Calendar Castle Author กัลฐิดา
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สวัสดีค่ะ
ทุกคนคิดว่า คนเราสามารถอยู่คนเดียวได้ไหมคะ วินเทอร์ดูเป็นคนเย็นชาไหมคะ สำหรับกัล วินเทอร์เป็นคนอบอุ่นนะ เพียงแต่เขามีวิธีการแสดงออกแบบของเขา อาจดูกวนไปบ้าง น่าหมันไส้ แต่กัลก็ชอบพระเอกคนนี้มากทีเดียว
ฝนตกอีกแล้ว เขาว่าน้ำจะท้วม กัลฝ่าน้ำท่วมเข้ามาเจอกับน้ำท่วมยิ่งกว่า จะเสี่ยงไปหรือเปล่า คงไม่หรอกใช่ไหม เจอกันวันอาทิตย์ที่งานนะคะ ^______^
เจอกันวันศุกร์หน้าดึกๆ ค่ะ กัลฐิดา
ปล. มีน้องคนไหนทำนาฬิกาตกหายไหมคะ ถ้ามีแจ้งรายละเอียดของนาฬิกานั้นมา ที่อีเมล kalthida@hotmail.comบอกยี่ห้อ ลักษณะสาย หน้าปัด (จะเป็นรูปร่าง สี หรืออะไรก็ได้) ถ้าใช้พี่จะส่งนาฬิกาที่คุณแม่พี่เก็บได้ ข้างโต๊ะแจกลายเซ็นต์เมื่อวันอาทิตย์ให้นะคะ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ตอนที่ 3 พินัยกรรม
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ทางเดินหินที่ทอดยาวไม่ได้ดังก้องไปด้วยเสียงรองเท้าของกลุ่มคนที่เดินผ่านอย่างที่ซัมเมอร์คิด ตอนเด็กๆ ซัมเมอร์เคยเข้ามาวิ่งเล่นในคฤหาสน์นี้สองสามครั้ง และเธอก็ต้องแปลกใจทุกครั้ง เพราะไม่ว่าเธอจะวิ่งลงเท้าหนักเท่าไร ก็ไม่เคยมีเสียงฝีเท้าดังก้องให้ได้ยินสักนิด เธอเคยพยายามเคาะไปตามกำแพงหินของทางเดินด้านซ้ายซึ่งตกแต่งไว้ด้วยแท่งหินลวดลายประหลาดที่ด้านบนตั้งแจกันทรงกลมซึ่งมีดอกไม้บานสะพรั่งอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้นด้วย...ก็ไม่มีเสียงสะท้อนออกจากกำแพงเช่นกัน ไม่มีเสียงใดๆ ตอบสนองต่อการทดลองของเธอกลับมาเลย ที่นี่จึงเงียบสงัดมากๆ ราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ กำแพงทางเดินด้านขวา เจาะเป็นช่องหน้าต่างกระจกใสอย่างหนาบานใหญ่ตั้งแต่พื้นจดเพดานซึ่งถูกเจาะไว้เป็นช่วงๆ แผ่นกระจกนั้นใสและมีความหนามากพอที่จะกันความร้อน แรงลม และความเย็นได้ดี ทั้งยังมีแสงสว่างส่องเข้ามาได้เพียงพอ ทางเดินนี้จึงไม่มืดครึ้มจนเกินไป และยังมองออกไปเห็นอาณาเขตบ้านและสวนที่อยู่ข้างนอกได้อีกด้วย ทุกครั้งที่เดินผ่านก็จะให้ความรู้สึกราวกับกำลังเดินเล่นในสวนอย่างไรอย่างนั้น ทั้งที่เราเดินอยู่ภายในตัวอาคารแท้ๆ ‘แม้จะชอบที่นี่ แต่ถ้าให้มาอยู่ก็คงไม่เอาหรอก น่ากลัวพิลึก’ ซัมเมอร์คิดในใจ ขณะที่ออทัมน์ซึ่งเดินนำอยู่ข้างหน้าเธอหยุด เพื่อเปิดทางให้สุภาพสตรีเดินเข้าประตูที่แมสเซสเปิดอ้าไว้ให้ก่อน “ขอบคุณ” ซัมเมอร์เอ่ยตามมารยาท แล้วเดินผ่านชายหนุ่มเข้าห้องไป ในขณะที่สปริงเอ่ยขอบคุณพร้อมกับค้อมศีรษะให้ออทัมน์หลายครั้ง ตั้งแต่ก่อนเดินผ่าน ขณะผ่าน หรือแม้แต่ได้ผ่านไปแล้ว ท่าทางใสซื่อของเด็กสาว ทำให้ออทัมน์ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ‘เด็กคนนี้เป็นเด็กดี’ นั่นคือสิ่งที่ออทัมน์คิด