|
กิจกรรมประกวดนิยาย Light writer ครั้งที่ ๑ เรื่องที่ ๑๒ Cure Christmas (CandFleRogll (หมอกเทียน และ เทียนม้วน)) บทนำ ...หญิงสาวจากวิหารสีขาว ร่างกายของเธอผุดผ่องราวกับเทพธิดา เลือดของเธออาบวารีเพื่อล้างภัยร้าย... หญิง สาวร่างบางอรชร เดินก้าวออกจากโบสถ์สีขาว เธอเดินลงบันไดที่ทอดยาวสู่ลานสีขาวรูปวงกลมทีมีรอยสลักรู้วงแหวนและ อักขระเรียงตัวอยู่มากมายภายใน ชุดคลุมสีขาวสไตล์นักบวชคริสต์ปลิวไสวปล่อยเส้นผมสีขาวของเธอปลิวไสวไปตาม แรงลม ดวงตาสีอเมทิสต์มองไปยังผู้คนรอบข้าง เสียงระฆังดังกังวานกลบเสียงของเหล่าผู้คนที่ต่างยืนอยู่รอบบันได เมื่อเธอก้าวลงมาถึงแท่นสีขาวสง่าที่อยู่บนลาน บน แท่นมีร่างของแพะสีขาว ตัวใหญ่นอนอยู่ เธอวางมือข้างขวาสีขาวลงบนตัวของแพะ เสียงใสกังวานดังออกมาจากปากของเธอ ทำให้ผู้คนรอบข้างยกมือขึ้นมากุมพร้อมกับเสียงพูดคุยที่เริ่มเงียบลง แสงสีขาวเปล่งออกมาจากมือของหญิงสาวอาบไปทั่วร่างของแพะ เธอใช้มือซ้ายที่มีถุงมือสีขาวสวมอยู่วางไว้บนตัวแพะ พร้อมกับยกมืออีกข้างที่ไม่ได้สวมถุงมือเอื้อมไปหยิบกริช สีเงินวาววับขึ้นมา ก่อนจะแทงลงไปที่ตัวของแพะผู้โชคร้ายเลือดสีแดงฉานอาบไปทั่วมือของเธอพร้อม กับเสียงร้องของแพะที่เงียบสงบลง หญิงสาวยกมือกุมขึ้นก่อนจะเดินหันหลังกลับขึ้นไปบนโบสถ์ พร้อมกับฝูงชนเบื้องล่าง ที่ตะโกนพร้อมกันขึ้นมาว่า ‘แด่วินซา’ ดวง จันทร์สีเหลืองอมเงินส่องแสงเด่นกลบหมู่ดาว ในค่ำคืนที่เงียบสงัด หญิงสาวในชุดคลุมสีขาววิ่งตามทางในป่า นางอุ้มแพะสีขาวไว้ เธอวิ่งมาจนถึงบ่อน้ำสีขาวเบื้องหน้าที่อยู่ติดกับหน้าผาสูง รอบข้างนั้นมีต้นไม้สูงใหญ่ปกคลุมอยู่รอบ ตรงกลางบ่อน้ำซึ่งไม่มีต้นไม้ปกคลุมจึงเป็นบริเวณเดียวที่แสงของดวงจันทร์ ส่องถึง เธอคลุกเข่าลงพร้อมกับวางแพะไว้เบื้องหน้า หญิงสาวปลดฮูดคลุมหัวลงเผยโฉมหน้าอ่อนวัย ดวงตาสีอเมทิสต์มองไปยังแพะเบื้องหน้า เธอวางมือข้างซ้ายลงบนตัวแพะ พร้อมกับพึมพำอะไรบางอย่าง แสงสีขาวอาบไปทั่วตัวแพะ ก่อนที่แพะจะค่อยๆลุกตัวขึ้นก่อนจะค่อมหัวให้หญิงสาวและเดินจากไป หญิงสาวถอดถุงมือสีขาวก่อนจะจุ่มมือที่มีรอยแผลอยู่บนมือมากมาย เลือดจางๆจากแผลที่อยู่กลางมือเธอค่อยๆกระจายไปในบ่อน้ำ ก่อนจะจางหายไปเมื่อเธอยกมือขึ้น จากน้ำ ซึ่งการกระทำของเธอนั้นไม่อาจรอดพ้นสายตาของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่แอบดูเธอ อยู่หลังต้นไม้ แกร๊บ เสียงเท้าของชายหนุ่มที่เหยียบโดนใบไม้แห้งดังขึ้น “ใครนะ” หญิงสาวเอ่ยด้วยสีหน้าตกใจพลางหันไปมองทางต้นเสียง ชายหนุ่มแนบตัวเข้ากับต้นไม้พร้อมกับเงียบเสียงทุกอย่างลงแม้กระทั่งเสียง หายใจของเขา “คิดว่าจะหลบข้าพ้นหรอ เพนเซีย” หญิง สาวเอ่ยก่อนที่แสงสีเขียว จะพุ่งจากมือเธอไปยังต้นไม้ เถาวัลย์สีเขียวที่เกี่ยวอยู่กับต้นไม้เลื้อยเข้าไปรัดชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเหวี่ยงร่างเขามาข้างหน้าของหญิงสาว “ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะมาแอบดูเจ้า” ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมกับเล่าเรื่องราวของเขา ซึ่งอาจเป็นการเริ่มต้นความรักของทั้งสอง แสง ตะวันส่องลงมายังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ริมผา ชาวบ้านมากมายต่างพากันมาตักน้ำในบ่อเพื่อเอาไปรักษาลูกหลานของเขาที่ต่าง ป่วยเป็นโรคระบาดที่นักบวชไม่สามารถรักษาได้ ผลจากการทำพิธีบูชาเทพโดยวินซาที่ชาวบ้านพากันไปขอให้วินซาทำเพื่อรักษาโรค ระบาดในหมู่บ้านทำให้พวกเขาสามารถนำน้ำศักดิ์สิทธิ์ไปรักษาลูกหลานจนหาย ทำให้พวกเขายังเชื่อและนับถือในพลังวิเศษของตัววินซา ...