สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

จอมนางคู่บัลลังก์

ตอนที่ 1 : บทที่ 1


     อัพเดท 14 ก.ค. 51
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : หลินโหม่ว ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ หลินโหม่ว Email : sorcererwar(แอท)hotmail.com
My.iD: http://my.dek-d.com/linmou
< Review/Vote > Rating : 99% [ 7,497 mem(s) ]
This month views : 134 Overall : 347,754
9,339 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 215 คน ]

[ กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
จอมนางคู่บัลลังก์ ตอนที่ 1 : บทที่ 1 , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 12126 , โพส : 2 , Rating : 226 / 48 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


.

จอมนางคู่บัลลังก์

 

เขียนโดย : เฟิงน่ง

แปลโดย  : หลินโหม่ว

 

งามลักษณ์และงามจิต

 

.........เสน่ห์แห่งนาง หนึ่งคืองามลักษณ์ หนึ่งคืองามจิต งามลักษณ์จักโรยรามิช้านาน แต่งามจิตจักยั่งยืนขจรไกล มิอาจจักเปรียบกันได้

 

...........

 

 

 

บทที่ 1

 

 

กลางเดือนเจ็ด[1] ภายในเขตแดนของแคว้นกุยเล่อ[2]

ดวงตะวันร้อนแรงลอยผงาดอยู่กลางฟ้า สาดรัศมีแผดเผาจนต้นไม้สองข้างทางต่างก้มศีรษะลงอย่างอ่อนล้า

ผู้เดินทางที่มีอยู่ประปรายสุดจะทนต่อแสงแดดอันแผดกล้านี้ไหว จึงพากันถอยร่นไปหลบร้อนอยู่ใต้ร่มไม้ริมทาง ผู้เฒ่าซึ่งตั้งแผงขายน้ำชาอยู่ริมถนนดินเหลืองสายใหญ่แห่งนี้จึงพลอยได้ลูกค้าเพิ่มอีกสองรายไปด้วย

“เอาน้ำชามาหนึ่งชาม” ผู้เดินทางโบกมือพัดคลายร้อนให้ตัวเองอยู่ไหวๆ ก่อนจะล้วงถุงเงินออกมาจากอกเสื้ออย่างระมัดระวัง แล้วหยิบเงินอีแปะ[3]หนึ่งเหรียญออกมาวางลงบนโต๊ะ

“มาแล้วขอรับ น้ำชาดีหนึ่งชาม ชุ่มคอดับร้อน” ผู้เฒ่าปั้นรอยยิ้มเต็มหน้าประคองชามใส่น้ำชาส่งไปให้ แล้วชวนคุยว่า “อากาศร้อนจริงๆ ท่านลูกค้าเร่งเดินทางอยู่หรือขอรับ ?”

“ใช่ อากาศบัดซบนี่เผาคนให้ร้อนตายได้จริงๆ” จบคำก็ดื่มน้ำชาไปหนึ่งอึกให้ลำคอที่แห้งผากค่อยชุ่มชื่นขึ้นบ้าง หลังจากน้ำชาล่วงผ่านลำคอ ลูกค้าก็ค่อยรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นและพูดว่า “นี่ข้ากำลังเร่งจะไปส่งของที่ชายแดน เฮ้อ...สองปีมานี้แคว้นตงหลิน[4]มาก่อเรื่องตรงชายแดน ทำเอาคนค้าคนขายอย่างพวกข้าแทบจะไม่มีกินอยู่แล้ว โชคดีนะที่เสี่ยวจิ้งอานหวาง[5]ยกทัพไล่ตีฉูเป่ยอะไรนั่นถอยกลับไปได้สำเร็จ ไม่อย่างนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อไหร่พวกตงหลินถึงจะถอยทัพกลับไปได้”

“หึ เสี่ยวจิ้งอานหวางของพวกเรานี่แน่จริงๆ

“ข้ารู้จักคนชื่อเป่ยอะไรนั่นที่เจ้าพูดล่ะ เขาเป็นน้องชายแท้ๆ ของต้าหวาง[6]แคว้นตงหลิน เขาก็เก่งกาจมากเหมือนกัน”

คนข้างๆ ผู้หนึ่งพูดกลั้วหัวเราะเสียงดัง

“เก่งกาจมากแล้วจะไปมีประโยชน์อะไร มาเจอเสี่ยวจิ้งอานหวางของพวกเราเข้าก็ถูกตีกลับบ้านไปแล้วไม่ใช่หรือไง ?” จบคำก็ดื่มน้ำชาในชามจนหมดในรวดเดียว แล้วล้วงเงินอีกหนึ่งอีแปะออกมาวางลงบนโต๊ะอย่างใจกว้าง “ผู้เฒ่า เอามาอีกชาม

เมื่อได้ยินคำว่า “เสี่ยวจิ้งอานหวาง”  ผู้เฒ่าขายน้ำชาก็พยักหน้าหงึกๆ  พูดพลางรินน้ำชาไปพลางว่า

“ข้าก็เคยได้ยินมาขอรับ ท่านเป็นยอดขุนพลอันดับหนึ่งของแคว้นกุยเล่อเราเชียวละ ไม่มีศึกใดที่ท่านรบไม่ชนะ”

ระหว่างที่กำลังสนทนากันอย่างออกรสนั่นเอง เสียงถอนหายใจยาวเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ก่อนจะกล่าวว่า

“พวกเจ้ายังกล้าเอ่ยคำ ‘เสี่ยวจิ้งอานหวาง’ กันอีกรึ ? ตอนนี้น่ะ...เสี่ยวจิ้งอานหวางได้กลายเป็นกบฏของกุยเล่อไปแล้ว

คำพูดนี้ดุจฟ้าผ่าลงกลางแจ้ง ส่งผลให้ทุกคนที่กำลังล้อมวงดื่มน้ำชาตกตะลึงอ้าปากค้างทันที

ผู้เฒ่าขายน้ำชามือกระตุกวูบ ร้องถามอย่างตกใจ

“ลูกค้าท่านนี้ว่าอะไรนะ ? เสี่ยวจิ้งอานหวาง......”

“ยังไม่รู้กันสินะ ?” ลูกค้าซึ่งเพิ่งจะมาถึงทรุดนั่งลงกระพือแขนเสื้อให้ตัวเองคลายร้อน “ข้าเพิ่งจะมาจากเคอหลง[7]เมื่อวานนี้เอง เสี่ยวจิ้งอานหวางลอบสังหารต้าหวางไม่สำเร็จ จึงหนีออกจากเคอหลงไปแล้ว ตอนนี้ต้าหวางได้ประกาศจับคนในวังจิ้งอานหวางทุกคนไปทั่วแคว้น ข้าได้ยินมาว่ารางวัลนำจับสูงไม่ใช่น้อยเสียด้วย”

“แต่เสี่ยวจิ้งอานหวางเพิ่งจะปราบทัพศัตรูที่มารุกรานชายแดนลงได้ และเพิ่งจะกลับมาถึงเคอหลงเพื่อรับรางวัลไม่ใช่รึ ?”

