|
第ニ幕 บทที่ 2 สุดเนินลาดลง ต่อด้วยเนินเล็กๆ เป็นทางสัญจรไปมาที่สะดวกเลยจริงๆ สำหรับลอเรนซ์ ผู้ซึ่งยังมีฤทธิ์ของเหล้าต่อเมื่อคืนหลงเหลืออยู่แล้ว เรียกได้ว่าเป็นทางที่เหมาะสม เมื่อมีเพื่อนคุย อีกทั้งเหล้าและกับแกล้มเป็นของชั้นดี ก็เผลอดื่มหนักเข้าไป หากเดินทางผ่านภูเขาในสภาพเช่นนี้ คงจะได้ไปนอนหงายท้องอยู่ในหุบเขาแน่ๆ แต่รอบๆตัวตอนนี้ ไม่ต้องพูดถึงหุบเขา แม้แต่แม่น้ำยังไม่มี เขาจึงปล่อยให้ม้าเดินไปเอง ดังนั้น ลอเรนซ์ก็ยังคงคอยควบคุมเกวียนอยู่เป็นบางครั้ง แต่ในขณะเดียวกันโฮโลนั้นหลับสนิทอยู่ในกระบะ กรนเสียงดัง คร่อก คร่อก ทุกครั้งที่ลอเรนซ์ลืมตาขึ้นบนที่นั่งคนคุมบังเหียน เขาก็รู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้เขาสามารถเร่ค้าขายไปได้อย่างปลอดภัย หลังจากผ่านช่วงเวลาที่เงียบสงบนี้ เมื่อเป็นเวลาเที่ยงวัน โฮโลก็ตื่นขึ้นจากกระบะ ไม่รู้ว่าเธอนอนท่าไหนทำให้มีรอยประทับอยู่บนแก้ม เธอขยี้ตาด้วยความง่วง เธอข้ามมายังที่นั่ง แล้วดื่มน้ำจากถุงหนังอย่างใจลอย นับว่าโชคดีที่เธอไม่เมาค้าง เพราะหากเมาค้างก็จำเป็นจะต้องหยุดเกวียน หากโชคร้ายอาเจียนออกมาเลอะสินค้า เขาคงจะทำหน้าไม่ถูก “วันนี้อากาศดีจังเลยนะ” “นั้นสินะ” เมื่อทั้งคู่แลกคำพูดกันอย่างสบายๆแล้ว ก็หาวฟอดใหญ่ เส้นทางที่พวกเขากำลังเดินทางอยู่นี้เป็นหนึ่งในเส้นทางการค้าหลักสู่ดินแดนทางเหนือ ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาก็มีหลากหลาย ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้นยังมีพ่อค้าที่ชูธงของประเทศกันไกลโพ้นที่เขาเคยเห็นแต่ในใบรับรองสินค้านำเข้า โฮโลมองผู้คนเหล่านั้นแล้วคงคิดว่าเป็นการโฆษณาถึงประเทศตนเอง แต่ที่จริงแล้วพ่อค้ามักจะปักธงของประเทศของตนผืนเล็กๆไว้ เมื่อสวนทางกับเพื่อนร่วมถื่นจะได้รู้ได้ในทันที ส่วนมากมีไว้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารของบ้านเกิดตนเอง เพราะถึงจะเป็นพ่อค้าเร่ที่เดินทางเร่ร่อนไปเรื่อยๆ หากมาอยู่ในต่างถื่นที่ทั้งภาษา อาหารการกิน หรือเสื้อผ้าการแต่งกายต่างออกไปแล้ว ก็ต้องคิดถึงบ้านเกินตนเป็นธรรมดา เมื่อลอเรนซ์อธิบายให้เธอฟัง โฮโลก็มองจ้องธงของบรรดาพ่อค้าที่สวนผ่านไปด้วยความอาวรณ์ โฮโลจากบ้านเกินตนมาหลายร้อยปีแล้ว ความรู้สึกอยากพูดคุยกับคนจากบ้านเกิดตน คงจะหนักหน่วงกว่าพ่อค้าจากแดนไกลอีก “อืม คงจะได้กลับในอีกไม่นานนี้ใช่ไหมล่ะ” เธอพูดแล้วหัวเราะ แต่ท่าทางของเธอยังดูเหงา ลอเรนซ์เฟ้นหาคำพูดดีๆพูดให้เธอฟังไม่เจอ แต่เขาก็ขับเกวียนมุ่งหน้าต่อไปเรื่อยๆทั้งๆอย่างนั้น แล้วในที่สุดบทสนทนานั้นก็จางหายไปด้วยแสงอาทิตย์ยามบ่ายอันแสนผ่อนคลาย ไม่มีอะไรดีไปกว่าแสงอาทิตย์อุ่นๆในฤดูกาลอันหนาวเหน็บอีกแล้ว แต่ความเงียบสงบก็ถูกทำลายลงอย่างกระทันหัน เมื่อทั้งลอเรนซ์และโฮโลกำลังจะงีบหลับบนที่นั่ง โฮโลก็พูดขึ้นอย่างกระทันหัน “นี่” “...หืม” “คนเต็มเลย” “อะไรนะ” เขาลนลานดึงบังเหียนหยุดม้า ดวงตาที่ความง่วงหายวับ หรี่มองออกไป เพียงแต่ว่า ดวงตาของลอเรนซ์มองไม่เห็นแม้แต่เงาของใครเลย เมื่อเขามองไปข้างๆ เขาก็เห็นโฮโลยืนมองไปข้างหน้าอยู่บนที่นั่ง “มีคนจริงๆด้วย มีอะไรกันน้า” “ถืออาวุธรึเปล่า” กลุ่มคนที่อยู่กลางเส้นทางค้าขายมีอยู่ไม่กี่ประเภท หากไม่ใช่กลุ่มพ่อค้าเร่ที่เดินทางขนส่งสินค้าจำนวนมหาศาล หรือกลุ่มนักแสวงบุญที่มุ่งหน้าไปยังจุดหมายเดียวกัน ก็คงเป็นขบวนกษัตริย์ขุนนางที่ออกเยี่ยมเยียนต่างแดน นี่คือกลุ่มคนที่มี “สันติ” แต่ในทางกลับกัน ก็ยังมีกลุ่มคนที่ไม่ “สันติ” ด้วย โจร กลุ่มนักเลง กองทหารหิวโซที่กำลังกลับจากการต่อสู้ และกองทหารรับจ้าง ยิ่งหากเจอเข้ากับกองทหารกลับจากการต่อสู้หรือกองทหารรับจ้างแล้ว คงต้องยอมสละทรัพย์สินหมดตัว การที่ต้องสละแค่ทรัพย์สินถือว่ายังดี หากขัดขืนอาจต้องสละถึงชีวิตตน ส่วนผู้หญิงที่ร่วมเดินทางมาด้วยจะเป็นอย่างไรคงไม่ต้องพูดถึง “อาวุธ ... เหมือนจะไม่มีนะ อย่างน้อยคงไม่ใช่พวกทหารรับจ้างน่าโมโหพวกนั้นหรอก” “เจ้าเคยเจอพวกทหารรับจ้างด้วยเหรอ” เมื่อเขาประหลาดใจถามออกไป โฮโลก็ยิ้มให้เห็นเขี้ยวแล้วตอบ “พวกนั้นถือหอก เลยออกจะน่ารำคาญ แต่ยังไงก็สู้ความว่องไวของข้าไม่ได้หรอก” เธอพูดอย่างภูมิใจ เขาจึงไม่กล้าถามว่าเคยมีเรื่องอะไรกับบรรดาทหารรับจ้าง “ไม่มีใคร ... ใช่ไหม” โฮโลหันมองไปรอบๆ แล้วเปิดฮู้ดออกเผยหูหมาป่าออกมา หูแหลมของเธอมีสีเดียวกับเส้นผมและขนหาง หูและหางของเธฮเป็นสิ่งแสดงความรู้สึกได้พอกัน เป็นที่สังเกตได้ดีเมื่อเธอโกหก หูของเธอตั้งขึ้น หันไปข้างหน้า ท่าทางของเธอเหมือนหมาป่าที่กำลังหาศัตรูอยู่ไม่มีผิด ลอเรนซ์เคยเจอกับหมาป่าพวกนั้นครั้งหนึ่ง ตอนนี้เป็นยามเย็นวันหนึ่งที่มีลมพัดแรง เมฆครึ้มปกคลุม ขณะที่กำลังเดินทางผ่านถนนตัดทุ่งหญ้า แล้วได้ยินเสียงหอนของหมาป่า เขาก็ตกอยู่ในวงล้อมของพวกมันแล้ว กว่าที่ตนเองจะรู้ตัวว่าตกอยู่ในวงล้อม เขาก็ได้ยินเสียงหอมดังมาจากรอบทิศ ม้าลากเกวียนของเขาก็ทำท่าจะผยศออกไป ขณะนั้น เขาก็มองเห็นร่างของหมาป่าตัวหนึ่ง มันมองตรงมายังลอเรนซ์ด้วยท่าทางดุดัน