สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

พิภพพญามังกร

ตอนที่ 3 : บทที่ 1


     อัพเดท 17 พ.ย. 52
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: แฟนตาซี
ผู้แต่ง : หลินโหม่ว ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ หลินโหม่ว Email : sorcererwar(แอท)hotmail.com
My.iD: http://my.dek-d.com/linmou
< Review/Vote > Rating : 98% [ 13,552 mem(s) ]
This month views : 138 Overall : 145,136
3,211 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 309 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
พิภพพญามังกร ตอนที่ 3 : บทที่ 1 , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 8162 , โพส : 23 , Rating : 1800 / 370 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


.

บทที่ 1

 

 

ฝืนใจยืดลำตัวเล็กเรียวขึ้นจากในน้ำ พยายามกระโดดขึ้นข้างบนสุดแรง แล้วเหยียดสองแขนตรงช่วงอกออกไปจนสุดเอื้อม กรงเล็บเล็กบางโผล่ออกมาโดยพลัน หมายจะเกี่ยวส่วนยอดของผนังที่อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม แต่น่าเสียดายที่เนื่องจากองค์ประกอบของร่างกายซึ่งไม่คุ้นชินสักนิด ประกอบกับทั่วทั้งร่างยังถูกความหิวโหยเล่นงานเสียจนอ่อนล้าเป็นอย่างมาก ผลสุดท้ายกรงเล็บก็มีอันลื่นไถลร่วงลงมาตามผนังแก้วผลึกเรียบลื่นเป็นประกายอย่างหมดทางเลือก

หลังเสียงครูดแหลมเล็กที่ค่อนข้างเสียดแทงหู ร่างกายก็ได้ร่วงตกลงไปในน้ำอย่างงุ่มง่าม กระทบหยดน้ำกระเซ็นขึ้นมาเพียงไม่กี่หยด ไม่มีแม้แต่ระลอกคลื่นเสียด้วยซ้ำ

ขดตัวอยู่ในน้ำอย่างนึกแค้นใจ แหงนมองผนังแก้วผลึกสูงตระหง่านรอบด้าน

ความตื่นเต้นยินดีที่ได้รับชีวิตใหม่จางหายไปนานแล้ว สิ่งที่หลงเหลือคือความหงุดหงิดงุ่นง่านสุดจะบรรยาย เงาสะท้อนในน้ำที่ดูน่าสมเพชของตัวเองทำให้อดนึกไปถึงลูกเต่าน้อยสองตัวบนแท่นริมหน้าต่างในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าที่มักจะถูกเขารังแกอยู่เสมอในอดีตไม่ได้ มันสองตัวจะคลานต้วมเตี้ยมไปมาอยู่ในอ่างล้างหน้าทั้งวันโดยคิดหาทางที่จะปีนออกไปจากอ่างให้ได้อยู่เรื่อย และในตอนนั้นเขาก็ชอบที่จะใช้นิ้วมือเขี่ยตัวของลูกเต่าน้อยที่คาอยู่บนขอบอ่างให้พลิกหงายร่วงกลับลงไปในอ่างดังเดิมอย่างชั่วร้ายในตอนที่พวกมันใกล้จะทำสำเร็จอยู่รอมร่อ นึกไม่ถึงเลยว่ามาวันนี้จะถูกกรรมตามสนองเข้าให้เสียแล้ว

ร้องสาปแช่งอย่างเจ็บใจ สาปแช่งไอ้พวกบัดซบที่โยนเขามาไว้ใน “เปล” บ้าๆ นี่ เพียงแต่เสียงจากลำคอที่ยังหัดพูดไม่ได้ได้แต่เปล่งเสียงอ่อนเยาว์ดัง “กี๊ดกี๊ด” ออกมาเพียงไม่กี่ครั้ง และผลลัพธ์นี้ก็ทำให้เขายิ่งหงุดหงิดหนักเข้าไปใหญ่

ในน้ำพุหวานหมอกขาว ณ ใจกลางตำหนักกำเนิดมังกร มังกรน้อยสีขาวอมเทาลำตัวยาวประมาณสองฟุตตนหนึ่งกำลังหมอบฟุบอยู่ในน้ำ หางที่เชิดขึ้นตีผิวน้ำเบาๆ  นานๆ ครั้งจะส่งเสียงร้องออกมาสักที น้ำเสียงเต็มไปด้วยความน้อยอกน้อยใจอย่างชวนให้เวทนานัก

ความปรารถนาในชาติก่อนของเวินเยี่ยนมีเยอะมาก หากรวมความปรารถนาทั้งหมดไม่ว่าจะสมหวังหรือไม่สมหวังก็ตามเข้าด้วยกัน ต่อให้ใช้นิ้วมือทั้งสิบนิ้วมานับก็ไม่พอ ต้องใช้นิ้วเท้าทั้งหมดเข้ามาช่วยนับด้วย

แต่หลังจากที่ลองนึกดูอย่างจริงจังถึงความปรารถนาที่ตัวเองเคยคิดและเคยทำมาตั้งแต่เล็กจนโตทั้งหมด เวินเยี่ยนก็สามารถที่จะแน่ใจเป็นอย่างยิ่งอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นคือ...

เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า...สักวันหนึ่งตัวเองจะมีอันหมุนตัวขวับแล้วเปลี่ยนร่าง...กลายมาเป็นมังกร

มังกรเชียวนะ!

ไม่ใช่มังกรหัวใหญ่มหึมา สมองเล็กลีบ ซาดิสต์กระหายเลือด[1]อย่างในเรื่องจูราสสิคพาร์ค[2] แต่เป็นมังกรของแท้ มังกรในเทพนิยายของจีนที่ว่ากันว่าเป็นสัตว์เทพผู้บงการพายุวารีพิรุณเมฆหมอก

คิดดูสิว่ามันน่ามหัศจรรย์มากแค่ไหน นี่ถ้าเขียนจดหมายเล่าเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าเป็นบทความกับถ่ายรูปส่งไปให้รายการดิสคัฟเวอรี่[3] ละก็ ต่อให้ไม่ได้รางวัลพูลิตเซอร์[4]ของนักข่าว อย่างน้อยก็ต้องได้เงินรางวัลก้อนใหญ่ในฐานะที่ให้ข้อมูลของข่าวใหญ่ดังเปรี้ยงปร้างอยู่แล้ว

แน่นอนว่าก่อนจะทำอย่างนั้น ตัวเขาต้องมั่นใจเสียก่อนว่าตัวเองจะไม่ถูกจับไปเป็นหนูตะเภาในห้องทดลอง

แต่ดูจากสภาพของตัวเขาในตอนนี้ เห็นจะยังไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนี้ไปชั่วคราวแหละนะ...

ลองนึกถึงภาพเทพมังกรเหาะเหินโลดทะยานอย่างทรงอำนาจน่าเกรงขามบนกำแพงเก้ามังกรในพระราชวังต้องห้ามของปักกิ่ง...เศียรใหญ่มหึมา ปากแสยะอ้ากว้าง ฟันเขี้ยวแหลมคม ลิ้นเช่นอสรพิษ นัยน์ตากลมดิก ขนพลิ้วยาวสองข้างหู เขาทั้งคู่เรียวยาว ริมฝีปากมีหนวด ปลายคางมีเครา ลำคอเล็กเรียว ส่วนท้องค่อนข้างใหญ่ บนหลังมีครีบ เกล็ดกลมแบนเรืองแสงสีหม่นอยู่รำไร ขยับกายเหาะทะยานปรากฏอยู่วูบวาบท่ามกลางหมู่เมฆที่ห้อมล้อม เลื้อยปราดอย่างแคล่วคล่องอยู่ท่ามกลางภัยธรรมชาติของฟ้าดิน นัยน์ตาทรงอำนาจชวนครั่นคร้ามส่งผลให้มวลสรรพชีวิตต่างต้องก้มหน้ามิหาญต่อตา หยิ่งผยองประกาศศักดาไปทั่วผืนปฐพี

ว่าแล้วก็หันมามองเงาสะท้อนของตัวเองในน้ำอีกครั้ง

นั่นมันงูชัดๆ...แถมยังเป็นงูที่เป็นโรคขาดสารอาหารเสียด้วย หากไม่ใช่เพราะเขาบนศีรษะพอจะฝืนใจช่วยแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของความเป็นมังกรละก็ นี่ถ้าจับตัวเขาไปใส่ไว้ในสวนสัตว์ มีหวังได้ถูกคนเดินผ่านไปมา 8-9 ใน 10 คนชี้หน้าเรียกว่า “ตัวประหลาดที่เกิดจากยีนกลายพันธุ์” แหงๆ

เฮ้อ...

ไอ้เรื่องที่กลายมาเป็นมังกรนั้นยังพอทำเนา แต่นี่ยังดันเป็นลูกมังกรที่เห็นได้ชัดเสียยิ่งกว่าชัดว่าขาดสารอาหารมาตั้งแต่ตอนอยู่ในท้องแม่นี่สิ ตัวเขาอุตส่าห์โชคร้ายถูกลดขั้นวิวัฒนาการจากสัตว์ประเสริฐลงมาเป็นสัตว์เลื้อยคลานแล้วแท้ๆ  ทำไมถึงไม่ยอมให้ร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ดีกับเขาอีกเล่า?

ร่างเล็กกระจ้อยร่อยสีขาวซีดนี้นอกจากจะประกาศให้ได้รับรู้ถึงความโชคร้ายร่างกายอ่อนแอมาแต่กำเนิดเหมือนอย่างเมื่อชาติก่อนแล้ว ที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่าคือมังกรทองน้อยที่เกิดก่อนเขานั่น พอคลอดออกมาปุบก็สามารถรัดแขนของท่านพ่อราชามังกรเสียแน่นเป็นการอ้อนได้ในทันที ส่วนตัวเขานี่สิต้องเสียเวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะทำความเข้าใจได้ว่าต้องสั่งการเจ้าร่างกายที่ไม่คุ้นเคยเอาเสียเลยนี่อย่างไร มีแต่สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าไอ้กิริยา “ขดตัว” บ้าบอคอแตกนี่น่ะ มันทำได้ยากเย็นแสนเข็ญมากแค่ไหน

ขณะที่เวินเยี่ยนกำลังพยายามทำความคุ้นชินกับร่างกายและทำให้ตัวเองยอมรับความจริงอันน่าขันเรื่องที่ต้องกลายมาเป็นมังกรนั่นเอง เด็กหนุ่มก็ได้ยินคำพูดสุดเย็นชาของบรรดาขุนนางใหญ่ที่มาเยี่ยมดูเข้าให้โดยบังเอิญอย่างไม่ทันตั้งตัว

“องค์ชายเจ็ดทรงอ่อนแอถึงเพียงนี้ เกรงว่าวันหน้าคงยากจะคุ้นชินกับห้วงอากาศเฮ่าฮั่น[5]แห่งพิภพพญามังกรได้เช่นกัน แทนที่จะปล่อยให้ผูกพันนานวันจนยากจะตัดรอน มิสู้หักใจสละทิ้งเสียแต่ตอนนี้ ขอใต้ฝ่าพระบาทได้โปรดตระหนักในเจตนาแห่งสวรรค์ ให้องค์ชายเจ็ดได้หวนกลับคืนสู่ปรภพและหวนกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งเสียแต่เนิ่นๆ ด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

ผู้ที่กล่าวคำพูดประโยคนี้คือตาแก่หนวดเคราขาว ใบหน้าที่ดูเหมือนจะมีเมตตานั่นกลับกล่าวคำพูดสุดแสนโหดร้ายแบบนี้ออกมาได้ลงคอ แหมมันช่าง...อยากจะโถมเข้าไปงับให้จมเขี้ยวจริงๆ ให้ตายสิ

แต่แล้วเวินเยี่ยนก็ได้ทราบถึงสาเหตุที่ตาแก่พูดออกมาดังนี้จากปากของราชามังกรในเวลาอันรวดเร็ว

เผ่ามังกร...น้อยครั้งมากที่จะมีฝาแฝดถือกำเนิด ต่อให้ตอนที่ตั้งครรภ์เป็นครรภ์แฝด ตลอดช่วงเวลาที่ตั้งครรภ์ ทารกทั้งสองในครรภ์มารดาก็จะแย่งชิงสารอาหารกันโดยสัญชาตญาณ มังกรทารกตนที่มีพลังชีวิตแข็งแกร่งกว่าจะได้รับสารอาหารแทบทั้งหมดไป จะอยู่รอดมาได้และรอจนกว่าจะถึงกำหนดคลอด ส่วนมังกรทารกอีกตนหนึ่งนั้นเนื่องจากขาดแคลนสารอาหาร จึงแทบไม่เหลือความเป็นไปได้ที่จะรอดชีวิตจนถึงกำหนดคลอด และในกรณีทั่วไป ต่อให้รอดมาได้จนถึงกำหนดคลอด ก็มักจะเสียชีวิตในตอนที่คลอด

