สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

กิจกรรมประกวดนิยาย Lightwriter ครั้งที่ 1

ตอนที่ 6 : เรื่องที่ ๒ คริสต์มาสอีฟคืนฝันวันรัก (แมลงในบึง)


     อัพเดท 24 ธ.ค. 54
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/อื่น ๆ
Tags: กิจกรรม, ประกวด, นิยาย, คริสต์มาส, ขึ้นปีใหม่
ผู้แต่ง : นัก(อยาก)เขียนมือใหม่ใจเกินร้อย ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ นัก(อยาก)เขียนมือใหม่ใจเกินร้อย
My.iD: http://my.dek-d.com/lightwriter
< Review/Vote > Rating : 0% [ 0 mem(s) ]
This month views : 20 Overall : 1,655
96 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 6 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
กิจกรรมประกวดนิยาย Lightwriter ครั้งที่ 1 ตอนที่ 6 : เรื่องที่ ๒ คริสต์มาสอีฟคืนฝันวันรัก (แมลงในบึง) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 25 , โพส : 5 , Rating : 3 / 1 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


กิจกรรมประกวดนิยาย Light writer ครั้งที่ ๑

เรื่องที่ ๒       คริสต์มาสอีฟคืนฝันวันรัก (แมลงในบึง)

 

 

“ชมพูๆๆ”

 

เสียงแป๋นแหล่นของเพื่อนสาวสุดเฮ้วดังขึ้นทำเอาคนที่นั่งอยู่ตรงม้าหินอ่อนแถบนั้นหันมามองคนที่วิ่งมาที่กลุ่มของฉันเป็นตาเดียวกัน  พวกเรา 3 คนนั่งอยู่ตรงโต๊ะม้าหินอ่อนที่พากันมานั่งเป็นประจำหลังกินข้าวเที่ยงเสร็จได้แต่เอามือกุมหน้าผากอย่างอ่อนอกอ่อนใจ  ยัยเนมนะ ยัยเนม หัดอายชาวบ้านบ้างสิยะ  สาวหน้าใส  ไว้ผมยาวรวบขึ้นไปมัดไว้แล้วติดโบว์สีชมพูอ่อน  มีหน้าม้าลงมาปรกหน้าผากหน้าตาถือว่าน่ารักใช้ได้  อย่างฉันก็อายเป็นนะ 

 

“นี่   ฉันมีข่าวมาบอก  ข่าวล่ามาแรง สดๆร้อนๆ แต่แกต้องทำใจให้ดีๆ นะชมพู เข้าใจมั้ย”

 

ยัยเนมพูดน้ำเสียงตื่นเต้นสุดๆ ทันทีที่ก้นแตะกับม้านั่ง  แถมยังหันมาเตือนฉันอีกแหน่ะ

 

“เกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ”

 

ฉันถามขึ้นไม่ค่อยสนใจนัก ยัยเนมนี่ตัวไร้สาระของกลุ่มเราเลยล่ะ แต่ยัยโม กับยัยเอ้ กลับตั้งอกตั้งใจฟังยัยนั่นเล่าซะงั้น

 

“ไม่เกี่ยวกับแกโดยตรงหรอก  แต่เกี่ยวกับพี่โชน”

 

พอได้ยินชื่อพี่โชน  รุ่นพี่ในดวงใจคนสำคัญ  ที่ฉันหมายมั่นปั้นมือว่าจะให้เป็นแฟนคนแรกของฉัน  แล้วก็จะพาไปเดทในวันคริสต์มาสอีฟปีนี้ให้ได้  จากนั่นเราก็จะจูบกันท่ามกลางฝนดาวตก  มีหิมะโปรยปรายลงมา(คงเป็นไปได้หรอกนะ)  จนกลายเป็นเดทในฝัน  อุ้ยสุดแสนจะโรแมนติกพูดแล้วเขิน  หูฉันเลยผึ่งทันที และเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้

 

“ทำไมพี่โชนทำไม เล่ามาเดี๋ยวนี้นะ เล่ามาเร็วๆ”

 

ฉันเอื้อมมือไปเขย่าๆ ตัวยัยเนมที่อยู่คนละฟากโต๊ะ จนยัยนั่นหัวสั่นหัวคลอนตาม

 

“โอ๊ย ยัยบ้า หยุดเขย่าฉันซะทีสิ ปล่อย”

 

“ชมพู ปล่อยมือสิ  เดี๋ยวยัยเนมก็ตายหรอก”

 

ประโยคแรก ยัยเนมตะคอกขึ้นพร้อมกับดึงมือฉันออก  ประโยคต่อมาเป็นยัยโมกับยัยเอ้พูดพร้อมกัน  แล้วช่วยกันแกะมือฉันออกจากคอเสื้อยัยเนม

 

“อุ้ย  แหะๆๆ ขอโทษนะ”

 

ฉันยิ้มแห้งๆ ให้เพื่อนๆ พลางมองไปรอบๆ ทุกคนมองพวกเราอึ้งๆ บางคนถึงกับเก็บของลุกหนีเลย

 

“แค่กๆๆ ให้ตาย พูดเรื่องพี่โชนทีไรเป็นแบบนี้ทุกที”

 

ยัยเนมบ่นอุบ ช่วยไม่ได้พอได้ยินชื่อแล้วฉันมักจะทำอะไรโดยไม่รู้ตัวทุกทีเลย

 

“พูดมาสิเนม ฉันอยากรู้แล้ว”

 

ฉันเร่ง ยัยนี่ก็ชอบถ่วงเวลาอยู่เรื่อยเลย

 

“พี่โชนคบกับพี่เมย์แล้ว”

 

กรี๊ดดดดดดดด นู๋ไม่เจื่อ   ฉันร้องในใจ  เพราะประโยคนั้นเหมือนเข็มนับพันทิ่มลงมากลางหัวใจฉันมันเจ็บแปล้บ จนตัวแข็งพูดอะไรไม่ออก

 

“บ้า เป็นไปไม่ได้หรอก ยัยรุ่นพี่ขุนแผนเมรีนั่นหน่ะหรอ  ใครๆก็รู้ ยัยนั่นเจ้าชู้จะตาย จะเป็นไปได้ไง”

 

ยัยโมให้ความเห็นเพราะทุกคนในโรงเรียนรู้ถึงสรรพคุณของพี่เมย์คนสวยดี  ทำให้ได้ฉายาว่าขุนแผนเมรี  คือเจ้าชู้เหมือนขุนแผน กินเหล้าเก่งเหมือนเมรี

 

“แต่มันเป็นไปแล้ว  ข่าวนี้กรองมาอย่างดีนะ เชื่อถือได้”

 

ยัยเนมยืนยันมั่นอกมั่นใจ  แต่ฉันสิหัวใจดวงน้อยๆ ฟ่อจะตายอยู่แล้ว

 

“ฉันว่าเป็นไปได้นะ  อีตาพี่โชนหน่ะพระเอกจะตาย”

 

ช็อกออนเดอะช็อก ยิ่งยัยเอ้ให้ความเห็นนี้มาทำให้ฉันตัวแข็งมากกว่าเดิม  ส่วนยัยเนมก็พยักหน้าเห็นด้วยอีก

 

“ถึงพี่โชนจะเป็นคนดี  แต่เขาก็น่าจะรู้บ้างนะ”

 

ยัยโมพูดพร้อมทำสีหน้าไม่เชื่อ  ใช่แล้วเพื่อนมันต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ  ข่าวนี้มันต้องมีอะไรผิดพลาด

 

“ที่ฉันบอกว่าพระเอกหน่ะไม่ได้หมายถึงเป็นคนดีอย่างเดียวนะ  อีตาพี่โชนหน่ะซื่อบื้อ+กระบือด้วย  ตามยัยเมรีนั่นไม่ทันอยู่แล้ว”

 

ยัยเอ้ให้เหตุผล ยัยเนมพยักหน้า ยัยโมก็เริ่มทำสีหน้าลังเล  ส่วนฉันยังช็อกอยู่ หมดกันความฝันของฉัน หมดกัน จูบกับคนรักตอนเที่ยงคืน

 

วันคริสต์มาสอีฟ ท่ามกลางฝนดาวตก มีหิมะด้วยก็ดี(โหความฝันล้วนๆ)  แต่ตอนนี้มันจบแล้ว  อีตาพี่โชนบ้า รอกันหน่อยก็ไม่ได้  ฮือๆ

 

“ข่าวของแกเชื่อได้แค่ไหนกันห๋ะ เนม เชื่อได้แน่หรอ  ยังไงฉันกับชมพูก็ไม่เชื่อหรอก  ไม่มีทางเป็นไปได้ เนอะชมพู  เฮ้ยชมพูๆ  ยาดมๆ”

 

ยัยโมพูดแล้วหันมาขอความเห็นจากฉัน   ที่นั่งนิ่งเป็นซากศพไปนานแล้ว ช็อกจนไม่รู้จะช็อกยังไงได้อีก  ฝันสลายดอกฝ้ายบาน ฮือๆ

 

“พามันไปห้องพยาบาลดีกว่า  เพราะแกนั่นแหละเนม”

 

ยัยเอ้บอกแล้วแล้วเริ่มหิ้วปีกฉันที่นั่งตาเหม่อลอย ไม่สนใจคนรอบข้างอยู่  พลางหันไปว่ายัยเนม

 

 “อ้าวได้ไงเนี่ยะ  ฉันผิดหรอ”

 

ยัยเนมบ่นอุบ  แต่มือก็ช่วยเพื่อนพยุงฉันไปที่ห้องพยาบาล  พากันหาสารพัดสารระเหยมาให้ฉันดมทันที

 

“ฉันว่ายาดม กับ แอมโมเนีย คงไม่ได้ผลหรอก  ต้องนี่...”

 

หลังจากเอาสารพัดสารระเหยให้ฉันดมแล้ว  ไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัวง่ายๆ  ยังคงนั่งเหม่อดวงตาเลื่อนลอยไม่สนใจฟ้าดินอยู่เหมือนเดิม   ยัยเนมก็ถอดรองเท้าแล้วดึงถุงเท้าออกมา  มือนึงก็ปิดปากปิดจมูกไว้ ยัยโมกับยัยเอ้วิ่งหนีเอาตัวรอดจากพฤติกรรมสุดอุบาทของเพื่อน  แต่ก็นั่นแหละ กลิ่นเหม็นสุดจะทนของถุงเท้า ยัยเนมจอมซกมกที่โชยออกมาทั้งๆ ที่ยัยนั่นยังไม่ทันได้ยกขึ้นเลยหัวเข่า  มันก็ทำให้ฉันสะดุ้งได้สติแทบจะทันทีเกือบวิ่งหนีไม่ทัน

 

“กรี๊ด  ยัยเพื่อนเลว แกจะฆาตกรรมฉันด้วยกลิ่นถุงเท้ารึไง”

 

ฉันกรี๊ดลั่นห้องพร้อมวิ่งหนีเอาตัวรอดออกไปหน้าประตูห้องพยาบาล  เจอยัย 2 ตัวที่ทิ้งฉันไว้ให้ผจญกับสิ่งเลวร้ายอย่างกลิ่นถุงเท้ายัยเนมอยู่หน้าห้อง

 

“แก 2 คนนี่ก็เหมือนกัน ใช้ไม่ได้เลย  ให้ยัยเนมทำหยั่งงั้นกับฉันได้ไง”

 

ฉันต่อว่ายัยโมกับยัยเอ้ที่ทำหน้าเจือนๆ อยู่หน้าห้อง

 

“อ้าว ฉันกับเอ้ ก็กลัวถูกฆ่าด้วยกลิ่นถุงเท้าเหมือนกันนะ  แต่ว่ามันก็ได้ผลแฮะ ฮ่าๆๆ”

 

ยัยโมพูดจบ 2 คนนั่นก็หัวเราะพร้อมกันรวมถึงยัยเพื่อนตัวดีของฉัน ที่เดินออกมาจากห้องพยาบาลด้วย ไม่รู้ล้างมือรึยัง  สงสัยต้องส่งมันไปฆ่าเชื้อที่กรมอนามัยโลกซะแล้วมั่ง  แหวะ

 

“มานี่ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”

 

อยู่ดีๆ ก็มีมือดีมาคว้าคอเสื้อฉันด้านหลังแล้วรั้งให้เดินตาม ทำให้เสื้อนักเรียนฉันเลื่อนขึ้นมารั้งคอแทบหายใจไม่ออก เพื่อนๆ ฉันก็ยืนนิ่งเชียว ไม่คิดจะช่วยกันมั่งเลย

 

“แค่กๆ หายใจไม่ออก  ปล่อยนะ แค่กๆ”

 