“หึ เจ้าว่ามันน่าแปลกไหมล่ะ ก็คืนของวันที่กลับมาถึงเคอหลงนั่นแหละที่เขาคิดจะเข้าวังไปลอบสังหารต้าหวาง พวกเจ้ารู้ไหมว่าตอนนั้นเขาพกกระบี่อะไรติดตัวไป ?” เมื่อเห็นว่าผู้คนรายรอบต่างตั้งอกตั้งใจฟังที่ตัวเองพูด ลูกค้าผู้เล่าเรื่องก็แกล้งทำยักท่าอมพะนำขึ้นมาทันที

“คงเป็นยอดกระบี่อะไรสักเล่มละมัง” หนึ่งในผู้ที่ล้อมฟังทาย

“อย่าไปฟังเจ้านั่นพูดเหลวไหลเลย” ผู้ล้อมฟังอีกคนเอ่ยเสียงหยัน “ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเสี่ยวจิ้งอานหวางจะกบฏ ก็วังจิ้งอานหวางน่ะเป็นขุนนางที่ภักดีต่อกุยเล่อมาทุกชั่วคน ไม่มีทางก่อกบฏเด็ดขาด”

เมื่อลูกค้าผู้เล่าเรื่องเห็นว่ามีคนสงสัยในเรื่องที่ตนเล่า ก็โกรธจนหนวดกระดิก แผดร้องว่า

“เขาใช้กระบี่วิเศษเฮยม่อ[8]ที่ต้าหวางประทานให้เป็นรางวัลนั่นแหละลอบสังหารต้าหวาง ! กระบี่วิเศษเฮยม่อคงจะเคยได้ยินสินะ ? ขอเพียงถูกมันกรีดใส่ ไม่ว่าบาดแผลจะเล็กแค่ไหนก็จะกลายเป็นสีดำไปทั้งแถบ และไม่มีวันจางหายไปตลอดกาล”

“แต่ว่า......”

ระหว่างที่ยังถกเถียงกันไม่จบ คนทั้งกลุ่มก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าหลายตัวค่อยๆ ดังใกล้เข้ามา

ขบวนรถม้าได้มาถึงอีกหนึ่งขบวน เป็นขบวนรถม้าของพ่อค้าที่ดูธรรมดาอย่างมาก ประตูและหน้าต่างรถถูกผ้าม่านเนื้อหนาปิดเอาไว้อย่างมิดชิด ผู้ขับรถม้าคือชายฉกรรจ์ซึ่งมีใบหน้าอวบอูม ชายฉกรรจ์กระโดดลงจากรถม้า โยนเงินอีแปะลงบนโต๊ะสองเหรียญ แล้วตวาดว่า

“ตาเฒ่า เอาน้ำชามาสองชาม

“มาแล้วขอรับ ผู้เฒ่าขายน้ำชารีบร้องรับ

“อากาศบัดซบนี่ร้อนเป็นบ้า

“ใช่ขอรับๆ ท่านลูกค้านั่งพักคลายร้อนใต้ร่มไม้สักครู่แล้วค่อยไปต่อเถอะ ตอนนี้กำลังคุยกันถึงเรื่องของเสี่ยวจิ้งอานหวางอยู่ล่ะขอรับ” ผู้เฒ่ากล่าวพลางวางชามใส่น้ำชาลงตรงหน้าอีกฝ่าย

“ถุย ! เหลาจื่อ[9]กำลังรีบจะไปค้าขายอยู่โว้ย ! ใครจะไปสนใจเรื่องของหวางนี่หวางโน่นอะไรนั่นกันวะ” ชายฉกรรจ์สำรากจบก็แหงนหน้ากรอกน้ำชาลงคอดังอึกๆ  จากนั้นปลดถุงน้ำขนาดใหญ่ที่ข้างเอวออกส่งให้ผู้เฒ่า “ใส่ให้เต็มถุงนี่ด้วย เหลาจื่อจะรีบออกเดินทางเดี๋ยวนี้”

ผู้เฒ่าขายน้ำชารีบเติมน้ำชาใส่ถุงให้อีกฝ่ายจนเต็มโดยเร็ว

ชายฉกรรจ์รับถุงน้ำมา กระโดดกลับขึ้นไปบนรถม้า ตวาดเสียงดัง รถม้าก็เริ่มแล่นมุ่งหน้าต่อไป

 

รถม้าแล่นโคลงเคลงมุ่งไปข้างหน้าอยู่บนถนนดินเหลือง ภายในตัวรถที่สะเทือนขึ้นลงไม่ได้หยุด พิงถิงได้ลืมตาขึ้นในที่สุด

อากาศร้อนอบอ้าว หยาดเหงื่อไหลรินลงมาตามลำคอ ดูเหมือนนัยน์ตาที่เพิ่งลืมขึ้นจะยังไม่สามารถปรับตัวให้ชินกับแสงสว่าง จึงหรี่ลงเล็กน้อย

ท้ายทอยปวดตุบๆ อาการหัวหมุนตาลายพุ่งเข้าใส่เป็นระลอกๆ เหมือนเกลียวคลื่นที่ซัดเข้าปะทะหมายให้ล้มคว่ำลง

...ที่นี่คือที่ไหน ?... หญิงสาวถามตัวเองอย่างกังขา จวบจนเมื่อมองเห็นสภาพรอบกายชัดตา สัญชาตญาณระแวงภัยได้กระตุ้นให้สติของนางตื่นเต็มที่ในทันทีพร้อมกับที่นัยน์ตากลมโตสีดำขลับตัดกับเนื้อตาสีขาวสะอาดอย่างชัดเจนพลันเบิกกว้างอย่างตกตะลึง

ภาพเปลวไฟลุกท่วมฟ้าและเสียงฆ่าฟันอย่างดุเดือดซึ่งอยู่ในความทรงจำได้หวนคืนมาในบัดดล

“พิงถิง เจ้ารออยู่ที่นอกเมืองนี่ พวกข้าจะย้อนกลับเข้าไปทำให้สถานการณ์ชุลมุนหนักขึ้นอีกหน่อยประสานกับพวกท่านพ่อ”

“อย่างนั้น...นายน้อย เนินเขานอกเมืองที่พวกเราไปกันบ่อยๆ ลูกนั้น ข้าจะไปรออยู่ที่นั่นก่อนฟ้าสาง”

หวางเยี่ย[10]เล่า ? นายน้อยเล่า ? แล้วยังเจ้าตงจั๋วจอมทะลึ่งชอบก่อเรื่องอยู่เรื่อยนั่นเล่า อยู่ที่ใด ?

จำได้ว่าหลังจากนัดหมายกันเรียบร้อยแล้ว นางก็ออกเดินทางตรงไปยังเนินเขานอกเมืองทันที ความทรงจำสุดท้ายสะดุดอยู่แค่ตอนที่เพิ่งจะมองเห็นเนินเขาจุดนัดพบปรากฏขึ้นในสายตา

ตอนนั้นท้ายทอยของนางปวดแปลบ แล้วภาพตรงหน้าก็มืดวูบ...