แม้จะไม่ทราบว่าเวินเยี่ยนรอดชีวิตมาได้อย่างไร ถึงอย่างนั้นเมื่อดูจากเงื่อนไขในการเจริญเติบโตของลูกมังกรแห่งเผ่ามังกรแล้ว เวินเยี่ยนซึ่งร่างกายอ่อนแอไม่มีทางที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างแน่นอน เพราะไม่เพียงแต่ไม่สามารถดูดรับ “กระแสอากาศเฮ่าฮั่น” ภายในพิภพพญามังกรซึ่งเป็นกระแสอากาศที่เปี่ยมไปด้วยคุณสมบัติสามารถช่วยในการฝึกฝนพลังฤทธิ์และช่วยในการเจริญเติบโตให้แก่เผ่ามังกรโดยธรรมชาติได้เท่านั้น ในระหว่างขั้นตอนการเจริญเติบโต ตัวเขายังจะต้องเผชิญกับการเคี่ยวกรำจากความเจ็บป่วยอีกสารพัด

ด้วยเหตุนี้เพื่อผลลัพธ์ในระยะยาว ผู้อาวุโสจึงคิดว่าจัดการฆ่าเวินเยี่ยนเสียตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นทารกแบเบาะจะดีกว่า เพื่อจะได้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานในวันหน้าจนทำให้คนอื่นๆ ต้องพลอยเจ็บปวดใจไปด้วย

ส่วนตัวผู้รักษาสูงสุดแห่งเผ่ามังกรเองก็ใช้ความเงียบเป็นการสนับสนุนการตัดสินใจอันโหดเหี้ยมนี้กลายๆ เช่นกัน

ถึงแม้เหตุผลนี้จะโหดร้าย แต่ก็ไม่อาจนับว่าสิ้นไร้มนุษยธรรมโดยสิ้นเชิงเสียทีเดียว เพราะในสังคมมนุษย์เอง เมื่อพบว่าทารกในครรภ์มารดาเป็นทารกที่ผ่าเหล่ามีรูปร่างผิดปกติ พวกหมอก็มักจะแนะนำให้แม่ของเด็กตัดใจจากทารกในครรภ์เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าก็ต้องคำนึงถึงความผูกพันระหว่างแม่กับลูกด้วย แต่บางครั้งความเป็นจริงของชีวิตก็บังคับให้คนเราต้องคิดให้มากยิ่งกว่าเหมือนกัน

สุดท้ายราชามังกรได้ปฏิเสธคำร้องขอของเหล่าผู้อาวุโส

“บุตรของข้า ต่อให้อ่อนแอเพียงใด ก็จะใช้ความตายเป็นการเลี่ยงหนีไม่ได้”

หลังจากกล่าวทิ้งท้ายด้วยคำพูดนี้แล้ว ราชามังกรก็คว้าตัวเวินเยี่ยนที่เพิ่งจะหัดขดตัวเป็นหมาดๆ มาจากอ้อมอกของพี่เลี้ยง หลังจากนั้นเด็กหนุ่มก็ถูกนำมาวางเอาไว้ใน “เปล” ที่เป็นเหมือนอ่างเลี้ยงเต่าเปลนี้

 

เวินเยี่ยนยอมรับว่าในตอนแรกเขาถูกคำพูดอย่างไม่มีการลังเลนั้นของราชามังกรทำเอาซาบซึ้งตื้นตันใจอยู่พักใหญ่จนถึงขนาดคิดว่าการที่เขาต้องมาเกิดเป็นมังกรอย่างผิดคาดในชาตินี้ อาจเป็นเพราะสวรรค์เบื้องบนรู้สึกผิดต่อตัวเขาที่ในชาติก่อนแย่งชิงความรักของพ่อแม่ไปจากเขาก็เป็นได้ ดังนั้นในชาตินี้จึงจงใจชดเชยให้เขาด้วยของขวัญชิ้นใหญ่

แต่แล้วเมื่อเวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไป ห้องอันว่างเปล่าไร้ผู้คน ประกอบกับความหิวโหยที่ดำเนินติดต่อกัน ได้ทำให้เวินเยี่ยนเริ่มมีเหตุผลที่จะนึกระแวงสงสัยว่าพวกตาแก่ที่ยึดถือนโยบายเลี้ยงแต่เด็กที่แข็งแรงเลี้ยงง่ายพวกนั้นอาจจะยังไม่ละความพยายามที่จะฆ่าเขาทิ้งก็เป็นได้ และแอบคิดหาทางทำให้เขาต้องอดตาย เพื่อจะได้กลายเป็นการตกตายไปเองตามธรรมชาติโดยปริยาย

สามวันเต็มๆ เข้าไปแล้ว แม้จะไม่ทราบชัดเจนว่าดินแดนประหลาดพิลึกแห่งนี้เขานับเวลากันอย่างไร แต่ดูจากที่แสงสว่างและความมืดข้างนอกเวียนสลับติดต่อกันไปแล้วสามรอบ เวินเยี่ยนก็มีเหตุผลเต็มที่ที่จะเชื่อว่าขืนเขารอต่อไป ก็ไม่มีทางที่จะมีใครเอาอาหารมาให้เขากินอย่างแน่นอน เพราะเคยมีทหารที่บังเอิญเดินผ่านทางมากระซิบคุยกันอย่างตื่นเต้นที่หน้าประตูว่าทั่วทั้งเผ่ามังกรต่างกำลังเลี้ยงฉลองกันอย่างยินดีที่ราชินีมังกรให้กำเนิดองค์ชายมังกรทองซึ่งยากยิ่งจะได้พบเห็น

มังกรทองจะถือกำเนิดเพียงห้าล้านปีต่อหนึ่งตนเท่านั้น มังกรทองทุกตนล้วนแต่จะกลายเป็นมังกรผู้แกร่งกล้าที่แข็งแกร่งและทรงฤทธิ์มากที่สุดในพิภพพญามังกรทั้งสิ้น ซึ่งสำหรับเผ่ามังกรที่เทิดทูนฤทธิ์เดชอำนาจแล้ว การถือกำเนิดของมังกรทองในพิภพพญามังกรแห่งนี้นับเป็นเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญที่คู่ควรแก่การให้ทั่วทั้งเผ่าจัดงานเฉลิมฉลองอย่างแน่นอนไม่เป็นที่กังขา

เมื่อได้ยินคำสนทนานั้น นอกจากจะทำให้เวินเยี่ยนยิ่งเจ็บใจที่ตัวเองถูกปฏิบัติอย่างแตกต่างแล้ว เด็กหนุ่มก็ยิ่งแน่ใจในเรื่องหนึ่ง นั่นคือ...

ในตอนนี้ไม่มีทางที่จะมีใครมาจำได้ว่าตัวเขา...ลูกมังกรที่เกิดมาเป็นฝาแฝดขององค์ชายมังกรทองผู้ยิ่งใหญ่ทั้งที แต่กลับขาวซีดไปทั้งตัว พิกลพิการ และไม่มีแม้กระทั่งลักษณะเด่นพื้นฐานของมังกร...เป็นตายร้ายดียังไงบ้างอย่างเด็ดขาด

เวินเยี่ยนเบ้ปาก นึกในใจอย่างเดือดปุดๆ ว่าเมื่อชาติก่อน เขาก็เป็นคนที่ไม่เคยยอมเสียเปรียบใครอยู่แล้ว ภาษิต “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” คือหลักการและคติประจำใจยามใช้ชีวิตอยู่ในป่าคอนกรีตแห่งนั้นของเขาเสมอมา ไม่มีเหตุผลเลยสักนิดว่าเมื่อเปลี่ยนร่างกายและสภาพแวดล้อมไปจากเดิมแล้ว เขาจะต้องพลอยเปลี่ยนหลักการที่เฝ้ายึดถืออย่างเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นมาโดยตลอดนี้ด้วย อย่าว่าแต่หลังจากผ่านประสบการณ์ในการตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ความตายก็ไม่ได้สร้างความแตกตื่นหวาดกลัวให้แก่เวินเยี่ยนอีกต่อไป

ถ้าเจ้าพวกแก่แล้วดันไม่ยอมอยู่ส่วนแก่นั่นคิดจะใช้วิธีห่วยแตกนี่มาจัดการกับเขาละก็ เห็นจะต้องขอประทานโทษซะแล้ว! เพราะเขาไม่มีความจำเป็นใดๆ จะต้องไปเห็นแก่ “เจตนาดี” ของตาแก่พวกนั้นสักนิด

หากการที่ตัวเขาในชาตินี้ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้เนิ่นนานเท่าที่ควรเป็นเพราะดินแดนแห่งนี้ไม่คิดที่จะรับเขาเอาไว้ เช่นนั้นอย่างน้อยก็ขอให้เขาได้ใช้ชีวิตอยู่ดังที่ใจปรารถนาไปตราบจนนาทีที่มัจจุราชมาเยือนเถิด

แต่ถ้าหากมันเป็นเพราะสิ่งมีชีวิตในดินแดนนี้ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจที่จะยอมรับตัวเขา อย่างนั้นเขาก็ไม่รังเกียจที่จะใช้พลังของตัวเองสร้างพื้นที่ซึ่งกว้างใหญ่พอที่จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสบายให้แก่ตัวเขาเอง

ผงกศีรษะขึ้นมาจากก้นอ่างอย่างฉับพลัน ทอดตามองไปยังขอบ “เปล”  หางสีขาวอมเทาสะบัดตีผิวน้ำโดยแรง ตลอดร่างเล็กเรียวกระโจนขึ้นสู่กลางอากาศอีกครั้ง...

 

 

อ๋าวจวินเจ๋อเดินทอดน่องเนิบช้าอยู่บนผืนพรมสีแดงซึ่งปูทอดตรงไปยังตำหนักประสูติมังกร มือซึ่งซุกอยู่ในแขนเสื้อกว้างใหญ่ขยับคะเนน้ำหนักตานจูมังกรนิล[6]ซึ่งฟังว่าเป็นมรดกตกทอดจากมังกรแห่งยุคบรรพกาล

ตานจูสีแดงชาดแผ่ความร้อนเบาบางอยู่ตรงปลายนิ้ว มุมปากอ๋าวจวินเจ๋อคลี่ยิ้มเบาบางเจ้าเล่ห์ออกมาอย่างเผลอไผล ใบหน้าซึ่งกาลก่อนเคยได้ชื่อว่าเป็นชายหนุ่มรูปงามอันดับหนึ่งแห่งพิภพพญามังกรทอประกายแห่งเสน่ห์เย้ายวนระคนร้ายกาจด้วยรอยยิ้มเบาบางนี้ในบัดดล

ตาเฒ่าเซียงซีนั่น ตอนอยู่ในท้องพระโรงละทำเป็นตีหน้าเครียดพูดปาวๆ ว่าองค์ชายน้อยทรงอ่อนแอและสิ้นพระชนม์ได้โดยง่าย จะยอมใจอ่อนในวันนี้จนกลายเป็นการสร้างความทุกข์ทรมานให้แก่องค์ชายน้อยในวันหน้าไปตราบจนชั่วชีวิตไม่ได้ องค์ราชามังกรควรจะเร่งตัดใจเสียแต่เนิ่นๆ  ทั้งสีหน้าและคำพูดนี่บอกเต็มที่ว่า “ต้องฆ่าเดี๋ยวนี้ ไม่มีการต่อรอง”

รอจนคนอื่นเริ่มอ้าปากพูดตามแรงกระตุ้นจนไปจุดไฟโทสะของราชามังกรให้ลุกฮือแล้ว ตาเฒ่านั่นก็กลับเก็บธงรบหยุดตีกลอง[7]ไปยืนหลบอยู่ตรงมุมห้องแทนทันทีพร้อมกับจงใจปั้นสีหน้า “ตัวข้านี้ถือสถานการณ์ใหญ่เป็นหลัก ไม่มีทางยอมอ่อนข้อให้อย่างเด็ดขาด” และใช้อาการนิ่งเงียบเป็นการประท้วงไฟโทสะของราชามังกร

