สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

กิจกรรมประกวดนิยาย Lightwriter ครั้งที่ 1

ตอนที่ 12 : เรื่องที่ ๘ this new year,I am alone. (NopRay)


     อัพเดท 24 ธ.ค. 54
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/อื่น ๆ
Tags: กิจกรรม, ประกวด, นิยาย, คริสต์มาส, ขึ้นปีใหม่
ผู้แต่ง : นัก(อยาก)เขียนมือใหม่ใจเกินร้อย ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ นัก(อยาก)เขียนมือใหม่ใจเกินร้อย
My.iD: http://my.dek-d.com/lightwriter
< Review/Vote > Rating : 0% [ 0 mem(s) ]
This month views : 0 Overall : 1,655
96 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 6 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
กิจกรรมประกวดนิยาย Lightwriter ครั้งที่ 1 ตอนที่ 12 : เรื่องที่ ๘ this new year,I am alone. (NopRay) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 85 , โพส : 4 , Rating : 0 / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


กิจกรรมประกวดนิยาย Light writer ครั้งที่ ๑

เรื่องที่ ๘       this new year,I am alone. (NopRay)

 

 

...30 ธันวาคม...

...ใกล้ถึงอีกแล้วสินะ วันนั้น...

...แค่ไม่กี่วันถัดไปก็เท่านั้น...

...แต่น่าแปลก เอส ยังไม่มาหาผมเลย...

...เขาอยากให้ผมรออยู่แบบนี้อีกนานเท่าไหร่กันนะ อีกนานเท่าไหร่กัน...

 

 

 

“พี่ไนด์!!! แม่เรียกหาพี่นานแล้วนะ เหม่ออะไรอยู่เนี่ย” เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆสวมแว่นตาหนาๆ พร้อมถักเปียยาวสองข้างโผล่มาตรงข้างประตูและเรียกผม เธอคือ สตริกนินน้องสาวคนเดียวของผม

 

“อืม...ขอโทษๆ เอ้อ...เราช่วยเก็บของให้พี่หน่อยสิ” ผมปิดสมุดการบ้านแล้วกองเอาไว้บนโต๊ะพร้อมกับหนังสือเรียนเล่มหนาพลางลุกขึ้นจากเก้าอี้ “ฝากด้วยนะ”

 

“โห...อะไรกัน จะปีใหม่ล่ะ ยังใช้ให้น้องเก็บนู่นนี่ให้อยู่อีก” เธอบ่นพอให้ผมได้ยิน “นินไม่ใช่คนรับใช้พี่นา”

 

“เถอะน่า...นิดหน่อยๆ เดี๋ยวพี่เลี้ยงขนมก็ได้” ผมลูบหัวเธอสองทีก่อนเดินออกมาจากห้อง

 

 

 

“แม่ครับ...” ผมเดินเข้าไปในครัวแล้วหยิบกะละมังใบเล็กที่วางอยู่ตรงอ่างล้างจานมาล้างผักที่อยู่ข้างใน “นินบอกว่าแม่เรียกผม ...มีอะไรรึเปล่าครับ?”

 

ไซยาไนด์...เอสติดต่อมารึยังลูก” แม่ถามผมโดยที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาจากก้านคะน้าที่กำลังหั่น “สตริกนินบอกว่าเดี๋ยวนี้ลูกเหม่อบ่อยนะ แถมยังซึมๆอีก”

 

ผมชะงักก่อนหันไปฉีกยิ้มให้แม่ “อะไรกัน...แม่ห่วงเรื่องแค่นี้เองหรอ”

 

เอสเป็นแฟนผม เขาเป็นหนึ่งในหนุ่มๆหน้าตาประจำห้อง แถมยังเรียนเก่งอีกต่างหาก ครอบครัวอบอุ่น มีพ่อแม่อยู่ด้วยกันครบ พี่สาวหนึ่งคนและน้องชายอีกหนึ่งคน นิสัยดี ร่าเริง เป็นสุภาพบุรุษ ไม่เกเร เรียกได้ว่าเป็นคนที่เพอร์เฟกต์เลยทีเดียว ตอนแรกๆที่เราคบกัน เรื่องทุกอย่างเป็นไปแบบลับๆ ผมแนะนำกับแม่ว่าเอสเป็นเพื่อนสนิท ส่วนเขาก็ทำแบบเดียวกันกับที่บ้าน คือให้เห็นผมเป็นแค่เพื่อนคนนึงของเขา จนกระทั่งวันหนึ่งแม่มาเห็นผมนอนหนุนตักเอสอยู่ในห้อง ท่านตกใจ...พวกผมก็ด้วย คืนนั้นเป็นคืนแรกในระยะเวลาหลายปีที่ผมอยู่กับแม่ แล้วท่านไม่พูดอะไรแม้แต่คำว่า ราตรีสวัสดิ์

 

วันถัดมา แม่เรียกผมเข้าไปคุยแล้วก็ตามตัวเอสมาด้วย...มันเหมือนจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ แม่บังคับให้เราเล่าทุกอย่างออกมา น้ำเสียงแม่ฟังดูน่ากลัวมากกว่าทุกวัน แต่...แม่ไม่ว่าอะไรพวกเราเลย ไม่มีแม้แต่คำตำหนิติเตียน ...หลังจากนั้น แม่คงพยายามคิดว่าเอสเป็นลูกชายอีกคน...

 

“ก็แหม...ตั้งแต่เอสย้ายไปเรียนในตัวเมือง แม่ก็ไม่เห็นลูกพูดถึงเขาเลยนี่” ท่านยังคงหั่นผักต่อไปอย่างระมัดระวัง “ลูกยังติดต่อกันอยู่รึเปล่า”

 

“เอ่อ...” ผมไม่รู้ว่าจะบอกท่านว่าอะไรดี “เอสเค้าคงยุ่งๆน่ะครับแม่”

 

“ก็แปลว่าไม่ได้ติดต่อกันเลยน่ะสิ” แม่เงยหน้ามามองผมแวบหนึ่ง “ไซยาไนด์ยังไม่ได้เลิกกับเอสใช่มั้ยจ๊ะ”

 

“...ยังหรอกครับแม่” ผมบอกแม่ไปอย่างนั้น

 

สำหรับผม...เขายังเป็นแฟนคนเดิม แต่สำหรับเขาล่ะ...ตอนนี้เห็นผมเป็นอะไร หรือว่าจากนี้ไป ผมจะกลายเป็นแค่คนที่เคยรู้จัก...