 

“ฟื้นแล้วเรอะ ?” ม่านรถถูกเลิกเปิดออกกะทันหันพร้อมกับที่ใบหน้าของชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งโผล่มาให้เห็น “น่าจะฟื้นได้ตั้งนานแล้ว นี่ถ้ายังไม่ฟื้นอีกละก็ เหลาจื่อมีหวังนึกว่าไม้เดียวนั่นทุบหัวเจ้าตายไปซะแล้ว”

พ่อค้ามนุษย์หรือ ?

พิงถิงพินิจมองชายฉกรรจ์อย่างระแวดระวัง

อย่าบอกนะว่าในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดนี้ ในช่วงเวลาที่นายน้อยไม่อาจขาดนางตามไปคอยรับใช้มากที่สุด นางกลับมาถูกพ่อค้ามนุษย์จับตัวเสียได้ ? สวรรค์ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี ! ตั้งแต่เล็กจนโต จำนวนครั้งที่นาง...ป๋ายพิงถิง[11]...ออกจากวังเพียงลำพังมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย มาคราวนี้นางเพิ่งจะอยู่ตามลำพังเป็นครั้งแรกเท่านั้น ก็ดันมาเจอะพ่อค้ามนุษย์เข้าให้เสียแล้ว

“เอาล่ะ ตอนนี้เหลาจื่อจะถามคำถามเจ้าละ” ชายฉกรรจ์เข้ามานั่งในรถม้า ดึงผ้าขี้ริ้วที่ยัดใส่ปากหญิงสาวเพื่อป้องกันนางร้องตะโกนขอความช่วยเหลือออก แล้วขู่ว่า “ข้าถามอะไรเจ้าก็ตอบมาตามตรงซะ ถ้ากล้าไม่ตอบตามความเป็นจริงละก็ ข้าจะจับเจ้าไปให้หมาป่ากิน

ครั้นได้ยินคำขู่เหมือนหลอกให้เด็กกลัวเช่นนี้ พิงถิงก็แทบจะเผลอหัวเราะคิก หญิงสาวติดตามรับใช้เสี่ยวจิ้งอานหวางเหอเสีย[12]มาตั้งแต่เล็ก เป็นสตรีเพียงผู้เดียวที่ได้รับอนุญาตให้ติดตามเหอเสียออกรบ แม้นางจะอายุยังน้อย แต่ก็เคยได้รู้เห็นฉากประหัตประหารฆ่าฟันในสมรภูมิมามากพอตัว คำขู่แค่ประโยคเดียวมีหรือจะทำให้นางหวาดกลัวได้ ?

หญิงสาวชิงเป็นฝ่ายถามขึ้นก่อนโดยไม่รอให้ชายฉกรรจ์ทันได้เอ่ยถาม

“เจ้าจับข้าได้ที่นอกประตูเมืองออกไปประมาณสองหลี่[13]สินะ ?”

ชายฉกรรจ์ถูกการชิงเป็นฝ่ายถามของนางทำเอาตกตะลึง ยิ่งเมื่อเห็นท่าทีเรียบเรื่อยมั่นใจ ในรอยยิ้มละไมดูน่าครั่นคร้ามแม้มิกราดเกรี้ยว[14] ก็ต้องพยักหน้าพูดตอบอย่างลืมตัว

“ใช่”

“ข้าหลับไปกี่วัน ?”

“สองวันครึ่ง”

ครั้นได้ยินคำตอบ พิงถิงก็หน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อยทันที ลอบร้องในใจว่าไม่ได้การ

หากนางหมดสติไปสองวันเต็มจริงๆ ละก็ ทหารที่ต้าหวางส่งมาตามไล่ล่าจะต้องเริ่มขยายวงไปค้นหาละแวกรอบๆ เคอหลงแล้วอย่างแน่นอน เช่นนั้นพวกนายน้อยก็จะไม่สามารถรั้งอยู่ที่เนินเขาซึ่งเป็นจุดนัดพบกับนางต่อไปได้

คิดถึงตรงนี้ หญิงสาวก็ให้ร้อนใจขึ้นมาทันที และถามต่อว่า

“เจ้าจะพาข้าไปขายที่ใด ?”

“ไป......” ชายฉกรรจ์ที่เผลอตอบไปสองคำถามติดๆ กันเพิ่งจะรู้สึกตัวถึงความผิดปกติอย่างกะทันหัน จึงอุทานอย่างงุนงง “เฮ้ย ? ข้าควรต้องเป็นฝ่ายถามเจ้าชัดๆ นี่นา ไหงเจ้าถึงกลายมาเป็นฝ่ายถามข้าไปได้ ?” จากนั้นปั้นหน้าเหี้ยมทันที คำรามเสียงต่ำว่า “เจ้าเป็นเมียแอบหนีของเศรษฐีบ้านใด ? แล้วบ้านอยู่ที่ไหน ?”

เมียแอบหนี ?

พิงถิงตะลึง ก้มลงมองตัวเอง แล้วจึงเข้าใจในทันที

แม้นางจะเป็นสาวใช้ในวังเจ้า แต่เนื่องจากเป็นที่รักใคร่เอ็นดูของเจ้านายมาตั้งแต่เล็ก ข้าวของเครื่องใช้ของนางจึงเป็นของที่ทำอย่างละเอียดประณีตยิ่งเสียกว่าข้าวของเครื่องใช้ของคุณหนูบ้านคนธรรมดาทั่วไปอยู่หลายส่วน แล้วตัวนางที่สวมชุดตัดจากผ้าไหมเนื้อดีเลิศทั้งชุดกลับมาเดินโต๋เต๋เพียงลำพังที่นอกเมืองในยามฟ้าสาง ก็สมควรอยู่หรอกที่จะถูกพ่อค้ามนุษย์เข้าใจผิดคิดว่าเป็นภรรยาแอบหนีของเศรษฐีคนใดสักคน

มิน่าเล่าพ่อค้ามนุษย์คนนี้ถึงได้ใจดียอมให้นางนอนหมดสติอยู่ได้ถึงสองวันโดยไม่พาไปโยนทิ้ง ที่แท้ก็เป็นเพราะเห็นนางเป็นตัวประกันใช้เรียกค่าไถ่ได้นี่เอง

หญิงสาวยิ้มหวาน แล้วส่ายศีรษะ

“ข้าเป็นแค่สาวใช้เท่านั้น ไม่ใช่ภรรยาแอบหนีของเศรษฐีที่ไหน”

“หึ สาวใช้น่ะรึจะมีปัญญาใส่เสื้อไหมเนื้อดีเลิศแบบนี้ได้ ?”

