ยงต้องรับอย่างดีในยุ้งฉาง และไม่มีโอกาสได้พูดคุยด้วยแน่ๆ “ช่วยไม่ได้...” ลอเรนซ์ถอนหายใจแล้วกลับขึ้นเกวียน มุ่งหน้าไปยังบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน เขาอยากดื่มกับยาเรย์พลางเล่าเรื่องที่สำนักสงฆ์เมื่อกลางวันได้สักหน่อย แต่หากไม่รีบแลกขนสัตว์ที่กองอยู่บนกระบะให้กลายเป็นเงินสดแล้วจะไม่ทันกำหนดจ่ายเงินของสินค้าอื่นๆที่ได้ซื้อล่วงหน้าไว้ นอกจากนี้เขาอยากรีบนำข้าวสาลีที่ได้มาจากหมู่บ้านในหุบเขาไปขาย จึงรอจนกว่างานเทศกาลเลิกไม่ได้ หลังจากลอเรนซ์เล่าเรื่องเมื่อตอนกลางวันในหัวหน้าหมู่บ้านที่กำลังคุมการเตรียมงานเทศกาล และปฏิเสธคำชวนให้พีกอยู่ค้างคืนแล้วก็ออกจากหมู่บ้านไป ตั้งแต่สมัยท่านเคานท์ยังไม่มาดูแล ที่บริเวณนี้ถูกเก็บภาษีอย่างหนักทำให้ราคาข้าวสาลีสูงจนไม่เป็นที่นิยมในท้องตลาด ลอเรนซ์เคยเข้ามาซื้อและขายตามทางด้วยกำไรต่ำ เขาไม่ได้ทำเพราะเพื่อช่วยเหลือหรืออยากมีบุญคุณต่อหมู่บ้านนี้แต่อย่างใด เพียงแค่ว่าเขายังไม่มีทุนทรัพย์พอจะแก่งแย่งซื้อข้าวสาลีราคาถูกจากพ่อค้ารายอื่นๆได้ แต่ถึงในปัจจุบันคนในหมู่บ้านก็ยังรู้สึกขอบคุณเขาอยู่ คนที่ต่อรองราคากับเขาตอนนั้นก็คือยาเรย์นั่นเอง แม้จะรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ดื่มกับยาเรย์ แต่เมื่อโฮโลปรากฎตัวออกมาแล้ว คนนอกก็จะถูกขับไล่ออกไปก่อนที่งานเทศกาลจะถึงไคลแมกซ์ ถึงจะให้พักอยู่ได้แต่ในที่สุดก็จะถูกไล่ออกไปอยู่ดี ความรู้สึกที่ตนเป็นคนต่างถิ่นทำให้เขาซึ่งนั่งอยู่ตัวคนเดียวบนเกวียนเริ่มรู้สึกเหงาขึ้นมา เขากินผักที่ได้เป็นข้างฝากพลางบังคับเกวียนให้มุ่งหน้าไปทางตะวันตก สวนกับกลุ่มชาวนาที่กำลังกลับหลังจากเสร็จงานแล้ว ลอเรนซ์ผู้ซึ่งออกเดินทางตัวคนเดียวอีกครั้ง รู้สึกอิจฉาพวกเขาที่มีเพื่อนฝูงอยู่ด้วย ลอเรนซ์เป็นพ่อค้าที่ปีนี้จะมีอายุครบยี่สิบห้าปี เขาออกเดินทางเป็นพ่อค้าฝึกหัดกับญาติตั้งแต่อายุสิบสอง แล้วออกเดินทางตัวคนเดียวเมื่ออายุสิบแปดปี ในฐานะพ่อค้ายังมีอะไรหลายๆอย่างที่ยังไม่รู้ ต้องเสี่ยงต่อไป ความฝันของเขาคือเก็บเงินแล้วตั้งร้านค้าที่เมืองใดเมืองหนึ่ง ไม่ต่างจากพ่อค้าเร่ร่อนทั่วไป แต่ความฝันนั้นยังอีกยาวไกลนัก หากมีโอกาสดีๆเข้ามาอาจไม่ห่างไกลขนาดนั้นก็เป็นได้ แต่โชคดีร้ายที่โอกาสเหล่านั้นถูกแย่งไปจากมือเขาโดยพวกพ่อค้ารายใหญ่ แต่ก็นั้น เขาเองยังต้องเดินทางไปกับเกวียนที่เต็มไปด้วยสินค้าเพื่อจ่ายหนี้ แม้จะเห็นโอกาสแต่ก็ไม่อาจคว้ามาได้ ในฐานะพ่อค้าเร่ร่อนแล้วโอกาสก็เหมือนกับดวงจันทร์ที่ลอยอยู่บนฟ้า ลอเรนซ์มองขึ้นไปบนฟ้ามองจันทร์เต็มดวงสวยงามแล้วก็ถอนหายใจ พักหลังมาก็รู้ตัวเองว่าถอนหายใจบ่อย คงเป็นเพราะก่อนหน้านี้ดิ้นรนพยายามค้าขายเต็มที่เลี้ยงปากท้อง ระยะหลังพอเริ่มมีเวลาพักก็คิดถึงอนาคตเลยถอนหายใจออกมา นอกจากนี้ เรื่องที่ในช่วงที่ในหัวก็เต็มไปด้วยเรื่องเครดิตและกำหนดจ่ายเงินจนต้องรีบรุดหน้าไปยังเมืองถัดไปให้เร็วที่สุดไม่เคยคิดถึงเลยก็มาคิดคำนึงถึงในตอนนี้ นั่นก็คือเรื่องผู้คนที่พบเจอมา เรื่องของเหล่าพ่อค้าที่สนิทชิดเชื้อด้วยเมื่อเข้าเมืองไปทำการค้า เรื่องของชาวบ้านที่คุ้นเคยจากการขายของ เรื่องของผู้หญิงในบ้านพักที่เข้าไปพักเมื่อติดหิมะ ฯลฯ พูดง่ายๆก็คือคิดถึงคนอื่นๆมากขึ้นนั่นเอง สำหรับพ่อค้าที่เดินทางอยู่บนเกวียนตัวคนเดียวเกือบตลอดทั้งปีแล้ว จะกล่าวว่าความเหงาเป็นเหมือนโรคประจำอาชีพนี้ก็ไม่ผิด แต่ลอเรนซ์เพิ่งรู้สึกด้วยตัวเองเมื่อไม่นานมานี้เอง ทั้งที่ก่อนหน้านี้พูดอวดได้ว่าไอ้ของพรรค์นี้ข้าไม่เป็นหรอก แต่เมื่อเดินทางตัวคนเดียวกับม้า ก็พลอยทำให้คิดว่าถ้าม้าพูดกับเราได้ก็คงจะดี ดังนั้นลอเรนซ์ผู้ซึ่งเคยหัวเราะเยอะเรื่องเล่าในหมู่พ่อค้าที่ว่าม้าบรรทุกสัมภาระกลายเป็นคน ระยะนี้กลับเริ่มคิดสงสัยว่าเป็นจริงหรือเปล่า เวลาที่พ่อค้าหนุมจะซื้อม้าบรรทุกสัมภาระ เจ้าของโรงม้าที่ทำหน้าจริงจังแนะนำให้ซื้อตัวเมียเผื่อว่าม้าจะกลายเป็นคนขึ้นมาได้ก็มี ลอเรนซ์ก็ถูกแนะนำเช่นนั้นเหมือนกันแต่ก็ไม่สนใจแล้วซื้อม้าตัวผู้ที่แข็งแรงแทน ม้าตัวนั้นก็ยังทำงานอย่างแข็งขันให้เขาอยู่ตรงหน้า แต่ในบางครั้งที่คลื่นความเหงาเข้าปะทะก็อดคิดว่าตนหน้าจะซื้อม้าตัวเมียซะดีกว่า ยิ่งไปกว่านั้น บังคับให้ขนของหนักทุกวันๆ หากกลายเป็นคนขึ้นมาจริงๆ ม้าจะตกหลุมรักเจ้าของ หรือนำพาโชคดีมาให้ตามเรื่องเล่านั้นยิ่งไม่น่าเป็นไปได้ จะมีแต่ร้องขอวันหยุดกับค่าจ้างเสียมากกว่า พอคิดเช่นนั้นแล้วก็เริ่มอยากขอให้ม้าเป็นม้าไปดีแล้ว ลอเรนซ์หัวเราะกับตัวเองแล้วถอดหายใจ เขาเดินทางมาถึงแม่น้ำ แล้วก็ตัดสินใจพักแรมกลางแจ้งที่นี่ เพราะถึงจันทร์เต็มดวงส่องแสงให้ถนนสว่างแค่ไหนก็ตามความเสี่ยงที่จะตกน้ำก็ยังมีอยู่ ไม่คุ้มเลยหากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นมา ลอเรนซ์อาจล้มละลายไปเลยก็ได้ ลอเรนซ์ดึงบังเหียน พอส่งสัญญาณให้หยุดม้าเองก็รู้ตัวว่าถึงเวลาพักแล้ว ย่ำเท้าไปสองสามก้าวก่อนจะพ่นลมทางจมูกราวกับถอนหายใจ ลอเรนซ์เอาผักที่กินเหลือให้ม้ากิน แล้วนำถังไปตักน้ำจากแม่น้ำมาวางไว้ตรงหน้าม้า เห็นมันดื่มน้ำดังซวบๆตนจึงดื่นน้ำที่ได้รับจากหมู่บ้านนั้นบ้าง ที่จริงจะดื่มเหล้าตอนนี้ก็ได้ แต่ดื่มคนเดียวโดยไม่มีเพื่อนคุยแล้วมีแต่จะทำให้ความเหงาสะสมมากขึ้น ทั้งยังอาจจะดื่มมากเกินจนเมาก็ได้ ลอเรนซ์จึงตัดสินใจรีบนอน ระหว่างทางมานี่ถึงจะกินผักไปบ้างแต่ก็ทำให้ท้องอิ่มแค่ครึ่งๆกลางๆเลยกินเนื้อตากแห้งชิ้นหนึ่งแล้วขึ้นกระบะ ปกติจะใช้ผ้าทำจากป่านที่ใช้คลุมสินค้าคลุมตัวนอน แต่วันนี้มีขนมาร์เท็นอยู่แล้วทั้งทีถ้าจะไม่ห่มนอนก็จะเสียของหมด แม้ลอเรนซ์จะค่อนข้างใส่ใจกับกลิ่นสัตว์ แต่ก็ดีกว่ายอมทนหนาว แต่เพื่อไม่ให้ตอนนอนไปบดเมล็ดอ่อนข้าวสาลี จึงตัดสินใจจะย้ายมันออกไป เขาเปิดผ้าคลุมออก ตอนนั้นที่ไม่ได้ร้องตะโกนออกมาคงเป็นเพราะว่าภาพที่เห็นตรงหน้านั้นเหลือเชื่อเกินไป “...” มีใครบางคนนอนอยู่ก่อนแล้ว “นี่” เขาไม่รู้แม้กระทั่งว่าได้แปล่งเสียงออกมาจริงๆหรือไม่ เขาประหลาดใจมากและคิดว่าเพราะเหงาจนมองเห็นภาพไปเองก็เป็นได้ แต่ถึงจะสะบัดหน้าหรือขยี้ตาแล้วร่างของแขกที่มาก่อนหน้าเขาก็ไม่หายไป หญิงสาวใบหน้างดงามนอนหลับสนิทจนไม่กล้าปลุกขึ้น “นี่ เธอ” ลอเรนซ์เรียกเสียงดังแต่ไม่ถึงกับตะคอก ต้องถามว่าทำไมถึงมานอนอยู่ในเกวียนของคนอื่นได้ โชคร้ายอาจเป็นหญิงสาวที่หนีออกมาจากบ้านในหมู่บ้านก็ได้ เขารู้สึกไม่อยากยุ่งกับเรื่องวุ่นวายนี้เลย “...