| |
ตอนที่ 4.2 : ระบอบการปกครองแบบเผด็จการ เรื่องที่ 4.2.1 : ความหมายของระบอบการปกครองแบบเผด็จการ 1. ระบอบการปกครองแบบเผด็จการ มีความหมายเป็น 2 นัย กล่าวคือ (1) เป็นระบอบการปกครองชั่วคราวที่มีวัตถุประสงค์เพื่อปกปักรักษาระบอบการปกครองเดิมที่เผชิญกับวิกฤติการณ์ร้ายแรงในทางสังคม อันอาจเป็นอันตรายต่อสถาบันการเมืองการปกครองที่มีอยู่ในขณะนั้น (2) เป็นระบอบการปกครองที่อำนาจปกครองของรัฐบาลไม่ได้มีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นระบอบการปกครองที่ประชาชนไม่มีโอกาสถอดถอนรัฐบาลซึ่งตนไม่พอใจ และเป็นระบอบการปกครองที่ไม่มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างจากรัฐบาล 2. ระบอบการปกครองแบบเผด็จการ แบ่งตามระบบเศรษฐกิจออกเป็น 2 กลุ่ม คือ (1) การปกครองแบบเผด็จการของประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (2) การปกครองแบบเผด็จการของประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม
เรื่องที่ 4.2.2 : ระบอบการปกครองแบบเผด็จการของประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม 1. ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เป็นระบบเศรษฐกิจที่ยอมให้เอกชนเป็นเจ้าของเครื่องมือการผลิต และเปิดโอกาสให้เอกชนแข่งขันกันในการประกอบการทางเศรษฐกิจ รัฐจะเข้าแทรกแซงเศรษฐกิจเฉพาะในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น 2. การปกครองแบบเผด็จการ จะเกิดขึ้นเมื่อสังคมของประเทศเกิดวิกฤติ ซึ่งแยกออกเป็น 2 ลักษณะ คือ (1) วิกฤติการณ์ในสังคม (ความวุ่นวายจากการเรียกร้อง ประท้วง และเดินขบวน) (2) วิกฤติการณ์เกี่ยวกับความชอบธรรมแห่งอำนาจการปกครอง (ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ของกลุ่ม การเมือง) 3. การปกครองแบบเผด็จการ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ (1) เผด็จการแบบปฏิวัติ เป็นเผด็จการชนิดพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ กล่าวคือ เป็นเผด็จการที่พยายามเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อทดแทนแบบเดิม (2) เผด็จการแบบปฏิรูป เป็นเผด็จการแบบอนุรักษ์นิยม กล่าวคือ เป็นเผด็จการที่ไม่ได้มุ่งหมายที่จะนำระบบการเมืองแบบใหม่ทั้งหมด มาทดแทนที่มีอยู่เดิม ยังคงอาศัยพึ่งพากันอยู่ 4. สถาบันการเมืองของระบอบการปกครองแบบเผด็จการ ประกอบด้วย (1) กำลังทหาร เพื่อทำหน้าที่คุ้มครองหรือสนับสนุนระบบเผด็จการ (2) พรรคการเมืองแบบพรรคเดียว เพื่อเป็นเครื่องมือในการติดต่อระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ช่วยเผย แพร่ความรู้ทางการเมือง โฆษณา ประชาสัมพันธ์ เผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมือง 5. วิธีการทำให้ประชาชนยอมรับอำนาจปกครองแบบเผด็จการ มี 2 แนวทาง คือ (1) การปราบปราม - การปราบปรามประชาชนที่โต้แย้งคัดค้านระบบเผด็จการ จะใช้วิธีการทางกฎหมาย ศาล และ ตำรวจ แต่ถ้าต้องการปราบปรามเด็ดขาด