ฉันดิ้นรนถึงแม้จะโดนหิ้วมาได้นิดเดียว  แต่ก็เริ่มจะทรมานแล้ว  รู้สึกเจ็บคอมากเลย  จากนั้นไอ้มือดีนั่นก็เปลี่ยนมาลากแขนฉันแทน  จนออกมาด้านหลังอาคาร ใครกันนะบังอาจมาลอบทำร้ายคนน่ารักอย่างฉันได้  พออีกฝ่ายปล่อยมือ  ฉันก็รีบหันกลับไปด่าทันที

 

“บ้าไปแล้ว  บอกกันดีๆ ก็ได้ จะฆ่ากันรึไง  ฉันเจ็บนะ มีสมองหน่ะคิดมั่งสิ”

 

ฉันด่าไปทั้งๆ ที่ไม่ทันเห็นว่าเป็นใคร  พร้อมกับลูบคอตัวเองปอยๆ เพื่อบรรเทาความเจ็บไปด้วย

 

“จะด่าอีกนานมั้ยยัยไข่ดาว”

 

ว่าแล้วมั้ยล่ะ มีอยู่คนเดียวนั่นแหละที่เรียกฉันแบบนี้ ไอ้รุ่นพี่โฟค  คู่กัดฉัน เป็นเพราะตานี่นั่นแหละคอยขัดขวางฉัน  เลยทำให้ความสัมพันธ์ของฉันกับพี่โชนไม่คืบหน้า  จนโดนยัยป้าเมรีนั่นแย่งไปจนได้

 

“หนอยจะเรียกหัวโตก็ไม่ว่า  จะเรียกเตี้ยก็ไม่รังเกียจ  แต่เรียกไข่ดาวฉันรับไม่ได้  แกตายซะ  ไอ้พี่โฟค  ย้ากกกก”

 

ฉันพุ่งใส่ไอ้พี่โฟคสุดตัว  ยังไงซะวันนี้จะต้องตีอีตานี่ให้ได้ 

 

“อึ้บ ยะ อึ้บ.......เฮ้อ”

 

“เหนื่อยรึยัง”

 

หลังจากดิ้นรนจะเข้าไปตีอยู่นานฉันก็เริ่มเหนื่อย  ก็ตานี่ขี้โกงอ่ะเล่นสูงตั้ง 180 ส่วนฉันหน่ะมาตรฐาน(รึเปล่า) 155 เอง  อีตานั่นยืนพิงผนังดันหัวไว้ได้สบายๆ ในขณะที่ฉันดิ้นรนแต่เข้าไม่ถึงแม้แต่ขนสักเส้น แถมมีหน้ามาถามว่าเหนื่อยรึยังอีก ดูถูกกันสุดๆ

 

“เชอะ”

 

ฉันกลับมายืนตรงๆ ปัดมืออีตาโฟคออก แล้วยืนกอดอกเชิดใส่  ตอนนี้ฉันโกรธอีตานี่จนไม่อยากมองหน้าแล้ว

 

“ฉันจะคุยกับเธอเรื่องไอ้โชน”

 

อ้าวทำไมไม่บอกแต่แรกฟะ  ถ้าเรื่องพี่โชนล่ะก็หูผึ่งสิฉัน  แต่ยังไงก็ต้องรักษาฟอร์มไว้ก่อนโดยเฉพาะกับอีตานี่

 

“เรื่องอะไร”

 

ฉันยังเชิดหน้าถามออกไป  ถึงแม้ในใจจะระริกระรี้อยากรู้ก็เถอะ  หวังว่าข่าวที่ยัยเนมบอกคงไม่ใช่เรื่องจริงนะ

 

“เธอรู้รึยังว่าไอ้โชนมันตกลงคบกับยัยเมย์ห้อง6/2”

 

อีตาโฟคถามฉันแววตาคาดหวังซะเหลือเกิน  ว่าจะได้เห็นสีหน้าสลดของฉัน   เชอะไม่มีวันหรอก เพราะฉันช็อกไปแล้ว ไม่มีทางมีรอบ 2 หรอกยะ  แต่ยังไงก็เจ็บแปล้บที่หน้าอกอยู่ดี

 

“รู้แล้ว  ทำไม”

 

ฉันถามออกไปรู้สึกเจ็บจี้ดที่หัวใจ จะมาเยาะเย้ยล่ะสิ

 

“ทำไม ถามออกมาได้ ไหนบอกว่าชอบไอ้โชนนักหนา  เห็นพี่โชนค่ะ พี่โชนขา ตอนนี้ตัดใจแล้วรึไง”

 

ว่าแล้วเชียว ยิ่งเห็นตานี่ลอยหน้าลอยตาพูดแล้วยิ่งจี๊ด

 

“มันเกี่ยวอะไรกับคุณพี่ล่ะค่ะ  ก็ดีแล้วนี่เห็นขัดขวางฉันมาตลอดไม่ใช่หรอ  อ๋อรึว่ามานี่เพราะจะมาเยาะเย้ยฉัน  ขอโทษนะอย่างนายหน่ะไม่มีทางได้เห็นน้ำตาฉันหรอก”

 

ฉันฝืนใจพูดแดกดัน  ทั้งๆ ที่น้ำตาปริ่มอยู่ที่ขอบตาจะร่วงอยู่มะลอมมะล่อ  ตาบ้าแรงไปแล้วนะ ลากกันออกมาเยาะเย้ยซะขนาดนี้

 

พรึ่บ  จู่ๆ ฉันก็ถูกกระชากไปซบอกอีตาบ้าโฟคซะงั้น  ทำเอาฉันอึ้งเลย คิดจะทำอะไรของเขาเนี่ยะ

 

“ยัยบ้าเอ้ย  ไม่เห็นต้องฝืนขนาดนี้เลย  จะร้องก็ไม่มีใครว่าหรอกนะ”

 

ทั้งๆ ที่ไม่ใช่คำปลอบใจที่น่าฟังเท่าไหร่ แต่มันก็ทลายเขื่อนกั้นน้ำตาฉันพังได้ล่ะน่า  ทำให้ฉันซบหน้าที่ตอนนี้น้ำตาไหลเป็นเขื่อนแตกไว้ที่อกของอีตาโฟค  แล้วตั้งหน้าตั้งตาร้องไห้อย่างเดียว  รู้ตัวอีกทีก็โดดเรียนภาคบ่ายมาแล้ว 2 ชั่วโมง

 

“ขอโทษ”

 

ฉันบอกแล้วมองเสื้อของอีตาพี่โฟคที่ตอนนี้เต็มไปด้วยคราบน้ำตาผสมกับน้ำมูกของฉัน  จนเปียกไปครึ่งหนึ่ง อย่างสำนึกผิด

 

“ยัยตัวแสบเอ้ย  ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็ทำฉันวุ่นวายได้ตลอด  แสบจริงๆ”

 

ตานั่นผลักหัวฉันเบาๆ แล้วก็ลงมือถอดเสื้อนักเรียนออก เผยให้เห็นผิวคล้ำๆ แบบนักกีฬาบวกกล้ามกำยำ ของผู้ชาย  หน้าตาอีตานี่ก็ไม่ใช่ขี้เหล่  ถึงจะไม่ได้หล่อขั้นเทพ แต่ก็ป๊อบเอาการเหมือนกัน   ทำเอาฉันกระอักกระอ่วน  ต้องรีบหันหน้าหนีเพราะความอายทันที

 

“เอ้า เอาไปซักสิ  โน้นอ่างล้างหน้าโน้น”

 

ถอดเสร็จก็โยนมาใส่มือฉัน  ชี้สั่งให้ฉันไปซักตรงอ่างล้างหน้า   หน้าห้องน้ำที่อยู่ใกล้ๆ แล้วตัวเองก็เดินไปนั่งพิงต้นไม้กินลมสบายใจเฉิบ  ไม่คิดจะไปเรียนรึไง  ฉันได้แต่เดินเอาไปซักแต่โดยดีนั่นแหละ  ทำไงได้ก็ฝีมือตัวเองนี่นา

 

“เอ้า  เสร็จแล้ว”

 

หลังจากซักเสร็จ(มั่นใจว่าสะอาดแล้วนะ) ฉันก็เดินถือเสื้อนักเรียนเปียกไปหา  อีตานั่นดันนั่งหลับให้ตายหลับลงได้ไงแป๊บเดียวเอง ทำไงล่ะทีนี้ 

 

 

 

“ชมพู  แกไม่เป็นไรใช่มั้ย  พวกฉันเป็นห่วงนะเล่นหายไปกับอีตาโฟคด้วย  แกสบายดีนะ ไม่ได้โดนรังแกใช่มั้ย”

 

ยัยเพื่อนเกลอ 3 หน่อของฉันรีบมาประคองฉันไปที่โต๊ะเรียนทันทีที่ฉันเดินเข้าห้องในชั่วโมงที่ 3 ของคาบบ่าย ขณะกำลังรออาจารย์อยู่   แล้วยัยโมก็มากระซิบถามด้วยความเป็นห่วง  ฉันมองหน้าเพื่อนยิ้มๆ รู้สึกซึ้งกับความห่วงใยที่พวกนี้มีให้  ถึงแม้ยัยพวกนี้จะต๊องไปหน่อย แต่พวกเราก็รักกันดี

 

 “อืม ไม่เป็นไร ตานั่นทำอะไรฉันไม่ได้หรอก  แล้วอาจารย์ว่าไงมั่งที่ฉันหายไปหน่ะ”

 

ฉันตอบพยายามตีสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

 

“ไม่ได้ว่าอะไรหรอก พวกฉันบอกว่าแกไม่สบายนอนห้องพยาบาล”

 

ยัยเนมตัวดีเป็นคนตอบ  สีหน้าท่าทางภูมิใจในความฉลาดครั้งนี้ซะเหลือเกิน

 

“ขอบใจนะเพื่อน”

 

ฉันยิ้มให้ แต่ทั้ง 3 คนก็ยังดูไม่ค่อยสบายใจอยู่ดี

 

“แกไหวใช่มั้ย”

 

ยัยเอ้ถามขึ้นพร้อมกับบีบมือให้กำลังใจ  ซึ่งฉันรู้ดีว่าเรื่องอะไร

 

“อะไรกัน  พวกแกไม่รู้รึไงว่าฉันเป็นใคร  ฉันหน่ะ พวงชมพูนะ  พวงชมพูสาวใสหัวใจปิ๊งปั้ง  เรื่องแค่นี้ขี้ปะติ๋ว”

 

ก่อนที่เพื่อนเกลอฉันจะได้พูดอะไรต่ออาจารย์คณิตาครูสอนวิชาดนตรีสากลก็เข้ามาซะก่อนยัย 3 ตัวนั่นเลยจำใจกลับไปนั่งที่แต่โดยดี    แน่นอนเรื่องพี่โชนหน่ะ   ความจริงฉันก็ไม่ได้เจ็บอะไรมากมายขนาดนั้นหรอก  เพียงแค่รู้สึกว่าตัวเองยังไม่ได้พยายามอะไรเลย  ดันโดนยัยพี่เมรีคว้าไปซะก่อน  มันเลยเจ็บใจจนอยากร้องไห้  แต่เรื่องที่ฉันคิดอยู่ตอนนี้ดันเป็นเรื่องที่อีตาพี่โฟคนั่นต่างหาก  เพราะในใจเฝ้าคิดแต่ว่าทำไมอีตาโฟค ถึงทำแบบนั้น  รึว่าสงสารฉันหรอ  โอ๊ย เป็นไปไม่ได้หรอก เจอกันทีไรกัดฉันซะทุกทีแบบนั้น  คงไม่ใช่หรอกมั่ง  โอ๊ย ปวดหัว 

 

“พวงชมพู  เธอเป็นอะไรมากรึเปล่า ถ้าไม่สบายก็ไปห้องพยาบาลซะ ครูไม่ว่าหรอก”

 

อาจารย์คณิตา ร้องบอกจากหน้าห้อง  หลังจากที่เห็นฉันเอามือกุมหัวแล้วสะบัดมันอย่างแรง เพราะลืมตัว  ทำให้เพื่อน ม.5/3 ของฉันหันมามองเป็นตาเดียวกัน  โดยเฉพาะ 3 พะหน่อเพื่อนฉัน ที่มองมาด้วยความเป็นห่วง

 

“หนูไม่เป็นไรค่ะอาจารย์ พอดีคันหัวเลยเกาแรงไปหน่อยแหะๆ”

 

ฉันแก้ตัวออกไปก่อนจะหันไปยิ้มให้เพื่อนๆ  พวกนั้นตีสีหน้าไม่ดีเลย  เอาอีกแล้วฉันทำให้เพื่อนเป็นห่วงอีกแล้ว

 

 

 

“ไปคาราโอเกะกัน เย้วๆ”

 

