|
กิจกรรมประกวดนิยาย Light writer ครั้งที่ ๑ เรื่องที่ ๓ ปีใหม่ของนายสมส่วน (ChauMonTe / โชมองต์เต้) นายสมส่วนนั่งลงกอดเข่าอยู่บนขอนไม้ที่ใต้ต้นมะม่วงหน้าบ้าน สายตาของแกมองเหม่อไปยังถนนดินแดงเบื้องหน้า ลมหนาวพัดมาเป็นระลอกทำเอาชายสูงวัยห่อไหล่สะท้านเพราะความหนาวเย็น อากาศในตอนนี้ทำให้เขารู้สึกปวดแปลบเข้าไปจนถึงกระดูกแต่ก็ฝืนยื่นมือออกไปหยิบกิ่งไม้แห้งโยนเข้ากองไฟที่กำลังจะมอด พลางขยับเสื้อกันหนาวเก่ามอมให้กระชับกายยิ่งขึ้น แต่จู่ ๆ น้ำตาแกก็เอ่อขึ้นคลอหน่อยและไหลลงอาบสองแก้มที่เหี่ยวย่น ไอ้เป็ดสุนัขแก่ที่นอนอยู่บนบ้าน นาน ๆ จะผงกหัวขึ้นมองนาย เริ่มส่งเสียงครางหงิง ๆ ขณะลุกมานอนหมอบใกล้ ๆ ชายชราเบนสายตามามองมัน แล้วมองเลยเข้าไปยังบ้านไม้หลังเล็กมุงสังกะสีที่สภาพทรุดโทรม ถ้วยชามยังไม่ได้ล้าง หม้อต้มก้นดำมีเศษน้ำต้มซี่โครงไก่จับเป็นคราบวุ่น แก้วจานวางระเกะระกะ นายสมส่วนมองดูภาพเหล่านั้นแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยกมือตบหัวไอ้เป็ดสองครั้ง เขาข่มกลั้นก้อนสะอื้นไว้ในอก ยกลากไอ้เป็ดตัวหนักขึ้นมาไว้บนตักแล้วซบหน้าบนคอของมันสะอื้นไห้ ไอ้เป็ดทำเสียงในลำคอคล้ายว่ามันกำลังปลอบใจเจ้านายด้วยเสียงแหบแห้งราวกับเป็ดของมัน ครั้งหนึ่งเมื่อปีก่อน นายสมส่วนมีโอกาสเข้าไปในตัวอำเภอกับครูใหญ่ ขณะที่เดินผ่านร้านขายข้าวมันไก่ นายสมส่วนเกิดชะงักหยุดเดินเอาดื้อ ๆ เมื่อเห็นภาพในจอทีวีเครื่องใหญ่ที่ห้อยอยู่กลางร้าน เสียงนักแสดงในทีวีกำลังหัวเราะและกรีดร้องแสดงความดีใจแก่กันที่สำเร็จการศึกษา หมวกสีดำถูกโยนขึ้นบนท้องฟ้าพร้อมช่อดอกไม้หลากสี เสียงหัวเราะร่าเริงของหนุ่มสาวที่สำเร็จการศึกษาทำให้ชายสูงวัยยืนจ้องตาไม่กะพริบ แถมยังยืนยิ้มฝันหวานอยู่ที่หน้าร้านเป็นนานสองนานจนเจ้าของร้านชักสีหน้าไม่พอใจ ส่งเสียงถามไถ่แกมไล่เสียงดัง “ลื้อจะเอาอะไร ถ้าไม่สั่งข้าวกินก็ไปให้พ้น อย่ามายืนเกะกะหน้าร้าน” “มะ...ไม่...ไม่เอาจ้า” นายสมส่วนตอบเสียงเบา แล้วรีบก้มหน้าเดินงุด ๆ เขาเร่งฝีเท้าตามครูใหญ่ที่หยุดดูลอตเตอรี่ที่แผงข้างหน้าจนทัน ชายสูงวัยอิ่มเอมใจกับภาพในทีวีนั้นแม้เด็กสาวเหล่านั้นจะไม่ใช่ภาพบุตรสาวของตน แต่มันก็เหมือนใช่เพราะอีกไม่กี่เดือน ดวงใจก็คงได้สวมชุดแบบเดียวกัน...มันจะได้ใส่ชุดรับปริญญา...นายสมส่วนพึมพร่ำเอียงคอยิ้ม ๆ “อะไรนายส่วน หิวข้าวรึ?” เสียงมีแววปราณีดังมาจากบุรุษเบื้องหน้า “ครู ๆ ลูกผมจะได้ใส่ชุดรับปริญญาไหม?” นายสมส่วนหาได้ตอบคำถาม แต่กลับย้อนถามในสิ่งที่ตนกำลังคิดพร้อมรอยยิ้มอย่างคาดหวัง “เขาเรียกชุดครุย...จบปริญญาก็ต้องได้ใส่กันทั้งนั้น” บุรุษศีรษะค่อนข้างล้าน ใส่เสื้อโปโลสีชมพูอ่อนเข้าในกางเกงตอบด้วยไมตรี “ลูกผมนะ...ดวงใจน่ะ...ลูกผมจบปริญญามันก็ต้องได้ใส่แน่ ๆ” นายสมส่วนรีบอธิบายด้วยสีหน้าภูมิใจ “ใช่ ๆ...อ้อ...นายส่วน รอฉันอยู่ตรงนี้นะ ฉันจะเข้าไปซื้อน้ำในร้านก่อน...วางของก่อนก็ได้ท่าทางหนักเอาการอยู่ แล้วฉันจะซื้อน้ำมาให้” ครูใหญ่เอ่ย นายสมส่วนพยักหน้าแรง ๆ แต่ไม่ยอมวางถุงกระดาษ เขายกมันขึ้นมาอุ้มไว้เพราะไม่อยากให้ของที่ครูใหญ่ซื้อเปื้อนผงฝุ่นแม้แต่นิดเดียว คนขายลอตเตอรี่สามหรือสี่รายที่หน้าร้านต่างพากันมองดูนายสมส่วนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า จากนั้นก็เปิดหัวข้อนินทากันว่า นี่มันคนดีที่ไหน มันดูเป็นคนบ้าแท้ ๆ บ้าแบบนี้หรือจะมีลูกเรียนจบชั้นปริญญา ลูกมันคงหลอกเอาซะมากกว่า นายสมส่วนได้ยินดังนั้นก็โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงชี้หน้าด่ากราด “ไอ้พวกคนเลว...