จะใช้ตำรวจลับ - การกำจัดศัตรูทางการเมือง จะใช้ตำรวจติดตามเฝ้ามองพฤติกรรมต่างๆ ก่อน - วิธีการต่างๆ ที่ใช้ปราบปรามคือ การจับกุมคุมขัง การส่งตัวไปกักกันในค่าย การทรมาน และ การประหารชีวิต (2) การโฆษณาชวนเชื่อ - รูปแบบและวิธีการโฆษณาชวนเชื่อขึ้นอยู่กับว่าเป็นเผด็จการแบบไหน 6. รูปแบบของการปกครองแบบเผด็จการในระบบทุนนิยม แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ (1) การปกครองแบบเผด็จการฟาสซิสม์ - เป็นการปกครองของประเทศอุตสาหกรรม - เป็นการปกครองที่มีพรรคการเมืองพรรคเดียว - เป็นการปกครองที่จัดให้มีการโฆษณาชวนเชื่อในรูปแบบทันสมัย (2) การปกครองแบบเผด็จการที่อาศัยพรรคการเมืองพรรคเดียว - มักเกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา - มักเป็นเผด็จการแบบอนุรักษ์นิยม (3) การปกครองแบบเผด็จการทหาร - มักเกิดขึ้นในประเทศด้อยพัฒนา - มีทั้งแบบทหารเป็นผู้ปกครอง และแบบทหารอยู่เบื้อหลังให้พลเรือนปกครอง 7. สถาบันการเมืองการปกครองของเผด็จการแบบฟาสซิสม์ ได้แก่ (1) พรรคการเมืองแบบพรรคเดียว เป็นเครื่องค้ำจุนการปกครองแบบฟาสซิสม์มากกว่ากองทัพ (2) การจัดตั้งสมาคมอาชีพ โดยรวมกิจการประเภทเดียวกันของเอกชนให้องค์กรของรัฐดูแล (3) การโฆษณาชวนเชื่อ ด้วยคำขวัญ สัญลักษณ์ขิงพรรค และภาพผู้นำ ผ่านสื่อสารมวลชนต่างๆ (4) การปราบปรามฝ่ายตรงข้าม ด้วยวิธีการรุนแรงและเหี้ยมโหด โดยใช้ตำรวจลับ 8. คำว่า โฟรบันซิอามิเอ็นโด เป็นระบบเผด็จการที่กองทัพไม่ได้เข้ามามีอำนาจปกครองเอง แต่จะใช้วิธีการสนับสนุนพรรคการเมืองหนึ่งหรือคณะบุคคลพลเรือนหนึ่ง ให้เป็นหัวหน้าปกครองประเทศ 9. คำว่า เพลโตเลียน หมายถึง เผด็จการทหารที่ทหารเข้ามาปกครองประเทศ โดยมุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ของทหารด้วยกัน แทนที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน
เรื่องที่ 4.2.3 : ระบอบการปกครองแบบเผด็จการของประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม 1. ลักษณะสำคัญของประเทศสังคมนิยม ได้แก่ (1) เป็นสังคมที่เครื่องมือในการผลิตเป็นของส่วนรวม ซึ่งอาจเป็นของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นหรือของสหกรณ์ (2) เอกชนสามารถประกอบกิจการส่วนตัวได้ แต่การประกอบกิจการนั้นต้องไม่มีความสำคัญต่อ ระบบเศรษฐกิจของประเทศ (3) ระบบเศรษฐกิจนั้น ยึดถืออุดมการณ์มาร์กซิสม์เป็นสำคัญ (4) ใช้อำนาจเผด็จการในการปกครอง โดยมีพรรคการเมืองแบบพรรคเดียว (5) ให้ความสำคัญกับโครงสร้างทางสังคมและอุดมการณ์สังคมนิยม 2. ลัทธิมาร์กซิสม์ มีความเห็นว่า มนุษย์ยังไม่อาจมีเสรีภาพได้ ตราบใดที่ยังมีเอกชนเป็นเจ้าของเครื่องมือการผลิต และมีการขูดรีดเอารัดเอาเปรียบระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน 3. อุดมการณ์ของมาร์กซิสม์ในเรื่องรัฐและอำนาจทางการเมือง คล้ายกับอุดมการณ์เสรีนิยม กล่าวคือ รัฐและอำนาจทางการเมือง หมายถึง