พิงถิงคิดในใจ ...เกรงว่าต้าหวางคงจะออกคำสั่งจับกุมตัวคนของวังจิ้งอานหวางไปทั่วแคว้นแล้วเป็นแน่ ข้าจะแพร่งพรายฐานะของตัวเองไม่ได้เด็ดขาด... นัยน์ตากลมโตกลอกไปมาอย่างขบคิดหนึ่งรอบ ก่อนจะตอบว่า

“ข้าคิดจะลอบออกจากเมืองไปพบชายคนรักน่ะ แล้วเพราะรักสวยรักงาม ข้าจึงขโมยเสื้อผ้าของคุณหนูมาสวม” ธรรมเนียมของแคว้นกุยเล่อค่อนข้างปล่อยตัว เรื่องจำพวกหญิงสาวลอบนัดพบชายคนรักจึงมีให้เห็นอยู่ไม่ใช่น้อยจริงๆ

ชายฉกรรจ์ฟังแล้วขมวดคิ้วฉับ หันไปเลิกม่านหน้าต่างรถม้าตวาดออกไปข้างนอกเสียงดังลั่น

“เหล่าจาง[15] เข้ามานี่เดี๋ยวนี้

“มาแล้ว เสียงขานรับดังมาจากด้านนอกรถม้าทันควัน ดูเหมือนพ่อค้ามนุษย์จะไม่ได้มีแค่คนเดียว โดยที่อีกคนอยู่บนรถม้าคันอื่น

ครู่สั้นๆ ให้หลัง ใบหน้าอวบอูมกลมแป้นก็ชะโงกผ่านม่านหน้าต่างรถเข้ามาถามว่า

“ฝูเอ้อร์เกอ มีอะไรจะสั่งรึ ?”

ที่แท้ชายฉกรรจ์ที่คุยกับพิงถิงในตอนแรกชื่อ “ฝูเอ้อร์เกอ” นี่เอง

“สั่งกับผีน่ะสิ ! เจ้าบอกเหลาจื่อเองไม่ใช่เรอะว่าหญิงคนนี้ดูเหมือนเมียแอบหนีของเศรษฐี ต้องใช้แลกเงินได้เยอะมากแน่ๆ น่ะ ?” ฝูเอ้อร์เกอถลึงตาชี้มาที่พิงถิง “นางเป็นสาวใช้โว้ย ! ถุยๆ ! ดันอุตส่าห์เลี้ยงเสียเปล่ามาได้ตั้งสองวัน”

เหล่าจางทำคอย่น หันมามองพิงถิงที่นั่งหุบปากเงียบ แล้วรีบยิ้มประจบทันที

“ฝูเอ้อร์เกออย่าเพิ่งโมโหน่า ไหนๆ ก็จับมาแล้ว ต่อให้ไม่ใช่เมียเศรษฐี อย่างน้อยก็ขายได้เงินบ้างหรอกน่า”

“หน้าตาแบบนี้จะขายได้สักกี่อีแปะกันวะ ?” นิ้วอวบอ้วนชี้มาที่จมูกพิงถิงอย่างไม่มีการเกรงอกเกรงใจแม้แต่น้อย

ก็จริงนั่นแหละ หน้าตาของพิงถิงไม่ได้จัดว่างดงามอะไร ต่อให้เป็นในวังจิ้งอานหวาง อย่างดีหน้าตาของนางก็พอจะฝืนใจจัดให้อยู่ในระดับปานกลางโดยได้รับคำวิจารณ์ว่า “หน้าตาหมดจดเกลี้ยงเกลาดี” เท่านั้น

แต่ทั่วทั้งวังจิ้งอานหวาง ไม่มีผู้ใดไม่ทราบถึงความสำคัญของพิงถิงแม้แต่คนเดียว...

นึกไม่ถึงเลยว่ามาวันนี้นางจะถูกพ่อค้ามนุษย์ชี้หน้าบอกว่านางไม่มีค่า ทำเอาหญิงสาวต้องค้อนขวับอย่างอดไม่อยู่

หลังจากตะคอกใส่เหล่าจางจบ ฝูเอ้อร์เกอก็ทำสีหน้าจำใจยอมรับชะตากรรมแต่โดยดี

“ช่างเถอะ อย่างน้อยก็ขายมันสักห้าสิบอีแปะก็แล้วกัน สาวใช้บัดซบที่ขโมยเสื้อผ้าคุณหนูมาใส่นี่ทำเอาเหลาจื่อหลงนึกว่าได้ของดีมาเสียอีก แถมยังดันหลงให้นั่งสบายๆ ในรถม้าส่วนตัวของเหลาจื่อตั้งสองวัน ไปไป๊ เอาตัวนางไปที่รถม้าคันหลังให้ไปอยู่รวมกับคนอื่นๆ ซะ”

 

ทันทีที่เข้าไปในรถม้าคันหลัง กลิ่นเหม็นก็พุ่งมาปะทะจมูก ทำให้พิงถิงเข้าใจในบัดดลว่าทำไมฝูเอ้อร์เกอถึงบอกว่าสองวันแรกนางได้รับการปฏิบัติอย่างดี

เมื่อเทียบกับรถม้าคันเมื่อครู่ รถม้าคันนี้ทั้งโทรมและแออัดกว่ากันมาก แล้วยังทั้งสกปรกและร้อนอบอ้าว บนรถม้ามีเด็กสาวนั่งเบียดกันอยู่ประมาณ 7-8 คน ทุกคนต่างถูกมัดสองมือไพล่หลังและมีก้อนผ้าขี้ริ้วอุดปากเหมือนพิงถิง สายตาแต่ละคนบอกความหวาดผวา ครั้นเห็นว่ามีเด็กสาวร่วมชะตากรรมอีกคนถูกจับยัดเข้ามา ทุกคนก็พากันมองมาที่พิงถิงด้วยสายตาเห็นใจ

“เบียดๆ กันเข้าไปข้างในหน่อย มาเพิ่มอีกคนแล้ว” เหล่าจางผลักพิงถิงเข้าไปในรถม้า จากนั้นดึงก้อนผ้าขี้ริ้วที่อุดปากเด็กสาวในรถออกทีละคน “มาถึงทุ่งร้างไม่มีคนแล้ว ไม่ต้องอุดปากพวกเจ้าแล้วก็ได้  ไม่งั้นอากาศร้อนๆ แบบนี้มีหวังได้ขาดใจตายกันสักคนสองคนแน่ จงว่าง่ายๆ ยอมอยู่นิ่งๆ ซะ ได้ยินแล้วนะ หลังจากตะคอกจบ เหล่าจางก็ออกจากรถม้าไป คาดว่าคงจะไปขับรถม้าต่อ

พิงถิงถูกเหล่าจางผลักจนเซถลาไปชั่วขณะ กว่าจะหามุมว่างนั่งลงได้

รถม้าโคลงเคลงจนน่ากลัว หญิงสาวรู้สึกคันคอขึ้นมากะทันหันจนต้องไอออกมาแรงๆ

“แค่กแค่ก......แค่ก......”

อาการครั่นเนื้อครั่นตัววูบขึ้นทันที

…อาการป่วยที่ไปติดมาตอนตามนายน้อยไปออกรบครั้งนี้ยังไม่หายดีอีกหรือ ?... หญิงสาวขมวดคิ้ว หลับตาลงพิงศีรษะกับผนังไม้แข็งกระด้างของรถม้า

ค่อยรู้สึกสบายขึ้นหน่อย...ว่าแล้วก็อดใจไม่ไหวเริ่มใช้สมองขบคิดด้วยความเคยชิน

วังจิ้งอานหวาง...วังจิ้งอานหวางที่นางอยู่มาตั้งแต่น้อยคุ้มใหญ่...คงจะกลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้วกระมัง ?