เลวทั้งหมดเลย ไอ้คนใจบาป” คนขายล็อตเตอรี่รุ่นหนุ่มคนหนึ่งก็ชักโมโหสวนกลับไม่เกรงใจชี้หน้าว่าตอบ “ก็หรือไม่จริงอย่างแกเหรอลูกจะเรียนจบ ถ้าเป็นผู้หญิงป่านนี้มันก็ไปอยู่ตามผับตามบาร์แล้ว แล้วถ้าเป็นผู้ชายก็คงไม่พ้นนั่งดมกาวอยู่ใต้สะพานในกรุงเทพล่ะว้า” นายสมส่วนเนื้อตัวสั่นตรงเข้าจะทำร้ายชายหนุ่มที่ขายล็อตเตอรี่ แต่ครูใหญ่ออกมาเห็นเข้าพอดี จึงตรงเข้าห้ามทัพ เขาต้องขอโทษชาวบ้านร้านตลาดแทนนายสมส่วนพักใหญ่ แต่ครูใหญ่ก็ไม่แสดงท่าทีว่าจะโกรธเคืองชายสูงวัยที่ทำเรื่องให้ต้องขายหน้า เนื่องด้วยเข้าใจแกดีว่านายสมส่วนนั้นสติไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ นายสมส่วนน้ำหูน้ำตาไหลตลอดทางจนกระทั่งถึงรถแม้แต่ตอนดื่มน้ำที่ครูใหญ่หยิบยื่นให้แกก็ไม่วายน้ำตาไหลจนต้องยกแขนเสื้อที่เริ่มเปียกชุ่มขึ้นมาซับ ปากก็พร่ำด่าคนพวกนั้น กระทั่งรถของครูใหญ่เคลื่อนตัวออกจากตัวอำเภอมาได้สักระยะชายสูงวัยจึงเอ่ยขึ้น “ดวงใจมันไม่เป็นแบบนั้นหรอกครู มัน...มันเป็นเด็กดี” นายสมส่วนแสร้งหันไปมองมองภาพสองข้างทางกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล ขณะรถกระบะคันเก่าโขยกเขยกไปตามทางลุกลัง ภาพเก่า ๆ หลั่งไหลคืนสู่ชายชราดวงตาแดงกล่ำ “พ่อจ้า พ่อดูด้วง” เด็กหญิงตัวเล็กหยิบตัวด้วงกวางเขางามขึ้นชูแก่บุรุษเบื้องหน้าที่กำลังก่อไฟหุงข้าว “โอ๊ะ!...” เด็กหญิงร้องขึ้นด้วยความตกใจ แล้วเริ่มร้องไห้เสียงดัง ผู้เป็นบิดารีบทิ้งท่อฟื้นวิ่งรี่ลงมาหาแม้จะสะดุดตะปูที่โผล่พื้นจนเท้ามีเลือดซึม แต่เขาก็หาใส่ใจกับความเจ็บปวดนั้น สิ่งที่เจ็บปวดสำหรับเขาคือเสียงร้องไห้ของบุตรสาวเพียงคนเดียว ด้วงกวางเจ้ากรรมหนีบนิ้วหนูน้อยอย่างแรงจนห้อเลือด ผู้เป็นพ่อรีบง้างมันออกแล้วปาหายเข้าไปในดงหญ้า เขาอุ้มเธอขึ้นมาแล้วปลุกปลอบ เด็กน้อยกอดรอบคอพ่อแน่น แม้จะยังร้องไห้สะอื้น “ไม่เป็นไร ๆ อย่าร้อง ข้าอยู่นี่แล้ว ไหน ๆ เอามือมาข้าจะเป่าให้” เขาคว้ามือน้อยมาเป่าสองสามครั้ง “เพี้ยง! หาย เพี้ยง! หาย” เขาว่า เขายกเด็กหญิงดวงใจให้นั่งคล่อมบนหลังสุนัขสีน้ำตาลขนเป็นมัน คอยพยุงตัวเธอเอาไว้ เด็กหญิงลืมความเจ็บง่ายดายหัวเราะคิกคักสนุกสนาน เขาเองก็หาใส่ใจกับแผลที่เท้า ยังคงยิ้มและหัวเราะไปกับบุตรสาวตัวเล็ก เมื่อครั้งเป็นหนุ่มใหญ่นายสมส่วนได้แต่งงานกับเด็กสาวคนหนึ่งในหมู่บ้าน พ่อแม่ทางฝ่ายหญิงเห็นว่านายสมส่วนในเวลานั้นพอมีที่ทางอยู่บ้างและเป็นคนขยัน แม้จะไม่ค่อยเต็มเต็งเท่าไหร่นักในความรู้สึกของชาวบ้าน แต่เขาก็ดูรักและเทิดทูนสายใจ เด็กสาวเองก็เต็มใจทั้งสองอยู่กันได้ไม่กี่ปีเมียสาวก็ตั้งท้องและจากไปเนื่องจากการคลอดลูกที่ขาดผู้รู้มาช่วยดูแล ทำกันไปตามมีตามเกิดแม่เด็กเกิดเสียเลือดมากจนจากไปในที่สุด นายสมส่วนจึงเฝ้าเรียกดูบุตรสาวตามลำพัง แม้นายสมส่วนจะเป็นเพียงภารโรงจน ๆ รับจ้างถาหญ้าบ้าง กวาดขี้หมูบ้าง แต่ก็สามารถเก็บเงินส่งลูกเรียนจนจบมหาวิทยาลัยในเมืองหลวง ถึงต้องขายที่ข้างบ้านได้เงินไม่กี่หมื่นบาท ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ เก็บออมเงินเพื่ออนาคตลูกสาวคนเดียวจนบางครั้งต้องอดข้าว