หูของมันตั้งชันราวกับสามารถได้ยินเสียงลมหายใจ เมื่อเขาเห็นร่างนั้นก็รู้ตัวว่าไม่สามารถพ้นวงล้อมของพวกมันออกไปได้ จึงรีบโปรยเนื้อตากแห้งและขนมปังซึ่งเป็นเสบียงของเขาออกจากถุงให้หมาป่าเห็น แล้วรีบขับเกวียนหนีออกจากสายตาของมัน เขารู้สึกเหมือนถูกหมาป่าจ้องอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วในที่สุดเสียงหอนของรวมตัวเข้าใกล้บริเวณที่เขาโปรยอาหารไว้ แล้วเขาก็หนีมาได้อย่างปลอดภัย ท่าทางของโฮโลเหมือนกับหมาป่าตอนนั้นไม่มีผิด “อื่ม ลอเรนซ์ เหมือนพวกนั้นจะคุยอะไรกันอยู่แหละ” เมื่อเขาได้ยินเสียงโฮโล เขาก็กลับมาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง แล้วครุ่นคิด “ตั้งตลาดค้าขายอะไรกันรึไง” การแลกเปลี่ยนข้อมูลกลางทาง ใช่ว่าจะไม่มีทางกลายเป็นการค้า “อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ แต่อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าไม่มีกลิ่นการต่อสู้” โฮโลคลุมฮู้ดแล้วกลับลงมานั่ง เธอทำท่าเหมือนมอบหน้าที่การคุมเกวียนในกับลอเรนซ์คนเดียว แล้วทำหน้าเหมือนถามว่า จะเอายังไง กับเขา เขาจึงนึกแผนที่บริเวณนี้ขึ้นในหัวแล้วครุ่นคิดเงียบๆ เขาต้องนำอาวุธที่บรรทุกอยู่เต็มเกวียนไปส่งยังเมืองศาสนจักรลิวบินไฮเก็น เพราะได้ทำสัญญาไว้ว่าจะนำอาวุธนี้ไปขายยังร้านในเมืองนั้น เพียงแต่ว่า หากต้องเบี่ยงไปทางอื่น ทางที่เกวียนผ่านได้ก็จำต้องถอยกลับแล้ววกอ้อมไปไกล มางอื่นนอกจากนี้ก็มีเพียงทางที่เดินเท้าผ่านได้เท่านั้น “ไม่มีกลิ่นคาวเลือดใช่ไหม” โฮโลพนักหน้าตอบลอเรนซ์ในทันที “งั้นก็ตรงไปแล้วกัน ทางเบี่ยงต้องอ้อมไปไกล” “อื้ม ถึงจะเป็นทหารรับจ้างก็ไม่ต้องกลัว ข้าอยู่ได้ทั้งคน” เธอดึงถุงใส่ข้าวสาลีที่คล้องไว้กับคอออกมาแล้วพูดเช่นนั้น ท่าทางของเธอทำให้เขามีกำลังใจขึ้นมาก ลอเรนซ์ยิ้มแสดงความเชื่อใจให้กับเธอ แล้วขับเกวียนตรงออกไป “ถ้าต้องอ้อมทางนี้ไป ใช้เส้นทางของนักบุญไรน์หรือ” “ไม่ ไม่ ทางผ่านทุ่งหญ้าต่อจากมิทซ์ไฮม์สั้นกว่านะ” “ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องที่ว่ามีกองทหารรับจ้างอยู่นั่นมันเรื่องจริงเหรอ” “ไม่มีใครอยากซื้อผ้าบ้างหรือ แลกกับเกลือก็ได้” “มีใครรู้ภาษาพาร์เซียไหม เจ้าหมอนี่ทำอะไรไม่ถูกแล้ว” เมื่อลอเรนซ์กับโฮโลมาถึงกลุ่มคนเหล่านั้น ก็ได้ยินเสียงบทสนทนาเช่นนี้ คนเหล่านี้มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นพ่อค้ากับบรรดาช่างฝีมือที่เดินทางลับฝีมือตนในดินแดนต่างๆ มีทั้งเดินเท้า