 

“แล้วปีนี้ลูกจะลองเดินรอบเมืองรึเปล่า”

 

“หา? อะไรนะครับ”

 

“ก็...งานที่เขาว่า ถ้าเราสามารถเดินรอบเมืองได้ก่อนวันปีใหม่ แล้วฝันจะเป็นจริงน่ะสิจ๊ะ” แม่แนะนำผม “ไซยาไนด์ก็ขอให้เอสมาหาในวันปีใหม่สิ”

 

“หา...มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรอครับ”

 

“อ้าว...ไม่รู้เรื่องหรอจ๊ะ สิบกว่าปีที่เกิดมา ไซยาไนด์เอาเวลาไปทำอะไรหมดเนี่ย”

 

“...” เอ่อ...แม่ครับ ผมไม่ผิดนะ ถึงผมจะเป็นคนที่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมต้องรู้ทุกอย่างนี่ครับ

 

“เอาอย่างงี้สิ...ลูกลองไปดูที่ประกาศกลางเมืองก็ได้ ไม่อย่างนั้นก็ลองถามสตริกนินดู”

 

“อ๊ะ!! ใครเรียกนิน!!” เด็กหญิงวิ่งลงมาจากชั้นสองพร้อมตะโกน

 

ผมมองยัยเด็กถักเปียอย่างหน่ายๆ ไม่รู้สินะ ในความคิดของผม ไม่ว่าจะมีใครก็ตามที่พูดถึงสตริกนินกับผม เธอจะโผล่มาในช่วงที่เพิ่งพูดชื่อของเธอจบเสมอ

 

“จ้ะ...แม่เรียกเอง สตริกนินไปเที่ยวงานเทศกาลมาแล้วสินะ”

 

“เอ่อ...ค่า” สตริกนินตอบอ้อมแอ้ม ปีที่แล้วเธอก็ไปงานช่วงนี้นี่แหละ เธอบอกให้ผมบอกแม่ไปว่าไปทำงานที่บ้านเพื่อน ผมก็บอกไปแบบนั้นทั้งๆที่ยังงงอยู่ แล้วคืนนั้นแหละที่เราก็รู้ว่าเธอแอบไปเที่ยวงานเทศกาลกับเพื่อนๆ ปีที่แล้วเธอเลยโดนกักบริเวณ ผมเป็นคนไปรับไปส่งตอนโรงเรียนเลิกเดือนนึง เพราะว่าเธอโกหกแม่ ส่วนผมโดนไปสองอาทิตย์ เพราะแม่บอกว่าผมสนับสนุนน้องให้ไปเที่ยว

 

“ไปเดินเล่นรอบเมืองมาแล้วใช่มั้ย เล่าให้พี่ชายเค้าฟังหน่อย”

 

“อ้อ...ค่ะ นินไปเดินมาแล้วล่ะ เนื้อยเหนื่อย คนก็เยอะ เบียดกันแน่นไปหมด ทั้งคนในเมืองทั้ง...นักท่องเที่ยว เริ่มเดินตอนสามทุ่มครึ่ง ให้เดินครบรอบก่อนเที่ยงคืนน่ะ ไม่มีทางหรอก” สตริกนินพูดออกมายาวเหยียด บวกกับเวลาที่ตื่นเต้นหรือสนุก เธอจะพูดเร็วขึ้นเป็นเท่าตัวแล้ว ผมแทบฟังไม่ทัน

 

“นักท่องเที่ยว??” คำคำนี้ผมฟังออก สตริกนินพยักหน้า

 

“ก็ที่มาเดินรอบเมืองกันไง พี่รู้มั้ยว่ามันเป็นกิจกรรมที่พิเศษมากเลยนะ มีแค่ปีละครั้งเท่านั้นเอง แล้วเขาก็ว่ากันว่าถ้าเกิดทำได้น่ะ สิ่งที่เราอยากได้ หรืออยากให้เป็นมันก็จะเป็นจริงขึ้นมา นักท่องเที่ยวเค้าเลยมากันเยอะในช่วงนี้ของทุกๆปี เรียกว่าเป็นจุดเด่นของงานปีใหม่ของเมืองเล็กๆของเราเลยนะ” เธอทำหน้าที่เป็นฝ่ายโฆษณาให้ผมฟัง แต่เสียอย่างเดียวคือผมฟังทันแค่ครึ่งเดียว

 

“เมืองเรามีงานแบบนี้ด้วยเหรอ”

 

“เอ้า!!! พี่เกิดก่อนนินอีกนะ นอกจากเรื่องในบ้านกับเรื่องพี่เอสนี่ พี่ไม่รู้อะไรเลยใช่มั้ย” สตริกนินทำหน้าเหวอใส่ผม แม่หัวเราะออกมาเบาๆ ขนาดน้องยังรู้มากกว่าผมเลยหรอเนี่ย

 

“โธ่...อย่าพูดแบบนั้นสิ”

 

“เอางี้มั้ยล่ะ เดี๋ยวนินพาพี่ไปลงชื่อเดินรอบเมืองด้วย เย็นนี้เลย” สตริกนินยิ้มหวาน ดวงตาที่อยู่หลังแว่นหนาๆ เหลือเป็นเส้นตรงทั้งสองข้าง บอกได้เลยว่ายัยเด็กคนนี้มีแผนอะไรซักอย่างอยู่

 

“เอาสิจ๊ะ” แม่พูดขึ้นมา ทั้งผมทั้งน้องหันขวับ “พาไซยาไนด์ไปลงชื่อเดี๋ยวนี้เลย ถ้าให้ไปคนเดียวล่ะรับรองว่าหลงแน่ๆ” แม่เทคะน้าลงไปในกระทะ แล้วหันมาหาสตริกนิน “แต่ลูกห้ามลงชื่อนะ แม่สั่ง”

 

น้องสาวผมทำหน้าช็อคกว่าเดิม “อะไรอะ!! มันไม่แฟร์เลยนะ ทำไมพี่ไนด์ได้ลงแต่นินโดนห้ามล่ะ”

 

แม่ที่ยืนผัดกับข้าวอยู่หันมาดุเธออีกรอบ “ก็ปีที่แล้วเราหนีไปเที่ยวมาแล้วนี่ แฟร์จะตายไป”

 

“ที่สำคัญ...แม่ว่าให้ไซยาไนด์ไปคนเดียวน่ะดีแล้ว”

 

สตริกนินเบ้ปาก แต่ก็ยอมแต่โดยดี “ก็ได้...งั้นเราไปกันเถอะพี่”

 

เธอลากผมออกมาหน้าบ้านแล้วใส่รองเท้าแตะสีขาวของผม เหลือคู่สีน้ำตาลกับสีชมพูไว้ให้ผมเลือก

 

“หมายความว่าไงเนี่ย นั่นรองเท้าพี่นะ”

 

“ก็ทำไมล่ะ นินอยากใส่คู่นี้” เธอเชิดหน้าขึ้นแล้วหัวเราะ “พี่ใส่รองเท้านินก็ได้นะ คิกคิกคิก”

 

ผมสวมรองเท้าสีน้ำตาลของแม่ แล้วมองหน้าสตริกนินอีกรอบ เธอคว้าแขนผมแล้วออกแรงลากผมออกจากบ้าน

 

 

 

 

ไม่นานเราก็มาถึงกลางเมือง ตรงนั้นมีคนตั้งโต๊ะลงชื่อเอาไว้ มีคนต่อแถวสั้นๆอยู่แถวละไม่กี่คน โชคดีที่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เลิกทำงานกันแล้ว ไม่อย่างนั้นต่อให้ผมต่อแถวสองชั่วโมงคงจะยังไม่ได้ลงชื่ออะไรกับใครเขาแน่ๆ

 