หรือขายของเก่าในบ้าน กระทั่งต้องบากหน้าเที่ยวหยิบยืมเพื่อนบ้านนายสมส่วนก็ยอม ครูบาอาจารย์บางท่านนึกสงสารก็อุตส่าห์เจียดเงินมาสมทบจุนเจือเพื่อความสำเร็จของดวงใจลูกสาวเขา “นายส่วน ปวดแข้งปวดขาทำไมไม่ไปหาหมอ จะรอให้เป็นมากรึ” ครูหญิงที่โรงเรียนเคยเรียกมาถามเมื่อเห็นแกเดินโขยกเขยกกวาดใบไม้ที่สนาม “เก็บเงินไว้ให้ลูกเรียนครับ คุณครู” นายสมส่วนยิ้มเห็นฟันหลอ เวลานี้นายสมส่วนยืนลูบคลำเสื้อไหมสีเปลือกมังคุดที่ครูใหญ่ยกให้ เขาหวังจะใส่ไปในงานไม่ให้ลูกสาวอายใคร กางเกงสีดำนั้นอีก สมส่วนก้มมองส้นเท้าแต่งดำของตัวเองอย่างขัดใจก่อนใช้ใบมีดโกนตัดเนื้อด้านหนา ๆ ที่ส้นเท้าออกจนใบมีดแลบเลือดออกหลายครั้ง เขาหวังให้มันดูนุ่มเนียนขึ้น ถึงจะเจ็บอยู่บ้างแต่เขาก็กัดฟัน ก่อนวันที่ลูกสาวเดินทางกลับบ้าน สมส่วนก็วานเพื่อนบ้านย้อมผมให้ ขณะทำเขาก็หลับตานึกถึงภาพถ่ายคู่ลูกสาว ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอวลไปด้วยความสุขชื่นมื่น ดอกไม้หลายช่อบานสะพรั่งอยู่ในอ้อมแขนของเขา แขนของดวงใจโอบกอดเขาไว้ ตั้งแต่เกิดมานายสมส่วนเพิ่งจะได้เข้าไปเหยียบเมืองชาวฟ้าชาวสวรรค์ก็ครั้งนี้เอง แต่ไม่กี่วันหลังจากนั้น ความน้อยเนื้อต่ำใจก็ไหลเข้ามาสู่หัวใจคนเป็นพ่อ กิริยาอาการและคำพูดของลูกสาวนั้นเปลี่ยนไป มันสร้างความผิดหวังให้กับนายสมส่วนอยู่ในใจลึก ๆ “พ่อไม่ต้องไปหรอก ขืนไปฉันได้อับอายเขาทั้งงาน” สายตาของดวงใจมองมายังบิดาด้วยความรู้สึกขยะแขยง...ดูพ่อสิ ฟันเก ๆ สีเหลืองเป็นคลราบสกปรก ต้นคอดำ ๆ นั้นคงเพราะย้อมผมด้วยตัวเองกระมัง นิ้วมือนิ้วเท้าก็หยาบกร้าน... ดวงใจสะบัดหน้าหนี คิดในใจว่าจะไม่ทนอยู่แบบนี้อีกต่อไป บ้านก็เก่าทรุดโทรม หมาแก่ ๆ มีขนเพียงหย่อม ๆ ที่กระดิกหางให้เธออย่างบ้าคลั่งนั้นก็แสนน่ารังเกียจ ดวงใจเดินปัง ๆ เข้าห้องดึงกระเป๋าใบใหญ่มาเก็บเสื้อผ้า ครูใหญ่ที่หวังจะแวะมาทักทายถามไถ่และแสดงความยินดีกับเด็กสาว เผอิญได้เห็นอาการของดวงใจอย่างนั้นก็นึกอยากเข้าไปอบรมสั่งสอนให้รู้คุณบิดา แต่มันจะเป็นประโยชน์อันใดเล่า น้ำกำลังเชี่ยวเอาเรือเข้าขวางเขาคงโดนเด็กถอนหงอกเอาง่าย ๆ ครูใหญ่ซึ่งปกติเป็นคนใจเย็นจึงเดินหนีไม่อยากอยู่ฟังการสนทนาระหว่างพ่อลูก ปล่อยให้สมส่วนนั่งจ๋องมองดูดวงใจเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า “ข้าอยากเห็นเอ็งใส่ชุดรับปริญญา เอ่อ...ไม่ใช่ๆ ชุดครุย ให้ข้าไปด้วยสิ” “แล้วจะถ่ายรูปมาให้” ดวงใจตอบเสียงห้วน “ข้ามีเสื้อไหมนะ นี่ ๆ” นายสมส่วนกุลีกุจรลุกเข้าไปหยิบเสื้อไหมมาให้บุตรสาวดู “ไปเอามาจากไหน” ดวงใจถาม พลางมองเสื้อในมือบิดา “ครูใหญ่เขาให้” นายสมส่วนลูบคลำชุดเบามือ “เชอะ! ของเขาใส่แล้ว ยังจะดีใจอีก” ดวงใจทำเสียงหยัน นายสมส่วนหน้าสลดลงเมื่อถูกบุตรสาวเอ่ยเสียงดุ ได้แต่เอ่ยเสียงเบาคล้ายขอร้อง “ข้าไปไม่ได้จริง ๆ เหรอ อยากเห็นเอ็งใส่ชุดสวย ๆ เอ็งสวยเหมือนนางสายใจตอนสาว ๆ เลย” หญิงสาวกัดริ้มฝีปากเมื่อเห็นแววตาของผู้เป็นพ่อมองมาอย่างคาดหวัง ก่อนตอบเสียงห้วนยืนกรานเสียงแข็ง “ไม่เอาไม่ให้ไปอายเพื่อน” เก็บเสื้อผ้าเสร็จแล้วดวงใจก็หุนหันลงจากบ้านไปขึ้นซ้อนมอเตอร์ไซของเพื่อนจากในตัวอำเภอที่จอดรออยู่ นายสมส่วนไม่เท่ากล่าวลา ไอ้เป็นมองตามมอเตอร์ไซควันขาวที่แล่นจากไปอย่างรวดเร็วสลับกับนายที่ยืนกอดเสื้อไหมไว้แน่น “ไอ้เป็ด ข้าไม่ได้ไปเอ็งก็ไม่ได้ไป