และนั่งเกวียน นอกจากนั้นยังมีคนที่กำลังสุมมัดฟางบนหลังลาอีกด้วย ภาษาที่ใช้สนทนากับก็หลายหลาก พวกที่ไม่รู้ภาษากันก็พยายามใช้ภาษามือสื่อสารกันอย่างคร่ำเคร่ง การประสบปัญหาในที่ที่พูดคุยกันไม่รู้เรื่องเป็นประสบการณ์ที่น่ากลัวจนไม่มีวันลืมได้เลย ยิ่งถ้าเป็นกลางการขนส่งสินค้าที่มีมูลค่าเป็นทรัพย์สินทั้งหมดที่มียิ่งน่ากลัวขึ้นไปอีก แต่ลอเรนซ์ก็ไม่รู้ภาษาของเขาเช่นกัน จึงได้แต่นึกสงสารเพราะช่วยอะไรไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกด้วย เขาส่งสายตาบอกให้โฮโลอยู่บนเกวียนเงียบๆ แล้วกระโดดลงเรียกพ่อค้าที่อยู่ใกล้ๆ “ขอโทษ” “หืม โอ้ ว่าไงพี่ชาย เพิ่งมาถึงเหรอ” “ครับ เพิ่งมาจากโพโลซอน ว่าแต่เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ คงไม่ใช่ท่านเคานท์มาเปิดตลาดหรือตั้งเมืองอะไรที่นี่หรอกนะครับ” “ฮ่า ฮ่า ถ้าเป็นงั้นจริงคงได้ปูเสื่อขายของกันสนุกสนานแล้วแหละ ที่จริง ได้ข่าวว่ามีปองทหารรับจ้างจะผ่านทางข้างหน้านี่ ทุกคนเลยต้องหยุดอยู่นี่แหละนะ” พ่อค้าคนนี้พันผ้าโพกหัว สวมกางเกงตัวหลวมโคร่ง ห่อตัวเองอยู่ในเสื้อคลุมตัวหนาจนปิดใบหน้า แบกเป้ใบใหญ่ ดูจากการแต่งตัวแล้วน่าจะเป็นพ่อค้าเร่ที่เดินทางค้าขายทางเหนือ ยิ่งไปกว่านั้น บนใบหน้าเปื้อฝุ่นมีรอยแผลเป็นจากการถูกหิมะกัด ริ้วรอยและสีผิวของพ่อค้าผู้นี้แสดงให้เห็นถึงประวัติการค้าเร่อันยาวนาน “กองทหารรับจ้างเหรอครับ ถ้าเป็นแถวนี้ก็คงเป็นของนายพลรัสทุยใช่ไหมครับ” “ไม่ ไม่ เห็นว่าชูธงผืนผ้าสีแดงกับรูปนกอินทรีน่ะ” ลอเรนซ์ขมวดคิ้ว “กองทหารรับจ้างไฮนซ์แบร์กเหรอครับ” “โอ้ นี่เจ้าก็พ่อค้าเร่แดนเหนือรึ ถูกแล้ว ข่าวของอินทรีร้ายไฮนซ์แบร์กนั่นแหละ ถ้าบรรทุกสัมภาระเต็มเกวียนละก็เป็นพวกที่ไม่อยากเจอยิ่งไปกว่าโจรเสียอีก” กองทหารรับจ้างนี้โลภมากจนว่ากันว่าหากนำไปขายเป็นเงินได้ กะหล่ำสักหัวเดียวก็ไม่ปล่อยทิ้งไว้เลยทีเดียว พวกเขาเป็นที่รู้จักกันดีในแดนเหนือ การเดินทางผ่านเส้นทางที่พวกเขาอยู่ก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตาย เพราะกองทหารรับจ้างไฮนซ์แบร์กนี้ได้รับสมญานามว่าสามารถหาศัตรูได้รวดเร็วกว่าอินทรีที่บินอยู่บนฟ้า หากเป็นพ่อค้าที่เดินทางอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวคงถูกจับตัวได้ในพริบตา แต่ถึงกระนั้น การที่ทหารรับจ้างซึ่งหากินจากสงครามทางเหนือจะลงใต้มานั้นน่าสงสาร ทหารรับจ้างนั้นคิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตน ไม่ต่างอะไรจากพ่อค้ามากนัก