|
กิจกรรมประกวดนิยาย Light writer ครั้งที่ ๑ เรื่องที่ ๖ MSN รักนี้ไม่มีหลอก (เพ่ยกวาง (PeiGuang)) สายฝนที่ซัดสาดลงมาอย่างหนักชนิดไม่ลืมหูลืมตา ดูเหมือนเป็นม่านสีขาวกั้นอยู่เบื้องหน้าแทบมองไม่เห็นอะไร น้ำเจิ่งนองไปทั่วทุกที่ สายฟ้าแลบปลาบสะท้อนแสงสีเงินเป็นเส้นยาว พร้อมเสียงดังราวกับกัมปนาท จนคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่างถึงกับสะดุ้ง บทสนทนาสั้น ๆ แทรกเข้ามาในความคิดของเขาอย่างรวดเร็ว “ไหนสาบานสิที่บอกว่ารักก้อยนะ พี่นภพูดจริง” “ถ้าพี่พูดไม่จริงขอให้ฟ้าฝ่าเลย” นภดลถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยกมือขึ้นกอดอกรู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก หนาวเพราะละอองฝนงั้นหรือ...ไม่ใช่...หนาวอย่างไรเขาไม่สามารถอธิบายได้ ท้องฟ้าภายนอกยังคงส่งเสียงร้องครืน นภดลละสายตาจาภาพเบื้องหน้า เขาเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะกลางห้องที่มีหนังสือวางระเกะระกะ ทั้งบนโต๊ะทำงานและบริเวณรอบ ๆ ชายหนุ่มทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ เขาเอนกายพิงพนักปล่อยมือสองข้างห้อยลงข้างที่พักแขนอย่างหมดอาลัยตายยาก นภดลเงยหน้ามองเพดานที่มีพัดลมสีขาวหมุดเอื่อย อะไร ๆ ในห้องดูจะขาวไปซะหมด คล้ายห้องในโรงพยาบาล แต่มันเป็นสีที่เขาชอบ...อย่างน้อยก็เคยชอบ ตอนนี้เขานึกอยากให้ห้องมีสีส้ม หรือสีเหลืองเผื่อว่ามันจะช่วยให้อบอุ่นขึ้นแม้เป็นแค่เพียงในความคิด นภดลหลับตาลงพยายามสงบจิตใจไล่ความฟุ้งซ่าน เคยมีใครสักคนเคยพูดไว้ว่า อยู่คนเดียวจงระวังความคิด อยู่กับมิตรจงระวังคำพูด...ใช่แล้ว...ตอนนี้เขาอยู่คนเดียวในห้องสีขาวที่มีพัดลมหมุนวนและภายนอกฝนตก...เขาต้องระวังความคิดในวันที่รู้สึกเปลี่ยวเหงาอย่างในตอนนี้ ชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกา 18.38 น. 6.12 น. ของเช้าวันเสาร์ เขายังไม่ได้หลับตั้งแต่เมื่อวาน ความคิดมากมายวนเวียนอยู่ในศีรษะของชายหนุ่ม “ก้อย” เขาเปล่งเสียงออกมาเบา ๆ หญิงสาวเจ้าของชื่อนั่นเองคือสาเหตุที่ทำให้เขาเป็นเช่นนี้ เขามักจินตนาการว่ามีเธออยู่เคียงข้าง ถ้ามีเธออยู่กับเขาวันนี้อาจไม่รู้สึกโดดเดี่ยวนัก ห้องก็คงดูไม่เย็นชาเท่านี้ นภดลขยับตัวลืมตาขึ้นมองพัดลมบนเพดานอย่างที่เขามักทำประจำจนติดเป็นนิสัย เขาเสียเธอไปแล้ว...