3 คนนั้นลงความเห็นกันว่า  พวกเราต้องไปฉลองอกหักครั้งแรกของฉันที่คาราโอเกะ  เฮ้อ  ไม่เชื่อกันมั่งเลยว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก  เมื่อห้ามไม่ได้ก็คงต้องเลยตามเลยล่ะนะ    แต่ช่างเหอะแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน  พวกเรา 4 คนลงจากอาคารเดินตามถนนเลียบสนามฟุตบอล   สายตาฉันก็ดันมองไปเห็นอีตาพี่โฟค  ใส่เสื้อนักเรียนแต่ไม่ติดกระดุมกำลังเตะฟุตบอลอยู่กลางสนาม  เผยให้เห็นแผงหน้าอก  มีสาวๆ ส่งเสียงเชียร์อยู่ 6-7 คน  มันทำให้ฉันใจเต้นตึกตักขึ้นมาเฉยๆ เพราะนึกถึงตอนที่ตานั่น แก้เสื้อต่อหน้าต่อตา ไม่ๆ  ห้ามคิดถึงนะ  ห้ามเด็ดขาด  ฉันหลับตาพยายามสลัดภาพแผงอกตานั่นออกจากหัว

 

“ไข่ดาว  ยัยไข่ดาว  ฟึ่ด”

 

เสียงเรียกพร้อมเสียงสูดขี้มูกทำให้กลุ่มฉันหยุดเดิน  แน่นอนว่าไม่ใช่ใครอื่นนอกจากอีตาโฟคบ้านั่นแหละ  อะไรอีกล่ะ  ฉันขมวดคิ้วไม่พอใจนิดหน่อย  ไม่อยากให้ตานี่มายุ่งด้วยอีก  แต่อีตานั่นดันใส่เสื้อไม่ติดกระดุมวิ่งตรงมาหาฉันจนได้   อีตาบ้าเอ้ยคนเขากำลังพยายามลืมมันอยู่นะ

 

“เธอทำแบบนี้ได้ไง  ทำไมไม่ปลุกปะ โอ้ย”

 

อีตานั่นยังพูดไม่จบฉันก็เตะหน้าแข้งเอาไว้ก่อน    ขืนให้พูดต่อมีหวังเพื่อนฉันเข้าใจผิดกันใหญ่แน่ 

 

“ขอตัวแป๊บนะ”

 

ฉันหันไปบอกเพื่อนแล้วดันอีตานั่นให้ห่างจากเพื่อนๆ พอสมควร

 

“นายจะบ้ารึไง  เดี๋ยวเพื่อนฉันก็เข้าใจผิดหรอก มาพูดเรื่องนอนเรื่องปลุกแบบนี้  เดี๋ยวงานก็เข้าฉันหรอก”

 

ฉันใส่ทันทีที่ออกห่างมาแล้ว

 

“แล้วไม่คิดหรอว่าที่เธอลากฉันออกมาเนี่ยะ ฟึ่ด  พวกนั้นจะยิ่งเข้าใจผิดไปใหญ่ฟึ่ด   เพราะเธอปล่อยให้ฉันนอนอยู่แบบนั้นฟึ่ด แถมเอาเสื้อเปียกมาคลุมหัวฉันอีก  ฉันเป็นหวัดเลยเห็นมั้ยฟึ่ด”

 

ฉันกระโดดถอยหนีทันทีเพราะอีตาโฟคพูดจบก็ยื่นจมูกที่มีแต่ขี้มูก มาจ่อหัวฉัน  หว่าอีตานี่จะเล่นสงครามชีวะภาพกับฉัน

 

“ใครว่าฉันไม่ปลุก  เขย่าแล้วนายก็ไม่ตื่นเองนี่   อีกอย่างฉันไม่รู้จะเอาเสื้อไปตากที่ไหนนี่”

 

ฉันพูดพร้อมกับพยายามรักษาระยะห่างจากเจ้าขี้มูกนั่น

 

“ก็เลยตากมันไว้บนหัวฉันว่างั้น”

 

เมื่อถามตรงๆ ฉันก็ตอบตรงโดยการพยักหน้าแล้วยักคิ้วให้กวนๆ

 

“ยัยตัวแสบ  แล้วนี่จะไปไหน”

 

อีตาโฟคพูดแล้วหัวเราะ  น่าขำตรงไหน  ตาบ้าอย่าทำหน้าหยั่งงั้นสิ  มันดูมีเสน่ห์เกินไปแล้ว  จะว่าไปตั้งแต่รู้จักกันมาอีตานี่ก็ไม่เคยยิ้มหรือหัวเราะให้ฉันเลย  ทำไมแปลกไป รึว่าดีใจที่ฉันไม่ไปยุ่งกับเพื่อนตัวเองแล้ว  เชอะ คิดว่ายัยเมรีนั่นดีกว่าฉันรึไง

 

“ยุ่ง”

 

พูดจบฉันก็เดินออกมาเลย  น่าโมโห ยัยเมรีนั่นดีกว่าฉันตรงไหน  อีตาโฟคถึงยอมรับให้ไปจีบพี่โชน

 

“ฉันยังคุยกับเธอไม่จบนะ”

 

อีตานั่นเดินเร็วๆ มาคุยกับฉัน ที่ตอนนี้มายืนรวมกับเพื่อนๆ แล้ว

 

“ก็เอาไว้ก่อนดิ วันนี้ฉันรีบ  ไปเถอะ”

 

แล้วฉันก็เดินออกมากับเพื่อนๆ  เป็นอย่างที่คิดเอาไว้พวกนั้นซักไซร์กันใหญ่  ประมาณว่าคุยอะไรกันทำไมต้องเป็นความลับ  ทำไมต้องหลบ  ฉันก็เลยเล่าความจริง(ไม่หมด) ให้ฟัง โดยบอกว่าไปหาที่เถียงกันกับตานั่น แล้วฉันก็โมโหเลยเอาดินป้ายเสื้อเขาเลอะ จากนั้นก็ถูกบังคับให้เอาไปซัก พอซักเสร็จจะเอาเสื้อไปคืน  หมอนั่นหลับอยู่  เลยตากเสื้อไว้บนหัว  เขาเป็นหวัดเลยมาหาเรื่อง  เป็นอันว่าพวกนั้นก็หมดข้อสงสัยไป  สุดท้ายเราก็เข้าไปร้องคาราโอเกะชนิดลืมตาย  สนุกสุดเหวี่ยงจนเสียงเดี้ยงกันพร้อมหน้า  ฉันกลับเข้าบ้านตอนทุ่มตรง พ่อกับแม่กำลังสวีทวี้ดวิ้วไม่เกรงใจลูก  แม่ทำกับข้าวพ่อก็เข้าไปช่วยแล้วก็หยอกล้อกันอย่างกับคู่แต่งงานใหม่  นี่ลูก 17 แล้วนะพ่อ อีกคนก็ 15 ลูกโตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว อายเรามั่งดิ

 

“กลับมาแล้วหรอพี่  ไม่ซื้อข้าวมาด้วยหน่อย”

 

น้ำเงินน้องชายหัวแก้วหัวแหวนของฉันถามเซ็งๆ พลางมองพ่อกับแม่หยอกเหย้ากัน  คือไอ้น้องฉันมันเซ็งคู่นั้นแหละกว่าจะได้กินข้าวต้องแขวนท้องรอกินเป็นชาติ

 

“ลืมนึกไป  ว่าพ่อเลื่อนตำแหน่งแล้ว  ไม่ต้องทำโอที”

 

ฉันตอบแล้วเลี่ยงขึ้นข้างบนก่อนที่จะมาอ้วกแตกแถวนี้  เลี่ยนสุดๆ กับความรักสุดแสนจะหวานชื่นของพ่อกับแม่เนี่ยะ  น้ำเงินเลยเดินไปขัดจังหวะของพ่อกับแม่อีกครั้งก่อนที่มันจะหิวตายซะก่อน

 

แค่เพียงรอยยิ้มเล็กๆ ของเธอครั้งเดียว มันทำให้ฉันไม่เหลียวไปมองที่ใด เธอสะกดฉันไว้ด้วยเวทมนตร์ที่ใช้แค่เพียงลมปาก

 

เสียงริงโทนของฉันดังขึ้นทันทีที่ก้าวเข้าห้องหยั่งกับรู้งั้นแหละว่าฉันถึงห้องแล้ว   แต่เบอร์ไม่คุ้น  ทำให้ต้องขมวดคิ้วเรียวสวยเข้าหากันอย่างไม่ได้ตั้งใจ เพราะปกติมีใครโทรมาซะที่ไหนล่ะนอกจากเพื่อนๆ ของฉันหน่ะ

 

“หวัดดีค่ะ” (พยายามทำเสียงแอ๊บแบ้วที่สุดเท่าที่จะทำได้)

 

ฉันกรอกเสียงใสๆ ลงไปแหมมีเบอร์แปลกๆ โทรมาทั้งทีต้องสร้างความประทับใจซะหน่อย  เผลอๆ อาจมีหนุ่มๆ โทรกลับมาอีก แหะๆ

 

“ไข่ดาว นี่ฉันเองนะ”

 

โทรศัพท์แทบหล่นจากมือเมื่อได้ยินเสียงคนเรียกชื่อ  เอ๊ะ ได้เบอร์เรามาได้ไงอ่ะ

 

“นายได้เบอร์ฉันมาได้ไง”

 

“กะอีแค่เบอร์เธอนี่คิดว่ามันหายากนักรึไง”

 

โอ้โห อีตาบ้านี่กะจะกวนแม้กระทั่งเข้านอนเลยใช่มะเนี่ยะ

 

“มีอะไรก็รีบว่ามาสิ  ฉันจะลงไปกินข้าวแล้ว”

 

“ฉันไม่อยากให้ไอ้โชนเพื่อนฉันมันคบกับยัยเมย์”

 

“แล้วมาบอกฉันทำไม”

 

บ้าป่าวอ่ะ อีตานี่  เขาคบกันแล้วจะไปห้ามได้ไง

 

“เธอไม่สนใจจะแย่งไอ้โชนคืนบ้างรึไง  รึเธอไม่รักมัน”

 

“จะบ้าหรอ  เขารักกันฉันจะไปแย่งมาทำเตี่ยอะไร  นายเคยรักใครบ้างมั้ย  ก็อย่างว่าแหละอย่างนายคงไม่เคยมีความรักสินะ  ฟังนะฉันจะบอกให้ ความรักสำหรับฉันหน่ะ  แค่ได้เห็นคนที่เรารักมีความสุขเราก็มีความสุขไปด้วยแล้ว  ไม่จำเป็นว่าเขาจะต้องมารักกับฉัน  แล้วนี่นายคิดยังไงถึงได้มาพูดกับฉันอย่างนี้เห็นแต่ก่อนคอยขัดขวางฉันจะตาย”

 

ฉันไม่แปลกใจเลยที่ตานี่ทำตัวไม่น่ารัก  เพราะไม่เคยรักใครนี่เอง น่าสงสาร น่าสงสาร

 

“เธอก็รู้นี่ว่ายัยเมย์เป็นคนยังไงแล้วถ้าไอ้โชนมันไม่มีความสุขล่ะ  ฉันสงสารเพื่อนฉัน มันซื่อบื้อจะตาย”

 

ที่อีตาพี่โฟคพูดก็มีเหตุผลนะ  แต่การแย่งแฟนชาวบ้านนี้มันไม่ค่อยเข้ากับคอนเซ็ปฉันสักเท่าไหร่  อีกอย่างคนอย่างฉันหน่ะ ไปต่อสู้กับยัยพี่เมย์สวยเซ็กส์ เอ็กซ์ ระเบิดแบบนั้น    ไม่ไหวมั้ง

 

“ฉันก็เห็นใจนะ แต่จะให้ฉันสวมบทนางเอกแย่งพระเอกเหมือนในละคร คงไม่ไหว ฉันก็ไม่ทำด้วย”

 

ฉันพูดจริงๆ ตรงจากใจ อีตาพี่โฟคเงียบนิดนึง  เครียดรึเปล่านะ

 

“ถ้าแค่ทำให้สองคนนั้นเลิกกันล่ะ แบบว่าไม่ต้องแย่ง แต่ทำให้เดทพวกนั้นล่ม  รึไม่ก็ทำให้ยัยเมย์เห็นว่าไอ้โชนมันแย่แค่ไหน อะไรแบบนี้ เธอจะร่วมด้วยกับฉันรึเปล่า”

 

“ฉันเข้าใจในความหวังดีของนายนะ  แต่ฉันว่านายปล่อยให้ 2 คนนั้นเขาเดินไปด้วยกันเองดีกว่านะ อย่าคิดทำลายความรักเขาเลย บางทีเขาอาจจะเข้ากันได้ดีก็ได้ ใครจะรู้ เผลอๆ พี่โชนอาจจะเป็นคนที่ใช่ของพี่เมย์ก็ได้ นายอย่ามองคนแค่ผิวเผินสิ ขนาดเหรียญ 5 ยังมี 2 ด้านหลายมุมเลย คนเรามันก็ต้องมี 2 ด้านแล้วก็หลายมุมเหมือนกัน”

 

แหมพูดไปพูดมาฉันก็เข้าใจความรักได้ดีเหมือนกันนะเนี่ยะ

 