ดวงใจมันไม่ให้ข้าไป ถ้าข้าไปลูกข้าก็จะอับอายเพื่อน” ไอ้เป็ดร้องหงิง ๆ แล้วหย่อนก้นลงนั่งคล้ายหมดแรง เสียงการจลาจลเบื้องล่างนั้นไม่ใช่สิ่งที่น่าฟังสักเท่าใด แต่สำหรับหญิงสาวในชุดเสื้อกล้ามสีขาวกางเกงขาสั้นสีเหลืองกลับมองภาพรถยนต์ที่ติดยาวเหยียดจากห้องบนชั้น 6 ด้วยความสุขใจ ดวงใจ หรือที่ใคร ๆ รู้จักในชื่อ หทัยการ นั้นพึงพอใจกับชีวิตในเมืองเป็นอย่างยิ่ง ผู้คนมากมาย แสงสี และความสะดวกสบายคือสิ่งที่ ดวงใจต้องการมากกว่าอากาศบริสุทธิ์และท้องทุ่งสีเขียว...เชอะ!...เชยระเบิด... คิดถึงชนบทที่เติบโตมาครั้งใด ดวงใจเป็นต้องเบ้หน้าแสดงความรังเกียจอย่างออกหน้าออกตา ยิ่งนึกถึงบิดา เธอยังรู้สึกโมโหไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับคนคนนั้นที่ทำให้เธอยิ้มได้แม้แต่เพียงเรื่องเดียว ดูเหมือนเขาจะชอบทำให้เธอกลายเป็นตัวตลก หรือขายหน้าอยู่เสมอ “นังดวง บอกพ่อเอ็งทีให้เป็นเศษข้าวไปให้หมูด้วย” “ดวง พ่อเอ็งว่างเมื่อไหร่ บอกให้ไปลอกคูน้ำข้างบ้านข้าให้ที” “ดวง บอกนายส่วนเอาเงินมาใช้หนี้ป้าบ้างนะ” “ดวง พ่อเธอไม่เต็มใช่เปล่า แม่เราว่างั้น” ความคิดของเธอหยุดลงเมื่อได้ยินเสียงเพลงจากโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ดังขึ้น หญิงสาวยิ้มระรื่นกระโดดไปนอนบนเตียงก่อนหยิบโทรศัพท์มากดปุ่มรับสายพร้อมกรองเสียงหวาน ๆ ไปยังผู้ฟังปลายทาง “สวัสดีค่ะพี่ต้น” “ทำอะไรอยู่จ๊ะมิ้น” เสียงชายหนุ่มถามกลับมาด้วยเสียงนุ่มชวนฝัน “ให้บอกจริงเหรอ มิ้นเขินนะ” ดวงใจที่เปลี่ยนชื่อเล่นเสียใหม่จาก ดวงเป็นมิ้นให้ทันสมัยและสวยสมหน้าตาของเธอพูดตอบ “บอกมาเถอะน่า” ชายหนุ่มทำเสียงอ้อน “ก็...กำลังคิดถึงพี่ต้นอยู่ไง” หล่อนบรรจงตอบเสียงนุ่มนวล ใบหน้าหล่อเหลาของเขาปรากฏขึ้นใกล้ๆเหมือนกำลังนอนคุยกันอยู่บนเตียง “พี่ก็คิดถึงมิ้นอยากกอดแน่น ๆ เหมือนเมื่อก่อน” “จริงเหรอ นึกว่าหลงรักสาวชลบุรีไปแล้วซะอีก” เธอแสร้งตัดพ้อไปอย่างนั้น “มีที่ไหนกัน นี่หึงพี่เหรอเนี่ย” ชายหนุ่มทำเสียงล้อ “บ้าสิ” “พี่มีแต่มิ้นคนเดียวจริง ๆ นะ...โอ๊ย! คิดถึงจะบ้าอยู่แล้วเนี่ย” เสียงร้องของเขาเรียกเสียงหัวเราะจากหญิงสาวได้ในที่สุด “ร้องโวยวายเป็นหมูถูกเชือดไปได้พี่ต้น” เธอว่าพร้อมเสียงหัวเราะคิกคักพอใจ “แล้วนี่คุณพ่อกับคุณแม่จะมาที่งานด้วยรึเปล่า?” ชายหนุ่มถามขึ้นน้ำเสียงติดจะกังวล คำถามของเขาทำเอาดวงใจนิ่งไป ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงนุ่ม ๆ ไม่ให้ผิดสังเกตว่า “คุณพ่อกับคุณแม่ท่านงานยุ่งค่ะ ต้องไปดูโครงการบ้านจัดสรรที่...เอ่อ...ที่ต่างจังหวัด” “งั้นพี่ก็ไปค้างกับมิ้นได้น่ะสิ” ชายหนุ่มเรียบ ๆ เคียง ๆ ถามด้วยความหวัง “ค้าง? ไม่รู้สิคะ” หญิงสาวทำเสียงลังเล “โธ่ พี่ลางานแล้วด้วยว่าจะขอนอนกอดให้หายคิดถึง” หญิงสาวหัวเราะแล้วว่า “แล้วมิ้นจะรอนะคะ” “จ๊ะ แล้วคืนนี้อย่าลืมฝันถึงพี่บ้างนะ” “มิ้นฝันถึงพี่ต้นทุกคืน แต่ไม่รู้ทางโน้นจะฝันถึงเราบ้างรึเปล่า” หญิงสาวทำเสียงงอน “พี่เองก็ฝันถึงมิ้นทุกคืน คิดถึงแก้มหอม ๆ ผิวนุ่ม ๆ” ชายหนุ่มหยอดคำหวาน “บ้า พี่ต้นพูดมาได้” “แล้วเจอกันนะครับ รักนะจุ๊บ ๆ” เขาวางสายไปแล้ว ดวงใจหยิบหมอนข้างมากอดแล้วหอมฟอดใหญ่ พี่ต้นเป็นชายหนุ่มหล่อเหลา ช่างเอาใจ ฐานะทางบ้านเขาก็ดี หากได้อยู่ด้วยกันเธอคงมีชีวิตที่สุขสบายอย่างแน่นอน เป็นเวลาเกือบสองเดือนแล้วที่ไม่ได้เจอกัน