ไม่ถึงสิบนาที ผมก็ได้ลงชื่ออย่างเรียบร้อยพร้อมกับได้เลขสองร้อยสามสิบแปดมาเป็นของตัวเอง สตริกนินลากผมกลับบ้าน แต่ก่อนหน้านั้นเธอยังแวะไปซื้อไอศกรีมของโปรดได้

 

“เอ้อ...พี่ไนด์” สตริกนินเรียกผมระหว่างที่เดินกลับบ้าน “พี่จะเดินรอบเมืองทำไมหรอ นินไม่เคยเห็นพี่เชื่ออะไรพวกนี้เลยนะ”

 

“แม่แนะนำมาน่ะ พี่ไม่รู้หรอก” ผมส่ายหัว ก่อนอ่านใบกติกาที่เขาแจกมา

 

“เรื่องพี่เอสรึเปล่า” เธอถามผม “พี่ไนด์จะทำเพื่อพี่เอสใช่มั้ย”

 

“ถ้าพี่ทำแบบนั้นแล้วไง” ผมยังคงอ่านกติกาต่อ บางข้อมันแปลกๆนะ

 

“อ้อออ...” สตริกนินลากเสียง “สู้ๆแล้วกันนะพี่ไนด์ นินเป็นกำลังใจให้...”

 

ผมขมวดคิ้ว กติกามันแปลกๆจริงๆด้วย ทำไมสตริกนินถึงบอกว่าไม่ทัน มันเป็นไปได้ยังไง

 

“นิน...กลับไปถามเป็นเพื่อนพี่หน่อย”

 

“เห...อะไรอะคะ ทำไมหรอ”

 

“กติกาน่ะ พี่ว่ามันยังพอมีช่องพอให้พี่เดินทันนะ”

 

“เอ๋!!! มีงี้ด้วย...ไปกันเถอะๆ ไปถามกันๆ” จากที่ว่าผมเป็นคนชวน เธอก็เปลี่ยนเป็นคนลากผมไปซะเอง ไม่มีการถามว่าทำยังไงซักคำ

 

 

 

พอพวกเราเดินมาถึงที่โต๊ะอีกครั้ง คนชักเริ่มแน่นกันแล้ว สงสัยเลิกงานกันมาแล้วแน่ๆ ผมเดินเข้าไปถามคุณลุงคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆโต๊ะลงชื่อ

 

“ลุงครับ...ผมมีอะไรจะถามเกี่ยวกับกติกา”

 

เขาหันมามองผม ดูเผินๆเหมือนลุงจะอายุสี่สิบห้าได้ แต่พอมาดูใกล้ๆอย่างนี้แล้วถึงรู้ว่าลุงอายุสามสิบกว่าๆ แต่หน้าลุงแค่ไปก่อนวัยเท่านั้นเอง “อะไรล่ะ ถามมาเลย”

 

“ข้อนี้น่ะครับ ไม่อนุญาตให้ใช้พาหนะที่มีขนาดใหญ่หรือมีเครื่องยนต์แปลว่าผมใช้จักรยานได้หรอครับ”

 

“อืม...ฉันว่าถึงจะเอามาใช้ แต่คนเยอะมากขนาดนี้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก” ลุงส่ายหน้า “ฉันเคยเห็นคนเอามาใช้ ก็ไม่ต่างจากเดินอยู่ดี”

 

สตริกนินพยักหน้ารัวๆ “คนเบียดเหมือนปลากระป๋องเลย พี่จำตอนเราเข้าไปซื้อของในตัวเมืองได้รึเปล่า เหมือนตอนขึ้นรถโดยสารเลย เบียดกันแทบหายใจไม่ออก”

 

“แปลว่าใช้ได้สินะครับ”

 

“แน่นอน ไม่ได้ห้ามจักรยานไว้นี่ แต่ยังไงคนเยอะขนาดนั้น ไม่มีทางทันหรอก”

 

“...แล้วข้อนี้ล่ะครับ” ผมชี้ไปบนกระดาษในมือ “ต้องเดินให้รอบเมือง มิฉะนั้นคำขอจะไม่สำเร็จ ถึงแม้ว่าจะกลับถึงจุดเริ่มต้น”

 

“อ้อ...มันหมายถึง ห้ามเหลือบ้านหลังไหนนอกเส้นทางแปลว่าเดินบนถนนรอบเมืองไงล่ะ”

 

“แล้วถ้า...ผมไม่ได้อยู่บนถนนรอบเมืองล่ะ แต่ว่าผมไปเดินริมแม่น้ำแทน”

 

เมืองเล็กๆของเรามีแม่น้ำล้อมรอบอยู่เป็นสี่เหลี่ยม ทางเดียวที่จะออกไปนอกเมืองได้คือเราต้องข้ามสะพานที่ตรงเข้าเมือง แล้วก็เดินไปซักสิบนาที จะเริ่มเห็นหมู่บ้านที่อยู่ข้างเมือง ถ้าผมอยู่ริมแม่น้ำ เดินไปรอบๆ ผมก็เหมือนว่าได้เดินรอบเมืองแล้วเหมือนกัน รอบไกลกว่าด้วย

 

“ฮ่าๆ...เจ้าหนูนี่ความคิดดีจริง” เขาหัวเราะ “แต่ตอนกลางคืนข้างนอกนั่นไม่มีใครจุดไฟให้หรอกนะ ยิ่งช่วงวันปีใหม่นี่ไม่มีใครเขาออกไปด้วย เดี๋ยวคุณผู้หญิงฮานนาจะมาเอาตัวไป”

 

ผมพยักหน้าแล้วหันไปมองสตริกนินเพราะเธอกอดแขนผมแน่น

 

“พี่ไนด์ นินขอนะ อย่าออกไปริมแม่น้ำเลย”

 

ใครๆในเมืองนี้ อย่างน้อยถ้าคุณไม่รู้จักเรื่องบ้านผีสิงที่อยู่เลยหมู่บ้านไปในป่า คุณก็ต้องรู้จักคุณผู้หญิงฮานนา ซึ่งผมรับรองว่ามีคนรู้จักมากกว่าตำนานบ้านผีสิงอีก เพราะว่าคุณผู้หญิงฮานนาเป็นเรื่องที่เกิดอยู่ในหมู่บ้าน เรื่องเล่ามีอยู่ว่า เมื่อก่อนมีเศรษฐีหนุ่มรูปงามกับหญิงสาวผู้เป็นภรรยามาอยู่ที่นี่ ว่ากันว่าเขาและเธอถูกคลุมถุงชน ฝ่ายชายเป็นตระกูลขุนนางเก่า ส่วนฝ่ายหญิงเป็นหนึ่งในราชวงศ์ที่ปกครองประเทศ แต่ทว่าบิดาลดยศเจ้าหญิงของเธอลง เพื่อให้ได้แต่งงานกับบุตรชายของขุนนางที่น่านับถือ หญิงสาวถูกเรียกกันจนติดปากว่า คุณผู้หญิงฮานนา คุณผู้หญิงเป็นคนดี เป็นที่รักของคนในหมู่บ้านมาก ทั้งคู่รักกันดีจนกระทั่งฝ่ายชายไปมีคนอื่น และในที่สุดเพราะความเบื่อหน่ายในตัวของคุณผู้หญิง เขาก็ฆ่าเธอและนำไปทิ้งที่แม่น้ำ จากนั้นก็แสร้งทำเป็นว่าเธอหายไปเอง แล้วก็พาผู้หญิงคนอื่นๆเข้ามาอยู่แทนที่เธอ ไม่นาน...ก็มีคนพบร่างของเธออยู่บนฝั่ง ราวกับเธอกำลังหลับใหล ร่างนั้นไม่เน่าเปื่อย ยังคงความสวยงามเอาไว้ทุกประการ และคืนนั้นเองที่สามีของเธอเริ่มเห็นภาพของเธอมาแวะเวียนอยู่ในบ้าน ในที่สุดเขาก็ฆ่าตัวตาย ส่วนวิญญาณของเธอก็ยังคงวนเวียนอยู่ที่ริมแม่น้ำ คอยจะมาเอาตัวผู้ชายที่พยายามมาจีบเธอไปฆ่าทิ้ง ว่ากันว่าเธอแค้นเคืองสามีจนกระทั่งเอาความแค้นมาลงกับคนอื่นๆ

