สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | ซื้อขายหนังสือมือสอง | หาหอพัก | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF6 | ของที่ระลึก Dek-D |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
  • เข้าสู่ My.iD Control
  • สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ
  • กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง
  • [แปล] Spice and Wolf

    ตอนที่ 11 : เล่ม 2 บทที่ 1


         อัพเดท 10 ก.ค. 52
    กลับไปหน้าหลักของบทความ
    แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
    เรื่องยาว [ ฟรีสไตล์/ผจญภัย ] tags: ยังไม่มี
      ผู้แต่ง : Aquamarin ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Aquamarin Email : mel.sk125(แอท)gmail.com
      My.iD : http://my.dek-d.com/mel_sk125
    < Review/Vote > Rating : 100% [ 9 mem(s) ]
    This month views : 52 Overall : 6,188
    56 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 17 คน ]
    พบกับตอนพิเศษของนิยายสุดฮิตแต่ละเดือน และร่วม Vote ค้นหา Voiz Writer of the Year

    [ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
    [แปล] Spice and Wolf ตอนที่ 11 : เล่ม 2 บทที่ 1 , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 299 , โพส : 0 , Rating : 10 / 2 vote(s)

    ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


    第一幕

    บทที่ 1

    เนินเขาทอดยาวสุดลูกหูลูกหา

    ทิวทัศน์มีเพียงก้อนหิน แทบจะไม่มีหญ้าหรือต้นไม้ขึ้นอยู่เลย

    ถนนเชื่อมต่อระหว่างเนินเขาสองลูก ช่วงถนนแคบ เกวียนเพียงคันเดียวก็กินพื้นที่เต็มความกว้างของถนนแล้ว

    ทางที่ดูเหมือนจะขึ้นเขาไปอย่างเดียวก็กลับลงในบางครั้ง เส้นทางที่ดูเหมือนจะมีแต่ก้อนหินกับพุ่มไม้แห้งๆ จู่ๆก็ออกมาพบกับลานกว้าง

    ถึงจะเป็นทางที่ไม่น่าเบื่อเมื่อเทียบกับการเดินทางผ่านทุ่งหญ้ากว้างใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่พอมาถึงวันที่ห้าคนส่วนมากก็คงเบื่อกัน

    หลังจากจากถนนตัดผ่านทุ่งหญ้า ซึ่งกำลังเปลี่ยนเป็นสีเศร้าหมองชวนให้นึกถึงฤดูหนาวที่กำลังคืบคลานเข้ามา เข้าสู่ถนนสีทรายตลอดปีที่เต็มไปด้วยก้อนหิน เสียงที่เคยเบิกบานกับเส้นทางขึ้นๆลงๆกับทิวทัศน์นี้หายไปแล้ว หากคิดว่าเจ้าของเสียงกำลังทำอะไรอยู่ เธอเบื่อแม้กระทั่งการนั่งบนที่นั่งคนหุมบังเหียน และกำลังนอนอยู่ในเกวียน จัดขนหางของตนอยู่

    ผู้ที่กำลังขับเกวียนอยู่ด้วยอารมณ์เคยชินกับความเอาแต่ใจของคู่หูนั้นคือชายหนุ่มคนหนึ่ง ชายหนุ่มที่แต่งตัวแบบที่มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นพ่อค้าเร่คนนี้มีชื่อว่า คราฟต์ ลอเรนซ์ ปีนี้เป็นปีที่เจ็ดที่เขาออกเดินทางอย่างโดดเดี่ยวในฐานะพ่อค้าเร่อาชีพ ลอเรนซ์ผู้มีอายุยี่สิบห้าปีแต่งตัวราวกับจะแสดงว่าเข้าฤดูใบไม้ร่วงมานานและอากาศก็หนาวขึ้นแล้ว ด้วยเสื้อคลุมหนังที่คลุมทั้งตัวจากคอลงมา

    การที่บางครั้งเขาก็จะลูบคางที่ปกคลุมด้วยเคราซึ่งปกติแล้วพ่อค้าเร่จะไว้อย่างพอเหมาะ เป็นเพราะหากอยู่เฉยๆก็จะรู้สึกหนาว เมื่อตะวันใกล้ตกดินลอเรนซ์ก็ถอนหายใจที่กลายเป็นสีขาว แล้วหันกลับไปมองยังกระบะ

    กระบะที่มักจะเต็มไปด้วยสินค้า ครั้งนี้ก็ดูว่างเปล่าเป็นพิเศษ สิ่งที่ดูเด่นที่สุดก็คือฟืนและฟางสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิง นอกจากนั้นก็คือถุงขนาดพอที่เด็กก็ถือได้รวมอยู่

    แต่สินค้าที่อยู่ในถุงนั้นมีค่าสูงขนาดข้าวสาลีเต็มกระบะนี้ก็เทียบไม่ติด

    สิ่งที่อยู่ในถุงนี้ก็คือพริกไทยชั้นดี มูลค่าประมาณหนึ่งพันเหรียญเงินเทรนี่ เมื่อข้ามเขาไปขายแล้วก็จะได้ราคาราวๆหนึ่งพันเจ็ดร้อยเหรียญ แต่ถุงบรรจุสินค้าชั้นเลิศนี้ก็กลายเป็นหมอนสำหรับคู่หูของลอเรนซ์ซึ่งกำลังจัดขนหางของตนอยู่

    ถึงร่างจะเล็กและยังดูเด็กอยู่ก็ตาม เธออิงถุงพริกไทยด้วยท่าทางราวกับราชินีที่กำลังพักผ่อน ผู้ที่กำลังจัดขนหางของตนเองด้วยใบหน้าเบื่อหน่ายนี้เปิดฮู้ดของชุดคลุมออกเผยให้เห็นหูแหลม

    หาง หูแหลม คู่หูของพ่อค้าเร่ คำเหล่านี้ชวนให้นึกถึงหมา แต่เกรงว่าผู้นั้นจะไม่ใช่หมา

    ดูเหมือนว่าเธอเป็นหมาป่าเจ้าปัญญาที่อาศัยอยู่ในป่าทางเหนือ แต่ลอเรนซ์ยังสงสัยว่าจะเรียกเธอว่าหมาป่าดีหรือไม่

    เพราะหมาป่าเจ้าปัญญานี้อยู่ในร่างชองหญิงสาวนั่นเอง จะเรียกว่าเป็นหมาป่าก็กระไรอยู่

    “ใกล้จะถึงเมืองแล้วนะ เตรียมตัวไว้ด้วยล่ะ”

    หากมีใครเห็นหูและหางเหมือนสัตว์ป่าของเธอละก็เป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ ยิ่งไปกว่านั้น เขาคิดว่าไม่จำเป็นต้องพูดเพราะเธอนั้นฉลาดหลักแหลมจนพ่อค้ายังต้องยอมแพ้ แต่เมื่อเห็นท่าทางผ่อนคลายของเธอเขาก็อดออกปากพูดไม่ได้

    เธอไม่หันไปมองลอเรนซ์ เพียงแค่หาวฟอดใหญ่

    หาว เสียงหาวของเธอราวกับไร้ความกังวล หลังจากนั้น ไม่รู้ว่าเธอคันหางหรืออย่างไร เธอนำหางที่มีขนสีน้ำตาลเข้มปกคลุมพร้อมกับปลายสีขาวราวกับหิมะเข้ามากอด แล้วงับปลายเหมือนกับลูกหมา ดูท่าว่าเธอจะไม่มีแม้แต่ความคิดที่จะพูดตอบคำเตือน

    หญิงสาวที่มีหูและหางเป็นหมาป่า และเรียกตัวเองว่าหมาป่าเจ้าปัญญา โฮโล ดูเหมือนว่าอย่างน้อยเธอก็มีความผ่อนคลายอย่างเต็มที่เหมือนกับสัตว์จริงๆ

    “...อืม”

    เสียงที่แยกไม่ออกว่าเป็นเสียงตอบรับหรือเสียงบ่งบอกถึงความพึงพอใจที่ความคันหายไป ลอยมาถึงหูของลอเรนซ์ หลังจากที่เขารอคำตอบรับจนเบื่อแล้วหันกลับไปมองข้างหน้าเรียบร้อยแล้ว

    โฮโลกับลอเรนซ์พบกันเมื่อสองสัปดาห์ก่อน เขาเก็บตัวโฮโลมาได้โดยไม่คาดฝันในเมืองที่เขาแวะระหว่างเส้นทางการค้า และตกลงว่าจะเดินทางไปด้วยกันเป็นเวลาหนึ่ง โฮโลผู้ซึ่งมีหูและหางหมาป่านั้นเป็นพวกที่คนทั่วไปเรียกว่าปิศาจเข้าสิง และเป็นพวกที่ถูกศาสนจักรซึ่งพยายามจะรักษาความเป็นหนึ่งเดี่ยวของเทพเจ้าไว้หมายชีวิต

    แต่โฮโลไม่ใช่เพียงคนธรรมดาที่มีหูและหางเป็นหมาป่า แต่ลอเรนซ์ค่อนข้างมั่นใจว่าเรื่องที่เธอเรียกตัวเองว่าเป็นหมาป่าเจ้าปัญญาจากป่าแดนเหนือนั้นเป็นเรื่องจริง

    เก้าวันก่อนหน้านี้ เรื่องวุ่นวายเกี่ยวกับเหรียญเงินในเมืองพัทซิโอ้ปิดฉากลง ลอเรนซ์ได้เห็นร่างที่แท้จริงของโฮโล

    หมาป่าสีน้ำตาลเข้มร่างยักษ์ที่ชื่อว่าโฮโลนั้นเข้าใจภาษามนุษย์ และให้ความรู้สึกน่าเกรงขามไม่มีใครต้านทานได้

    แต่ความสัมพันธ์ระหว่างหมาป่าเจ้าปัญญาที่ได้ชื่อว่าเป็นเทพ โฮโล กับ ลอเรนซ์นั้น ในด้านการเงินก็เป็นคู่กู้ยืมหนี้สิน มองจากภายนอกก็เป็นเพื่อนร่วมเดินทาง โดยส่วนตัวแล้วก็เป็นเพื่อน อย่างน้อยลอเรนซ์ก็เชื่อเช่นนั้น

    เมื่อลอเรนซ์หันกลับไปอีกครั้งหนึ่ง โฮโลก็ขดตัวนอนอยู่ เพราะเธอสวมกางเกงไว้ใต้ชุดคลุม ขาจึงไม่เปลือยออกมา แต่เธอดึงผ้าคลุมขึ้นถึงเอวเพื่อจัดขนหางของตนแล้วนอนไปทั้งอย่างนั้น ท่าทางการนอนของเธอจึงดูค่อนข้างยั่วยวน

    ท่าทางการนอนของโฮโลนั้นไม่มีคำใดจะเหมาะสมไปกว่าคำว่า ไร้การป้องกัน ร่างเล็กๆนั้นดูเหมือนหญิงสาวที่จะถูกหมาป่ากินมากกว่าเป็นหมาป่าเสียเอง

    แต่ถึงกระนั้น ลอเรนซ์ก็ไม่ดูถูกเธอ

    เพราะพอเขารู้สึกว่าหูหมาป่าของโฮโลขยับอย่างกระทันหัน มือของเธอก็ค่อยๆขยับไปคลุมฮู้ด แล้วดึงชายผ้าคลุมปิดหาง

    เมื่อลอเรนซ์หันกลับไปข้างหน้า เขาก็เห็นร่างของพ่อค้าเร่ผ่านโค้งขวาบนทางลาดของเนินเดินสวนกลับมา

    ไม่จำเป็นต้องเตือนจริงๆด้วย

    หมาป่าเจ้าปัญญาโฮโลผู้ซึ่งมีอายุยืนยาวหลายร้อยปี ไม่ปล่อยให้เด็กอายุแค่ยี่สิบห้าปีตามทันได้

    แต่ถึงกระนั้นรูปลักษณ์ภายนอกของโฮโลก็ดูอายุน้อยกว่าลอเรนซ์ ถึงอายุจริงจะห่างกันเป็นสิบเท่าก็ตาม ลอเรนซ์ก็ไม่ค่อยชอบท่าทางเช่นนั้นของเธอ

    พูดง่ายๆก็คือ ความต้องการของลอเรนซ์คือ ให้โฮโลฟังคำเตือนของลอเรนซ์ตามความต่างของอายุตามรูปลักษณ์ของตน เมื่อสามารถหลีกเลี่ยงอันตรายได้ตามคำเตือนนั้น โฮโลก็ขอบคุณเขา แต่เกรงว่าความเป็นจริงจะกลับกัน

    ลอเรนซ์หันกลับไปมองยังกระบะอีกครั้งหนึ่ง

    ทั้งที่เขาหันกลับไปอย่างเงียบๆช้าๆแล้ว โฮโลซึ่งนอนกอดถุงพริกไทยอยู่ก็ชำเลืองมองลอเรนซ์

    พอเขาทำท่าตกใจ โฮโลก็เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ราวกับจะบอกว่าตนรู้ทุกอย่าง แล้วหลับตาลงอีกครั้ง

    ลอเรนซ์หันกลับไปข้างหน้า

    ม้าเทียมเกวียนก็สะบัดหางซ้ายขวาราวกับเป็นเรื่องน่าตลก

     

    โพโลซอน เมืองที่มีชื่อแปลกเมืองหนึ่ง

    หากผ่านเมืองนี้ไป เดินทางผ่านที่ราบสูงไปทางเหนือและทางตะวันออกอีกหลายวัน แล้วผ่านเมืองหรือหมู่บ้านที่อยู่หลังจากนั้นไปอีก ก็จะพบกับประเทศที่ต่างออกไปทุกอย่างทั้งเสื้อผ้า อาหารการกิน แม้กระทั่งเทพเจ้าที่นับถือ

    ลอเรนซ์เคยได้ยินมาเมื่อก่อนหน้านี้ว่าเมืองโพโลซอนเคยถูกเรียกว่าประตูสู่ต่างโลก

    หากลงจากที่ราบสูงที่มีแต่หินนี้ไปทางตะวันตก แล้วต่อไปทั้งทางเหนือ ทางใต้ หรือทางตะวันตกก็ตาม ก็จะพบที่ราบและป่ากว้างใหญ่อุดมสมบูรณ์ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ยังมีคนอุตส่าห์ดั้นด้นมาตั้งเมืองล้อมรอบไปด้วยหินผาที่มีน้ำพุเล็กๆเท่านั้น จึงมีที่ดินที่สามารถทำไร่นาได้เพียงเล็กน้อย เหตุผลก็คือ เมื่อก่อนที่นี่เคยเป็นประตูสู่ต่างโลกจริงๆ

    ลอเรนซ์เคลื่อนผ่านไร่นาที่มีเสียงแพะแว่วผ่านหมอกยามเช้ามา พลางนับจำนวนหลักที่เหมือนกับเป็นหินหลุมศพ บนหลักหินมีชื่อของบรรดานักบุญในแต่ละยุคตามประวัติศาสตร์อันยาวนานของศาสนจักร และยังคงชำระมลทินให้กับผืนดินแห่งนี้ตลอดมา

    ก่อนที่โพโลซอนจะถูกเรียกว่าเป็นประตูสู่ต่างโลก เมืองนี้เคยเป็นผืนดินศักดิ์สิทธิ์ของพวกนอกศาสนา

    ศาสนจักรทำตามคำสอนของพระเจ้าโดยให้พวกนอกรีตเปลี่ยนศาสนา และชำระล้างผืนแผ่นดินที่แปดเปื้อนไปด้วยวัฒนธรรมผิดๆ การต่อสู้นี้ดำเนินมานานหลายปี โพโลซอนเป็นในสถานที่ที่เป็นหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจของหนึ่งในศานาที่ถูกล้มล้าง ฉากจบของสงครามอันหนักหน่วง เมื่อศาสนจักรได้กวาดล้างพวกนอกรีตออกไปหมด เหล่าผู้เลื่อมใสในศาสนาก็ตั้งเมืองขึ้นที่นี่

    หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็กลายเป็นฐานที่มั่นของบรรดาหมอสอนศาสนาหรืออัศวิน ที่จะส่งกำลังไปยังผืนดินของพวกนอกรีตทางเหนือหรือตะวันออกของโพโลซอน

    แต่ในทุกวันนี้ไม่มีหมอสอนศาสนาที่ห่อตัวด้วยเสื้อผ้าขาดวิ่นจนถูกใครหลงเข้าใจผิดว่าเป็นฤๅษี หรืออัศวินที่ถือดาบพร้อมความตั้งใจจะนำดินแดนกลับคืนมาสู่พระเจ้าที่แท้จริง

    ในตอนนี้สิ่งที่ผ่านเมืองนี้คือ เครื่องทอ เกลือ หรือเหล็ก จากทิศเหนือหรือตะวันออก ธัญพืชหรือขนสัตว์จากทิศตะวันตกหรือใต้ เวทีของการต่อสู้กับพวกนอกรีตก็กลายเป็นเพียงเรื่องราวในอดีต ตอนนี้กลายเป็นที่ที่พ่อค้ามักมากเดินทางผ่านไปมา

    เพราะโฮโลอยู่ด้วยจึงจงใจเลือกเส้นทางการค้าที่คนผ่านน้อย หากเป็นเส้นทางการค้าตั้งแต่สมัยโบราณ ก็จะต้องสวนกับเกวียนที่บรรจุสินค้าหายากอย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะเครื่องนั้นมีสินค้าหายากจำนวนมาก

    แต่การที่เมืองโพโลซอนค่อนข้างถ่อมตัวเมื่อเทียบกับความมั่งคั่งในการค้านั้น มาจากลักษณะเฉพาะของชาวเมือง กำแพงเมืองที่คอยปกป้องเมืองนั้นงดงามด้วยหินที่ขุดได้มากมาย แต่เมื่อเข้าไปในตัวเมืองก็จะพบแต่อาคารที่สร้างด้วยก้อนหินก้อนต่อกันง่ายๆมุงหลังคาด้วยฟาง ที่ใดที่สิ่งของและผู้คนสวนทางกัน ที่นั่นก็จะมีทองผุดออกมา และในที่สุดที่นั่นก็จะตามมาด้วยความมั่งคั่ง แต่สถานการณ์ของเมืองโพโลซอนนั้นต่างออกไป

    เพราะทุกคนเป็นผู้มีศรัทธาในศาสนาอย่างแรงกล้า เงินทองที่ได้มาส่วนมากก็นำไปบริจาคให้กับศาสนจักร ยิ่งไปกว่านั้น เมืองนี้ไม่ใช่ดินแดนของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่อยู่ใต้การจัดการของเมืองศาสนจักรลิวบินไฮเก็นทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองโพโลซอน เงินบริจาคจึงไหลไปยังที่นั่นแทนที่จะเป็นโบสถ์ในเมือง ในขณะเดียวกัน การเก็บภาษีในเมืองนี้ก็ถูกจัดการโดยสภาสังฆบุคลากรของวิหารเมืองลิวบินไฮเก็น แม้กระทั่งภาษี เมืองโพโลซอนยังไม่ได้เก็บด้วยตนเอง

    ผู้คนในเมืองโพโลซอนยังคงสนใจเพียงวิถีชีวิตที่เรียบง่ายเท่านั้น

    ฉะนั้น เมื่อได้ยินเสียงระฆังดังขึ้นจากอีกฝั่งของหมอกยามเช้า ผู้คนที่กำลังทำงานในไร่นาก็จะหยุดงาน หันไปยังทิศที่มาของเสียง และประสานมือพร้อมกับหลับตาลง

    หากเป็นเมืองอื่นๆ เวลาเช่นนี้พ่อค้าหน้าแดงก่ำจะลนลานเข็นเกวียนบรรทุกของไปขายยังตลาด แต่รอบๆเมืองนี้ไม่มีใครทำเรื่องไร้มารยาทเช่นนั้น

    ลอเรนซ์ก็คิดว่าการรบกวนผู้คนรอบข้างที่กำลังอธิษฐานเป็นเรื่องไม่ดี เขาจึงหยุดม้า

    แล้วตนเองก็ประสานมือ อธิษฐานกับพระเจ้าเช่นกัน

    เมื่อเสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เขาก็รอจังหวะให้ชาวเมืองกลับไปทำงานของตนแล้วเขาก็ให้ม้าออกเดินอีกครั้ง โฮโลเปิดปากพูดขึ้นมาในทันที

    “อะไรกัน เจ้าก็เป็นพวกของศาสนจักรด้วยเหรอเนี่ย”

    ลอเรนซ์คิดว่าเธอไม่ได้พูดจริงจัง เขาจึงระวังมัดผักที่กองสุมอยู่ข้างทางพลางตอบอย่างสบายๆ

    “ถ้ารับประกันความปลอดภัยในการเดินทางกับกำไรจากการค้าให้ข้าละก็ เป็นใครข้าก็อธิษฐานได้ทั้งนั้นแหละ”

    “ข้าก็รับประกันความอุดมสมบูรณ์ให้ได้นะ”

    โฮโลพูดแล้วหันมาทางลอเรนซ์ ลอเรนซ์ก็มองเธอด้วยหางตา

    “อยากให้ข้าอธิษฐานเหรอ”

    โฮโลรู้จักความโดดเดี่ยวของผู้ที่ถูกเรียกว่าเป็นเทพเจ้า และเธอก็ไม่ชอบมัน ถึงเขาจะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เขาก็ลองพูดดู

    เพราะเขาเห็นว่าเธอว่างแล้วคงอยากหยอกเล่นด้วย

    แน่นอนว่าเสียงตอบของโฮโลนั้นฟังดูเหมือนเธอกำลังอ้อนเขาอยู่

    “อื้ม ข้าอยากให้อธิษฐาน”

    “อยากให้อธิษฐานว่าอะไรล่ะ”

    ลอเรนซ์ผู้ซึ่งคุ้นเคยกับการปฏิบัติกับโฮโลแล้ว ถามกลับไปอย่างช่วยไม่ได้

    “อะไรก็ได้ เรื่องความอุดมสมบูรณ์น่ะแน่นอน ความปลอดภัยในการเดินทางข้าก็รับประกันได้ ลมฝนข้าก็พออ่านล่วงหน้าได้ ความสะอาดของน้ำข้าก็บอกได้ เรื่องการจัดการกับหมาป่าหรือหมาจรจัดก็สบายๆ”

    คำพูดนั้นเหมือนกับเวลาเด็กชายที่ออกจากหมู่บ้านมาพูดเสนอตัวเข้าห้างร้าน แต่ลอเรนซ์ก็คิดเล็กน้อยก่อนจะตอบ

    “อืม ถ้าเดินทางได้ปลอดภัยก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งเลย”

    “ใช่ไหมล่ะ”

    โฮโลเอียงคอเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มบานเต็มหน้า

    เมื่อมองรอยยิ้มไร้เดียงสาของเธอ เขาก็คิดว่าเธอแค่อยากจะกล่าวว่าตนเองเหนือกว่าพระเจ้าของศาสนจักรก็เป็นได้ อีกทั้งยังคิดว่าบางครั้งที่โฮโลแสดงท่าทางเหมือนเด็กๆก็น่ารักกว่าปกติ

    “ถ้างั้น ข้าฝากเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางละกัน เรื่องการไล่หมาป่าก็มั่นใจได้จริงๆด้วยนะ”

    “อื้ม ความปลอดภัยในการเดินทางนะ”

    “อื้อ”

    เขาตอบพลางคุมบังเหียนหลบลาขนของที่กำลังเคี้ยวหญ้าอย่างสบายใจอยู่บนถนน

    ใกล้จะถึงทางเข้ากำแพงเมืองแล้ว ปลายแถวรอการตรวจเริ่มมองเห็นในหมอกยามเช้า

    ถึงเมืองโพโลซอนจะเหมือนกับเป็นตัวโบสถ์ทั้งเมือง แต่เนื่องจากมีพ่อค้าจากเมืองนอกศาสนาเข้ามาเยอะ ด่านตรวจจึงมีการผ่อนผันมากเกินคาด การตรวจนั้นเน้นที่สินค้ามากกว่าตรวจคน เมื่อลอเรนซ์คิดว่าพริกไทยในเกวียนของเขาจะถูกเก็บภาษีเท่าไหร่ เขาก็รู้สึกถึงสายตาจากข้างๆ ไม่ใช่ของใครอื่น แต่เป็นของโฮโล

    “แค่นั้นเหรอ”

    เสียงของเธอโกรธเล็กน้อย

    “หืม?”

    “ข้าพูดว่า แค่วานเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางแค่นั้นนะเหรอ”

    ลอเรนซ์มองโฮโลเหมือนกับไม่เข้าใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้

    “อะไรกัน อยากให้ข้าประสานมืออธิษฐานเหรอ”

    “เจ้าบ้า”

    โฮโลจ้องเขาเหมือนว่าเธอหงุดหงิด

    “ปากก็พูดขอความปลอดภัยในการเดินทาง แต่คิดจะอธิษฐานเปล่าๆโดยไม่ให้อะไรเลยเหรอ”

    หัวของลอเรนซ์หมุนเหมือนกับกังหันน้ำ จนในที่สุดก็ได้คำตอบ

    “เจ้าหมายความว่าให้มีเครื่องเซ่นด้วยเหรอ”

    “หุหุ”

    โฮโลพยักหน้าด้วยความพอใจ

    “เจ้าอยากได้อะไรล่ะ”

    เขาต่อท้ายแถวรอรับการตรวจ แล้วถามออกมาพร้อมกับถอนหายใจ

    “เนื้อแกะตากแห้ง”

    “เมื่อวานกินไปตั้งเยอะนี่ ที่เจ้ากินนั้นที่จริงกินได้สัปดาห์นึงเลยนะ”

    “ถ้าเป็นเนื้อแกะละก็ ข้ากินเท่าไหร่ก็ได้”

    แทนที่จะรู้สึกผิด โฮโลก็เลียปากคงเพราะนึกถึงรสชาติของเนื้อ หมาป่าผู้สูงศักดิ์ก็กลายเป็นเหมือนกับหมาธรรมดาเมื่ออยู่หน้าเนื้อตากแห้ง

    “เนื้อย่างก็อร่อยดี แต่เนื้อตากแห้งนี่เคี้ยวสนุกเลยล่ะ ถ้าเจ้าอยากอธิษฐานถึงความปลอดภัยในการเดินทางละก็ อย่าลืมเนื้อแกะตากแห้งนะ”

    ดวงตาของโฮโลเป็นประกาย หางที่อยู่ใต้ผ้าคลุมขยับดัง ผับ ผับ

    แต่ลอเรนซ์ไม่สนใจ แล้วมองหลังม้าที่พ่อค้าข้างหน้าจูงมา บนหลังม้าตัวนั้นมีขนแกะกองสุมกันเป็นภูเขาดูน่าอบอุ่น

    “ขนแกะนั้นเป็นยังไงบ้าง ของดีหรือไม่ดี”

    เมื่อพูดถึงขนแกะ ก็ดูเหมือนว่าเธอนึกถึงแกะ โฮโลใช้ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวังมากกว่ามองไปยังขนแกะตามที่บอก แล้วหันกลับมาในทันที

    “ใช้ได้นี่ ดีจนแทบจะได้กลิ่นหญ้าที่มันเคี้ยวเลยแหละ”

    “จริงด้วยสินะ ดูท่าพริกไทยจะขายได้ราคาดีนะ”

    หากขนคุณภาพดี เนื้อก็จะมีรสชาติดี หากเนื้อมีรสชาติดี คนก็จะกินเนื้อกันมาก แล้วพริกไทยที่ใช้ในการปรุงแต่งหรือเก็บรักษาก็จะมีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย ลอเรนซ์ตั้งตาคอยดูตั้งแต่ตอนนี้ว่าจะขายพริกไทยได้ราคาเท่าใด

    “แล้วทีนี้นะ เนื้อตากแห้งก็ต้องใส่เกลือเต็มที่นะ ถ้าใส่แค่นิดหน่อยน่ะใช้ไม่ได้ แล้วก็ไม่ใช่เนื้อที่ขา เนื้อสีข้างนี่ดีที่สุด นี่เจ้า ฟังอยู่รึเปล่า”

    “หืม?”

    “เนื้อโรยเกลือเยอะๆ แล้วก็ต้องเป็นเนื้อใกล้ๆกับสีข้างด้วย”

    “รสนิยมดีซะด้วย ราคาแพงนะนั่น”

    “แค่นี้ของถูกๆไม่ใช่เรอะ”

    แน่นอนว่าหากโฮโลรับประกันความปลอดภัยในการเดินทางให้จริงๆ แค่เนื้อแกะก็เป็นแค่ของถูก เพราะว่าร่างจริงๆของเธอเป็นหมาป่าขนาดยักษ์นั่นเอง หากเอาจริงเธออาจจะช่วยเขาให้รอดได้แม้ถูกกองทหารรับจ้างซึ่งไม่ต่างอะไรกับโจรอารมณ์ร้ายล้อมก็เป็นได้

    แต่ลอเรนซ์แกล้งทำหน้าไม่รู้เรื่องแล้วหันไปหาโฮโลอีกครั้งหนึ่ง

    เพราะโฮโลตามืดบอดไปกับของกินแล้ว จะไม่แหย่ก็คงไม่ได้

    “โอ้ เจ้านี่รวยพอควรเลยนะเนี่ย ถ้ามีเงินมากขนาดนั้นก็คืนเงินที่ยืมไปมาสิ”

    แต่อีกฝั่งคือโฮโลผู้เรียกตนเองว่าหมาป่าเจ้าปัญญา ดูเหมือนว่าเธอจะเห็นเป้าหมายของลอเรนซ์ในทันที

    เธอเก็บอารมณ์บนใบหน้าแล้วจ้องมองลอเรนซ์

    “ข้าไม่ตกหลุมเจ้าแล้ว”

    เหมือนว่าเธอจะเรียนรู้จากเรื่องแอปเปิลก่อนหน้านี้ ลอเรนซ์ทำเสียง ชิ เบาๆ แล้วทำหน้าตึงเหมือนกับเธอ

    “ถ้างั้นขอแต่แรกก็ได้นี่ ทำอย่างนั้นดูน่ารักกว่าด้วยซ้ำ”

    “ถ้าขออย่างน่ารักจะซื้อให้เหรอ”

    ตอนที่เธอพูดนี้ไม่มีความน่ารักอยู่เลย แถวเคลื่อนไปแล้ว ลอเรนซ์จึงบังคับให้ม้าเดินไปข้างหน้าพลางพูดออกมาอย่างชัดเจน

    “ไม่มีทางซื้อให้อยู่แล้ว ลองเลียนแบบวัวหรือแกะสิ เอาของที่กินไปเมื่อวานออกมากินอีกรอบนึง”

    ลอเรนซ์คิดว่าตนเองพูดออกไปอย่างฉลาดแล้วจึงยิ้มกับตัวเอง แต่โฮโลซึ่งโกรธจนใบหน้าไร้อารมณ์ไปครู่หนึ่ง เงียบกริบแล้วตัดสินใจเหยียบเท้าลอเรนซ์เข้าเต็มๆ

     

    ถนนที่เป็นเพียงพื้นที่ดินถูกเหยียบจนแข็ง บ้านเรียบง่ายที่สร้างโดยการนำหินที่ตัดอย่างหยาบๆมากองซ้อนกันแล้วใช้ฟางมุงหลังคาด้านบน