“เธอพูดจริงหรอยัยไข่ดาว  คิดแบบนั้นจริงๆ หรอ”

 

“ก็แหงสิ  ไม่คิดแบบนี้แล้วจะพูดได้ไงล่ะ”

 

ฉันแว้ดใส่เสียงดัง ป่านนี้ขี้หูกระเด็นเข้าไปข้างในแล้วมั้ง บังอาจไม่เชื่อคนน่ารักอย่างฉัน

 

“จะตะโกนทำไมล่ะ พูดธรรมดาฉันก็ได้ยิน  แต่ถึงยังงั้นก็เหอะฉันเป็นห่วงมันกลัวนางพญางูเขียวหางไหม้จะมาหลอกมัน  เสาร์นี้มันจะไปเดทที่ดรีมเวิลด์ ฉันจะตามไปดูเธอไปเป็นเพื่อนหน่อยสิ”

 

อีตาโฟคพูดเสียงอ่อย  อื้อหือหลอกใช้คนก็เป็นนะเนี่ยะ  พอเรามีประโยชน์ล่ะเสียงอ่อนซ้า

 

“ทำไมต้องเป็นฉันล่ะ  ไม่ชวนคนอื่นไปฉันขี้เกียจ”

 

“ฉันว่าเธอกลัวเห็นภาพเขาหวานชื่น  แล้วจะร้องไห้ขี้มูกโป่งแบบวันนี้อีกใช่ม่ะ”

 

กวนอีกแล้ว  อีตาบ้านี่กวนอารมณ์ซะจริง

 

“ฉันไม่ใช่พวกขี้ขลาดขนาดนั้นหรอกนะ อีกอย่างอกหักก็ไม่ได้เจ็บขนาดนั้นซะหน่อย  ฉันหน่ะหายดีแล้ว”

 

“งั้นเธอก็ไปเป็นเพื่อนฉันสิ  ตกลงตามนี้เจอกัน แปดโมงวันเสาร์หน้าโรงเรียนละกันง่ายดี แค่นี้แหละ หลับฝันดีนะยัยไข่ดาว  ตู้ดๆๆๆ”

 

“เดี๋ยวสิ  เฮ้ย  ตาบ้าแบบนี้มันมัดมือชกกันนี่หว่า......ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ไปดูหน่อยก็ดีเป็นห่วงอีตาพี่โชนด้วย”

 

ฉันยืนลังเลอยู่แบบนึงก่อนจะบอกตัวเองว่าให้ตามน้ำไปเลยละกัน

 

“เดี๋ยวนะ  เมื่อกี้อีตาพี่โฟคบอกว่าฝันดีหรอ...เว่อ อีตานี่แปลกไปทุกวันๆ”

 

ฉันพูดกับตัวเองเมื่อนึกถึงประโยคสุดท้ายที่อีตาบ้านั่นพูดทิ้งไว้ก่อนวางสาย  แปลกไปจริงๆ นั่นแหละ

 

 

 

“นายมาสายไป 20 นาที 53 วินาที”

 

ฉันพูดน้ำเสียงบ่งบอกชัดเจนว่าไม่สบอารมณ์อย่างแรง  เส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นเพราะฟันกรามกำลังบดกันกรอดๆ อยู่ด้วยความโมโห มองดูหนุ่มรุ่นพี่หัวเกรียนใส่ชุดไปรเวทย์ กางเกงขาเดฟ รองเท้าผ้าใบสีเทามอซอ กับเสื้อยืดสีขาวสกรีนลายเท่ห์แบบเซอร์ ๆ ก็ดูดีไปอีกแบบเข้ากับทรงผมสกินเฮดดี  อีตาบ้านั่นแต่งตัวเข้ากันกับชุดที่ฉันใส่พอดี กางเกงขาเดฟสีสนิมขาดเข่า ผ้าใบสีดำ เสื้อยืดคอวีสีเขียวขี้ม้าพอดีตัวกับสร้อยเส้นเก่งของฉันที่ใส่ได้ทุกเทศกาล  ผมยาวๆ ถูกรวบไว้ลวก ดูทะมัดทะแมงดี

 

“รถติดนี่  แถวบ้านฉันมันในเมืองรถมันเลยติด ไม่เหมือนบ้านเธอหรอก  แล้วหอบอะไรมาหน่ะ”

 

อีตาพี่โฟคเดินมาแก้ตัวกับฉันหลังจากที่นัดกันไว้ว่า    จะตามไปดูเดทพี่โชนกับพี่เมย์ที่ดรีมเวิลด์วันนี้แปดโมงเช้า  แต่ตานี่ดันมาสาย   เหตุผลมันก็จะฟังขึ้นอยู่หรอกนะถ้าไม่มีประโยคที่ว่า  ไม่เหมือนบ้านเธอหรอกหาว่าบ้านฉันบ้านนอกใช่มั้ยเนี่ยะ

 

“ข้าวกล่อง  แต่อย่าคิดว่าชวนคุยนอกเรื่องแล้วจะรอดนะ  ไอ้เหตุผลนายเนี่ยมันเป็นข้อแก้ตัวที่เชยระเบิด  รู้ว่าแถวบ้านรถติดก็ออกมาให้ไวๆ หน่อยดิ  เป็นผู้ชายที่ไม่มีความรับผิดชอบจริงๆ ชักสงสารคนที่จะมาเป็นแฟนนายซะแล้วสิ”

 

ฉันบ่นพลางมองหาแท็กซี่

 

“งั้นก็เตรียมสงสารตัวเองไว้ได้เลย”

 

 “อะไรนะ  ว่าไงนะ”

 

ฉันถามอีกครั้งเมื่อได้ยินอีตาพี่โฟค พูดอะไรไม่รู้งึมงำงึมงำ แต่ไม่ค่อยถนัด นินทาฉันใช่มั้ย

 

“เปล่า ฉันบอกว่าแท็กซี่แถวนี้หายาก”

 

อีตานั่นเลิ่กลั่กตอบทั้งๆ ที่แท็กซี่ออกจะเกลื่อนถนนจะชนกันตายอยู่แล้ว   แค่เขาหาจังหวะจอดรับไม่ได้เท่านั้น   ฉันพยายามจับผิด ตานี่ส่อพิรุธว่านินทาฉันแน่ๆ  แต่ฉันต้องหยุดความคิดไว้แค่นั้นเพราะมีแท็กซี่คันหนึ่งจอดรับเราจนได้  พอเข้าไปในรถอีตานั่นก็โทรหาพี่โชน ฉันพอได้ยินคราวๆ ว่าถึงแล้ว กำลังซื้อตั๋วอยู่อะไรแบบนี้  อีตาพี่โชนนี่ก็แปลกบอกเพื่อนไปซะทุกเรื่องเลย  ปกติผู้ชายเขาเป็นแบบนี้กันหรอ กว่าพวกเราจะไปถึงก็เก้าโมงครึ่ง อีตาพี่โฟคใจดีเลี้ยงด้วย อืม ความเป็นสุภาพบุรุษก็มีเหมือนกันแฮะ

 

“นี่มาถ่ายรูปให้หน่อย”

 

เอ้า ใช้ฉันเฉยเลย 

 

“สรุปว่ามาเพราะเป็นห่วงเพื่อนรึอยากมาเที่ยวกันแน่เนี่ยะ”

 

ฉันคว้ากล้องที่ตานั่นยื่นให้แบบไม่ค่อยเต็มใจนัก  มากดแฉะไปที่อีตาโฟคที่ยื่นแอ็คท่าทำเท่ห์อยู่หน้าดรีมเวิลด์

 

“นี่แม่คุณ  มาเนี่ยะเสียเงินนะครับ  อย่างน้อยก็ให้คุ้มหน่อยสิ ไหนดูซิ”

 

อีตานั่นมาแย่งกล้องกลับไปกดดู

 

“เฮ้ย  ตั้งใจถ่ายหน่อยได้มั้ย  อะไรของเธอเนี่ยะยัยไข่ดาว  ทำไมมีแต่ป้ายดรีมเวิลด์แล้วฉันล่ะ”

 

อีตานั่นโวยวาย แล้วถือกล้องมาให้ฉันดู

 

“นี่ไง เห็นมั้ยข้อศอกนายนะนั่น”

 

ฉันชี้ไปที่ข้อศอกที่เห็นอยู่ลิบๆ เล็กๆ ตรงมุมภาพ

 

“หรอ  ไม่ค่อยแกล้งฉันเลยนะ  นี่มานี่เลยเดี๋ยวฉันถ่ายเอง”

 

อีตาบ้านั่นคว้าคอฉันเข้าไปหาแล้วกดแฉะทันที

 

“ฮ่าๆๆ ดูหน้าเธอดิ ฮ่าๆๆ”

 

อีตาโฟคยื่นกล้องมาให้ฉันดูเห็นหน้าตัวเองกำลังอ้าปากตอนบอกว่าอย่านะ พอดีเลย ทุเรศสุดๆ

 

“ลบเดี๋ยวนี้  ลบๆๆ ไม่เอา ไม่เอาแบบนี้  ลบเลยนะ”

 

ฉันพยายามแย่งกล้องไปลบภาพสุดทุเรศนั่นออก  แต่ก็นั่นแหละ ความสูงแต่ 155 กับ 180 ฉันคงแย่งได้อยู่หรอกเนอะ ฉันเลยใช้ไม้ตาย คืองอนค่ะ  งอนอย่างเดียว  ยังไงซะผู้ชายก็แพ้ไม้นี้อยู่แล้ว

 

“ก็ได้ๆ ลบก็ได้ แต่มาถ่ายใหม่ก่อนนะเดี๋ยวจะลบให้”

 

ได้ผลเห็นมั้ย  ฉันตกลง แล้วแอ๊บแบ้วถ่ายใหม่สุดฤทธิ์ 

 

“ไปเถอะ”

 

พูดจบอีตานั่นก็คว้าถุงข้าวกล่องฉันไปถือแล้วเดินนำไปก่อน  เราเดินไปตามทางก็หยุดถ่ายรูปกัน โน่นนั่นนี่  แวะดูร้านขายของที่ระลึก  เล่นเครื่องเล่น อย่างเจ้าหนูลมกรด  บ้านยักษ์  ภาพยนตร์ 4 มิติ ฯลฯ  พอถึงเที่ยงก็กินข้าวกล่องอีตานั่นแย่งฉันกินหน้าตาเฉยเลย  กินข้าวเสร็จก็เข้าเมืองหิมะ เล่นโน้น นั่น นี่  ลืมจุดประสงค์ที่มาที่นี่สนิทใจ จนสี่โมงเย็นพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงแดดอ่อนๆ ฉันกับอีตาพี่โฟคเลยมาหยุดนั่งพักเหนื่อยกันที่ม้านั่งข้างสระน้ำใกล้ๆ กับเครื่องเล่นเจ้าหนูลมกรด อย่างอ่อนแรง

 

“รอนี่นะ  เดี๋ยวฉันมา”

 

อีตาพี่โฟค หันมาบอกฉันแล้วเดินตัวปลิวเข้าไปไปโซนเครื่องเล่น  จะร้องตามก็ร้องไม่ทัน ขายาวๆ ก้าวเร็วชะมัด แล้วสายตาฉันก็เหลือบไปเห็นพี่โชนกับพี่เมย์กำลังปั่นเรือหงส์ อยู่กลางน้ำบรรยากาศโรแมนติกขนาด (ความจริงโชนตั้งหน้าตั้งตาปั่นอย่างเดียวไม่ได้สนใจบรรยากาศเลยสักนิด) ฉันมองสองคนนั้นแล้วรู้สึกโล่งอกมากเพราะดูจากบรรยากาศแล้ว   ความสัมพันธ์ของทั้งคู่คงไปได้สวย  อีตาบ้าโฟค คงโล่งใจไปได้เปราะนึงล่ะนะ  ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่เอ๊ะ ทำไมฉันต้องคิดถึงความรู้สึกอีตาบ้านั่นด้วย คิดถึงตอนนี้เท่านั้นแหละฉันก็สะบัดหัวอย่างรุนแรง(อีกแล้ว) เพื่อไล่ความรู้สึกต่างๆ ให้ออกไปแล้วกลับมาเป็นชมพู ในเวอร์ชั่นปกติ

 

“ถ้าไม่สบายใจก็อย่ามองสิ”

 

อีตาพี่โฟคไม่รู้ว่ามายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ อยู่ดีๆ ก็พูดขึ้นมา ตกใจหมดเลย

 

“มาเงียบๆ ตกใจหมดเลย ฮู่ว์”

 

ฉันเบาปากผ่อนลมหายใจ ใจเต้นตึกตัก จนต้องเอามือกุมหน้าอกไว้

 

“ถ้าจะร้องไห้  ฉันให้ยืมหน้าอกเหมือนเมื่อวานก็ได้นะ”

 

อีตานี่ก็อีกคนพูดไม่ค่อยรู้เรื่องเลย บอกแล้วไงว่าตัดใจได้แล้ว

 