หืม” เสียงหญิงสาวที่ตอบลอเรนซ์ทั้งที่ยังหลับตาอยู่นั้นฟังดูไร้ความตื่นตัว สำหรับพ่อค้าที่ได้สัมผัสผู้หญิงอย่างมากก็ในหอนางโลมในเมือง เสียงนั้นหวานจนทำให้ใจสั่นไหวได้ ยิ่งไปกว่านั้นแม้หญิงสาวที่เอาขนสัตว์คลุมตัวนอนอยู่ใต้แสงจันทร์คนนี้ยังดูเด็กอยู่ แต่ดูน่าหวงไหลไม่น้อย ลอเรนซ์กลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว แต่นั่นกลับทำให้เขาใจเย็นลง ผู้หญิงสวยขนาดนี้หากเป็นโสเภณีแล้วเผลอไปแตะต้องโดยไม่รู้ตัวจะถูกเรียกเงินเท่าไหร่ก็ไม่รู้ การคิดเรื่องเงินทำให้เขาใจเย็นลงได้มากกว่าการสวดมนต์เสียอีก ลอเรนซ์เรียกสติตัวเองกลับมาแล้วพูดออกไป “นี่ ตื่นเร็ว เจ้ามาทำอะไรอยู่ในเกวียนคนอื่นเนี่ย” แต่หญิงสาวผู้นั้นไม่มีทีท่าว่าจะตื่น ด้วยความโกรธ ลอเรนซ์จับผืนหนังที่หญิงสาวเอาหัวนอนหนุนอยู่ แล้วดึงออกอย่างรวดเร็ว หัวของเธอก็ตกลงไปในช่องว่างตรงนั้น แล้วส่งเสียงไม่พอใจออกมา ลอเรนซ์จะส่งเสียงเรียกออกไปอีกครั้ง แต่ก็หยุดตัวแข็ง บนหัวของหญิงสาวนั้นมีหูเหมือนของสุนัขอยู่ “อืม...อ่า...” ดูเหมือนว่าเธอจะตื่นขึ้นแล้ว ลอเรนซ์ตั้งสติรวบรวมกำลังพูดออกไปอีกครั้ง “นี่ เจ้าตั้งใจจะทำอะไร ขึ้นมาบนเกวียนคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตนี่” ลอเรนซ์เป็นพ่อค้าที่เดินทางตัวคนเดียว จึงเคยเจอพวกอันธพาลหรือหัวขโมยไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง เขาแสร้งว่าตนมีทั้งกำลังและความกล้ามากกว่าปกติ หากกลัวหญิงสาวตัวคนเดียวที่มีหูไม่ใช่คนติดอยู่ก็ไม่ใช่ลอเรนซ์แล้ว แต่เมื่อหญิงสาวไม่ตอบคำถาม ลอเรนซ์กลับไม่เอ่ยถามไปอีกครั้ง เพราะว่าร่างหญิงสาวร่างเปลือยเปล่าที่กำลังค่อยๆลุกขึ้นนั้นสวยงามเสียจนเขาพูดอะไรไม่ออก ขนที่ต้องแสงจันทร์อยู่บนกระบะนั้นเรียบลื่นราวกับไหม ขึ้นยาวต่อมาถึงหลังราวกับผ้าคลุมชั้นดี จากคอมาถึงไหล่นั้นดูเป็นเส้นโค้งสวยงามราวกับรูปปั้นเทพเจ้าแกะสลักโดยจิตรกรมือดี แขนดูบอบบางราวกับงานประดิษฐกรรมน้ำแข็ง และที่อยู่ตรงกลางตัวเธอคือทรวงอกขนาดไม่ใหญ่มากแต่งดงามราวกับงานศิลป์ มีกลิ่นประหลาดราวกับกลิ่นสัตว์ แต่ควบคู่ไปกับพลังดึงดูดก็มีความอบอุ่นอยู่เช่นกัน ทว่าจากฉากอันงดงามกลับกลายเป็นเหตุการณ์แปลกประหลาดในทันควัน หญิงสาวนั้นค่อยอ้าปากออก เงยหน้าขึ้นฟ้า หลับตา แล้วเห่าหอนออกมา “วู้ววววววววววววววววววววววว.................” ชั่ววินาทีนั้นลอเรนซ์รู้สึกถึงความกลัวจับขั้วหัวใจ ราวกับลมเย็นยะเยือกพัดโหมกระหน่ำตัวเขา หมาป่าหรือสุนัขจะหอนเพื่อเรียกพวกตัวเอง และขับไล่ตอนมนุษย์ ไม่ใช่เสียงหอนอย่างที่ยาเรย์ทำ แต่เป็นเสียงหอนจริงๆ ลอเรนซ์ทำชิ้นเนื้อตากแห้งหล่นจากปาก ม้าก็ตกใจจนกระโจนขึ้น แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ ร่างหญิงสาวที่ต้องแสงจันทร์ หูที่ติดอยู่กับหัวของเธอ หูของสัตว์ป่า “...เห้อ จันทร์สวยดีนะ เจ้ามีเหล้าไหม” หญิงสาวค่อยๆหุบปากปิดเสียงหอนก้องกังวาลนั่น ก้มหน้าลงแล้วหัวเราะพลางพูดออกมา ลอเรนซ์เรียกสติตัวเองกลับขึ้นมา ที่อยู่ตรงหน้านั้นไม่ใช่หมาป่าหรือสุนัขแต่อย่างใด แต่เป็นหญิงสาวสวยที่มีหูเหมือนหูสัตว์พวกนั้นติดอยู่เท่านั้นเอง “ไม่มี ประการแรก เจ้าเป็นใครกัน ทำไมมานอนหลับอยู่บนกระบะเกวียนข้าได้ กลัวถูกขายในเมืองเลยหนีมาหรือไง” ลอเรนซ์ตั้งใจจะขู่เต็มที่ แต่เธอกลับไม่รู้สึกสะทกสะท้านเลย “อะไรกัน ไม่มีเหล้าเหรอ ถ้างั้นของกินล่ะ... อ๊ะ น่าเสียดายนะเนี่ย” หญิงสาวพูดด้วยเสียงที่ไร้ความประหม่าแต่อย่างใด ทำจมูกฟุดฟิดแล้วเหมือนจะพบชิ้นเนื้อตากแห้งที่ลอเรนซ์เพิ่งกินไปเมื่อครู่นี้ เธอลงจากเกวียนแล้วขว้ามันใส่ปาก ระหว่างที่เธอเคี้ยวเนื้อตากแห้งอยู่นั้น ลอเรนซ์เหลือบเห็นเขี้ยวสองซี่ในปากของเธอ “นี่เจ้าเป็นพวกปีศาจร้ายเข้าสิง[3] รึ” ลอเรนซ์พูดพลางเอื้อมมือไปหยิบมีดสั้นที่เสียบไว้ที่เอว ค่าเงินเหรียญนั้นเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว พ่อค้าจึงมักแลกกำไรที่ตนได้มาเป็นสิ่งของพกติดตัวไปมา มีดสั้นทำจากเงินนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น และเงินก็เป็นโลหะศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถเอาชนะสัตว์ประหลาดทั้งปวงได้ แต่เมื่อลอเรนซ์หยิบมีดพร้อมพูดเช่นนั้นแล้ว หญิงสาวก็หยุดนิ่งประหลาดใจครู่หนึ่ง แล้วก็หัวเราะออกมา “ฮะฮะฮะ ข้านะเหรอปีศาจร้าย” เธออ้าปากกว้างหัวเราะจนเนื้อตากแห้งหล่นออกมาจากปาก ท่าย่อตัวเล็กน้อยหัวเราะของเธอดูน่ารัก เขี้ยวแหลมคมของเธอกลับทำให้ดูน่าดึงดูดมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามพอถูกหัวเราะเยาะแล้วกลับรู้สึกโกรธ “ขะ ... ขำอะไร” “ขำที่เจ้าพูดนั่นแหละ ข้าไม่เคยถูกใครพูดเช่นนั้นมาก่อนนี่” เธอยังหัวเราะคิกคักอยู่ขณะที่เก็บเนื้อตากแห้งขึ้นมาเคี้ยวอีกครั้งหนึ่ง นั่นเขี้ยวจริงๆด้วย รวมหูเข้าไปด้วยแล้วก็หมายความว่าเธอไม่ใช่มนุษย์ปกติแน่ๆ “เจ้าเป็นใครกัน” “ข้าเหรอ” “นอกจากเจ้าแล้วยังมีใครอีกล่ะ” “ม้าตรงนั้นไง” “...” พอลอเรนซ์ดึงมีดออกมารอยยิ้มก็จางหายไปจากใบหน้าของหญิงสาว ดวงตาสีอำพันที่มีแววประกายสีแดงคู่นั้นหรี่ลง “เจ้าเป็นใคร” “เจ้าถือมีดชี้มาทางข้านี่ไม่รู้มารยาทซะเลยนะ” “อะไรนะ” “หืม อ้า จริงด้วยสิ ข้าหนีมาสำเร็จแล้ว โทษทีนะ ลืมไปซะสนิทเลย” หญิงสาวพูดเช่นนั้นแล้วก็ยิ้มออกมา ช่างเป็นรอยยิ้มที่ไร้เดียงสาและน่ารักจริงๆ  