 

เป็นสาเหตุให้ไม่ค่อยมีใครออกไปเดินข้างนอก ยิ่งในช่วงนี้ ที่ว่ากันว่าเป็นวันครบรอบวันตายของเธอด้วยแล้ว หลายคนยอมเดินไม่ครบรอบมากกว่ายอมเสี่ยงตาย

 

“ขอบคุณนะครับลุง” ผมตัดสินใจแล้ว ว่ายังไงก็จะไปเดินริมแม่น้ำแทนถนนรอบเมืองที่คนแน่น ไม่อย่างนั้นผมคงไม่สามารถเดินครบรอบเมืองได้แน่ๆ

 

 

 

 

“พี่ไนด์...อย่าไปเดินข้างนอกนั่นเลยนะ” สตริกนินขอร้องผมเป็นครั้งที่สิบหลังจากเรากลับมาที่บ้าน ผมส่ายหน้าอีกครั้ง แต่เธอก็ยังไม่ละความพยายาม

 

“ไม่งั้นนินจะไปบอกแม่ไม่ให้พี่ไปเอง” สตริกนินเดินเข้าไปหาแม่ในครัว แล้วออกมาพร้อมผัดคะน้าจานใหญ่ หน้าของเธอแสดงอารมณ์ไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน

 

“ไซยาไนด์ ลูกตัดสินใจแน่แล้วใช่มั้ยว่าจะออกไปเดินอยู่ข้างนอกนั่น” แม่ถาม ผมพยักหน้า ข้าวกับผัดคะน้ายังอยู่เต็มปาก ถ้าแม่มีอะไรที่ดีกว่านี้มาคุยก็ดี ไม่อย่างงั้นผมกินข้าวไม่อร่อยแน่ๆ

 

“งั้น...สตริกนิน” แม่หันไปหาสตริกนินที่นั่งหน้าบึ้งอยู่ “เราก็ให้พี่เขาทำตามใจตัวเองสิ”

 

“แต่ว่า...!!!” สตริกนินร้องออกมาก่อนเงียบ ถ้าแม่ตัดสินใจอะไรแล้ว ไม่มีใครจะมาขัดได้ เพราะเราก็รู้ว่าแม่มีเหตุผลของตัวเอง และเหตุผลของแม่ก็ดีพอที่จะทำให้เราเถียงไม่ได้

 

“สตริกนินต้องเข้าใจพี่เขาบ้าง แม่ก็รู้ว่าเราห่วงพี่ชาย แต่ว่าเราก็ทำอะไรไม่ได้ ถูกไหม??? ไซยาไนด์ก็โตพอที่รู้ว่าอะไรควรไม่ควรแล้ว ลองให้เขาตัดสินใจด้วยตัวเองสิ”

 

“ขอบคุณครับแม่” ผมยิ้มน้อยๆ เอาเข้าจริงผมก็ไม่มั่นใจหรอกนะว่าตัวเองจะทำได้รึเปล่า

 

“เอาล่ะ...กินข้าวกันต่อเถอะ เดี๋ยวแม่จะไปเอาของหวานมาให้” แม่ลุกจากเก้าอี้ เดินเข้าไปในครัว ผมมองจานข้าวที่ยังไม่พร่องแม้แต่น้อยของแม่แล้วอดเครียดไม่ได้ แต่ว่าผมก็ตัดสินใจแล้ว แม่เข้าใจผมดี แต่ท่านก็ยังเป็นห่วงผมอยู่

 

ค่ำคืนนี้ทุกอย่างผ่านไปตามปกติ แต่ผมรู้ว่าสิ่งที่ไม่ปกติคือใจของผม ผมจะมีโอกาสทำสำเร็จไหมนะ ถ้าผมทำได้...เอสจะกลับมาจริงรึเปล่า

 

 

 

“ไซยาไนด์ แม่รู้ว่าเรายังไม่นอน” เสียงแม่เรียกผมอยู่หน้าประตู ผมรีบปิดไฟแล้วคลุมโปง

 

“นอนแล้วคร้าบๆ...”

 

แทนที่แม่จะเดินกลับไปที่ห้องเพื่อดูสตริกนิน แม่กลับเปิดประตูเข้ามาในห้องของผมแทน

 

“ไซยาไนด์...มีปัญหาอะไรรึเปล่า”

 

“เอ๋...เปล่านี่ครับ” ผมส่ายหน้าอยู่ใต้ผ้าห่ม แม่เดินมาหยุดยืนข้างๆเตียงผม

 

“อย่าโกหก แม่รู้ว่าถ้าไซยาไนด์นอนดึก แปลว่ามีเรื่องให้ปวดหัว”

 

“เอ่อ...” ผมนอนไม่หลับเพราะเรื่องเอส อีกเรื่องก็คือเรื่องที่จะต้องไปพรุ่งนี้ ส่วนลึกๆผมก็ยังคงกลัวเรื่องคุณผู้หญิงฮานนาอยู่เหมือนกัน

 

“เรื่องพรุ่งนี้สินะ ...ไซยาไนด์ไม่ต้องห่วงหรอก แม่เชื่อว่าเราทำได้” แม่บอก ผมเลิกผ้าห่มออก แม่รู้ได้ไงว่าผมคิดอะไรอยู่

 

“ครับ” ผมตอบออกไปเบาๆ แอบดีใจนิดๆนะเนี่ย

 

“งั้นนอนซะ แม่จะไปดูสตริกนินต่อแล้วจ้ะ” แม่เข้ามากอดผมก่อนเดินออกไปจากห้อง เอาล่ะ สงสัยผมควรจะทำอย่างที่แม่บอก จากประสบการณ์อันน้อยนิด ผมมั่นใจว่าแม่เป็นคนที่เชื่อได้ที่สุดในโลก เพราะท่านจะคิดคำนวณทุกอย่างแล้ว ก่อนจะสอนอะไรก็ตาม

 

ราตรีสวัสดิ์ครับแม่ ฝันดีนะยัยน้องสาวตัวแสบ... คิดถึงนะเอส...

 

 

 

 

เวลาของวันถัดมาไม่มีความหมายอะไรกับผมเลย เผลอแป๊บเดียวก็ถึงช่วงกลางคืนซะแล้ว ตอนนี้ก็เกือบๆ สามทุ่มครึ่งแล้ว อีกซักห้านาที ประมาณนั้น ผมกับแม่แล้วก็สตริกนินออกมาจากบ้าน พร้อมกับจักรยานที่ผมจะใช้คืนนี้ด้วย จะว่าไป ทำตัวแบบนี้ผมก็อายหรอก...แต่เพื่อเอส!!!!!!

 

ผมเดินไปอยู่แถวๆจุดที่เริ่มเดินกัน โชคดีที่เป็นตรงข้างสะพานเข้าเมืองพอดี ผมก็เลยสบาย จะปั่นออกไปข้างนอกได้ง่ายหน่อย

 

“ไซยาไนด์...ใจเย็นๆนะจ๊ะ แม่รู้ว่าลูกทำได้” แม่วางมือบนไหล่ของผมก่อนยิ้มให้ ผมยิ้มตอบ ชักตื่นเต้นแล้วสิ

 

“พี่ไนด์!!! สู้ๆนะ นินเป็นกำลังใจให้” สตริกนินยิ้มให้ผมแล้วเดินไปอยู่ข้างๆแม่

 

[เตรียมตัวกันนะครับ จะเริ่มนับในไม่ช้านี้แล้ว] เสียงประกาศดังออกมาจากลำโพงที่อยู่เหนือหัวผม แม่จูงมือสตริกนินออกไปข้างทาง ท่านบอกผมเอาไว้แล้วว่าเดี๋ยวจะรออยู่ตรงนี้จนกว่าผมจะครบรอบ

 

แต่จู่ๆโทรศัพท์ของผมก็สั้น สงสัยมีข้อความเข้า

 

ผมเปิดดูด้วยความเคยชิน ส่วนใหญ่จะเป็นข้อความจากเพื่อนที่ชั้นเรียนเดียวกัน จะส่งข้อความมาบอกการบ้านหรือวันสอบ อะไรแบบนั้น

 

...นี่มัน...เขา... มะ...ไม่น่าเชื่อ เอส... เอสเขา...

 

ผมมองข้อความสั้นๆที่อยู่ในโทรศัพท์ของตัวเอง เหมือนอะไรบางอย่างในชีวิตของผมถูกเติมเต็ม

 

คิดถึงนะไซ

 

ผมคิดถึงคำนี้เหลือเกิน ใช่แล้ว ผมคิดถึงเขาที่สุด ไม่มีวันไหนที่ผมจะไม่ต้องการเขา นี่แหละ!!! สิ่งนี้แหละที่ผมว่ามันเป็นปาฏิหาริย์...เอสที่ไม่เคยติดต่อกับผมมาเป็นปี ...เขากลับมาแล้ว

 

...ผู้ชายคนนั้นที่ผมรักที่สุดกลับมาแล้ว...

 

ผมพิมพ์ข้อความตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าเขาจะกลับมาติดต่อกับผมอีกครั้ง แต่ผมก็ต้องทำสิ่งที่ผมเชื่อว่าเป็นต้นเหตุของปาฏิหาริย์นี้ให้สำเร็จ

 

[เริ่มนับถอยหลัง ... 3...]

 

ผมส่งข้อความแล้วจากนั้นก็เก็บมันใส่กระเป๋ากางเกงให้เรียบร้อย เตรียมตัวไปกันแล้วสินะ

 

[นับ 2... นับ 1 ไปกันได้เลยครับ!!!]

 

ทันทีที่เสียงประกาศจบ ฝูงชนหลายร้อยที่มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ก็พยายามเบียดกันอยู่บนถนนใหญ่ ในขณะที่ผมปั่นจักรยานออกมาข้างนอกที่ทางโล่ง...แถมยังมีแค่แสงไฟสลัวๆจากในเมือง บรรยากาศแบบนี้ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เลย

 

ผมเปิดไฟฉายอันใหญ่ที่ใส่ตะกร้าหน้ารถมาด้วยแล้วปั่นต่อไป ทำแบบนี้ผมเลยเห็นทางขึ้นเยอะ พอให้ใจชื้นขึ้นมาบ้างนิดหน่อย ผมออกแรงปั่นสุดชีวิต ที่โชคดีอีกอย่างก็คือผมใส่เสื้อแขนยาวสีขาวกันเสื้อกันหนาวสีเหลืองอ่อนๆมา รู้สึกดีที่ไม่ใช่สีดำ

 

ระหว่าทางอันยาวนาน ผมไม่เจออะไรเลยนอกจากลมหนาวที่ปะทะหน้าผมแรงๆกับเสียงใบไม้หลอนๆ จู่ๆ โทรศัพท์ผมก็สั่น

 

ข้อความจากเอส!!!

 

หนึ่งในสิ่งที่ผมคิดว่าคนธรรมดาๆก็ทำได้ คือการที่จะขี่จักรยานไปพร้อมๆกับอ่านข้อความหรือพิมพ์ข้อความในโทรศัพท์ ซึ่งอันนี้ผมก็ทำได้เหมือนกันนะ

 

เรามาฉลองวันปีใหม่ด้วยกันมั้ยล่ะ

 

เอาสิ!!! อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะปีใหม่แล้ว ถึงจะนัดช้าไปหน่อยแต่ผมก็ว่างเสมอ ถ้าผมไปทันก่อนเที่ยงคืนน่ะนะ

 

ผมตอบข้อความนั้นของเอสแล้วเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า หลังจากที่มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นพักใหญ่ๆ ผมก็ตั้งใจปั่นจักรยานคันนี้ต่อ เยี่ยมเกินครึ่งทางแล้วล่ะ อีกนิดเดียวเท่านั้น

 

[เอาล่ะ!!! ตอนนี้ก็จะห้าทุ่มแล้ว ยังไม่มีใครครบรอบเลย เร่งกันหน่อยนะครับ!] เสียงประกาศดังแว่วๆเข้าหูผม จะห้าทุ่มแล้วหรอ บ้าจริง!

 

โชคดีที่ผมเกินครึ่งทางมาแล้ว จุดข้างหน้าไกลลิบๆนั่นคือสะพานที่ผมกำลังจะไปให้ถึง เพื่อตัวผมเอง เพื่อเอส

 

ปีนี้ก็คงจะเป็นเหมือนเดิม งานเทศกาลของที่นี่เต็มไปด้วยความสุขสนุกสนาน และผมก็จะได้เดินไปทั่วเมืองกับคนที่ผมรัก

 

ระหว่างที่ผมคิดไปเรื่อยเปื่อย ก็ใกล้ถึงสะพานแล้ว  จู่ๆผมก็เห็นผู้หญิงผมยาวสีบลอนด์คนหนึ่งสวมชุดกระโปรงยาวเชยๆเดินอยู่ข้างทาง จะหยุดจักรยานก็ไม่ทันแล้วล่ะ แย่แล้ว!!