“บ้ารึเปล่าหน้าอกเหม็นเหงื่อหน่ะหรอ ไม่มีทางหรอก อีกอย่างฉันไม่ได้จะร้องไห้สักหน่อย  นายเห็นรึเปล่าเขาดูเข้ากันได้ดีออกทีนี้นายก็เบาใจได้แล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรทั้งนั้น”

 

ฉันพูดซะยืดยาวแล้วเดินไปเก็บของเตรียมตัวกลับ

 

“อะไรจะกลับแล้วหรอ  โกรธรึไงฉันแค่แซวเล่นเอง”

 

อีตาพี่โฟคเดินมาขวางหน้าไว้ไม่ให้ฉันเดินต่อได้

 

“ฉันไม่ได้โกรธ แต่เหนื่อย  หิวข้าว  ง่วงนอน อยากกลับบ้าน  นะ กลับเหอะ”

 

ฉันส่งสายตาอ้อนวอนเพราะรู้สึกง่วงจริงๆ ตานั่นเลยยอมหลีกทางให้ฉันเดินนำไปก่อน

 

“เธอไม่สนุกใช่มั้ย”

 

ประโยคนี้ทำเอาฉันหยุดกึก น้ำเสียงน้อยใจนั่นทำเอาหัวฉันกือบทิ่มพื้น  ไม่รู้ตานี่เอาตาไหนดูสมองส่วนไหนสั่งงานให้พูด  มองยังไงว่าฉันไม่สนุก ฉันก็ออกจะหัวเราะสนุกสนานเต็มที่ซะขนาดนั้น  คิดอะไรของเขาอยู่กันแน่

 

“นายเอาตาข้างไหนดูว่าฉันไม่สนุก  ฉันสนุกมากๆ เลย  อยากเที่ยวกับนายต่อเหมือนกัน แต่ง่วงมาก  ตอนนี้ให้ฉันนอนกลางถนนฉันยังหลับเลยรู้ป่ะ  สรุปกลับกันได้รึยัง”

 

ฉันชวนอีกครั้งตาเริ่มจะปิดแล้ว อยู่ดีๆ ขาก็อ่อนลงเฉยๆ ซะงั้น  ดีนะที่อีตาพี่โฟควิ่งมารับได้ทันไม่งั้นจูบพื้นปากเจ่อแน่

 

“ยัยไข่ดาว  ไข่ดาว  ชมพู  ชมพู  เป็นอะไรเนี่ยะ  ชมพู”

 

อีตาโฟคเขย่าตัวฉันแรงๆ  จนฉันสะลึมสะลือรู้สึกตัวขึ้นมา

 

“ง่วงนอน  ไม่ไหวแล้ว”

 

พูดจบร่างกายดันไม่มีแรงขึ้นมาซะดื้อๆ

 

“อะไรเนี่ยะ  บอกว่าง่วงก็จะหลับเลยหรอ...ให้ตายลุกขึ้นขี่หลังฉันก่อนสิ  ยัยไข่ดาวตื่นก่อน”

 

เท่านั้นแหละรู้สึกตัวอีกทีก็มาอยู่ที่มืดๆ ต้นไม้เต็มไปหมด อ่ะอย่าบอกนะว่าอีตาบ้าโฟคทิ้งฉันไว้ดรีมเวิลด์หน่ะ  เร็วเท่าความคิดฉันดีดตัวลุกขึ้นนั่งหันซ้ายหันขวาสำรวจรอบๆ ทันที ที่นี่ที่ไหนเนี่ยะ  น่ากลัวชะมัด  อีตาบ้าโฟคทิ้งฉันจริงๆ หรอ ฉันเริ่มสะอื้นเบาๆ ในลำคอ  เพราะกลัวมากๆ

 

“ตื่นได้สักทีนะ”

 

ฉันหมุนตัวกลับไปเจออีตาพี่โฟคกำลังนั่งนวดขาตัวเองเพลียๆ อยู่

 

“ที่ไหนเนี่ยะ”

 

ฉันถามมองตานั่นนวดขาอย่างเข้าใจอีตานี่ให้ฉันนอนตักมาตลอดเลยหรอ เข้าใจคิดนะพาฉันมานอนตรงนี้เนี่ยะ

 

“โรงเรียนเราไง”

 

พอมองดีๆ อีกทีก็โรงเรียนฉันจริงๆ นั่นแหละตรงนี้เป็นสวนป่าเล็กๆ หน้าโรงเรียน ตอนกลางวันมันร่มรื่นมาก แต่พอมาดูตอนกลางคืนแบบนี้ มันโคตรน่ากลัวอ่ะ

 

“เธอนี่มันขี้เซาสุดๆ เลยฉันปลุกตั้งนานก็ไม่ตื่น ทั้งเขย่า ฉีกปาก  ดึงหนังตา สารพัด ยังไม่ยอมตื่น ดีนะที่ไม่ใช้วิธีสุดท้าย”

 

ขนาดมืดๆ ยังพอเดาได้เลยว่าหมอนี่พูดจามีเลศนัย

 

“วิธีสุดท้ายอะไร”

 

ฉันถามไปงั้นแหละไม่ได้คาดหวังคำตอบอะไรแต่อีตาบ้าดันตอบซะนี่

 

“ข่มขืนไง”

 

“ไอ้บ้า  ไอ้ลามก  ไอ้ทุเรศ”

 

ฉันรัวมือเล็ก ใส่หน้าอกอีตาพี่โฟคไม่ยั้ง อีตานั่นรวบมือฉันไว้อย่างง่ายดายแถมยื่นหน้ามาใกล้ๆ อีก

 

“ผู้ชายหน่ะ  ไม่ได้เหมือนฉันทุกคนนะ  ระวังตัวหน่อยสิไปเถอะ ฉันจะไปส่ง  แล้วก็นี่ที่ระลึก”

 

พูดจบก็ปล่อยมือฉันแล้วยื่นออมสินใสๆ รูปกระต่ายยืนให้ฉัน  ก่อนจะออกตัวเดินนำไปทางหน้าประตูโรงเรียน  ฉันรับมางงๆ รู้สึกชาไปทั้งตัวเลยที่โดนอีตาพี่โฟคพูดแบบนี้  ทั้งๆ ที่ปกติไม่เคยง่วงแล้วร่วงแบบนี้   แต่ทำไมวันนี้มันเป็นแบบนี้ได้นะแย่จริงๆ เลยเรา  สงสัยคงต้องพิจารณาตัวเองอย่างที่อีตานี่พูดแล้วมั่ง

 

 

 

  หลังจากนั้นก็สองเดือนแล้วที่ฉันต้องทนเห็นหน้าอีตาพี่โฟค มาป้วนเปี้ยนใกล้ๆ มาขัดหูขัดตา แกล้งฉันสารพัด  เลยมีข่าวลือว่าฉันกับอีตาบ้านั่นคบกัน เดือนหน้าก็เป็นเดือนธันวาคมแล้ว ถ้าอีตานี่ยังป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ ให้คนอื่นเอาฉันไปลือแบบนั้น  แล้วใครจะมากล้าขอฉันเป็นแฟน   แล้วความฝันฉันจะมีวันเป็นจริงรึเปล่า  เฮ้อ  ให้ตายไม่มีอะไรทำรึไงแกล้งฉันอยู่ได้  วันนี้ฉันไม่ให้แกล้งฉันได้หรอกคอยดูละกัน  หลังกินข้าวเที่ยงฉันเลยถือขนมกับขวดน้ำย่องออกมาโดยมี 3 เกลอเป็นคนคอยดูต้นทางให้  ฉันแอบมานั่งอยู่สวนหลังอาคารเรียนที่เคยมานั่งร้องไห้กับอีตาบ้าโฟคนั่นแหละแต่มาหลบอยู่หลังต้นไม้  ฮ่าๆ สบายใจ ในที่สุดก็ได้อยู่คนเดียวซะที

 

“ชมพูเหรอ ทำไมมาอยู่ตรงนี้คนเดียวล่ะ”

 

ซวย!! ใครมาเห็นอีกล่ะเนี่ยะ  อิสระของฉ้าน  บินหายไปในพริบตา

 

“อ้าวพี่เซนหวัดดีค่ะ”

 

ฉันทักพี่เซนสุดหล่อหนุ่มป๊อบประจำโรงเรียน  รุ่นพี่ม.6/1 รุ่นเดียวกันกับอีตาพี่โฟคนั่นแหละ  แต่พี่เซนเขานิสัยดีกว่าเยอะ เยอะมากๆๆๆๆ เลย

 

“ยังไม่ตอบพี่เลยนะ  ทำไมมาอยู่ที่นี่คนเดียว”

 

พี่เซนถามอีกครั้งแล้วนั่งลงข้างๆ อย่างถือวิสาสะ

 

“ทำไมล่ะค่ะ  ชมพูอยู่คนเดียวมันแปลกตรงไหน”

 

ฉันพูดแล้วก็หยิบขนมเข้าปากไปเคี้ยวตุ้ยๆ ไม่ได้ใส่ใจว่าพี่เซนเขาจะมองไม่ดีเลยสักนิด

 

“ก็ปกติเห็นเจ้าโฟคมันอยู่ด้วยประจำนี่  คบกันอยู่ไม่ใช่หรอ”

 

คำพูดคำนั่นเล่นเอาฉันสำลักขนม แค่กๆ เลย

 

“แค่กๆๆ ไม่ใช่ค่ะ แค่กๆ ไม่ได้คบกัน แค่กๆๆ สักหน่อย  อืม”

 

ฉันหยิบขวดน้ำที่พี่เซนเปิดให้มาดื่มเฮือกๆ รวดเดียวหมดทันที ทำไมใจเต้นแรงแบบนี้นะ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่ามีข่าวลือแบบนี้ แต่ก็ยังใจเต้นแรงทุกทีที่มีคนมาเล่าให้ฟังนั่นแหละ

 

“จริงหรอ  ไม่ได้คบกันหรอ”

 

พี่เซนถามย้ำหยั่งกับฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง

 

“จริงค่ะ  ไม่ได้คบกัน  มันก็แค่ข่าวลือ อีตานั่นหน่ะชอบแกล้งชมพูเฉยๆ ไม่มีอะไร”

 

ฉันลุกลี้ลุกลนปฏิเสธออกไป  ตานั่นจะมาทำความฝันฉันพังอีกแล้วหรอเนี่ยะ   ไม่มีทางฉันไม่ยอมหรอก  กลับไปนี่ต้องแถลงข่าวซะแล้วว่าฉันโสดยะ

 

“งั้นชมพูก็คบกับพี่ได้หน่ะสิ  พี่คิดมานานแล้วว่าชมพูน่ารักดี  อยากให้ชมพูมาอยู่ข้างๆ พี่”

 

พูดจบพี่เซนก็สบตาฉันหวานซึ้ง ทำเอาฉันทำอะไรไม่ถูกเลยอยู่ดีๆ ถูกสารภาพรักซะงั้น  รู้สึกตัวอีกทีพี่เซนยื่นมือมาเกือบถึงหน้าฉันอยู่แล้ว  แถมค่อยเอาหน้าเข้ามาใกล้ด้วย แหวะ ขยะแขยง

 

“เพรี้ยะ”

 

ฉันใช้หลังมือตวัดตีมือพี่เซนออกไปห่างๆ ก่อนที่มือใหญ่นั่นจะมาจับแก้มฉัน  รู้สึกขนลุกขนพองสยองเกล้าจริงๆ

 

“ถึงชมพูไม่ได้คบกับอีตาโฟค  ก็ไม่ได้หมายความว่าชมพูจะคบกับพี่เซนนะค่ะ  ชมพูขอตัวก่อน”

 

พี่เซนดูอึ้งนิดหน่อยกับคำปฏิเสธแบบไม่รักษาน้ำใจของฉัน  ก็เขาลุ่มล่ามไม่มีมารยาทก่อนนี่  พอลุกขึ้นได้ก็ต้องตกใจจนตาโต เพราะเห็นอีตาโฟคกำลังง้างหมัดค้างอยู่ข้างหลัง เตรียมปล่อยใส่พี่เซนเต็มที่แล้ว  ดีนะที่ยังแค่ค้างไว้เฉยๆ  ยังไม่ได้ปล่อยหมัด  ไม่งั้นสาวๆ ทั้งโรงเรียนรุมตื้บอีตานี่แน่ๆ โทษฐานทำให้หนุ่มป๊อบประจำโรงเรียนเสียโฉม  ว่าแต่แล้วหาฉันเจอได้ไงอุตส่าห์คิดว่าหลบได้แล้วเชียว   รึว่าอีตาบ้านี่แอบติดเครื่องส่งสัญญาณที่ตัวฉัน  คงไม่ใช่หรอกมั้งเนอะ

 

“นายจะทำอะไร”

 