เสียเธอไปเพราะความใจร้อนของเขา เปล่าประโยชน์ที่จะนึกถึงเด็กสาวคนนั้นชายหนุ่มคิด แต่มือเจ้ากรรมก็ยังเอื้อมไปกดเปิดคอมพิวเตอร์ ภาพค่อย ๆ ปรากฏขึ้นหลังข้อความต้อนรับตามโปรแกรม รูปหญิงสาวผมยาวกำลังยิ้มให้เขา เธอมีลักยิ้มเล็ก ๆ ที่แก้มซ้ายน่าเอ็นดู เรื่องราวต่าง ๆ ย้อนกลับมาสู่ห้วงความคิดของเขาช้า ๆ แต่แจ่มชัดขึ้นเรื่อย 31 ธันวาคม 2553 วันส่งท้ายปีเก่าที่แสนเงียบเหงา ชายหนุ่มไม่ได้ออกไปฉลองวันขึ้นปีใหม่กับใครแม้กระทั่งครอบครัวจึงเลือกที่จะคุยกับใครสักคนที่อาจจะอยู่เพียงลำพังเหมือนเขาในวันนั้น เขาเข้าไปยังเว็บเพจสำหรับหาเพื่อนออนไลน์และเลือกคุยกับหญิงสาวที่อายุน้อยกว่าเพราะความชอบส่วนตัว ชายหนุ่มย้ำเสมอว่าต้องการเพียงแค่เพื่อน มีหลายคนที่เขาขอเป็นเพื่อนและหนึ่งในนั้นคือ ก้อย ผ่านไปไม่นานเพื่อน ๆ ที่เคยคุยราวครึ่งร้อยก็เหลือน้อยลง ไม่ถึงสิบคน และเหลือเพียงก้อยคนเดียวในที่สุด เธอเป็นคนคุยสนุกและมักอดทนกับประโยคคำตอบสั้น ๆ ที่เขาพิมพ์ไป แน่นอนเขามักย้ำกับเธอว่าเป็นเพราะเขาพูดไม่เก่ง ก้อยกลอยใจ: พี่นภทานข้าวรึยังค่ะ คนเหงาคนหนึ่ง: ทานแล้ว ก้อยกลอยใจ: วันนี้ออกไปไหนรึเปล่าคะ อย่าลืมพกร่มนะ เขาว่าฝนจะตก คนเหงาคนหนึ่ง: ไม่ไป ..... สิบนาทีผ่านไป ..... ก้อยกลอยใจ: อ้าว เงียบซะงั้น แหม พี่นภตอบสั้นจัง คนเหงาคนหนึ่ง: ขอโทษครับ พี่พูดไม่เก่ง ไม่รู้จะพิมพ์อะไร ก้อยกลอยใจ: จ้า ไม่เป็นไร เดี๋ยวก้อยคุยเอง คราวนี้ห้ามไม่หยุดฉุดไม่อยู่นะจะบอกให้ 555 คนเหงาคนหนึ่ง: ครับ นภดลติดต่อกับเด็กสาวอย่างสม่ำเสมอผ่านทางโปรแกรมที่เรียกว่า Msn และแลกภาพกันบ่อยครั้ง เขารู้ว่าเธอเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในกรุงเทพฯ ตลอดเวลาที่ผ่านมาก้อยเป็นกำลังใจให้เขาเสมอ ทำให้ชายหนุ่มรู้ว่าตัวเองมีค่า มีคนคอยห่วงใยและให้กำลังใจ เธอเป็นเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขาช่วยเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไป ในครั้งหนึ่งทั้งคู่ได้แลกเบอร์โทรศัพท์กัน เขาตัดสินใจอยู่สามวันกว่าจะโทรหาเธอ นภดลยิ้มให้กับวันเวลานั้น เสียงเธอเพราะจริง ๆ เขายอมรับกับตัวเองอย่างจริงใจว่าหลงรักเด็กสาวคนนี้เข้าแล้ว การสนทนาทางโทรศัพท์ไม่แตกต่างจากการสื่อสารผ่านทางแป้นพิมพ์นัก เพราะชายหนุ่มยังคงพูดน้อยเช่นเดิม ความไว้เนื้อเชื่อใจเริ่มก่อตัวขึ้นทีละนิด นภดลคิดหนักอีกครั้งเมื่อต้องการพบหน้าเธอ เขาไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง แต่ในที่สุดโอกาสก็มาถึง ช่วงปิดเทอมในเดือนตุลาคมที่งานสัปดาห์หนังสือเขาได้นัดหมายกับเธอ โดยใช้ข้ออ้างที่ว่าไม่มีเพื่อนเดินดูหนังสือด้วย ก้อยกลอยใจ: เจอกันเหรอ? คนเหงาคนหนึ่ง: ครับ ก้อยกลอยใจ:พี่นภคือคนในรูปจริง ๆ เหรอคะ คนเหงาคนหนึ่ง: ครับ ก้อยกลอยใจ: โอ๊ยจริงอ่ะ ก้อยคิดว่าพี่หลอกซะอีก แอบหล่อนะเนี่ย .....ห้านาทีผ่านไป.... ก้อยกลอยใจ: อ้าว หายอีกแล้ว ชมแค่นี้ลอยไปติดบนเพดานเลยเหรอคะ คนเหงาคนหนึ่ง: เปล่าครับ ก้อยก็น่ารักนะ ก้อยกลอยใจ: ของมันแน่อยู่แล้ว..อิอิ... เจอกันจริงอ่ะ คนเหงาคนหนึ่ง: ครับตรงเซ่เว่น สิบโมงครึ่งนะ ก้อยกลอยใจ: ค่ะ แล้วเจอกันนะ เอ...ก้อยใส่เสื้อสีอะไรดีนะ พี่นภชอบสีอะไรเอ่ย? ในวันนั้นเธอปล่อยให้เขารอ รอตั้งแต่เช้าจนกระทั่งถึงตอนเย็นเขาพยายามโทรหาเธอ แต่เด็กสาวไม่ได้รับ จากความโกรธและหงุดหงิดกลายเป็นความห่วงใยหรือเป็นเพราะน้ำที่กำลังจะท่วมทำให้เธอมาไม่ได้กันนะ... นภดลรออยู่จนใกล้ปิดงาน เขากลับมาถึงที่พักด้วยหัวใจที่ห่อเหี่ยว ชายหนุ่มส่งข้อความถึงเธอมากมาย แต่ก้อยก็ไม่ได้ตอบกลับมา คืนนั้นเขาโทรหาเธออีกหลายสิบครั้ง ฝากข้อความเสียงไว้หลายสิบข้อความ บางครั้งก็ใส่อารมณ์ไปบ้างและเมื่อคิดขึ้นได้ข้อความถัดมาคือคำขอโทษ ผ่านไปสองอาทิตย์ก้อยก็เข้ามาทักเขาใน Msn อีกครั้ง นภดลดีใจยิ้มกว้างแต่เขาจะให้อภัยเธอง่าย ๆ อย่างนี้หรือ...ชายหนุ่มชักลังเลแต่ก็ตัดสินใจตอบกลับไป...ลองฟังเหตุผลดูก่อนไม่เสียหาย ก้อยกลอยใจ: พี่นภทำไมไม่ไปตามนัดล่ะ คนเหงาคนหนึ่ง: ไปสิ ก้อยต่างหากที่ไม่ไป ก้อยกลอยใจ: ก้อยไปนะ ไปรอตั้งนาน ก้อยโทรหาพี่ พี่ก็ปิดโทรศัพท์ มันยังไงกันแน่ค่ะ ไม่เห็นต้องแกล้งกันเลย คนเหงาคนหนึ่ง: จริงเหรอ อย่ามาหลอกว่าไปนะ ก้อยกลอยใจ: ไม่ได้หลอก จะหลอกทำไมอ่ะ คนเหงาคนหนึ่ง: พี่ส่งข้อความไปไม่ได้รับเลยเหรอ ก้อยกลอยใจ: ไม่อ่ะ .....สิบนาทีผ่านไป.... ก้อยกลอยใจ: ช่างเถอะ ไม่คุยเรื่องนี้แล้ว คนเหงาคนหนึ่ง: พี่ขอโทษนะ ก้อยกลอยใจ: อืม ๆ หลังจากวันนั้นทุกอย่างดูจะเปลี่ยนไป ก้อยพูดคุยน้อยลงและไม่ค่อยรับโทรศัพท์ เขาส่งข้อความถึงเธอมากขึ้นทั้งทางโทรศัพท์และอีเมลล์ แต่น้อยครั้งที่จะได้รับการตอบกลับมา นภดลเริ่มสืบทุกอย่างเกี่ยวหับเด็กสาวโดยใช้อีเมลล์ของเธอ เขาพบว่าเธอเล่นเฟรสบุ๊ค มีชายหนุ่มมากมายเข้ามาทักทาย