ฉะนั้นการเคลื่อนไหวที่แปลกไปนี้มักแสดงถึงความเปลี่ยนแปลงของตลาด เช่นราคาสินค้าดิ่งตกหรือพุ่งทยานขึ้น ลอเรนซ์คิดกรณีเลวร้ายสุดด้วยนิสัยของพ่อค้าเร่ แต่นี่เป็นกลางทาง แถมยังซื้อสินค้ามาแล้วด้วย ถึงจะคิดว่าสถานการณ์แย่แค่ไหนก็ไม่ได้ช่วยอะไร สิ่งที่ควรจะคิดตอนนี้มีเพียงวิธีที่จะไปให้ถึงลิวบินไฮเก็น “ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องหาทางเบี่ยงไปเหรอครับ” “คงงั้นแหละ เคยฟังมาว่ามีทางตัดใหม่ต่อจากคัสราตาไปถึงลิวบินไฮเก็นได้ แต่ช่วงนี้เห็นว่าอันตรายอยู่” เขาไม่ได้ผ่านมาแถวนี้ครึ่งปีแล้ว จึงไม่เคยได้ยินเรื่องทางตัดใหม่ ที่แน่ๆคือ มีทุ่งหญ้ากว้างสุดลูกหูลูกตา ทางเหนือของทุ่งหญ้ามีป่าที่มีข่าวลือน่ากลัวไม่หยุดหย่อน “อันตรายยังไงครับ” “อ้อ นั่นเคยเป็นทุ่งหญ้าที่มีหมาป่าป้วนเปี้ยนอยู่น่ะ แต่เหมือนช่วงนี้จะน่ากลัวยิ่งกว่าปกติอีก สองสัปดาห์ก่อนได้ยินข่าวกองคาราวานถูกเล่นงานเกลี้ยง ข่าวลือบอกว่าหมอผีของพวกนอกรีตอัญเชิญหมาป่ามา” แล้วเขาก็นึกออก ข่าวลือเกี่ยวกับป่านั่นส่วนมากเกี่ยวกับหมาป่านั่นเอง เมื่อเขาคิดออกก็แอบเหลือบมองโฮโลซึ่งคงจะเงี่ยหูฟังอยู่ เห็นเธอยิ้มมุมปากเล็กน้อย “ทางตัดใหญ่ที่ว่านั่นไปยังไงเหรอครับ” “ฮ่ะ ฮ่ะ จะไปจริงเหรอ พี่ชายนี่ใจร้อนใช้ได้เลยนะ ตรงตามถนนนี่ไป เจอทางแยกก็เลี้ยวขวาตรงไป เจอทางแยกอีกทีนี้เลี้ยวซ้าย แต่พักรอเวลาอยู่ที่นี่สักสองสามวันคงจะดีกว่ามั้ง มีกองทหารรับจ้างจริงๆรึเปล่าก็ยังห้าสิบห้าสิบ แต่ถ้าโชคร้ายเจอเข้าก็สายไปแล้วแหละ พวกที่มีเนื้อปลาหรือเนื้อสัตว์อื่นก็คงพากันไปขายที่เมืองอื่น แต่ข้าของเลือกทางปลอดภัยล่ะ” ลอเรนซ์พยักหน้าแล้วมองไปยังเกวียนของตน โชคดีที่สินค้าของเขามีแต่ของไม่เน่าเสีย แต่เขาก็อยากนำไปขายยังลิวบินไฮเก็น เขาคิดเงียบๆอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวขอบคุณพ่อค้าคนนั้น แล้วกลับมายังเกวียน โฮโลอยู่บนเกวียนเงียบๆตามที่บอกก็จริง แต่เมื่อลอเรนซ์ปีนขึ้นเกวียน เธอก็พูดว่า “อัญเชิญงั้นเหรอ” แล้วหัวเราะ “แล้วหมาป่าเข้าปัญญาโฮโลว่ายังไงครับ” “หืม” เขาจับบังเหียน แล้วคิดว่าจะออกม้าดีไหมพลางถามเธอ “ทุ่งหญ้า หมาป่า” “อืม” โฮโลหัวเราะทางจมูกเบาๆ แล้วกัดเล็บนิ้วก้อยด้วยเขี้ยวของเธอ “สะดวกกว่าต้องเจอกับคนแหละ อย่างน้อยก็คุยกันรู้เรื่อง” เป็นมุกตลกที่ฉลาดจริงๆ “ตกลงตามนั้นนะ” ลอเรนซ์กุมบังเหียนบังคับรถม้าเลี่ยงกลุ่มพ่อค้าที่พูดคุยกันอยู่ พ่อค้าบางคนเห็นลอเรนซ์แล้วก็ตกใจตะโกนเรียก