แต่วินเทอร์กลับคิดต่างออกไปราวฟ้ากับดินเมื่อเห็นการแสดงออกของสปริง ‘ซื่อจนเซ่อหรือไง ก็แค่มารยาทธรรมดาๆ’ “เอาละครับ จะรับชาอะไรดี ต้องขอโทษที่วันนี้มีผมมาคนเดียว” แมสเซสเอ่ย ขณะเริ่มรินน้ำชาถ้วยแรก “ก็มีอยู่อย่างเดียวไม่ใช่เหรอคะ” ซัมเมอร์ขัดคอขึ้น แมสเซสได้แต่หัวเราะในลำคอ ขณะรินน้ำชาต่อจนครบห้าถ้วย แล้วยกถาดน้ำชาขึ้นเสิร์ฟให้แก่แขกทั้งสี่ “คงไม่ถึงกับต้องทำอาหารกลางวันกินเองหรอกนะ” ซัมเมอร์เปรยขึ้นลอยๆ หลังจากยกน้ำชาขึ้นจิบ เพราะเธอไม่ได้กินอาหารเช้า ดังนั้นพอสายเข้าหน่อย ท้องก็เริ่มส่งเสียงเรียกร้องความสนใจแล้ว “ไม่หรอกครับ วันนี้เราคุยกันแป๊บเดียวเท่านั้น” แมสเซสเอ่ยพร้อมกับทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้เดี่ยวตรงข้ามสปริง วินเทอร์กับซัมเมอร์นั่งที่โซฟายาวด้านขวาของเขา ส่วนออทัมน์นั่งอยู่ที่โซฟายาวด้านซ้ายเพียงลำพัง “ที่ว่าพินัยกรรม...หมายถึงพินัยกรรมจริงๆ งั้นเหรอครับ คุณแมสเซส” ออทัมน์เริ่มถามสิ่งที่ติดใจเขามาตั้งแต่เมื่อวาน “จริง” แมสเซสตอบด้วยใบหน้าอมยิ้ม ราวกับกำลังจะเล่านิทานสนุกๆ ให้หลานๆ ฟัง แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ ผู้ฟังทั้งสี่คนของเขา ดูเหมือนจะไม่มีอารมณ์ร่วมสนุกไปกับเขาด้วยเลย “พินัยกรรมของใครครับ ต้องขอโทษด้วย พวกเราไม่ได้อยากได้ทรัพย์สินเพิ่มมากกว่านี้แล้วจริงๆ” วินเทอร์ถามต่อ เขาไม่รู้หรอกว่าพินัยกรรมนั่นจะเป็นอะไร แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่า ของสิ่งนี้ต้องไม่ได้เปล่า ผู้ที่จะเป็นเจ้าของมัน คงต้องแลกกับอะไรสักอย่างแน่นอน “เอ่อ...แล้ว ดิฉันเกี่ยวอะไรกับพินัยกรรมนั่นเหรอคะ” สปริงถามเสียงเบาๆ ตลอดเวลาที่ถูกซักถาม แมสเซสเฝ้ามองดูคนทั้งสี่ด้วยแววตาเป็นประกาย และเมื่อไม่มีใครถามอีกแล้ว เขาจึงพูดขึ้นว่า “ผมรู้ว่าทุกคน...เอ่อ อาจยกเว้นคุณสปริงไว้คนหนึ่ง ต้องรู้ดีว่าคฤหาสน์คาเลนดาร์หลังนี้ ไม่อยู่ในทะเบียนทรัพย์สินของทั้งคาลันและคาเลนดาร์...เอ่อ...คุณสปริงเข้าใจคำพูดนี้ไหมครับ” แมสเซสหันไปถามเด็กสาวที่ตอนนี้ใกล้สติแตกเข้าไปทุกทีแล้ว สปริงส่ายหน้าเป็นคำตอบ แมสเซสจึงขยายความว่า “ตระกูลคาเลนดาร์ของพวกเรา เป็นตระกูลเก่าแก่ของเมืองคาเลนเดีย ภายหลังได้มีการแยกออกเป็นสองสาย นั่นก็คือ สายคาลัน ซึ่งคุณออทัมน์ก็อยู่ในสายตระกูลนี้ ส่วนอีกสายก็คือ คาเลนดาร์ ถือเป็นสายหลักของตระกูล ในที่นี้คนที่มาจากสายนี้ก็คือ คุณซัมเมอร์กับคุณวินเทอร์ ที่เป็นผู้สืบสายเลือดคาเลนดาร์ที่เข้มข้นที่สุดในปัจจุบัน” “แล้วดิฉัน...” สปริงถามยังไม่ทันจบ แมสเซสก็อธิบายต่อว่า “คุณสปริง ถือว่ามีเชื้อสายของคาเลนดาร์ครับ เพราะคุณแม่ของคุณใช้นามสกุล คาเลนดาร์ มาก่อน” “ทำไมถึงเรียกแต่พวกเรามาล่ะ หากนั่นเป็นพินัยกรรมของคาเลนดาร์จริงๆ” วินเทอร์ตั้งข้อสังเกต แมสเซสแย้มยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นยื่นมือออกมาพร้อมกับพูดขึ้นว่า “ขอจดหมายของพวกคุณหน่อยครับ” สปริงเป็นคนแรกที่ส่งจดหมายของเธอให้ ราวกับมันเป็นเผือกร้อนที่เธอไม่ควรถือเอาไว้อีก คนต่อมาคือออทัมน์ และวินเทอร์ที่หนีบจดหมายสีแดงของพี่สาวกับของเขาไว้ด้วยกัน แล้วส่งให้เป็นคนสุดท้าย แมสเซสดึงบัตรเชิญแต่ละใบนั้นออกมาวางเรียงบนโต๊ะ ในลักษณะด้านบนซ้ายเป็นสีขาว บนขวาเป็นสีเขียว ล่างขวาเป็นสีแดง และล่างซ้ายเป็นสีส้มอ่อน ตอนที่ทุกคนถือจดหมายของตัวเองไว้ ก็ไม่มีใครสังเกต แต่เมื่อเอาจดหมายทั้งสี่ฉบับมาวางเรียงกันในตำแหน่งที่ถูกต้อง จุดกึ่งกลางที่มุมขอบบัตรเชิญทั้งสี่สีมาชนกัน กลับปรากฏรูปสัญลักษณ์ขึ้น ซึ่งเหมือนกับตราสัญลักษณ์เหล็กดัดที่หน้าประตูรั้วคฤหาสน์นั้นแบบไม่ผิดเพี้ยนกันเลยสักนิด “เซเอโซเนล...” วินเทอร์พึมพำเรียกชื่อตราสัญลักษณ์นั้นอย่างคาดไม่ถึง “ครับ นี่คือตราเซเอโซเนล ตราประจำตระกูลของคาเลนดาร์ ก่อนที่จะแยกออกเป็นสองสายอย่างปัจจุบัน และเป็นตราประทับเพียงหนึ่งเดียวที่จะยืนยันว่า ใครคือเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้” “ว่าอะไรนะ!” ซัมเมอร์อุทานเสียงแหลมขึ้นอย่างตกใจ “จริงๆ เหรอครับ” ออทัมน์ย้ำเสียงเครียด ในขณะที่วินเทอร์ยกมือลูบคางอย่างครุ่นคิด “เจ้า...เจ้าของเหรอคะ” สปริงย้อนถามอย่างตะลึงลานพลางคิดต่อในใจ ‘เจ้าของ...บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้เนี่ยนะ’ “ครับ ผมหมายถึงเจ้าของหรือผู้มีสิทธิเด็ดขาดในตัวบ้าน อาณาเขต รวมไปถึงทรัพย์สมบัติทั้งหมดในคฤหาสน์คาเลนดาร์แห่งนี้ ผู้ที่ครอบครองตราสัญลักษณ์เซเอโซเนล คือผู้ที่ถือสิทธิ์นั้น” ซัมเมอร์หันไปสบตาน้องชาย ก่อนจะหันกลับไปสบดวงตาเปล่งประกายของแมสเซส แล้วพูดเสียงเครียดขึ้นว่า “คุณต้องล้อเราเล่นแน่ ไม่มีคาเลนดาร์คนไหนที่ไม่รู้มูลค่าของที่นี่ แล้วก็ไม่มีคาเลนดาร์คนไหนยอมที่จะยกของแบบนี้ให้ใครคนใดคนหนึ่งไป ไม่อย่างนั้น มันคงไม่อยู่มาจนถึงตอนนี้” “เป็นเรื่องจริงที่ทายาทของคาลันกับคาเลนดาร์ ต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงสิทธิ์ถือครองในบ้านนี้มานาน แต่เชื่อเถอะว่า สิ่งที่ผมพูดต่อจากนี้ จะไม่มีคำพูดใดล้อเล่นแม้แต่คำเดียว” น้ำเสียงที่ยืนยันหนักแน่นของแมสเซส ทำให้แขกทั้งสี่นิ่งงันไปหลายวินาที จนกระทั่งสปริงเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นว่า “มูลค่าของที่นี่คือเท่าไรเหรอคะ” แมสเซสเงยหน้าขึ้นสบดวงตาสีเขียวสดใส ดวงตาที่มองตรงมายังเขาโดยปราศจากความละโมบ แถมติดจะหวาดกลัวกับอะไรบางอย่างที่เขากำลังจะบอกเธอด้วยซ้ำ แต่ก่อนที่แมสเซสจะตอบ ออทัมน์ก็ชิงตอบแทนว่า “เฉพาะตัวคฤหาสน์ก็หลายร้อยล้านเดย์ นี่ยังไม่นับรวมภาพศิลป์ เครื่องเรือนโบราณ สมบัติมีค่าทั้งที่เห็นอยู่ทั่วไปเฉพาะแค่ที่อยู่ภายในคฤหาสน์ และที่อยู่ในตู้เซฟ ก็น่าจะมีมูลค่าเป็นพันๆ ล้านแล้ว บวกกับที่ดินและสถาปัตยกรรมที่อยู่รอบนอกคฤหาสน์อีกต่างหาก ซึ่งครั้งล่าสุดมีคนประเมินไว้อีกพันกว่าล้าน นอกจากนั้นที่ดินในครอบครองของคาเลนดาร์ยังทำสวนดอกไม้และเกษตรกรรมที่สร้างรายได้อย่างงามไว้อีกด้วย ตกประมาณเดือนละสิบถึงยี่สิบล้าน...” สมองของสปริงเริ่มมึนไปกับจำนวนเลขศูนย์ที่เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณไปเรื่อยจนหัวแทบระเบิด สุดท้ายเธอก็ตั้งสติได้และตัดใจว่า อย่าคิดตามอีกเลย รู้แค่ว่ามันมีจำนวนมหาศาลก็พอ “ อ้อ แล้วก็อย่าลืมรวมผลประโยชน์ที่ผมดูแลอยู่ด้วยนะครับ” แมสเซสเอ่ยตบท้าย ขณะที่สปริงยกมือขึ้นกุมขมับเพราะความมึน “โดยคร่าวๆ ก็คือ หลายพันล้านนั่นแหละ เพราะอย่างนี้คนถึงจ้องกันตาเป็นมัน” วินเทอร์สรุป “แล้วคุณจะให้พวกเราหารกันงั้นเหรอคะ” สปริงถามเมื่อพยายามควบคุมสติได้มากที่สุดแล้ว แต่คำตอบที่ได้รับกลับทำให้เธอสติแตกยิ่งกว่า “ครับ” “พูดเป็นเล่น” ซัมเมอร์อุทานอย่างไม่อยากเชื่อ “ใครเป็นคนกำหนด แล้วทำไมเพิ่งมามอบให้พวกเราเอาตอนนี้” วินเทอร์ยิงคำถามถี่ยิบ “พินัยกรรมเป็นของใครครับ” ออทัมน์ถามด้วยท่าทางสงบนิ่ง แมสเซสแย้มยิ้มขณะชี้นิ้วไปที่ตราสัญลักษณ์บนรอยต่อของขอบกระดาษ แล้วตอบว่า “ตราสัญลักษณ์นี้ไงที่เป็นผู้กำหนด พวกคุณคิดว่าพินัยกรรมจำเป็นต้องเป็นกระดาษแผ่นหนึ่งงั้นเหรอ เปล่าเลย สิ่งที่อยู่ตรงหน้าพวกคุณคือพินัยกรรมที่ท่านเจ้าของคฤหาสน์ส่งต่อมาให้สำนักงานดูแลผลประโยชน์ของเรา เพื่อให้เฟ้นหาคนที่มีคุณสมบัติตรงกับสิ่งที่ถูกกำหนดไว้ก็เท่านั้น” “ตราสัญลักษณ์นี้น่ะเหรอ มันเขียนชื่อเราไว้เหรอคะ” สปริงถามเสียงซื่อ “เปล่าครับ” แมสเซสตอบพลางส่ายหน้า ในขณะที่วินเทอร์พูดแทรกขึ้นว่า “สัญลักษณ์นี้คือกลุ่มตัวเลขที่พันกันไปมาใช่ไหม แล้วหนึ่งในตัวเลขกลุ่มนี้ก็มีวันเดือนปีเกิดของพวกเรา...อย่างน้อยผมก็เห็นวันเกิดของผมกับพี่สาวผม ซึ่งก็น่าจะมีของคุณออทัมน์ แล้วก็เธอด้วย” “สมแล้วที่เป็นคุณวินเทอร์ คุณมองออกตั้งแต่เมื่อไร” วินเทอร์พ่นลมหายใจอย่างไม่สบอารมณ์ที่ได้รับคำชมเหมือนตัวเองเป็นเด็กๆ แต่ก็ยังตอบกลับว่า “นานแล้ว ตั้งแต่ผมมาวิ่งเล่นที่นี่ครั้งแรก เพียงแต่ตอนนั้นยังไม่รู้เท่านั้นแหละว่า กลุ่มตัวเลขอีกสองกลุ่มมันเป็นของใคร ที่แท้ก็ของพวกคุณนี่เอง” แมสเซสพยักหน้าพลางอมยิ้มอย่างชื่นชม แล้วอธิบายต่อว่า “ครับ คุณสมบัติของผู้ที่จะครอบครองคฤหาสน์หลังนี้ก็คือ สายเลือดคาลันหรือคาเลนดาร์ ที่เกิดในวันที่ปรากฏอยู่ในตราสัญลักษณ์เซเอโซเนล...” “แต่มันจะง่ายไปมั้ง เพราะเท่าที่รู้มีคาเลนดาร์อีกหลายคนที่เกิดในวันเดียวกับพวกเรา ทำไมพวกเขาไม่ได้รับเลือกด้วยล่ะ” ซัมเมอร์ตั้งข้อสังเกต แมสเซสแย้มยิ้มอย่างมีปริศนาโดยไม่ตอบคำถามนั้น “ว่ายังไงล่ะ” ซัมเมอร์ถามย้ำ แมสเซสขยับนั่งตัวตรง แล้วถามว่า “พวกคุณจะยอมรับพินัยกรรมนี้หรือไม่ล่ะครับ” “ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า คุณกำหนดให้เราแลกเปลี่ยนกับอะไร” วินเทอร์สวนขึ้นทันที แล้วออทัมน์ก็เสริมต่อว่า “และข้อแลกเปลี่ยนนั้น ผิดกฎหมายหรือเปล่า” สปริงมองสองหนุ่มที่เริ่มต่อรองในสิ่งที่เธอคิดไม่ถึงอย่างทึ่งๆ เด็กสาวรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กนิดเดียว เมื่อเทียบกับคนที่มีมันสมองเป็นเลิศอย่างสามคนนี้ สิ่งเดียวที่เธอคิดได้ตอนนี้ก็คือ...ท่าทางเธอจะเจอปัญหาใหญ่เข้าแล้ว จะทำอย่างไรดีล่ะทีนี้ “ถ้าผมบอกว่า ไม่มีเงื่อนไข...” “ไม่มีทางหรอก” ซัมเมอร์แย้งกลับทันที ก่อนจะขยายความอีกนิดว่า “ผู้รักษาผลประโยชน์ที่เก่งกาจที่สุดเท่าที่วงการนี้มีมา คงไม่ทำอะไรง่ายๆ อย่างนั้นหรอกมั้งคะ” แมสเซสค้อมศีรษะให้กับคำชมแกมประชดของซัมเมอร์เล็กน้อยก่อนจะตอบกลับว่า “อาจจริงของคุณ ใช่ครับ พินัยกรรมนี้ไม่ได้มอบให้พวกคุณเปล่าๆ แต่มีข้อกำหนดสองสามข้อที่เจ้าของคฤหาสน์คนเดิมต้องการให้ทำ พวกคุณทั้งสี่จำเป็นต้องทำมันให้ลุล่วงไปภายในเวลาที่กำหนด เพื่อจะได้สิทธิ์ถือครองคฤหาสน์แห่งนี้อย่างสมบูรณ์แบบ” ‘นั่นไง ว่าแล้วเชียว’ ซัมเมอร์นึกเข่นเขี้ยวในใจ “ข้อกำหนดที่ว่าคืออะไร” วินเทอร์ถามขึ้น “ผมบอกได้แค่ข้อเดียว เพราะข้อที่เหลือจะบอกได้ก็ต่อเมื่อพวกคุณตกลงแล้วเท่านั้น” “แล้วมันคือเงื่อนไขอะไรครับ” ออทัมน์ถามซ้ำ “เข้ามาอยู่ที่นี่เป็นเวลา 1 ปี...ด้วยกัน” “บ้ากันใหญ่แล้ว” ซัมเมอร์ร้องเสียงดังอย่างหัวเสีย ‘การเข้ามาอยู่ที่นี่เป็นเรื่องสุดท้ายที่เธอคิดจะทำ แม้มันจะเป็นบ้านที่ทุกคนใฝ่ฝันก็เถอะ’ “ด้วยกัน?” ออทัมน์ทวนเงื่อนไขสุดท้ายอย่างข้องใจ “ครับ...ด้วยกัน” แมสเซสยังเน้นคำพูดเดิม “หมายความว่าพวกเราต้องเข้ามาอยู่ที่นี่ด้วยกันให้ครบหนึ่งปีใช่ไหมคะ” สปริงขยายความตามที่เธอเข้าใจ พร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องอย่างหวาดๆ เธอเคยอยู่แต่บ้านหลังเล็กๆ แค่มานั่งในห้องรับแขกซึ่งใหญ่กว่าบ้านเธอตั้งหลายเท่า ก็น่าขนลุกพอแล้ว ไม่ต้องพูดถึงถ้าต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านที่มีอาณาเขตกว้างยังกับเมืองอย่างนี้เลย “ฉันขอปฏิเสธ ขอสละสิทธิ์จากมรดกชิ้นนี้ค่ะ” ซัมเมอร์พูดพร้อมกับผุดลุกขึ้น แต่แล้วก็ต้องนั่งลง เมื่อวินเทอร์รั้งมือเธอเอาไว้โดยไม่ละสายตาจากใบหน้าแมสเซส ก่อนจะพูดขึ้นว่า “จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าพวกเราปฏิเสธ” แมสเซสเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พร้อมกับยกขาขึ้นไขว่ห้างอย่างสบายใจ แล้วตอบว่า “ไม่มี เราไม่มีบทลงโทษหรือค่าปรับอะไรมากไปกว่านี้ แค่เข้ามาอยู่...