แต่ครั้นการประชุมขุนนางสิ้นสุดลง ชั่วพริบตาที่ราชามังกรเดินออกจากท้องพระโรงเลี้ยวเข้าสู่มุมลับตาแห่งหนึ่ง ตาเฒ่าเซียงซีก็แทบอดใจรอไม่ไหวรีบแอบยัดตานจูมังกรนิลที่เก็บรักษามาหลายพันปีใส่มืออ๋าวจวินเจ๋ออย่างเงียบกริบ สีหน้าทอแววร้ายกาจเต็มที่บนดวงหน้าซื่อสัตย์ภักดีเมตตาปรานีนั้น หากใครได้มาเห็นเข้าละก็ มีหวังหลงคิดว่าตัวเองได้เจอกับดอกไม้ปิศาจหน้าคน…ปิศาจดอกไม้ที่สามารถจำแลงร่างเป็นคนหน้าตาแบบใดก็ได้เข้าให้แล้วเป็นแน่

เขารู้อยู่แล้วว่าตาจิ้งจอกเฒ่าหน้าไหว้หลังหลอกคนนี้เจ้าเล่ห์ยิ่งกว่าใครทั้งนั้น นอกจากจะชอบเสแสร้งวางมาดทรงภูมิน่าพึ่งพาต่อหน้าคนทั่วไปแล้ว ตาเฒ่านี่ยังชอบเล่นกลยุทธ์พูดตรงข้ามกับที่ใจคิดเพื่อแกล้งหลอกปั่นหัวพวกขุนนางบุ๋น[8]ที่ยกย่องเทิดทูนเขาเป็นขุนนางตัวอย่างแห่งเผ่ามังกรเป็นที่สุด

เมื่อครู่ตอนอยู่ในท้องพระโรง เมื่อตาเฒ่าเซียงซีเอ่ยนำขึ้นแบบนั้น ก็ไม่เพียงแต่ทำให้ความขัดแย้งที่เดิมทีอาจจะซ่อนเร้นเป็นคลื่นใต้น้ำถูกดันขึ้นมาให้เห็นกันจะๆ อย่างถนัดถนี่ เพื่อที่ราชามังกรจะได้สามารถบอกกล่าวการตัดสินใจเด็ดขาดที่จะปกป้องลูกเจ็ดออกมาให้ทุกคนได้ทราบอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งเท่านั้น หากยังเป็นการตัดโอกาสที่ขุนนางในราชสำนักจะเสนอข้อเรียกร้องแบบเดียวกันนี้ขึ้นมาในวันข้างหน้าทางอ้อมอีกด้วย

มิอาจไม่ยอมรับว่ากลยุทธ์ในครั้งนี้ของเซียงซีลงมือได้เลิศล้ำดีแท้ คาดว่าเวลานี้ตาเฒ่านั่นคงจะกำลังนั่งซุกตัวแอบหัวเราะร่าอยู่ตรงมุมไหนสักมุมเป็นแน่

เมื่อนึกถึงภาพใบหน้ายิ้มชั่วร้ายของเซียงซี อ๋าวจวินเจ๋อก็ตัดสินใจว่าวันหน้าเมื่อลูกเจ็ดโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาจะต้องเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ลูกเจ็ดฟังอย่างแน่นอนว่า “ตอนที่เจ้าเพิ่งเกิด เซียงซีเคยคิดจะส่งเจ้าไปอยู่ในสุสานราชวงศ์ในทันทีด้วยละ”

จากนั้นให้เจ้าหนูไปจัดการกลั่นแกล้งทรมานจิ้งจอกเฒ่านั่นให้หนำใจเอาเอง...

ความคิดค่อนข้างชั่วร้ายของอ๋าวจวินเจ๋อได้ถูกภาพตรงหน้าซึ่งปรากฏให้เห็นผ่านผนังผลึกมังกรขัดให้สะดุดชะงักในทันทีที่ผลักเปิดประตูบานใหญ่ของตำหนักประสูติมังกร

 

แม้ตำหนักประสูติมังกรจะเป็นส่วนหนึ่งของวังอนุบาลมังกรซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดาวังที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้อนุบาลทายาทรุ่นหลังของเผ่ามังกร ถึงกระนั้นนับตั้งแต่เริ่มสร้างตำหนักมาจนถึงบัดนี้เป็นเวลานับพันนับหมื่นปี โอกาสที่จะได้ใช้ตำหนักแห่งนี้กลับมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย เพราะมีเพียงทารกมังกรที่เพิ่งคลอดออกมาได้ไม่นานก็ถูกทำร้ายเท่านั้นจึงจะมีโอกาสมาอยู่ในตำหนักประสูติมังกรแห่งนี้

ถึงแม้ภายในตำหนักประสูติมังกรแทบจะว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย จะมีก็แต่คูหาเร้นแก้วผลึก[9]รูปทรงถังน้ำกว้าง ยาว และสูงสามฉื่อสามชุ่น[10]ที่เว้าลึกลงไปในพื้นซึ่งอยู่ ณ ใจกลางของตำหนัก แต่ชาวเผ่ามังกรทุกคนต่างก็ทราบดีว่า ตำหนักประสูติมังกรแห่งนี้มิได้ด้อยไปกว่าตำหนักกุมารมังกรที่องค์ราชินีมังกรให้กำเนิดบุตรแม้แต่น้อย เนื่องเพราะภายในฐานของตำหนักประสูติมังกรได้ซ่อนเร้น “ศิลาหัวใจเทพมังกร” อันเป็นหนึ่งในสามซากสังขารที่มังกรแห่งบรรพกาลเหลือตกทอดมา...

ปกติแล้วยามเมื่อมังกรตายดับ ร่างกายจะแปรสภาพเป็นน้ำ จะคงเหลือก็แต่เพียงมุกเนตรมังกรและศิลาหัวใจ ซึ่ง “ศิลาหัวใจ” นี้ก็คือหัวใจของมังกรที่จะแปรสภาพกลายเป็นหินหลังจากที่มังกรสิ้นชีพนั่นเอง...

ศิลาหัวใจมังกรนี้สามารถก่อเกิดพลังประหลาดเฉพาะชนิดหนึ่ง โดยพลังนี้จะสามารถชะล้างอากาศภายในตำหนักประสูติมังกรทั้งหมดให้บริสุทธิ์ ทั้งยังสามารถช่วยรักษาอุณหภูมิภายในตำหนักให้คงที่ มิให้ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิภายนอกตำหนัก

ส่วนคูหาเร้นแก้วผลึกที่วางอยู่ ณ ใจกลางของตำหนักประสูติมังกรนั้นยิ่งแกะสลักจากแก้วผลึกทะเลหมื่นปี บนพื้นก้นของคูหาเร้นได้เสริมด้วยคาถาเร้นไอทิพย์แห่งฟ้าดินซึ่งใช้โลหิตของราชามังกรแทนน้ำหมึกจารึกเอาไว้เป็นจำนวนสามสิบสามล้านสามแสนสามหมื่นตัวอักษร  รวมเข้ากับน้ำพุหวานหมอกขาวที่ไปเก็บมาจากทะเลเมฆแห่งสวรรค์ชั้นเก้า ทำให้สามารถกล่าวได้ว่า “คูหาเร้น” แทบจะเป็นเหมือนกับมดลูกที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเลยทีเดียว

เมื่อวางทารกมังกรที่เกิดมาในสภาพร่างกายอ่อนแอเอาไว้ในคูหาเร้นนี้ แม้จะไม่สามารถรักษาอาการขาดสารอาหารบำรุงยามอยู่ในครรภ์มารดาให้หายขาดได้ แต่ก็ถือเป็นวิธีการ “แปรรูปรอบที่สอง” ที่ดีที่สุดสำหรับทารกมังกรอยู่นั่นเอง

แต่ในยามนี้อ๋าวจวินเจ๋อกลับให้นึกสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าตอนที่สร้างตำหนักประสูติมังกรแห่งนี้ขึ้นมา ได้มีการลงคาถาผิดบทใช่หรือไม่ หรือว่าการออกแบบเกิดความผิดพลาดประการใด ไม่เช่นนั้นเหตุไฉนตอนนี้ดูไปแล้วคูหาเร้นนั่นไม่เพียงแต่ไม่ได้ดูเหมือนกับมดลูกประดิษฐ์อันอบอุ่นอ่อนโยนเท่านั้น แต่ยังเหมือนจะกลายเป็นสถานที่ซึ่งให้ยากระตุ้นประสาทมากเกินขอบเขตแก่ทารกมังกรลูกของเขาอีกด้วย!

ลูกเจ็ดตัวน้อยแสนจะอ่อนแอเพราะถูกแย่งชิงสารอาหารบำรุงไปหมดสิ้นที่น่าสงสารของเขา เหตุใดจึงไม่ได้นอนดูดซับสารบำรุงที่คูหาเร้นมอบให้อยู่ในน้ำพุหวานหมอกขาวอย่างสงบนิ่งอ่อนแรง หากแต่กลับพยายามที่จะกระโดดออกมาข้างนอกคูหาเร้นอย่างสุดชีวิตราวกับว่าเผลอไปกินยากระตุ้นประสาทเข้าให้เช่นนั้นเล่า?

ถึงแม้อาการตัวแปะแนบอยู่กับผนังแก้วผลึกแล้วลื่นพรืดลงไปด้านล่างจะดูขบขันน่ารักอย่างยิ่งก็ตาม แต่การเคลื่อนไหวอย่างหักโหมเกินไปเช่นนี้อาจจะถือเป็นเพียงการละเล่นประเภทหนึ่งสำหรับมังกรทารกที่ร่างกายแข็งแรงทั่วๆ ไปก็จริงอยู่ ทว่าสำหรับมังกรทารกที่ร่างกายอ่อนแอแล้ว มันไม่ได้ต่างอะไรเลยกับการฆ่าตัวตาย

“กี๊ด...”

เสียงค่อนข้างแหลมเล็กของเล็บมังกรที่ครูดกับผนังแก้วผลึกสะกิดให้อ๋าวจวินเจ๋อได้สติจากอาการตกตะลึง ราชามังกรผู้เยือกเย็นเป็นเนืองนิตย์ได้แสดงอาการร้อนรนออกมาทันทีอย่างยากจะได้พบเห็น ผลักประตูตำหนักประสูติมังกรเปิดออกโดยแรง วิ่งพรวดอย่างรวดเร็วตรงเข้าไปหามังกรน้อยผู้โชคร้าย “ร่วงตก” ลงไปอีกครั้ง

ไม่ทราบเป็นเพราะมองเห็นคนแปลกหน้าเข้ามาในห้องหรืออย่างไร หรือเป็นเพราะถูกกระทบกระเทือนลึกล้ำเกินไป มังกรน้อยผู้ประสบความล้มเหลวอย่างรุนแรงได้หดตัวจมดิ่งลงสู่ก้นอ่างทั้งตัว ศีรษะเล็กๆ แหงนเงยอยู่ตรงก้นสระ นัยน์ตาถลึงจ้องตรงมายังผู้มาใหม่ด้วยสายตาระวังตัวแจ

 

ชั่วพริบตาที่ย่างก้าวเข้าสู่ตำหนักประสูติมังกร สายลมอ่อนจางซึ่งพัดมากระทบใบหน้ายิ่งทำให้สีหน้างามสง่าคมคายของราชามังกรเปลี่ยนเป็นเครียดคล้ำในบัดดล

ยามย่างเท้าเข้าสู่ตำหนักประสูติมังกรซึ่งเดิมทีควรจะอบอุ่นดุจวสันต์[11] สิ่งที่อ๋าวจวินเจ๋อรู้สึกกลับมีเพียงคำเดียวเท่านั้น...หนาว

แม้จะไม่ใช่ความรู้สึกหนาวเหน็บเสียดกระดูก แต่กระทั่งราชามังกรที่เป็นมังกรโตเต็มวัย ทั้งยังเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์แล้วเช่นเขายังสามารถรู้สึกได้ถึงความหนาวยะเยือกอย่างเบาบาง ดังนั้นอย่าว่าแต่มังกรทารกที่เพิ่งจะคลอดได้ไม่นานซึ่งอยู่ในน้ำนั่นเลย

และยามเมื่อมือของอ๋าวจวินเจ๋อสัมผัสถูกคูหาเร้น ความเย็นเฉียบที่ถ่ายทอดผ่านมาทางมือยิ่งทำให้ราชามังกรรู้สึกได้ถึงไฟโทสะอันแรงกล้าสุดเปรียบปานที่ระเบิดเปรี้ยงขึ้นภายในใจ

ถึงไม่ต้องถาม ชายหนุ่มก็ทราบได้ในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น