    ถึงจะเปิดร้านขายของข้างถนน แต่ผู้คนในเมืองไม่ซื้อของนอกเหนือจากที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เมืองโพโลซอนนี้จึงน่าประหลาดใจที่มีไม่มีร้านขายของข้างถนน

    จำนวนผู้คนที่เดินในเมืองก็ไม่จัดว่าน้อย ทั้งๆที่เกวียนเทียมม้าที่บรรทุกสินค้าจนเต็มและพ่อค้าที่แบกสัมภาระจำนวนมากไว้บนหลังสวนไปมา แต่ทั้งเมืองเงียบเหมือนในอากาศมีสำลีลอยปกคลุม ดูดซับความอึกกะทึกของผู้คนไปจนหมด

    การที่เมืองที่ทั้งเงียบ ทั้งถ่อมตน และเต็มไปด้วยฝุ่นนี้ เป็นจุดเชื่อมโยงทางการค้าที่สำคัญของหลากประเทศที่อยู่ห่างไกล ในแต่ละวันมีกำไรมากมายมหาศาลนั้น คงเชื่อได้ยาก

    ทำไม เมืองนี้ที่ผู้คนในเมืองต่างรุมล้อมฟังการเทศน์ริมถนนของนักเทศน์เดินทางซึ่งถูกเมินเฉยในเมืองอื่น จึงสามารถคิดวิธีการค้าให้ได้กำไรได้

    ลอเรนซ์คิดอยู่เสมอว่าเมืองนี้แปลกประหลาด

    “เป็นเมืองที่น่าเบื่อจังเลยนะ”

    แต่บรรยากาศเฉพาะตัวที่เหมือนกับโบสถ์ทั้งเมืองทำให้โฮโลพูดคำนั้นออกมา

    “ก็ไม่มีร้านขายอาหารข้างถนนนี่นะ”

    “พูดเหมือนข้าคิดแต่เรื่องกินเลยนะ”

    “ถ้างั้นไปฟังเทศน์ซะหน่อยไหม”

    ทางข้างหน้ามีคนรวมกลุ่มอยู่พอดี นักเทศน์เดินทางกำลังถือพระคัมภีร์อยู่ในมือหนึ่งและกำลังเทศน์อะไรบางอย่างอยู่

    ผู้ฟังนั้นไม่ใช่เพียงแต่ผู้คนในเมือง แต่ยังมีพ่อค้าที่ปกติอธิษฐานแต่กำไรในการค้าของตนอยู่หลายคน

    แต่เมื่อโฮโลมองกลุ่มคนที่ลอเรนซ์ชี้อยู่ก็ทำหน้าเหมือนกินอะไรขมๆเข้าไป แล้วพ่นลมออกทางจมูก

    “จะมาเทศน์ข้านั้นเร็วไปสักห้าร้อยปี”

    “แต่ข้าว่าเจ้าน่าจะฟังเทศน์เรื่องความถ่อมตนและการประหยัดสักครั้งนะ”

    พอลอเรนซ์พูดพลางมองผ้าคาดเอวทำจากไหม ที่โฮโลกำลังเล่นอยู่ด้วยความเบื่อหน่ายอยู่บนเกวียน โฮโลก็เอามือป้องปากหาวออกมาฟอดใหญ่

    “ก็ข้าเป็นหมาป่า เทศน์อะไรนั่นยากเกินไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่”

    เธอเช็ดน้ำตาที่หางตาออก พลางพูดออกมาอย่างเบื่อหน่าย

    “แต่คำสอนของพระเจ้าเกี่ยวกับการถ่อนตนและการประหยัดนั้นจะน่าเชื่อถือได้ก็ในเมืองนี้แหละ”

    “หืม?”

    “เงินที่เข้าเมืองนี้ ส่วนมากก็จะไหลไปยังเมืองศาสนจักรลิวบินไฮเก็นที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือน่ะ ถ้าอยู่ที่เมืองนั้นแทบจะไม่มีทางคิดฟังเทศน์ได้เลย”

    เมืองศาสนจักรที่ควบคุมบริเวณนี้ทั้งหมด เป็นเมืองใหญ่ที่ร่ำรวยจนมีเรื่องร่ำลือกันว่าจะเปลี่ยนกำแพงเมืองทั้งหมดเป็นทองในเร็วๆนี้ บรรดาบาทหลวงและหัวหน้าบาทหลวงที่มีตำแหน่งสูงในสภาสังฆบุคลากรของวิหารที่ควบคุมเมืองอยู่นั้นทำการค้าได้เก่งกาจไม่แพ้พ่อค้า โดยการหากำไรจากการปราบปรามพวกนอกรีตซึ่งศาสนจักรสนับสนุนมายาวนานหลายร้อยปีแล้ว

    พอลอเรนซ์คิดว่าโอกาสที่พวกเขาทำเงินได้นั้นมีมากกว่าเขาอย่างลิบลับ โฮโลก็เอียงคอทำหน้าครุ่นคิด

    “เมื่อกี๊เจ้าพูดว่า ลิวบินไฮเก็น ใช่ไหม”

    “รู้จักเหรอ”

    ลอเรนซ์มองโฮโลทางข้างๆ พลางบังคับเกวียนให้เลี้ยวขวาบนทางแยก

    “อื้ม นึกออกแล้ว แต่ว่าที่ข้าเคยได้ยินนั้นไม่ใช่ชื่อเมือง แต่เป็นชื่อคนน่ะ”

    “อ้อ นั่นก็ไม่ผิดหรอก ตอนนี้เป็นชื่อเมืองก็จริงอยู่ แต่ต้นกำเนิดก็เป็นชื่อของนักบุญที่นำกองอัศวินศักดิ์สิทธิ์เพื่อปราบพวกนอกรีตน่ะ เป็นชื่อเก่าที่หลังๆมาไม่ค่อยได้ยินแล้ว”

    “หืม อย่าบอกว่าหมายถึงหมอนั่นนะ”

    “ไม่ใช่หรอกมั้ง”

    เขาเผลอหัวเราะออกไป แต่ก็นึกขึ้นได้ ว่าโฮโลออกเดินทางมากหลายร้อยปีแล้ว

    “เป็นชายหน้ายาวๆตึงเครียด ที่มีผมและหนวดสีแดงเหมือนไฟเลยล่ะ พอเห็นหูและหางที่น่ารักของข้าก็เรียกข้าว่าเป็นพรรคพวกของปิศาจร้าย แล้วไล่ตามข้าพร้อมกับอิศวันถือดาบและหอก พอข้าโกรธได้ที่ก็เลยกลายร่างเป็นร่างเดิม แล้วไล่เตะพวกอัศวินนั้นกระเจิง ตอนสุดท้ายก็กัดก้นเจ้าลิวบินไฮเก็นเข้าให้ แต่แข็งเกินไม่อร่อยเลย”

    ฮื่ม เสียงเธอหัวเราะทางจมูกดงขึ้นขณะที่โฮโลเล่าเรื่องความกล้าหาญของตนเองด้วยความภาคภูมิใจ แต่ลอเรนซ์ตกใจจนพูดอะไรไม่ออก

    ที่เมืองศาสนจักรลิวบินไฮเก็นนี้ มีบันทึกว่านักบุญลิวบินไฮเก็นมีผมและหนวดเคราสีแดง และได้ต่อสู้กับเทพเจ้าของต่างศาสนาเมื่อเริ่มสร้างป้อมปราการขึ้น ณ ที่อยู่ของเมืองในปัจจุบัน

    แต่ตามบันทึกแล้ว ตอนนักบุญลิวบินไฮเก็นสู้กับเทพเจ้าต่างศาสนา เขาพลาดพลั้งถูกกินแขนซ้ายไป ฉะนั้นบนกำแพงของมหาวิหารนั้น มีภาพว่าของนักบุณที่ไม่มีแขนซ้าย อีกทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้าขาดวิ่นเต็มไปด้วยเลือด หันหลังให้กับความคุ้มครองของพระเจ้ากำกับกองอัศวินประชัญหน้ากับพวกนอกรีตอย่างกล้าหาญ

    ที่รูปวาดของนักบุญลิวบินไฮเก็นจะต้องสวมเสื้อผ้าขาดวิ่นไม่ต่างอะไรกับเปลือยกาย ก็อาจเป็นเพราะโฮโลกัดฉีกขาดไปก็เป็นได้ ก็ร่างเดิมของโฮโลที่จริงแล้วเป็นหมาป่าร่างรักษ์ เพียงแค่กัดเล่นเล็กน้อยก็อาจจมกองเลือดได้

    ยิ่งไปกว่านั้น หากเรื่องที่โฮโลเล่าเป็นเรื่องจริง การถูกกัดก้นนั้นน่าอายเกินกว่าจะเหลือเป็นเรื่องเล่าได้ เมื่อคิดเช่นนั้น เรื่องที่ถูกกัดกินแขนซ้ายไปก็กลายเป็นเรื่องแต่งขึ้นมา

    บางที คนที่โฮโลกัดอาจจะเป็นนักบุญลิวบินไฮเก็นจริงๆก็ได้

    ลอเรนซ์รู้สึกเหมือนได้ฟังเบื้องหลังของเรื่องเล่าในประวัติศาสตร์ จึงเผลอยิ้มออกมา

    “อ๊ะ แต่นะ ลอเรนซ์”

    “หืม?”

    “ข้าแค่กัดเจ้านั่นนะ ไม่ได้ฆ่า”

    ต่างจากเมื่อครู่นี้ โฮโลถามลอเรนซ์ด้วยท่าทางเหมือนลองดูปฏิกิริยาของเขา

    ทีแรก ลอเรนซ์ไม่เข้าใจว่าโฮโลพูดอะไรอยู่ แต่ในที่สุดเขาก็นึกขึ้นได้

    เธอคงคิดว่าลอเรนซ์ซึ่งเป็นมนุษย์จะโกรธหากเธอฆ่ามนุษย์ด้วยกัน

    “เรื่องอย่างนี้ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”

    “ก็เรื่องสำคัญนี่”

    โฮโลพูดด้วยสีหน้าจริงจัง เขาจึงตอบเห็นด้วยกลับไปโดยไม่พูดล้อเล่น

    “แต่ยังไงก็เป็นเมืองที่น่าเบื่อจริงๆนะ ในป่ายังจะอึกกะทึกมากกว่าอีก”

    “พอขายพริกไทยได้แล้ว ก็รีบบรรทุกสินค้าใหม่ไปลิวบินไฮเก็นกัน อดทนหน่อย”

    “เมืองใหญ่ไหม”

    “ลิวบินไฮเก็นใหญ่กว่าพัทซิโออีก ไม่ใช่แค่เมือง แต่น่าจะเรียกว่าเมืองใหญ่มากกว่า ทั้งคึกคัก แล้วก็มีร้านข้างถนนเยอะแยะ”

    ใบหน้าของโฮโลสว่างขึ้นมา

    “แอปเปิลก็มีเหรอ”

    “ของสดละก็ไม่แน่ ตอนนี้ใกล้หน้าหนาวแล้วคงจะทำเป็นของหมักดองหมดแล้วละมั้ง”

    “...ของหมักดอง?”

    โฮโลทำหน้าตางงๆแล้วถามกลับ ถ้าพูดถึงการถนอมอาหารของทางเหนือก็คงต้องเป็นเกลือ ดูท่าเธอจะนึกว่าเป็นแอปเปิลหมักเกลือแน่ๆ

    “หมักน้ำผึ้งน่ะ”

    ผับ หูของโฮโลขยับจนฮู้ดที่คลุมหัวของเธออยู่นั้นเปลี่ยนรูปร่าง

    “ลูกแพร์หมักน้ำผึ้งก็อร่อยนะ นอกจากนั้นก็ นั่นสินะ ถึงจะหายากหน่อยแต่ก็มีลูกพีช ของชั้นสูงนั้นก็มี เอาลูกพีชฝานบางๆ ใส่ลงในถังไม้ ระหว่างกลางก็ใส่มะเดื่อฝรั่งกับอัลมอนด์ลงไปจนเต็มถัง แล้วราดน้ำผึ้งลงจนเต็ม สุดท้ายก็เติมขิงลงไปแล้วหมักเอาไว้ ผ่านไปสักสองเดือนแล้วถึงกิน ข้าเคยกินครั้งนึง หวานเสียจนศาสนจักรจะประชุมหารือกันเพื่อสั่งห้ามได้เลยแหละ ... นี่เจ้า น้ำลายหกแล้ว”

    เมื่อลอเรนซ์พูด โฮโลก็รู้สึกตัวแล้วเช็ดมุมปาก

    แล้วเธอก็มองไปรอบๆอย่างอยู่ไม่สุข แล้วหันมามองลอเรนซ์ด้วยสายตาระแวง

    “นี่เจ้า...กะจะหลอกอะไรข้าอีกใช่มั้ยเนี่ย”

    “เจ้าก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าข้าพูดจริงหรือพูดโกหก”

    โฮโลก้มหน้าลงราวกับพูดไม่ออก

    “ข้าไม่ได้โกหก แต่ไม่รู้ว่าจะมีหรือเปล่า ปกติเป็นของสำหรับชุนนางหรือคนรวยเท่านั้น ปกติแล้วไม่มีนำมาโชว์หน้าร้าน”

    “ถ้าเกิด ถ้าเกิดว่ามีล่ะ”

    ผับผับผับ หางที่อยู่ใต้ผ้าคลุมสะบัดเสียงดังราวกับมีลูกหมาดิ้นอยู่ในผ้าคลุม ดวงตาชุ่มน้ำเต็มไปด้วยความคาดหวัง

    ใบหน้าของโฮโลนั้นเข้ามาใกล้จนจะเกยไหล่ของลอเรนซ์แล้ว

    ดวงตาของเธอนั้นจริงจังจนน่ากลัว

    “...ข้ารู้แล้ว ถ้ามีข้าจะซื้อให้”

    เสี้ยววินาทีนั้น โฮโลก็บีบแขนของลอเรนซ์อย่างเต็มแรงด้วยสองมือ

    “แน่นะ”

    หากเขาส่ายหน้า คงจะถูกกัดตรงนั้นแน่ๆ

    “นิดเดียวนะ แค่นิดเดียวเท่านั้นนะ”

    ถึงจะเตือนเช่นนั้นแล้ว แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าโฮโลได้ฟังเขาหรือเปล่า

    “นี่ลอเรนซ์ สัญญาแล้วนะ เข้าใจไหม”

    “รู้แล้วน่า รู้แล้ว”

    “งั้นก็รีบไปเถอะ รีบไปรีบไป”

    “เอ้ย อย่าดึงสิ”

    แม้ว่าเขาจะสะบัดตัวเธอออกอย่างไม่ปราณี แต่เหมือนว่าสติของโฮโลไปอยู่ที่อื่นเสียแล้ว เธอมองเหม่อออกไป กัดเล็บนิ้วกลางไปพลางเริ่มพึมพำอะไรบางอย่าง

    “อาจจะขายหมดก็ได้ ถ้างั้น...”