 

เธอหันมามองผมก็ร้องกรี๊ดสั้นๆหนึ่งครั้งก่อนหงายหลังกลิ้งลงไปในแม่น้ำ เธอจะเป็นอะไรมั้ยเนี่ย

 

ผมจอดจักรยานรอดูเธอว่าจะเป็นอะไรรึเปล่า สักพักเธอก็ค่อยๆลุกขึ้นมาริมทาง เสียงไอสำลักน้ำค่อกแค่กดังออกมาจากคอผอมๆของเธอ

 

“ขอโทษนะครับ!!! เป็นอะไรรึเปล่าครับ?”ผมไปช่วยพยุงเธอขึ้นมาบนถนน เธอยืนได้สง่างามจริงๆ...ราวกับคุณผู้หญิงที่ไหนมาเองเลยแฮะ...

 

...คุณผู้หญิง...คุณผู้หญิง...ฮานนา...

 

คุณผู้หญิงฮานนา!!!!!

 

ให้ตายสิ...ผมโดนผีหลอกก่อนปีใหม่หรอเนี่ย แย่จริงๆ ผมคงเข็ดไปอีกนาน

 

“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณ” เธอมองหน้าผม ดวงตาคู่โตมองผม เธอเหมือนตุ๊กตาเจ้าหญิงเลย ดูไม่น่าเป็นผีเลย

 

“ผมขอโทษจริงๆนะครับ” ผมขอโทษอีกรอบ เธอยิ้มให้ผมแล้วส่ายหน้า

 

“ไม่เป็นอะไรจริงๆค่ะ” เธอย้ำผมอีกรอบก่อนแนะนำตัวเอง “ฉันฮานนาค่ะ”

 

ผมไม่อยากได้ยินเธอแนะนำตัวเลยนะ แต่สองหูมันได้ยินเรียบร้อยแล้ว

 

“คะ...คุณผู้หญิงฮานนา...” ผมเผลอพูดออกไป เธอยังคงยิ้มเหมือนเดิม

 

“รู้จักฉันด้วยหรอคะ ดีจัง แล้วคุณชื่ออะไรล่ะ” เธอถาม ผมเพิ่งสังเกตว่าตอนนี้ตัวเธอแห้งสนิท

 

“ผม...ไซยาไนด์” ผมตอบเธอ ...ผมจะเป็นเหมือนคนที่เขาเล่าๆกันมาไหมนี่

 

“อ้อ...ชื่อเพราะจังเลยนะคะ แปลว่าอะไรหรอ”

 

“ไซยาไนด์...ยาพิษ...” ผมสั่น...เธอทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งๆที่ผมก็แสดงออกไปแล้วว่าผมรู้ว่าเธอไม่ใช่คนแบบผม

 

“...ความหมายไม่ค่อยดีเลยค่ะ ว่าแต่ คุณออกมาทำอะไรข้างนอกนี่หรอ” เธอใช้ดวงตากลมๆมองผม ผมกลืนน้ำลายก่อนตอบ

 

“ผมมาเดินรอบเมืองน่ะ เพื่อให้ความฝันของผมเป็นจริง”

 

“ความฝันอะไรหรอคะ คุณบอกฉันได้รึเปล่า” เธอยิ้มแล้วถามผม มีแววอาฆาตจางๆ

 

“คนที่ผมรักน่ะ...ผมอยากเจอเค้าอีกครั้ง”

 

เธอหัวเราะเบาๆ “ไซยาไนด์เป็นคนน่ารักจังนะ เสียดายจังมีแฟนแล้ว”

 

“ฮ่ะๆ” ผมหัวเราะตาม โทรศัพท์ของผมสั่น ข้อความเข้าอีกแล้ว เอสของผม

 

งั้นห้าทุ่มห้าสิบห้า มาหาหน้าบ้านฉันนะ

 

ผมพิมพ์ข้อความตอบอย่างมีความสุข

 

“แฟนของไซยาไนด์หรอ...ดีจังเลยล่ะ โรแมนติกจัง” อ๊ะ...ผมเกือบลืมคุณผู้หญิงฮานนาแล้วสิ

 

“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ เดี๋ยวผมต้องไปหาเค้า”

 

“ค่ะ...ฉันก็ถึงเวลาไปแล้วเหมือนกัน ไซยาไนด์รักษาตัวดีๆล่ะ...อย่าออกมาข้างนอกนี่นะคะ น่ากลัวจะตายไป”

 

“ครับผม” ผมเตรียมตัวปั่นจักรยานแล้วหันไปมองเธออีกครั้ง

 

...เธอหายไปแล้ว...

 

...คุณผู้หญิงฮานนา...เธอช่างน่ารักจริงๆ ไม่อยากเชื่อแล้วสิว่าเธอเป็นวิญญาณอาฆาต...

 

 

 

 

[สงสัยคราวนี้คงไม่มีใครทันเที่ยงคืนอีกแล้วสินะครับ] เสียงที่ผ่านลำโพงออกมาแสดงความเสียดายไม่น้อย [นี่ก็ห้าทุ่มสี่สิบห้าแล้ว...]

 

ผมปั่นยิก ใช้เวลาจังหวะสุดท้ายข้ามสะพานกลับมาหาทุกคน นั่นไงแม่กับสตริกนิน...

 

ทั้งสองคนโบกมือให้ผมเร็วๆ ถึงแล้ว...จะถึงแล้ว...

 

“เก่งมากจ้ะไซยาไนด์!!!” แม่ตะโกนบอกผมแล้วหัวเราะ พร้อมกับสตริกนินที่โบกมือร่า

 

[อ๊ะ!!! มีคนเข้ามาแล้วครับ ห้าทุ่มห้าสิบสองนาที เขามาถึงแล้วครับ!!!!!] เสียงดังออกมาจากลำโพง ในที่สุดผมก็เห็นหน้าพิธีกรซะที คุณลุงคนที่ผมไปถามเมื่อวานนี่เอง

 

“แม่!!!! ยัยนิน...” ผมเข้าไปหาทั้งสองคน “ผมทำได้แล้วๆๆ...”

 

“เก่งมากจ้ะไซยาไนด์ รีบไปหาเอสสิ”

 

“เอ๋?? แม่รู้ได้ไงครับ”

 

“ก็เอสเค้าโทรมาบอกน่ะว่าจะชวนลูกไปนับถอยหลังวันปีใหม่ด้วยกัน ไปเถอะจ้ะ...แม่กับสตริกนินกลับบ้านเอง” แม่กอดคอสตริกนินที่อ้าปากหาว “น้องก็ง่วงแล้วด้วย”

 

“ครับผม” ผมรีบขี่จักรยานต่อ เพื่อไปหาเอสที่บ้าน แต่กว่าผมจะถึงก็เกือบๆเที่ยงคืนแล้ว เลทจากเวลาที่เอสนัดไปสองสามนาที แต่ผมก็เห็นเอสรออยู่หน้าบ้านแล้ว

 

 

 

 

“เอส...” ผมเดินเข้าไปหา ใช่เขาจริงๆใช่มั้ย...ใช่เขาจริงๆรึเปล่า

 