มีคนแอบผนึกพลังของตำหนักประสูติมังกรทั้งตำหนักลับหลังเขา เพื่อทำให้ตำหนักอันเป็นสถานที่โอบอุ้มดูแลชีวิตแห่งนี้กลายสภาพเป็นทางเข้าสู่นรกภูมิ...ตำหนักสำหรับคร่าชีวิต

อ๋าวจวินเจ๋อล้วงมือลงไปในน้ำ ช้อนร่างบุตรชายตัวน้อยซึ่งแสดงท่าทีเป็นศัตรูกับเขาเต็มที่ขึ้นมา แล้วกรีดปลายนิ้วเรียวยาวผ่านนิ้วชี้อย่างไม่สนใจข้อถือสาใดๆ ทั้งสิ้น หยดสีแดงฉานหยาดไหลออกมาในบัดดล จากนั้นยัดนิ้วชี้เข้าไปในปากน้อยๆ อย่างหาความอ่อนโยนไม่ได้แม้สักนิดพร้อมกับเดินปราณถ่ายทอดพลังเข้าสู่ตานจูมังกรนิลในมือ เพื่อให้ความอบอุ่นที่ตานจูแผ่ออกมาครอบคลุมตลอดทั่วทั้งตัวของมังกรน้อยเอาไว้

“ถ้าไม่อยากตายก็รีบกินเข้าไปซะ

แม้ทราบดีว่าการพูดกับลูกมังกรที่เพิ่งจะคลอดออกมาได้เพียงสามวันไม่ได้แตกต่างอะไรเลยกับการสีซอให้ควายฟัง แต่อ๋าวจวินเจ๋อก็ยังคงตะคอกเบาๆ ใส่มังกรน้อยอย่างโง่เขลาอยู่ดี เป็นการตะคอกเนื่องจากความร้อนใจ เพราะถึงแม้สิ่งมีชีวิตซึ่งมีชื่อว่า “มังกร” จะถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่งสูงสุดของฟ้าดินก็ตาม กระนั้นลูกมังกรก็อ่อนแอและแตกสลายได้ง่ายดายเช่นเดียวกัน อย่าว่าแต่มังกรน้อยในมือเขาตนนี้ยังร่างกายอ่อนแอมาแต่กำเนิดอีกด้วย ทั้งยังต้องมาอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบกลางแจ้งที่แทบจะไม่มีสิ่งใดช่วยปกป้องโดยสิ้นเชิงแบบนี้ถึงสามวัน ซึ่งกล่าวได้ว่าน่าสะพรึงกลัวและได้ผลยิ่งเสียกว่ายันต์ทวงชีวิตใดๆ ทั้งนั้น

และการที่มังกรน้อยพยายามหาทางหนีออกจากคูหาเร้นอย่างไม่ยอมหยุดด้วยการพยายามที่จะปีนผนังแก้วผลึกอยู่ตลอดเวลานั้น ถึงแม้ความร้อนอันเกิดจากการเคลื่อนไหวจะทำให้มังกรน้อยสามารถรอดตายจากการแข็งตายอยู่ในตำหนักที่ร้างผู้คนแห่งนี้ได้ชั่วคราว แต่การออกแรงเคลื่อนไหวอย่างหักโหมจนเกินไปได้ทำให้ร่างกายที่เดิมทีมีสีขาวอมเทาแทบจะสูญเสียประกายทั้งหมดไป

ร่างเล็กๆ นั้นขดเข้าหากัน ดูหม่นหมองไร้ประกายเสียจนราวกับสามารถที่จะสลายหายไปจากอุ้งมือของเขาได้ทุกเวลา

ด้วยเหตุนี้อ๋าวจวินเจ๋อจึงใช้เลือดของตนป้อนให้มังกรน้อยดื่มทันทีโดยไม่จำเป็นต้องคิดไตร่ตรองให้เสียเวลา แม้ว่ารสชาติคงจะแย่ไม่ใช่น้อย แต่ในฐานะที่เป็นราชามังกร เลือดของเขาจะแฝงแก่นธาตุพลังของฟ้าดิน มีความแกร่งกร้าวสูงสุด ร้อนแรงสูงสุด และถือเป็นยาช่วยชีวิตแบบฉุกเฉินที่ได้ผลที่สุด

มังกรน้อยเหมือนจะทราบได้เช่นกันว่าบิดาของตนร้อนใจด้วยสาเหตุใด จึงกัดปลายนิ้วที่มีเลือดไหลของราชามังกร งอลำคอ ยื่นกรงเล็บน้อยๆ ตรงหน้าอกออกไปโอบนิ้วสีขาวนวลนั้นเอาไว้ ก่อนจะดูดกลืนทีละคำเล็กๆ  ขณะเดียวกันไออุ่นที่ตานจูมังกรนิลซึ่งอยู่ข้างกายแผ่ออกมายังช่วยให้มังกรน้อยรู้สึกสบายอย่างมาก จึงยื่นหางที่งอโค้งไปเกี่ยวตานจูเอาไว้อย่างระมัดระวัง แล้วค่อยๆ ม้วนรั้งขึ้นมาช้าๆ โดยแทบจะขดตัวทั้งตัวอยู่บนตานจูนั้น

อ๋าวจวินเจ๋อมองมังกรน้อยค่อยๆ ดูดอย่างมีกำลังมากขึ้นทีละเล็กละน้อยแล้วค่อยรู้สึกวางใจลงได้บ้าง แม้ว่าการป้อนเลือดมังกรให้ลูกมังกรแรกเกิดดื่มจะไม่เป็นผลดีต่อการเจริญเติบโตในวันข้างหน้าของลูกมังกรก็ตาม แต่เวลานี้เขาไม่มีใจจะไปใส่ใจอะไรมากมายแบบนั้นแล้ว ขอแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ได้ก่อน ส่วนเรื่องหลังจากนั้น...ค่อยว่ากันอีกที

 

เวินเยี่ยนหาได้ทราบไม่ว่าหลังจากนั้นเกิดเรื่องใดขึ้น เด็กหนุ่มทราบเพียงว่าเหตุการณ์ในตำหนักประสูติมังกรได้ทำให้ราชามังกรอ๋าวจวินเจ๋อบันดาลโทสะครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์ และได้จัดการชำระสะสางลงโทษเหล่าขุนนางไปรวมเบ็ดเสร็จเกือบสามร้อยคน

ฟังว่าเหล่าขุนนางผู้ซึ่งถือว่าพวกตนนั้น “เพื่อความสงบสุขในวันหน้าของเผ่ามังกรแล้วไม่หวั่นเกรงแม้ต้องสะกิดเกล็ดย้อน[12]ให้องค์ราชาต้องพิโรธ” ได้ถูกราชามังกรจับโยนตรงไปกวาดพื้นถนนในสุสานราชวงศ์จนหมดสิ้น

หลังจากนั้นไม่นาน องค์ชายหกก็สามารถเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ได้อย่างราบรื่น และตามธรรมเนียมของเผ่ามังกร เมื่อเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ได้แล้ว ก็จะสามารถได้รับนามจากบิดา องค์ชายหกใช้แซ่ตามบิดา มีนามว่า ซวิ่น นามรอง[13] อวี้ถิง

ในวันเดียวกันนั้น ราชามังกรอ๋าวจวินเจ๋อก็ได้กระทำการขัดต่อธรรมเนียมโดยมอบนามให้แก่องค์ชายเจ็ดซึ่งยังมิได้เปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ว่า อ๋าวเยี่ยน

ทุกคนในเผ่ามังกรต่างทราบดีว่าเหตุใดองค์ราชามังกรจึงได้ทำเช่นนี้

เนื่องจากหากมังกรไม่สามารถเปลี่ยนร่าง ก็จะไม่อาจได้รับนาม และมังกรที่ไม่มีนามนั้น เมื่อตายไปแล้วก็จะสลายไปจนสิ้นไม่มีสิ่งใดหลงเหลือ ทั้งยังไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะตั้งป้ายหินจารึกนามเสียด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่จะให้เข้าไปฝังอยู่ในสุสานราชวงศ์

ในสายตาของทุกคน มังกรน้อยซึ่งถูกราชามังกรอ๋าวจวินเจ๋อโอบอุ้มคุ้มครองเอาไว้ในวงแขนอย่างระมัดระวังตนนั้นแทบไม่แตกต่างอะไรเลยกับสิ่งมีชีวิตที่ตายไปแล้ว เนื่องเพราะนับตั้งแต่ดื่มโลหิตมังกรลงไปเมื่อตอนอยู่ในตำหนักประสูติมังกร มังกรน้อยก็เอาแต่พันตัวรอบตานจูมังกรนิลจมดิ่งสู่ห้วงนิทราอย่างลึกล้ำโดยไม่ได้ฟื้นตื่นขึ้นมาอีกเลย

“ฝ่าบาทอ๋าวเยี่ยนร่างกายอ่อนแอด้วยขาดการบำรุงมาแต่ในครรภ์ จึงไม่สามารถซึมซับยาบำรุงที่มีฤทธิ์แรงได้ โลหิตมังกรคือยาบำรุงที่มีฤทธิ์แรงมาก แม้จะสามารถช่วยชีวิตได้ชั่วคราว หากโดยเนื้อแท้แล้วก็มีผลร้ายอยู่ดี ที่อยู่ในสภาพนอนหลับโดยไม่ฟื้นตื่นเช่นนี้ เป็นเพราะฝ่าบาทเจ็ดกำลังผ่อนเพลาฤทธิ์อันแรงกล้าของโลหิตมังกรโดยสัญชาตญาณพ่ะย่ะค่ะ แต่โปรดอภัยที่เฉิน[14]ขอกราบทูลตามตรง ยามใดที่ฝ่าบาททรงฟื้นตื่น เกรงว่าจะเป็นวันที่ต้องหวนคืนสู่ปรภพเสียแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

ถึงแม้คำพูดที่หมอหลวงกล่าวรายงานต่อราชามังกรจะถูกสั่งห้ามขาดมิให้แพร่งพรายออกไป แต่ทั่วทั้งพิภพพญามังกรแห่งนี้มีสักกี่คนกันที่ไม่ทราบ?

เพียงสิ่งเดียวซึ่งมีแต่หมอหลวงและราชามังกรแค่สองคนเท่านั้นที่ทราบดี กลับเป็นความปวดร้าวหม่นเศร้าอันสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนในดวงตาของราชามังกรในตอนนั้น

แต่ทว่า...สามเดือนให้หลัง...

 

“หมอหลวงงงง...”

อ๋าวจวินเจ๋อจงใจลากเสียงยาว ตามองไปยังเปลติดม่านงามประณีตหลังเล็กน่ารักสำหรับทารก แล้วเหล่มามองหมอหลวงซึ่งยืนทำสีหน้างุนงงอยู่ใกล้ๆ  ก่อนจะชี้นิ้วไปยังเงาร่างเล็กๆ ข้างในม่านพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจือกระแสคาดคั้นอย่างชัดเจน

“ท่านบอกว่าวันที่เยี่ยนเอ๋อร์[15]ฟื้นตื่นขึ้นมา จะเป็นวันที่ต้องหวนกลับไปสู่ปรภพมิใช่รึ? แล้วตอนนี้ที่เห็นอยู่นั่น...ท่านจะอธิบายว่าอย่างไร?”