ถึงส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเพื่อนจากโรงเรียนและการพูดคุยตอบโต้จะเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วม แต่นภดลก็เกิดเจ็บแปลบขึ้นในใจ เมื่อเห็นข้อความตอบกลับของก้อยกับหนุ่มน้อยเหล่านั้น หนึ่งในเด็กหนุ่มกลุ่มนั้น นภดลเพ่งมองไปที่เพื่อนคนหนึ่งของเธอ กาย...มันชื่อ กาย เขาพึมพำ ชื่อเด็กหนุ่มเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาสไตล์เกาหลี นภดลพยายามหาที่อยู่ของคนทั้งสองแต่ไม่พบ มีเพืยงชื่อโรงเรียนเท่านั้น แต่จะเอาไปทำไมในเมื่อตอนนี้โรงเรียนปิดภาคเรียน ชายหนุ่มเก็บซ่อนความโกรธไว้ภายในใจ ก้อยกลอยใจ: พี่นภวันนี้เป็นไงบ้างคะ ทานข้าวรึยังเอ่ย? คนเหงาคนหนึ่ง: อืม ก้อยกลอยใจ: อารมณ์ไม่ดีเหรอคะ งั้นก้อยไม่ชวนคุยก็ได้นะ คนเหงาคนหนึ่ง: ทำไม? คุยกับคนอื่นเหรอ ก้อยกลอยใจ: เปล่านี่คะ เช้า ๆ แบบนี้ไม่ค่อยมีคนออนหรอก คนเหงาคนหนึ่ง: อ้อ เลยคุยกับพี่ ก้อยกลอยใจ: อะไรเนี่ยคนเขาคุยดี ๆ มาเหวี่ยงใส่ โกรธแล้ว คนเหงาคนหนึ่ง: ขอโทษนะ ก็พี่หวง ...ความเงียบเกิดขึ้นอีกครั้งเหมือนเดิม แต่น่าอึดอัดกว่าทุกครั้ง..... ก้อยกลอยใจ: พี่นภ...ไม่ต้องส่งข้อความมาบ่อย ๆ ก็ได้นะ คนเหงาคนหนึ่ง: ทำไม? ก้อยกลอยใจ: ก็...เดี๋ยวเปลื้อง… นภดลถอนหายใจพักหลัง ๆ เขามักใส่อารมณ์กับประโยคธรรมดาแบบนั้นเสมอ จนบางครั้งเขานึกอยากจะต่อยคอมพิวเตอร์เข้าสักเปรี้ยง วันหนึ่งก็เกิดเรื่องเข้าจนได้ เมื่อเขาโทรไปหาเธอในตอนเช้าวันอาทิตย์เขาอยากจะแก้ตัวอีกสักครั้ง...ใกล้ปีใหม่แล้วหากชวนไปดูไฟในยามค่ำคืนคงโรแมนติกดีเหมือนกัน ชายหนุ่มวาดฝันว่าจะขอเธอเป็นแฟนในวันนั้น แต่ปลายสายกับเป็นเสียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง นภดลพยายามข่มน้ำเสียงให้สงบถามกลับไปดี ๆ ว่าคนรับสายเป็นใคร เมื่อทราบว่าชื่อ กาย นภดลแทบคลั่ง...ทำไมไอ้เด็กนั่นถึงรับโทรศัพท์ก้อย...เขาไม่พูดอะไรอีก จู่ ๆ ก็ตัดสายทิ้งไป และเปลี่ยนเป็นส่งข้อความแทน ส่งมันเข้าไปจนกว่าจะได้รับการตอบกลับมา ส่งมันไปทุกทาง กระทั่งเฟรสบุ๊ค เขาก็เข้าไปพรรณนาถึงความรักที่มีต่อเธอ แล้ววันนั้นก็มาถึงวันที่ทำให้ความรักของเขาและเธอต้องจบลง เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้น เบอร์โทรศัพท์ที่แสดงทางหน้าจอทำเอาหัวใจของเขาเต้นไม่เป็นจังหวะ ก้อย...ก้อยโทรมาหาเขา “ครับ ก้อย...