ลอเรนซ์ไม่ได้ถูกเอาชนะแต่อย่างใด แค่คิดว่าในฐานะผู้ชายแล้วการหันปลายมีดเข้าใส่นั้นไม่สมควรจึงเก็บมีดไป “ชื่อของข้าคือโฮโล ไม่ได้กลับมาในร่างนี้นานพอควรแล้ว อืม ไปได้สวยแหะ” หญิงสาวมองดูร่างตัวเองพร้อมกับพูดออกมา เขาไม่ค่อยเข้าใจคำพูดครึ่งหลังสักเท่าไหร่ แต่ในครึ่งแรกมีคำพูดที่ติดใจเขาอยู่ “โฮโลเหรอ” “อื้ม โฮโล ชื่อดีไช่มั้ยล่ะ” ลอเรนซ์ตระเวณท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆมากมายแล้ว แต่มีที่เดียวที่เคยได้ยินชื่อนี้ นั่นคือชื่อของเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ของหมู่บ้านพาสโรเมื่อครู่นี้ “น่าประหลาดใจจัง ข้าเองก็รู้จักคนชื่อโฮโลอยู่คนหนึ่ง” เขาคิดว่า ช่างเป็นหญิงสาวที่กล้าจริงๆที่ใช้ชื่อเทพอ้างตัวเองเช่นนี้ อย่างน้อยก็รู้แล้วว่าเธอเป็นหญิงสาวจากหมู่บ้านแห่งนั้น อาจเป็นพวกที่ถูกเลี้ยงอย่างหลบๆซ่อนๆเพราะหูและเขี้ยวนั้นก็ได้ ยิ่งเธอพูดว่าหนีออกมาสำเร็จแล้วยิ่งทำให้เขาคิดว่าไม่ผิดเพี้ยนแน่ๆ ลอเรนซ์เคยได้ยินเรื่องของเด็กที่เกิดมาแปลกประหลาดเช่นนี้มาบ้าง เรียกกันว่าพวกปีศาจร้ายเข้าสิง คือเด็กที่ถูกปีศาจร้ายหรือวิญญาณเข้าสิงในตัวก่อนเกิด หากศาสนจักรมาพบก็มักจะถูกความผิดว่าบูชาปีศาจและถูกโทษประหารโดยไฟเผาอย่างไร้ความปราณีทั้งครอบครัว จึงมักจะนำไปทิ้งที่ภูเขาหรือซ่อนและเลี้ยงดูอยู่แต่ในบ้าน แต่ลอเรนซ์ก็เพิ่งเคยเห็นพวกปีศาจร้ายเข้าสิงจริงๆเป็นครั้งแรก เขาเคยจินตนาการไว้ว่าเป็นเหมือนสัตว์ประหลาดหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว แต่เท่าที่เห็นจะเรียกว่าเป็นเทพธิดาก็ไม่แปลก “โอ้ ข้าไม่เคยรู้จักใครที่ชื่อโฮโลนอกจากตัวข้าเองมาก่อน เจ้านั่นเป็นใครมาจากไหนรึ” หญิงสาวที่ชื่อโฮโลเคี้ยวเนื้อไปพลางพูด เธอดูไม่เหมือนคนที่กำลังหลอกลวงคนอื่นอยู่เลย แต่เธออาจจะถูกกักตัวไว้ในบ้านนานเสียจนคิดว่าตัวเองเป็นเทพก็ได้ “ชื่อของเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์แถวนี้น่ะ เจ้าเป็นเทพเหรอ” พอลอเรนซ์พูดเช่นนั้น โฮโลผู้อยู่ใต้แสงจันทร์ก็แสดงสีหน้าเดือดร้อนออกมาเสี้ยววินาทีหนึ่งแล้วก็กลับมายิ้มเช่นเดิม “มีคนเรียกข้าว่าเป็นเทพแล้วขังข้าไว้ใต้ดินเป็นเวลานานแล้ว แต่ข้าไม่ใช่ใครที่เก่งกาจเป็นเทพขนาดนั้น ข้าไม่ใช่ใครอื่นนอกเหนือจากโฮโล” ลอเรนซ์สรุปว่าคงหมายถึงถูกขังไว้ในบ้านตั้งแต่เกิด ทำให้เขารู้สึกสงสารหญิงสาวคนนี้ขึ้นมาเล็กน้อย “เป็นเวลานานนี่หมายถึงตั้งแต่เกิดรึ” “เปล่า” คำตอบนี้อยู่เหนือความคาดหมาย “บ้านเกิดของข้าอยู่ไกลออกไปทางเหนือ” “ทางเหนือรึ” “อืม โลกสีเงิน ฤดูร้อนแสนสั้น ฤดูหนาวยาวนาน” โฮโลหรี่ตามองออกไปไกล ดูไม่เหมือนว่าเธอกำลังโกหกอยู่เลย ท่าทางก็ไม่เหมือนว่าเธอกำลังเสแสร้งนึกถึงบ้านเกิดทางเหนือ ดูเป็นธรรมชาติเกินไป “เจ้าเคยไปไหม” ลอเรนซ์ถูกถามกลับทำให้เขาตกใจเล็กน้อย แต่หากโฮโลโกหกหรือพูดจากเรื่องเล่าที่เคยได้ฟังมาเขาก็จะรู้ได้ทันที เพราะเขาเคยทำการค้าไปจนถึงดินแดนที่เรียกกันว่าเหนือสุดเลยทีเดียว “เมืองที่ชื่ออโลฮิตอสต็อคนี่อยู่เหนือสุดสินะ พายุหิมะพัดตลอดปี น่ากลัวทีเดียว” พอเอ่ยชื่ออโลฮิตอสต็อค โฮโลก็ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตอบ “ฮื่ม ไม่เคยได้ยินแหะ” เขาคิดว่าเธอจะทำเป็นรู้จัก พอเธอตอบแบบนี้จึงอยู่นอกเหนือความคาดหมาย “ถ้างั้นเคยได้ยินชื่อที่ไหนล่ะ” “โยอิตซ์ ... มีอะไรเหรอ” ลอเรนซ์หลุดทำหน้าแหยออกไป จนต้องรีบปั้นหน้าปกติกลับมาใหม่ เขาเคยได้ยินชื่อเมืองโยอิตซ์ แต่ได้ยินจากเรื่องเล่าขณะที่พักอยู่ในบ้านพักทางเหนือ “เจ้าเกิดที่นั่นรึ” “ใช่แล้ว ตอนนี้โยอิตซ์จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ ทุกคนสบายดีมั้ยน้า” พูดแล้วโฮโลก็ห่อไหล่แล้วก้มสายตาลงต่ำ ท่าทางนั้นดูปล่าวเปลี่ยวจนไม่เหมือนเป็นการเสแสร้งเลย แต่ลอเรนซ์ก็ไม่เชื่อที่เธอพูด เพราะว่าตามเรื่องเล่านั้นหมู่บ้านที่เธอกล่าวถูกปีศาจหมีทำลายทิ้งไปเมื่อหกร้อยปีก่อน “นอกจากนั้นเคยได้ยินชื่ออื่นอีกไหม” “อืม... เรื่องมันก็หลายร้อยปีแล้วนะ... เอ่... อ้อ หมู่บ้านที่ชื่อเนียวฮิร่า อะไรนี่แหละนะ หมู่บ้านประหลาดที่มีน้ำร้อนพุ่งออกมาด้วย ข้าไปแช่บ่อยเลยแหละ” เนียวฮิร่าเป็นเมืองบ่อน้ำร้อนที่ยังมีอยู่ในตอนนี้ บางครั้งบรรดากษัตริย์และขุนนางจากต่างประเทศก็มาเยี่ยมเยียน แต่คนที่รู้จักหมู่บ้านเนียวฮิร่าแถวนี้คงมีไม่น้อย ระหว่างที่ลอเรนซ์คิดอยู่ โฮโลที่กำลังหวนคิดถึงตอนที่ตนแช่น้ำร้อนอย่างสบายใจ เธอก็จามออกมาเบาๆ ลอเรนซ์จึงนึกขึ้นมาได้ โฮโลไม่ได้สวมเสื้อผ้าอยู่ “อูว์ ข้าไม่ได้เกลียดร่างมนุษย์หรอกนะ แต่ข้าหนาว มีขนน้อยเกินไป” เธอพูดพร้อมกับหัวเราะ แล้วก็มุดเข้าไปในกองขนมาร์เท็น ลอเรนซ์เห็นท่าทางของโฮโลเช่นนั้นก็ปล่อยหัวเราะออกมา แต่สงสัยอะไรบางอย่างจึงถามโฮโลที่มุดเข้าไปในกองขนสัตว์นั่นแล้ว “นี่ ที่เจ้าพูดถึงร่างอะไรนั่นน่ะ เจ้าหมายถึงอะไรกันแน่” โฮโลโผล่แค่หัวออกมาจากกองขนสัตว์เพื่อตอบคำถามของลอเรนซ์ “ก็ความหมายตรงๆนั่นแหละ ข้าไม่ได้ใช้ร่างมนุษย์นานแล้ว น่ารักใช่มั้ยล่ะ๑ เพราะเธอยิ้มไปด้วยพูดไปด้วย ทำให้เขาเห็นด้วยอยู่ในใจ แต่ไม่แสดงออกแล้วอ้าปากพูด ยังไงก็ตามหญิงสาวคนนี้ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิด “แค่มีอะไรเกินออกมานิดหน่อย แต่เจ้าก็คนไม่ใช่เหรอ หรือว่าเป็นอะไร เหมือนเรื่องม้ากลายเป็นคน แต่นี่หมากลายเป็นคนรึ” พอพูดเหมือนยั่วอารมณ์เล็กน้อย โฮโลก็ค่อยๆยืนขึ้นช้าๆ หันหลังให้เขาชะโงกหน้าข้างไหล่ตัวเองไปแล้วพูด “อย่างที่เจ้าเห็นหูและหางของข้านี่แหละ ข้าเป็นหมาป่าชั้นสูงนะ ไม่ว่าจะเป็นผองเพื่อน สัตว์ต่างๆในป่า หรือผู้คนในหมู่บ้านต่างก็ก้มหัวให้ข้าหมด หางปลายขาวนี่ก็เป็นความภูมิใจของข้า ใครเห็นก็ต่างชมเชย หูแหลมนี่ก็เช่นกัน ไม่ปล่อยให้เหตุร้ายหรือคำโกหกหลอกลวงผ่านไปได้ ใช้ช่วยเพื่อนฝูงจากอันตรายมากมายมาแล้ว