องค์ชายซู่[16]...ไม่ใช่สิ...เขาเป็นต้าหวางคนใหม่ที่เพิ่งจะขึ้นครองราชย์ไปแล้ว...ต้าหวางได้ทวีความหวาดระแวงต่อวังจิ้งอานหวางที่กุมอำนาจทหารในมือมากขึ้นทุกวัน ก่อนหน้านี้ไม่นานนายน้อยได้สร้างความชอบจากการรบอีกครั้ง ทำให้ต้าหวางสะกดกลั้นใจไว้ไม่อยู่ในที่สุด และวางแผนร้ายใส่ความนายน้อยว่าคิดก่อการกบฏในคืนของวันที่นายน้อยยกทัพที่ได้รับชัยชนะกลับมาถึงเคอหลง...เมืองหลวงแห่งแคว้น

โชคดีที่วังจิ้งอานหวางพอจะมีการป้องกันความคิดนี้ของต้าหวางอยู่ก่อนแล้ว จึงไม่ถึงกับหมดทางตอบโต้โดยสิ้นเชิง

ตอนนี้นายน้อยน่าจะวางแผนเส้นทางหลบหนีเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

ไม่รู้ว่าพวกนายน้อยจะลอบหลบหนีไปที่ใด แต่เดาไม่ออกก็ดีเหมือนกัน เพราะหนทางที่ดีที่สุดสำหรับการหลบหนีคือ...หนีไปยังที่ซึ่งไม่ว่าใครก็เดาไม่ถูก เพราะแบบนั้นทหารที่ตามไล่ล่าจะได้หาพวกเขาไม่พบ

รอบด้านเริ่มมีเสียงสะอึกสะอื้นดังมา เหล่าเด็กสาวที่ถูกเอาเศษผ้าอุดปากออกเมื่อครู่พากันร้องไห้เบาๆ ให้แก่ความโชคร้ายของตัวเอง

พิงถิงลืมตาขึ้น กวาดมองไปรอบด้านอย่างแช่มช้า

ถูกต้อง...เด็กสาวแต่ละคนล้วนแต่งดงามอย่างยิ่งทั้งสิ้นจริงๆ  นี่นางคงจะขี้เหร่ที่สุดในกลุ่มแล้วกระมัง ?

ปกติพ่อค้ามนุษย์มักจะเลือกลงมือจับแต่เด็กสาวหน้าตาดีไปขายเป็นอนุภรรยาให้ขุนนางคหบดี จะได้โก่งราคาได้สูงลิบ เมื่อนึกถึงว่าฝูเอ้อร์เกอตั้งราคาให้นางที่ห้าสิบอีแปะ พิงถิงก็คลี่ยิ้ม เพราะอย่าว่าแต่อะไรเลย ลำพังแค่รางวัลที่นายน้อยมอบให้นาง ก็มากพอให้ฝูเอ้อร์เกอถูกกองเงินท่วมตายได้แล้ว

หากฝูเอ้อร์เกอรู้ว่าตัวเองจับพลัดจับผลูจับตัวใครมาได้ละก็ ไม่ทราบจะทำหน้าอย่างไร

“พี่สาวท่านนี้......” เด็กสาวท่าทางขลาดกลัวที่นั่งอยู่ข้างๆ แตะไหล่พิงถิงเบาๆ “พี่ก็ถูกพวกนั้นจับตัวมาขายเหมือนกันหรือ ?”

...ช่างเป็นเด็กสาวที่น่ารักน่าเอ็นดูแท้ๆ  มิน่าเล่าถึงไปสะดุดตาพ่อค้ามนุษย์เข้า... พิงถิงคิดในใจขณะพยักหน้า

“อืมม์”

“พี่สาวกลัวหรือเปล่า ?”

“ไม่กลัว”

เด็กสาวมองหน้าพิงถิงอย่างตกตะลึง

“ไม่กลัวหรือ ?”

เมื่อเห็นว่าเด็กสาวอ้าปากทำท่าจะพูดต่อ พิงถิงที่เริ่มจะปวดศีรษะตุบๆ ก็ชิงถามขัดขึ้นก่อนว่า

“เจ้าชื่ออะไรหรือ ?”

“ข้า......ข้าชื่อเสี่ยวชิง[17] พี่สาวล่ะ ?”

“ข้าชื่อเสี่ยวหง[18]” พิงถิงตั้งชื่อใหม่ให้ตัวเองเสร็จสรรพ เพราะถึงอย่างไรนางย่อมจะปล่อยให้ตัวเองถูกขายในชื่อ “ป๋ายพิงถิง” ที่ถึงจะไม่ได้โด่งดังอะไร แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครรู้จักเลยไม่ได้อยู่แล้ว

“พี่สาว ถ้าอย่างนั้น......”

“รู้หรือเปล่าว่าตอนนี้พวกเรากำลังถูกพาตัวไปที่ไหน ?” หญิงสาวชิงถามขัดจังหวะเสี่ยวชิงอีกครั้ง นางต้องรีบรู้สถานการณ์ของตัวเองให้กระจ่างโดยเร็วที่สุด นางไม่กลัว เพียงแต่รู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง เหมือนตอนที่นางติดตามนายน้อยออกรบและช่วยนายน้อยคิดแผนทำลายทัพศัตรู ต่างกันแค่ตอนนี้นางต้องออกรบด้วยตัวเองเพียงลำพังเท่านั้น

“ฟังจากที่คนอ้วนๆ นั่นกับคนหน้าดุๆ นั่นคุยกัน ดูเหมือนจะพาพวกเราไปขายที่ตงหลินนะ”

...แคว้นศัตรูหรือ ?... คิ้วพิงถิงขมวดลึกกว่าเดิม

ทัพที่นายน้อยตีพ่ายไปที่ชายแดนในครั้งนี้คือทัพตงหลินนี่ล่ะ แผนล่อศัตรูเข้าไปในภูเขา แล้วเปิดทางแม่น้ำมาท่วมถนนของนาง ส่งผลให้ทัพตงหลินพ่ายแพ้อย่างอนาถจนต้องถอนทัพกลับไปทั้งหมด ตอนนั้นนายน้อยยังพูดยิ้มๆ ว่า

“ตอนนี้ทั้งกองทัพรู้กันหมดแล้วว่าพวกเรามีเสนาธิการหญิงอยู่ กลับไปถึงเคอหลงเมื่อไร ข้าจะให้ท่านพ่อตกรางวัลเจ้าอย่างงามเลยทีเดียว บอกมาสิ ครั้งนี้เจ้าอยากจะได้อะไร ?”

หากฐานะของนางถูกเปิดโปงในตงหลินละก็ ผลลัพธ์มีหวัง...

ดูท่าแผนอาศัยรถม้าของพ่อค้ามนุษย์หลบหนีการไล่ล่าของต้าหวางจะใช้การไม่ได้เสียแล้ว ต้องรอดูก่อนว่าเมื่อไรถึงจะมีโอกาสให้หนีได้ จะได้ไปจากรถม้านี่ แล้วค่อยอาศัยสองเท้าของตัวเองดั้นด้นไปเสาะหาร่องรอยของนายน้อย

หลังจากคิดแผนเสร็จสรรพ ขมับก็เกิดอาการปวดตุบๆ  ปวดมากเสียจนเหมือนเส้นประสาทถูกกระตุกดึง อาการอ่อนล้าจู่โจมไปทั่วร่างโดยพลัน ช่วงชิงพละกำลังทั้งหมดไปจนสิ้น หญิงสาวเริ่มไอออกมาอีกครั้ง

“แค่กๆ......”