    ลอเรนซ์คิดในใจว่าไม่น่าพูดเรื่องลูกพีชหมักน้ำผึ้งเลย แต่ตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว

    ตอนนี้ถ้าพูดว่าไม่ซื้อให้อาจจะถูกกัดจนตายก็ได้

    ทั้งที่ลูกพีชหมักน้ำผึ้งไม่ใช่สิ่งที่พ่อค้าเร่ธรรมดาๆคนหนึ่งจะซึ้อได้เลย

    “ไม่ต้องถึงขายหมดหรอก อาจจะไม่มีขายด้วยซ้ำ ยังไงก็เข้าใจตรงนี้ไว้ด้วยนะ”

    “ลูกพีชกับน้ำผึ้งเลยนะ ไม่น่าเชื่อ ไม่น่าเชื่อเลย”

    “ฟังอยู่รึเปล่าเนี่ย”

    “แต่ว่า ลูกแพร์จะทิ้งก็น่าเสียดายใช่มั้ย”

    กลับกัน โฮโลก็หันกลับมาพูดคำนั้นกับลอเรนซ์

    ลอเรนซ์จึงถอนหายใจเฮือกใหญ่ตอบกลับไป

     

    ห้างร้านที่ลอเรนซ์นำพริกไทยไปขายมีชื่อว่าห้างรัทแพรอน ซึ่งเป็นชื่อห้างร้านที่แปลกไม่แพ้ชื่อเมืองโพโลซอนเลย

    หากสืบประวัติย้อนขึ้นไป คงพบเป็นชื่อของคนนอกศาสนาที่เคยอาศัยอยู่บริเวณนี้ก่อนที่เมืองจะเป็นเมืองด้วยซ้ำ ว่ากันว่าชื่อแปลกๆมักมาจากชื่อสมัยโบราณ ยิ่งไปกว่านั้นขณะนี้ห้างร้านนี้เป็นผู้นับถือศาสนาตั้งแต่หัวจรดเท้า จนยากจะพบเห็นที่ใดที่ผู้คนเลื่อมใสในศาสนาเพียงนี้ อีกทั้งเจ้าของห้างรัทแพรอนจะมีอายุถึงห้าสิบปีในไม่ช้านี้ และเหมือนว่าความเลื่อมใสในศาสนาก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

    ฉะนั้น เมื่อลอเรนซ์ผู้ซึ่งไม่ได้มาเยี่ยมเยียนห้างร้านแห่งนี้มานานครึ่งปีแล้วย่างเท้าเข้ามาในห้าง เจ้าของห้างก็เริ่มด้วยการทักทายอวยพรให้ปลอดภัย ตามมาด้วยคำเชิญชวนให้ไปฟังเทศน์ของบาทหลวงรูปใหม่ที่เพิ่งมายังโบสถ์ และการเทศนาว่าการฟังเทศน์จะช่วยดวงวิญญาณเราได้อย่างไร

    ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่าเจ้าของห้างจะคิดว่าโฮโลซึ่งสวมผ้าคลุมเป็นแม่ชีที่อยู่ระหว่างการแสวงบุญ จึงขอให้เธอช่วยพูดกับลอเรนซ์เรื่องนี้อย่างเข้มงวดด้วย ลอเรนซ์จึงรู้สึกแย่อย่างที่สุด

    โฮโลจึงทำท่าเหมือนเข้าใจแล้วก็ติเตียนลอเรนซ์อย่างไม่ขาดสาย แล้วก็ยิ้มเยาะให้ลอเรนซ์เห็นเพียงคนเดียว

    เมื่อลอเรนซ์หลุดพ้นจากการเทศนาของทั้งเจ้าของห้างและโฮโล เขาก็สาบานกับตนเองในใจว่าจะไม่มีทางซื้อของหมักน้ำผึ้งให้แล้ว

    “เอาล่ะ ออกจะยืดยาวไปสักหน่อย แต่เข้าเรื่องการค้ากันเลยไหมครับ”

    “กรุณาด้วยครับ”

    ลอเรนซ์พูดด้วยท่าทีเหนื่อยอ่อน แต่ใบหน้าของเจ้าของร้านเปลี่ยนเป็นใบหน้าสำหรับการค้า จึงประมาทไม่ได้

    เผลอๆอาจจะจงใจเทศนาให้ยาวจนอีกฝั่งเหนื่อยล้าไปก่อนแล้วรวบหัวรวบหางก็เป็นได้

    “วันนี้นำสินค้าอะไรมาครับ”

    “นี่ครับ”

    ลอเรนซ์ก็ตั้งสติแล้วนำถุงหนังสัตว์บรรจุพริกไทยออกมา

    “โอ้ พริกไทยเหรอครับ”

    ลอเรนซ์ประหลาดใจที่เขาทายสิ่งที่อยู่ในถุงถูกก่อนจะแก้เชือกมักปากถุงออก แต่เขาก็พูดตอบกลับไปได้โดยไม่แสดงความประหลาดใจออกมาทางสีหน้า

    “รู้ด้วยเหรอครับ”

    “จากกลิ่นน่ะครับ”

    เจ้าของห้างหัวเราะแล้วพูดเหมือนล้อเล่น แต่ที่จริงแล้วพริกไทยก่อนที่จะบดเป็นผงนั้นไม่ค่อยมีกลิ่น

    เมื่อเขาแอบชำเลืองมองดูโฮโลที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอก็กำลังหัวเราะอย่างสนุกสนาน

    “เหมือนว่าผมยังเป็นแค่มือใหม่อยู่”

    “ประสบการณ์มันต่างกันน่ะ”

    ยิ่งเห็นรอยยิ้มไร้ความเย่อหยิ่งบนใบหน้าเจ้าของห้าง ก็ยิ่งชวนให้คิดว่าเขาเข้าใจผิดว่าโฮโลเป็นแม่ชีจริงๆ

    “แต่ถึงกระนั้น คุณลอเรนซ์นำสินค้าที่เหมาะสมมาเสมอเลยนะครับ ปีนี้พระเจ้าทรงประทานพรให้แก่ทุ่งหญ้า ขนาดแค่ปล่อยให้หมูเดินไปในเมืองก็ยังอ้วนขึ้นมาเองได้เลย ความต้องการพริกไทยในเมืองนี้ก็ทะยานขึ้นมามากด้วย ถ้าคุณมาก่อนหน้านี้สักสัปดาห์นึงอาจจะยังซื้อราคารถูกได้อยู่”

    เจ้าของร้านหัวเราะอย่างร่าเริง ลอเรนซ์ทำได้เพียงยิ้มแหยๆ เจ้าของร้านเป็นผู้ควบคุมบทสนทนาไว้อย่างสิ้นเชิง ทำให้ไม่สามารถต่อรองเพื่อเพิ่มราคาได้ การแก้สถานการณ์ก็ทำได้อยาก

    เพราะพ่อค้าอย่างนี้รวมตัวอยู่ในห้างร้านเล็กๆ โลกแห่งการค้าจึงน่ากลัว

    “อืม เช่นนั้นเรามาชั่งน้ำหนักกันเลยไหมครับ คุณมีตาชั่งไหมครับ”

    เป็นเรื่องปกติที่ตาชั่งของพ่อค้าจะมีการปรับพลิกแพลงเอาไว้ ต่างจากพ่อค้าเงินตราที่ชื่อเสียงเกียรติยศขึ้นอยู่กับความเที่ยงตรงของตาชั่ง

    เวลาชั่งสินค้าที่พลิกแพลงตาชั่งเพียงเล็กน้อยก็ก่อให้เกิดความแตกต่างอย่างมาก เช่นพริกไทยหรือผงทอง โดยปกติแล้วผู้ขายจะเตรียมตาชั่งให้ผู้ซื้อใช้ไปด้วยกัน

    แต่ลอเรนซ์ไม่ได้ค้าขายสินค้าราคาแพงอย่างพริกไทยมาก่อน เขาจึงไม่มีตาชั่ง

    “ไม่มีครับ แต่ผมเชื่อในพระเจ้า”

    เจ้าของร้านยิ้มแล้วพยักหน้าให้กับคำพูดของลอเรนซ์ แล้วหยิบตาชั่งเครื่องที่วางอยู่ลึกกว่าในตู้ที่มีตาชั่งวางอยู่สองเครื่อง

    เขามั่นใจว่าความรู้สึกไม่ได้แสดงออกทางใบหน้า แต่เขาก็ถอนหายใจด้วยความรู้สึกโล่งใจอยู่ในใจ

    ถึงจะมีศรัทธาในคำสอนของพระเจ้า เป็นผู้เลื่อมใสในศาสนากว่าใครที่เคยพบเห็น แต่พ่อค้าก็คือพ่อค้า ตาชั่งที่อยู่ด้านนอกคงมีการพลิกแพลงเอาไว้ก็เป็นได้

    หากใช้ตาชั่งที่มีการพลิกแพลงเอาไว้ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องขาดทุนสักเท่าไหร่ แม้ว่าขาดทุนถึงขนาดพริกไทยหนึ่งเม็ดต่อเหรียญเงินหนึ่งเหรียญก็ไม่สามารถยับยั้งได้

    ลอเรนซ์นึกขอบคุณพระเจ้า

    “ถึงจะเชื่อในความถูกต้องของพระเจ้า แต่มนุษย์ก็ควรจะมีวิธีแบ่งแยงให้ได้ว่าพระคัมภีร์ที่อยู่ต่อหน้าตนนั้นเป็นของแท้ ถึงจะเชื่อในพระเจ้าที่แท้จริง แต่หากจดจำพระคัมภีร์ปลอม ก็ไม่ต่างไปจากการสบประมาทศาสนาครับ”

    เจ้าของร้านวางตาชั่งลงบนโต๊ะใกล้ๆแล้วพูดออกมา

    คงหมายความว่าให้ลอเรนซ์ตรวจดูว่ามีการเล่นพลิกแพลงกับตาชั่งหรือไม่

    ถึงการหลอกลวงกันจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาของพ่อค้า แต่ใช่ว่าความเชื่อใจจะไม่มีความจำเป็นเลย

    “ถ้าอย่างนั้น ผมขอเสียมารยาท”

    เจ้าของร้านพยักหน้าให้กับลอเรนซ์ แล้วถอยหลังไปก้าวหนึ่ง

    สิ่งที่วางลงบนโต๊ะคือตาชั่งสวยงามทำจากทองเหลืองสีทองทึบ เป็นของเช่นเดียวกับที่พ่อค้าเงินตราผู้ร่ำรวยในเมืองใหญ่มี ดูไม่ค่อยเหมาสมกับร้านนี้

    ห้างรัทแพรอนดูเรียบง่ายจนดูเหมือนเป็นบ้านคนธรรมดา คนที่ทำงานอยู่ก็มีเพียงเจ้าของร้านกับชายอีกไม่กี่คนเท่านั้น ห้างร้านเหมาะสมกับคำว่าเรียบง่าย ข้างกำแพงมีชั้นวางของอยู่สองชั้น มีเพียงขวดที่น่าจะมีเครื่องเทศหรือของตากแห้งใส่ไว้ กับม้วนเอกสารที่เป็นกระดาษหรือกระดาษหนังแพะอยู่

    แต่ถึงว่าตัวร้านกับตาชั่งจะไม่เข้ากัน แต่ดูเหมือนว่าตาชั่งจะเที่ยงตรง

    ตาชั่งหยุดนิ่งอยู่ตรงกลางอย่างแม่นยำ ถึงจะวางตุ้มน้ำหนักลงบนจานชั่งทั้งสองข้าง ตาชั่งก็ชี้ที่ตรงกลางอย่างแม่นยำเช่นกัน

    ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรพลิกแพลง

    ลอเรนซ์รู้สึกสบายใจแล้วหันไปหาเจ้าของร้านพร้อมกับรอยยิ้ม

    “เช่นนั้นเรามาชั่งพริกไทยกันเถอะครับ”

    ไม่มีเหตุผลใดจะค้านข้อเสนอนี้

    “อืม ต้องใช้กระดาษกับหมึกสินะ ขอตัวครู่หนึ่งนะครับ”

    เจ้าของร้านพูดพลางหยิบขวดหมึกและกระดาษออกมาจากลิ้นชักของตู้ที่ตั้งอยู่มุมห้อง ลอเรนซ์มองพลางรออยู่เฉยๆ แล้วเขาก็รู้สึกว่ามีใครบางคนดึงชายเสื้อของเขาอยู่จึงหันไปมอง ไม่มีใครอื่นนอกจากโฮโล

    “มีอะไร”

    “ข้าหิวน้ำ”

    “ทนหน่อย”

    เมื่อเขาหลุดปากพูดออกไปเรียบร้อยแล้วก็นึกขึ้นได้

    นี่คือโฮโลผู้เรียกตนเองว่าหมาป่าเจ้าปัญญา การที่เธอพูดเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องขึ้นมาโดยกะทันหันอาจมีอะไรแฝงอยู่ก็เป็นได้

    ลอเรนซ์คิดจะถามเธอว่ามีอะไร แต่เจ้าของร้านก็พูดขึ้นมาก่อน

    “ขนาดนักบุญยังไม่สามารถอยู่ได้โดยขาดน้ำเลยครับ อยากดื่มน้ำ หรือจะรับเป็นเหล้าองุ่นดีครับ”

    “ข้าขอน้ำละกัน”

    เมื่อเห็นเธอพูดตอบพร้อมรอยยิ้ม ก็ดูเหมือนว่าเธอแค่หิวน้ำเท่านั้น

    “รอสักครู่นะครับ”

    เมื่อเจ้าของร้านวางกระดาษสำหรับเขียนสัญญากับจดบันทึกกับหมึกและปากกาขนนกลงบนโต๊ะ แล้วก็ไม่ได้เรียกใครแต่ออกจากห้องไปรินน้ำมาให้ด้วยตนเอง

    ตรงนี้เป็นเหมือนกับคุณสมบัติของผู้เลื่อมใสในศาสนามากกว่าเป็นพ่อค้า

    ลอเรนซ์รู้สึกประทับใจเจ้าของร้าน แล้วหันมาหาโฮโลด้วยสายตาตำหนิ

    “เจ้าอาจเห็นว่าเป็นเรื่องไม่มีอะไร แต่การเจรจาการค้าเรียกได้ว่าเป็นสนามรบของพ่อค้านะ แค่น้ำน่ะหลังจากนี้จะดื่มเท่าไหร่ก็ได้ไม่ใช่เหรอ”

    “ก็ข้าหิวน้ำนี่”

    โฮโลคงรู้สึกไม่สบอารมณ์ที่ถูกโกรธ แล้วหันหน้าหนีเขา ทั้งที่หัวไวจนน่ากลัว แต่กลับมีนิสัยบางอย่างเหมือนเด็ก เธอคงไม่คิดจะฟังเขามากไปกว่านี้แล้ว

    ลอเรนซ์ยักไหล่ หยุดคิดเรื่องโฮโล แล้วคำนวณราคาพริกไทยคร่าวๆ

    ครู่หนึ่งหลังจากนั้นเจ้าของร้านก็นำเหยือกเหล็กกับถ้วยมาพร้อมถาดไม้ ลอเรนซ์รู้สึกละอายที่ให้พ่อค้าที่เป็นคู่ข้า อีกทั้งอายุมากกว่าทำเรื่องเช่นนี้ แต่เจ้าของร้านก็ยิ้มให้ด้วยใบหน้าที่ไร้เรื่องการค้า

    “ทีนี้เรามาชั่งน้ำหนักกันเถอะครับ”

    “ครับ”

    ขณะที่โฮโลซึ่งถือถ้วยน้ำทำจากเหล็กด้วยสองมือพลางดื่มน้ำ มองดูอยู่ การชั่งพริกไทยบนโต๊ะใกล้ๆกับกำแพงก็เริ่มขึ้น

    การชั่งน้ำหนักเป็นเรื่องง่ายๆ เพียงวางตุ้มน้ำหนักลงบนจานชั่งข้างหนึ่ง แล้ววางพริกไทยลงบนจานชั่งอีกข้างหนึ่ง หากได้สมดุลก็นำพริกไทยที่ชั่งแล้วออก แล้วนำพริกไทยที่ยังไม่ได้ชั่งขึ้นจานชั่งแล้วชั่งน้ำหนักต่อไป

    ถึงจะเป็นงานง่ายๆ แต่หากตาชั่งเอียงไปทางตุ้มน้ำหนักเพียงเล็กน้อย แล้วรู้สึกรำคาญ ให้ชั่งต่อไปอย่างนั้น ความคลาดเคลื่อนก็จะสุมเพิ่มขึ้นกลายเป็นการขาดทุนมหาศาลก็เป็นได้