หากกล่าวถึงหมาป่าเจ้าปัญญาก็ไม่ได้หมายถึงใครอื่นนอกจากข้านี่แหละ” ฮื่ม โฮโลพูดแล้วทำเสียงออกมาอย่างภาคภูมิใจ แต่รู้สึกถึงความหนาวจึงรีบมุดกลับเข้าไปในกองขนสัตว์ แต่ลอเรนซ์ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ทั้งร่างเปลือยเปล่าของโฮโลนั้นดูสวยงาม และอีกทั้งหางที่ติดอยู่บริเวณสะโพกนั้นขยับได้จริงๆ ไม่ใช่แค่หู แต่มีหางด้วย แล้วลอเรนซ์ก็นึกถึงเสียงเห่าหอนเมื่อครู่ที่ผ่านมา นั่นเป็นของจริงอย่างไม่ผิดเพี้ยน ถ้าเป็นเช่นนั้น เธอก็คือเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ หมาป่าโฮโลจริงๆหรือ “ไม่น่า...” ลอเรนซ์พึมพำตอบตัวเองแล้วมองไปยังโฮโลอีกครั้ง แต่อีกด้านหนึ่งโฮโลไม่ได้สนใจลอเรนซ์เลย แค่มุดตัวอยู่ใต้ขนสัตว์อุ่นๆหรี่ตาลงอย่างสบายใจ ท่าทางดูเหมือนแมว แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นอยู่ที่ว่าโฮโลเป็นคนหรือไม่ คนที่เรียกกันว่าปีศาจร้ายเข้าสิงนั้นไม่ได้ถูกศาสนจักรจับเพราะรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไป แต่ในร่างนั้นมีปีศาจร้ายหรือวิญญาณสิงสู่อยู่จึงมักจะเป็นบ่อเกิดแห่งภัยพิบัติ ศาสนจักรจึงระวางโทษประหารด้วยการใช้ไฟคลอก แต่หากโฮโลเป็นสัตว์ที่แปลงร่างมาเป็นมนุษย์แล้ว ตามเรื่องเล่าต่างๆมักจะนำโชคดีมาให้หรือก่อให้เกิดปาฏิหารย์ หากโฮโลเป็นโฮโลตัวจริงแล้วละก็คงจะเป็นผู้ช่วยอย่างดีที่สุดในการซื้อขายข้าวสาลีแน่ๆ ลอเรนซ์หันไปหาโฮโล “เจ้าว่าชื่อโฮโล ใช่ไหม” “หืม” “เจ้าบอกว่าตัวเจ้าเองเป็นหมาป่าใช่ไหม” “อืม” “ที่ติดอยู่ที่ตัวเข้ามีแค่หูกับหางเองนี่ ถ้าเป็นหมาป่าแปลงร่างมาก็ต้องกลับเป็นร่างหมาป่าได้สิ” พอลอเรนซ์พูดเช่นนั้น โฮโลก็ดูงงอยู่ชั่วขณะหนึ่งแล้วทำหน้าเหมือนเพิ่งเข้าใจ “อ้อ เจ้าหมายถึงให้ข้าแสดงร่างหมาป่าให้ดูใช่ไหม” ลอเรนซ์พยักหน้าตอบ ที่จริงแล้วเขาตกใจเล็กน้อย เขาคิดว่าโฮโลจะทำหน้าลำบากใจหรือโกหกออกมา แต่โฮโลกลับทำหน้ารังเกียจ หากเป็นหมาป่าจริงๆก็คงแปลงร่างกลับได้ง่ายๆ แต่กลับทำหน้ารังเกียจที่ดูมีเหตุผลกว่าคำพูดแก้ตัวง่ายๆ แล้วพูดตอบตรงๆ “ข้าไม่อยาก” “ทะ ทำไมล่ะ” “เจ้านั้นแหละ ทำไม” เมื่อลอเรนซ์ถูกทำหน้ารังเกียจและถามกลับก็รู้สึกลังเล สำหรับลอเรนซ์แล้วปัญหาที่ว่าโฮโลเป็นมนุษย์หรือไม่เป็นปัญหาสำคัญ เขาปัดความลังเลออกไปแล้วพยายามพูดเพื่อให้ตนกลับมาเป็นฝ่ายคุมบทสนทนาเอง “ถ้าเจ้าเป็นมนุษย์ ข้าก็จะส่งตัวเจ้าให้กับศาสนจักร เพราะพวกปีศาจร้ายเข้าสิงนำพาแต่ความโชคร้าย แต่ถ้าเจ้าเป็นร่างแปลงของเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์โฮโลจริงๆ ข้าก็จะไม่ทำเช่นนั้น” หากเป็นตัวจริงละก็ เธอก็จะเป็นสัตว์ที่แปลงร่างมาเป็นมนุษย์ซึ่งมักจะนำโชคดีมาให้ นอกจากจะเลิกความคิดส่งตัวให้กับศาสนจักรแล้ว จะให้เหล้าองุ่นกับขนมปังด้วยก็ยังได้ โฮโลได้ยินคำพูดของลอเรนซ์แล้วยิ่งทำหน้ารังเกียจมากขึ้นไปอีก เขาจึงทำจมูกย่น “ตามเรื่องเล่าที่ข้าเคยได้ยินมา ร่างแปลงของสัตว์จะแปลงกลับเป็นร่างเดิมได้นี่ ถ้าเป็นตัวจริงละก็แปลงกลับเป็นร่างเดิมได้ใช่ไหมล่ะ” โฮโลทำหน้าบึ้งเงียบฟังคำของลอเรนซ์อยู่เหมือนเดิม ในที่สุดก็ถอนหายใจแล้วค่อยๆออกมาจากกองขนสัตว์ “ข้าเจอเรื่องร้ายๆกับศาสนจักรมามากพอแล้ว ไม่อยากถูกส่งตัวไปอีกแล้ว แต่ว่า” เธอถอนหายใจอีกครั้งหนึ่ง แล้วเลียหางตัวเองพร้อมพูดต่อ “แต่จะแปลงร่างแต่ละครั้งจะต้องมีของแลกเปลี่ยนไม่งั้นจะแปลงร่างไม่ได้ พวกเจ้าเองพอจะแปลงโฉมก็ต้องใช้เครื่องสำอาง จะเปลี่ยนรูปร่างตัวเองก็ต้องใช้อาหารใช่มั้ยละ” “เจ้าต้องการอะไรล่ะ” “ของข้าต้องการแค่ข้าวสาลีนิดหน่อย” สมกับเป็นเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์จนลอเรนซ์แทบจะยอมรับได้ แต่เขาก็ต้องหวาดกลัวในเสี้ยววินาทีต่อมา “หรือไม่ก็เลือดสดๆ” “เลือด...สดๆรึ” “ปริมาณไม่ต้องมากนักหรอก” เธอพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป อีกทั้งดูไม่เหมือนกำลังโกหกอยู่เลยจนลอเรนซ์กลืนน้ำลาย แล้วเขาก็เหลือบไปเห็นที่มุมปากของโฮโล เขี้ยวสองซี่ที่เขาเห็นตอนที่เธอหยิบเนื้อตากแห้งขึ้นมากิน “อะไรกัน กลัวรึ” แล้วเธอก็หัวเราะแห้งๆใส่ลอเรนซ์ เขาตอบกลับออกไปอย่างรวดเร็ซว่า “ไม่มีทาง” แต่โฮโลดูจะสนุกกับปฏิกิริยาของเขา แต่แล้วรอยยิ้มบนใบหน้าเธอก็จางหายไป ละสายตาจากลอเรนซ์แล้วพูดว่า “เห็นเจ้าเป็นอย่างนี้แล้วยิ่งไม่อยากแปลงร่างเข้าไปใหญ่” “ทะ ทำไมล่ะ” ลอเรนซ์รู้สึกตัวว่าถูกแกล้งก็เลยถามเสียงแข็งกลับไป โฮโลก็ยังหลบสายตาเขาแล้วตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “เพราะเจ้าคงจะกลัวตัวสั่นน่ะสิ ต่อหน้าร่างของข้าผู้คนและสัตว์ทั้งหลายต่างเปิดทางให้ข้าพร้อมแววตาหวาดกลัว แล้วยกย่องให้ข้าเป็นคนพิเศษ ข้าไม่อยากถูกมองแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว” “ขะ ข้าไม่กลัวหรอก” “ถ้าจะทำใจแข็งพูดเช่นนั้นแล้ว ก่อนอื่นก็ต้องซ่อนมือที่สั่นอยู่นั่นก่อนนะ” ลอเรนซ์ตกใจจนก้มลงมองดูมือตัวเอง กว่าเขาจะรู้ตัวก็สายไปแล้ว “หุหุ เจ้าเป็นคนซื่อนะ” โฮโลพูดอย่างสนุกสนาน แต่ก่อนที่ลอเรนซ์จะกล่าวคำแก้ตัว โฮโลก็เปลี่ยนท่าทีรีบพูดออกไปในทันที “แต่ถึงเจ้าจะเป็นคนซื่อ ก็ไม่ได้แปลว่าข้าจะไม่แสดงร่างจริงๆของข้าให้ดู คำพูดที่เจ้าพูดเมื่อกี๊นี้ เป็นเรื่องจริงใช่มั้ย” “คำพูดเมื่อกี๊...” “ที่ว่าหากข้าเป็นหมาป่าจริงๆจะไม่พาไปหาศาสนจักรน่ะ” “คือ...” เขาเคยได้ยินมาอีกว่าพวกปีศาจร้ายเข้าสิงนั้นบางคนใช้ภาพลวงตาด้วย ดังนั้นแค่นี้ยังไม่สามารถตัดสินใจได้ ลอเรนซ์จึงยังไม่เอ่ยปากตอบ แล้วโฮโลก็พูดเหมือนรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น “ข้ามั่นใจตัวเองว่าดูคนหรือสัตว์ไม่ผิดเพี้ยนแน่ เจ้าเป็นคนที่รักษาสัญญาต่อผู้อื่นใช่มั้ยล่ะ” ลอเรนซ์ได้แต่ปิดปากไม่ตอบคำพูดที่เหมือนคำหยอกล้อนั้น เพราะเมื่อถูกพูดแบบนั้นแล้วจะกลับคำตอนนี้ก็ไม่ได้ ทั้งที่รู้ตัวว่าถูกคุมเกมอยู่แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ “ถ้างั้นข้าให้ดูนิดนึงละกัน จะให้ดูทั้งตัวออกจะยากไปหน่อย ข้าให้ดูแค่แขนนะ” เมื่อพูดเช่นนั้นโฮโลก็ยืดแขนไปยังมุมหนึ่งของกระบะเกวียน ลอเรนซ์คิดขึ้นมาชั่ววูบว่าโฮโลคงต้องทำท่าบางอย่างเพื่อแปลงร่าง แต่ในที่สุดก็รู้ว่าเธอจะทำอะไร เธอแค่เอื้อมไปหยิบเมล็ดข้าวสาลีจากมัดข้างสาลีที่วางไว้ตรงมุมเกวียนเท่านั้นเอง “ใช้เมล็ดพวกนั้นทำอะไรน่ะ” ลอเรนซ์ถามออกไปโดยไม่คิด แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบประโยค โฮโลก็เอาเมล็ดพวกนั้นใส่เข้าปาก แล้วหลับตากลืนมันลงไปเหมือนกับกินยา ลอเรนซ์จินตนาการถึงรสขมของข้าวทั้งเปลือกที่แผ่ออกไปในปากแล้วขมวดคิ้ว แต่ในวินาทีถัดไปความคิดเหล่านั้นก็หายไป “อุ อูววว.......!” ทันใดนั้นเองโฮโลก็เริ่มส่งเสียงร้องครวญคราง กุมกดแขนซ้ายไว้แน่นแล้วนอนคว่ำลงบนกองขนสัตว์ ท่าทางของเธอไม่เหมือนการเสแสร้งเลยแม้แต่นิดเดียว แต่พอลอเรนซ์รีบร้อนส่งเสียงเรียกไป เขาก็ได้ยินเสียงแปลกประหลาด แสกแสกแสก เสียงเหมือนหนูจำนวนมากวิ่งอยู่ในป่า เขาคิดว่าเสียงนี้จะดังนานพอสมควรแล้วก็กลายเป็นเสียงตุบเหมือนเสียงย่ำเท้าลงบนพื้นดินนุ่มๆ ลอเรนซ์ได้แต่ประหลาดใจ แขนเรียวของโฮโลก็ได้กลายเป็นขาหน้าของสัตว์ป่าขนาดมหึมาไม่เข้ากับร่างกายของเธอ “อืม... ฟู่ ไม่เข้ากันจริงๆด้วย” สงสัยว่าขาหน้าข้างนั้นใหญ่เกินไปจนร่างกายรับน้ำหนักไม่ไหว โฮโลจึงวางมันไว้บนกองขนสัตว์แล้วพิงตัวเองไว้กับมัน “ว่ายังไง เชื่อแล้วหรือยัง” เธอมองขึ้นมาทางลอเรนซ์แล้วพูดออกไป “อะ... อืม...” แต่ลอเรนซ์พูดไม่ออก เขาขยี้ตาพร้อมทั้งส่ายหัวหลายครั้งขณะที่มองจ้องไปยังขาข้างนั้น เป็นขาหน้าที่มีขนยาวสีน้ำตาลเข้มปกคลุม ดูจากขนาดแล้วทั้งร่างคงมีขนาดใหญ่มหึมาไม่แพ้กับม้า เขี้ยวเล็บที่ปลายนิ้วนั้นขนาดใหญ่เหมือนเคียวที่ผู้หญิงใช้เกี่ยวข้าว ขานี้งอกออกมาจากไหล่บางๆของหญิงสาว ยิ่งทำให้คิดว่าเป็นภาพลวงตา ภาพเบื้องหน้านั้นเหลือเชื่อ ในที่สุดลอเรนซ์ก็เอาถุงใส่น้ำมาล้างหน้าตัวเอง “ขี้สงสัยจริงๆน้า ถ้าคิดว่าเป็นภาพลวงตาละก็ลองจับดูก็ได้” โฮโลหัวเราะพลางขยับอุ้งเท้าแกล้ง ถึงลอเรนซ์จะโกรธเมื่อถูกแกล้ง แต่ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้เขาลังเล โดยเฉพาะขนาดใหญ่โตของขาหน้าข้างนั้นทำให้รู้สึกไม่กล้าเข้าใกล้ แต่เมื่อโฮโลขยับอุ้งมืออีกครั้ง ลอเรนซ์ก็ตัดสินใจแล้วปีนขึ้นที่นั่ง แค่ขาของหมาป่าเท่านั้นแหละ เราเองยังเคยขาย “ขามังกร” เลย เขาพูดกับตัวเอง ณ วินาทีที่เขากำลังจะสัมผัสขาของโฮโลนั่นเอง “อ๊ะ” โฮโลส่งเสียงเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ทำให้ลอเรนซ์รีบชักมือกลับไป “วะ หวา ... มะ มีอะไร” “หืม เปล่า อะไร ... ว่าแต่ เจ้าตกใจเกินไปรึเปล่า” เมื่อถูกพูดเหมือนประหลาดใจ ทำให้ลอเรนซ์รู้สึกทั้งอายทั้งหงุดหงิดไปพร้อมๆกัน แต่เขาคิดว่าหากโกรธไปกว่านี้ยิ่งทำให้ดูเป็นคนที่ใช้ไม่ได้ยิ่งขึ้นไปอีก เขาจึงตั้งสติเพื่อไม่ให้โดนแกล้งอีกแล้วยื่นมือออกไป พร้อมกับถามโฮโลอีกครั้ง “สรุปว่า เมื่อกี๊มีอะไร” “อืม” จู่ๆโฮโลก็ทำเสียงน่ารักพร้อมเงยหน้าขึ้นมอง “จับเบาๆนะ” ลอเรนซ์ชะงักเพราะคำอ้อนนั้น แล้วเมื่อลอเรนซ์มองไปทางโฮโล ก็เห็นเธอกำลังยิ้มอยู่ “เจ้านี่น่ารักจริงๆเลยนะ” ลอเรนซ์ตัดสินใจไม่ฟังคำพูดของโฮโลอีกต่อไปแล้ว เอื้อมมือไปจับขาหน้าของโฮโลอย่างรวดเร็ว “ว่าไง เชื่อรึยัง” ลอเรนซ์ไม่ตอบคำของโฮโล เขากำลังสำรวจสัมผัสที่มือของเขาเองอยู่ ถึงเขาจะรู้สึกโกรธที่ถูกล้อเล่น แต่ไม่ได้ตอบกลับไปเพราะมีเหตุผลอื่น นั่นก็คือสัมผัสที่มือนี้ ขาของสัตว์ป่าที่งอกออกมาจากไหล่ของโฮโล ให้ความรู้สึกหนักของกระดูกเหมือนกับท่อนซุง มีกล้ามเนื้อราวกับแขนของนักรบ ยิ่งไปกว่านั้นมีขนสีน้ำตาลเข้มขึ้นปกคลุม จากข้อต่อที่ไหล่ไล่ไปจนถึงข้อเท้าก็จะเป็นอุ้งเท้าขนาดใหญ่ ก้อนเนื้อที่อุ้งเท้าไม่ได้แยกกันราวกับก้อนขนมปังนุ่มสีชมพู เลยออกไปอีกคือเล็บที่แข็งเหมือนเคียว เช่นเดียวกับท่อนขา สัมผัสที่เล็บนี้ไม่มีทางเป็นภาพลวงตาไปได้ ไม่อุ่นไม่เย็นเป็นสัมผัสเฉพาะของเล็บสัตว์ป่า และยิ่งคิดว่าได้สัมผัสสิ่งที่ไม่ควรสัมผัสยิ่งทำให้ลอเรนซ์ขนลุก ลอเรนซ์กลืนน้ำลายแล้วพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว “นี่เจ้า เป็นเทพจริงๆรึ” “ข้าไม่ใช่เทพ ดูจากขนาดขานี้ก็คงรู้แล้ว แค่ตัวใหญ่ และก็ฉลาดกว่าหมาป่าตัวอื่นนิดหน่อยเท่านั้นเอง ข้าคือโฮโล หมาป่าเจ้าปัญญาโฮโล” โฮโลชมตัวเองว่าฉลาดโดยไม่เกรงใจใคร แล้วทำหน้าภูมิใจในตัวเองใส่ลอเรนซ์ ท่าทางเธอดูเหมือนเป็นแค่หญิงสาวที่ชอบแกล้งคนอื่น แต่ขาสัตว์ป่าที่งอกออกมาจากไหล่ของเธอบอกให้รู้ว่านั่นไม่ใช่แค่สัตว์ป่าธรรมดา ไม่ใช่แค่ตัวใหญ่เท่านั้น “ทีนี้ ว่ายังไงล่ะ” ลอเรนซ์ไม่ได้รวบรวมความคิดก่อนก่อนจะพยักหน้าตอบคำถาม “แต่ว่า... โฮโลตัวจริงต้องอยู่ในตัวยาเรย์ไม่ใช่เหรอ เขาว่ากันว่าจะต้องอยู่ในตัวคนที่ตัดข้าวสาลีกอสุดท้าย...” “หุๆๆ ข้าคือหมาป่าเจ้าปัญญาโฮโลนะ ข้ารู้ตัวดีว่าร่างของข้าถูกจำกัดยังไงบ้าง ถ้าพูดให้ถูกตัวข้าต้องอยู่ในข้าวสาลี ถ้าไม่มีข้าวสาลีข้าก็อยู่ไม่ได้ แล้วในฤดูเก็บเกี่ยวข้าเองก็จะอยู่ในข้าวสาลีกอสุดท้ายที่ถูกตัด ปกติแล้วจะออกมาไม่ได้ จะให้ใครเห็นตัวข้าไม่ได้ แต่ก็มีข้อยกเว้น” ลอเรนซ์ฟังเรื่องเล่าของโฮโลพลางนึกชมในใจ “ถ้ามีข้าวสาลีมัดใหญ่กว่าที่ถูกตัดเป็นกอสุดท้ายอยู่ใกล้ๆ ข้าจะสามารถย้ายไปอยู่ในมัดข้างสาลีมัดนั้นได้โดยไม่มีใครเห็น ดังนั้นชาวบ้านเลยพูดใช่มั้ยว่าถ้าตัดมากเกินไปแล้วจะไล่ต้อนเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ไม่ได้แล้วหนีไปน่ะ” ลอเรนซ์หันไปมองมุมกระบะเกวียนในทันที ที่มุมนั้นมีมัดข้าวสาลีวางอยู่ เป็นข้าวสาลีที่ลอเรนซ์ได้รับจากหมู่บ้านในหุบเขาลึกนั่นเอง “เพราะฉะนั้น เจ้าก็เหมือนเป็นผู้มีพระคุณต่อข้า