“ไม่ได้เจอนายตั้งนาน ผอมลงไปรึเปล่าเนี่ย” เขาหันมามองผมพร้อมกับรอยยิ้ม เขาเปลี่ยนไปนิดหน่อย แต่ดูๆไปยังไงเค้าก็ยังเหมือนเอสคนเดิมที่ผมรู้จักอยู่ดี

 

“ก็นิดหน่อย แล้วเอสเป็นไงบ้าง ไม่ติดต่อไซเลย” ผมแทบจะถลาเข้ากอดเขาอยู่แล้ว

 

“พอดีฉันเรียนหนักน่ะ ขอโทษจริงๆ” แววตาของเขาหมองลงนิดหน่อย สงสัยเรียนหนักจริงๆด้วย

 

“ไม่เป็นไรหรอกๆ ไซไม่โกรธหรอก แค่รู้ว่าเอสสบายดีก็โอเคแล้วล่ะ” ผมส่ายหน้า ตอนนี้การที่ได้พบกับเขาอีกครั้งเป็นอะไรที่ดีที่สุดแล้ว

 

“แต่ว่า...ฉันมีอะไรจะบอกนาย...” เขาเริ่ม ผมหันไปมองบรรยากาศรอบๆแทน

 

“เดี๋ยวเอสค่อยบอกไซก็ได้ เรามานับถอยหลังวันปีใหม่กันดีกว่า” ผมหัวเราะเบาๆ เราเหลือเวลาอยู่ด้วยกันอีกเท่าไหร่นะ ช่างเถอะ ตอนนี้ผมมีความสุขจัง

 

“นั่นสินะ...” เอสโอบไหล่ผม การฉลองปีใหม่คราวนี้ผมคงเป็นคนที่มีความสุขที่สุด

 

 

 

พวกเราสองคนยืนอยู่ตรงนั้นด้วยกันอีกนิดหน่อยก่อนได้ยินเสียงประกาศอีกครั้ง

 

[เริ่มเคานท์ดาวน์ปีใหม่กันนะครับ 10…]

 

“9...” ผมพูด

 

“8 แล้วล่ะ” เอสพูดต่อจากผม

 

[ 7... 6... 5... 4... ]

 

“...3” ผมหันไปมองหน้าเอส เขายิ้มให้ผม

 

“2...”

 

“...1...” เราสองคนพูดพร้อมกัน

 

Happy New Year ” เอสบอกผม

 

“อ่าฮะ... Happy New Year เหมือนกัน”

 

เอสเปลี่ยนจากที่โอบผมเป็นกอด เขามีอะไรที่พยายามจะบอกผมรึเปล่านะ

 

 

 

เรากอดกันอยู่อย่างนั้นนาน...จนกระทั่งเอสเป็นฝ่ายปล่อยผมเอง ตอนนี้...เท่าที่ผมดูเวลา คือเที่ยงคืนกับอีกห้านาที เวลาที่แสนจะมีความสุขนี่มันผ่านไปเร็วจริงๆ

 

“เอสมีอะไรจะบอกไซรึเปล่า” ผมเป็นคนถามเพราะเมื่อกี้เค้าบอกว่ามีเรื่องจะบอกผม

 

“เอ่อ...คือว่า” เอสหลับตา ถอนหายใจออกมาช้าๆ

 

“...”

 

“ไซยาไนด์...ฉันขอโทษนายจริงๆ ...เราเลิกกันเถอะ” เขาบอกผม...นี่มันอะไรกัน

 

“...อะ...อะไรนะ” เรา..เลิกกัน?????

 

“ฉันขอโทษ...ขอโทษจริงๆ” เอสไม่บอกอะไรผม เขาเอาแต่ขอโทษ...นี่มันคืออะไร ผมฝันไปใช่มั้ย

 

“เอสกับไซ...เรา...” ผมกำลังถึงจุดที่เรียกว่าเสียใจที่สุดได้ใช่มั้ย

 

“ได้โปรดเถอะนะไซยาไนด์ ฉันขอร้องล่ะ”

 

“...ขอโทษนะเอส ไซยังทำใจไม่ได้...” ผมส่ายหน้า...ผมยังไม่ต้องการรู้อะไรตอนนี้ ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว

 

“ไม่เป็นไร...ฉันเชื่อว่าเดี๋ยวนายจะต้องเข้าใจฉัน” เอสพยายามจะกอดปลอบผม แต่ผมไม่ยอม...ไม่สิ ตอนนี้ผมไม่ใช่คนที่อยู่ในฐานะที่จะทำแบบนั้นกับเอสได้อีกแล้ว

 

วันปีใหม่ของผมกลายเป็นทั้งวันที่ผมมีความสุขที่สุดและวันที่เลวร้ายที่สุด ผมพูดอะไรนอกจากนี้ไม่ออก ผมเสียใจพูดออกมาไม่ได้ เวลาที่ผมรอเขา...ในที่สุดก็ทำให้ผมเหลือเพียงคำขอโทษ...

 

 

 

ผมไม่รู้ว่าตัวเองกลับมาที่บ้านตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่สิ...ผมไม่รู้ว่าตัวเองกลับมาที่บ้านยังไงด้วยซ้ำ มันมึนไปหมด เหมือนไม่เหลืออะไรเลย แม่กับสตริกนินคงเป็นห่วงผม แต่ผมไม่สามารถอธิบายอะไรให้ทั้งสองคนฟังได้

 

ในที่สุดผมก็มานั่งเขียนไดอารี่เล่มที่เอสเคยให้เอาไว้ แต่ก่อนผมจะเขียนเพิ่ม ผมกลับไปนั่งดูที่เคยเขียนมาก่อน...มันทำให้ผมได้รู้ ว่าเขาสำคัญกับผมขนาดไหน ทุกครั้งที่ผมเขียนไดอารี่ มันจะมีแต่เรื่องของเอส...โดยเฉพาะตอนที่เขาไม่ติดต่อมา ผมเห็นชื่อของเขาเต็มไปหมด....

 

และ...น้ำตาก็เริ่มไหล มันบอกผมว่าความรู้สึกทั้งหมดของผมกลับมาแล้ว ความเสียใจที่ผมอธิบายไม่ได้มันออกมาแล้ว แต่ก็นะ ปีใหม่คราวนี้ผมก็ได้รู้อะไรหลายๆอย่าง

 

...บางครั้ง เราก็ต้องยิ้มรับสิ่งที่เราไม่ต้องการ ถึงแม้ในใจจะเจ็บจนอธิบายไม่ได้...

...บางครั้ง เราก็ถูกทำร้ายด้วยคนที่เรารักที่สุด โดยเหตุผลที่เขาบอกว่ามันจำเป็นที่สุด...

...และบางครั้ง เราก็จะทำตาม แม้ในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ...

หรือว่าเพราะเราก็ยังคงหวัง...ว่าบางอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม...???