เขาต้องไปทำงานที่ชลบุรี เธอคิดถึงเขามากทีเดียวเพราะเมื่อก่อนอยู่ด้วยกันทุกวันทุกคืน แม้ทั้งคู่จะไม่เคยไปบ้านของกันและกัน ไม่เคยรู้จักกับพ่อแม่ของแต่ละฝ่าย แต่มิ้นรู้ดีว่ามันไม่สำคัญ เธอไว้ใจเขาจึงมอบทุกอย่างในชีวิตให้แม้แต่สิ่งที่หญิงสาวทุกคนควรจะรักษาไว้จนกว่าจะถึงวันแต่งงาน เธอก็หมอบให้เขาเพราะคำหวานที่เขามักมอบให้หล่อน ชายหนุ่มเปรียบเสมือนน้ำทิพย์หล่อเลี้ยงจิตใจของดวงใจ หากขาดเขาเธอไม่รู้เลยว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรถึงจะมีข่าวว่าเขาควงผู้หญิงอื่น แต่ดวงใจก็ไม่ได้ใส่ใจกลับแหวใส่เพื่อนจนหน้าหงายว่าเป็นเพราะคนเหล่านั้นอิจฉาเธอ ดวงใจพบเขาครั้งแรกเมื่อครั้งเข้าศึกษาในชั้นปีแรก เป็นน้องใหม่ที่สวยโดดเด่นจนได้เป็นดาวสาขา ส่วนต้นเป็นรุ่นพี่ปีสาม หลายครั้งหลายคราที่ดวงใจได้ยินกิติศัพท์ความเจ้าชู้ของเขา แต่ดูเหมือนต้นจะเลิกกับทุกคนและจบลงที่เธอเพียงคนเดียว หลักจากสามเดือนที่รู้จักและคบหากัน ทั้งสองก็ย้ายไปอยู่หอดั่งเช่นคู่รักทั่วไปในวัยเรียน อยู่ด้วยกันอย่างอิสระไม่มีใครมาขีดเส้นให้ ดูเป็นครอบครัวที่อบอุ่นสำหรับดวงใจ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็แบ่งกันออก ถึงบางครั้งเธอต้องออกมากหน่อยจะเป็นไรไป เงินในมือเธอไม่เคยขาด ชีวิตช่างแสนสบาย ความคิดของดวงใจไพล่นึกไปถึงบิดา เธอถอนหายใจอย่างหมดอารมณ์หวาน พ่อดูไม่แข็งแรงเท่าไหร่ แต่นั่นล่ะดีแล้ว ถ้าอาการหนักเรื่องทุกอย่างอาจจะได้จัดการง่ายขึ้นก็ได้ ไม่มีใครรู้ว่าเธอมีพ่อเป็นภารโรงจน ๆ คนรักตลอดจนเพื่อนฝูงเข้าใจมาโดยตลอดว่าพ่อแม่ของเธอเป็นเจ้าของโครงการบ้านจัดสรรในต่างจังหวัด ดวงใจมักเอ่ยเรื่องนี่ซ้ำไปซ้ำมาจนเริ่มคิดแล้วว่าเป็นเรื่องจริง เธออาจเป็นเด็กที่ภารโรงกระจอกนั่นขโมยมาเลี้ยงก็ได้ พ่อแม่ที่แท้จริงของเธอคงเป็นเศรษฐีร่ำรวยอยู่ที่ใดที่หนึ่ง คิดไปแบบนี้แล้วดวงใจก็นึกโมโหนายสมส่วนขึ้นมาถึงกลับปาหมอนที่กอดอยู่ลงบนพื้น “หึ...นี่ตานั่นคงไม่มาเองหรอกนะ” ดวงใจเอ่ยเสียงกรุ่นโกรธแล้วคิดในใจว่า บุรุษชราที่ต่างจังหวัดคงไม่มาเองแน่เพราะเมื่อเธอพูดอะไรสั่งอะไรเขาก็เอาตามอยู่แล้ว คงไม่กล้าขัดคำสั่งเธออย่างแน่นอน ผ่านไปปีหนึ่งแล้วดวงใจก็ยังไม่กลับมา นายสมส่วนร้องไห้สะอื้นกับไอ้เป็ดอยู่เป็นนานที่ใต้ต้นมะม่วงนั้นจนกระทั่งได้ยินเสียงแว่วของเครื่องยนต์ดังฝ่าสายหมอกมาบนทางดินลูกรัง รถเก๊งสีเขียวเหลืองกลางเก่ากลางใหม่แล่นมาจอดอยู่ไม่ไกล ฝุ่นผงยังฟุ้งกระจายตามมา ไอ้เป็ดสุนัขชราคู่ทุกข์คู่ยากถอยกรูดเหมือนรู้ถึงการมาเยือนของคนแปลกหน้า แม้มันจะกลัวแต่ยังไม่วายส่งเสียงเห่าอันแหบแห้งขู่ ร่างของหญิงคนหนึ่งก้าวลงมาพร้อมเสียงประตูที่ปิดดังปัง! นายสมส่วนลุกขึ้นจากขอนไม้เดินแกมวิ่งเข้าไปหาทันทีที่มองออกว่าเป็นใคร “ดวงใจเอ็งกลับมาแล้ว...กลับมาแล้ว...” นายสมส่วนทักด้วยความปิติ น้ำตาเจ้ากรรมก็ทำท่าจะไหลลงมาอีก หากคราวนี้เป็นน้ำตาแห่งความสุข แต่แล้วเขากลับชะงักเมื่อเห็นดวงใจเต็มตา ในอ้อมกอดของดวงใจมีห่อผ้าที่ดิ้นดุ๊กดิ๊กไปมา นายสมส่วนจ้องมองห่อผ้านั้นสลับกับหน้าของลูกสาวคนสวยที่สวมแว่นตาสีดำดันโตที่ปิดไปเกือบครึ่งหน้า “อ้าว ยืนอยู่ทำไม มาช่วยฉันหิ้วตะกร้าที ฉันเริ่มเมื่อยแขนแล้วนะพ่อ” ดวงใจแหวขึ้นเมื่อเห็นนายสมส่วนยืนนิ่ง ชายชรารีบรี่เข้าไปหยิบตะกร้าใบขนาดกลางที่บุตรสาวส่งให้ ก่อนปิดประตูเดินตามเธอไป แต่แล้วก็หยุดเสียดื้อ หันไปมองบุรุษที่นั่งทางตอนหน้าของรถ จากนั้นแกก็ยิ้มออก ตรงเข้าไปเคาะกระจกอย่างรวดเร็ว นายสมส่วนยกมือไหว้ชายวัยกลางคนที่นั่งหลังพวงมาลัย พร้อมกล่าวเชิญให้เขาเขาไปในบ้านด้วยเข้าใจว่าเป็นสามีของบุตรสาว “คุณลงมากินน้ำก่อนสิ...