เมื่อ ถึงยามค่ำคืน อีกครั้ง วินซาก็ออกจากวิหารเพื่อไปพบชายหนุ่มอีกครั้ง ซึ่งเป็นการเติบโตของความรักระหว่างเธอกับเขาภายใต้แสงจันทร์ของทุกคืน... และ แล้ววันหนึ่งก็เกิดโรคระบาดภายในหมู่บ้าน ชายหนุ่มกำลังดูแลแม่ของเขาที่กำลังป่วยหนักด้วยโรคระบาด เขาตัดสินใจที่จะไปหาหญิงสาวผู้เป็นที่รักที่โบสถ์ “วินซา เจ้าช่วยรักษาโรคระบาดให้กับพวกเราได้หรือไม่” ชายหนุ่มเอ่ยถามหญิงสาวอย่างร้อนรน “ข้าไม่สามารถทำได้ เพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะใช้พลังของเราได้” หญิงสาวเอ่ยด้วยแววตาเศร้าสร้อย “ข้าขอร้องละ เจ้าต้องการอะไรในการทำพิธี ข้าจะหามาให้เจ้า แต่เจ้าต้องช่วยข้านะ” ชายหนุ่มเอ่ยอ้อนวอนอย่างไม่ยอมแพ้ “ข้าไม่สามารถช่วยท่านได้จริงๆ” หญิงสาวเอ่ย “ในเมื่อท่านไม่ช่วยข้า ข้าก็จะหาทางของข้าเอง” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยความโมโห ก่อนจะเดินหันหลังกลับ “เดี๋ยวก่อน แต่ข้ามีคำแนะนำให้ เจ้าจงใช้เลือดแห่งการรักษา” หญิงสาวเอ่ยด้วยรอยยิ้มเศร้าสร้อยก่อนจะเดินหันหลังกลับเข้าไปในโบสถ์ เมื่อ ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นจึงรีบกลับไปปรึกษากับชาวบ้านในละแวกนั้นในสิ่งที่วิ นซาบอก และเราเรื่องราวการทำพิธีของวินซาที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเล่าเสร็จชายหนุ่มกับพึ่งคิดได้ว่าสิ่งที่วินซาหมายถึงนั้นคืออะไร แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เหล่าชาวบ้านพากันรวมตัวไปหาวินซาที่วิหาร แล้วจับเธอไปยังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ร่างของวิซาถูกโยนลงไปในบ่อน้ำพร้อมเลือด สีแดงฉานที่กระจายไปทั่ว และก่อนที่นางจะตายนางได้เอ่ยว่า “เลือดของข้าอาจรักษาโรคระบาดได้ แต่ชีวิตคนอีกมากมายในอนาคตอาจต้องทรมานเพราะเลือดของข้า” ร่าง ของแม่มดขาวค่อยๆสลายรอยขึ้นสู่อากาศพร้อมกับที่ลมหนาวค่อยๆพัดมา ใบไม้เริ่มร่วงโรยลงมาพร้อมกับหิมะสีขาวด้วยที่จะเปลี่ยนเมืองนี้ให้กลาย เป็นเมืองหิมะที่มีชื่อว่า วิซ …ค่ำคืนสีม่วง ลมหนาวพัดผ่าน หยาดเหมันต์ล่วงหล่น ถึงผู้จากลา และถือกำเนิด… ณ ดินแดนที่ปกคลุมด้วยสีขาว ต้นไม้ไร้ใบแผ่กิ่งก้าน ลมหนาวพัดพาเกล็ดน้ำแข็งให้ปลิวว่อน แต่ยังมีสถานที่อบอุ่นสำหรับบางคนแต่บางคนก็ไม่มีแม้กระทั่งผ้าที่เอามาห่มให้คลายหนาว ซึ่งก็เปรียบเสมือนเหมันต์สีดำและขาว ภายในโกดังร้างหลังหนึ่ง เด็กสาวสองคนกำลังนั่งกอดกันเพื่อคลายความหนาว เด็กสาวทั้งสองมีผมสีเงินยาวถึงกลางหลัง คนหนึ่งมี่ดวงตาสีอเมทิสต์ที่ส่องประกายกร้าว ส่วนอีกคนมีดวงตาสีทับทิมส่องประกายเศร้าสร้อย “ไวโอลิน เจ้าเล่นเพลงให้ข้าฟังหน่อยสิ”เด็กสาวตาสีแดงเอ่ยกับเด็กสาวตาสีม่วงผู้เป็นน้องสาว “มาริ ข้าปวดเมื่อยจากลมหนาว จนไม่อยากจะขยับไปไหนแล้ว”ไวโอลินเอ่ย ขณะมองไปที่ไวโอลินสีน้ำตาลของตนที่วางอยู่ข้างๆ “แต่ข้าอยากฟังเพลงเพื่อคลายหนาว” มาริโอเนตเอ่ย ก่อนจะหันไปมองน้องสาวของตน ไวโอลินหันสบตาพี่สาวของเขาก่อนเอื้อมมือไปหยิบไวโอลินไม้สีน้ำตาลที่มีรวดลายสีเงินส่องประกาย ขึ้นมาเพื่อบรรเลงเพลงขับไล่ความหนาวเหน็บ ที่มันไม่อาจหายออกไปจากใจของพวกเธอเลย …อีกด้านของเหมันต์สีดำ… ภายในบ้านหลังเล็กๆที่แสนอบอุ่น เด็กสาวผมสีเงินสองคนกำลังนั่งคุยกันอยู่ที่โต๊ะทรงสี่เหลี่ยม โดยมีหญิงสาวผมสีน้ำตาลหยักศกกำลังตั้งหน้าตั้งตาปรุงอาหารอยู่บนเตาห่างออกไปไม่ไกลนัก หญิงสาวยกถ้วยซุปมาวางบนโต๊ะอาหารขัดการคุยของเด็กสาวทั้งสอง “นี่ ซุปได้แล้ว มากินกันก่อนดีกว่าเดี๋ยวค่อยคุยกันต่อ”หญิงสาวเอ่ยก่อนจะหันไปยิ้มให้ลูกสาวทั้งสองพร้อมนั่งลงร่วมโต๊ะอาหาร “แคนเดิล เธอช่วยเพิ่มบรรยากาศบนโต๊ะกินข้าวหน่อยสิ”เด็กสาวที่มีดวงตาสีอเมทิสต์ส่องประกายอ่อนโยนเอ่ยกับน้องสาวของตนที่มีดวงตาสีทับทิมสดใส เด็กสาวที่ถูกเรียกว่าแคนเดิลหันไปยิ้มให้กับพี่สาวก่อนที่มือของเธอจะเปลี่ยนกลายน้ำเหนียวสีขาวค่อยไหลไปกลางโต๊ะก่อนที่จะก่อรูปร่างเป็นแท่งกลมๆ 3แท่ง ซึ่งตรงกลางมีขนาดใหญ่สุดและด้านข้างสองอันเล็กรองลงมา เปลวไฟสีแดงอมส้มลุกขึ้นมาบนแท่งทรงกลมสีขาวทั้งสาม ก่อนที่มือของแคนเดิลจะกลับมาสู่สภาพเดิม “ยาน เธอช่วยปิดไฟหน่อยสิ”แคนเดิลเอ่ยกับพี่สาวของตน ก่อนที่มือของยานจะมีเส้นไหมสีม่วงพุ่งไปยังสวิตช์ไฟ ฟึบ ไฟในบ้านหลังน้อยดับลง เหลือแต่แสงเทียนสลัวๆสร้างบรรยากาศการกินอาหารให้กับครอบครับอันแสนอบอุ่น “นี่อีกหนึ่งวันจะถึงวันคริสต์มาสแล้วนะ เราจะทำอะไรกันดี”แคนเดิลถามพี่สาวของเธอพลางคิดถึงสิ่งที่พวกเขาทำในปีก่อนๆ ตอนปีที่แล้วที่พวกเธออายุ 11 ปี เธอได้ช่วยกันสร้างแคนเดิลแฟรกเทอรี่ โดยใช้พลังเทียนของแคนเดิลสร้างเค้กเทียนยักษ์ขึ้นมาและใช้เส้นไหมของยานตกแต่งเค้กและเอาปลายด้านหนึ่งออกมาและจุดไฟจนไฟรามไปเรื่อยๆจนถึงตัวเค้กกลายเป็นโดมไฟขนาดยักษ์เพื่อฉลองวันคริสต์มาสซึ่งก็เป็นวันเกิดของพวกเธอ ทำให้ชาวบ้านต่างตื่นตกใจกันมากมาย ซึ่งพวกเธอก็โดนแม่ดุและถูกทำโทษกักบริเวณเป็นเวลา 3 เดือน “แต่ไม่เอาแบบปีที่แล้วนะ ตอนถูกกักบริเวณมันน่าเบื่อมาก เรามาหาอะไรทำที่มันตื่นเต้นและไม่เดือดร้อนคนอื่นดีกว่า”ยานเอ่ยพลางทำหน้าเบื่อๆ “คุยอะไรกันอยู่ จ๊ะ อย่าบอกนะจะหาเรื่องแอบหนีไปทำตอนวันเกิดอีกนะ” หญิงสาวผมสีน้ำตาลเดินมานั่งร่วมวงกับลูกสาวของเธอ “เอ่อ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ คุณแม่ เรากำลังคุยเรื่องงานฉลองคริสมาสต์ที่จะถึงนี้ค่ะ” แคนเดิลเอ่ยกับแม่ของเธอก่อนจะลูกมาลากพี่สาวของเธอขึ้นห้องไป พร้อมกับสายตาของหญิงสาวผมน้ำตาลที่มองด้วยความเอ็นดู “นี่ แคนเดิล เธอรู้สึกแปลกๆไหม กับวันคริสมาสต์ปีนี้ มันอาจไม่เหมือนเดิมฉันรู้สึกได้อย่างนั้น”ยานเอ่ยกับแคนเดิลด้วยสีหน้ากังวลขณะนอนอยู่บนตียง “ไม่มีอะไรหรอกน่ามันก็เหมือนเดิมนั่นแหละ เรารีบนอนกันเถอะ” เอ่ยกับพี่สาวทั้งๆที่เธอเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน แต่ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรเธอต้องผ่านมันไปให้ได้ ฟู่ เสียงเนื้อทำปฏิกิริยากับน้ำมันดังขึ้น พร้อมกับกลิ่นหอมตลบอบอวน หญิงสาวผู้เป็นแม่กำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารให้ลูกสาวของเธอ “แม่คะ เช้านี้มีอะไรกินบ้างคะ” เสียงสดใสของแคนเดิลดังขึ้นขณะที่เธอนั่งร่วมโต๊ะกินอาหาร “สเต็กเนื้อควอสจ๊ะ”แม่บอกพร้อมกับยกจานสเต็กมาวางบนโต๊ะโดยมียานไปช่วยยก “ว้าวหอม น่ากินจัง”แคนเดิลเอ่ยก่อนจะหยิบมีดกับส้อมเตรียมหั่นเนื้อ เพี๊ยะ ยานเอื้อมมือมาตีมือน้องสาวของตนที่กำลังจะหั่นเนื้อในจาน “เจ้าลืมอะไรไปรึเปล่า” ยานเอ่ยด้วยสีหน้าดุๆ แคนเดิลทำสีหน้าตกใจก่อนจะส่งสายตาไปขอโทษ แล้วทุกคนก็พูดขึ้นมาว่า “แด่วินซา” จากนั้นก็ลงมือรับประทานอาหาร หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ แม่ของพวกเธอก็ได้ไหว้วานให้พวกเธอนำตะกร้าผลไม้ไปเยี่ยมคุณยายที่ท้ายป่าโดยบอกว่าจะค้างที่นั่นเลยก็ได้สองเด็กสาวที่คนหนึ่งสวมผ้าคลุมสีแดง อีกคนสวมผ้าคลุมสีม่วงที่กำลังถือตะกร้าผลไม้ เดินไปตามทางที่พื้นปกคลุมไปด้วยหิมะ มีต้นไม้ไร้ใบและต้นสนขึ้นอยู่เรียงรายข้างทาง ที่พื้นบางแห่งมีหญ้าแสมขึ้นมาพร้อมกับดอกไม้หลากสีที่ขึ้นอยู่เต็มไปหมด เหมือนเป็นดอกไม้ประจำถิ่น “ว้าว