แต่ส่วนมากถอดหมวกหรือเสื้อคลุมโบกให้กับเขา หมายความว่าให้เขาพยายามเข้า ไม่มีพ่อค้าคนไหนที่ไม่เสี่ยง เพราะเมื่อผ่านความเสี่ยงนั้นไปได้มักจะมีกำไรมหาศาลรออยู่ กองทหารรับจ้างนั้นอันตรายและน่ากลัวมาก จนข่าวที่ว่ามีกองทหารรับจ้างป้วนเปี้ยนอยู่นั้นแพร่กระจายในบริเวณนี้ได้รวดเร็วกว่าโรคระบาด เพียงแต่สำหรับพ่อค้า เวลาเป็นเครื่องมือในการค้าขายที่ไม่สามารถย้อนคืนมาได้ จะกล่าวว่าการสูญเสียเวลาเหมือนกับขาดทุนก็ไม่ผิด ดังนั้น ลอเรนซ์ซึ่งมีโฮโลอยู่ด้วย จึงเลือกเดินทางผ่านทุ่งหญ้าที่มีหมาป่าอยู่ ข่าวกองทหารรับจ้างน่าจะมีผลต่อตลาดในเมืองลิวบินไฮเก็น หากคิดแผนการดีน่าจะสามารถหากำไรเล็กๆน้อยๆเพิ่มได้ เมื่อครู่เขาคิดในแง่ร้าย แต่แน่นอนว่าต้องคิดในแง่ดีด้วย ยิ่งไปกว่านั้น การค้าเร่นั้นมักจะมีเรื่องราวไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสมอ เป็นหนึ่งในความสนุกก็ว่าได้ “ดูอารมณ์ดีจังนะ” โฮโลที่นั่งอยู่ข้างๆทำหน้าสงสัยมองเขา แต่ลอเรนซ์ก็ตอบสั้นๆว่า “คงงั้นแหละ” ปลายทางมีกำไรรออยู่ เป็นคำที่รู้กันในหมู่พ่อค้า พวกเขามาถึงทุ่งหญ้านั้นช่วงก่อนเที่ยงวันรุ่นขึ้น เส้นทางค้าขายมีทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และที่ผู้มีอำนาจในบริเวณนั้นตัดขึ้น ต้องถางหญ้าที่เป็นทาง ในบางที่ถึงขนาดนำหินมาโปรยแล้วปูไม้กระดานให้รถม้าสามารถวิ่งไปมาได้อย่างรวดเร็วก็มี ทางเหล่านั้นไม่มีทางได้ใช้ฟรีๆ ต้องเสียภาษีค่าผ่านทางราคาแพง แต่บนทางเหล่านั้นมีมาตรการป้องกันโจรผู้ร้ายอย่างรัดกุม หากคำนึงถึงเวลาและความปลอดภัย ค่าผ่านทางเหล่านั้นอาจกลายเป็นถูกก็ได้ แล้วทางที่มีหมาป่าโผล่ออกมาประจำนี้ก็เป็นทางที่อยู่ระหว่างทางสองชนิดนั้น ที่ทางแยกมีป้ายไม้บอกถึงปลายทางปักไว้อยู่ อีกทั้งยังมีไม้มากมายกองกระจัดกระจายอยู่เหมือนเคยมีแผนการจะสร้างอาคารอะไรบางอย่างที่ทางแยก แต่ในตอนนี้มีเพียงป้ายป้ายเดียวปักอยู่อย่างเงียบเหงา ยิ่งไปกว่านั้น ทางแยกอยู่บนเนิกเล็กๆ สามารถมองเห็นทางไปไกลพอควร บรรยากาศคงดีสำหรับการทานอาหารกลางวันเลย ทั้งๆที่ฤดูหนาวใกล้เข้ามาแล้ว หญ้าในทุ่งยังคงเป็นสีเขียว ถ้าตนเป็นคนเลี้ยงแกะคงจะรีบต้อนแกะให้มากินเลยทีเดียว แต่บนทางสายนั้นมีเพียงรอยล้อเกวียน ทางที่มีหญ้าขึ้นจนแคบลงนั้นทอดยาวต่อไปยังทิศตะวันตก แน่นอนว่าไม่มีวี่แววของนักเดินทาง ตามแผนที่ในหัวของลอเรนซ์ ทิศเหนือของทางนี้ควรจะมีป่าที่เหมาะจะเป็นฐานของบรรดาหมาป่าอยู่ แต่หมาป่าก็ไม่ได้อาศัยอยู่แต่ในป่าเท่านั้น