เท่านั้น” วินเทอร์หรี่ตามองแมสเซสอย่างไม่ไว้ใจ อะไรทำให้เจ้าของพินัยกรรมตั้งเงื่อนไขแบบนี้นะ เข้ามาอยู่ในคฤหาสน์ที่เต็มไปด้วยทรัพย์สินมีค่าเป็นเวลาหนึ่งปี เพื่อแลกกับการมีสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหมด ฟังดูเหมือนเป็นเงื่อนไขที่ให้ประโยชน์ผู้รับอย่างพวกเขามากไปหรือเปล่า ในวงการธุรกิจนี่คือเงื่อนไขที่น่ากลัวที่สุด เพราะมันดูดีมากเกินไป ความเงียบเข้าครอบคลุมห้องรับแขกไปชั่วขณะ ทุกคนต่างนิ่งคิดอย่างเงียบงันไปกับเงื่อนไขที่ดูดีเลิศและเหมือนไม่ซับซ้อน แต่อาจแฝงไว้ด้วยหลุมพรางบางอย่างที่มองไม่เห็นด้วยก็ได้ “คุณรู้ใช่ไหมว่า สำหรับพวกเราเงินไม่ใช่สิ่งที่น่าเย้ายวนใจอีกแล้ว” ออทัมน์เอ่ยขึ้นในที่สุด “ผมรู้ดีว่า ผมกำลังพูดกับบุคคลที่เป็นผู้ทรงอิทธิพลและมีชื่อเสียงติดอันดับมหาเศรษฐีของประเทศนี้ถึงสามคน” แมสเซสตอบยิ้มๆ สปริงหันไปมองเพื่อนร่วมชะตากรรมจำเป็นของเธออีกครั้ง ‘แค่สามคนเท่านั้น แต่ถึงเราไม่รวย เราก็ไม่อยากมาอยู่ที่นี่คนเดียวหรอก’ สปริงคิด “แล้วคุณคิดว่า จะมีเหตุผลอื่นอีกไหม ที่จะทำให้พวกเรายอมรับข้อเสนอของพินัยกรรมประหลาดนี้” วินเทอร์ถามต่อ แมสเซสส่ายหน้า “ไม่...ผมคิดว่าไม่มี นอกเสียจากว่า คฤหาสน์หลังนี้จะมีอะไรที่ดึงดูดใจมากกว่ามูลค่าของมัน” “แล้วมันอะไรล่ะ” ซัมเมอร์ถามเสียงเยาะๆ สองมือยกขึ้นกอดอกแน่นอย่างไม่สบอารมณ์น้องชายที่ดูเหมือนจะสนใจข้อเสนอนี้มากกว่าจะเห็นด้วยกับเธอ วินเทอร์ต้องคิดวางแผนอะไรบางอย่างอยู่แน่ๆ ไม่อย่างนั้นน้องชายของเธอจะไม่มีวันเล่นเกมยี่สิบคำถามโดยไม่จำเป็น แล้วก็นั่นแหละ ถ้าเมื่อไรที่วินเทอร์วางแผนอะไรอยู่ ดังนั้น น้องชายของเธอก็จะตามจิกกัดไม่ปล่อยจนกว่าเขาจะได้ในสิ่งที่ต้องการ “ผมไม่รู้ มันเป็นสิ่งที่พวกคุณต้องหาคำตอบเอง เอาละ ผมมีนัดอีกที่ ขอตัวก่อนครับ พวกคุณสามารถเดินดูรอบๆ เพื่อหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้ ส่วนผมต้องขอตัวก่อน” แมสเซสพูดขณะลุกขึ้นยืนแล้วขยับเสื้อสูทให้เข้าที่ “เรามีเวลาเท่าไรครับ” วินเทอร์ถาม ก่อนที่แมสเซสจะขยับเดินออกจากที่ที่เขายืนอยู่ “คุณให้เวลาเราคิดเท่าไร” วินเทอร์ถามซ้ำ แมสเซสกวาดสายตาไปสบตาคนทั้งสี่ ก่อนจะตอบว่า “นำจดหมายของคุณมาที่นี่ก่อนวันที่ 22 ธันวาคม นั่นคือเวลาทั้งหมดที่พินัยกรรมกำหนดให้คุณมีเวลาพิจาณาข้อเสนอนี้ ผมจะรอพวกคุณจนถึงเที่ยงคืนของวันที่ 21 ธันวาคม หวังว่าจะได้พบพวกคุณครบทุกคน” ปึง! แมสเซสออกไปแล้ว แต่คนทั้งสี่ยังคงนั่งนิ่งกับที่ แล้วคนที่ทำลายความเงียบขึ้น ก็คือ เด็กสาวที่ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวที่สุดนั่นเอง “เอ่อ...