มาๆ ลงมา” “ไม่ต้องลำบากหรอกตา ผมขอรออยู่ในรถนี่ล่ะ” โชเฟอร์ตอบขณะยกมือไหว้ตอบ “ลงมากินน้ำก่อน เหนื่อยมาไม่ใช่รึ” นายสมส่วนยิ้มแก้มปริบท่าทางไม่เลิกรา ดวงใจเห็นดังนั้นก็นึกโมโห ทำไมชายชราผู้นี้จึงมักทำให้เธอขายหน้าได้ทุกครั้งที่พบกันนะ “พ่อ อย่าไปยุ่งกับเขา มานี่เร็ว ๆ เข้า จะปล่อยให้ฉันยืนอย่างนี้ไปถึงเมื่อไหร่” ดวงใจชักสีหน้าไม่พอใจอย่างร้ายกาจใส่บิดา “แต่ผัวเอ็งเขา...” “พ่อ! เขาใช่ที่ไหนล่ะ ก็แค่คนขับรถ” ดวงใจตวาดเสียงดัง เธอโกรธจนหน้าแดง นายสมส่วนดูเงอะงะ แต่แล้วก็ยิ้มกว้างภูมิใจ ลูกสาวของเขามีคนขับรถให้นั่งงั้นหรือ พอเรียนจบคงได้แต่งงานกับคนดี ๆ อยู่สุขสบายเป็นแน่ ชายชรารู้สึกตื้นตันใจขึ้นมาอีก ชายสูงวัยคว้าขันจ้วงน้ำเย็นในตุ่มมาวางให้ลูกสาวที่กำลังนำผ้าขนหนูออกจากตะกร้ามาปูก่อนนั่ง บ้านนายสมส่วนไม่มีตู้เย็นไม่มีโทรทัศน์ มีเพียงหม้อหุงข้าวใบเล็กๆ และพัดลมเก่าๆตัวหนึ่งไว้เป่าลมยามร้อน ดวงใจมองน้ำในขันแล้วทำปากเบ้ “นั่นลูกใครรึ” นายสมส่วนถามอย่าสนใจพลางชะเง้อมองทารกในห่อผ้า “เอ่อ...ลูกฉัน” ดวงใจอึกอักตอบ เธอพยายามปั้นยิ้มอย่างที่สุด “หลานพ่อไงจ๊ะ” สมส่วนยิ้มกว้าง “หลาน ๆ ดีๆ” ดวงใจส่งลูกให้บิดาโดยไว ถ้านายสมส่วนยื่นมือไปรับช้าอีกนิดเด็กน้อยคงมิวายหล่นลงพื้น นายสมส่วนอุ้มหลานลุกขึ้นเดินไปเดินมา “มันหน้าเหมือนเอ็งนะ” นายสมส่วนเอ่ยขึ้นหลังจากพิจารณาทารกเพศชายในอ้อมกอด ดวงใจกัดริ้มฝีปากอย่างติดเป็นนิสัย เหมือนเธออย่างนั้นหรือ ดวงใจไม่ดีใจเลยสักนิด เพราะเด็กคนนี้ทำให้ความฝันเธอพังทลาย เธอต้องเลิกรากับคนรัก พี่ต้นทิ้งเธอไปเพราะเด็กคนนี้ มารความสุข ช่างจงใจเกิดมาทำลายเธอแท้ ๆ “พ่อเป็นไงบ้าง?” ดวงใจเปลี่ยนเรื่องโดยเร็ว “สบายดี ๆ ข้ากวาดถูห้องไว้ให้เอ็งทุกวัน เดี๋ยวข้าเอาของเอ็งไปเก็บให้” เขาทรุดกายลงนั่งไม่ไกลจากบุตรสาว พลางเอื้อมมือไปหยิบตะกร้า ปากก็พร่ำพูดต่อ “พ่อ...” คนเป็นลูกพยายามท้วง “ข้าซื้อฟูกใหม่ไว้ด้วยคิดว่าปีนี้เองจะมา เอ็งก็มาจริง ๆ ไม่เสียแรงที่ข้าเก็บเงินไว้ซื้อ...” “พ่อ!” ดวงใจขัดขึ้นเสียงดัง ก่อนเอ่ยว่า “ฉันไม่กลับมาอยู่บ้านหรอก” ดวงใจพูดเน้นเสียงแข็งแสดงถึงความจริงจังที่ไม่อาจมีใครเปลี่ยนใจเธอได้แม้แต่คนที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดา “อ้าว เอ็ง...เอ็งไม่กลับมาอยู่เหรอ” นายสมส่วนรู้สึกผิดหวัง ชายชราไม่อาจบังคับสีหน้าที่แสดงออกได้ มันจึงเต็มไปด้วยความเศร้าและผิดหวัง เขาหวังอยู่เสมอว่าลูกสาวคนเดียวจะกลับมาอยู่ใกล้ ๆ เข้าอิจฉาอ้ายแม้น ท้ายวัดที่มีวัยใกล้เคียงกัน อ้ายแม้นมันก็มีลูกสาว ลูกสาวอ้ายแม้นไม่สะสวยเท่าดวงใจลูกของเขา แถมยังเรียนจบแค่ มอ 3 แล้วก็แต่งงานมีลูก แต่ลูกสาวอ้ายแม้ก็อยู่ใกล้พ่อแม่ ไปวัดก็เห็นมันถือของให้พ่อมัน นายสมส่วนก็แอบอิจฉาอยู่ลึก ๆ แต่ดวงใจก็ทำให้เขาได้หน้าอยู่เสมอเพราะเรียนจบสูง ชาวบ้านแถวนี้มีลูกบ้านไหนบ้างที่จบปริญญา ถ้าไม่นับรวมลูกเจ๊ก เฒ่าแก่ร้านขายของชำ ดังนั้นไปวัดทีไร