ฉันถามไปงั้นแหละรู้อยู่แล้วเลยเดินไปดึงแขนอีตานั่นออกมา  แล้วรีบพาเดินออกมาจากตรงนั้น

 

“ทำไมปฏิเสธล่ะ”

 

อีตาบ้าโฟคอยู่ดีๆ ก็ดึงฉันหยุดแล้วถามขึ้นหน้าห้องน้ำเลย

 

“ก็ฉันไม่ชอบ  อีตานั่นมือไวด้วย”

 

ฉันพูดไปตามความจริงจากใจเลยล่ะ  แค่วันแรกที่คุยกันเป็นตุเป็นตะ ก็สารภาพรักซะแล้วแถมทำท่าจะจูบเราอีก แบบนี้มันเจ้าชู้ชัดๆ

 

“แต่หมอนั่นมันป๊อบจะตาย  สาวๆ ชอบมันทั้งโรงเรียน”

 

อีตานี่จะพูดอะไรกันแน่  สีหน้าเศร้าๆ นั่นหมายความว่าไง

 

“ทำไม นายคิดว่าฉันควรไปคบกับเขาหรอ”

 

ฉันพูดเสียงดุเห็นฉันอกหักแล้ว  จะยัดเยียดฉันใครคนอื่นรึไง

 

“เปล่านะ  ฉันไม่คิดแบบนั้น เธอไม่คบใครแบบนี้แหละดีแล้ว”

 

อีตาโฟครีบปฏิเสธพัลวัน  ลุกลี้ลุกลนเป็นพิเศษ  ยิ่งรู้จักกัน นานเข้าๆ ก็ยิ่งแปลกไปเรื่อยๆ แฮะตานี่

 

“ดีบ้าหรอ  วันคริสต์มาสอีฟเนี่ยะ ฉันอยากฉลองกับแฟนนะ  แต่ถ้ามีคนมาสารภาพรักวันนั้นฉันอาจตกลงก็ได้ ถ้าเหมือนที่ฝันไว้ยิ่งดีเลย”

 

ฉันพูดออกไปตามความรู้สึกจริงๆ ที่มี  แววตาเพ้อฝัน  อีตาโฟคขมวดคิ้วแน่นแล้วเดินหนีเฉยเลย

 

“อ้าวจะไปไหนอ่ะ  เอ้อ เป็นบ้าอะไรอีกอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ อีตานี่มีประจำเดือนรึเปล่าเนี่ยะ”

 

 

 

หลังจากวันนั้นอีตาบ้าโฟคก็หายไปจากชีวิตฉัน  ซึ่งมันก็ควรจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ฉันกลับรู้สึกแย่มันเหงาจนสับสนไปหมด เฝ้าถามตัวเองว่าฉันทำอะไรผิด  ฉันทำอะไรอีตานั่นถึงได้โกรธขนาดนี้  ทั้งๆ ที่ปกติโดนฉันด่ายับก็ยังไม่เคยโกรธขนาดนี้เลย

 

“ไอ้ชมพู มันเป็นอะไรวะ ไม่ค่อยร่าเริงเลย”

 

เสียงยัยเนมที่นั่งอยู่โต๊ะเรียนข้างหลังฉันกระซิบถาม ยัยโมกับยัยเอ้ ที่พากันสุมหัวนินทาฉันระยะเผาขน  แต่ฉันได้ยินชัดแจ๋วทุกคำแล้วก็เชื่อว่าอีก 2 คนที่นั่งคุยกันห่างออกไปอีก 3 โต๊ะก็ได้ยิน  นี่มันกระซิบแล้วหรอเนี่ยะ

 

“จะเป็นอะไร มันเป็นโรค เลิฟ ทูบีนัมเบอร์วัน ริชซึ่ม ไง”

 

ยัยโมกระซิบกลับ  ฉันก็ยังได้ยินอยู่ดีแต่ทำเป็นเฉย

 

“โรคอะไรอ่ะ  เลิฟ ทูบีนัมเบอร์วัน ริชซึ่ม เนี่ยะ”

 

ยัยเอ้กับยัยเนม ขมวดคิ้วพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

 

“ทูบีนัมเบอร์วัน นี่นะเป็นโครงการเยาวชนปลอดยาเสพติด หรือพูดง่ายว่าวัยรุ่นนั่นแหละ ส่วน เลิฟ ทูบีนัมเบอร์วัน ริชซึ่ม ก็หมายความว่า โรควัยรุ่นขาดรักไง  ไม่เห็นหรออีตาพี่โฟคหายไปตั้งหลายวันแล้ว  ยัยชมพูของเราก็เอาแต่เงียบ สงสัยทะเลาะกันอยู่”

 

ยัยโมอธิบายให้ 2 คนนั่นฟังยืดยาว แหมรู้ดีเหลือเกินนะแม่เพื่อนรัก เส้นเลือดตรงขมับฉันเต้นตุ้บๆ อีกแล้ว

 

“นี่ จะนินทาใครก็ช่วยพูดเบาๆ หน่อยได้มั้ย ยิ่งระยะเผาขนเนี่ยะไม่ต้องพูดเลยก็ยิ่งดี”

 

ฉันหันกลับไปว่ายัยพวกนั้นอย่างเหลืออด  นินทาเราแถมระยะห่างกันแค่พนักพิงเก้าอี้กั้นพูดซะดังเลย

 

“โหหูดีชะมัด ขนาดเราพูดเบาแล้วนะเนี่ยะ”

 

ยัยเนมมองหน้าฉันตื่นๆ โอ้มายก๊อด  เพื่อนฉันขนาดมันพูดเบาแล้วนะเนี่ยะ

 

“เออ ฉันหูดี”

 

ฉันพูดห้วนๆ มะนาวไม่มีน้ำแล้วหันกลับไปฟุบหน้ากับโต๊ะแล้วหลับตา  แต่ภาพอีตาบ้าโฟคที่คอยแต่แกล้งฉันก็ลอยเข้ามาจนทนหลับตาไม่ลงอีกต่อไป  ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด  คงมีแฟนแล้วล่ะสิ คิดแค่นี้ใจฉันหายว้าบจนหน้าเสีย  รึว่าฉันชอบอีตาบ้านั่นซะแล้ว คิดได้ถึงตอนนี้ฉันก็ดีดตัวขึ้นด้วยความตกใจ  ไม่   ไม่จริงหรอก   ฉันไม่ได้รักอีตาบ้านั่นแน่นอน    ไม่น่า   ม่ายยยยยนู๋ไม่เจื่อ   ฉันตะโกนก้องอยู่ในใจ ถึงจะไม่อยากยอมรับแต่มันกลับปฏิเสธ ไม่ได้    ซวย!!  ไปรักคนที่ไม่ควรรักเข้าให้แล้ว  มีเจ็บอีกแน่งานนี้   อกหักติดต่อกัน 2 ครั้งภายในเวลาไม่ถึงเดือนเนี่ยะนะ  อาภัพชะมัดเลยฉัน

 

 

 

 

วันเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เผลอแป๊บเดียว ก็วันที่ 24 ธันวาแล้ว คืนก่อนวันที่ 25 จะถูกเรียกว่าวันคริสต์มาสอีฟ  แม่ฉันเคยเล่าเรื่องตำนานรักวันคริสต์มาสอีฟ   ให้ฟังว่าถ้าใครได้จุมพิตกับคนรักตอนเที่ยงคืนวันคริสต์มาสอีฟ   จะทำให้ความรักนั้นเป็นความรักของเจ้าหญิง  คือ เจ้าหญิงกับเจ้าชายก็ได้ครองรักอยู่ร่วมกันตลอดไป อะไรประมาณเนี่ยะ  แม่ฉันบอกว่าเคยทำแบบนั้นกับพ่อ  ถามว่าฉันเชื่อมั้ย  เชื่อสนิทแน่นอนเพราะดูพ่อกับแม่ฉันสิ  อายุพากันปาจะเข้าเลข 5 อยู่มะลอมมะล่อ  แก่ขนาดนั้นแล้วยังสวีทวี้ดวิ้วกันเหมือนพึ่งแต่งงานกันเมื่อวานนี้อยู่เลย ตั้งแต่นั้นมาฉันก็เริ่มฝันถึงจุมพิตกับคนรักตอนเที่ยงคืนวันคริสต์มาสอีฟมาตลอด   ของแบบนี้ ไม่ลองก็ไม่รู้นี่เนอะ  อีกอย่างฉันมีสิทธิ์ฝันนี่

 

วันนี้ฉันมาโรงเรียนตามปกติ พรุ่งนี้ก็คงเหมือนกันเพราะประเทศเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับวันคริสต์มาสเท่าไหร่    ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศก็นับถือพุทธกันทั้งนั้น     ฉันนั่งมองเวลาที่โทรศัพท์ในมือเศร้าๆ มันบอกเวลา 17.00 น.    ฉันเดินเหงาไปที่ป้ายรถเมล์คนเดียว  เป็นอีกปีแล้วที่ผ่านคริสต์มาสอีฟในฝันไปคนเดียวเหงาๆ   เพราะเพื่อนฉัน 3 คนมีแฟนหมดแล้ว ขนาดต๊องๆ แบบนั้นยังหาแฟนได้ก่อนฉันเลย  ยิ่งยัยเนมยิ่งไม่น่าเชื่อว่าจะมีแฟนมาตั้งแต่ ม.4 แล้ว    แต่แฟนมันอยู่คนละโรงเรียน  พอเลิกเรียนปุ๊บก็หายหัวปั๊บเลย  ส่วนยัยโมก็พึ่งตกลงคบกันกับพี่เมฆ ที่คุยกันมาแรมปีเมื่อเดือนก่อน     ยัยเอ้ไม่ต้องพูดถึงคบกับนายแมคตั้งแต่ม.ต้น คู่รักมารธอนระดับตำนานเชียวนะหน่ะ เหลือแค่ฉัน แค่ฉันคนเดียว ผู้หญิงอาภัพรักตัวเล็กๆ   ไม่มีใครสนฉันเลยรึไง     อยู่ดีๆ หน้าอีตาโฟคก็ลอยเข้ามาอยู่ในหัวฉันอีกแล้ว  จะบ้า เป็นแบบนี้มาเป็นเดือนกว่าแล้ว   อีตานั่นก็ใจร้ายๆ สุดๆ อยู่ดีๆ ก็หลบหน้า   ขนาดฉันอุตส่าห์เดินไปหาเรื่องเองแท้ๆ ยังเลี่ยงหนีไม่ยอมเถียงด้วยเลย  ทำกันเกินไปแล้ว  พอกลับเข้าบ้านยังไปเจอพ่อแม่สวีทกันตำตาอีก   น้ำเงินน้องฉันถึงกับเดินไปอ้วกในห้องน้ำเลย  พ่อแม่ไม่รักกันก็ไม่ดี  พ่อแม่รักกันเกินไปก็ไม่ดี  ทำให้ลูกผอมเป็นไม้เสียบผีเพราะทนเลี่ยนไม่ไหวต้องเดินไปอ้วกอยู่บ่อยๆ  มีอะไรพอดีบ้างมั้ยเนี่ยะโลกนี้

 

“ชิ้ง”

 

เสียงข้อความเข้าตอนสามทุ่มครึ่งใครส่งมานะ  กำลังนั่งเขียนไดอารี่วันคริสต์มาสอีฟพร้อมกับตบเจ้ากระปุกออกสินรูปกระต่ายที่อีตาโฟคให้มาอย่างเจ็บใจแถมเจ็บมืออีกด้วย   แต่ไดอารี่ฉันเขียนทุกปีหน่ะแหละ ทุกปีวันคริสต์มาสอีฟฉันจะเขียนเล่าเรื่องราวใน 1 วันของตัวเองลงไป ปีนี้เป็นปีที่ 7 แล้ว ตัวหนังสือก็ยังมีแต่ชื่อของตัวเองอยู่ในนั้น ทั้งๆ ที่แอบอธิฐานทุกปีว่าจะมีชื่อคนอื่นนอกเหนือจากชื่อตัวเองบ้าง  แต่ก็ไม่เคยเลยสักครั้ง  ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียว เฮ้อ  ฉันถอนหายใจเบาๆ แล้วเดินไปหยิบโทรศัพท์ ถึงแม้จะเป็นข้อความจากระบบส่งมาอวยพร  แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีล่ะนะจริงมะ

 

รออยู่สนามฟุตบอลโรงเรียน มาให้ทันล่ะ จะรอนะยัยไข่ดาว ถ้าไม่มาฉันจะรอคนกว่าเธอจะมา

 

“สามทุ่มเนี่ยะนะ แล้วฉันจะออกจากบ้านยังไง  ทำไมไม่คิดบ้างล่ะ อีตาบ้านี่”

 

ฉันบ่นกระปอดกระแปดหลังจากที่อ่านข้อความของอีตาพี่โฟคบ้า  มันสามทุ่มแล้วนะดึกขนาดนี้พ่อกับแม่ไม่มีทางให้ออกไปหรอก  ถึงจะคิดแบบนั้นแต่อีกใจนึงก็คิดหาทางออกจากบ้านอยู่ดี