ภาพที่ปรากฏภายในเปลเวลานี้คือ...ทารกน้อยตัวเล็กจ้อยผิวเนียนนุ่มหน้าตางดงามกำลังจ้องมองไปยังขวดนมซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักด้วยดวงตามีน้ำตาเอ่อคลอ กลิ่นหอมหวนของน้ำนมลอยอบอวลอยู่ในอากาศอย่างเข้มข้น กระตุ้นให้ทารกน้อยที่เดิมทีก็หิวจนท้องร้องจ๊อกๆ อยู่แล้วยิ่งทวีความหิวมากกว่าเดิม แต่ทุกครั้งที่ทารกน้อยยื่นมือออกไปคว้าขวดนม จะมีอันเกิดอุปสรรคขึ้นขัดขวางทุกคราไป บางครั้งก็เป็นหางเล็กเรียว บางครั้งก็เป็นกรงเล็บมังกรขนาดจิ๋ว มีบางครั้งอาจเป็นเพราะรู้สึกว่าอยู่ใกล้ทารกน้อยมากเกินไป ขวดนมทั้งขวดจะมีอันกลิ้งกลุกๆ ไปยังมุมเปลด้วยตัวมันเองจนอยู่ห่างจากรัศมีมือคว้าของทารกน้อยไกลโข

หากตั้งใจมองให้ดีๆ ก็จะพบว่าเวลานี้บนขวดนมซึ่งใสกระจ่างจนมองทะลุได้นั้นมีมังกรตัวเล็กนิดสีขาวอมเทารัดพันเอาไว้อยู่ ศีรษะของมังกรน้อยกำลังจ่ออยู่กับรูบนยอดหัวนมของขวดนม ส่วนปากเล็กๆ ก็กำลังอ้ากว้าง ดูดน้ำนมหอมหวานจากในขวดนมอย่างสุขสำราญโดยมีเสียงเลียดัง “จ๊วบๆ” ลอดออกมาเป็นระยะๆ  บางครั้งยังมีเสียงมังกรน้อยครางเบาๆ อย่างแสนสบายดังมาอีกด้วย

เพียงแต่เสียงครางเบาๆ นี้ส่งผลให้ทารกน้อยผู้ถูกแย่งอาหารมื้อกลางวันทั้งหมดไปสุดจะทนทานต่อไปได้ไหวและร้องไห้จ้าออกมาในที่สุด ทารกน้อยจะเอาอาหารกลางวันของเขา จะเอานมที่ทั้งอร่อยและสีสวยของเขา

เดิมทีทารกน้อยเข้าใจว่าขอเพียงส่งเสียงร้องไห้ออกมาดังๆ  ก็จะมีคนมาอุ้มมาโอ๋เขาให้หยุดร้องและส่งขวดนมที่เขารอคอยมานานให้ถึงปากเพื่อให้เขาดื่มได้ตามสบาย ซึ่งหลายๆ วันที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนั้นทุกครั้งจริงๆ  แต่ในวันนี้วิธีดังกล่าวกลับไม่บังเกิดผลแม้แต่น้อย เพราะไม่เพียงแต่ไม่มีใครมาช่วยปลอบโยนหัวใจที่ถูกทำร้ายอย่างน่าสงสารเนื่องจากถูกแย่งอาหารกลางวันไปของทารกน้อยเท่านั้น ตรงกันข้ามชายหนุ่มผู้มีสีหน้าเคร่งเครียดข้างนอกเปลยังยื่นมือเข้ามา แตะนิ้วกลางกับนิ้วหัวแม่มือเข้าหากันแล้วดีดใส่หน้าผากของทารกน้อยอย่างรวดเร็วดัง “โป๊ก จากนั้นกล่าวเยาะเย้ยหนูน้อยผู้น่าสงสารอย่างติดจะชั่วร้าย

“นี่ เจ้าเปี๊ยก ตอนอยู่ในท้องท่านแม่ก็แย่งอาหารจากตี้ตี[16]ไปตั้งมากมายขนาดนั้นแล้ว ตอนนี้ก็แค่ชดใช้ให้ก่อนนิดเดียวเท่านั้น อะไรจะตระหนี่ปานนี้ แล้วต่อไปจะเป็นผู้แกร่งกล้าแห่งเผ่ามังกรได้อย่างไร?”

ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าการอบรมสั่งสอนเด็กทารกคนหนึ่งด้วยวิธีการที่ผู้รับการอบรมจำเป็นต้องมีความสามารถในการทำความเข้าใจในระดับสูงเช่นนี้เป็นเรื่องสมควรแล้วหรือไม่ เพียงดูจากผลลัพธ์ของการอบรมก็มากพอที่จะทำให้บรรดาพี่เลี้ยงอาวุโสผู้รับผิดชอบเลี้ยงดูเด็กทารกในตำหนักบรรทมขององค์ชายมังกรน้อยทั้งหมดต่างมององค์ราชามังกรผู้ยิ่งใหญ่เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งได้แล้ว

ก่อนที่รอยแดงบนหน้าผากจะทันได้กลายสภาพนูนขึ้นเป็นรอยปูดอันสวยงาม ทารกน้อยก็พลันแผดเสียงร้องไห้จ้าดังสนั่นสะเทือนขึ้นไปอีกสามสิบหกเดซิเบลครึ่ง[17]เป็นการประท้วงวิธีการอันโหดร้ายของบิดาผู้ใจดำอย่างเต็มที่ น้ำตาแห่งความน้อยอกน้อยใจถึงขีดสุดร่วงผล็อยๆ ลงมาไม่ขาดสาย บนดวงหน้าน้อยๆ สีชมพูระเรื่อปรากฏธารน้ำสองสายซึ่งเห็นแล้วพาให้ใจอ่อนยวบขึ้นในบัดดล

“เสด็จพ่อ ทรงรังแกน้องหกอีกแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ”

น้ำเสียงอ่อนเยาว์นุ่มนวลดังมาจากด้านนอกตำหนักบรรทมในจังหวะนี้พอดี

อ๋าวจวินเจ๋อเบือนสายตามองไป ก็พบว่าอ๋าวเสวียน บุตรชายคนที่สี่ของตนปรากฏกายขึ้นตรงประตูด้วยสีหน้าไม่ทราบจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ผู้ที่ยืนตัวตรงอยู่ข้างหลังอ๋าวเสวียนคือองครักษ์คนสนิทของเจ้าตัว ส่วนที่ระเบียงดอกไม้ด้านนอกประตู ราชามังกรมองเห็นเงาร่างเล็กๆ อยู่ไหวๆ

อ๋าวจวินเจ๋อไม่มีทางจำผิดคนอย่างแน่นอนว่านั่นคือ เหยียนหยาง องครักษ์คนสนิทที่เมื่อสามวันก่อนเขาเป็นกำหนดมอบให้แก่ลูกหกอ๋าวซวิ่นด้วยตัวเอง

ในฐานะที่เป็นองค์ชายแห่งเผ่ามังกร นับแต่วันที่สามารถเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ ก็จะมีเด็กชายซึ่งอายุมากกว่าตัวเองประมาณสิบขวบปีคอยติดตามรับใช้ใกล้ชิดข้างกายหนึ่งคน ผู้ซึ่งจะถูกเลือกให้เป็นองครักษ์ติดตามรับใช้ใกล้ชิดนี้มักเป็นลูกหลานของตระกูลที่ราชามังกรให้ความสำคัญและไว้วางใจ โดยราชามังกรจะเป็นผู้ระบุเลือกตัวด้วยตัวเอง

เหยียนหยางผู้เป็นองครักษ์คนสนิทของอ๋าวซวิ่นเป็นบุตรชายคนรองของตระกูลหงอันเป็นตระกูลใหญ่หนึ่งในสิบตระกูลของเผ่ามังกร ปีนี้เพิ่งจะอายุเพียงสิบสองขวบ เนื่องจากผมสีแดงแซมเงินซึ่งสืบทอดมาจากทั้งฝั่งบิดาและมารดาของเด็กชายทำให้สามารถทราบว่านั่นคือเจ้าตัวได้ในทันทีที่เห็น

อ๋าวจวินเจ๋อมั่นใจอย่างยิ่งว่าเจ้าหนูนี่จะต้องเป็นคนไปแอบกระซิบฟ้องอ๋าวเสวียนเป็นแน่ เพราะหากเปลี่ยนเป็นคนอื่นแล้ว ไม่แน่ว่าจะกล้าสอดมือเข้ายุ่งกับเรื่องของราชามังกร และเจ้าหนูนี่ก็ฉลาดนักที่ไปตามตัวอ๋าวเสวียนซึ่งน่าจะกำลังสะสางงานราชการแทนเขาอยู่ที่ท้องพระโรงมา แทนที่จะไปอัญเชิญราชินีมังกรซึ่งเวลานี้กำลังเดินเล่นอยู่ในอุทยานมา...เพราะราชินีมังกรจะไม่แค่ไม่สนใจที่จะช่วยลูกเท่านั้น หนำซ้ำยังจะร่วมมือกับราชามังกรช่วยกันรังแกลูกน้อยที่น่าสงสารอีกด้วย

อ๋าวเสวียนคือบุตรชายคนที่สี่ของอ๋าวจวินเจ๋อ แม้จะไม่ได้รับสืบทอดดวงหน้าแกร่งกร้าวทว่างามคมสันของผู้เป็นบิดามา กระนั้นบุคลิกสุภาพนุ่มนวลสง่างามซึ่งสืบทอดมาจากผู้เป็นมารดาก็ทำให้ชายหนุ่มมิได้ดูด้อยไปกว่าพี่ชายผู้โดดเด่นเลิศล้ำทั้งสามแม้แต่น้อย ประกอบกับสามารถจัดการสะสางเรื่องราวได้อย่างสุขุมเยือกเย็นและเหมาะสม วางแผนการได้อย่างละเอียดรอบคอบระมัดระวัง ส่งผลให้หลังจากเสร็จสิ้นพิธีเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่เมื่อตอนอายุครบยี่สิบปี ชายหนุ่มก็ถูกเซียงซีคว้าตัวเข้าไปทำงานในราชสำนัก ให้เข้าร่วมในการจัดการบริหารเผ่ามังกรแทนตำแหน่งของอ๋าวจวินเจ๋อผู้เป็นบิดาในทันที จึงกล่าวได้ว่าอ๋าวเสวียนคือผู้ซึ่งถนัดในการบริหารราชการภายในมากที่สุดในบรรดาคนหนุ่มรุ่นหลังของเผ่ามังกร

ในตอนแรกที่ได้ยินเหยียนหยางบอกว่าท่านพ่อ[18]แกล้งน้องหกอยู่ในตำหนักบรรทมจนน้องหกร้องไห้จ้านั้น ตัวเขายังไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก เพราะว่ากันตามตรงแล้วเรื่องของน้องเจ็ดทำให้ท่านพ่อต้องทุกข์ใจอยู่นานมาก การที่ท่านพ่อมีอารมณ์จะแกล้งเย้าน้องหกเล่น ก็ถือเป็นการผ่อนคลายเล็กๆ น้อยๆ อยู่เหมือนกัน

ในสายตาของคนอื่น ท่านพ่ออาจจะเป็นราชามังกรผู้ทรงอำนาจน่าเกรงขามและมิอาจล่วงละเมิด แต่ความจริงแล้วมีเพียงยามอยู่ในสนามรบเท่านั้นที่ท่านพ่อจะกลายเป็นเจ้าแห่งปวงเทพมังกรที่ไร้ซึ่งผู้ทัดเทียม ส่วนยามที่หวนกลับคืนสู่สภาพแวดล้อมอันสงบสุข บางครั้งท่านพ่อจะทำตัวเป็นเด็กยิ่งกว่าเด็กจริงๆ เสียอีก

แต่ครั้นต่อมาได้ยินผู้มารายงานรายงานว่า ดูเหมือนฝ่าบาทหกจะยังคงร้องไห้ไม่หยุด อีกทั้งกระทั่งหมอหลวงยังพลอยถูกเชิญตัวไปด้วย อ๋าวเสวียนก็เริ่มนั่งไม่ติด เพราะเกรงว่าท่านพ่อจะลงมือแบบไม่รู้จักหนักเบาจนพลาดพลั้งทำน้องหกบาดเจ็บ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นละก็ ท่านแม่มีหวังได้ถือวัชระหยุดฟ้าตามไล่ฆ่าท่านพ่อไปทั่วทั้งพิภพพญามังกรเป็นแน่

ด้วยเหตุนี้ชายหนุ่มจึงวางฎีการาชกิจซึ่งเพิ่งจะถูกส่งมาถึงและยังไม่ได้แกะผนึกออกอ่านลง ก่อนจะตรงมายังตำหนักบรรทมของน้องหก

ยังไม่ทันจะเดินเข้าประตูไป ก็ได้เห็นท่านพ่อใช้นิ้วดีดหน้าผากของน้องหกเข้าเสียก่อน อ๋าวเสวียนมองน้องชายผู้ร้องไห้จ้าอย่างน่าเวทนาอยู่ในเปลแล้วส่ายหน้าอย่างไม่ทราบจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

“เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ นิ้วของเสด็จพ่อนั้นสามารถทิ่มทะลุผนังศิลาได้เทียวนะ แม้น้องหกจะเป็นมังกรทอง แต่ศีรษะของน้องก็ทำจากเลือดเนื้ออยู่ดีนะพ่ะย่ะค่ะ ท่านดูเถิด รอยปูดรอยโตนี้หากเสด็จแม่มาเห็นเข้า เห็นทีคงได้คิดบัญชีเอากับท่านเป็นแน่”

“อะไรกัน! ข้าไม่ได้รังแกเขาสักหน่อย ข้าก็แค่สอนให้เขารู้ว่าควรจะมีความรักให้แก่พี่น้องเท่านั้น” อ๋าวจวินเจ๋อเบ้ปากแก้ตัวให้ตัวเอง แต่นิ้วมือกลับยื่นออกไปช่วยคลึงรอยปูดแดงบนหน้าผากให้ทารกน้อยอย่างเผลอตัว “เพราะเจ้าหัวเล็กๆ นี่แย่งอาหารของตี้ตีไปหรอกถึงได้แข็งแรงขนาดนี้...”