“พี่สาว......” เสี่ยวชิงมองนางอย่างเป็นห่วง

“ไม่เป็นไร” พิงถิงเอ่ยเมื่ออาการไอค่อยหยุดลงจนได้ แต่กลับพบว่าในคอมีกลิ่นคาววูบขึ้น ส่งผลให้ใจหญิงสาวเครียดเขม็งทันที

...หรือจะไอออกมาเป็นเลือดอีกแล้ว ?...

...แล้วแบบนี้จะหนีได้อย่างไรกัน ?...

ความจริงร่างกายของนางไม่ได้อ่อนแอเลยสักนิด เพียงแต่ตอนออกรบครั้งล่าสุดนี้นางได้ไปติดอาการป่วยเล็กๆ น้อยๆ จากในท้องที่ออกรบมา แล้วตอนออกรบ นางก็พยายามฝืนข่มอาการปิดบังเอาไว้ไม่ยอมบอก เพราะไม่อยากให้นายน้อยเป็นกังวล อีกทั้งหลังจากนำทัพที่ได้รับชัยชนะเดินทางสะเทือนโคลงเคลงตลอดทางจนกลับมาถึงเมืองหลวง ในคืนแรกที่กลับมาถึงยังเกิดเหตุเปลี่ยนแปลงขึ้นเสียอีก

ในระหว่างช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์สารพัดอย่างนี้ มีเรื่องให้นางต้องเปลืองสมองขบคิดจนอ่อนล้าอยู่ไม่ใช่น้อยเสียด้วย มิน่าเล่าอาการป่วยถึงได้ทรุดหนักลง

หญิงสาวนิ่งคิดอยู่พักใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ

“ตงหลินก็ตงหลิน”

นางตัดสินใจแล้วว่าจะติดตามพ่อค้ามนุษย์ไปตงหลินชั่วคราว

ถึงอย่างไรราชโองการประกาศจับคนในวังจิ้งอานหวางก็ประกาศอยู่แต่ในเขตแดนของกุยเล่อเท่านั้น

แคว้นศัตรู...ก็ถือเป็นทางเลือกที่ไม่เลวอยู่เหมือนกัน......ขอเพียงฐานะไม่ถูกล่วงรู้ละก็

 

ไม่กี่วันต่อมา ขบวนรถก็มาถึงภายในเขตแดนของแคว้นตงหลิน

พ่อค้ามนุษย์ย่อมไม่มีทางเอาคนที่จับมาร้องตะโกนขายในชนบทห่างไกลที่มีแต่คนยากคนจนอยู่แล้ว และเร่งเดินทางต่อไปอีกหลายวัน จนเข้าสู่เมืองหลวงของแคว้นตงหลิน...เมืองม่อเอิน จึงค่อยไล่เหล่าเด็กสาวที่จับตัวมาลงจากรถ พาไปอาบน้ำแต่งตัวและเปลี่ยนไปสวมเสื้อผ้าสะอาดๆ ในโรงเตี๊ยม

ยามแต่ละแคว้นทำสงครามรบพุ่งกัน การซื้อขายมนุษย์กล่าวได้ว่าเป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยจนชินตา แทบทุกเมืองใหญ่ต่างมีตลาดสำหรับซื้อขายมนุษย์โดยเฉพาะ พวกพิงถิงถูกพ่อค้ามนุษย์พาไปที่ตลาดนี้ แล้วถูกสั่งให้ขึ้นไปยืนบนแท่นทีละคนๆ เพื่อให้ผู้ซื้อได้มองเห็นชัดๆ

พิงถิงหน้าตาไม่สะดุดตาที่สุดในกลุ่ม จึงถูกพาไปยืนอยู่ด้านหลังสุด ทำให้รอดตัวจากความรู้สึกอึดอัดเพราะถูกผู้ที่มาซื้อจ้องมองไปโดยปริยาย ชุดผ้าไหมที่หญิงสาวสวมตอนถูกจับตัวมาได้ถูกพ่อค้ามนุษย์ลอกคราบออกไปให้เสี่ยวชิงสวมเพื่อยกระดับราคาของเสี่ยวชิงให้สูงลิบลิ่วยิ่งขึ้นไปแล้ว

“สาวงามจากแคว้นกุยเล่อ ! สาวงามจากแคว้นกุยเล่อขอรับ

เมื่อนึกถึงว่าตัวนางเป็นถึงสาวใช้อันดับหนึ่งแห่งวังจิ้งอานหวางแท้ๆ  แต่กลับถูกนำมาป่าวร้องขายที่นี่เสียได้ พิงถิงก็ต้องยิ้มเฝื่อนๆ และส่ายหน้า

มิน่าเล่าถึงได้มีผู้กล่าวว่า ชีวิตคนเปลี่ยนแปรสุดหยั่งคาด

หลังจากยืนอยู่บนแท่นประกาศขายได้พักใหญ่ เหล่าเด็กสาวที่ถูกจับตัวมาพร้อมกันต่างก็มีคนมาซื้อตัวไปจนหมด ผู้ที่ซื้อเสี่ยวชิงไปเป็นนักศึกษา[19]ท่าทางสุภาพ ดูเป็นคนใจดี แต่งกายอย่างบุตรหลานคหบดีมีฐานะ

เสี่ยวชิงใจเสาะมากจริงๆ  ก่อนจะถูกพาตัวไป เด็กสาวเอาแต่กรีดร้องว่า “พี่สาว ! พี่สาว แล้วคว้ามือของพิงถิงเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย แต่พิงถิงทราบดีว่าการที่เด็กสาวจากครอบครัวยากจนซึ่งหน้าตาท่าทางดูดีอย่างเสี่ยวชิงมีโอกาสได้เข้าไปเป็นสาวใช้ในบ้านคหบดีนั้น ถือว่าโชคดีมากแล้ว ตัวนางเองหากไม่ใช่เพราะได้จิ้งอานหวางเยี่ยพากลับวังเมื่อตอนยังเด็กละก็ เกรงว่าคงจะอดตายอยู่ข้างทางไปนานแล้ว

“ไปเถอะ ไม่ต้องกลัว” พิงถิงตบมือเสี่ยวชิงเบาๆ  แล้วมองส่งเด็กสาวถูกพาจากไป

ผู้ที่ถูกขายเป็นคนสุดท้ายก็คือพิงถิงเอง

ดูท่าทางหน้าตาไม่ดีพอนี่ขายไม่ออกจริงๆ ด้วย พ่อค้ามนุษย์พยายามพูดแล้วพูดอีกจนคอแหบคอแห้ง กว่าจะได้พ่อบ้านที่กำลังต้องการสาวใช้สำหรับทำงานหนักสักคนยอมซื้อพิงถิงไปในราคาสี่สิบอีแปะ

สี่สิบอีแปะ...หากนายน้อยทราบว่าราคาของนางต่ำขนาดนี้ละก็...มีหวังได้หัวเราะงอหายเป็นแน่

 

“นี่คือประตูใหญ่ จำที่ได้แล้วนะ ?” พ่อบ้านตระกูลฮัวพาพิงถิงมาที่หน้าประตูบานใหญ่โอ่อ่างดงามแห่งหนึ่ง จากนั้นชี้ไปที่ป้ายขวางแผ่นใหญ่เหนือประตู “สาวใช้แรงงานอย่างพวกเจ้าต้องเข้าทางประตูเล็กด้านข้างเท่านั้น รู้หรือเปล่า ?”