ฉันชื่อสปริงค่ะ สปริง แกรนด์ฟิลด์” “พวกเรารู้แล้ว” ซัมเมอร์ตอบกลับเสียงนิ่ง คนที่พยายามพูดเพื่อคลายบรรยากาศที่ตึงเครียดให้ลดลงถึงกับหน้าซีด เป็นเหตุให้คนปากร้ายจนเป็นนิสัยต้องพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง ด้วยเกรงคนจะหาว่าเธอรังแกเด็ก “ฉันชื่อ ชัมเมอร์ ยินดีที่ได้รู้จัก” “เช่นกันค่ะ ฉันว่าฉันเคยเห็นคุณที่ไหนสักแห่ง เราเคยเจอกันไหมคะ” สปริงถามพร้อมแย้มยิ้มอย่างดีใจที่อีกฝ่ายยอมคุยกับเธอ “ไม่ แต่เธออาจเคยเห็นฉันตามสื่อละมั้ง ฉันเป็นนางแบบ” สปริงเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ ก่อนจะพยักหน้าหงึกๆ เพราะอีกฝ่ายเป็นคนสวยจริงๆ ก็น่าจะเป็นนางแบบหรือดาราอยู่หรอก มิน่าถึงได้คุ้นหน้านัก “ทำไมคุณซัมเมอร์ถึงไม่อยากอยู่ที่นี่ล่ะคะ” “เธออยากอยู่หรือไงล่ะ บ้านผีสิงอย่างนี้” ซัมเมอร์พูดพร้อมกับกวาดตามองไปรอบๆ อย่างสยอง “พี่ไม่ใช่คนกลัวผีสักหน่อย” คนที่ตกอยู่ในภวังค์ความคิดตัวเองเอ่ยขึ้น หลังจากพบว่าเขาคงต้องใช้เวลามากกว่านี้ในการหาคำตอบจากข้อสงสัยที่เกิดขึ้นในวันนี้ ซัมเมอร์ตวัดสายตาค้อนน้องชายนิดหน่อย ก่อนจะตอบว่า “ก็แค่ไม่อยากเดินทางไกล ที่นี่ห่างจากตัวเมืองคาเลนเดียตั้งไกล เดินทางก็ลำบาก” วินเทอร์ยักไหล่กับเหตุผลของพี่สาว ความจริงก็ไม่ได้ไกลสักเท่าไร แล้วปกติพี่สาวเขาก็มีคนขับรถประจำตัวอยู่แล้ว จะกลัวลำบากเรื่องการเดินทางทำไม เหตุผลง่ายๆ ที่เธอไม่อยากมาอยู่ที่นี่ อาจเป็นเพราะเธอมีความประทับใจที่ไม่ค่อยดีนักกับที่นี่ต่างหาก “แล้วเธอล่ะ” ซัมเมอร์รีบเปลี่ยนเรื่อง ก่อนจะโดนน้องชายตัวดีพูดวกมาเข้าเรื่องที่เธอไม่อยากนึกถึงที่สุด “ฉันทำไมเหรอคะ” สปริงถามงงๆ “อ้าว ก็เธอถามฉันว่า อยากอยู่ที่นี่ไหม ฉันก็ถามกลับบ้างไง ว่าเธอล่ะ เธออยากอยู่ที่นี่หรือเปล่า” “อ่อ...อ้อ ไม่รู้สิคะ ขึ้นชื่อว่าบ้าน ถ้าเป็นบ้านของฉัน ฉันก็อยากอยู่ แต่ที่นี่...ไม่ใช่บ้านของฉันนี่คะ” สปริงตอบด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ดวงตากลับเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด ซัมเมอร์เห็นแล้วเลยไม่อยากซักต่อ แต่จากคำถามนี้ ก็ทำให้หญิงสาวรู้สึกกับเด็กสาวตรงหน้าดีขึ้นมานิดหน่อย อย่างน้อยเด็กคนนี้ก็ดูจะเป็นคนไม่ค่อยเห็นแก่เงินเท่าไร ถ้าเป็นคนอื่น คงกระโจนรับข้อเสนอนี้ไปแล้วละมั้ง ‘เพราะไม่ใช่บ้านของเธออย่างนั้นเหรอ...เป็นเด็กที่น่าสนใจกว่าที่คิดนี่นา’ ซัมเมอร์คิด “คุณคิดยังไงครับ คุณออทัมน์ คุณจะรับข้อเสนอไหม” วินเทอร์เอ่ยเมื่อเห็นคนที่อายุมากที่สุดในห้องนั่งเงียบมาตลอด ออทัมน์ไม่ตอบในทันที เขาเอื้อมไปหยิบจดหมายของเขาขึ้นมาสอดใส่กระเป๋า แล้วลุกขึ้นยืนพลางหันไปหาสปริง ก่อนจะถามว่า “คุณสปริงจะติดรถผมเข้าเมืองหรือเปล่า กว่ารถเมล์เที่ยวต่อไปจะมาคงอีกเป็นชั่วโมง” “คะ?...