“ท่านพ่อพ่ะย่ะค่ะ...”

แม้จะทราบดีว่าน้องเจ็ดเป็นปมที่ฝังอยู่ในใจของท่านพ่ออย่างลึกล้ำ และตัวเขาเองก็เข้าใจความรู้สึกโศกเศร้าเสียใจของท่านพ่อดี กระนั้นเขาก็ไม่อยากให้ท่านเอ่ยถึงเรื่องนี้ต่อหน้าน้องหกบ่อยๆ เช่นกัน เพราะคำพูดเหล่านี้อาจจะไปทำร้ายจิตใจน้องหกเข้าให้โดยไม่ได้เจตนา เพราะว่ากันตามความจริง การเกิดมาเป็นฝาแฝดแล้วต้องถูกเลือกเอาเพียงหนึ่งในสองถือเป็นวัฏจักรแห่งกฎธรรมชาติ เป็นกฎที่กำลังของมนุษย์ไม่อาจที่จะฝ่าฝืนได้ ชายหนุ่มไม่อยากให้ในวันข้างหน้าน้องหกต้องมีอันเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองทำร้ายพี่น้องร่วมอุทร

อ๋าวจวินเจ๋อดูจะเข้าใจความนัยในคำกล่าวของบุตรชายเป็นอย่างดี ซึ่งความจริงหากเป็นยามปกติ ราชามังกรจะไม่มีทางเอ่ยถึงลูกเจ็ดผู้อ่อนแอต่อหน้าใครอย่างเด็ดขาด เพียงแต่วันนี้ถือเป็นกรณีพิเศษในกรณีพิเศษจริงๆ

มุมปากราชามังกรเผยรอยยิ้มวูบขึ้น กวักมือเรียกอ๋าวเสวียนเป็นความหมายให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาที่ขอบเปล จากนั้นชี้ไปยังมุมเปล...ที่ซึ่งเจ้าตัวน้อยกำลังนอนเขลงดูดกินอาหารกลางวันของลูกหกอ๋าวซวิ่นอยู่อย่างสบายอกสบายใจ

ไม่ผิดจากที่คาดไว้...ราชามังกรได้เห็นบุตรชายผู้ซึ่งปกติสุขุมเยือกเย็นอยู่เป็นนิจแสดงสีหน้าอัศจรรย์ใจระคนตื่นเต้นยินดีอย่างที่สุดออกมาในบัดดล

“นี่มัน...น้องเจ็ด...เยี่ยนเอ๋อร์...”

อ๋าวเสวียนแทบไม่กล้าเชื่อสายตาของตัวเอง เวลานี้มังกรตัวน้อยอ่อนแอบอบบางที่หลับลึกอยู่ตลอดเวลาซึ่งท่านพ่อมักจะโอบไว้แนบอกกำลังพันตัวรอบขวดนมกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่ในเปลอย่างมีชีวิตชีวา ลำตัวสีขาวอมเทาเล็กกระจ้อยร่อยดูบอบบาง แต่ยามรัดพันขวดนมซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าตัวเองเสียอีกนั้น กลับไม่ปรากฏทีท่าว่ากินแรงแม้แต่น้อย โดยเฉพาะยามเมื่อน้องหกคลานเข้าไปใกล้หมายจะแย่งขวดนมกลับคืนมา มังกรน้อยเป็นต้องทำการ “สั่งสอน” เป้าหมายที่คิดจะแย่งชิงอาหารกับตนในจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะพอดีทุกครั้ง

ท่าทางอันน่ารักน่าชังนั้นเห็นแล้วชวนให้รักใคร่เอ็นดูเสียจนอยากจะคว้าตัวมังกรน้อยมากอดและลูบอย่างมันเขี้ยวนัก

“แต่ว่า...แต่ว่า...ก็ไหนหมอหลวงบอกว่า...” แม้จะยังคงตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างมาก กระนั้นอาการตกตะลึงระคนประหลาดใจในตอนแรกก็ได้คลายลงแล้ว อ๋าวเสวียนจึงนึกถึงคำพูดที่หมอหลวงเคยกล่าวเอาไว้ขึ้นได้ในทันที ดวงตาแฝงนัยตำหนิติเตียนพลันเบนไปจับยังหมอหลวงซึ่งมีสีหน้ากังขาข้องใจยิ่งกว่าพวกเขาสองพ่อลูกเสียอีก

“พ่อเองก็เป็นเหมือนเจ้า นั่นคือนึกข้องใจในเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน” อ๋าวจวินเจ๋อยักไหล่ “เพราะฉะนั้นจึงกำลังรอให้ท่านหมอหลวง ‘ผู้ยิ่งใหญ่’ ของพวกเราอธิบายมาให้ฟังอยู่นี่อย่างไรเล่า”

หมอหลวงสูงวัยผู้ทำงานรับใช้ราชนิกุลแห่งเผ่ามังกรมานานกว่าหมื่นปีเกิดอาการขนลุกซู่ทันทีอย่างห้ามไม่อยู่ ได้แต่ยืนตัวสั่นสะท้านหัวหดอยู่ภายใต้สายตาคมกริบอย่างเอาเรื่องเฉกเดียวกันของสองพ่อลูกที่จ้องเขม็งมองมาพลางพยายามเค้นสมองคิดหาคำตอบอันเหมาะสมมาอธิบายเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าต่อทั้งสอง

“เรื่องนี้...เรื่องนี้...จากตัวอย่างในอดีตที่เคยมีมา ฝ่าบาทเจ็ดไม่มีโอกาสที่จะรอดชีวิตจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ พลังของโลหิตมังกรหาใช่พลังที่ลูกมังกรจะสามารถทนทานรับได้ แม้เป็นชาวเผ่ามังกรที่โตเต็มวัย หากจำเป็นต้องดื่มโลหิตมังกรอย่างสิ้นทางเลือก หลังจากดื่มลงไปแล้วก็ยังต้องกินอาหารที่เป็นธาตุเย็นตามลงไปเป็นจำนวนมากเพื่อจะได้หลีกเลี่ยงจากอาการ ‘ธาตุหยางเดี่ยวไม่ยืนนาน[19]’ แม้แต่ข้าพระองค์เองก็ไม่เข้าใจเช่นกันพ่ะย่ะค่ะว่าเหตุใดฝ่าบาทเจ็ดจึงสามารถผ่านด่านนี้มาได้ ซึ่งดูจากท่าทางของฝ่าบาทเจ็ดในยามนี้ นอกเสียจากมีอาการสุขภาพอ่อนแอแต่กำเนิด ที่เหลือก็เห็นได้ชัดเจนว่าไม่มีปัญหามากมายอะไรนักแล้วพ่ะย่ะค่ะ อีกทั้งดูท่าทางแม้แต่เรื่อง ‘ห้วงอากาศเฮ่าฮั่น’ แห่งพิภพพญามังกรซึ่งข้าพระองค์เป็นกังวลมากที่สุดในตอนแรกเองก็มิได้ส่งผลกระทบใดมากมายต่อฝ่าบาทเจ็ดแล้วเช่นกัน...”

“เจ้าหมายความว่า...เยี่ยนเอ๋อร์รอดชีวิตแล้วใช่หรือไม่?” นัยน์ตาของอ๋าวจวินเจ๋อกับอ๋าวเสวียนทอประกายสว่างวาบพร้อมกันในทันที

มังกรเป็นสิ่งมีชีวิตที่รักครอบครัว และถือการปกป้องคุ้มครองคนในครอบครัวสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่ง สำหรับพวกเขาแล้ว การช่วยชีวิตลูกมังกรตนหนึ่งยังมีความสำคัญมากยิ่งกว่ารบชนะสงครามสิบกว่าครั้งเสียอีก

“เรื่องนี้...เรื่องนี้...”

คำถามของอ๋าวเสวียนส่งผลให้หมอหลวงเกิดอาการใบ้เบื้อไปชั่วขณะ เพราะการที่เห็นว่าปลอดภัยดีในเวลานี้ มิได้หมายความว่าต่อไปจะเป็นเช่นเดียวกันนี้ด้วย ถึงแม้มังกรน้อยจะฟื้นตื่นขึ้นมาโดยสวัสดิภาพก็ตาม แต่จะอย่างไรมังกรน้อยตนนี้ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนร่างได้ ซึ่งสำหรับชาวเผ่ามังกรแล้ว การที่ไม่สามารถเปลี่ยนร่างได้ภายในเวลาร้อยวัน มีความหมายเท่ากับความตายมาเยือนดีๆ นี่เอง

ถึงแม้มังกรน้อยจะหลับลึกไปนานถึงสามเดือนเต็มๆ จนทำให้ผ่านกำหนดเส้นตายหนึ่งร้อยวันมาแล้ว แต่นี่ก็เป็นเพียงเพราะเกิดอุบัติเหตุจนทำให้ยืดเวลาเส้นตายร้อยวันออกไปเท่านั้น ภายในเวลาอีกร้อยวันถัดมา หากมังกรน้อยไม่สามารถเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์แล้วละก็ เกรงว่าผลลัพธ์คงจะ...

เพียงแต่มองสีหน้าคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยมของราชามังกรกับองค์ชายสี่แล้ว หมอหลวงไม่สามารถที่จะเอ่ยคำพูดเหล่านี้ออกมาทำร้ายจิตใจของทั้งสองได้จริงๆ

ในเวลานั้นเอง หลังจากที่อ๋าวซวิ่นผู้นอนอยู่ในเปลและถูกหลงลืมไปเสียสนิทผ่านอาการสะอึกสะอื้นชั่วระยะเวลาสั้นๆ จนรวบรวมพลังและปริมาณน้ำได้มากเพียงพออีกครั้ง ก็ได้แผดเสียงร้องไห้จ้าดังลั่นจนกลบเสียงสนทนาของคนทั้งสามในตำหนักบรรทมเสียสิ้น และกลายเป็นข้ออ้างอันแสนงดงามให้หมอหลวงเลี่ยงจากการตอบคำถามนั้นไปได้

ความจริงถึงแม้หมอหลวงจะไม่เอ่ยออกมา สองพ่อลูกก็คาดเดาถึงคำพูดที่หมอหลวงไม่ได้เอ่ยออกมานั้นได้

 

เผ่าพันธุ์มังกรจะมีพลังอำนาจและพลังฤทธิ์ในการบงการพลังงานของฟ้าดินอย่างมหาศาลนับตั้งแต่วันที่ถือกำเนิด แข็งแกร่งและไร้ศัตรูต้านติดไปทั่วหล้า แม้แต่ชาวพิภพเทพและเหล่าเซียนผู้สูงส่งก็ยังให้ความเคารพต่อการคงอยู่ของเผ่ามังกรเป็นอย่างมาก

ถึงกระนั้นมีเพียงคนของเผ่ามังกรเท่านั้นที่ทราบดีว่า ความแข็งแกร่งของเผ่ามังกรใช่ว่าจะไร้สิ่งแลกเปลี่ยน

ความจริงแล้วความสามารถในการให้กำเนิดบุตรของมังกรไม่ค่อยดีนักราวกับว่านี่เป็นการถ่วงดุลต่อพลังอำนาจอันแข็งแกร่งของเผ่ามังกรจากสวรรค์เบื้องบน

แม้จะรักใคร่กันมากเพียงใด สามีภรรยาเผ่ามังกรก็มีโอกาสที่จะตั้งครรภ์ได้เพียงสิบหกปีต่อหนึ่งครั้งเท่านั้น และแต่ละครั้งที่ตั้งครรภ์ต้องใช้เวลานานถึงสามปี แต่ละครรภ์ให้กำเนิดบุตรได้เพียงหนึ่งตน อีกทั้งหลังจากที่ทารกคลอดออกมาแล้ว ยังจำเป็นต้องอาศัยพลังฤทธิ์ของตัวเองเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ภายในเวลาหนึ่งร้อยวัน ไม่เช่นนั้นจะมีอันเสียชีวิตแต่ยังเด็กด้วยสาเหตุไม่สามารถสลายพลังฤทธิ์ที่แข็งกล้าอันมีมาแต่กำเนิดภายในร่างของตัวเองได้