    ดังนั้น ทั้งเจ้าของร้านและลอเรนซ์ต่างก็ตรวจสอบสมดุล แล้วค่อยๆชั่งต่อไปเมื่อทั้งคู่พอใจ

    เป็นงานที่ง่ายดายแต่ต้องใช้สมาธิเป็นอย่างมาก การชั่งครั้งนี้จบลงที่สี่สิบห้าครั้ง ราคาพริกไทยนั้นขึ้นอยู่กับแหล่งผลิต พริกไทยที่ลอเรนซ์นำมา มีมูลค่าต่อตุ้มน้ำหนักหนึ่งตุ้มประมาณเท่ากับเหรียญทองที่เรียกว่าเหรียญลิวมิโอเนหนึ่งเหรียญหนึ่งเหรียญ หากเทียบค่าเหรียญเงินตามที่ลอเรนซ์รู้ละก็ เหรียญทองลิวมิโอเนหนึ่งเหรียญมีค่าเท่ากับเหรียญเงินเทรนี่ที่ใช้กับมากในเมืองท่าพัทซิโอ สามสิบสี่เหรียญ กับอีกเศษสองส่วนสาม เหรียญทองลิวมิโอเน่สี่สิบห้าเหรียญ ก็มีค่าเท่ากับเหรียญเงินเทรนี่หนึ่งพันห้าร้อยหกสิบเหรียญ

    ราคาที่ซื้อมาคือเหรียญเงินเทรนี่หนึ่งพันเหรียญ ก็คือได้กำไรคร่าวๆห้าร้อยหกสิบเหรียญ การค้าเครื่องเทศนั้นได้เงินดีจริงๆด้วย ยิ่งไปกว่านี้ ถ้าเป็นทองคำ อัญมณี หรือสีย้อมชั้นสูงแล้วละก็ มีโอกาสขายได้ในราคาถึงสองเท่าหรือสามเท่าของราคาซื้อ เทียบกันแล้วพริกไทยอาจได้กำไรเพียงเล็กน้อย แต่สำหรับพ่อค้าเร่ผู้เดินทางผ่านป่าเขาก็เรียกได้ว่าเป็นอัตรากำไรที่มากพอแล้ว เป็นเรื่องปกติที่พ่อค้าเร่ที่ไม่มีเงินจะแบกข้าวโอ๊ต ซึ่งถือเป็นข้าวสาลีชั้นที่ต่ำที่สุด ขึ้นหลังเท่าที่พละกำลังตนเองจะมี ข้ามเขาจนสบักสบอมเข้าไปขายในเมืองด้วยกำไรเพียงหนึ่งในสิบ

    การขนส่งพริกไทยน้ำหนักเบาเต็มถุงหนังสัตว์แล้วได้กำไรเหรียญเงินห้าร้อยเหรียญ เรียกได้ว่าเป็นการค้าที่เงินดีมาก

    ลอเรนซ์นำพริกไทยกลับใส้ถุงด้วยรอยยิ้ม

    “อืม รวมแล้วเป็นตุ้มน้ำหนักสี่สิบห้าลูกครับ ทีนี้เป็นพริกไทยผลิตจากที่ไหนเหรอครับ”

    “เป็นสินค้านำเข้าจะรามาปะตะ ราชอาณาจักรรีดอนครับ นี่คือเอกสารรับรองจากห้างมิโลเน่ผู้นำเข้าสินค้าครับ”

    “ผลิตจากรามาปะตะเหรอครับ เป็นพริกไทยที่เดินทางมาไกลเลยสินะครับ เป็นสถานที่ที่ผมจินตนาการไม่ออกเลย”

    เจ้าของร้านรับหนังสือรับรองกระดาษหนังแกะพลางหัวเราะ

    ปกติแล้วพ่อค้าในเมืองจะอาศัยอยู่ในเมืองเกิดของตนตลอดชีวิต บางทีก็มีพ่อค้าที่ออกท่องเที่ยวหลังจากเกษียณตัวเองแล้ว แต่ระหว่างที่ยังทำการค้าอยู่นั้นไม่มีเวลาว่างอย่างนั้น

    แต่กระนั้นเอง พ่อค้าเร่ผู้เดินทางอยู่ตลอดเวลาเอง ถึงจะเคยได้ยินมาว่าราชอาณาจักรรีดอนเป็นแหล่งผลิตเครื่องเทศที่มีชื่อเสียง แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นสถานที่แบบไหน จากพัทซิโอ ต้องเดินทางตามแม่น้ำไปยังทะเล จากที่นั้นก็มุ่งหน้าไปทางใต้ผ่านสองทะเลต่างสีกันก็จะถึง หากนั่งเรือระยะไกลก็ต้องใช้เวลาข้ามน้ำข้ามทะเลประมาณสองเดือน

    ภาษาที่ใช้ก็ต่างออกไป อีกทั้งตามที่ได้ยินมา ราชอาณาจักรรีดอนนั้นอากาศร้อนมากเหมือนกลางฤดูร้อนตลอดปี ประชากรทุกคนผิวเกรียมแดดตัวดำสนิทตั้งแต่เกิดมา

    ถึงเป็นเรื่องราวที่ไม่น่าเชื่อ แต่ก็มีทั้งเครื่องเทศ ทั้งทอง เงิน และเหล็กมาจากประเทศนั้น อีกทั้งห้างมิโลเน่ก็ใช้ชื่อเสียงตนออกหนังสือรับรองว่าพริกไทยนี้ขนส่งมาจากรามาปะตะจริงๆ

    คงจะเป็นประเทศที่มีอยู่จริงๆ

    “ท่าทางหนังสือรับรองจะเป็นของจริงนะครับ”

    เอกสารอย่างหนังสือแจ้งแลกเงิน ตั๋วสัญญาแลกเงิน หรือหนังสือสัญญาต่างๆที่ผ่านมือของพ่อค้าในเมืองนั้นมีมากมายมหาศาล ไม่เพียงแต่ห้างร้านใหญ่ที่ตั้งสาขาใหญ่ในต่างประเทศ แต่แม้จะเป็นห้างร้านเล็กๆจากประเทศที่ห่างไกล พ่อค้าในเมืองก็สามารถแยกแยะลายมือออกได้

    หนังสือสัญญาของห้างใหญ่อย่างห้างมิโลเน่ก็คงเห็นจนชินตา และคงสามารถบอกได้ว่าตราประทับนั้นเป็นของแท้หรือไม่ได้ในชั่วพริบตา ถึงลายมือชื่อก็สำคัญ แต่ตราที่ประทับลงบนหนังสือสัญญาก็เหมือนกับชีวิตของเอกสารนั้น

    “ทีนี้ ตุ้มน้ำหนักหนึ่งลูกเท่ากับเหรียญทองลิวมิโอเนหนึ่งเหรียญ ดีไหมครับ”

    “ราคาตลาดของเหรียญทองลิวมิโอเนคิดเป็นเท่าไหร่ครับ”

    ถึงจะพอรู้ราคาคร่าวๆแล้ว แต่ลอเรนซ์ก็ถามออกไปในทันที

    เป็นเพราะว่าโดยส่วนมากเหรียญทองใช้เป็นเงินในการคำนวณ นั่นก็คือ ใช้เหรียญทองเป็นมาตรฐานในการคำนวณให้กับเหรียญชนิดต่างๆมากในที่มีอยู่ในโลกนี้ หลังจากคำนวณด้วยเหรียญทองแล้วจึงกำหนดชนิดของเหรียญที่จะใช้จ่ายจริง ทีนี้ปัญหาก็คือราคาตลาดของเหรียญที่จะใช้จ่าย

    เป็นชั่วพริบตาที่ลอเรนซ์รู้สึกตึงเครียดที่สุด

    “คุณลอเรนซ์ทำการค้าตามเส้นทางแสวงบุญของนักบุญเมโทรกิอุส ตามอาจารย์ใช่ไหมครับ”

    “ครับผม คงเป็นเพราะการคุ้มครองของนักบุญเมโทรกิอุส เส้นทางก็ปลอดภัย การค้าก็เป็นไปได้โดยราบรื่นครับ”

    “หากเป็นเช่นนั้น เหรียญหลักที่ใช้ก็คือเหรียญเงินเทรนี่ใช่ไหมครับ”

    พ่อค้าเร่จำนวนมากเชื่อเรื่องโชคลาง เส้นทางที่เดินทางค้าขายก็ไม่ได้กำหนดขึ้นมาเอง แต่ส่วนมากจะใช้เส้นทางการแสวงบุญของนักบุญในสมัยก่อนเป็นพื้นฐาน

    เมื่อเป็นเช่นนั้น ชนิดของเหรียญที่พ่อค้าเร่ก็ถูกกำหนดโดยอัตโนมัติ

    แต่เพราะรู้ได้ในทันที ก็คงหมายความว่าเจ้าของห้างร้านรัทแพรอนเป็นพ่อค้าชั้นหนึ่ง

    “ถ้าเป็นเหรียญเงินเทรนี่ละก็ เท่ากับสามสิบสองเหรียญกับเศษห้าส่วนหกครับ”

    ราคาตลาดต่ำกว่าราคาที่เขารู้

    แต่หากนำเรื่องที่ว่าเมืองนี้เป็นจุดเชื่อมต่อทางการค้าที่สำคัญมาคิดด้วยแล้ว ก็อยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้

    ในสถานที่ที่เหรียญกษาปณ์จำนวนมากจากเมืองต่างๆไหลมารวมกัน โดยรวมแล้วเหรียญกษาปณ์ที่ใช้จริงจะมีมูลค่าต่ำกว่าเหรียญในการคำนวณ

    ลอเรนซ์ใช้หัวคิดอย่างรวดเร็ว ราคารวมของพริกไทยคำนวณออกมาได้เป็นเหรียญเงินเทรนี่หนึ่งพันสี่ร้อยเจ็ดสิบเจ็ดเหรียญ

    ถึงราคาจะต่ำกว่าที่คาด แต่ก็พอรับได้ ความฝันที่จะตั้งร้านค้าเป็นของตนเองใกล้ความจริงขึ้นมาอีก

    ลอเรนซ์หายใจเข้าฟอดใหญ่ แล้วยื่นมือขวาออกไปให้กับเจ้าของร้าน

    “ตกลงตามราคานี้ครับ”

    เจ้าของร้านก็ยิ้มกว้าง ยื่นมาออกมา เป็นชั่วพริบตาที่อารมณ์ของพ่อค้าพุ่งขึ้นสูงที่สุด เวลาที่สัญญาจะลงตัว

    เสี้ยววินาทีนั้นเอง

    “อื-ม”

    เสียงเลื่อนลอยของโฮโลดังแทรกเข้ามา

    “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

    เจ้าของร้าน ผู้ซึ่งหันไปหาโฮโลพร้อมกับลอเรนซ์ เมื่อเห็นโฮโลโซเซอยู่ก็พูดด้วยความกังวล

    แต่วินาทีนั้นลอเรนซ์นึกถึงเรื่องการขายหนังสัตว์ที่ห้างมิโลเน่ขึ้นมาแล้วรู้สึกตึงเครียดขึ้นมา

    เจ้าของร้านคนนี้เป็นพ่อค้าชั้นยอดที่คุมร้านอยู่คนเดียว คงจะสามารถมองลูกไม้ง่ายๆออก แล้วทำให้เธอต้องลำบากแน่ๆ

    แต่ถึงจะเป็นโฮโล แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถคิดลูกไม้ใหม่ๆได้ทุกครั้งไป

    เมื่อลอเรนซ์คิดเช่นนั้น ก็เกิดคำว่า “เอ๊ะ” ขึ้นในหัวของเขา ท่าทางของโฮโลแปลกไป

    “อือ อืม เวียน หัว...”

    “โอ้ ระวัง”

    ถ้วยในมือของโฮโลสั่นค่อยๆรุนแรงขึ้น จนน้ำในถ้วยทำท่าจะกระฉอกออกมา

    เจ้าของร้านเข้าไปหาโฮโลอย่างเป็นห่วง จับถ้วย แล้วประคองไหล่บางๆนั้น

    โฮโลเองก็พิงเจ้าของร้านเล็กน้อย ก่อนจะยืนตรงขึ้น แล้วพูดขอบคุณเบาๆ

    เธออาจจะแค่เกิดอาการเวียนหัวขึ้นมาจริงๆ ลอเรนซ์ก็เดินเข้ามาหาโฮโล

    “ดีขึ้นหรือยังครับ”

    “...ดีขึ้นแล้ว ขอบใจนะ”

    เธอพูดอย่างเหนื่อยอ่อน แล้วก็ยืนตรงขึ้นได้ด้วยการพยุงของเจ้าของร้าน

    ท่าทางของเธอเหมือนกับแม่ชีที่อดอาหารซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเป็นโรคโลหิตจาง ไม่ต้องเป็นผู้เลื่อมใสในศาสนาอย่างเจ้าของร้านก็อยากจะเข้าไปช่วยประคอง แต่ลอเรนซ์สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติเล็กน้อย

    หูหมาป่าใต้ฮู้ดนั้นไม่ได้ลู่ลงอย่างที่ควร

    “คงจะเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางไกลสิครับ แม้ผู้ชายก็ยังเหนื่อยกับการเดินทางได้เลย”

    โฮโลพยักหน้าน้อยๆ แล้วค่อยๆอ้าปากพูด

    “คงจะเป็นความเหนื่อยจากการเดินทาง จู่ๆก็รู้สึกเหมือนว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็เกิดเอียงขึ้นมา...”

    “แย่แล้ว เอาอย่างนี้ ให้ผมนำนมแพะที่เพิ่งบีบมาเมื่อเช้านี้มาให้ดีกว่านะครับ”

    เจ้าของร้านผู้ใจดี หลังจากแนะให้โฮโลนั่งเก้าอี้แล้วก็ไม่รอคำตอบ ทำท่าจะไปนำนมแพะมาให้

    ก่อนที่โฮโลจะนั่งลงบนเก้าอี้ เธอก็ทำท่าจะวางถ้วยเหล็กลงบนโต๊ะ คงลอเรนซ์เพียงคนเดียวที่สังหรณ์ใจว่าจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น

    “คุณเจ้าของร้าน”

    โฮโลเรียกเจ้าของร้านขณะที่เธอทำท่าจะวางถ้วยลงบนโต๊ะ

    “เหมือนว่าข้ายังเวียนหัวอยู่เลย”

    “อะไรกัน จะให้เรียกหมอมาไหมครับ”

    เจ้าของร้านที่หันหน้ากลับมามีสีหน้ากังวลอย่างสุดหัวใจ

    แต่ใบหน้าใต้ฮู้ดของโฮโล ไม่ได้ดูอ่อนแอเหมือนคนที่กำลังเวียนหัวอยู่เลย

    “ดูสิ ตามที่ข้าว่า ของที่อยู่ต่อหน้าข้าเอียงอยู่”

    เมื่อโฮโลผู้พูดเช่นนั้นค่อยๆรินน้ำลง น้ำก็ไหลตรงไปทางขวาโดยไม่รีรอ เกิดเสียงน้ำเบาๆเมื่อน้ำไหลลงจากขอบโต๊ะ

    !