สิ่งทั้งหลายที่เป็นเครื่องมือในการปกครองในการใช้อำนาจ เช่น กำลังตำรวจ กำลังทหาร ศาล และคุก เป็นต้น 4. ตามความเห็นของพวกมาร์กซิสม์ ทฤษฎีว่าด้วยรัฐและอำนาจทางการเมือง สามารถเปลี่ยนแปลงพัฒนาได้ ซึ่งมี 3 ขั้นตอน คือ (1) รัฐมีฐานะเป็นเครื่องมือในการใช้อำนาจปกครองของชนชั้นหนึ่ง ต่ออีกชนชั้นหนึ่ง (2) รัฐมีฐานะเป็นเครื่องมือในการสร้างสังคม ที่มีระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (3) รัฐจะหมดสภาพสิ้นสูญไปจากสังคมมนุษย์ 5. ทฤษฎี จาโคแบงค์ ถือกันว่าเป็นต้นกำเนิดของทฤษฎีมาร์กซิสม์ ที่ว่าด้วยการใช้อำนาจเผด็จการ มีรายละเอียด ดังนี้ (1) ทฤษฎีนี้เกิดขึ้นสมัยปฏิวัติใหญ่ในประเทศฝรั่งเศส (2) จาโคแบงค์ คือกลุ่มบุคคลที่ได้อำนาจรัฐเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ.1793 ซึ่งตอนนั้นมีกองทัพต่างชาติ บุกรุกเข้าประเทศฝรั่งเศสถึง 5 ประเทศ และเขตปกครองต่างๆ ภายในประเทศก็แตกแยก (3) จาโคแบงค์ จึงต้องใช้อำนาจเผด็จการในการปกครองประเทศ (4) ทฤษฎีจาโคแบงค์ มีหลักการสำคัญ ดังนี้คือ - การปกครองแบบเผด็จการต้องเด็ดขาดและแข็งกร้าว เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย - การใช้อำนาจเผด็จการ เพียงเพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงนิสัยที่เคยชินของประชาชน - เป็นระบบการปกครองแบบเผด็จการชั่วคราวเท่านั้น
เรื่องที่ 4.2.4 : รัฐธรรมนูญของประเทศเผด็จการสังคมนิยม 1. การปกครองของประเทศเผด็จการสังคมนิยม มีส่วนคล้ายและต่างกับประเทศในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย กล่าวคือ (1) มีรัฐธรรมนูญ มีบทบัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีการเลือกตั้งทั่วไป และมีรัฐสภา (2) การปกครองโดยการผสมผสานระหว่างสถาบันการเมืองกับการเผด็จการพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองแบบพรรคเดียว (3) การเลือกตั้งทั่วไปนั้นใช้วิธีให้การรับรองผู้สมัครรับการเลือกตั้ง ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจคัดเลือก (4) มีรัฐสภาทำหน้าที่ควบคุมและจำกัดอำนาจของฝ่ายรัฐบาล แต่การแบ่งแยกอำนาจนั้น ฝ่ายรัฐบาลจะมีอำนาจกว้างขวางกว่า ส่วนฝ่ายรัฐสภามีอำนาจค่อนข้างจำกัด 2. สาเหตุที่ต้องให้อำนาจของฝ่ายรัฐบาลมากกว่า เนื่องจากเหตุผลสำคัญ 3 ประการ (1) พรรคคอมมิวนิสต์มีอิทธิพลครอบงำกลไกต่างๆ ของรัฐ (2) กฎหมายจะต้องอยู่ภายใต้บังคับของจุดมุ่งหมายแห่งการปฏิวัติ (3) ความอ่อนแอของรัฐสภา 3. ลักษณะโดยทั่วไปของประเทศเผด็จการสังคมนิยม ได้แก่ (1) อำนาจทางการเมืองใช้อยู่ 2 ทางคือ ทางกลไกของพรรคคอมมิวนิสต์ และกลไกของรัฐ (2) กลไกของพรรคคอมมิวนิสต์มีอำนาจเหนือกว่ากลไกของรัฐ (3) ผู้นำที่แท้จริงคือ ผู้นำพรรค ไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ (4) รัฐบาลไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หากเป็นกรณีที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการปฏิวัติ
|
|