จากนั้นจึงเป็นช่วงเวลาในการเข้าสู่วุฒิภาวะอันยาวนานถึงยี่สิบปี ในเวลายี่สิบปีนี้ บุตรมังกรจำเป็นต้องรับการทดสอบเพื่อการลอกคราบทุกปี ทุกครั้งที่ลอกคราบ บุตรมังกรจะโตขึ้นเท่าตัว หากการลอกคราบล้มเหลว เช่นนั้นก็จะต้องตายดับไป

ทั้งนี้ต่อให้สามารถผ่านขั้นตอนการลอกคราบมาได้ทุกครั้งอย่างราบรื่น ในปีที่ยี่สิบอันเป็นพิธีบรรลุนิติภาวะก็อันตรายอย่างมาก เพื่อให้ได้รับมาซึ่งพลังฤทธิ์อันมหาศาลโดยไม่ต้องผ่านการบำเพ็ญตบะฝึกตนใดๆ  ในวันที่บรรลุนิติภาวะอายุครบยี่สิบปีนั้น บุตรมังกรทุกตนจำเป็นต้องผ่านการชำระล้างจากอสนีศักดิ์สิทธิ์เก้าชั้นฟ้า ต้องผ่านการหล่อหลอมเคี่ยวกรำจากไฟอสนีอาบกระดูกในชั่วพริบตาที่อสนีศักดิ์สิทธิ์โจมตีลงมา จากนั้นจึงกลายเป็นชาวเผ่ามังกรที่โตเต็มวัย

สำหรับเหล่าบุตรมังกรแล้ว ระยะเวลายี่สิบปีแห่งการเติบใหญ่คือความทรงจำที่ฝังลึกตราตรึงอยู่ในใจ คือการฝึกฝนความแข็งแกร่งของจิตใจ ลูกผู้ชายเหล็กไหลผู้แกร่งกล้าแต่ละคนล้วนผ่านการถูกเคี่ยวกรำหล่อหลอมอย่างโหดเหี้ยมด้วยความเป็นความตายมาเช่นนี้ทั้งสิ้น

นี่แหละคือวิธีการและหลักเกณฑ์ในการขยายพันธุ์ในดินแดนแห่งนี้ของเผ่ามังกร

หากสามารถผ่านพ้นไปได้ ก็จะกลายเป็นชนรุ่นใหม่ของเผ่ามังกร หากไม่สามารถผ่านได้ สุดท้ายก็ต้องย้อนกลับไปเริ่มต้น โดยจำเป็นต้องหวนกลับไปสู่อ้อมกอดของเทพแห่งปรภพ และให้ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

ถึงแม้มังกรน้อยสีขาวอมเทาตรงหน้านี้จะสามารถผ่านด่านทดสอบของชีวิตด่านแรกสุดมาได้ แต่หลังจากนั้นเล่า จะสามารถโชคดีรอดพ้นไปได้สักกี่ครั้ง?

อ๋าวจวินเจ๋อยื่นนิ้วออกไปเกาท้องที่นูนป่องเนื่องจากเพิ่งกินนมจนอิ่มแปล้ของมังกรน้อยเบาๆ โดยไร้เสียง

ขวดนมว่างเปล่าไปแล้ว มังกรน้อยนอนแผ่หลาอยู่บนผ้าห่มอันอ่อนนุ่มอย่างเกียจคร้าน สี่เท้าชี้ฟ้า นัยน์ตาขวาหรี่ลงเล็กน้อย จ้องมองไปยังพี่ชายร่วมครรภ์ที่กำลังร้องไห้โฮน้ำตาร่วงเผาะๆ  จากนั้นสะบัดหางพรึบ ผลักขวดนมให้กลิ้งไปหาอ๋าวซวิ่น

ครั้นได้เห็นขวดนมของตัวเองหวนกลับคืนมาหาในที่สุด อ๋าวซวิ่นก็รีบคว้าขวดนมมากอดหมับอย่างรวดเร็วในทันที แต่แล้วในวินาทีถัดมา...

“อุแว้.....!!!!!”

อ๋าวซวิ่นกอดขวดนมอันว่างเปล่าไม่มีนมเหลืออยู่แม้แต่หยดเดียวโดยได้ตระหนักอย่างถึงแก่นเป็นครั้งแรกในชีวิตถึงความหมายของคำว่า...ถูกรังแก

 

 

 

 

<>::<>::<>::<>::<>::<>



[1] ในภาษาจีนเรียกไดโนเสาร์ว่า “มังกร” เช่นเดียวกัน

[2] จูราสสิคพาร์ค (Jurassic Park) หรือชื่อภาษาไทยว่า “กำเนิดใหม่ไดโนเสาร์” เป็นนิยายที่เขียนโดย Michael Crichton ออกตีพิมพ์ในปี พ.. 2534 ต่อมาถูกนำมาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์โดย Steven Spielberg มีเนื้อหากล่าวถึงการที่นักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นหาวิธีจนสามารถชุบชีวิตไดโนเสาร์ขึ้นมาได้สำเร็จ และนำไดโนเสาร์นานาชนิดที่ชุบชีวิตขึ้นมาเหล่านั้นมาทำเป็นสวนสัตว์เปิดบนเกาะแห่งหนึ่ง

[3] รายการดิสคัฟเวอรี่ (Discovery) หรือ ดิสคัฟเวอรี่ แชนนอล (Discovery Channel) เป็นช่องรายการของ Discovery Communications นำเสนอรายการที่เจาะลึกเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ความรู้เกี่ยวกับโลก รวมไปถึงสารคดีและรายการเรียลลิตี้โชว์ (อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)

[4] รางวัลพูลิตเซอร์ (Pulitzer Prizes) เป็นรางวัลของสหรัฐอเมริกา ตั้งขึ้นเพื่อมอบแก่ผู้ได้รับเกียรติสูงสุดระดับชาติในวงการสิ่งพิมพ์ การบรรลุความสำเร็จทางวรรณกรรม และการประพันธ์เพลง บริหารจัดการโดยมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในนครนิวยอร์ก รางวัลพูลิตเซอร์จัดมอบเป็นรายปีแบ่งเป็น 21 ประเภท ในแต่ละประเภทผู้ได้รับรางวัลจะได้รับกิตติบัตรและเงินรางวัล 10,000 เหรียญสหรัฐ ผู้รับรางวัลการหนังสือพิมพ์ในสาขาการบริการสาธารณะจะได้รับเหรียญทองซึ่งมักตกแก่หนังสือพิมพ์มาโดยตลอด แม้จะมีชื่อบุคคลได้รับการกล่าวยกย่องไว้ด้วย (อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)

[5] กระแสอากาศเฮ่าฮั่น (Haohan zhi qi : เฮ่าฮั่นจือชี่) คือชื่อเรียกเฉพาะของกระแสอากาศภายในพิภพพญามังกรของนิยายเรื่องนี้

[6] ตานจู (danzhu) หมายถึง เม็ดแก่นพลังซึ่งรวมพลังทั้งหมดเอาไว้ตามความเชื่อของลัทธิเต๋าของจีน มักจะมีอยู่ในตัวของสัตว์ที่บำเพ็ญตบะได้ หรือสัตว์ที่มีฤทธิ์ในเทพนิยายโบราณของจีน ลักษณะภายนอกที่ปรากฏโดยทั่วไปมักเป็นเม็ดกลมๆ สีแดง ตานจูจะสามารถขยายขนาดใหญ่ขึ้นได้ตามปริมาณของพลังสะสมที่มากขึ้น โดยมากมักจะมีขนาดตั้งแต่ประมาณปลายนิ้วไปจนถึงเท่าไข่ไก่ (ตาน : สีแดง ; จู : ไข่มุก)

[7] เก็บธงรบหยุดตีกลอง (yan qi xi gu : เหยี่ยนฉีซีกู่) หมายถึง หยุดการต่อสู้ หยุดการวิพากษ์วิจารณ์โจมตี

[8] ขุนนางบุ๋น (wen guan : เหวินกวน) หมายถึง ขุนนางทั่วไปที่ไม่ใช่ทหาร หากเป็นพวกแม่ทัพต่างๆ ซึ่งเป็นทหารที่มียศตำแหน่ง จะเรียกว่า “ขุนนางบู๊” (wu guan : อู่กวน)

[9] คูหาเร้นแก้วผลึก (shuijing yun xue : สุ่ยจิงอวิ้นเสวฺ) ความหมายแฝงของชื่อคือ ใช้สำหรับเก็บซ่อนตัวมังกรน้อยเอาไว้ (ผู้เขียน)

[10] ฉื่อ (chi) และ ชุ่น (cun) เป็นหน่วยวัดความยาวของจีนโบราณ 1 ฉื่อ = 10 ชุ่น ; 1 ชุ่น ยาวประมาณ 1 นิ้ว

[11] วสันต์ แปลว่า ฤดูใบไม้ผลิ เป็นฤดูที่อากาศอบอุ่นในความรู้สึกของคนจีน

[12] เกล็ดย้อน (nilin : นี่หลิน) ตามความเชื่อของชาวจีน มังกรจะมีเกล็ดที่แข็งแกร่งอย่างมากปกคลุมทั่วร่าง อาวุธใดๆ ล้วนไม่อาจทำร้ายได้ แต่จะมีอยู่เพียงที่เดียวซึ่งเป็นจุดอ่อน คือบริเวณใต้ลำคอ โดยตรงนั้นจะเป็นจุดที่เกล็ดเรียงตัวกลับหัวต่างจากบริเวณอื่นๆ  เป็นจุดที่อาวุธสามารถทำร้ายได้ง่าย และเป็นจุดตายของมังกรด้วยเช่นกัน โดยทั่วไปจึงมักเปรียบตำแหน่ง “เกล็ดย้อน” ว่าเป็นจุดที่อ่อนไหวที่สุดของมังกร ความหมายคล้ายกับคำว่า “ตาปลา” ในภาษาไทย

[13] นามรอง คือชื่อที่จะเปลี่ยนไปใช้เมื่อบรรลุนิติภาวะ

[14] เฉิน (chen) คำเรียกตัวเองของขุนนางเวลาพูดกับต้าหวาง (ราชา) ฮ่องเต้ หรือราชนิกุลชั้นสูง

[15] คำว่า “เอ๋อร์” (er) เป็นคำต่อท้ายชื่อที่แสดงถึงความเอ็นดูหรือสนิทสนมอย่างมาก เช่น ญาติผู้ใหญ่เรียกลูกหลาน พี่เรียกน้อง สามีเรียกภรรยา แปลได้หลายความหมายแล้วแต่บริบท เช่น ลูกเยี่ยน, หนูเยี่ยน, น้องเยี่ยน เป็นต้น

[16] ตี้ตี (didi) แปลว่า น้องชาย และเป็นคำเรียกน้องชายด้วยเช่นกัน

[17] เดซิเบล (Decibel : dB) คือ หน่วยวัดความดังของเสียง เสียงพูดคุยตามปกติ เสียงจักรเย็บผ้า หรือเสียงเครื่องพิมพ์ดีด จะดังประมาณ 60 เดซิเบล เสียงตะโกนข้ามเขา หรือพื้นที่โล่งกว้าง เพื่อให้ได้ยินเสียงสะท้อนของตนเองกลับมา จะดังประมาณ 85 เดซิเบล เสียงร้องในตอนแรกของอ๋าวซวิ่นดังอยู่ในระดับ 85 เดซิเบล เมื่อเพิ่มขึ้นไปอีก 36.5 เดซิเบล จะกลายเป็นความดังระดับ 126.5 เดซิเบล ซึ่งดังยิ่งกว่าเสียงระเบิดหิน

[18] ในเรื่องนี้ พวกองค์ชายมังกรจะเรียกราชามังกร 2 แบบ คือ “เสด็จพ่อ” (ฟู่หวาง) และ “ท่านพ่อ” (ฟู่ชิน) โดยที่คำหลังจะเป็นทางการน้อยกว่าคำแรก