พิงถิงเงยหน้าขึ้นอ่านอักษรตัวใหญ่บนแผ่นป้ายเหนือประตู

“คฤหาสน์ตระกูลฮัว”

โชคดีนะที่ไม่ใช่ “วังเจิ้นเป่ยหวาง”  ไม่อย่างนั้นนางมีหวังชักเท้าเผ่นหนีในทันทีแน่นอน

เจิ้นเป่ยหวาง ฉูเป่ยเจี๋ย[20] อนุชาร่วมอุทร[21]ผู้เลื่องชื่อลือชาของต้าหวางแห่งตงหลิน[22] ขุนพลพยัคฆ์อันดับหนึ่งแห่งตงหลินผู้นี้......คือผู้ที่ยกทัพไปรุกรานชายแดนกุยเล่อและถูกนายน้อยตีแตกพ่ายกลับไปในการรบครั้งล่าสุดนั่นเอง

“อืมม์ ไม่เลวนี่ อ่านหนังสือออกกับเขานิดหน่อยเหมือนกัน” พ่อบ้านฮัว[23]พยักหน้า แล้วพาหญิงสาวไปที่ประตูเล็กซึ่งเอ่ยถึงเมื่อครู่ “ต่อไปนี้ที่นี่จะเป็นบ้านหลังใหม่ของเจ้า นายท่านและคุณหนูของพวกเราเป็นคนใจดีมาก เจ้าจงตั้งใจทำงานให้ดีๆ แล้วจะไม่ต้องอยู่อย่างคับใจแน่นอน”

ด้วยเหตุนี้คฤหาสน์ตระกูลฮัวจึงมีสาวใช้ธรรมดาๆ เพิ่มมาหนึ่งคน

หน้าที่ของพิงถิงคือซักผ้า ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า นางก็มีวันที่ต้องซักผ้าจำนวนมหาศาลขนาดนี้กับเขาด้วย

เมื่อสมัยอยู่ที่วังจิ้งอานหวาง แม้นางจะมีฐานะเป็นสาวใช้ แต่ฐานะจริงๆ นั้นแทบไม่ต่างอะไรกับเป็นน้องสาวของนายน้อย ปกตินอกจากยกน้ำชาหรือโบกพัดให้นายน้อยนิดๆ หน่อยๆ แล้ว นางก็มีหน้าที่เรียนหนังสือ วาดภาพ และดีดพิณเป็นเพื่อนนายน้อย มีหรือจะเคยต้องซักผ้า แม้แต่เสื้อผ้าของนางเองยังส่งไปให้สาวใช้ระดับล่างกว่าลงไปเป็นคนซักให้เสียด้วยซ้ำ

“ซักเสร็จจนได้” หญิงสาวนำเสื้อผ้าที่ซักอยู่นานมากกว่าจะเสร็จไปตากที่ลานแจ้งกลางบ้าน[24] นิ้วมือทั้งสิบที่ปกติถนอมอย่างดีจนนุ่มนิ่มมาบัดนี้เหี่ยวซีดเพราะแช่น้ำนานเกินไป คิ้วเรียวได้รูปขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แล้วคลายออกอย่างรวดเร็ว

“พิงถิงเอ๋ยพิงถิง ใครใช้ให้ที่ผ่านมาเจ้าดันไม่รู้จักทำงานเล่า ? ตอนนี้คงจะรู้สำนึกถึงฐานะของสาวใช้แล้วสินะ เจ้าจะได้กลับมาเท้าติดดินเสียที” หลังจากเอ่ยเยาะตัวเองแล้ว ใบหน้ากลมมนก็ปรากฏลักยิ้มบุ๋มลึกน่าเอ็นดูขึ้นสองรอย

นัยน์ตากลมโตดำขลับทอแสงพราวระยับ ราศีซึ่งแฝงเร้นอยู่ภายในได้เปล่งประกายออกมาโดยไม่รู้ตัว แม้จะปราศจากเครื่องหน้าอันงดงามไร้ที่ติ ทว่าความงดงามเป็นเอกสุดที่ผู้ใดจะทัดเทียมกลับแผ่ซ่านออกมาให้ได้เห็นอย่างเลือนราง

หากฝูเอ้อร์เกอมาเห็นพิงถิงในเวลานี้ละก็ มีหวังได้ตีอกชกหัวด้วยความเจ็บใจที่ขายนางในราคาเพียงสี่สิบอีแปะเป็นแน่

คฤหาสน์ตระกูลฮัวดีต่อคนรับใช้ไม่ใช่น้อยจริงๆ เมื่อพ่อบ้านฮัวทราบว่าพิงถิงมักจะไออยู่บ่อยๆ  ก็นำยามาให้นางเล็กน้อย แม้ว่านั่นจะไม่ใช่ยาล้ำค่าหายากอะไร แต่หลังจากดื่มลงไปได้สองครั้ง ก็พอจะออกฤทธิ์เห็นผลขึ้นมาบ้างอยู่เหมือนกัน

หญิงสาวลอบวางแผนว่ารอให้ร่างกายแข็งแรงกว่านี้อีกหน่อยแล้วค่อยลอบหนีจากไป แต่แล้วเรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่งก็ได้ขัดขวางแผนการนี้ของนาง

 

 

 

 

<>::<>::<>::<>::<>::<>



[1] เดือนกรกฎาคมเป็นเดือนที่อากาศร้อนมากที่สุดของประเทศจีน เทียบได้กับเดือนเมษายนของไทย

[2] แคว้นกุยเล่อ (Guileguo : กุยเล่อกั๋ว) แปลว่า แคว้นแห่งความหรรษา

[3] เงินอีแปะ คือหน่วยเงินที่เล็กที่สุดของจีนโบราณที่คนไทยชินกับการเรียก

[4] แคว้นตงหลิน (Donglinguo : ตงหลินกั๋ว) แปลว่า แคว้นป่าตะวันออก

[5] เสี่ยวจิ้งอานหวาง หรือ เจ้าชายเทิดสันติน้อย เป็นคำเรียกทายาทผู้ซึ่งจะสืบทอดตำแหน่ง “จิ้งอานหวาง” (เจ้าชายเทิดสันติ) ซึ่งตำแหน่งนี้จะตกทอดแก่บุตรชายคนโตของภรรยาหลวง