ถ้าเจ้าไม่อยู่ตอนนั้นข้าก็หนีออกมาไม่ได้” ลอเรนซ์ไม่ได้เชื่อคำพูดของโฮโลในทันที แต่ท่าทางเธอกลืนข้าวสาลีเพื่อเปลี่ยนแขนกลับเป็นปกตินั้นมีพลังทำให้น่าเชื่อถืออย่างประหลาด แต่เนื่องจากโฮโลพูดอย่างไม่ค่อยพอใจว่าเขาเป็นผู้มีพระคุณ ลอเรนซ์จึงนึกวิธีแก้เผ็ดขึ้นมาได้ “ถ้างั้นจะเอาข้าวสาลีนี้กลับไปหมู่บ้านนั้นดีมั้ยน้า เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ไม่อยู่แล้วพวกเขาคงลำบากแย่เลย ข้ารู้จักกับพวกยาเรย์และชาวบ้านในหมู่บ้านพาสโรมานานแล้วซะด้วยสิ ไม่อยากเห็นพวกเขาต้องลำบาก” นั่นเป็นคำพูดที่นึกขึ้นมาได้เฉยๆ แต่คิดดีๆแล้วก็เป็นจริงตามนั้น หากโฮโลเป็นโฮโลตัวจริงแล้วละก็หมู่บ้านนั้นคงจะเก็บเกี่ยวได้น้อยลง แต่เขาคิดเช่นนั้นได้ไม่นาน เพราะโฮโลมองเขาเหมือนกับกำลังถูกหักหลัง “อะไรกัน ... เจ้า พูดเล่นใช่ไหม” เป็นสีหน้าอ่อนแอต่างจากที่ผ่านมาทำให้ลอเรนซ์ใจอ่อนไปชั่วขณะหนึ่ง “ก็... นะ” เขาต้องการเวลาสงบจิตใจคิดสักหน่อยจึงตอบเลี่ยงไปเพื่อซื้อเวลา แต่ใจหัวเขากำลังคิดเรื่องอื่นไปด้วย ทำให้ไม่สามารถสงบใจลงได้ กลับยิ่งวุ่นวายใจเข้าไปอีก ลอเรนซ์กำลังสับสนอยู่ หากโฮโลเป็นโฮโลตัวจริง เป็นเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์จริงๆแล้ว สิ่งที่เขาควรทำก็คือเอาข้าวสาลีนี้กลับไปยังหมู่บ้าน เขารู้จักกับชาวบ้านพาสโรมานานแล้ว ไม่อยากเห็นพวกเขาลำบาก แต่เมื่อเขาหันกลับมามองโฮโล เธอไม่ได้แสดงท่าทางก๋ากั่นเหมือนเดิมแล้ว แต่ดูลำบากใจราวกับเจ้าหญิงที่ถูกจับขังในเทพนิยาย เขาทำหน้าบึ้งแล้วถามกับตัวเอง ควรจะพาหญิงสาวคนนี้กลับไปยังหมู่บ้านทั้งที่เธอไม่อยากงั้นหรือ แต่หากเป็นโฮโลตัวจริงล่ะ ความคิดสองฝั่งขัดแย้งกันอยู่ ลอเรนซ์คิดหนักจนเหงื่อซึม แล้วเขาก็รู้สึกตัวขึ้นมาว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังมองเขาอยู่ ที่ตรงนั้นไม่มีใครอื่น เมื่อเขามองไปยังโฮโลก็เห็นเธอกำลังมองกลับขึ้นมาด้วยสายตาอ้อนวอน “เจ้า... ช่วยข้าใช่ไหม” เธอเอียงคอเล็กน้อยถามเขา ทำให้ลอเรนซ์ทนไม่ไหวหันหน้าหนีไป ทุกวันๆเขาได้มองแต่หางม้า พอมีหญิงสาวมองเขาด้วยสายตาเช่นนั้นก็ทนไม่ได้ ในที่สุดลอเรนซ์ก็ตัดสินใจ เขาหันกลับไปหาโฮโลแล้วถามเธอออกไป “ข้าอยากถามเจ้าอย่างนึง” “... อืม” “ถ้าเจ้าไม่อยู่แล้วหมู่บ้านพาสโรจะปลูกข้าวสาลีได้ไม่ดีเหมือนเดิมหรือเปล่า” ไปถามไปอยากนั้นแล้วโฮโลคงไม่ตอบอะไรที่จะเป็นผลร้ายกับตนอยู่แล้ว แต่ลอเรนซ์เป็นพ่อค้า มีประสบการณ์นับไม่ถ้วนในการเจรจาซื้อขายซึ่งการโกหกถือเป็นเรื่องปกติ ทำให้เขามั่นใจว่าหากโฮโลโกหกเขาจะรู้ได้ทันที ดังนั้นลอเรนซ์จึงตั้งใจฟังคำตอบเพื่อจับโกหก แต่เธอก็ไม่ตอบสักที พอมองไป โฮโลแสดงสีหน้าต่างจากที่ผ่านมาอีก เป็นใบหน้าโกรธและเหมือนจะร้องไห้ไปพร้อมๆกัน เธอมองจ้องไปยังมุมกระบะสินค้า “มะ มีอะไรเหรอ” ลอเรนซ์พลั้งปากถามออกไป “ถึงข้าจะไม่อยู่ หมู่บ้านนั้นก็ปลูกข้าวต่อไปได้อยู่แล้ว” เธอพูดอย่างหงุดหงิด เสียงนั้นเจือด้วยความโกรธอย่างน่าประหลาดใจ “...งั้นเหรอ” ลอเรนซ์ถามพร้อมกับรู้สึกถึงรังสีความโกรธรุนแรงที่แผ่ออกมา โฮโลเกร็งไหล่บางๆนั้นด้วยความโกรธพลางพยักหน้า เธอกำลังกำขนสัตว์แน่นด้วยมือทั้งสองข้าง “ข้าอยู่ที่หมู่บ้านนั้นนานมากแล้ว นานพอๆกับจำนวนเส้นขนหางของข้า ถึงระหว่างนั้นจะเริ่มรู้สึกไม่พอใจแต่ข้าก็ไม่เคยละมือจากข้าวสาลีของหมู่บ้านนั้นเลย ข้าเคยสัญญากับเด็กหนุ่มในหมู่บ้านนั้นเมื่อนานมาแล้วว่าจะช่วยให้ข้าวสาลีออกรวงสวยงาม แล้วข้าก็รักษาสัญญานั้นเรื่อยมา” ที่เธอเล่าเรื่องโดยไม่มองลอเรนซ์เลยคงเป็นเพราะว่าเธอโกรธจนระงับอารมณ์ไม่อยู่ โฮโลที่พูดปร๋อเมื่อครู่นี้กลับตะกุกตะกักพูดไม่ออก “ข้า... ข้าเป็นหมาป่าที่อาศัยอยู่ในข้าวสาลี ถ้าเป็นเรื่องข้าวสาลีหรือต้นไม้ใบหญ้าที่งอกจากพื้นดินละก็ไม่แพ้ใคร ฉะนั้นข้าก็ทำให้ทุ่งข้าวสาลีของหมู่บ้านนั้นออกรวงสวยงามตามคำสัญญา แต่ในบางครั้งก็จำเป็นจะต้องให้ออกผลไม่ดีบ้าง บางครั้งก็ต้องให้พื้นดินได้พักบ้าง แต่เมื่อบางครั้งผลผลิตไม่ดีก็โทษว่าข้าไม่ใส่ใจ โดยเฉพาะไม่กี่ปีมานี้ยิ่งแย่ลงอีก จนข้าคิดจะหนีออกจากหมู่บ้าน ข้าทนไม่ไหวแล้ว ข้าทำตามคำสัญญามาพอแล้ว” ลอเรนซ์เดาว่าโฮโลโกรธที่สุดแล้ว เขาได้ยินมาว่าไม่กี่ปีมานี้ผู้ปกครองหมู่บ้านพาสโรได้เปลี่ยนมาเป็นท่านเคานท์เอเลนด็อต หลังจากนั้นก็ได้นำวิธีการเพาะปลูกแบบใหม่ของประเทศพัฒนาแล้วทางใต้มาประยุกต์ใช้ ทำให้ได้ผลผลิตดีขึ้นกว่าเดิม โฮโลคงคิดว่าไม่มีใครให้ความสำคัญกับตนแล้ว นอกจากนั้น ไม่นานมานี้ความคิดที่ว่าพระเจ้าของศาสนจักรไม่มีอยู่จริงเริ่มแพร่หลายมากขึ้น เทพแห่งการเพาะปลูกในพื้นที่ห่างไกลคงถูกรวมเข้าไปด้วยกระมัง “ยิ่งไปกว่านั้น หมู่บ้านนั้นคงจะเพาะปลูกต่อไปได้ด้วยดี แต่คงจะต้องเจอความอดอยากบ้าง ก็เป็นเพราะพวกเขาเองนั้นแหละ แล้วพวกเขาก็คงจะผ่านมันไปได้ด้วยตัวเอง ถึงตอนนั้นข้าเองก็คงไม่มีความสำคัญแล้ว พวกเขาคงไม่ให้ความสำคัญกับข้าอีกแล้ว!” โฮโลพูดทั้งหมดนี้โดยไม่หยุดหายใจเลย เมื่อพูดเสร็จเธอก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วทิ้งตัวนอนคว่ำลงบนกองขนสัตว์ แล้วขดตัวมุดหน้าลงไปดึงทึ้งกองขนสัตว์นั่น ถึงจะมองไม่เห็นหน้าเธอ แต่คิดว่าหากเธอร้องไห้อยู่ก็ไม่แปลก บรรยากาศเช่นนั้นทำให้ลอเรนซ์พูดอะไรไม่ออก ได้แต่เกาหัว เขานึกในใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แล้วมองไหล่บางๆกับหูหมาป่าของโฮโล เทพเจ้าจริงๆอาจจะทำอย่างนี้ก็ได้ คือทำตัวไม่เกรงใจใครแสดงความฉลาดของตน แล้วทำอารมณ์เสียหงุดหงิดเหมือนเด็กๆแสดงความอ้างว้างว่างเปล่าของตน ลอเรนซ์จนปัญญา แต่ถึงจะจนปัญญาจะเงียบไปเฉยๆเช่นนี้ก็คงไม่ได้ เลยลองเปลี่ยนเรื่องคุยเรื่องอื่นแทน “เรื่องนั้นจะเป็นยังไงก็ขอพักไว้ก่อน...” “เจ้าว่าข้าโหกงั้นรึ” โฮโลเงยหน้าพรวดขึ้นมาตอบลอเรนซ์ทำให้เขาชะงักไป