พี่คิดถึ...” “พอแล้ว! อย่าโทรมาอีก อย่ามายุ่งกับก้อยอีก” เธอตัดสายแล้วหายไปจากชีวิตเขา ไม่มีการบอกถึงเหตุผล ไม่มีคำอธิบายอื่นใด ทิ้งไว้เพียงปริศนาให้ชายหนุ่มขบคิด...นี่เขาทำอะไรผิดอย่างนั้นหรือ... ชายหนุ่มเฝ้าติดตามเด็กสาวทุกทาง ส่งข้อความผ่านเฟรสบุ๊คถามเพื่อน ๆ ของเธอ นภดลยอมรับว่าเขาบ้าคลั่งถึงขนาดส่งข้อความไปขู่เด็กหนุ่มที่ชื่อ กาย แต่มันก็แค่คำขู่และความคิดชั่วแล่น ที่สำคัญที่สุดเขาทำไปเพราะรักก้อย รักอย่างจริงใจแม้จะเป็นเพียงแค่ชั่วระยะเวลาสั้น ๆ นภดลในตอนนี้ไร้นิ้วมือไปบนหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างคนกำลังฝัน ‘พี่รักก้อยนะ’ เขาเอ่ยเบา ๆ พร้อมรอยยิ้ม ชายหนุ่มป้อนรหัสเข้าสู่โลกอินเตอร์เน็ทและติดตามเธออีกครั้ง จากนั้นก็ส่งข้อความไปยังมือถือของเธออีกนับไม่ถ้วน “อย่าทิ้งพี่ไป พี่รักก้อย” นั่นคือข้อความที่เขามักลงท้ายไว้เสมอ เขาจะไม่ยอมให้อุปสรรค์ใด ๆ มาขวางกั้นระหว่างเขาและเธอเด็ดขาด 24 ธันวาคม พ.ศ. 2554 “ยายก้อยเป็นยังไงบ้างครับพี่” เสียงชายวัยกลางคนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแสดงความเป็นห่วง “พึ่งหลับ เมื่อกี้ก็อาละวาทยกใหญ่” เสียงของหญิงที่สูงวัยกว่าสั่นเครือ “พี่จะทำยังไงดีตาวิทย์ พี่มีลูกคนเดียวนะ พ่อเขากลับมาเห็นลูกเป็นแบบนี้จะว่าไง” หญิงคนนั้นยกมือขึ้นปิดหน้าขณะทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ “พี่ตุ๊กใจเย็น ๆ ผมกำลังสืบอยู่ว่ามันเป็นใคร ตอนนี้มีรูปแล้วคงหาตัวไม่ยาก” วิทยาปลอบพี่สาวแล้วมองไปยังเด็กสาวหน้าตาซีดเสียวในชุดสีฟ้าของโรงพยาบาล “เดี๋ยวผมขอไปดูเพื่อนยายก้อยหน่อย ถ้าพอพูดจาได้จะได้สอบถามซะเลย” วิทยาเดินออกมาจากห้องของหลานสาวก้าวเข้าสู่ห้องถัดไป บนเตียงมีร่างเด็กหนุ่มไม่ได้สตินอนอยู่พร้อมเครื่องช่วยหายใจ สัญญาณชีพจรปกติ ดูท่าไม่สามารถให้การอะไรได้ในตอนนี้ วิทยาค่อย ๆ ถอยหลังออกมาจากห้องช้า ๆ เพื่อไม่ให้รบกวนญาติที่เฝ้าไข้ วิทยานั่งอยู่ในห้องทำงานจ้องมองภาพถ่ายที่ตนอุ้มหลานสาวตัวน้อยโดยมีฉากทะเลเป็นพื้นหลัง ก้อยเปรียบเหมือนลูกสาวของเขาหลังจากที่เขาสูญเสียภรรยาแลลูกไปในอุบัติเหตุรถยนต์ โชคดีที่พี่สาวยกหลานคนนี้ให้เป็นลูกบุญธรรม เขาจึงอยู่อย่างมีความหวังที่จะได้เลี้ยงดูเธอจนเติบโตและประสบความสำเร็จในชีวิต... แต่แล้วมันกลับเกิดเหตุนี้ขึ้น หรือเพราะเขาเองที่ผิด...