ห่างออกไปมีหญ้าสูงขึ้นรก เหมาะสำหรับเป็นที่อยู่ของหมาป่าจริงๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นโฮโลก็เหมือนจะทำนายได้ว่ามีหมาป่าอยู่ แต่เขาก็ลองถามให้แน่ใจดูสักครั้งหนึ่ง “ว่ายังไง คิดว่ามีหมาป่าอยู่ไหม” เมื่อนั้น โฮโลก็คาบเนื้อแกะตากแห้งพลางหันมามองลอเรนซ์ด้วยใบหน้าเบื่อหน่าย “พวกข้าไม่โง่ขนาดให้ถูกจับได้ในที่โล่งขนาดนี้หรอก” ซื้ด เสียงโฮโลดูดเนื้อแกะตากแห้งอย่างไม่อายใคร เขี้ยวที่โผล่มาให้เห็นในบางครั้งนั้นไม่ใช่ของมนุษย์แน่ๆ จากคำพูดและเขี้ยวนั้น ทำให้เขานึกขึ้นได้ว่าโฮโลอยู่ข้างหมาป่า เขาจึงรู้สึกสับสน หากเจอหมาป่าจริงๆคงจะลำบาก “เอาเถอะ ไม่เป็นไรมั้ง ถ้าเจอฝูงหมาป่าเข้าจริงๆ ให้เนื้อตากแห้งไปคงไม่มีปัญหา พวกข้าไม่ต่อสู้โดยไม่จำเป็นอยู่แล้ว” ลอเรนซ์ได้ยินคำพูดของโฮโลแล้วก็พยักหน้า บังคับเกวียนให้เดินหน้าต่อไป แต่สายลมเอื่อยๆนั้นเหมือนมีกลิ่นสาบสัตว์เจืออยู่ ลอเรนซ์จึงภาวนาเบาๆขอให้ตนปลอดภัยในการเดินทาง “เหรียญเงินฟารัม” “ไม่ใช่ เหรียญเงินมารีนปลอม” “เหรียญเงินมารีนอะไรนั่นมันเหรียญนี้ไม่ใช่เหรอ” “นั่นมันเหรียญเงินอาณาจักรสมเด็จพระสังฆราชราเดออนตอนปลายต่างหาก” “...” โฮโลถือเหรียญเงินจำนวนหนึ่งไว้ในมือเล็ๆ แล้วก็เงียบลง ถ้าว่างเกินไปเธอจะน่ารำคาญ ลอเรนซ์เลยสอนชื่อของเหรียญเงินชนิดต่างๆให้ แต่ขนาดหมาป่าเจ้าปัญญาโฮโลก็ยังต้องปวดหัวกับเหรียญเงินที่ขนาดและรูปประทับคล้ายกันไปหมด “เอาเถอะ ใช้ๆไปเดี๋ยวก็จำได้เองแหละนะ” ดูเธอเริ่มหงุดหงิดเขาเลยกลัวที่จะหยอกล้อเธอแล้วพูดเหมือนไม่อยากให้เธอต้องลำบากใจ แต่เหมือนกลายเป็นการดูถูกเธอ เธอจึงหันมาจ้องมองเขา หูที่อยู่ใต้ฮู้ดตั้งชัน “อีกครั้ง!” แล้วเธอก็ตะโกนออกมา “งั้นเริ่มจากนี่นะ” “อื้ม” “เหรียญเงินเทรนี่ เหรียญเงินฟิลลิ่ง เหรียญเงินลิวต์ เหรียญเงินมารีนปลอม เหรียญเงินฟารัม เหรียญเงินกษัตริย์หัวล้านรันด์บัลท์ เหรียญเงินมหาวิหารมิทซ์ฟิง เหรียญเงินมหาวิหารมิทซ์ฟิงปลอม เหรียญเงินนักบุญมิทซ์ฟิง เหรียญเงินงานฉลองวันประสูตินักบุญมิทซ์ฟิง แล้วนี่ก็” “... ลอ ลอเรนซ์” “หืม” เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาจากมือของเธอ เขาก็เห็นใบหน้าของเธอจ้องมองเขาด้วยด้วยสีหน้าที่ผสมกันระหว่างความโกรธกับความรู้สึกอยากร้องไห้ “...เจ้าล้อข้าเล่นอยู่ใช่มั้ยเนี่ย” ลอเรนซ์นึกถึงครั้งที่ตนจำชื่อเหรียญชนิดต่างๆ เขาเองก็พูดกับอาจารย์เช่นนี้เหมือนกัน เขาจึงหัวเราะขึ้นโดยไม่ทันคิด “...