แต่เหมือนว่าเธอจะรู้สึกว่าตัวเองใช้อารมณ์มากเกินไปจึงกล่าวขอโทษแล้วมุดหน้ากลับลงไปบนขนสัตว์ “ข้าเข้าใจว่าเจ้าโกรธมากพอควร แต่หนีออกมาจากหมู่บ้านแล้วมีเป้าหมายจะมุ่งหน้าไปไหนรึ” ถึงโฮโลจะไม่ได้ตอบคำถามทันที แต่ลอเรนซ์ก็เป็นใบหูของเธอขยับเล็กน้อย จึงรอคำตอบอยู่ อาจเป็นเพราะเพิ่งใส่อารมณ์ไปเมื่อครู่นี้จึงยังมองหน้าเขาไม่ติดก็ได้ พอคิดเช่นนั้นก็รู้สึกว่าน่ารักทีเดียว แล้วโฮโลก็ทำหน้าบึ้งหันกลับมามองมุมกระบะ ตอบเหมือนกับที่ลอเรนซ์คิดเอาไว้ “ข้าอยากกลับไปทางเหนือ” ลอเรนซ์ถามสั้นๆ “ทางเหนือ?” โฮโลพยักหน้า หันหน้าจากกระบะมองออกไปยังที่ห่างไกล ถึงลอเรนซ์จะไม่หันมองตามสายตาคู่นั้นก็รู้ว่าเธอมองตรงไปยังทิศเหนือ “บ้านเกิด ป่าโยอิตซ์ เวลาผ่านไปเนิ่นนานขนาดไหนข้าจำไม่ได้ ... ข้าอยากกลับไป” ลอเรนซ์สะดุ้งกับคำว่า บ้านเกิด แล้วจ้องไปยังใบหน้าของโฮโล ตัวลอเรนซ์เองออกเดินทางในฐานะพ่อค้าเร่ร่อนราวกับทิ้งบ้านเกิดตัวเอง เขาไม่เคยกลับไปที่นั่นเลยแม้แต่ครั้งเดียว หมู่บ้านที่เขาเกิดนั้นเป็นหมู่บ้านเล็กๆยากจน ไม่ค่อยมีความทรงจำดีๆสักเท่าไหร่ แต่ถึงกระนั้นเมื่อนั่นอยู่บนเกวียนตัวคนเดียวก็ทำให้เขารู้สึกคิดถึงบ้านขึ้นมาในบางครั้ง หากโฮโลเป็นโฮโลตัวจริง นอกจากจะจากบ้านเกิดตนเองมาไม่รู้กี่ร้อยปีแล้วยังถูกที่อยู่ใหม่เพิกเฉยอีก ใครๆก็คงเข้าใจความรู้สึกคิดถึงบ้านของเธอ “แต่ข้าอยากท่องเที่ยวสักหน่อย ไหนๆก็ได้ออกมาอยู่ต่างถิ่นทั้งที เวลาก็ผ่านไปตั้งนานแล้วอะไรๆก็คงเปลี่ยนไปสินะ ออกไปเปิดหูเปิดตาสักหน่อยก็คงดี” โฮโลพูดเช่นนั้นแล้วหันกลับมาหาลอเรนซ์อย่างสงบเรียบร้อย “หากเจ้าไม่ได้คิดจะนำข้าวสาลีนั่นกลับไปยังหมู่บ้านพาสโร หรือพาตัวข้าไปให้ศาสนจักร ข้าก็อยากให้เจ้าช่วยสักหน่อย เจ้าเป็นพ่อค้าเร่ใช่ไหมล่ะ” โฮโลยิ้มน้อยๆราวกับเชื่อหรือมองออกว่าลอเรนซ์จะไม่ปฏิเสธ คำพูดของเธอเหมือนกับเป็นคำขอร้องของเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมานาน ลอเรนซ์ยังตัดสินไม่ได้ว่าโฮโลเป็นโฮโลตัวจริงหรือเปล่า แต่เมื่อดูท่าทางของเธอแล้วก็คิดว่าอย่างน้อยก็ดูไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ยิ่งไปกว่านั้นพอได้คุยกับหญิงสาวปริศนาคนนี้แล้วเขาก็เริ่มรู้สึกสนุกขึ้นมา แต่ลอเรนซ์ก็ยังไม่ลืมความเป็นพ่อค้าพยักหน้าตกลงไปในทันทีแต่อย่างใด สิ่งสำคัญของพ่อค้าคือความกล้าที่ไม่กลัวแม้แต่เทพเจ้า และความรอบคอบสงสัยแม้แต่ตนเอง ลอเรนซ์คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเปิดปากพูดออกมา “ข้ายังตัดสินใจไม่ได้นะ” ลอเรนซ์คิดว่าโฮโลคงจะทำหน้าเบ้ใส่เขา แต่นั่นเป็นการดูถูกเธอเกินไป โฮโลพยักหน้าเห็นด้วย “ความรอบเป็นสิ่งที่ดี แต่ข้ามองคนไม่ผิดหรอก ข้าเชื่อว่าเจ้าไม่ใช่คนจิตใจเย็นชาที่จะปฏิเสธคำขอร้องของใครได้ง่ายๆ อ้อ แต่ข้าเป็นหมาป่านี่เนอะ” โฮโลพูดพร้อมรอยยิ้มหยอกล้อ แล้วก็มุดกลับเข้าไปในกองขนสัตว์เหมือนเดิม แต่ไม่ได้อารมณ์เสียเช่นเดิมแล้ว เหมือนกับพูดว่าบทสนทนาวันนี้จบแค่นี้ ถึงลอเรนซ์จะรู้สึกไม่พอใจที่ไม่ได้เป็นคนคุมบทสนทนา แต่ก็อดยิ้มให้กับท่าทางของโฮโลไม่ได้ ทันใดนั้นเมื่อเขากำลังคิดอยู่ว่าหูของโฮโลขยับรึเปล่า เธอก็โผล่หน้าออกมาหาลอเรนซ์ “คงไม่สั่งให้ข้าออกมานอนข้างนอกใช่มั้ย” โฮโลถามทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าลอเรนซ์ไม่มีทางพูดอย่างนั้นแน่ เขาตอบเธอด้วยการยักไหล่ แล้วโฮโลก็หัวเราะคิกคักพลางกลับเข้าไปในกองขนสัตว์ พอเห็นเช่นนี้ลอเรนซ์อดคิดไม่ได้ว่าเมื่อกี๊ที่เธอทำตัวเหมือนกับเจ้าหญิงที่ถูกกักขังนั้นเธออาจเสแสร้งก็เป็นได้ แต่เขาไม่คิดว่าความไม่พอใจต่อหมู่บ้านและความคิดถึงบ้านเป็นเรื่องโกหก และเมื่อกล่าวว่าความรู้สึกเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องโกหกก็หมายความว่าเชื่อว่าเธอเป็นโฮโลตัวจริง แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะเป็นพวกปีศาจร้ายเข้าสิงคิดเพ้อไปเอง ในที่สุดลอเรนซ์ก็ถอนหายใจเลิกคิดมากไปกว่านี้แล้วปืนขึ้นเกวียน เพราะถึงจะคิดมากไปกว่านี้ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เมื่อคิดอะไรไม่ออกแล้วก็ควรปล่อยเวลาให้ผ่านไปด้วยการนอน ถึงโฮโลจะนอนอยู่ แต่ขนสัตว์พวกนี้แต่เดิมก็เป็นของลอเรนซ์ ถ้าเจ้าของต้องเป็นฝ่ายไปนอนห่มผ้าที่ที่นั่งคนขับเองก็ใช่ที่ เขาจึงบอกให้โฮโลขยับเข้าไปอีกนิดแล้วตนก็มุดเข้าไปนอนในกองขนสัตว์นั้นด้วย ลอเรนซ์ได้ยินเสียงหายใจเบาๆของโฮโลมาจากด้านหลัง ถึงลอเรนซ์จะพูดว่ายังตัดสินใจไม่ได้ แต่หากพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาแล้วโฮโลไม่ได้หายไปพร้อมกับสินค้า เขาก็คิดว่าจะพาเธอไปด้วยก็ไม่เสียหายอะไร ยิ่งไปกว่านั้น ลอเรนซ์เองก็คิดว่าโฮโลคงไม่ใช่พวกขโมยแบบนั้น หากใช่เธอก็คงสามารถขโมยสมบัติทั้งหมดของเขาไปได้ เมื่อเคยเช่นนั้นเขาก็รู้สึกสนุกกับการรอดู ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้นอนข้างใครคนอื่นมานานพอสมควรแล้ว ท่ามกลางกลิ่นสาบสัตว์ป่า มีกลิ่นหอมจางๆจากตัวหญิงสาวสวยก็เป็นเรื่องน่าดีใจไม่น้อย เพราะรับรู้ถึงความคิดของลอเรนซ์หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ ม้าของเขาพ่นลมออกทางจมูกราวกับถอนหายใจ แม้จะพูดไม่ได้ แต่ม้าก็อาจจะเข้าใจสิ่งที่คนคิดก็ได้ ลอเรนซ์ยิ้มแห้งๆแล้วหลับตาลง ลอเรนซ์เป็นคนตื่นเช้า เหล่าพ่อค้าเร่ที่ต้องทำงานหาเงินทั้งวันล้วนตื่นเช้าด้วยกันทุกคน แต่เมื่อลอเรนซ์ลืมตามองหมอกยามเช้า โฮโลก็ตื่นแล้ว นั่งทำอะไรบางอย่างอยู่ข้างๆเขา เสี้ยววินาทีหนึ่งเขาคิดว่าโฮโลกำลังทำสิ่งตรงข้ามกับการคาดการณ์ของเขาหรือเปล่า ลอเรนซ์เงยหน้าขึ้นมอง สงสัยเธอจะหาเสื้อผ้าใส่จากสัมภาระของเขา เธอกำลังผูกเชือกรองเท้าอยู่พอดี “โอ้ย นั่นมันของข้าไม่ใช่รึ” ถึงจะไม่ได้ขโมย แต่ถึงจะเป็นเทพมาจากไหนการค้นของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ไม่ใช่เรื่องดี ลอเรนซ์พูดเหมือนจะว่ากล่าวตักเตือน