ผิดที่ซื้อโน้สบุ๊คให้หลานเป็นของขวัญปีใหม่เมื่อปีที่แล้ว วิทยาถอนหายใจยาว เอื้อมมือไปหยิบแฟ้มขึ้นมาทบทวนข้อมูล...ไม่ว่ามันจะเป็นใคร มันจะต้องชดใช้ที่ทำให้หลานสาวที่น่ารักของเขาตกอยู่ในสภาพน่าเวทนาเช่นนี้ วิทยาก้มลงดูรูปและอ่านเอกสารอย่างตั้งใจอีกครั้ง เด็กหนุ่มที่ชื่อเล่นว่า กาย ประสบอุบัติเหตุหลังจากมาเยี่ยมอาการป่วยของยายก้อยในวันอาทิตย์ พยานให้การว่าเห็นเด็กหนุ่มกำลังจะข้ามถนน พอดีกับก้มมองโทรศัพท์ซึ่งมันไม่น่ามีอะไรเพราะเป็นไฟแดงให้คนข้าม แต่จู่ ๆ มันก็เกิดเปลี่ยนเป็นไฟเขียวขึ้นมาอย่างกระทันหัน รถทางตรงวิ่งมาด้วยความเร็วชนเข้ากับร่างของเด็กหนุ่มอย่างจังจนลอยไปกระแทกกับกำแพงอีกฝั่งถนน เจ้าของรถให้การว่าเข้าไม่ทันเห็น แต่นายตำรวจหนุ่มก็จับได้ว่าคนขับรถกำลังใช้โทรศัพท์พูดคุยอยู่ในขณะนั้น “มันบอกว่ามันเล่นชู้กับเมียผม มันเล่าทุกอย่างเลยว่าตอนนี้ท่าไหนยังไง แถมทำเสียงสะใจ ผมก็โมโหเลย...เลยจะพุ่งกลับบ้าน” ชายเจ้าของรถให้การเสียงสั่น แต่ปรากฎว่านั่นไม่เป็นความจริงเพราะภรรยาของเขาปฏิบัติธรรมอยู่ที่สระบุรีมีพยายานเรื่องนั้นหลายคน วิทยาถอนหายใจ หาตัวหมอนั่นให้พบก็จบ เจ้าของเบอร์เบอร์เดียวกับที่ทำให้หลานสาวเขาต้องคลั่ง ทุก ๆ วัน นฤมล หรือ ก้อยจะได้รับข้อความมากมายจากชายลึกลับที่เข้ามาตีสนิท และดูเหมือนจะไม่ใช่แค่โทรศัทพ์ ข้อความหลั่งไหลมาจากทุกที คอมพิวเตอร์ แฟ็กของที่บ้าน และโทรศัพท์ของคนใกล้ตัว ทำให้เด็กสาวหวาดกลัวอย่างหนักจนไม่เป็นอันทำอะไร เอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ครั้งร้ายแรงที่สุดเห็นจะเป็นเมื่อสองวันก่อน จากคำบอกเล่าของพี่สาวที่ว่า ก้อยทำลายเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ร้องตะโกนให้บางสิ่งบางอย่างหยุดสักที วิทยาพยายามทำความเข้าใจ พยายามหาเหตุผล แต่...ก็จนปัญญา นางนภาวิ่งรี่เข้ามาในบ้านเมื่อได้ยินเสียงร้องกรีดร้องอย่างทุกข์ทรมานของลูกสาว นางถึงกับทิ้งตะกร้าไว้บนแท็กซี่ไม่สนใจสิ่งใดนอกจากเลือดเนื้อในอก ภาพที่เห็นทำให้นางตกตะลึง บ้านเหมือนมีพายุใหญ่พัดผ่านทุกอย่างระเนระนาด เครื่องใช้ไฟฟ้าถูกทุบทำลาย ลูกสาวมีเลือดออกจากการที่ถูกเศษแก้วบาด นางนภาวิ่งตรงไปหาลูกสาวและกอดไว้แน่น ๆ “ก้อยเป็นอะไรลูก...ไหนบอกแม่เป็นอะไร ใครมันทำอะไรหนู” นางถามปากคอสั่นมองไปรอบรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง “แม่ พี่นภ...