 

 



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
กิจกรรมประกวดนิยาย Lightwriter ครั้งที่ 1 ตอนที่ 12 : เรื่องที่ ๘ this new year,I am alone. (NopRay) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 85 , โพส : 4 , Rating : 0 / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1

#4 : ความคิดเห็นที่ 90
ให้ 100/100 เลยค่ะ
สุดยอดเลย แอบลุ้นนะคุณหญิงฮานนาจะจับไซไปหรือเปล่า
ไม่จับ แปลว่า ไซไม่ได้จะจีบฮานนานี่เนอะ
เนื่อเรื่องก็บันยายได้ดี อืม....
แล้วก็ถูกใจเรื่องนี้แอบมี Y ถึงชื่อตังละครจะจำยากไปนิดแต่หนุกมากกกกกกกกกกกกกก
Name : นางฟ้าบลูม< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ นางฟ้าบลูม [ IP : 125.27.247.148 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 7 มีนาคม 2555 / 21:05

#3 : ความคิดเห็นที่ 62
ฮ่าๆ ไม่คิดว่าจะมี Y มาด้วยเลยนะนี่
ผมไม่เคยอ่านเลย แล้วก็ไม่เคยคิดจะอ่านด้วย เพราะชีวิตนี้ผมเจ็บกับพวก Y มาเยอะแล้ว
มันคาใจมาก เลยไม่ค่อยถูกกับของพวกนี้ อิอิ(อย่าเข้าใจผิดไปล่ะ ที่จริงผมโดนผู้หญิงหักอกไปชอบผู้หญิงด้วยกัน พูดแล้วเศร้า TT)
สรุปก็คือเรื่องนี้เป็น Y เรื่องแรกที่ผมอ่านเลยในชีวิตนี้เลยครับ
แต่ยังไงผมก็ยังคงต้องให้คะแนนด้วยความเป็นธรรมนะครับ

เนื้อเรื่องนะครับ สดใสมาก ออกแนวเด็กๆ ครับ
มีความสุขแล้วมาเศร้าตอนท้ายตามตำราจบแบบไม่แฮปปี้แต่ก็ได้บทเรียน
แต่รู้สึกขัดใจตรงที่ตัวเอกเราเจอผีแต่ไม่กลัวเลยเหรอ แล้วก็โดนหักอกแบบไม่มีเหตุผลเลย
เรื่องการบรรยายนั้นไหลลื่นมากครับ อ่านแล้วลุ้นตามไปด้วยนิดหนึ่ง
ตัวละครแต่ละตัวก็มีคาแร็คเตอร์เป็นของตัวเองครับ อันนี้ถือว่าดีมากๆ ครับ ขอชื่นชมครับ
แต่ไม่ค่อยชอบชื่อตัวละครเลยเพราะมันดูไม่เข้ากับเรื่องสักนิด มันน่าจะออกไปแล้วไซไฟมากกว่านะ อิอิ
เรื่องโจทย์ก็ทำได้ดีครับ คงจะเกี่ยวกับปีใหม่เต็มๆเลยล่ะ เพราะผู้เขียนคิดขึ้นมาเอง อันนี้ถือว่าไหวพริบดีมากเลยครับ
แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้
วิจารณ์ซะยาวเลย อิอิ สำหรับคะแนนนะครับ...

4.5/5 ครับ
หักนิดหนึ่งช่วงท้ายไวไปนิดเลยไม่ค่อยถึงอารมณ์ อิอิ

PS.  Subject : watch : นาฬิกาผ่าเวลา Genre : แฟนตาซี ไซไฟ ครอบครัว
Name : Aerng< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Aerng [ IP : 115.67.59.134 ]
Email / Msn: aerngq(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 27 ธันวาคม 2554 / 00:08


#2 : ความคิดเห็นที่ 45
#this new year, I am alone

ไอ่เอส แกมันเลวววววววววววววววว!! ฮ่าๆ ความเห็นส่วนตัวมาระบายนิดนึง
ชื่อเรื่อง ตรงกับเนื้อเรื่องมากเลยนะคะ คือไซยาไนด์ต้องพยายามปั่นจักรยานรอบเมืองด้วยตัวคนเดียว
และสุดท้าย ก็ยังถูกทิ้งให้อยู่ตัวคนเดียวอีก
ชอบการบรรยายและดำเนินเรื่องค่ะ เหมือนจะไม่มีอะไรมาก แต่อ่านแล้วแอบอมยิ้มนะ
ยังสอดแทรกให้เห็นถึงความรักความเข้าใจที่แม่มีให้ลูก ความอบอุ่นห่วงใยกันของคนในครอบครัว
แรงบันดาลใจที่ทำให้ใครหนึ่งคนสามารถทำเรื่องไม่เคยรู้ไม่เคยลองได้สำเร็จ
ภาษาการบรรยายก็อ่านลื่นไม่สะดุด จำไม่ได้ว่ามีคำผิดหรือเปล่า เพราะเรามัวแต่ลุ้นว่าคุณหญิงฮานนาจะทำอะไรไหม ฮา

ด้านตัวละคร ถือว่าเหมาะสมค่ะ คาแรคเตอร์ใช้ได้นะ ชัดเจน ไม่คลุมเครือ
รับความรู้สึกได้ สัมผัสได้
จะมีไม่เข้าใจนิดหน่อยก็ตรงตอนที่เอสบอกเลิกเท่านั้น ทำไมไม่ให้เหตุผลกันซักนิดนึง?

ความคิดสร้างสรรค์ไปอีกแบบนะคะ ที่เขียนเรื่องออกมาแนวนี้

คะแนนที่เราให้ 4.5/5
ตั้งใจเขียนต่อไปนะคะ .
Name : momoe'< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ momoe' [ IP : 110.49.251.205 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 25 ธันวาคม 2554 / 18:06

#1 : ความคิดเห็นที่ 23
 รักร่วมเพศสินะ = =; 
บอกตามตรงว่าคนอ่านคนนี้ไม่ค่อยชอบอะไรพวกนี้เท่าไร
แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเกลียดอะไร ถ้าจะให้อ่านก็อ่านได้อ่ะนะ

ไซยาไนด์กับสตริกนิน ชอบสองชื่อนี้จังเลย
ตัวละครไม่เยอะมากจนเกินไป ทำให้สามารถจำชื่อได้หมด
อืม ก็เกี่ยวกับปีใหม่อยู่นะ
ตอนแรกก็นึกว่าคุณหญิงฮานนาจะจับไนด์ไป (ขอเรียกสั้นๆ แล้วกัน)
พอต่อมาก็โล่งอกเพราะว่าให้ผ่านไปเฉยๆ ฟู่ววว~
บรรยายก็โอเคค่ะ คำผิดไม่มีเลยสักนิดเดียว
คำที่ไม่ควรใช้ก็อย่าใช้ 'เขา' ค่ะ ไม่ใช่ 'เค้า' แต่ความจริงมันก็ใช้ได้อ่ะนะ

คะแนนที่ให้ 4.5/5
(หัก 0.5 มาจากคำว่าเขาข้างบน แัหะๆ)

PS.  Do You Love Me Like I Love You...? If You Don't Love. Please...Don't Give Me Hope...
Name : Shadow Alice< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Shadow Alice [ IP : 101.108.35.124 ]
Email / Msn: Little_Mingsia(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 25 ธันวาคม 2554 / 11:34

หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

Blood Incident ทีมผมไม่ (วุ่น) วายนะครับ

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android