 

 

 

ในที่สุดฉันก็มาอยู่ที่หน้าโรงเรียนตอนสี่ทุ่มห้าสิบห้านาที   ด้วยชุดเสื้อยืดตัวโค่งกางเกงขายาวสำหรับใส่นอนกับเสื้อกันหนาวบางๆ สีเทาหม่น  แบบว่าโกหกพ่อกับแม่ว่าจะไปซื้อผ้าอนามัยหน้าปากซอยบาปหนักแน่ฉัน   พอมาถึงคุณพี่ยามใจดีก็เดินมาเปิดประตูโรงเรียนให้เลย  เหมือนรู้ดีงั้นแหละว่าฉันจะมาที่นี่    ฉันเดินเข้าไปพี่เขายื่นไฟฉายให้แล้วก็ยิ้มไม่พูดอะไร   ทำให้ฉันต้องเปิดไฟฉายแล้วเดินเข้าไปที่สนามฟุตบอลคนเดียว  แต่ที่สนามฟุตบอลเงียบสนิทไม่มีแม้แต่วี่แววแมลงวันสักตัว  ฉันไม่น่าหลงเชื่อข้อความบ้าๆ นั่นเลย  อีตานั่นคงหัวเราะเยาะฉันอยู่ที่ไหนสักแห่ง  คงสะใจมากล่ะมั่งที่หลอกฉันได้  คิดแค่นี้น้ำตาเจ้ากรรมก็ดันเอ่อขึ้นมาที่ขอบตาแบบไม่ได้ตั้งใจ  ตัดสินใจจะหันหลังกลับอยู่ๆ ไฟประดับที่เหมือนฝนดาวตก ก็สว่างขึ้นตรงประตูฟุตบอลไม่ไกลนักกับที่ฉันยืนอยู่  ฉันเดินเข้าไปใกล้ๆ อย่างไม่เชื่อสายตา ไฟประดับพวกนั้นถูกคลุมไว้ที่ประตูฟุตบอลมันสวยจริงๆ เหมือนห้องฝนดาวตกเลย   ฉันเดินเข้าไปอยู่ในนั้นรู้สึกดีใจจนทำอะไรไม่ถูก  พอเเข้าไปใกล้ๆ ก็เห็นรูปติดอยู่เต็มไปหมด   จนหาที่ว่างของตาข่ายไม่เจอ   ฉันเอาไฟฉายส่องดูก็เห็นเป็นรูปตัวเองทั้งหมด  ทั้งตอนแอบหลับ  ตอนกิน  ตอนเดิน  คุยอยู่กับเพื่อน  วิ่งหนีอาจารย์  ออกไปพูดหน้าชั้นเรียน  เหม่ออยู่คนเดียว แล้วก็มีรูปที่ดรีมเวิลด์ด้วย  ทั้งรูปตั้งใจถ่ายและรูปเดี่ยวที่ถูกถ่ายตอนเผลอ  ฉันลากแสงไฟฉายไปเรื่อยๆ จนถึงตรงกลางของประตูฟุตบอลก็เห็นรูปขนาด กลางๆ แต่ใหญ่กว่ารูปอื่นพอสมควร เป็นรูปที่อีตาบ้าโฟคกอดคอฉันถ่าย  ตอนนั้นฉันตั้งใจแอ๊บแบ้วใส่เต็มที่เลยนะนั่นฉันยิ้มกับรูปคนเดียวขำๆ  คิดถึงตอนไปเที่ยวดรีมเวิลด์แล้วอดขำไม่ได้  ข้างล่างมีกระดาษขาวแปะอยู่ ฉันชะโงกหน้าเข้าไปอ่านใกล้ๆ

 

ความรักสำหรับฉันหน่ะ แค่ได้เห็นคนที่เรารักมีความสุขเราก็มีความสุขไปด้วยแล้ว แต่จะผิดมั้ยถ้าฉันจะหวังให้เขาคนนั้นรักฉันด้วยเช่นกัน มันอาจดูเหมือนเห็นแก่ตัว แต่ฉันก็จะทำแบบนั้น เพราะ....

 

“อ้าว  จุดๆๆ ไว้ทำไมนะ”

 

ฉันอ่านไปยิ้มไปถึงจะต่างกันนิดหน่อย  แต่ประโยคนี้ก็เป็นประโยคที่ฉันเคยพูดกับอีตาพี่โฟคนี่  ก่อนจะพึมพำกับตัวเองเบาๆ ใจเต้นตึกตัก ไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีวันแบบนี้

 

“ไว้บอกด้วยตัวเองไง”

 

เสียงที่ดังมาจากด้านหลังทำให้ฉันหันกลับไปมอง     แล้วก็ต้องตกใจอีตาโฟคเล่นแต่งตัวอย่างเท่ห์ถือดอกกุหลาบแดงช่อเบ้อเริ้มยื่นให้   ขณะที่ตัวฉันใส่เสื้อยืดตัวโค่ง กางเกงขายาวที่เอาไว้ใส่เฉพาะตอนนอน   สวมทับด้วยเสื้อกันหนาวสีเทาหม่น   อื้อหือ เข้ากันจริงนะ

 

“ความรักสำหรับฉันหน่ะ แค่ได้เห็นคนที่เรารักมีความสุขเราก็มีความสุขไปด้วยแล้ว แต่จะผิดมั้ยถ้าฉันจะหวังให้เขาคนนั้นรักฉันด้วยเช่นกัน มันอาจดูเหมือนเห็นแก่ตัว แต่ฉันก็จะทำแบบนั้น เพราะฉันรักเธอ  ฉันรักเธอนะชมพู”

 

พอฉันรับดอกกุหลาบ  อีตาพี่โฟคก็เดินมากระซิบที่หูพูดซ้ำประโยคที่เขียนไว้ในกระดาษ  และเติมเต็มส่วนที่หายไปให้มันสมบูรณ์ด้วยตัวเอง  ก่อนจะก้มหน้าลงมาจุมพิตเบาๆ ที่ริมฝีปากฉัน   ฉันถึงกับน้ำตาร่วงด้วยความซาบซึ้ง ไม่คิดว่าเขาจะลงทุนทำขนาดนี้ให้ฉัน  เดทในวันคริสต์มาสอีฟปี   จูบกันตอนเที่ยงคืนท่ามกลางฝนดาวตก  มีหิมะโปรยปรายลงมาจนกลายเป็นเดทในฝัน   แต่ถึงไม่มีหิมะโปรยปรายลงมาแต่ฉันอภัยให้ได้เพราะบ้านเราเป็นเมืองร้อนนี่นา 

 

“ขอโทษฉันทำให้ตกใจหรอ”

 

อีตานั่นทำหน้าตาตื่นที่เห็นฉันน้ำตาร่วง  ฉันส่ายหน้ารีบเช็ดน้ำตาออก

 

“เปล่า แค่ซึ้งหน่ะ  ขอบคุณที่ทำให้ฉัน  นึกว่านายเกลียดฉันแล้วซะอีก”

 

ฉันเริ่มพรั่งพรูความในใจออกมาแบบหยุดไม่อยู่

 

“เกลียดเธอหรอ  บ้าน่าชาตินี้ทั้งชาติฉันก็ทำแบบนั้นไม่ได้หรอกทั้งๆ ที่เคยพยายามทำนับครั้งไม่ถ้วนก็เถอะ  เพราะอะไรรู้มั้ย เพราะฉันรักเธอซะขนาดนี้ไงล่ะ”

 

พอบอกรักได้ก็บอกไม่หยุดเชียวนะ  ตาบ้า  ฉันก้มหน้าหลบตาเพราะกลัวจะถูกสายตาคู่นั้นทำให้ละลายซะก่อน

 

“ที่ฉันหลบหน้าเธอเพราะกลัวตัวเองเผลอบอกรักก่อนวันนี้หน่ะสิ”

 

อีตาโฟคพูดยิ้มๆ  อย่างกับรู้แหนะว่าฉันคิดจะถามจริงๆ

 

“ตั้งแต่เมื่อไหร่”

 

ฉันถามเพราะอยากรู้จริงๆ ว่าตานี่รักฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ทั้งๆ ที่เอาแต่เถียงกันซะขนาดนั้น

 

“ม.2 ฉันพาเธอไปส่งห้อง ตอนเธอเข้ามาเรียนที่นี่ใหม่ๆ เธอคงจำไม่ได้มั่ง”

 

อีตาโฟคพูดแล้วทิ้งตัวลงนอนมองไฟฝนดาวตก เฉยๆเลย ทำให้ฉันจำเป็นจะต้องนั่งลงด้วยโดยปริยาย

 

“เด็กขนาดนั้นเลยหรอ  งั้นที่นายคอยขัดขวางฉันกับพี่โชนก็เพราะ.....ทำไมไม่บอกฉันล่ะ”

 

พอรู้เหตุผลที่แท้จริงแล้วฉันถึงกับอึ้งเลย  บ้าจริงถ้าบอกก่อนหน้านี้ก็จะได้เป็นคู่รักมารธอนอีกคู่ไปแล้ว

 

“ใช่  มันเป็นความเห็นแก่ตัวของฉัน  ไอ้โชนมันซื่อบื้อเกินไปไม่เหมาะกับเธอหรอก  อีกอย่างฉันไม่เคยคิดเลยนะว่าฉันจะรักแค่เธอคนเดียวมาตลอด  ฉันคิดว่าเป็นความรักแบบเด็กๆ ไม่นานก็คงเลิกสนใจไปเอง  เพราะเธอไม่ตรงสเป็กฉันเลยสักนิด  แต่มันไม่ใช่เธอกลายเป็นลมหายใจฉันไปตั้งแต่เมื่อไหร่ฉันก็ไม่รู้ตัว  เธอไม่ใช่สเป็ก แต่เธอเป็นหัวใจของฉัน”

 

เผลอไม่เคยได้ เผลอทีไรเป็นหยอดทุกที

 

“แหวะ เลี่ยน”

 

ฉันพูดแล้วพยายามกลั้นยิ้มไม่อยากให้อีตาโฟครู้ว่าดีใจ  สุดท้ายต้องหันไปยิ้มทางอื่น

 

“เลี่ยนอะไร หันไปยิ้มไม่ใช่หรอ รู้ทันน่า  แล้วเธอล่ะยังไม่บอกฉันเลยนะ รู้สึกยังไงกับฉัน”

 

คราวนี้อีตาโฟคลุกขึ้นมาจ้องฉันใหญ่เลย

 

“อะไร ต้องให้พูดถึงจะรู้รึไง”

 

แค่คิดฉันก็สั่นแล้วถ้าเป็นตอนกลางวันอีตานี่คงเห็นหน้าร้อนฉ่าที่แดงจนไปถึงใบหูของฉันแล้วแน่ๆ

 

“ไม่บอกใครจะรู้ล่ะ  บอกมาให้ชัดๆ เถอะ  นะ ฉันอยากได้ยินเธอพูดคำนั้น”

 

เอาอีกแล้วน้ำเสียงอ้อนของอีตานั่นทำให้หัวใจฉันเต้นรัว จนหยุดไม่ได้

 

“ถ้าไม่รักแล้วจะยอมให้นายจูบรึไงเล่า”

 

ฉันกลั้นใจพูดออกไปแถมด้วยอาการค้อนควับอีก 1 ที  จริงสิเรื่องจูบ

 

“กี่ทุ่มแล้ว”

 

อีตาพี่โฟคเหมือนจะพูดอะไรต่อ  แต่พอฉันถามร้อนรนก็หันไปมองนาฬิกาข้อมือแทน  อย่าบอกนะว่าเราจูบกันก่อน

 

“ห้าทุ่มสี่สิบ”

 

อีตาโฟคตอบฉันงงๆ

 

“อะไรนะ นายต้องจูบฉันตอนเที่ยงคืนสิ ทำไมไม่รอนะ โอ้ย ฉันก็ลืมคิดถึงเรื่องนี้เลย”

 

ฉันโวยวายลั่น พร้อมตีแขนอีตาบ้าโฟคไปด้วย โทษฐานทำให้ฉันเคลิ้มจนลืมเวลา

 

“โอ้ย พอแล้วๆ  ตอนเที่ยงคืนเราจูบกันอีกทีก็ได้นี่”

 

อีตาบ้าโฟคบอกแล้วทำตาเจ้าชู้ใส่  เป็นผลทำให้ฉันต้องลงไม้ลงมือกับต้นแขนแข็งแรงนั่น 2-3 ที

 

“ไม่ได้  ต้องเป็นจูบแรกเท่านั้นถึงจะได้ความรักของเจ้าหญิง อุ้บ”

 

ฉันรีบปิดปากตัวเองเมื่อรู้ตัวว่ากำลังพูดเรื่องที่คนอื่นหาว่าเพ้อเจ้ออยู่

 

“ฉันรู้หรอกน่าว่าเธอมีความเชื่ออะไรอยู่  ความจริงจูบเมื่อกี้ถ้าให้นับก็เป็นครั้งที่......อ้อครั้งที่ 5 แล้ว”

 

อีตาบ้าโฟคนับนิ้ว  พูดอะไรของเขา  ฉันงงไปหมดแล้วฉันไปจูบด้วยตอนไหนเมื่อไหร่

 

“4 ครั้งแรก วันที่เราไปดรีมเวิลด์แล้วเธอก็หลับ แล้วฉันพาเธอมานอนอยู่ที่นี่ไง จำได้มั้ย”

 

อีตาโฟค รำลึกความหลังแววตาเหม่อลอย   ฉันได้เบิกตากว้างจนจะหลุดออกมาจากเบ้าแล้ว  อย่าบอกฉันนะว่า...