นายสมส่วนก็ได้รับคำชมว่าลูกสาวสวยและเก่งอยู่ตลอด “โธ่ พ่อฉันจบปริญญาตรีนะ จะให้มาทนดักดานทำอะไรที่นี่” หล่อนสะบัดเสียง แต่แล้วก็ปรับเสียงและสีหน้าโดยเร็ว “แต่ฉันก็กลับมาเยี่ยมพ่อแล้วไง พาตาหนูกลับมาด้วย” ดวงใจยิ้มประจบบิดา “หลานพ่อชื่อสมชาย ฉันตั้งเอง คล้องกับพ่อไหมล่ะ พ่อชื่อสมส่วนหลานพ่อชื่อสมชาย” “สมส่วน สมชาย คล้อง ๆ” นายสมส่วนอุ้มชูหลานอย่างรักใคร่ ปากก็เรียกชื่อหลานสลับกับชื่อต้นพลางหัวเราะจนเห็นฟันหลอ “พ่อ ปีใหม่ไม่มีอะไรรับขวัญหลานเลยเหรอจ๊ะ” ดวงใจถามขึ้น สมส่วนหน้าตื่น เขายืนขึ้นอย่างทุลักทุเลหยิบถุงพลาสติกบรรจุใบยี่สิบและใบร้อยเป็นปึกนับได้ราวสามพันออกมาจากใต้ขื่นบ้านออกมารับขวัญหลาน นายสมส่วนวางมัดเงินไว้บนอกทารกน้อย “ขอให้อายุยืนนะไอ้หนู” ดวงใจยิ้มกว้างก่อนยืนขึ้นเอื้อมมือไปคว้าเงินมาถือไว้ “ฉันจะเก็บไว้ให้ลูกนะ เอ่อ...ก็เอาไว้เป็นทุนให้มันเรียนตอนโต...นี่พ่อฉันจะเข้าตลาดไปซื้อของมาทำกินตอนปีใหม่...พรุ่งนี้แล้วนี่...พ่ออยากกินอะไรจ๊ะ?” “ข้า...ข้าอยากกินไก่ตัวอ้วน ๆ เคยซื้อแต่ซี่โครงมาต้ม คราวนี้อยากลองกินเป็นตัว ไอ้เป็ดก็คงมีลาบปาก มันไม่ค่อยจะได้กะ...” “ได้ ๆ ฉันจะรีบไปรีบมา” ดวงใจตัดบทโบกมือลาคนเป็นพ่อก่อนก้าวยาว ๆ ไปขึ้นรถเก๊งที่จอดอยู่ ครู่ใหญ่รถเก๊งคันนั้นจึงออกตัวไป ดวงใจก้าวขึ้นไปนั่งบนรถแล้วปิดประตูโดยเร็วก่อนหันไปบอกกับโซเฟอร์ “ออกรถสิ” โซเฟอร์ได้ยินแว่ว ๆ ว่าตลาดจึงเอ่ยถามว่า “คุณ จะไปตลาดยังไง เลี้ยวซ้ายหรือไงครับ” “ไปทำไมที่ตลาด ฉันไม่ได้บอก...ไปส่งฉันกลับกรุงเทพซิ” เธอยกมือกอดอกชักสีหน้า พยายามไม่หันกลับไปมองบ้านที่พึ่งเดินจากมา “อ้าว แล้วลูกคุณ...” โชเฟอร์ลังเล เขาหันมามองเธอตรงแล้วมองผ่านเลยไปยังชายชราที่อุ้มลูกของหญิงสาวไว้ เขากำลังมองมาที่รถเก๊งด้วยรอยยิ้มมีความสุข จนโซเฟอร์รู้สึกจุกที่ช่องท้องคล้ายถูกต่อยเขากำลังสงสารชายชราร่างผอมที่พึ่งพูดคุยกันไม่กี่ประโยคหือนี่ “นี่...อย่าวุ่นวายนักเลย พาฉันไปส่งที่กรุงเทพ” ดวงใจตอบเพียงเท่านั้นก็เชิดหน้าขึ้นราวกับนางพญา โชเฟอร์หันกลับมาสตาร์ดรถ เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่พึ่งเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดในตอนนี้เอง ดวงใจกำเงินในมือแน่น...คุณนิรันด์รอมิ้นก่อนนะคะ มิ้นกำลังจะกลับไปหาคุณ...ดวงใจคิดถึงหนุ่มใหญ่เจ้าของร้านวัสดุก่อสร้างที่เธอเคยไปสมัครงานเมื่อไม่นานมานี้ เขาไม่ทราบอะไรเกี่ยวกับหญิงสาวมากนัก แต่ก็มีสนใจเธออยู่บ้าง ดวงใจพบว่าหัวใจเธอเริ่มกลับมามีชีวิตอีกครั้งและครั้งนี้ หญิงสาวจะไม่ยอมให้อะไรมาขวาง ทำให้ชีวิตเธอต้องพังอีก...ไม่มีทาง ไม่ว่าจะเด็กจะแก่... รถเก๊งแล่นออกไปแล้ว นายสมส่วนอุ้มเด็กชายที่นอนหลับตาพริ้มอย่างน่าเอ็นดูกระชับอกเพราะอากาศที่หนาวเย็น เขากลัวหลานตัวน้อยจะไม่สบาย ชายชรามองตามรถคันนั้นไปจนลับตาแล้วเอ่ยเบา ๆ กับหลานรักว่า “ไงไอ้หนู เดี๋ยวไปนั่งรอแม่เอ็งที่หน้าบ้านกัน ปีใหม่ปีนี้ดีแท้ ๆ ตามีเอ็งกับแม่มาอยู่ด้วย...อ้อ มีไอ้เป็ดอีกตัว ปีนี้ข้ากับเองคงได้กินไก่ตัวใหญ่ละไอ้เป็ด” ประโยคสุดท้ายเขาก้มไปมองหน้าสุนัขแก่ที่นั่งสั่นหางไปมา ท่าทางดีใจและมีความสุขไม่ต่างจากนาย
Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone และ Android Phoneเตรียมพบกับ Dek-D Writer App เวอร์ชั่น iPad / Android Tablet เร็วๆนี้ ฟรี!