[6] ต้าหวาง (dawang) คำเรียกพระราชา

[7] เคอหลง (Kelong) ชื่อเมืองหลวงของแคว้นกุยเล่อ

[8] กระบี่เฮยม่อ (heimo) กระบี่หมึกดำ

[9] เหลาจื่อ (laozi) แปลว่า พ่อ เป็นคำเรียกตัวเองแบบดูถูกคู่สนทนา คือยกตัวเองว่าเป็นพ่อของคู่สนทนา

[10] หวางเยี่ย (wangye) สรรพนามเรียกเจ้าชายที่ได้รับพระราชทานราชทินนามจากต้าหวางแล้วภายในเรื่องนี้ ; หวาง เป็นบรรดาศักดิ์ แปลว่า เจ้าชาย ; เหยีย แปลว่า นายท่าน เป็นคำเรียกต่อท้ายตำแหน่งหรือบรรดาศักดิ์เพื่อแสดงความเคารพ (เมื่ออยู่ท้ายคำ “หวาง” เสียงอ่านจะเปลี่ยนจาก “เหยีย” เป็น “เยี่ย” )

[11] ป๋ายพิงถิง (Baipingting) แซ่ป๋าย ชื่อพิงถิง แปลว่า (หญิงผู้มี) ท่วงทีกิริยางาม

[12] เหอเสีย (Hexia) แซ่เหอ ชื่อเสีย แปลว่าผู้กล้า

[13] หลี่ (li : ลี้) หน่วยวัดระยะทางของจีนโบราณ 1 หลี่ = 500 เมตร

[14] น่าครั่นคร้ามแม้มิกราดเกรี้ยว (bunuziwei : ปู๋นู่จื้อเวย) หมายถึง ดูมีอำนาจน่าครั่นคร้ามยำเกรงโดยไม่ต้องแสดงอาการโกรธเกรี้ยวออกมาเป็นการข่มขวัญ

[15] เหล่าจาง : จาง (Zhang) เป็นแซ่ ; เหล่า (lao) เป็นคำใช้เรียกผู้ที่แก่วัยกว่าหรืออายุเท่ากันด้วยความสนิทสนม

[16] องค์ชาย (wangzi : หวางจื่อ) หมายถึง เจ้าชายที่ยังไม่ได้รับพระราชทานราชทินนามจากต้าหวางภายในเรื่องนี้ เนื่องจากเหอซู่เป็นรัชทายาทซึ่งจะขึ้นครองราชย์เป็นต้าหวางต่อไป จึงไม่ได้รับพระราชทานราชทินนาม

[17] เสี่ยวชิง (xiaoqing) เป็นชื่อทั้งสองพยางค์ ; “ชิง” แปลว่า สีเขียว ; “เสี่ยว” แปลว่า น้อย , เล็ก ปกติมักเป็นสรรพนามนำหน้าชื่อใช้เรียกผู้ซึ่งอายุน้อยกว่าหรือเท่ากันอย่างสนิทสนม แต่ในที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อ เป็นการตั้งให้ฟังดูน่ารัก แปลได้เป็น น้องชิง หนูชิง ชิงน้อย เป็นต้น

[18] เสี่ยวหง (xiaohong) เป็นชื่อทั้งสองพยางค์ ; “หง” แปลว่า สีแดง ; “เสี่ยว” มีความหมายเดียวกับคำ “เสี่ยว” ของ “เสี่ยวชิง” ข้างบน

[19] คำว่า “นักศึกษา” ในที่นี้หมายถึงผู้ที่เล่าเรียนหาความรู้เพื่อเตรียมเข้าสอบรับราชการเป็นขุนนางบุ๋น

[20] เจิ้นเป่ยหวาง (Zhenbeiwang) เจ้าชายสยบอุดร ; ฉูเป่ยเจี๋ย (Chubeijie) แซ่ฉู่ ชื่อเป่ยเจี๋ย แปลว่า ชนะศึกอุดร (หลักการอ่านเสียงภาษาจีนกลาง เมื่อคำที่มีเสียงเอกสองคำอยู่ติดกัน คำเสียงเอกคำแรกจะเปลี่ยนเป็นเสียงจัตวา ดังนั้น “ฉู่เป่ยเจี๋ย” จึงอ่านเป็น "ฉูเป่ยเจี๋ย” ด้วยเหตุนี้)

[21] อุทร แปลว่า ท้อง , ครรภ์

[22] ต้าหวางแห่งตงหลิน คือ พระราชาของแคว้นตงหลิน ต้าหวาง คือคำเรียกพระราชาของแคว้น

[23] พ่อบ้านฮัว (ฮัวก่วนเจีย) ฮัว คือแซ่ หากไม่สนิทกัน คนจีนจะนิยมเรียกด้วย แซ่ + คำสรรพนามยกย่อง หรือ แซ่ + อาชีพ , ตำแหน่ง

[24] ลานแจ้งกลางบ้าน ภาษาจีนเรียกว่า “เทียนจิ่ง” แปลว่า บ่อสวรรค์  ภายในบ้านคนจีนสมัยก่อนจะมีบริเวณที่เจาะเป็นช่องไม่มีหลังคาเอาไว้ตากผ้าหรือทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ต้องอาศัยแสงแดดโดยไม่ต้องออกไปนอกตัวบ้าน



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
จอมนางคู่บัลลังก์ ตอนที่ 1 : บทที่ 1 , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 12126 , โพส : 2 , Rating : 226 / 48 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1

#2 : ความคิดเห็นที่ 6947
มาอ่านตอนแรก ศัพท์เฉพาะประเดประดังเข้ามาจนผมแทบอ้วก

แหมๆ ผมมันถนัดจีนแต้จิ๋วซะด้วยสิ จีนแบบนี้อ่านแล้วเหมือนอีกภาษาเลย

พอดีแวะมาอ่านนิยายจีนน่ะครับ โดยส่วนตัวชอบแบบกำลังภายในมากกว่า

แต่นิยายกำลังภายในที่พิมพ์ใหม่ในปัจจุบันหาได้น้อยมาก (ที่คุณภาพน่ะนะ)

ดังนั้นอ่านแบบนี้แก้ขัดไปด้วยก็ได้ครับ เพราะอัดแน่นด้วยเนื้อหาสาระจริงๆ

คนแต่งทำการบ้านมาดีจริงๆ (พอดียังไม่ได้ซื้อเป็นเล่มนะ มาเลียบๆ เคียงๆ ดูว่าดีหรือเปล่า)

สำนวนกึ่งนิยายจีนกึ่งร่วมสมัย รู้สึกไม่โบราณแต่ก็ความรู้สึกเก่าๆ เหมือนกัน

น่าประทับใจมากครับ จะติดตามเรื่อยๆ นะ

ยังไงก็แวะมาอ่านนิยายของผมด้วยนะครับ ผมจะรอ
Name : ไม้เท้าหัก< My.iD > [ IP : 118.172.103.92 ]
Email / Msn: badsband(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2552 / 13:03

#1 : ความคิดเห็นที่ 4703
สนุกมากเลยแค่ตอนแรกนะเนี่ย
Name : คิจิ [ IP : 124.121.10.192 ]
Email / Msn: -
วันที่: 17 กันยายน 2551 / 15:39


หน้าที่ 1
เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android