    เสี้ยววินาทีนั้น ลอเรนซ์ก็เบิกตากว้างขึ้น รีบร้อนเข้าไปหยิบตาชั่งขึ้นมา

    ตาชั่งนี้ก็เป็นตาชั่งเดียวกันกับที่ได้ตรวจสอบสมดุลอย่างรอบคอบไปแล้วเมื่อครู่นี้ หากมีความคลาดเคลื่อนแต่เพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้ขาดทุนมหาศาลได้ ตาชั่งที่ตรวจสอบแล้วนี้วางอยู่แนวขนานกับทางที่น้ำไหล

    ทำให้สรุปได้ว่า

    การชั่งน้ำหนักเสร็จสิ้นแล้ว เขาถือตาชั่งที่มีตุ้มน้ำหนักวางอยู่บนจานชั่งเพียงด้านเดียวขึ้นมา วางกลับข้างกันแล้วหยิบตุ้มน้ำหนักออกดู

    ตาชั่งที่เข็มส่ายเพราะยกขึ้นมา เมื่อนำกลับไปวางบนโต๊ะ เข็มก็ค่อยๆหยุดนิ่งลง

    เมื่อมองตำแหน่งของเข็ม ก็ชี้ไปยังสมดุลได้อย่างงดงามแม้โต๊ะจะเอียง หากตาชั่งเที่ยงตรงแล้วละก็ จุดที่เข็มชี้ก็ควรจะเลื่อนไปจากจุดสมดุล

    มีการเล่นพลิกแพลง อย่างชัดเจน

    “ทีนี้ ที่ข้าดื่มไปนั่นเป็นน้ำ หรือเหล้าองุ่นกัน”

    เมื่อโฮโลหันหน้าไปหาเจ้าของร้าน ลอเรนซ์ก็หันไปเช่นกัน

    เจ้าของร้านผู้ถูกสายตาของสองคนทิ่มแทงอยู่ ใบหน้าแข็งทื่อนั้นมีเหงื่อซึมออกมา

    “ที่ข้าดื่มไปนั่นคือเหล้าองุ่นใช่ไหม ใช่ไหม”

    น้ำเสียงของโฮโลฟังดูสนุกสนานจนแทบจะได้ยินเสียงหัวเราะออกมา

    ในทางกลับกันใบหน้าของเจ้าของร้านซีดลงกลายเป็นสีเทา หากเรื่องการหลอกลวงโดยการเล่นพลิกแพลงในตาชั่นออกสู่สาธารณะชนในเมืองที่ผู้คนมีศรัทธาในศาสนาแรงกล้าเช่นนี้ ก็คงจะถูกริบทรัพย์สินจนต้องล้มละลายแน่ๆ

    “คำพูดที่ว่า ยิ่งร้านเหล้าคึกคักเท่าไหร่ เจ้าของร้านยิ่งดื่มน้อยลงเท่านั้น ก็คงเป็นเรื่องนี้สินะครับ”

    เจ้าของร้านผู้อ่อนแรงนั้นเหมือนกับกระต่าย แม้จะถูกเขี้ยวทิ่มแทงจุดสำคัญ ก็ไม่สามารถส่งเสียงร้องออกมาได้

    ลอเรนซ์หันมาหาเจ้าของร้าน แล้วย่างเข้าไปหาพร้อมรอยยิ้ม

    “เป็นความลับของการค้าตัวคนเดียวที่รุ่งเรืองที่นี่สิครับเนี่ย”

    เหงื่อของเจ้าของร้านไหลออกมาราวกับน้ำ

    “เหมือนว่าทั้งผมและผู้ร่วมทางของผมจะเมากันทั้งคู่เลยครับ เพราะฉะนั้นคงจะลืมเรื่องบางอย่างที่เกิดขึ้นที่นี่ได้ แต่ขณะเดียวกันพอเมาแล้วก็พูดบางอย่างเกินตัวออกมาด้วย”

    “...อะ อะไรเหรอ”

    ใบหน้าของเจ้าของร้านสั่นด้วยความกลัว

    เจ้าของร้านสั่นไปด้วยความกลัว

    แต่หากระเบิดอารมณ์แสดงท่าทางไม่ดีออกมาก็เท่ากับสอบตกการเป็นพ่อค้า

    ในหัวของลอเรนซ์ไม่มีความโกรธที่ถูกโกงเลยแม้แต่นิดเดียว

    มีเพียงการคาดคะเนกำไรที่จะฉวยมาได้จากความอ่อนแอของฝั่งตรงข้ามอย่างไม่คาดคิด

    เป็นโอกาสดีที่พลาดไม่ได้

    ลอเรนซ์คงรอยยิ้มเอาไว้ แล้วพูดไล่ต้อนด้วยน้ำเสียงที่ใช้เมื่อเจรจาการค้า

    “เงินจำนวนนี้ กับส่วนที่คุณจะได้กำไร แล้วก็ อืม นั่นสินะ ผมขอซื้อของด้วยเงินเชื่อเป็นราคาเท่าตัวของราคาที่ตกลงกันแล้วกันครับ”

    หมายความว่า แทนที่จะให้จ่ายเงินคืนจำนวนหนึ่ง ก็ให้อนุญาตซื้อของที่มีราคามากกว่านั้นซะ ยิ่งเงินลงทุนมากขึ้นเท่าใด กำไรก็จะมากขึ้นเท่านั้น เป็นตรรกะพื้นฐานที่ใครๆก็รู้ ถึงจะมีเหรียญเงินในมือเพียงเหรียญเดียว แต่หากสามารถซื้อของราคาสองเหรียญไปขายได้ กำไรก็จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

    แต่เมื่อบอกว่าให้อนุญาตซื้อของราคาสองเหรียญในราคาหนึ่งเหรียญ ก็จำเป็นต้องคืนเงินด้วย การกระทำนี้เหมือนกับการยืมเงิน ฝั่งที่ให้ยืมก็มีสิทธิ์เรียกเงินคืน

    ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เจ้าของร้านก็ไม่สามารถพูดอะไรเกี่ยวกับการคืนเงินได้ ลอเรนซ์รู้ดีจึงยื่นข้อเสนอที่เกินตัวเช่นนี้ออกไป พ่อค้าที่ไม่ใช้ข้อได้เปรียบจากความอ่อนแอของคู่ค้าก็เป็นแค่พ่อค้าชั้นสามเท่านั้น

    “โอ ... อืม ... ตะ แต่ ... แต่นั่นมันออกจะเกินไป”

    “ไม่ได้เหรอครับ แย่จังเลย ดูเหมือนผมทำท่าจะสร่างเมาแล้ว”

    เหงื่อที่ชุ่มอยู่บนใบหน้าที่ดูเหมือนจะละลายออกมานั้นอาจมีน้ำตาปนอยู่ด้วยก็เป็นได้

    เจ้าของร้านทำหน้าสลด ก้มหน้ามองพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง

    “สินค้า เอาเป็น อืม ขอเป็นอาวุธชั้นดีแล้วกันครับ อาวุธที่จะนำไปขายยังลิวบินไฮเก็นคงมีมากมายใช่ไหมครับ”

    “...อาวุธ เหรอครับ”

    เจ้าของร้านเงยหน้าขึ้นมาราวกับเห็นแสงแห่งความหวัง อาจเป็นเพราะเขาคิดว่าลอเรนซ์ตั้งใจจะยืมเงินแล้วไม่คืนก็เป็นได้

    “เป็นของตายที่ได้รับผลกำไรโดยปลอดภัยสินะครับ ยิ่งไปกว่านั้น ก็สามารถคืนเงินได้ในทันทีอีกด้วย ดีไหมครับ”

    เมืองลิวบินไฮเก็นมีหน้าที่เป็นแหล่งเสบียงในการปราบพวกนอกรีต จึงสามารถขายอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการศึกได้เป็นอย่างดีตลอดปี ยิ่งเป็นอาวุธด้วยแล้ว การจะสูญเงินทุนจากราคาตกก็เป็นไปได้ยาก

    เมื่อซื้อสินค้าราคาสองเท่าของเงินทุนที่มี หากราคาตกก็จะถูกผลกระทบนั้นเป็นสองเท่าเช่นกัน ดังนั้นอาวุธซึ่งสามารถขายได้อย่างแน่นอนจึงเป็นสินค้าที่เหมาะกับการซื้อเงินเชื่อ

    เจ้าของร้านเปลี่ยนสีหน้าเป็นใบหน้าของพ่อค้าคำนวณราคา

    “อาวุธ...เหรอครับ”

    “ที่ลิวบินไฮเก็นน่าจะมีโบสถ์ที่คุ้นเคยกับโบสถ์ทางนี้ใช่ไหมละครับ ผมจะนำไปขายที่นั่นแทนการคืนเงิน”

    หมายความว่า หลังจากที่ลอเรนซ์ยืมเงินจากห้างรัทแพรอนซื้ออาวุธแล้วนำไปขายที่ห้างร้านในเมืองลิวบินไฮเก็น เขาจะได้ไม่ต้องเสียเวลากลับมาคืนเงินที่ห้างรัทแพรอนอีก

    หากรู้คู่ค้าแน่นอนแล้ว การค้าก็เป็นเพียงการคำนวณตัวเลขบนสมุดบัญชี

    นี่คือความฉลาดของพ่อค้า

    “ว่าอย่างไรครับ”

    รอยยิ้มของพ่อค้า ในบางครั้งก็สามารถใช้ข่มขู่ได้อย่างดี

    แล้วเมื่อเขาทำหน้าเช่นนั้น ชายผู้ดูแลกิจการห้างร้านรัทแพรอนก็ต้องพยักหน้าอย่างเลี้ยงไม่ได้

    “ขอบคุณครับ ถ้างั้น ช่วยจัดการสินค้าให้ทันทีเลยได้ไหมครับ ผมอยากมุ่งหน้าไปลิวบินไฮเก็นเร็วๆ”

    “ซะ ทราบแล้วครับ ... เอ่อ เรื่องการประเมินราคา...”

    “ขอวานด้วยแล้วกันครับ ผมเชื่อในพระเจ้า”

    เจ้าของร้านฉีกริมฝีปากรับคำเสียดสี เขาคงพยายามฉีกยิ้ม แน่นอนว่าเจ้าของร้านต้องตีราคาอาวุธให้ถูกอย่างเลี้ยงไม่ได้

    “เจ้าทั้งสองคุยกันจบรึยัง”

    โฮโลผู้ซึ่งรอให้การเจรจาการค้าแบบมัดมือชกนี้จบสิ้นลงพูดออกมา ปากของเจ้าของร้านเหมือนว่ามีเสียงถอนหายใจลอดออกมา ยังเหลือตัวปัญหาอีกหนึ่ง

    “ข้าก็ใกล้จะสร่างเมาแล้วเหมือนกัน”

    ท่าทางเธอยิ้มอย่างน่ารักพลางเอียงคอคงจะดูเหมือนปิศาจร้ายจริงๆ

    “ถ้าได้เหล้าองุ่นชั้นดีกับเนื้อแกะตากแห้งก็จะดีมากเลย อ้อ ต้องเป็นเนื้อสีข้างด้วยนะ”

    เจ้าของร้านทำได้เพียงพยักหน้ารับคำพูดไร้ความเกรงใจเหล่านั้น

    “ขอเร็วๆด้วยนะ”

    เธอพูดแกมล้อเล่น แต่เมื่อเจ้าของร้านได้ยินคำพูดของโฮโลผู้มองเล่ห์กลเกี่ยวกับตาชั่งออกได้อย่างงดงาม เขาก็รุดออกไปจากห้องในทันที

    แม้พวกเขาจะคิดว่าตนเองทำเกินไป แต่หากถูกฟ้องร้องว่าดัดแปลงตาชั่งก็จะถูกริบทรัพย์สินทั้งหมดแล้วล้มละลาย ถ้าเรื่องจบไปแค่นี้ก็ถือว่าคุ้มค่า

    ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าทำให้ลอเรนซ์ไม่พอใจก็อาจถูกเรียกร้องเงินมูลค่ามหาศาลก็ได้

    “หุหุ น่าสงสารจริงๆนะ”

    การที่เธอหัวเราะพลางพูดว่าน่าสงสารนั้นดูร้ายกาจจริงๆ

    “แต่เจ้านี่สังเกตเห็นอีกแล้วนะ ข้ามองไม่ออกเลยจริงๆ”

    “นอกจากหน้าตาและขนของข้าดีแล้ว หูกับตาก็ดีด้วย ข้าเห็นตั้งแต่เข้าห้องนี้มาแล้ว เอาเถอะ คนระดับเจ้าจะโดนหลอกก็ไม่แปลกหรอกนะ”

    แล้วเธอก็ก็โบกมือ ถอนหายใจเหมือนกับเบื่อหน่าย

    ถึงเขาจะคิดว่า ปล่อยให้เธอพูดไป แต่ความจริงก็คือเขามองไม่ออก และต้องขอบคุณโฮโลที่ทำให้เขาได้กำไรมากมายแทนที่จะต้องขาดทุน

    เขาคงควรจะทำตัวสงบเสงี่ยม

    “ข้าไม่มีอะไรจะพูดตอบเจ้าหรอก”

    เมื่อเขาพูดออกไป โฮโลก็กระพริบตาด้วยความประหลาดใจ

    “เจ้าเป็นผู้ใหญ่กับเขาแล้วนะเนี่ย”

    ครั้งนี้เขาไร้คำพูดจะโต้ตอบจริงๆ ทำได้เพียงฉีกยิ้มเจื่อนๆเท่านั้น

     

    มีโรคที่เรียกว่า โรคฤดูใบไม้ผลิ

    ในฤดูหนาว อาหารการกินของผู้คนที่อยู่ห่างไกลจากทะเลหรือแม่น้ำก็จะไม่ครบหมวดหมู่ ยิ่งในบริเวณที่มีหิมะตก แม่น้ำแข็งเป็นน้ำแข็ง ก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยเนื้อเค็มกับขนมปังแข็งๆเท่านั้น บริเวณที่มีน้ำข้างแข็งก็ตาม ใช่ว่าจะปลูกผักไม่ได้เลย แต่ผักฤดูหนาวนั้นขายได้กำไรกว่ากินเอง แม้จะกินผักก็ไม่ทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น แต่หากนำผักนั้นไปขายแล้วนำเงินไปซื้อฟืน ก็ทำให้กองไฟในเตาผิงเผาไหม้ได้ดีขึ้น

    แต่ว่า หากกินแต่เนื้อ ดื่มแต่เหล้า ส่วนมากเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิจะเป็นผื่นขึ้นทั่วตัว

    นี่คือโรคที่เรียกว่าโรคฤดูใบไม้ผลิ เป็นสิ่งที่แสดงถึงการไม่รักษาสุขภาพ

    ทุกคนรู้ดีว่า หากไม่พ่ายแพ้ให้กับความเย้ายวนใจของเนื้อ และไม่ถูกดึงดูดโดยความสำราญใจจากเหล้าองุ่น ก็จะไม่เป็นโรคนี้ บทเทศน์ทุกวันอาทิตย์ในโบสถ์ก็บอกไว้ว่าให้กินผักแล้วละเว้นเนื้อสัตว์เช่นกัน

    ฉะนั้นผู้ที่เป็นโรคนี้ในฤดูใบไม้ผลิก็จะถูกบาทหลวงในโบสถ์ว่ากล่าวอย่างรุนแรง

    เพราะความอยากอาหารเกินพอดีเป็นหนึ่งในบาปเจ็ดข้อที่กำหนดโดยพระผู้เป็นเจ้า

    ไม่รู้ว่าเธอรู้รึเปล่า

    ลอเรนซ์ถอนหายใจราวกับว่าตนไม่รู้จะพูดอะไรเกี่ยวกับความอยากอาหารของโฮโลอีกดี

    “อึก... รสชาติเยี่ยม”

    เมื่อกลืนเนื้อแกะชั้นเยี่ยมตามด้วยเหล้าองุ่นชั้นเลิศ เธอก็อารมณ์ดีขึ้นมา

    ยิ่งไปกว่านั้นทั้งหมดนี้ฟรี แล้วหากกินดื่มจนง่วงก็ไปขดตัวนอนบนกระบะได้

    ถึงจะเป็นพ่อค้าที่ฟุ่มเฟือยแค่ไหนก็ตาม หากคิดถึงการค้าในวันรุ่งขึ้นก็จะยั้งตัวเองไว้ แต่โฮโลไม่เป็นอย่างนั้น