 

“ใครจะไปทนไหว  ผู้หญิงที่เรารักมาอยู่ในอ้อมแขนซะอย่างงั้น  ฉันเป็นผู้ชายนะ”

 

ฉันเริ่มถอยห่างออกมาหน่อยๆ ชักจะรู้สึกไม่ปลอดภัยซะแล้วสิ

 

“ฉันไม่ทำแบบนั้นหรอกน่า...จนกว่าจะถึงเวลา”

 

อีตาโฟคเหมือนจะรู้ว่าฉันคิดอะไรอยู่  เลยพูดขึ้นมาแต่ไม่พูดเปล่ายังยักคิ้วกวนๆ  แล้วยกมือขึ้นสาบานให้ฉันดูอีก  ฉันยิ้มกับการกระทำของอีตาบ้า ถึงจะดูบ๊องๆ หน่อย แต่ฉันก็คิดว่ามันน่ารักมากเลย

 

“ถ้าถึงเวลาแล้ว  ฉันจะคิดดอกเบี้ยทบต้นทบดอกเลย  อ่ะ เที่ยงคืนแล้วนะ”

 

อีตาโฟคกระซิบข้างหูแล้วกระชากฉันเข้าไปหา

 

“เอ๊ะ”

 

ฉันได้แล้วล่ะความรักของเจ้าหญิงหน่ะ  (^ v ^)  OXXO

 

 

 

“รู้ได้ไงว่าฉันฝันไว้แบบนี้”

 

ฉันถามขณะจูงมือกันเดินออกมาจากโรงเรียนตอนเที่ยงคืน 15 นาที

 

“ถามว่ามีเรื่องอะไรเกี่ยวกับเธอที่ฉันไม่รู้  ตอบง่ายกว่า”

 

ฉันหันไปมองคนข้างๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อ  นี่ฉันมองข้ามเขานานเท่าไหร่แล้วนะ

 

“ความรักของเจ้าหญิงหน่ะ  ฉันจะเอามันมาให้เธอเอง”

 

แต่คำพูดของนายก็ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเป็นเจ้าหญิงมากพอแล้วล่ะรู้มั้ย  ในที่สุดไดอารี่คริสต์มาสอีฟของฉันก็เปลี่ยนไป 

 

 

.........................และแล้วเจ้าหญิงกับเจ้าชายก็ได้ครองรักกันตลอดไป.................................

 



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
กิจกรรมประกวดนิยาย Lightwriter ครั้งที่ 1 ตอนที่ 6 : เรื่องที่ ๒ คริสต์มาสอีฟคืนฝันวันรัก (แมลงในบึง) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 25 , โพส : 5 , Rating : 3 / 1 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1

#5 : ความคิดเห็นที่ 36

โอ้ เรื่องนี้ออกแนวรักใสๆ สไตล์เกาหลีนะนี่ 555
สำหรับข้าพเจ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อ่านแล้วไม่เครียด
เนื้อหาเข้าใจได้ง่าย ^^ แต่อาจจะมีช่วงบรรยายบางช่วงที่อ่านแล้วสะดุดอยู่บ้าง

ปล.กลับมาแก้ไข เพราะไม่แน่ใจว่าผู้ร่วมกิจกรรมสามารถลงคะแนนได้รึเปล่า
เลยขอลบคะแนนออก ^^



แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 25 ธันวาคม 2554 / 15:53
แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 26 ธันวาคม 2554 / 06:25
Name : เพ่ยกวาง (PeiGuang)< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ เพ่ยกวาง (PeiGuang) [ IP : 115.67.11.1 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 25 ธันวาคม 2554 / 15:13

#4 : ความคิดเห็นที่ 32
#คริสต์มาสอีฟคืนฝันวันรัก

เนื้อเรื่องน่ารักมากๆ ค่ะ ดูสดใสเหมาะกับมอปลายดี แต่บางครั้งก็ดำเนินเรื่องราวแปลกๆ การใส่ฉาก ระยะเวลา อะไรต่างๆ ถือว่าทำได้ดีพอใช้นะคะ แต่บางเหตุการณ์เราว่าตัดออกไปก็ได้ เพราะมันอาจจะทำให้เรื่องกระชับขึ้นด้วยซ้ำ

การบรรยายค่อนข้างจะไม่ตรงใจเรา คือบางทีก็ใช้คำสิ้นเปลือง อย่างตอนแรกที่จะบรรยายว่าเสียใจ ดันใช้คำยืดเยื้อมาทำให้ขำซะงั้น เหมือนผิดอารมณ์ที่ต้องการสื่อ ทำให้เนื้อเรื่องด้อยลงไปนิดนึง
แรกๆ อาจจะบรรยายได้ดูไม่ดีเท่าไหร่ แต่ช่วงหลังถือว่าการบรรยายน่ารักและมองเห็นเป็นเหตุการณ์ชัดขึ้นค่ะ
อีกอย่างคือเรื่องคำผิด เยอะมากๆ เจอทั้งเรื่อง ปรับปรุงนิดนึงนะคะ

ตัวละครโอเค แต่แอบเห็นด้วยกับคุณ หอยทากกินบะหมี่ ตรงที่ว่า อาจารย์..ไม่ต้องใส่ชื่อก็ได้ค่ะ ถ้าไม่มีบทบาทอะไรเลยเหนือจากนั้น

แนวคิดของเรื่องก็เน้นความน่ารักสดใส ความเพ้อฝันของนักเรียนสาวมอปลายที่อยากมีคนรัก อยากโชคดีแบบเจ้าหญิง ซึ่งมันก็เป็นนิสัยของผู้หญิงส่วนใหญ่ แล้วก็เขียนสื่อออกมาได้เป็นธรรมชาติดี น่ารักค่ะ

คะแนนที่เราให้ 3/5
ตั้งใจเขียนต่อไปนะคะ .

Name : momoe'< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ momoe' [ IP : 110.49.249.181 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 25 ธันวาคม 2554 / 13:52


#3 : ความคิดเห็นที่ 26
ความรัก puppy love สมัยม.ปลายใสๆสินะเรื่องนี้


ชื่อเรื่อง ตั้งออกมาได้ตรงประเด็นกับเนื้อเรื่องดี เห็นแล้วรู้เลยว่าเป็นแนวใสๆแน่นอน


การบรรยาย ในตอนต้นของเรื่องยังมีบางส่วนที่ค่อนข้างยืดเยื้ออยู่ คือในตอนที่เพื่อนพยายามจะถอดถุงเท้าออกให้ดมเพื่อเรียกสติกลับมา ตรงจุดนั้นเราคิดว่ามันไม่จำเป็นต้องมีก็ได้เพราะไม่ค่อยได้เกี่ยวดับเนื้อเรื่องหลักเท่าใด เพราะนี่เป็นเรื่องสั้น ซึ่งการเขียนเรื่องสั้นที่ดีคือการเขียนให้กระชับและเข้าใจง่าย คำผิดมีเยอะจนเริ่มไม่น่าให้อภัย เช่น "หน่ะ" ต้องเป็น "น่ะ", "แปล้บ" ต้องเป็น "แปล๊บ" สังเกตได้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นคำที่เกี่ยวกับการผันวรรยุกต์ทั้งนั้นที่คุณเขียนผิด ขอแนะนำให้ศึกษาเรื่องการผันวรรยุกต์ให้มากกว่านี้เพื่อพัฒนาในจุดนี้ให้ได้ เพราะการสะกดคำให้ถูกถือเป็นหลักสำคัญอย่างมากในการเดินไปบนนถนนสายนักเขียน


เนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่อง เรื่องนี้ถ้าไม่นับบางจุดที่ยืดเยื้อไปแล้วเราขอชมว่าอ่านเพลิน อ่านสนุกมากทีเดียว คุณเรียงลำดับเหตุการณ์ได้ดี เหตุการณ์ตลอดทั้งเรื่องขอบอกว่าน่ารักมาก เราอ่านไปยิ้มไปตลอดกับความสดใสของตัวละครและความรักใสๆของเหล่านักเรียนม.ปลาย 


ตัวละคร ตัวละครเยอะเกินกว่าจะเป็นเรื่องสั้น คือคุณสามารถใช้ตัวละครเยอะๆได้ แต่คุณควรจะระบุชื่อตัวละครแค่เฉพาะตัวหลักๆเท่านั้น อย่างเช่นอาจารย์คณิตา ควรจะเหลือแค่ 'อาจารย์' ไปเลย เพราะเอกลักษณ์ของเรื่องสั้นคือการมีตัวละครในเรื่องให้จำชื่อน้อย ส่วนตัวละครเอกอย่างชมพูก็ดูมีมิติดีเพราะการบรรยายแบบบุรุษที่หนึ่ง ส่วนโฟคซึ่งเป็นพระเอกก็มีบุคลิกที่น่ารักน่ากอดมากจริงๆ


โดยรวม เรื่องของคุณอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ แต่ขอติตรงที่คำผิดค่อนข้างเยอะ


คะแนน 3/5 
PS.  กินซะ ก่อนจะไม่ได้กิน...นอนซะ ก่อนจะไม่ได้นอน...ทำซะ ก่อนจะไม่ได้ทำ
Name : หอยทากกินบะหมี่< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ หอยทากกินบะหมี่ [ IP : 202.44.135.242 ]
Email / Msn: snail-dag_bamee(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 25 ธันวาคม 2554 / 12:04

#2 : ความคิดเห็นที่ 16
สนุกมากเลยจ้ะ นางเอกก็อยู่ตั้งม.ปลายแล้ว แต่นิสัยเด็กเอาเรื่องเลยนะเนี่ย
ใช้ตัว 'ๆ' เยอะไปหรือเปล่า อ่านแล้วรู้สึกแบบ...เห็นแล้วหงุดหงิดนิดหน่อย
ถ้าจะใช้ ให้ใช้แค่ตัวเดียวก็พอนะ
มีคำผิดอยู่บ้างประปราย แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าดีมากเลย เป็นคู่ที่น่ารัก
อ่านแล้วรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองได้ไปเป็นนางเอกในเรื่องจริงๆ เลยอ่ะ

คะแนน 4.5/5

[หัก 0.2 เพราะคำผิด หัก 0.3 เพราะตัว ๆ]

สู้ๆ นะคะ ^^

PS.  Do You Love Me Like I Love You...? If You Don't Love. Please...Don't Give Me Hope...
Name : Shadow Alice< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Shadow Alice [ IP : 101.108.35.124 ]
Email / Msn: Little_Mingsia(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 25 ธันวาคม 2554 / 10:08

#1 : ความคิดเห็นที่ 14
สนุกเลยนะเนี่ย ออกแนวเด็กๆ ไปหน่อยแต่ก็สนุกพอตัวเลย
บรรยายก็ลื่นเลยอ่านสบายตาดี แต่ยาวมาก อ่านตั้ง 1 ชั่วโมงเต็มๆ เลย
น่ารักดีคู่นี้ อิอิ
แต่ขัดๆตรงที่ตัวเอกบรรยายลักษณะตัวเองตอนแรกๆนี่ล่ะ อ่านแล้วแปลกๆนิดหนึ่ง
แล้วก็ตรงที่บอกว่า กระอักกระอ่วน เพราะความอายก็ฟังแปลกๆ อยู่เหมือนกัน
โดยรวมถือว่าเป็นโรแมนติกคอมเมดี้ที่สนุกใช้ได้เลยแหละครับ
จะให้คะแนนแล้วนะครับ^^

(เรื่องนี้ให้4/5) ครับ
หัก 1 คะแนนเรื่องการเลือกใช้คำบางจุดครับ ^^


แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 25 ธันวาคม 2554 / 13:54

PS.  Subject : watch : นาฬิกาผ่าเวลา Genre : แฟนตาซี ไซไฟ ครอบครัว
Name : Aerng< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Aerng [ IP : 115.67.134.106 ]
Email / Msn: aerngq(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 25 ธันวาคม 2554 / 01:42

หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

Blood Incident ทีมผมไม่ (วุ่น) วายนะครับ

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android