ค่ะ ได้เหรอคะ แล้วรู้ได้ยังไงคะว่าฉันมารถเมล์” สปริงถามกลับแบบเอ๋อๆ ออทัมน์ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ราวกับขำท่าทางเหรอหรานั้น แล้วย้ำว่า “ก็คุณเดินเข้ามานี่นา” “อ้อ แหะ แหะ ค่ะ ถ้าไม่รบกวนคุณเกินไป ขอติดรถไปลงตรงป้ายรถเมล์ต้นสายได้ไหมคะ” สปริงแย้มยิ้มอย่างอายๆ ที่เธอปล่อยไก่ตัวเบ้อเร่อออกมาอีกตัว “ยินดีครับ” ออทัมน์รับคำ ก่อนจะหันมาสบตาวินเทอร์แล้วพูดขึ้นว่า “แล้วคุณล่ะครับคิดยังไง” วินเทอร์แย้มยิ้มเล็กน้อยเหมือนทุกครั้งที่เขาชอบทำจนติดเป็นนิสัย ก่อนจะตอบกว่า “กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาครับ” ออทัมน์พยักหน้ารับทราบคำตอบนั้น แล้วตอบกลับว่า “ผมก็เช่นกัน ลาล่ะครับ” พูดจบออทัมน์ก็ออกเดิน เป็นเหตุให้สปริงลุกขึ้นโค้งตัวให้สองพี่น้องแบบเร็วๆ แล้วเร่งฝีเท้าตามออกไป “นายคิดจะทำอะไร” ซัมเมอร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง หลังจากทั้งห้องเหลือแค่เธอสองคน “พี่คิดว่าผมจะทำอะไรล่ะ” วินเทอร์เอ่ยขณะเอนหลังแล้วพาดศีรษะไปกับพนักโซฟาพร้อมกับหลับตาลง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรับรู้ถึงกลิ่นอายบางอย่างที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นในจังหวะที่แปลกไป...ช่างเหมือนกับตอนที่เขากระโจนลงไปเล่นเกมธุรกิจใหม่ๆ ความเร้าใจมันอยู่ที่ว่า สมองของเขากำลังหมุนอย่างเร็วจี้เพื่อค้นหาหนทางที่จะเอาชนะ ใช่ เขากำลังรู้สึกตื่นเต้นกับเกมใหม่ที่วิ่งเข้ามาชนอย่างไม่ทันตั้งตัว “นายกำลังจะตกลง” ซัมเมอร์ตอบอย่างรู้ทัน พวกเธอสองพี่น้องเสียพ่อกับแม่ไปตั้งแต่เมื่อหกปีก่อน จึงเหลือกันอยู่แค่สองคน ดังนั้นหากวินเทอร์รู้จักซัมเมอร์มากกว่าใคร ซัมเมอร์ก็คือคนที่รู้ใจวินเทอร์มากที่สุดในโลกนี้ “แล้วพี่ล่ะ” “ไม่ ฉันไม่ชอบเล่นเกม” หญิงสาวตอบเสียงดังฟังชัด ราวกับต้องการประกาศก้องให้คนทั้งโลกรู้ว่า คำตอบของเธอคืออะไร วินเทอร์ลืมตาขึ้น แล้วหันไปมองเสี้ยวหน้าของพี่สาว ก่อนจะถามขึ้นว่า “แล้วถ้าผมลงเล่นล่ะ” ซัมเมอร์หันมาสบดวงตาอันเปล่งประกายของน้องชายสุดที่รักของเธอ ก่อนจะจ้องนิ่งอยู่อย่างนั้นหลายนาที ราวกับกำลังวัดค่าความตั้งใจของอีกฝ่าย แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ ขณะเอนตัวเอาหัวพาดขอบพนักโซฟามาชนกับหัวน้องชายคนเดียวของเธอ และตอบอย่างหมดทางโต้แย้งว่า “งั้นพี่ก็จะเล่นกับนาย”
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เอาแล้วค่ะ สองพี่น้องตัดสินใจแล้ว อีกสองคนจะตัดสินใจยังไงน้า
กัลฐิดา
สปอยค่ะ
“อายุของฉัน มันสำคัญงั้นเหรอคะ” สปริงถามกลับซื่อ วินเทอร์ตวัดสายตาขึ้นมองใบหน้าจืดชืดของสปริงก่อนจะตอบขึ้นว่า “ไม่สำคัญหรอก ก็แค่อยากลำดับญาติให้ถูกเท่านั้น เรามาเข้าเรื่องกันเลยแล้วกัน เธอเตรียมเก็บของหรือยัง” “เก็บของ?”
“เก็บของเพื่อไปอยู่ที่คฤหาสน์คาเลนดาร์ไง” วินเทอร์เฉลย “ไม่ค่ะ ฉันจะไม่รับข้อเสนอนั้น”
รอลุ้นคำตอบของสปริงแล้วกันนะคะ
Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone และ Android Phoneเตรียมพบกับ Dek-D Writer App เวอร์ชั่น iPad / Android Tablet เร็วๆนี้ ฟรี!
|
แนวนี้ฉีกสะใจกว่าทุกทีสุดๆ