    เธอกินดื่มด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้าพลางแกว่งเท้าไปมาอย่างมีความสุข ในที่สุดก็หมดเรื่องยุ่งยากไปเรื่องหนึ่ง

    ปริมาณอาหารนั้นมากจนหากนำไปให้ลอเรนซ์เป็นเสบียงในการเดินทาง เขามั่นใจว่าอยู่ได้ถึงสามสัปดาห์ ส่วนเหล้าองุ่นนั้นเธอดื่มจนสงสัยว่าที่ดื่มไปไปเก็บอยู่ที่ส่วนไหน

    ยิ่งไปกว่านั้น หากเธอนำเนื้อและหล้าองุ่นที่เจ้าของห้างรัทแพรอนนำมาให้ไปขายแล้วละก็ หนี้ที่เธอติดลอเรนซ์ไว้คงจะลดลงไปไม่น้อยเลยทีเดียว

    นี่คือสาเหตุที่ลอเรนซ์พูดอะไรไม่ออก

    “เอาละ ข้าเข้านอนดีกว่า”

    ดังนั้น ถึงเขาจะได้ยินคำพูดอันหละหลวมของเธอ เขาก็หันหน้าไปมองเธอไม่ได้

    ลอเรนซ์กับโฮโล หลังจากได้รับการเลี้ยงเนื้อและเหล้าองุ่นจากห้างรัทแพรอน และสามารถซื้ออาวุธจำนวนมากในราคาถูกแล้ว ก็ออกจากหมู่บ้านโพโลซอนก่อนระฆังเที่ยงวันจะดัง ตอนนี้เป็นเวลาหลังจากนั้นไม่นาน ดวงอาทิตย์เพิ่งผ่านเลยหัวไปเล็กน้อย

    อากาศแจ่มใส แสงอาทิตย์แสดส่องไปทั่วบริเวณ คงเป็นวันที่เหมาะกับการดื่มเหล้าแล้วนอนเกลือกกลิ้งในตอนกลางวันจริงๆ

    แม้ว่ากระบะจะเต็มไปด้วยอาวุธ แต่เมื่อเหล้าเข้าปากแล้วก็คงไม่ว่าอะไร

    ยิ่งไปกว่านั้น เส้นทางค้าขายที่ลอเรนซ์ใช้มุ่งหน้าไปยังลิวบินไฮเก็นนั้น ถึงช่วงที่ออกจากเมืองโพโลซอนไม่นานจะ เส้นทางเป็นเนินลาดชัน คดเคี้ยวไปมา แต่ตอนนี้เป็นทางลาดกว้างมองเห็นทิวทัศน์ได้ชัดเจน

    ถนนเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกไกล

    อีกทั้งเป็นเส้นทางที่ใช้สัญจรกันมาก ดินจึงอัดแน่น หลุมบ่อก็ถูกกลบเรียบร้อย

    ถึงที่นอนจะถูกอัดแน่นด้วยด้ามดาบ แต่เมื่อนอนแล้วก็สามารถงีบหลับในยามบ่ายอันสวยงามนี้ได้

    ฉะนั้น ลอเรนซ์ ผู้ซึ่งไม่ได้ดื่มเหล้าแล้วยังต้องนั่งจ้องก้นม้ามือกุมบังเหียนอยู่คนเดียว จึงตั้งใจไม่มองหน้าโฮโล

    “อ๊ะ ต้องจัดขนหางก่อน...”

    แล้วโฮโลผู้ขยันแต่เรื่องเช่นนี้ก็นำหางของตนออกมา ถึงกระนั้นเธอก็ไม่มีทีท่าระวังตัวเลย

    แต่ก็เป็นเพราะถนนกว้างมองเห็นได้ทั่วจึงไม่ต้องกังวลว่าใครจะโผล่ออกมาอย่างกะทันหัน

    แล้วเธอก็เริ่มสางขนของตนด้วยหวี บางครั้งก็จับเห็บหรือหมัดหรือเลียขนด้วย

    เมื่อเห็นเธอตั้งใจทำเงียบๆ เขาก็เข้าใจว่าเธอหวงแหนหางของตัวเองมาก

    เธอเริ่มสางขนจากโคนหางที่ปกคลุมไปด้วยขนสีน้ำตาล เมื่อมือเลื่อนไปจนถึงปลายหางที่มีกระจุกขนสีขาวอยู่ เธอก็เลยหน้าขึ้นมา

    “อ้อ นี่เจ้า”

    ลอเรนซ์ซึ่งใกล้จะคล้อยหลับเพราะทางลาดและแสงแดดอุ่นๆ เมื่อได้ยินเสียงนั้นก็ได้สติกลับคืนมา

    “...มีอะไรเหรอ”

    “พอถึงเมืองต่อไปแล้วข้าอยากได้น้ำมัน”

    “... น้ำมันเหรอ”

    เขาหาวพลางถามกลับไป

    “อืม ข้าเคยได้ยินมาว่าใช้ดูแลขนหางได้ดี”

    ลอเรนซ์กำลังจะละสายตาจากโฮโลไปมองทางข้างหน้าอย่างเงียบๆ

    “ซื้อให้หน่อยสิ”

    โฮโลเอียงคอเล็กน้อยแล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม

    รอยยิ้มนั้นสามารถทำให้ชายผู้ซึ่งไม่ได้ร่ำรวยอะไรรู้สึกอยากซื้อให้เธอ แต่ลอเรนซ์แค่เพียงชำเลืองมองเท่านั้น

    เบื้องหน้าของเขามีตัวเลขตัวใหญ่กว่ารอยยิ้มของโฮโลอยู่ ตัวเลขนั้นคือจำนวนเงินที่เธอติดค้างเขาอยู่นั่นเอง

    “เจ้าเคยคำนวณค่าชุดที่เจ้าสวมใส่อยู่ เสื้อผ้าสำรอง หวี ค่าเหล้า ค่าอาหาร บ้างไหม พอเข้าเมืองยังต้องมีภาษีคนเข้าเมืองด้วย นี่ไม่ใช่ว่าบวกเลขไม่เป็นหรอกนะ”

    เขาเลียนแบบคำพูดของเธอพูดออกไป แต่โฮโลก็ยังคงรอยยิ้มอยู่เช่นเดิม

    “แค่บวกเลขละก็ข้าทำได้ ไม่ใช่แค่บวกเลข ลบเลขข้าก็ถนัด”

    แล้วเธอก็หัวเราะเหมือนมีบางอย่างน่าขัน

    ลอเรนซ์ครุ่นคิดไปว่าเธอจะมีไม้อะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า แต่ท่าทางเธอแปลกๆ เธออาจจะแค่เมาอยู่ก็ได้

    เขาชำเลืองมองถุงหนังสัตว์ใส่เหล้าองุ่นที่ว่างอยู่บนกระบะ จากเหล้าองุ่นที่ได้รับมาจากห้างรัทแพรอนห้าถุง สองถุงกลายเป็นถุงเปล่าไปเรียบร้อยแล้ว

    จะเมาก็ไม่แปลก

    “ถ้างั้นก็ลองบวกเลขดูซิว่าใช้เงินไปเท่าไหร่แล้ว ถ้าเป็นหมาป่าเจ้าปัญญาผู้แสนฉลาดแล้วละก็น่าจะรู้คำตอบของข้าได้ง่ายๆจากตัวเลขนั้นสิ”

    “อื้ม ข้ารู้”

    โฮโลพยักหน้าตอบตรงๆทั้งรอยยิ้ม

    พอเขาคิดว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ตลอดก็คงดีสินะ แล้วหันกลับไปข้างหน้า โฮโลก็พูดต่อ

    “เจ้าต้องซื้อให้ข้าแน่ๆ”

    พอชำเลืองมอง เขาก็เห็นโฮโลยิ้มกว้าง สงสัยจะเมาจริงๆ รอยยิ้มของเธอน่ารักมาก

    “หมาป่าเจ้าปัญญาที่ภูมิใจในความฉลาดของตัวเอง พอเมาแล้วก็หมดท่าเลยนะ”

    ลอเรนซ์ทำทีเหมือนพูดกันตัวเองพลางหัวเราะ โฮโลก็เอียงคอไปอีกข้างหนึ่ง

    เธออาจจะเมาตกเกวียนจนบาดเจ็บก็ได้ เขาจึงเอื้อมมือไปจับตัวเธอไว้ แต่วินาทีนั้น โฮโลก็คว้ามือของเขาไว้อย่างรวดเร็วราวกับหมาป่า

    เขาตกใจมองหน้าโฮโล ดวงตาของเธอไม่ได้เมาและไม่ได้ยิ้มอยู่เลย

    “เพราะว่า ข้าทำให้เจ้าซื้อสินค้าในกระบะนี้ได้ถูกๆ ท่าจะได้กำไรเยอะด้วยสินะ”

    โฮโล ไม่น่ารักเลยแม้แต่นิดเดียว

    “มะ มีหลักฐานอะไรมาพูด”

    “อย่าประเมินข้าต่ำอย่างนั้นสิ เจ้าคิดว่าข้าไม่เห็นเจ้ายิ้มหน้าบานต่อรองกับเจ้าของร้านนั้นรึไง นอกจากหน้าตา หัว และตาของข้าดีแล้ว หูข้าก็ไม่แพ้กัน ไม่มีทางที่ข้าจะไม่ได้ยินที่เจ้าต่อรองกันได้”

    โฮโลฉีกยิ้มให้เห็นเขี้ยวทั้งสอง

    “ซื้อน้ำมันให้ข้าไหม”

    จริงที่ลอเรนซ์โชคดีจับจุดอ่อนใช้ในการเจรจาต่อรอง ทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้อย่างที่ต้องการ

    เขารู้สึกอยากจะต่อว่าตัวเองที่ทำสัญญาอย่างรื่นเริงต่อหน้าโฮโล

    เพราะเมื่อรู้ว่าได้กำไรแล้วก็จะวิ่งเข้ามาหา

    “หะ ตะ แต่ว่า เจ้าคิดว่าตัวเองยืมเงินข้าซักเท่าไหร่กัน เหรียญเงินร้อยสี่สิบเหรียญนะ รู้รึเปล่าว่ามันมากขนาดไหนน่ะ ยังจะให้ข้าซื้อของอะไรให้อีกเหรอ”

    “หืม อะไรกัน เจ้าอยากให้ข้าคืนเงินขนาดนั้นเชียวเรอะ”

    โฮโลทำหน้าประหลาดใจมองลอเรนซ์ตอบโต้เขา

    ราวกับว่าตนสามารถคืนเงินเมื่อไหร่ก็ได้

    ไม่มีใครที่ไม่อยากได้เงินคืนจากที่ตนให้ยืมไป ลอเรนซ์จ้องโฮโลแล้วพูดอย่างชัดเจน

    “แน่นอน”

    ถ้าโฮโลคืนเงินทั้งหมดมาให้เขา สินค้าในกระบะก็จะมีทั้งจำนวนและคุณภาพดีขึ้นด้วย กำไรก็จะเพิ่มขึ้นอีกมากมาย ยิ่งทุนมากกำไรก็มาก เป็นหลักพื้นฐานของการค้าอยู่แล้ว

    เพียงแต่ว่า โฮโลเปลี่ยนสีหน้าทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของเขา เป็นสีหน้าเย็นชาราวกับจะบอกว่า “งั้นเหรอ”

    เป็นสีหน้าที่เขาไม่ได้คิดล่วงหน้ามาก่อน ทำให้เขาต้องผวา

    “เจ้าคิดอย่างนั้นนี่เอง”

    แล้วเธอก็พูดออกมา

    “...มะ หมายความว่า”

    ยังไง คำสุดท้ายถูกคำพูดอันรวดเร็วของโฮโลกลบ

    “อืม พอข้าคืนเงินเจ้า ข้าก็จะได้เป็นอิสระสินะ นั่นสินะ รีบๆคืนดีกว่า”

    เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาก็เข้าใจว่าเธอต้องการจะสื่ออะไร

    ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ในเรื่องวุ่นวายในเมืองท่าพัทซิโอ เมื่อลอเรนซ์เห็นร่างหมาป่าของโฮโลแล้วเขาก็กลัวจนผงะถอยหลัง ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อโฮโลที่เสียใจจากเหตุการณ์นั้นคิดจะหนีจากเขาไป เขาก็เป็นคนรั้งเธอไว้ด้วยการบอกว่าเขาจะตามไปเก็บเงินค่าชุดที่เธอทำขาดถึงป่าทางเหนือ

    เขาพูดว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ตามจะตามไปเรียกเก็บเงินให้ได้ แม้จะหนีก็จะตามไป

    ในที่สุดแล้ว โฮโลก็เห็นว่าการที่ถูกเขาตามไปเรียกเก็บเงินถึงทางเหนือเป็นเรื่องน่ารำคาญ เธอจึงเดินทางต่อไปกับเขา แต่ลอเรนซ์ก็คิดว่าเรื่องเงินนั้นเป็นเพียงคำพูดเท่านั้น

    ไม่ใช่สิ เขาเชื่ออย่างนั้น

    เขาเชื่อว่าแม้โฮโลจะคืนเงินให้กับเขาหมดแล้ว เธอก็ยังอยากจะเดินทางไปสู่ดินแดนทางเหนือด้วยกันสองคน แม้ว่ามันจะน่าอายจนไม่สามารถเอ่ยปากออกมาได้

    แต่แล้วโฮโลก็ใช้เรื่องนี้มาต่อรอง ทั้งที่รู้อยู่ว่าเรื่องนั้นเป็นเพียงคำพูด แต่เพราะเช่นนั้นเองเธอจึงนำมาใช้ต่อรองได้

    มีคำคำเดียวผุดขึ้นในใจของเขา

    เจ้าเล่ห์ โฮโลเจ้าเล่ห์จริงๆ

    “ถ้างั้นข้าก็รีบๆคืนจะได้รีบกลับไปทางเหนือซะที ไม่รู้พาโลกับมิวลีสบายดีมั้ยนะ”

    เธอหันไปด้านตรงข้าม แล้วจงใจถอนหายใจเบาๆ

    ลอเรนซ์พูดอะไรไม่ออก แล้วจ้องมองหมาป่าสาวที่ทำตัวน่าโมโหนั่งอยู่ข้างๆด้วยใบหน้าขมขื่น ไม่รู้จะตอบกลับไปอย่างไรดี

    หากเขาตามน้ำต่อไป แล้วพูดว่า ถ้างั้นก็รีบๆคืนแล้วจะไปไหนก็เชิญ โฮโลก็อาจจะไปจริงๆก็ได้ เขาจึงไม่รู้จะทำอย่างไรดี

    โฮโลไม่น่ารักเลย

    ลอเรนซ์จ้องมองเธอพลางคิดหาคำพูด ส่วนโฮโลก็ยังคงไม่หันหน้ากลับมา

    ไม่รู้ว่าเธอหันอยู่อย่างนั้นนานสักเท่าไร

    ในที่สุด คนที่พูดขึ้นมาก่อนก็คือลอเรนซ์

    “...เงินที่ยืมไป ไม่มีกำหนดคืน ขอแค่ให้คืนก่อนจะถึงป่าทางเหนือ ตกลงมั้ย”

    ลอเรนซ์เองก็มีความคิดไม่อยากยอมแพ้เหมือนกัน เขาจึงไม่สามารถพูดสิ่งที่อยู่ในใจเข้าทางหมาป่าสาวเอาแต่ใจนี้ได้ สิ่งที่พูดออกมานี้ถือเป็นการยอมแพ้อย่างสุดความสามารถแล้ว

    แล้วก็ดูเหมือนว่าโฮโลจะเข้าใจ ค่อยๆหันหน้ามาช้าๆ แล้วยิ้มอย่างพอใจ

    “อื้ม ข้าคืนเงินในเจ้าก่อนไปถึงป่าทางเหนือแน่ๆ”

    เธอพูดอย่างเสแสร้ง แล้วก็เอนตัวพิงเขา

    “แล้วข้าก็คิดจะคืนพร้อมดอกเบี้ยด้วย หมายความว่า ยิ่งข้ายืมเงินเจ้ามากเท่าไหร่ เจ้าก็ยิ่งได้กำไรมากขึ้น เพราะฉะนั้น ...”