|
ชื่อเรื่อง ตอนเห็นครั้งแรกก็คิดแล้วว่าน่าจะเป็นแนวตัวเอกเป็นคนสูงอายุ และก็เดาไม่ผิดจริงๆ แต่เมื่ออ่านเรื่องจนจบแล้วกลับมีความคิดว่า 'มันไม่สัมพันธ์กัน' อยู่ เนื่องจากเราไม่อาจตีความได้ว่าอะไรคือ 'ของขวัญ' ที่นายสมส่วนได้รับกันแน่
ภาษาและการบรรยาย ขอชื่นชมจากใจจริงเลยว่าคุณบรรยายได้ในระดับดีถึงขั้นดีมาก เห็นภาพตามตลอด อ่านแล้วได้บรรยากาศตามต่างจังหวัดดีจริงๆ คำผิดมีจุดเดียวเท่านั้น เยี่ยมมาก
เนื้อเรื่อง เรื่องนี้เป็นเรื่องแนวจรรโลงสังคม ดังนั้นจึงเป็นการตีแผ่ความจริงในสังคมออกมาให้ผู้อ่านได้รับรู้ โดยคุณเขียนออกมาได้ดีเลยทีเดียว เพราะเดินเรื่องกระชับ ใช้ถ้อยคำที่เข้าใจได้ง่าย หากบาดลึกถึงอารมณ์ อย่างตอนที่คนขายข้าวมันไก่ดูถูกสมส่วน และตอนที่เพื่อนๆของดวงใจพูดถึงพ่อของเธอ เป็นการแสดงให้เห็นว่าในสังคมเรานั้นยังคงมีคนที่สนใจในรูปลักษณ์ภายนอกมากกว่าความงามในจิตใจอยู่ทุกที่ หรือจะเป็นตอนที่กล่าวว่าดวงใจมอบทุกอย่างให้ต้น ก็ราวจะเป็นการสอนคนอ่านที่เป็นผู้หญิงกลายๆว่าถึงแม้จะพลีกายมอบใจให้ไป ก็ใช่ว่าผู้ชายจะรักเราจริง
แต่เรื่องนี้กลับมีจุดบอดอันใหญ่ตรงที่...ตอนจบ กล่าวคือ อ่านแล้วไม่รู้สึกว่า 'มันจบ' เหมือนกับคุณตับจบฉับดื้อๆโดยที่ไม่มีการสรุปความใดๆเอาไว้ ให้ความรู้สึกราวกับว่ายังมีเนื้อเรื่องตอนถัดไปให้ตามอ่านมากกว่าจบแล้วเสียอีก เนื้อหาก็ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับหัวข้อคริสต์มาสและปีใหม่ซึ่งเป็นโจทย์ในการเขียนเรื่องเท่าใดนัก
ตัวละคร เป็นเรื่องแรกที่ตั้งแต่อ่านมาแล้วพบว่าใช้ตัวละครน้อยสมกับเป็นเรื่องสั้น และแต่ละตัวก็มีมิติชัดเจนดีอย่างยิ่ง ดังนั้นจะขอวิเคราะห์เป็นตัวๆไปเลย
สมส่วน - ตัวเอกของเรื่อง ชายวัยกลางคนผู้สติไม่ค่อยสมประกอบ เป็นคุณพ่อและสามีที่ดี ซ้ำยังเป็นคนเจียมตัว หากชะตาชีวิตกลับน่าสงสารที่สุดในเรื่อง คุณเขียนออกมาให้เขาช่างน่าเวทนาสงสารยิ่งนักในสายตาของเรา
ดวงใจ - เด็กสาวผู้หลงใหลไปกับแสงสีเสียงของเมืองกรุงจนลืมแม้กระทั่งกำพืดและบุญคุณของผู้ให้กำเนิดตนเอง ที่สุดท้ายแล้วก็ยังไม่รู้ว่าชีวิตของเธอจะก้าวลงขุมนรกไปลึกอีกเท่าใด เป็นตัวละครที่กล้าพูดเลยว่าใครที่ได้มาอ่านเรื่องของคุณ เขาจะต้องรังเกียจตัวละครนี้แน่นอน ถือว่าคุณประสบความสำเร็จในการสร้างตัวละครให้คนเกลียดได้
ครูใหญ่ - คนที่มีเมตตากับสมส่วน คนนอกที่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรสองพ่อลูกได้ เพราะไม่ใช่คนในครอบครัว
โดยรวม เรื่องนี้ดี ดีมากๆ ทั้งให้ข้อคิดและสะเทือนอารมณ์ผู้อ่าน แต่ก็ยังมีจุดอ่อนที่สำคัญอย่างการลงในตอนจบและไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับคริสต์หรือมาสปีใหม่ซึ่งเป็นหัวข้อของการประกวด
คะแนนที่ให้ 3.5/5
สู้ต่อไปนะ เป็นกำลังใจให้
แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 25 ธันวาคม 2554 / 16:11
แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 25 ธันวาคม 2554 / 16:11
PS. กินซะ ก่อนจะไม่ได้กิน...นอนซะ ก่อนจะไม่ได้นอน...ทำซะ ก่อนจะไม่ได้ทำ