แต่โฮโลหันกลับมาโดยไม่ได้แสดงท่าทีว่ารู้สึกผิดเลย “หืม อ้าว ตื่นแล้วเหรอ เป็นยังไงบ้าง ดูดีมั้ย” โฮโลไม่ฟังคำพูดของลอเรนซ์เลย เธอหมุนตัวกางแขนหันไปหาเขา และแทนที่จะรู้สึกผิด กลับทำท่าภูมิใจ เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วโฮโลที่อารมณ์เสียเมื่อวานเหมือนเป็นแค่ความฝันไป เหมือนว่าโฮโลตัวจริงคงจะมีนิสัยอย่างนี้มากกว่า เสื้อผ้าที่โฮโลสวมใส่อยู่นั้นเป็นชุดดีที่สุดที่ลอเรนซ์ใส่เวลาต้องเจรจาการค้ากับพ่อค้าผู้ร่ำรวยในเมือง เสื้อแขนยาวสีคราม เสื้อกั๊กเจ็ดส่วนที่กำลังเป็นที่นิยม[4] กางเกงหายากทำจากปอและหนังสัตว์ คลุมทับด้วยผ้าพันเอว คาดด้วยผ้าคาดเอวทำจากหนังแกะอย่างดี รองเท้าเป็นรองเท้าหนังสามชั้นหายากหนาทนขนาดใช้ปีนภูเขาน้ำแข็งได้ ชั้นนอกสุดสวมโค้ตหนังหมีอย่างดี พ่อค้าเร่ทุกคนภูมิใจกับเสื้อผ้าหนาๆและเหมาะกับการใช้งาน กว่าจะหาของเหล่านี้มาได้ทั้งหมดต้องเก็บเงินตั้งแต่สมัยเป็นศิษย์เป็นเวลาถึงสิบปีด้วยกัน หากสวมชุดนี้และตัดแต่งหนวดเคราดีๆแล้วออกไปเจรจาการค้าละก็ คนส่วนมากมักจะยอมให้เสมอ โฮโลกำลังสวมชุดที่กล่าวมานั้นอยู่  แต่เขาก็ไม่โกรธ เพราะแม้ขนาดจะใหญ่เกินไป แต่เมื่อโฮโลสวมใส่แล้วดูน่ารัก “โค้ตหนังหมีอย่างดีสีดำสนิทนี้เข้ากับผมสีน้ำตาลเข้มของข้าดี แต่กางเกงนี่พอสวมแล้วรำคาญหาง เจาะรูให้ข้าได้มั้ย” ถึงจะพูดง่ายๆก็ตาม แต่นี่เป็นกางเกงที่ขอร้องให้ช่างเย็บผ้าฝีมือดีตัดให้ ถ้าเจาะรูแล้วเกรงว่าจะแก้ให้เป็นเหมือนเดิมไม่ได้ ลอเรนซ์จึงส่ายหน้าอย่างชัดเจน “ฮื่ม เอาเถอะ โชคดีที่ขนาดใหญ่ คงจะพอใช้ได้ล่ะมั้ง” โฮโลทำท่าเหมือนว่าไม่มีทางถูกสั่งให้ถอดเสื้อผ้าที่สวมอยู่ออกให้หมด แต่ลอเรนซ์ก็คิดว่าโฮโลจะไม่สวมชุดนี้หนีไปหรอก เขาลุกขึ้นมองโฮโลแล้วคิดว่าถ้านำชุดพวกนี้ไปขายคงได้เงินกลับมาไม่น้อย “เจ้าเป็นพ่อค้าจากแก่นจริงๆ เจ้ารู้ว่าสีหน้าของตัวเจ้าเองจะก่อให้เกิดผลอะไรบ้าง” โฮโลพูดพลางหัวเราะ แล้วกระโดดลงจากเกวียน ท่าทางนั้นดูเป็นธรรมชาติจนตอบสนองไม่ได้ หากโฮโลจะวิ่งหนีไปตอนนี้เลยเขาคงไล่ตามไม่ทัน แต่ที่ลอเรนซ์ไม่ขยับตัวนั้นคงเป็นเพราะเขามั่นใจว่าโฮโลจะไม่หนีไปไหนแน่ๆ “ข้าไม่หนีไปไหนหรอก ถ้าจะหนีละก็หนีไปแล้ว” ลอเรนซ์เหลืองไปมองข้าวสาลีที่มุมเกวียนแวบหนึ่ง แล้วกลับไปมองโฮโล อาจเป็นเพราะเสื้อโค้ตหนังหมีที่ตัดให้เข้ากับความสูงของเขาจะใหญ่เกินไปสำหรับโฮโล เธอจึงถอดแล้วโยนไปบนกระบะ เมื่อวานมองเห็นแค่ในแสงจันทร์ ตอนนี้ถึงได้รู้ว่าโฮโลตัวเล็กกว่าที่คิดไว้ ส่วนลอเรนซ์จัดว่าเป็นคนตัวสูง โฮโลเตี้ยกว่าหัวประมาณสองหัวต่อกัน แล้วเมื่อโฮโลจัดแต่งเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยก็เอ่ยปากพูดออกมา “ข้าอยากเดินทางไปกับเจ้า ได้มั้ย” รอยยิ้มของเธอไม่ได้แสดงว่ากำลังหยอกล้อเขาอยู่ ถ้าล้อเล่นมายังพอจะปฏิเสธได้ ลอเรนซ์ถอนหายใจเบาๆ อย่างน้อยก็ดูไม่เหมือนเป็นโจร ถึงจะประหมาดไม่ได้ แต่ให้ออกเดินทางไปด้วยกันก็คงไม่มีปัญหากระมัง ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าแยกกับโฮโลไปแล้วออกเดินทางตัวคนเดียวเหมือนเดิม คงจะยิ่งรู้สึกเหงากว่าที่ผ่านมา “นี่คงเป็นเพราะโชคชะตาหรืออะไรบางอย่าง เอาละข้าให้เจ้าเดินทางไปกันข้าได้” เมื่อลอรนซ์พูดเช่นนั้น โฮโลก็ไม่ได้แสดงท่าทางดีใจมากมายอะไร แค่ยิ้มให้กับเข้าเท่านั้นเอง “แต่ค่าของกินเจ้าต้องหาเองนะ ข้าไม่ได้ทำการค้าสบายๆ ถึงจะเป็นเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ก็คงไม่ทำให้กระเป๋าสตางค์ของค้าอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาได้หรอกใช่ไหม” “ข้าไม่ใช่พวกหน้าไม่อายขอข้าวใครกินโดยไม่รู้ร้อนรู้หนาวหรอกนะ ข้าคือโฮโลหมาป่าเจ้าปัญญา หมาป่าผู้น่าเคารพนะ” เมื่อเธอพูดด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองน้อยๆเช่นนี้ยิ่งทำให้ดูเหมือนเด็ก แต่ลอเรนซ์ไม่ถูกหลอกว่าเธอจงใจทำท่าทางโกรธ อย่างที่คาด ในไม่ช้าเธอก็ส่งเสียงหัวเราะออกมา “แต่ถ้าหมาป่าผู้น่าเคารพจะทำตัวน่าอายเหมือนเมื่อวานก็คงหัวเราะไม่ออกมาเหมือนละน้า” เธอพูดพร้อมหัวเราะกับตัวเอง เหมือนว่าเมื่อวานเธอเองจะอารมณ์เสียจริงๆ “ยังไงก็ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ ... เอ่อ ...” “ลอเรนซ์, คราฟต์ ลอเรนซ์ ตอนทำงานเรียกแค่ลอเรนซ์ก็พอ” “อื่ม ลอเรนซ์ ข้าจะขับขานเรื่องราวและนามของเจ้าจากนี้ตลอดไป” โฮโลยืดอกพูด บนหัวของเธอหูหมาป่าคู่นั้นขยับด้วยความภูมิใจ เธออาจจะตั้งใจพูดอย่างนั้นออกมาจริงๆก็ได้ ดูไม่ออกว่าเธอพูดด้วยความซื่อหรือด้วยความเจ้าเล่ห์ ท่าทางเธอเปลี่ยนแปลงรวดเร็วราวกับสภาพอากาศบนภูเขาก็ไม่เชิง ไม่สิ ถ้ามองไม่ออกก็ต้องหมายความว่าเป็นความเจ้าเล่ห์ ลอเรนซ์คิดทบทวนแล้วยื่นมือลงมาจากเกวียน แสดงการยอมรับในฐานะบุคคลคนหนึ่ง โฮโลยิ้มอย่างดีใจแล้วจับมือนั้น เป็นมือเล็กๆแต่อบอุ่นของหญิงสาว “แต่ก่อนอื่นนะ อีกไม่นานฝนจะตกแล้ว รีบไปจะดีกว่า” “อะไรนะ ... เรื่องอย่างนี้รีบบอกสิ!” ลอเรนซ์ตะโกน ม้าตกใจเสียงตะโกนนั้นจึงร้องออกมา เมื่อคืนฝนยังไม่มีทีท่าว่าจะตกเลย แต่เมื่อมองขึ้นไปบนฟ้าก็เห็นเมฆปกคลุมทั่วแล้ว โฮโลหัวเราะพลางมองลอเรนซ์เตรียมตัวออกเดินทาง แต่ขณะที่หัวไปด้วยโฮโลก็ปีนขึ้นกระบะจัดขัดสัตว์ให้เรียบร้อยแล้วคลุมผ้าปิด ดูน่าจะมีประโยชน์กว่าเด็กฝึกงานเสียอีก “แม่น้ำดูน่าอันตราย เดินออกห่างหน่อยก็ดี” ลอเรนซ์ปลุกม้า เก็บถังน้ำ ปีนขึ้นที่นั่งแล้วกุมบังเหียน เมื่อนั้นโฮโลก็กระโดดลงจากกระบะขึ้นมานั่งด้วยพอดี ที่นั่งกว้างเกินไปสำหรับคนคนเดียว แต่สำหรับสองคนออกจะแคบไปสักหน่อย แต่ช่วยให้หายหนาวได้ก็ดีไปอย่าง พร้อมกับเสียงร้องของม้า การเดินทางอันไม่ธรรมดาของสองคนก็ได้เริ่มต้นขึ้น [1] 修道院 : monastery [2] テン【貂】 : marten สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง คล้ายตัววีเซิล [3] 悪魔憑き : demonic possession [4] 七分丈のベスト
|