กรรรรร” แต่โฮโลแยกเขี้ยวส่งเสียงขู่ เขาจึงรีบร้อนแก้ตัว “เขตสมเด็จพระสังฆราชมิทซ์ฟิงออกเหรียญเงินมากเป็นพิเศษน่ะ ข้าไม่ได้จะล้อเล่นนะ” “งั้นก็อย่าหัวเราะสิ” ลอเรนซ์มองท่าทางโฮโลโกรธแต่หันกลับมามองเหรียญเงินแล้วก็อดหัวเราะเบาๆไม่ได้ “ว่าแต่ ทำไมถึงมีเหรียญเยอะแยะขนาดนี้ล่ะ มากจนน่าปวดหัวเลย” “ประเทศมีทั้งตั้งขึ้นใหม่แล้วก็ล่มสลายไป นอกจากนั้นบรรดาผู้มีอำนาจหรือศาสนจักรใรท้องถิ่นก็ออกเหรียญเงินกันด้วย ยิ่งไปกว่านั้นเหรียญปลอมก็มีไม่น้อย เหรียญเงินลิวต์เมื่อก่อนเคยเป็นเหรียญเงินเทรนี่ปลอม แต่เพราะมีมากเกินไป ในที่สุดก็แยกออกมาเป็นเหรียญเงินเอง” “ถ้าเป็นหนังสัตว์ละก็ข้าจำได้สบายๆแล้ว” เธอพ่นลมออกทางจมูกดังฟุดฟิดแล้วก็ถอนหายใจ คงหมายถึงว่าถ้าเป็นกลิ่นละก็เธอคงแยกได้ แต่ไม่รู้ว่าเธอพูดจริงขนาดไหน “แต่นี่ก็เป็นการฆ่าเวลาได้ไม่ใช่รึ” เธอไม่หัวเราะ แล้วคืนเงินในมือให้กับลอเรนซ์ไป “หึ พอแล้ว ข้าจะนอน” โฮโลยืนขึ้นโดยไม่สนใจรอยยิ้มแห้งๆของลอเรนซ์ เมื่อเธอกำลังข้ามกลับไปยังกระบะ เขาก็พูดขึ้น “ถึงจะนอนก็ยังรู้ใช่ไหมว่าหมาป่ามาน่ะ” “แค่นั้นละก็รู้อยู่แล้ว” “ถ้าโดยล้อมจะลำบากนะ” ถ้าถูกกองทหารรับจ้างหรือโจรล้อมก็ลำบากจริงอยู่ แต่อย่างน้อยก็ยังพอคุยกันรู้เรื่องจึงสบายใจกว่า หากเป็นหมาป่าละก็คุยกันไม่รู้เรื่อง ไม่รู้แม้กระทั่งสาเหตุที่พวกมันจะโจมตีด้วยซ้ำ ถึงโฮโลจะอยู่เป็นเพื่อน ก็ยังไม่สบายใจ “ขี้กังวลจริงๆนะ” เธอพูดราวกับอ่านใจเขาออก แล้วก็หันมาหัวเราะ “ปกติแล้วไม่ว่าสัตว์ชนิดไหนก็ตามจะนอนหรือตื่นก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ มีแต่พวกมนุษย์นั่นแหละที่ตอนนอนไร้การป้องกัน” “พอฟังจากคนที่นอนกรนซะขนาดนั้นละก็ไม่น่าเชื่อเท่าไหร่เลยนะ” ใบหน้าโฮโลเปลี่ยนสีเมื่อลอเรนซ์พูดเช่นนั้น “ข้าไม่นอนกรนนะ” “... เอาเถอะ เสียงไม่ได้ดังขนาดนั้นหรอก” เขาพูดเสริมเพราะจะว่าไปก็ดูน่ารักดี แต่โฮโลก็ยังขมวดคิ้ว เหมือนว่านั่นไม่ใช่ประเด็น “ข้าบอกว่าไม่ได้กรน” “รู้แล้วน่า รู้แล้ว” เมื่อเขาหัวเราะแล้วพูดไป เธอก็กลับมานั่งข้างๆแล้วเบียดเข้ามา “ข้าไม่ได้กรน” “ก็บอกว่ารู้แล้ว” โฮโลอารมณ์เสียราวกับเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของตน แต่สายตาแทงทะลุนั้นทำให้ลอเรนซ์รู้สึกเขินเล็กน้อย ตอนที่เพิ่งพบกันใหม่ๆมีแต่เขาถูกเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียว แต่ตอนนี้เขาคุ้นเคยกับการพูดจาของเธอขึ้นมากแล้ว ในที่สุดโฮโลก็สิ้นหนทาง ได้แต่เชิดปากหันหน้าไปอีกทาง
|