พี่นภเขาตามหนูไปทุกที่เลย หนูดึงปลั๊กออกแล้ว ทำไม ทำไมพี่เขายังตามมาอีก” ก้อยเนื้อตัวสั่นเทาในอ้อมกอดของมารดา “ก้อยฟังแม่นะลูก ไม่มีคนชื่อนั้นหรอก ไม่มีใครรู้จักบ้านเรา ใจเย็น ๆ นะลูก เดี๋ยวแม่ให้น้าวิทย์จัดการมันเอง น้าวิทย์ต้องจัดการได้ น้าวิทย์เป็นตำรวจเก่งจะตาย” มารดาของเธอกอดลูกสาวไว้แน่นพยายามปลอบใจทั้งที่ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ นางประคองลูกลุกขึ้นพยุงออกไปเบื้องนอก โชคดีที่คนขับแท๊กซี่ยังอยู่ “คุณมีอะไรเหรอ ขโมยขึ้นบ้านรึเปล่า ผมโทรแจ้งตำรวจให้เอาไหม” ชายสูงวัยชะโงกหน้าถาม “ค่ะ ๆ ช่วยหน่อย ช่วยพาไปโรงพักที” นางเอ่ยอย่างรวดเร็ว ชายชราถือวิสาสะเปิดประตูเข้ามาช่วยพยุงเด็กสาวขึ้นรถ นภาเห็นลูกขึ้นรถเรียบร้อยก็วิ่งกลับเข้าไปที่บ้านเพื่อปิดบ้านก่อนไป แต่แล้วก็ถึงกับผวาเมื่อโทรทัศน์ส่งเสียงซ่าขึ้น ทั้งที่ปลั๊กนั้นตกอยู่ข้าง ๆ หูนางไม่ได้ฟาดแน่นอนเพราะนอกจากเสียงแล้วยังมีภาพปรากฎขึ้นบนหน้าจอที่แตกร้าวนั้น “ก้อย...ก้อยอยู่รึเปล่า...พี่รักก้อยนะ” ชายหนุ่มสวมแว่นเอ่ยขึ้นขณะเพ่งมองมายังนาง เช้าวันนั้นอากาศค่อนข้างเย็น วิทยาเข้ามาที่โรงพยาบาลตั้งแต่เช้าด้วยท่าทางรีบเร่ง ในมือถือซองเอกสารสีน้ำตาลไว้มั่น “พี่ตุ๊ก...ได้เรื่องแล้วนะ...” วิทยาเอ่ยขณะยื่นซองให้พี่สาว นภารับซองมาแกะ รูปถ่ายใบหนึ่งแนบอยู่ด้านหน้าสุด นภาเอ่ยออกมาด้วยความยินดี “ใช่ๆ มันนี่ล่ะ ที่ก่อกวนยายก้อย นี่มันคงไปแอบติดอะไรต่ออะไรที่บ้านพี่แน่ ๆ พี่เคยเห็นมันนะ วิทย์จับมันได้ใช่รึเปล่า” “คือว่า...” “อะไรวิทย์” “คนในรูปน่ะ ชื่อ นาย นภดล เปรื่องคุณ เบอร์ที่ใช้ตรงกัน” “ก็ใช่น่ะสิพี่บอกแล้วไงว่าเคยเห็นมัน งั้นก็ไปจับมันได้น่ะสิ หรือถ้าไม่จับ วิทย์จะทำยังไงก็ได้ให้มันเลิกยุ่งกับยัยก้อย” “มันจะมายุ่งได้ยังไงล่ะพี่ นายนภดลตายไปปีกว่าแล้ว ผูกคอตายในห้องพักที่มหาวิทยาลัย” “อะ...อะไรนะ” คนฟังลมแทบจับ คนในโทรทัศน์ที่นางเห็นคือคนที่ตายไปแล้วอย่างนั้นหรือ ภายในห้องพักฟื้น จู่ ๆ ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เด็กสาวผวาตื่นจ้องมองไปยังต้นเสียง “ขอโทษนะคะ พี่รอโทรศัพท์สำคัญอยู่” พยาบาลสาวสวยขอโทษขอโพยแล้วรีบเดินตรงไปทีประตูพร้อมกดรับ ก้อยมองตามน้ำตาเอ่อขึ้นมาคลอหน่วย มือกำผ้าปูที่นอนแน่น ก่อนลุกขึ้นนั่งยื่นมือออกไปข้างหน้า เมื่อพยาบาลสาวเดินเข้ามาด้วยสีหน้างง ๆ พยาบาลค่อนข้างแปลกใจ แต่ก็ยื่นโทรศัพท์ให้ “ว่าไงคะพี่นภ...