ดอกไม้สวยจังเราแวะเก็บไปฝากคุณยายกันเถอะ”เด็กสาวผ้าคลุมสีแดงเอ่ย “เอาสิ แคนเดิล เลือกดอกสวยๆหน่อยนะ”เด็กสาวผ้าคลุมสีม่วงกล่าวบ้าง หลังจากนั้นทั้งสองก็เดินไปเรื่อยโดยมีแคนเดิลเป็นคนเก็บดอกไม้และยานเป็นคนถือตะกร้า “ว้าว ดอกคัสซิโนเวียดอกนี้ สวยจัง”แคนเดิลเอ่ย ขณะก้มลงไปเพื่อจะเก็บดอกคัสซิโนเวียที่อยู่หน้าพุ่มไม้พุ่มใหญ่ กรี๊ดด “แคนเดิล ระวัง”ยานกรีดร้องเตือนแคนเดิลขณะมองหมาป่าตัวใหญ่ขนสีเทา ฟันแหลมเฟื้อยกระโจนออกมาจากพุ่มไม้เข้าใส่แคนเดิล “แคนเดิล ช๊อป”แคนเดิลเอ่ยก่อนจะวาดมือที่เปลี่ยนกลายเป็นเทียนก่อนจะรวมกันเป็นค้อนขนาดยักษ์พุ่งเข้าใส่หมาป่า ร่างของหมาป่าเมื่อปะทะกับค้อนเทียนที่แข็งเหมือนเหล็กก็ปลิวง่ายหลังไถลไปกับพื้นพร้อมเสียงครวญคราง “แคนเดิลเป็นอะไรไหม”ยานวิ่งเข้ามาถามด้วยวามเป็นห่วง “ไม่เป็นไรหรอกจ…”แคนเดิลเอ่ยยังไปทันจบหมาป่าร่างยักษ์ก็กระโจนเข้าใส่ทั้งสองแต่มันไม่ได้มีตัวเดียว ยังมีหมาป่าอีกสองตัวที่กระโดดเข้าใส่ทั้งสองจากด้านหลัง กร๊อบ คอของหมาป่าทั้งสามหมุนบิดก่อนจะร่วงลงกับพื้นห่างจากทั้งสองไปไม่ถึงเมตร “พวกเธอไม่เป็นไรนะ”เด็กสาวผมสีเงินดวงตาสีแดงเอ่ยขณะเดินนำเด็กสาวอีกคนที่ลักษณะคล้ายกันแต่ดวงตาสีม่วงออกมาจากข้างทาง “ไม่เป็นไร แต่พวกเธอเป็นใครกัน”แคนเดิลถามอย่างฉงน แต่เธอก็ต้องตกใจเมื่อเห็นหญิงสาวของคนที่มาใหม่มีรูปร่างใบหน้าเหมือนกับเธอและพี่สาวทุกประการแต่จะมีต่างกันแววตาและสีตา “ฉันไวโอลินยินดีที่ได้รู้จัก ส่วนนี่พี่สาวฉันมาริโอเนต”เด็กสาวตาสีม่วงใส่ชุดมอมแมมเอ่ย “ฉันว่าอย่าพึ่งแนะนำตัวกันตอนนี้เลย หมาป่าหิมะมักจะอยู่กันเป็นฝูงเดี๋ยวมันจะดมกลิ่นมาหาเรากันหมด”มาริโอเนตบอกก่อนจะเดินนำไปตามทาง “เขาก็เป็นแบบนี้แหละ อย่าไปสนใจเขาเลย”ไวโอลินบอกยิ้มๆก่อนจะจูงมือเพื่อนใหม่ทั้งสองตามมาริโอเนตที่เดินห่างไปไกลแล้วไป เมื่อเดินมาสักพักเด็กสาวทั้งสี่ก็พักอยู่ใต้ต้นไม้และเริ่มทำความรู้จักกัน “เราชื่อแคนเดิลนะ ส่วนนี่ยานพี่สาวเรา”แคนเดิลเอ่ยแนะนำตัวเองพลางชี้ไปที่ยาน “ฉันไวโอลิน นั่นมาริโอเนต”ไวโอลินแนะนำบ้าง “ทำไมพวกคุณไว้ใจพวกฉันละถึงเดินมาด้วยกัน ไม่นึกเอะใจบ้างหรอที่อยู่ๆตอนที่พวกคุณตกอยู่ในอันตรายแล้วก็โผล่มาช่วย”มาริโอเนตเอ่ยขึ้นพลางมองไปทางยาน “ก็เหมือนพวกคุณนั่นแหละค่ะ ที่ยอมเข้ามาช่วยพวกฉันและเดินมาด้วยกันทั้งๆที่เห็นแล้วว่าพวกฉันมีพลังพอที่จะเอาตัวรอดได้”ยานเอ่ยขณะหันมาสบตากับมาริโอเนต “พวกคง พวกคุณอะไรกัน ฉงฉัน อะไรกันเราเป็นเพื่อนกันแล้วนะ ยังจะใช้คำพูดอะไรแบบนี้อีก ในที่นี้มีแต่เธอ กับเราแค่นั้นแหละ”แคนเดิลเอ่ยขึ้นทำให้บรรยากาศที่กำลังอึมครึ้มหายไปภายในพริบตาและตามมาด้วยเสียงหัวเราะคิกคิกของไวโอลิน ขณะที่ยานหันมามองแคนเดิลอย่างขำๆ “แล้วพวกคุณ...” “พวกเธอ”แคนเดิลเอ่ยขัดขึ้นมาพลางจ้องไปยังมาริโอเนต “อื้ม พวกเธอจะไปไหนกัน”มาริโอเนตเอ่ยอย่างยอมแพ้ต่อสายตาของแคนเดิลที่มองมา “เราจะไปเยี่ยมยายกัน ค่อยไปคุยกันที่นั่นดีกว่านะ”แคนเดิลเอ่ยก่อนที่ สี่สาวจะพากันไปที่บ้านยายซึ่งระหว่างทางก็จะได้ยินเสียงของเด็กสาวสองคนพูดคุยกันไปตลอดทาง ก๊อก ก๊อก ก๊อก “คุณยายคะ หนูแคนเดิลมาเยี่ยมคุณยายค่ะ”แคนเดิลตะโกนบอกขณะเคาะประตูไม้ของบ้านหลังเล็กๆที่ชายป่าๆ แอ๊ดด ประตูไม้เปิดออกพร้อมหญิงชราในชุดนอนใส่แว่นตากรอบทองพร้อมหมวกคลุมหัวยืนอยู่ “หวัดดีจ๊ะ หลานๆมาเยี่ยมยายกันหรอจ๊ะ เชิญเข้ามาข้างในกันก่อนสิ”หญิงชราเอ่ยก่อนจะเดินกับไปนั่งที่เตียง “ยายคะ เป็นอะไรมากไหมคะ ทำไมยายเสียงแหบจังคะ”แคนเดิลเอ่ยขณะนำตะกร้าผลไม้ไปวางไว้บนโต๊ะก่อนจะเดินไปหายายของเธอ “อ่อ ยายเจ็บคอนะ”ยายเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า “แล้วทำไมยายหูยาวจังคะ”เอ่ยอย่างสงสัย “ก็ยายจะได้ยินเสียงของหนูชัดๆไงจ๊ะ”ยายตอบ “แล้วทำไมยายฟันใหญ่จังคะ แล้วก็ปากเหม็นด้วยอะ”แคนเดิลเอ่ยพลางเริ่มเดินถอยห่าง “ก็เอาไว้กินเจ้าไงเล่าเจ้าเด็กบ้า”ยายคำรามก่อนกลายร่างเป็นหมาป่าแล้วกระโจนเข้าใส่เธอ กรี๊ดดดดดด “แคนเดิลๆ เป็นอะไร”เสียงของยานดังขึ้นพร้อมเขย่าตัวของแคนเดิลที่หลับอยู่บนเก้าอี้ที่บ้านของคุณยาย ซึ่งเธอคงจะหลับไปตอนที่พวกเขาคุยกัน “ไม่เป็นไรหรอกแค่ฝันร้ายนะ”แคนเดิลเอ่ยหอบๆ “อย่าบอกนะ ฝันถึงนิทานที่ชอบอ่านบ่อยนะ เล่นกรี๊ดซะลั่นบ้านเลย”ยานถามอย่างขบขัน แต่แคนเดิลก็เงียบไปทำให้เธอรู้ว่าที่แท้แคนเดิลฝันถึงเรื่องหนูน้อยหมวกแดงนี่เอง “เอ้าแคนเดิล ดื่มชาก่อนสิหน้าซีดหมดแล้ว”คุณยายเอ่ยก่อนทำท่าจะลุกไปยกชามาให้แคนเดิล “ไม่ต้องหรอกค่ะ ยายนอนพักเถอะ เดี๋ยวแคนเดิลหยิบเอง”แคนเดิลเอ่ยก่อนจะลุกไปพยุงยายของเธอนอนลงแล้วลุขึ้นไปหยิบชามานั่งจิบ “คุยไปถึงไหนกันแล้วหรอ”เมื่อนั่งลงแคนเดิลก็เอ่ยถามทั้งสามคน “ก็คุยถึงพลังวิเศษของทุกคนไง”ยานตอบหน้าเครียด “ห๊า พวกเธอก็มีงั้นหรอ”แคนเดิลถามอย่างตกใจ “ใช่ นี่พลังของเรา”ไวโอลินบอกก่อนเรียกไวโอลินออกมาก่อนจะบรรเลงเพลงที่เศร้าสร้อยขณะนั้นดวงตาสีอเมทิสต์ของเธอก็แข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเนื้อเพลงที่บรรเลงเศร้าสร้อยลงเรื่อยๆเช่นกัน โครม กึก กึก กึก บ้านทั้งหลังเริ่มสั่นพร้อมกับที่กรอบรูปเริ่มตกลงพึ้น “ไวโอลิน หยุดได้แล้ว”มาริโอเนตบอกน้องสาวของเธอแต่ไวโอลินก็ไม่มีท่าทีจะหยุดเล่น ข้าวของภายในบ้านเริ่มล้มระเนระนาด “ไวโอลิน ฉันบอกให้หยุด”มาริโอเนตตะวาดก่อนดวงตาของเธอจะกลายเป็นสีขาวไปแว๊บหนึง แขนของไวโอลินก็บิดดังกึก ไวโอลินไม้ล่วงหล่นกับพื้น พร้อมที่บ้านทั้งหลังหยุดสั่นไหว แต่ไวโอลินไม่หยุดแค่นั้นเธอก้มลงไปหมายจะคว้าไวโอลินขึ้นมาบรรเลงต่อ “ไวโอลิน เจ้าหยุดแล้วหลับซะเถอะ”คุณยายเอ่ยเสียงอ่อนโยนก่อนที่ร่างของไวโอลินจะทรุดฮวบลงกับพื้น “คุณยายทำได้ไงคะ”ยานถามอย่างสงสัย “เฮ้อ เราช่วยกับเก็บของก่อนดีกว่าแล้วเดี๋ยวยายจะเล่าให้ฟัง”ยายเอ่ยก่อนที่ร่างของไวโอลินจะลอยขึ้นไปนอนอยู่บนเตียงทำให้พวกเธออึ้งไปตามๆกัน หลังจากที่พวกเธอเก็บของเสร็จ ทุกคนก็ต่างมานั่งรุมล้อมยายที่นั่งอยู่บนเตียงโดยมีไวโอลินนอนอยู่ข้างหลัง “เอาละนะยายจะได้เริ่มเล่าสักที” วินซาหญิงสาวที่เป็นเหมือนเทพธิดาสำหรับพวกเรา นางช่วยรักษาโรคระบาดมากมาย และแล้ววันหนึ่ง ก็เกิดโรคร้ายขึ้นอีกครั้ง ซึ่งครั้งนั้น ข้าก็ป่วยเพราะโรคระบาดที่รักษาไม่หายนี่ และพี่ชายของข้า เขาเคยเล่าให้ข้าฟังว่า เขารู้จักกับนางและเขาหลงรักนาง นางต้องช่วยเขาได้แน่ และเขาก็ได้ไปขอร้องนาง “วินซา เจ้าช่วยรักษาโรคระบาดให้กับพวกเราได้หรือไม่” เขาเอ่ยถามกับนางอย่างร้อนรน “ข้าไม่สามารถทำได้ เพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะใช้พลังของเราได้” นางเอ่ยด้วยแววตาเศร้าสร้อย “ข้าขอร้องละ เจ้าต้องการอะไรในการทำพิธี ข้าจะหามาให้เจ้า แต่เจ้าต้องช่วยข้านะ” เขาเอ่ยอ้อนวอนอย่างไม่ยอมแพ้ “ข้าไม่สามารถช่วยท่านได้จริงๆ” นางเอ่ย “ในเมื่อท่านไม่ช่วยข้า ข้าก็จะหาทางของข้าเอง” เขาเอ่ยด้วยความโมโห ก่อนจะเดินหันหลังกลับ “เดี๋ยวก่อน แต่ข้ามีคำแนะนำให้ เจ้าจงใช้เลือดแห่งการรักษา” นางเอ่ยด้วยรอยยิ้มเศร้าสร้อยก่อนจะเดินหันหลังกลับเข้าไปในวิหาร โดยมีข้าเดินตามนางเข้าไปในโบสถ์ นางนั่งลงบนแท่นในโบสถ์ที่สลักรวดลายเป็นรูปปีกขนนก “ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่”นางเอ่ยขณะหันมองมาทางข้า “ท่านเห็นข้า”ข้าเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ “ข้าเห็นเจ้า”นางเอ่ยด้วยรอยยิ้มเศร้าสร้อย “เจ้ารู้ไหมทำไมข้าถึงไม่ช่วยพวกเขา”นางเอ่ยอย่างที่ข้าไม่แน่ใจว่านางต้องการคำตอบจากข้าหรือไม่ “เพราะข้าไม่อาจอยู่ค้ำโลกได้ไงละ ข้าอาจรักษาพวกเจ้าได้ แต่ในภายภาคหน้าที่พวกเจ้าไม่มีข้าใครจะรักษาพวกเจ้าอีก อีกอย่างข้ามีงานให้เจ้าทำ อาวุธของพวกชาวบ้านไม่สามารถทำอันตรายข้าได้หรอก แต่มีสิ่งหนึงที่ทำได้” นางเอ่ยพลางหยิบกริชสีเงินวาววับขึ้นมา ก่อนจะร่ายคาถาลงที่กริช ก่อนจะยกกริชขึ้นเหนือหัว หยดน้ำสีเงินจากกริชร่วงหล่นเข้าใส่ปากของนาง “เจ้าจะไม่ดูก็ได้นะ ข้ารังเกียจร่างนี้เต็มทนแล้ว”นางเอ่ยด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว ก่อนหน้าของนางเหี่ยวหย่นและเริ่มเหลวเละกลายเป็นน้ำเมือกสีเขียวผสมน้ำเหลืองซึ่งไม่ต่างจากร่างกลายของนางตอนนี้ที่เริ่มเป็นเช่นเดียวกัน ข้ากรี๊ดร้องอย่างตกใจกับร่างอันน่าเกลียดน่ากลัวของนาง นางดิ้นทุรนทุรายอยู่บนแท่นซักพักก็หยุดนิ่งและร่างกายของนางก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม “เฮ้อ น่ารังเกียจใช่ไหมข้านะ เจ้ารู้ไหม โรคร้ายต่างๆนะมันสูญหายไปได้อย่างไร มันไม่ได้หายไปไหนหรอกมันอยู่ในตัวข้านี่แหละ สิ่งข้าเป็นมันไม่ได้เป็นเหมือนพรสวรรค์แต่มันเป็นเสมือนคำสาปร้ายที่เขาสาปข้าไว้ ลูซิเฟอร์ ข้าจะใช้เลือดของเขาที่เขามอบให้ข้าเนี่ยแหละ เป็นตัวเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่ไม่มีใครมาบงการ พวกเจ้าจะสามารพัฒนาและดูแลรักษากันเอง เจ้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับข้าเถอะนะ”นางเอ่ยพลางยื่นมือมาทางข้า ข้ายื่นมือเข้าไปจับมือกับนาง และหลังจากนั้นนางก็สิ้นใจไปพร้อมกับที่หิมะร่วงหล่นลง พร้อมกับคำที่นางให้ไว้กับข้า “บุตรแห่งเลือดของข้าทั้งสี่ พวกเขาจะต้องเลือกว่า เขาจะสร้างลูซิเฟอร์ขึ้นมาอีก หรือ เขาจะสร้างดวงจิตแห่งวินซา” “ซึ่งพวกเธอก็เป็นบุตรแห่งเลือดของนาง และที่ยายได้พลังเวทของนางมาก็เพราะหลังจากที่นางตายความหนาวเหน็บก็พลัดผ่านมา น้ำในสระศักดิ์สิทธิ์ได้กลายเป็นน้ำแข็งทั้งหมดมีแค่ ยาย แล้วก็แม่ของเจ้าที่กำลังตั้งท้องอยู่ได้ดื่มเลือดของนางเท่านั้น ซึ่งนั่นก็ทำให้พวกเจ้าเกิดออกมา และหลังจากที่ยายดื่มเลือดยายก็ได้ย้อนเวลาไปดูวิถีชีวิตนางตามที่ยายเล่ามา ซึ่งก็ทำให้ยายมั่นใจว่าพวกเธอคือบุตรทั้งสี่ เพราะ สองคนนี่ดื่มเลือดของนางตอนกำลังจะเกิด คือเจ้ากับเจ้า แคนเดิล และยาน ส่วนอีกสองคนเกิดจากกายนางพวกเจ้าจำอะไรได้บ้างไหมละ หืม”ยายหันมาถามไวโอลินกับมาริโอเนต “เราจำได้แค่ตั้งแต่ตอนพวกเราสามขวบ มีผู้หญิงคนหนึ่งจากเราไปพร้อมกับมอบไวโอลินให้ไว้กับไวโอลิน เธอเป็นหญิงสาวผมสีขาวบริสุทธิ์ ดวงตาสีม่วงสดใส เมื่อเธอจากไปพวกเราก้อยู่ที่บ่อน้ำศักดิ์จากนั้นเป็นต้นมาพวกเราก็ย้ายมาอาศัยในโกดังร้างในเมืองหมู่บ้าน จนบัดนี้แหละ”มาริโอเนตเอ่ยด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย “คงเป็นนางจริงๆด้วย ยายเหลือเวลาไม่มากนัก ยายใกล้หมดเวลาแล้ว วันพรุ่งนี้พวกเจ้าจะต้องเลือกว่าจะทำเช่นไรกับชีวิตของตนเองต่อไป จงไปที่วิหารแล้วที่นั่นเจ้าจงเลือกซะ คืนนี้นอนที่นี่แหละพักผ่อนให้มากๆนะ อ่อแล้วก่อนจะนอนพวกเธอรู้ไหมทำไมเขาถึงเรียกวันเกิดของพวกเธอว่าวันคริสต์มาส เมื่อก่อนนะ ตอนที่นางตายเหมันต์ได้ล่วงหล่นมา เขาตั้งชื่อวันนี้ว่า เครโยมัส(เค-ระ-โย-มัส)มันแปลว่า ผู้นำพาเหมันต์แต่ผ่านมาถึงสิบสองปีแล้วมันเรียกยากเขาก็เลยเรียกเพี้ยนกันมาเป็นคริสต์มาสเนี่ยแหละ เอาละพวกเธอไปนอนได้แล้ว”ยายเล่าก่อนจะลุกขึ้นไปดับไฟ วันนี้เช้าที่สดใส เหมือนกับเด็กสาวทั้งสี่ที่ต่างคนต่างใส่ชุดคลุมคนละสี่คุณยายทำให้ แคนเดิลเสื้อคลุมสีแดง ยานสีม่วง ไวโอลินสีดำ และมาริโอเนตสีขาว “นี่พวกเราจะไปตามที่คุณยายบอกใช่ไหม”แคนเดิลถามขึ้น “พวกเราเชื่อที่คุณยายพูดไหมล่ะ”มาริโอเนตเอ่ยทำให้ทุกคนหันมามองเธอแปลกๆ “อะไรกันฉันแค่ถามเฉยๆ ถ้าเชื่อก็ไปสิ”มาริโอเนตเอ่ยก่อนจะเดินนำออกไป “อืมงั้นเราไปกันเถอะไปพิสูจน์ความจริงกัน”แคนเดิลเอ่ยก่อนจะเดินตามมาริโอเนตไป “อืมงั้นเราก็ไปกันเถอะค่ะ”ยานเอ่ยก่อนจะจูงมือไวโอลินตามสองสาวไป วิหารสีขาวตั้งตระหง่านอยู่กลางป่า เด็กสาวทั้งสี่ยืนอยู่หน้าวิหารสูงกว่า10เมตรที่ไม่มีบันไดขึ้น พวกเธอต่างฉงนสงสัยว่าจะขึ้นไปได้อย่างไร “เอาไงดี”ไวโอลินถาม “ลองดูสิ”แคนเดิลเอ่ยก่อนที่ใต้เท้าของเธอจะมีน้ำสีขาวออกมาแต่มันไม่สามารถไหลไปไหนได้มันได้แต่วนอยู่ใต้เท้าเธอเท่านั้น “ทำไมควบคุมได้แค่นี้ละ”แคนเดิลเอ่ยอย่างตกใจ “ทดสอบงั้นหรอ”มาริโอเนตเอ่ย ทุกคนจึงหันมามอง ก่อนที่ตาของมาริโอเนตเปลี่ยนเป็นสีขาว และที่พื้นใต้เท้าของเธอก็มีคลื่นพลังบางอย่างแผ่ออกมาก่อนตัวของเธอจะลอยขึ้นไปบนโบสถ์ “’อืม งั้นลองมั่ง”ไวโอลินเอ่ยก่อนจะบรรเลงเพลงและตัวเธอก็ลอยตามขึ้นไป และยานกับแคนเดิลก็ตามมาโดนที่ยานนั่นมีเส้นไหมลอยออกมาจากเท้ายกตัวเธอลอยขึ้นมาก็เหมือนกับแคนเดิลที่ใช้เทียนลอยตัวขึ้นมา เด็กสาวทั้งสี่เดินเข้าไปในตัวโบสถ์ด้านในเป็นห้องโถงกว้างมีเสาขนาดยักษ์อยู่ทางด้านข้าง ตรงกลางมีแท่นสีเงินทรงกลมที่มีกริชสีเงินปักอยู่ “ในที่สุดพวกเจ้าก็มาถึง”เสียงสองเสียงดังขึ้นพร้อมกันเสียงหนึ่งเป็นเสียงใสกังวานของผู้หญิงอีกเสียงเป็นเสียงของชายหนุ่มที่ดูลึกลับ “พวกเจ้าต้องเลือกข้า พวกมันทำร้ายเจ้าพวกเจ้าไม่เคยได้ความสุขจากการใช้ชีวิตไม่มีใครสนใจดูแลเจ้า ดูพวกมันสิแม้ในวันเกิดเจ้ามีใครสักคนไหมที่มาสนใจดูแลเจ้า มาสิ มาริโอเนต ไวโอลินมาอยู่กับข้า พวกเจ้าก็ด้วย แคนเดิล ยาน พวกเจ้าแค่อยากทำอะไรสนุกๆ แค่อย่างสร้างสิ่งที่คิดว่ามันดี แต่พวกเขาก็ลงโทษเจ้า ว่าเจ้า พวกเจ้ามาอยู่กับข้า เถอะไปสิไปหยิบกริชจากแท่นนั่นขึ้นมาแล้วใช้มันซะ”เสียงผู้ชายลึกลับเอ่ยขึ้น “ไม่อย่าไปฟังมัน พวกเจ้าก็รู้เขาทำเพราะห่วงพวกเจ้า เจ้าไปหยิบกริชนั่นแล้วทำลายมันซะ”เสียงใสกังวานเอ่ยขึ้น แคนเดิลได้ยินดังนั้นเธอก็วิ่งเข้าไปหมายจะหยิบกริช วิ้ง วิ้ง คลื่อนดนตรีพรุ่งออกมาจากไวโอลินซัดแคนเดิลปลิวไปกระแทกกับเสา “แล้วพวกเราละ วินซาท่านทิ้งพวกเราไปไม่มีใครเคยห่วงและเข้าใจเรา ไม่มีใครสนใจเราเลย”มาริโอเนตเอ่ยพร้อมกับน้ำตาที่ไหลลิน จากนั้นเธอก็เดินเข้าไปที่แท่นหมายจะคว้ากริช แต่ใต้เท้าของเธอก็มีเทียนพุ่งขึ้นมากระแทกเธอลอยขึ้นก่อนจะปล่อยให้เธอตกลงมากระแทกพื้น “เราไม่ยอมให้เธอทำร้ายคนที่เรารักหรอกนะ ยายก็บอกแล้วไงว่านั่นมันเป็นลูกซิเฟอร์ มันจะทำลายพวกเราทุกคน”แคนเดิลเอ่ยพร้อมกับลุกขึ้นจากพื้น “เจ้าจะไปเข้าใจอะไร เจ้าได้อยู่อย่างสุขสบายนี่ ไวโอลินจัดการมันซะ”มาริโอเนตเอ่ยแต่เมื่อเธอหันไปก็เห็นไวโอลินกำลังถูกมัดด้วยเส้นไหมที่ปล่อยออกมาจากตัวของยาน “หน๊อย”มาริโอเนตกัดฟันกร๊อดก่อนที่ร่างองยานจะทรุดฮวบลงแขนของเธอบิดเกรียวจนเหมือนแขนจะหักพร้อมกับเสียงร้องโอดโอยจากเธอ “หยุดนะ”แคนเดิลเอ่ยก่อนจะวิ่งเข้าไปหมายจะช่วยยาน วิ้ง วิ้ง คลื่นเสียงพุ่งกระแทกร่างของแคนเดิลให้ไถลไปกับพื้นจนเกือบตกวิหาร “ฮ่า เจ้าพลาดแล้วละวินซา ที่สร้างพวกเขาขึ้นมา”เสียงชายลึกลับดังขึ้นด้วยความเย้ยหยัน “ข้าว่าข้าไม่พลาดนะ ลูซิเฟอร์”เสียงของวินซาโต้กลับ ขณะนั้นกริชบนแท่นก็ได้ถูกดึงขึ้นโดยมาริโอเนต “ได้แล้วทำยังไงต่อ”มาริโอเนตถาม “เจ้าก็ต้องนำพวกนั้นทั้งหมดมายืนในวงกลมสีทิศรอบแท่นนี่ แล้วร่ายมนต์ตามวงแหวนเวทย์ เท่านั้นก็เสร็จ”ลูซิเฟอร์บอก “ไวโอลินไปลากพวกนั้นมา”มาริโอเนตหันไปสั่งน้องสาว “แต่ มาริมันจะดีจริงหรอ ถ้าเราทำแบบนั้นเราจะได้อะไรขึ้นมา”ไวโอลินเอ่ยด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย “นี่ สั่งให้ทำก็ทำสิ”มาริโอเนตหันมาตวาดใส่ไวโอลิน “ไม่ พี่จะทำอะไรนะ ฉันจะไม่ยอมให้โดนบังคับอีกแล้ว”ไวโอลินเอ่ยพลางเตรียมไวโอลินขึ้นมาบรรเลง “คิดว่าพลังของเจ้าจะสู้ได้หรอ พลังของฉันคือการควบคุมไงละ ฉันอยากได้อะไรก็ต้องได้”มาริโอเนตเอ่ยก่อนที่ไวโอลินจะปล่อยอุปกรณ์คู่กายเธอลงกับพื้นก่อนจะเดินมาอยู่ในแท่นวงกลมด้วยความที่เธอฝืนกับพลังของมาริโอเนตทำให้แขนของเธอถึงกับฉีกเลือดออก ไม่นานนักมาริโอเนตก็บังคับร่างของยานและแคนเดิลมายืนตามตำแหน่งได้สำเร็จและเริ่มท่องมนต์ เมื่ออักษรมนต์ตัวสุดท้ายหลุดออกจากปากของมาริโอเนตแท่นตรงกลางก็ส่องประกายก่อนจะมีแสงสีเขียวพุ่งออกมาเตรียมที่จะพุ่งออกนอกวิหาร แต่ขณะนั้นก็มีหญิงชราคนหนึ่งเดินออกมาจากเสา พร้อมกับพึมพำอะไรบางอย่างแสงสีเขียวก็พุ่งเข้าใส่หญิงชราที่ยิ้มรับกับมันเมื่อมันพุ่งมาถึงร่างของหญิงชราก็เน่าเปื่อยย่อยสลายไปพร้อมกับพลัง 3 ใน 4 ของแสงสีเขียวก่อนที่พลังที่เหลือจะพุ่งออกไปนอกวิหาร “ฮ่าๆ ในที่สุดแผนการของข้าก็สำเร็จ”ลูซิเฟอร์เอ่ยพลางหัวเราะอย่างสะใจ “เสียใจด้วยนะลูซิเฟอร์มันไม่เป็นอย่างนั้นหรอก พลังของเจ้านะสลายไปกับร่างของเพนราเนียที่มีเลือดของเราอยู่ไปแล้ว ส่วนที่เหลือมันก็จะอยู่แค่ในอาราจักรวิซแห่งนี้เท่านั้นแหละ และซึ่งก็เป็นหน้าที่ของพวกเขาที่พัฒนาการรักษา ขึ้นมาเพื่อรักษาโรคร้ายและเมื่อพัฒนาก็จะไม่มีพลังวิเศษที่ใช้รักษาโรคจะมีแต่ ความรู้ในการรักษาที่จะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆเท่านั้น” วินซาเอ่ยจบแสงสีขาวก็พุ่งออกมาจากแท่นเข้าใส่กริชสีเงินกลายเป็นหนังสือเล่มใหญ่ที่จะบันทึกเรื่องราวของพวกเขาสี่เทพแห่งการรักษา แคนเดิลเทพความแห่งมุ่งมั่นในการศึกษาค้นคว้า ยานเทพแห่งความอ่อนโยนในการดูแล ไวโอลินเทพแห่งผลิตคิดค้น และมาริโอเนตเทพแห่งการทำลายโรคร้าย พวกเธอจะใช้ชีวิตของมนุษย์ที่ต้องเสียสละเพื่อศึกษาค้นคว้าเพื่ออนาคตที่ดีของรุ่นลูกรุ่นหลานสืบต่อมา ...ในวันคริสต์มาสคุณต้องมุ่งมั่นในการจุดเทียนเพราะลมหนาว ต้องใส่ผ้าที่ทำจากผ้าไหมที่อ่อนนุ่ม ต้องฟังเสียงเพลงที่มีท่วงทำนองที่ไพเราะ และต้องควบคุมตัวคุณนั้นจะทำวันต่อไปให้เป็นไปอย่างไร...
Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone และ Android Phoneเตรียมพบกับ Dek-D Writer App เวอร์ชั่น iPad / Android Tablet เร็วๆนี้ ฟรี!
|
แต่ผมไม่เคยได้อ่านแนวแฟนตาซีมาก่อนเลย ทำให้จินตนาการตามไม่ค่อยทัน อิอิ
ด้านเนื้อเรื่องนั้นผมว่าผู้เขียนมีไอเดียในการแต่งเรื่องดีนะครับ เป็นตำนานใหม่ของวันคริสต์มาสไปเลย
แต่อาจจะรวบรัดไปหน่อยทำให้คนอ่านตามไม่ค่อยจะทัน
ตัวละครก็ใช้ชื่อตามพลังของแต่ละตัว ทำให้ถึงจะเยอะแต่ก็จำได้ไม่ยาก
การบรรยายถือว่าเป็นการบรรยายที่ไม่ต้องมีอะไรมากแต่ให้ไหลลื่นดีกว่าสินะครับ ทำได้ดีเลยครับ
คำผิดก็มีเยอะอยู่ คงจะเป็นเพราะว่ารีบแต่งแน่ๆ เลย อิอิ
สำหรับคะแนนทีผมจะให้สำหรับเรื่องนี้นะครับ...
4/5 ครับ
หักนิดหนึ่งเรื่องคำผิดนะครับ ^^
PS. Subject : watch : นาฬิกาผ่าเวลา Genre : แฟนตาซี ไซไฟ ครอบครัว