[19] ธาตุหยางเดี่ยวไม่ยืนนาน (gu yang bu chang : กูหยางปู้ฉาง) มาจากข้อความเต็มว่า “ธาตุอินเดี่ยวไม่อยู่รอด ธาตุหยางเดี่ยวไม่ยืนนาน” (กูอินปู้เซิง กูหยางปู้ฉาง) หรือ “ธาตุหยางเดี่ยวไม่อยู่รอด ธาตุอินเดี่ยวไม่ยืนนาน” (กูหยางปู้เซิง ตู๋อินปู้ฉาง) ธาตุอิน (หรือที่คนไทยเรียกกันด้วยความเคยชินว่า “ธาตุหยิน”) คือธาตุเย็น เป็นธาตุประจำตัวของผู้หญิง ส่วนธาตุหยางคือธาตุร้อน เป็นธาตุประจำตัวของผู้ชาย ตามความเชื่อของคนจีน ภายในร่างกายของคนเราจะมีทั้งธาตุอินและธาตุหยางอยู่รวมกันอย่างสมดุล หากมีธาตุใดธาตุหนึ่งมากเกินไปจนเสียสมดุล ร่างกายก็จะเจ็บป่วยและอาจถึงแก่ชีวิตได้  “ธาตุหยางเดี่ยวไม่ยืนนาน” จึงหมายถึงมีธาตุหยาง(ร้อน)อยู่ในร่างกายมากเกินไปจนร่างกายเสียสมดุลและถึงแก่ชีวิต



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
พิภพพญามังกร ตอนที่ 3 : บทที่ 1 , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 8162 , โพส : 23 , Rating : 1800 / 370 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1

#23 : ความคิดเห็นที่ 2712
ฮามากๆๆ อ่านไปยิ้มไป
ยิ่งคำสุดท้ายด้วย "ถูกรังแก" ฮ้าๆๆๆๆๆๆๆ
PS.  ความรักก็เหมือนใยบัว ตัดยังไงก็ตัดไม่ขาด
Name : maysarin< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ maysarin [ IP : 222.123.47.134 ]
Email / Msn: maysa_135(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 30 มิถุนายน 2552 / 02:20

#22 : ความคิดเห็นที่ 2136
พูดได้คำเดียว ...ทำได้ดีมากน้อง>
หนุกจัง*0*
Name : ... [ IP : 114.128.220.20 ]
Email / Msn: -
วันที่: 17 มิถุนายน 2552 / 21:57


#21 : ความคิดเห็นที่ 1391
ที่ เวินเยี่ยนฉลาดเพราะ อายุ 16 แล้วไง - -*

ก็เค้าจำอดีตได้อ่ะ
Name : ผู้อ่านเงา [ IP : 124.120.52.28 ]
Email / Msn: louis_3mo-punkz(แอท)hotmail.com
วันที่: 3 มิถุนายน 2552 / 20:34

#20 : ความคิดเห็นที่ 1189


อ๊ากกกก สุดท้ายก็ทนไม่ไหว ต้องอ่านจนได้

น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก


ก๊ากกก ฮาด้วยอ่ะ


ท่านหลิวโหม่วแปลเรื่องไหนมา นุ่นซื้อหมดทุกเล่มเลย

แบบว่า โห โคตรหนุก ตรงสเป็ค ฮ่าๆ
PS.   รัก reader ของเราทุกคนนะคะ แล้วก็เป็นกำลังใจให้ writer ทุกคนด้วยค่า
Name : whitedemon< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ whitedemon [ IP : 119.148.98.86 ]
Email / Msn: sae_kikung(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 29 พฤษภาคม 2552 / 23:57

#19 : ความคิดเห็นที่ 1154
น่ารักม๊ากกกกก

แสบจริงนะเจ้าตัวเล็ก
Name : ~sarin~< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ~sarin~ [ IP : 117.47.134.153 ]
Email / Msn: sarin_ki(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 29 พฤษภาคม 2552 / 20:32

#18 : ความคิดเห็นที่ 910

น่าร๊ากกกกก> <

Name : พรายน้ำ.•`< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ พรายน้ำ.•` [ IP : 114.128.91.191 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 24 พฤษภาคม 2552 / 20:00

#17 : ความคิดเห็นที่ 366
น่ารักมากเลยอ่ะ กอดขวดกลิ้งไปมา แสบดี
Name : nicolabear [ IP : 58.8.250.61 ]
Email / Msn: -
วันที่: 13 พฤษภาคม 2552 / 16:15

#16 : ความคิดเห็นที่ 264
เวินเยี่ยนสุดยอดจริงๆครับท่าน -__-;

สงสัยโตขึ้นฉลากกว่าองค์ชายหกชัวร์ ก๊ากๆๆๆ >[]<

แหม...ก็จำอดีตตอนอายุ 16 ได้นี่น่ะ!

มันก็ต้องฉลาดกันบ้างแหละ อิอิ ^^

PS.  มาอ่านFIC.REBORN แบบ NORMAL ดูสิ! รับรองสนุก,แปลกด้วย~ แปลกไงอ่ะหรอ...ก็สึนะไม่ได้ซื่อบื้อแล้วไง! แถมเจ้าเล่ห์ เจ้าชู้ กวนTEEN อีกต่างหาก! --> http://writer.dek-d.com/xenioO/writer/view.php?id=498758
Name : *Rose Star*< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ *Rose Star* [ IP : 124.121.200.186 ]
Email / Msn: zenioo(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 10 พฤษภาคม 2552 / 22:15

#15 : ความคิดเห็นที่ 196
สนุกมากกกกกกกกกกกกก
อ๋าวเยี่ยนแสบจริงๆ
Name : love [ IP : 124.122.165.57 ]
Email / Msn: -
วันที่: 7 พฤษภาคม 2552 / 16:37

#14 : ความคิดเห็นที่ 158
ครอบครัวเค้าน่ารัก กันจริงๆนา ฮ่าๆๆๆ *-*
PS.  ขอต้อนรับเพื่อนใหม่ทุกคนค่ะ
Name : Mo_CHIIHC_oM< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Mo_CHIIHC_oM [ IP : 125.27.94.247 ]
Email / Msn: shall_jung(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 4 พฤษภาคม 2552 / 17:18

#13 : ความคิดเห็นที่ 118
55+

ชอบราชามังกรจัง  นี่ล่ะ ผู้ใหญ่รังแกเด็กของจริง!

ส่วนอ๋าวเยี่ยนก็แสบไม่เบา กินหมดแล้วก็ส่งคืน อ่ะเหอ  ท่าทางอ๋าวซวิ่นจะน่าสงสารที่สุดในเรื่องซะแล้ว
PS.  "ไม่ว่าเธอจะเป็นอย่างไรในสายตาเขา แต่เธอคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในสายตาของฉัน คนอื่นไม่อาจมาเปลี่ยนแปลงความคิดที่ฉันมีต่อเธอได้ เพราะฉันไม่ได้ขอยืมตาใครมามองดูเธอ แต่ฉันมองเธอด้วยตาของฉันเอง"
Name : ++KuRa*ChAn++< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ++KuRa*ChAn++ [ IP : 58.64.89.111 ]
Email / Msn: kura_kako_p(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 3 พฤษภาคม 2552 / 19:14

#12 : ความคิดเห็นที่ 79
น่าสงสารมังกรทองน้อยจริงๆ ฮิฮิ
Name : brava [ IP : 125.25.135.204 ]
Email / Msn: brava034(แอท)hotmail.com
วันที่: 2 พฤษภาคม 2552 / 22:38

#11 : ความคิดเห็นที่ 64
เห็นด้วยคะพออ่านถึงคำว่า "ถูกรังแก" ก็อดหัวเราะไม่ได้จริงๆ
PS.  ~ เ มื่ อ ใ ด ก้ อ ต า ม ที่ ฉั น เ จ็ บ และร้องไห้จ น ห ม ด น้ำ ต า . . เ มื่ อนั้ น ฉั น จ ะ รู้ ว่ า ตั ว เ อ ง มี ค่ า มากที่ สุ ด ~
Name : ladyangle< My.iD > [ IP : 113.53.176.119 ]
Email / Msn: roy_dew(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 2 พฤษภาคม 2552 / 19:12

#10 : ความคิดเห็นที่ 60
55+ พออ่านถึงคำว่า 'ถูกรังแก' ก็ฮาก๊ากขึ้นมาเลยค่ะ
มิน่าถึงได้กลายเป็นโรคหวงขวดนมไปเลย
แล้วอย่างนี้ในอนาคตจะมีการเอาคืนไหมคะนี่ ^^
PS.  ...บุคคลผู้เก่งกาจ ปราดเปรื่องเหนือใคร แต่ไร้คุณธรรม ก็ไม่ต่างอะไรกับปีศาจผู้ฉลาดเลย... http://my.dek-d.com/arissina
Name : arissina< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ arissina [ IP : 117.47.195.200 ]
Email / Msn: arissina1(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 2 พฤษภาคม 2552 / 16:33

#9 : ความคิดเห็นที่ 59
55+ พออ่านถึงคำว่า \
PS.  ...บุคคลผู้เก่งกาจ ปราดเปรื่องเหนือใคร แต่ไร้คุณธรรม ก็ไม่ต่างอะไรกับปีศาจผู้ฉลาดเลย... http://my.dek-d.com/arissina
Name : arissina< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ arissina [ IP : 117.47.195.200 ]
Email / Msn: arissina1(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 2 พฤษภาคม 2552 / 16:32

#8 : ความคิดเห็นที่ 34
ชอบจัง เป็นน้องแต่รังแกพี่
ส่วนคำว่ายีน ต้องไม่มี ส์ ค่ะ
สู้ๆนะค่ะ จะเอาใจช่วย
Name : jinchan [ IP : 58.9.61.245 ]
Email / Msn: jinchan_191(แอท)hotmail.com
วันที่: 2 พฤษภาคม 2552 / 02:30

#7 : ความคิดเห็นที่ 33
แสบจริง ๆ .. คิดไม่ออกเลยว่าจะเอาใจช่วยคนพี่หรือว่าคนน้องดี

ชื่อจำยากอ่ะ แต่อ่านๆ ไปก็น่าจะดีขึ้นนะ

สนุกมาก ๆ เลยค่ะ ถึงเคยจะอ่านเรื่องแนวนี้ที่ว่าเคยเป็นคน แล้วกลายเป็นมังกรแล้ว แต่ว่าดูแล้วเนื้อเรื่องคงจะต่างออกไปเลย
จะรอติดตามต่อไปค่ะ
Name : sa_i [ IP : 124.157.160.246 ]
Email / Msn: -
วันที่: 2 พฤษภาคม 2552 / 00:48

#6 : ความคิดเห็นที่ 27
ฮาว่ะฮามากๆๆตอนนี้ 55555+
Name : awes [ IP : 202.149.25.236 ]
Email / Msn: -
วันที่: 1 พฤษภาคม 2552 / 22:10

#5 : ความคิดเห็นที่ 20
นี่มัน.... ล้างแค้นกันชัดๆ
แต่มีข้อสงสัยข้อหนึ่งค่ะ
ตามจริงการผ่าเปลี่ยนดวงตาเป็นแค่การเปลี่ยนกระจกตาเท่านั้น
ไม่น่าจะทำให้ดวงตาเปลี่ยนสีนี่นา??
Name : K.bluewind [ IP : 118.173.37.140 ]
Email / Msn: wanmunkem(แอท)hotmail.com
วันที่: 1 พฤษภาคม 2552 / 17:04

#4 : ความคิดเห็นที่ 18
องค์ชายเจ็ดรังแกองค์ชายหกซะแล้ว 555

เหมือนเป็นการแก้แค้น

ท่าทางตอนเป็นเด็กทั้งคู่คงน่าเกลียดน่าชังดีนะคะ

อยากกอดบ้างจังเลย



Name : DeVy KiNg< My.iD > [ IP : 58.9.42.228 ]
Email / Msn: orn_sakura(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 1 พฤษภาคม 2552 / 16:28

#3 : ความคิดเห็นที่ 16
- -รีบๆมาอัพน่ะค้า อิอิสุกมากๆเลย
Name : .... [ IP : 125.25.151.127 ]
Email / Msn: -
วันที่: 1 พฤษภาคม 2552 / 16:06

#2 : ความคิดเห็นที่ 12
แสบสมกับเป็นเวินเยี่ยนจริงๆ

สงสารองค์ชายหกค่ะ ถูกรังแกซะแล้ว
Name : พลอย [ IP : 124.121.246.67 ]
Email / Msn: -
วันที่: 1 พฤษภาคม 2552 / 12:53

#1 : ความคิดเห็นที่ 11
ฮ่าๆๆๆ ทำซะแสบมากๆๆ (นี่ถือเป็นการแก้แค้นได้ไหมอ่ะ) แต่ไม่มีใคร นึกเอะัใจกะที่เวินเยี่ยน ฉลาดเลยซักกะคน


PS.  ~ดั่งแสงอรุณทอในความมืดมิด~
Name : gole< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ gole [ IP : 222.123.128.253 ]
Email / Msn: sfotolove(แอท)gmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 1 พฤษภาคม 2552 / 09:49

หน้าที่ 1
เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android