    โฮโลมองขึ้นมายังลอเรนซ์

    ดวงตาของเธอเป็นสีอำพันเจือสีแดงสวยงาม

    “น้ำมัน ... เหรอ”

    “อื้ม จะถือเป็นหนี้ของข้าก็ได้ ซื้อให้หน่อยนะ”

    ถึงเหตุผลจะฟังดูแปลก แต่เขาก็ไม่มีทางจะพูดตอบโฮโลซึ่งยิ้มกว้างอยู่ได้

    ดังนั้น ในที่สุแล้วเขาก็ทำได้เพียงพยักหน้าอย่างหมดเรี่ยวแรงเท่านั้น

    “ขอบใจนะ”

    แต่เมื่อเธอพูดเช่นนั้นแล้วพิงตัวลงมาที่ไหล่เหมือนแมวอ้อน เขาเองก็ไม่รู้สึกแย่

    แม้เขาจะรู้ว่านี่เป็นแผนของโฮโล แต่ก็เป็นนิสัยอันน่าเศร้าของพ่อค้าเร่ที่เดินทางโดดเดี่ยวมาเป็นเวลานาน

    “แต่เจ้าก็ต่อราคาใช่ย่อยเลยจริงๆนี่”

    โฮโลที่เริ่มสางขนหางของตนอีกครั้งทั้งที่พิงเขาอยู่ ถามขึ้นมาลอยๆ

    หมาป่าตัวนี้สามารถจับโกหกของคนได้ เขาคิดว่าถึงจะโกหกไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา จึงตอบไปตามความจริง

    “จะว่าต่อราคา แต่ทางนั้นเองก็ทำเรื่องให้ข้าได้ต่อราคาเองน่ะ”

    อาวุธไม่ได้มีกำไรดีขนาดนั้น วิธีที่จะได้กำไรดีที่สุดคือ การนำเข้าวัสดุในการทำอาวุธมาประกอบแล้วขาย การค้าขายอาวุธที่ประกอบเสร็จแล้ว เพียงนำอาวุธเหล่านี้ไปขายยังเดือนที่ต้องการอาวุธอยู่ตลอดก็ได้กำไรอย่างแน่นอน การถูกต่อราคาแค่นี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

    การที่ลอเรนซ์ขนสินค้าเหล่านี้จากโพโลซอนไปยังลิวบินไฮเก็นก็มีเหตุผลเช่นเดียวกัน

    “ต่อไปเท่าไหร่เหรอ”

    “รู้ไปแล้วได้อะไร”

    โฮโลซึ่งยังพิงเขาอยู่เหลือยตาขึ้นมามองหน้าเขาแวบหนึ่ง แล้วก็รีบหลบสายตาไป

    เขาพอจะรู้แล้ว

    ทั้งที่วิธีขอร้องให้ซื้อน้ำมันเหมือนกับเป็นการบังคับ แต่ก็ยังเป็นห่วงเรื่องกำไรที่ลอเรนซ์ได้

    “อะไรกัน ข้าแค่คิดว่าคงจะไม่ดีถ้าจะขอร้องให้พ่อค้าเร่จนๆซื้อให้เท่านั้นเอง”

    แต่คำพูดที่ออกมานั้นกลับกลายเป็นคำถากถาง เขาจึงเขกหัวเธอเบาๆ

    “ถึงลิวบินไฮเก็นจะเป็นที่ที่ขายอาวุธได้มากที่สุด แต่จำนวนคนที่นำไปขายก็เยอะ อัตราส่วนกำไรเลยลดลงด้วยน่ะ การต่อราคาอย่างนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร”

    “แต่ถ้าซื้อไว้ซะขนาดนี้ก็กำไรอยู่แล้วสินะ”

    จำนวนอาวุธนั้นแม้จะไม่ถึงกับเต็มกระบะ แต่ก็มากพอควร ถึงจะเป็นสินค้าที่ได้กำไรต่ำแต่แน่นอน แต่กำไรนั้นก็ยังผกผันตามจำนวนเงินที่ลงทุน หากดูเฉพาะกำไรที่ได้ละก็ถือว่าสูง ยิ่งไปกว่านั้นครั้งนี้มีทุนเป็นสองเท่าของทรัพย์สินของเขาเองอีกด้วย เหมือนสำนวนที่ว่า แม้เพียงฝุ่นแต่หากทับถมกันมากเข้าก็กลายเป็นภูเขาได้ กำไรครั้งนี้อาจจะใกล้เคียงกับกำไรจากพริกไทยก็เป็นได้

    ที่จริงแล้ว กำไรนั้นมากมายไม่ใช่เพียงน้ำมัน แต่จะให้ซื้อแอปเปิลมากเสียจนขนขึ้นกระบะไม่ไหวให้ก็ได้ แต่หากพูดออกไปก็ไม่รู้ว่าโฮโลจะเรียกร้องขออะไรอีก เขาจึงเงียบไว้

    ดังนั้น โฮโลซึ่งไม่รู้เรื่องนี้จึงเล่นกับหางตนเองโดยไม่คิดอะไร

    เมื่อลอเรนซ์มองท่าทางของเธอเช่นนั้น เขาก็เกิดความรู้สึกผิด

    “อย่างน้อยก็พอค่าน้ำมันแหละ”

    เมื่อเขาไม่มีทางเลือกนอกจากบอกไป เธอก็พยักหน้าเหมือนกับโล่งใจ

    “แต่พอคิดคิดดูแล้วการค้าขายเครื่องเทศนี่หวาน[1]จริงๆนะ”

    พอเขาลองคำนวนมูลค่าเงินที่ใช้ซื้ออาวุธกับกำไรที่ได้ดูแล้วก็พึมพำขึ้นมาโดยไม่ทันได้คิด

    “เจ้ากินเหรอ”

    “ข้าไม่ใช่เจ้านะ ข้าหมายถึงกำไรน่ะ”

    “ฮื่ม งั้นทำไมเอาเครื่องเทศไปขายอีกล่ะ”

    “ราคาในลิวบินไฮเก็นกับโพโลซอนไม่ต่างกันมาก มีแต่จะถูกภาษีจนขาดทุนเท่านั้นแหละ”

    “งั้นก็อย่าเลย”

    เธอพูดอย่างไร้อารมณ์แล้วกัดปลายหางตัวเอง

    “ถ้าซื้อขายอะไรได้กำไรพอๆกันหรือมากกว่าเครื่องเทศได้ละก็ การจะตั้งร้านค้าก็อีกไม่นานล่ะ”

    การเก็บเงินตั้งร้านค้าของตนเองเป็นความฝันของลอเรนซ์ แม้เขาจะได้กำไรมากมายจากเครื่องวุ่นวายเมื่อวันก่อนที่เมืองท่าพัทซิโอ แต่เส้นทางนั้นก็ยังอีกยาวไกล

    “ไม่มีเลยเหรอ เช่น ... พวกอัญมนี หรือ ทองอะไรอย่างนี้เป็นของประจำไม่ใช่เหรอ”

    “พวกนั้น ถ้าไม่ใช่ลิวบินไฮเก็นก็ไม่ได้ค่อยกำไรหรอกนะ”

    ไม่รู้ว่าระหว่างที่เธอกำลังเลียขนอยู่นั้นขนเข้าไปในจมูกหรืออย่างไร เธอจามออกมาเบาๆ

    “ชิ่ว ... ทำไมเหรอ”

    “ภาษีแพงเกินไป ที่เขาเรียกกันว่า นโยบายคุ้มครอง น่ะนะ การนำเข้าทองจะถูกเก็บภาษีสูงมาก ยกเว้นพ่อค้าบางกลุ่มเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงค้าขายไม่ได้”

    มีเมืองจำนวนไม่น้อยใช้นโยบายคุ้มครองนี้สำหรับสินค้าที่มีฐานการค้าขายไม่มั่นคง

    แต่สำหรับเมืองลิวบินไฮเก็น นโยบาลนี้ใช้เพื่อกอบโกยกำไรเฉพาะตัวอย่างเห็นได้ชัด หากนำทองคำไปยังวิหารลิวบินไฮเก็น แล้วบริจาคเงินถึงจำนวนหนึ่ง ก็จะได้รับตราศักดิ์สิทธิ์ประทับลงบนทองคำนั้น ทองคำที่ได้รับการประทับตราลงไปนั้น ถือเป็นทองคำศักดิ์สิทธิ์ที่นำมาซึ่งความปลอดภัยในการเดินทางและความสุขในอนาคต ความปลอดภัยในยามสงครามและชัยชนะ ยิ่งไปกว่านั้น ยังสัญญาว่าจะมอบความสุขให้ถึงหลังความตายอีกด้วย ถือเป็นสิ่งที่มีค่าสูงเกินกว่าจะประมาณได้

    เพื่อจะผูกขาดกำไรนี้ บรรดาสภาสังฆบุคลากรที่ดูแลวิหารลิวบินไฮเก็นร่วมมือกับพ่อค้าลูกหม้อของตน ตั้งกำแพงภาษีสูงลิบเพื่อควบคุมปริมาณทองที่ไหลเข้ามาในเมือง และตั้งบทลงโทษเด็ดขาดต่อผู้ที่ลักลอบขนทองคำเข้าเมืองอีกด้วย

    “ฮื่ม”

    “ถ้าลักลอบขนทองคำเข้าได้ละก็ อื่ม คงจะขายได้ราคาสักสิบเท่าเลยแหละ แต่ความเสี่ยงก็ตามมามากตามกำไร ข้าเลยทำได้แค่ค่อยๆเก็บสะสมกำไรทีละเล็กทีละน้อยไปอย่างนี้แหละ”

    ลอเรนซ์ยักไหล่แล้วนึกถึงสถานที่ที่อยู่ห่างออกไปข้างหน้า

    ในเมืองใหญ่อย่างลิวบินไฮเก็น มีพ่อค้ามากมายที่ได้กำไรวันเดียวพอกับที่เขาค้าขายตลอดชั่วชีวิต

    เขารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ไม่สมเหตุสมผล มากเสียจนน่าพิศวงเลยทีเดียว

    “จริงเหรอ”

    แต่โฮโลก็พูดโพล่งขึ้นมา

    “มีวิธีอะไรเหรอ”

    โฮโลซึ่งเรียกตนเองว่าเป็นหมาป่าเจ้าปัญญา อาจจะมีความคิดอะไรที่เขานึกไม่ถึงก็ได้

    พอเขาหันไปมองเธอพร้อมสายตาคาดหวัง เธอก็หยุดมือที่กำลังแก้ขนที่ผันติดกับหวีอยู่ แล้วเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความสงสัย

    “แอบเอาเข้าไปก็ได้นี่”

    ถ้าซื่อๆอย่างนี้ตลอดได้ดูน่ารักอยู่หรอกนะ เขาคิดในใจเมื่อได้ยินคำตอบที่แสนจะซื่อของเธอ

    “ถ้าทำได้ใครๆเขาก็ทำหมดแล้วแหละ”

    “ทำไมไม่ได้ล่ะ”

    “ยิ่งภาษีแพง การลักลอบนำเข้าก็เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา การตรวจสอบสินค้าเข้มงวดมาก”

    “ถ้าเอาเข้าทีละน้อยๆก็ไม่เจอนี่”

    “ถ้าเจอละก็โทษต่ำสุดคือตัดแขนข้างถนัด คิดยังไงความเสี่ยงกับผลตอบแทนก็ไม่เท่ากัน ถ้ามีวิธีลักลอบเข้าทีละเยอะๆละก็อีกเรื่องนึง ... แต่คงไม่มีทางสินะ”

    ในที่สุดโฮโลลูบหางตัวเองอย่างบรรจง แล้วพยักหน้าด้วยความพอใจ เขาอาจมองดูว่าไม่ต่างอะไรจากปกติ แต่สำหรับเธอแล้วนี่อาจเป็นวิธีจัดขนที่น่าพอใจก็ได้

    “ก็จริงนะ เอาเถอะ การค้าขายของเจ้าก็ดูไปได้สวย ทำไปตามปกตินั่นแหละดีแล้ว”

    “ถูกต้องตามนั้นนั่นแหละ แต่กำไรที่ได้ตามปกติก็มีใครบางคนมากผลาญซะแล้วละนะ”

    โฮโลเก็บหางของตนเอง แล้วหาวเหมือนไม่สนใจสิ่งที่เขาพูด เธอขยี้หางตาแล้วยืดตัว ก่อนจะข้ามไปยังกระบะ

    ลอเรนซ์เองก็ไม่ได้พูดจริงจังอะไร เขาเลิกมองโฮโลแล้วหันกลับไปมองข้างหน้า เขาไม่พูดถึงเรื่องที่เธอจะเข้านอนคนเดียว เพราะถึงจะพูดไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา

    มีเสียงย้ายอาวุธจัดที่นอนดังขึ้นจากข้างหลังครู่หนึ่ง แต่ในที่สุดก็เงียบลงตามด้วยเสียงถอนหายใจอย่างพอใจ

    เขารู้สึกถึงท่าทางเหมือนหมาหรือแมวจากข้างหลัง ก็อดยิ้มน้อยๆไม่ได้

    เมื่อเขาคิดเช่นนั้นอยู่ โฮโลก็พูดขึ้นมา

    “ข้าลืมบอกไป เหล้าองุ่นที่ได้รับมาจากห้างร้านนั้น ข้าไม่คิดจะเก็บไว้คนเดียวหรอกนะ มืดลงแล้วค่อยดื่มกัน เนื้อตากแห้งนั้นก็ด้วยนะ”

    เขาประหลาดใจเล็กน้อยแล้วหันหน้าไป แต่เธอก็นอนขดตัวไปเรียบร้อยแล้ว

    เพียงท่าทางของเธอ ใบหน้าของเขาก็มีรอยยิ้มผุดขึ้นมาเองอีกครั้งหนึ่ง

    เขาหันกลับไปมองข้างหน้าแล้วจับบังเหียนให้ดีอีกครั้ง

    ลอเรนซ์พยายามบังคับม้าไม่ให้เกวียนโคลงเคลงเท่าที่เขาจะทำได้

     

    [1] แปลจากคำว่าうまい ซึ่งมีทั้งความหมายว่า อร่อย ชำนาญ และ มีผลตอบแทนดี ในที่นี่ลอเรนซ์ใช้ในความหมายว่าได้กำไรสูง แต่โฮโลคิดว่าหมายถึงว่าอร่อย


    [แปล] Spice and Wolf ตอนที่ 11 : เล่ม 2 บทที่ 1 , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 299 , โพส : 0 , Rating : 10 / 2 vote(s)
    Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.

    วอยซ์ สนับสนุนเด็กไทย ให้กล้าพูดและกล้าแสดงออก
    [ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
    หน้าที่ 1
    Post your comment : แสดงความคิดเห็น
    ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

    ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
      โพสความเห็นด้วย member Login name Password
      โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
                พิมพ์เลขที่เห็น

    แบล็กแมน


    Writer Dek-D.com : Copyright © 1999-2009
    ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

    1. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะเป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงผลงาน
    2. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว
    3. ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม )
    หรือโทร 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1730 )