ก้อย...ก้อยก็รักพี่นะ แต่...ก้อย...แล้วแม่ก้อยล่ะ...อย่าทำแบบนั้นนะ อย่าทำแม่ก้อยนะ...ก้อยยอมแล้ว...แล้วจะให้ทำยังไง....ค่ะ...ค่ะ...” เด็กสาววางโทรศัพท์แล้วล้มตัวลงนอนร้องไห้ พยาบาลรับโทรศัพท์คือ พยายามสอบถามว่าเป็นอะไร แต่เด็กสาวเอาแต่ร้องไห้ เธอจึงเลี่ยงออกมาเพื่อบอกมารดาของเด็ก เด็กสาวทุบหมอนหลายครั้งด้วยความเจ็บช้ำ ถ้อยคำของชายที่ไม่เคยพบก้องอยู่ในสมอง ‘ก้อยพี่ขาดก้อยไม่ได้นะ มาอยู่กับพี่เถอะ เราจะอยู่ด้วยกันพี่สัญญาว่าจะไม่ทำให้แม่ก้อยต้องเป็นห่วงก้อยอีก มาสิ...มาอยู่กับพี่’ เมื่อทั้งแม่และน้ากลับเข้ามาก็ไม่พบเด็กสาวแล้ว เธอหายไปจากเตียง พยาบาลเองก็ตกใจรีบค้นหาภายในห้อง “ตาวิทย์ ยายก้อยไปไหน แกไปไหนแล้ว” “พี่ใจเย็น ๆ นะ หาดูในห้องให้ทั่วก่อน บางที...” ทันใดนั้นเขาก็เห็นเงาหนึ่งผ่านทางหน้าต่างล่วงลงสู้พื้นด้านล่าง สายลมเบื้องนอกพัดหวีดหวิว เสียงร้องไห้ครวญครางผสมปน มีเพียงหนึ่งที่ยังยิ้มได้ในตอนนี้ นภดลยิ้มอย่างมีความสุขเขารูปบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเขาหายไปแล้ว เขาตัดเธอออกจากใจ ชายหนุ่มแหงนหน้ามองพัดลม เห็นแสงสีขาวเป็นวงเล็ก ๆ ที่ใจกลางแกนนั้น ลมพัดเอื่อย ๆ แต่เขาไม่หนาวอีกต่อไป กลับรู้สึกอุ่นอย่างประหลาด ปิดเทอมอันแสนยาวนานน่าเบื่อผ่านพ้นไปแล้ว นักเรียนต้องกลับมาหน้าดำค่ำเคร่งกับกรอ่านหนังสือและตารางที่แน่นเอียดอีกครั้งเพราะพิษน้ำท่วม แม้มันไม่ได้น่าเบื่อนักเพราะได้เจอเพื่อนฝูง แต่มันก็ทรมานสิ้นดีกับการบ้านท่วมหัวท่วมหูที่เหล่าอาจารย์กระหน่ำสั่งราวกับเป็นการแก้แค้นที่วัยเด็กเคยถูกใช้ให้ทำมาก่อน “ตั้น ไงวะไหนจะไปเกาหลีตอนปีใหม่ อย่าลืมเอาสาว ๆ เกาหลีมาฝากสักคนนะโว๊ย” เด็กหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยขึ้นเบื้องหลังคนที่สูงกว่า “พ่อข้าไป ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ไปอยู่เป็นเพื่อนกันหน่อยซิวะ” คนที่ถูกกระโดดกอดคอตอบเสียงแห้งเพราะคอยังถูกวงแขนของเพื่อนรัด “ฟาย...ไม่ว่างโว๊ย ปีใหม่ต้องอยู่กะแฟน” เพื่อนจอมแสบคลายวงแขนออกแล้วยักคิ้วยียวนจนอีกฝ่ายง้างขาทำท่าจะเตะ มีแฟนก็คงดีเหมือนกันท่าทางมันมีความสุข ตั้นคิดขณะมองเพื่อนรักวิ่งไปหาสาวน้อยผูกโบว์ขาวหน้าตาจิ้มลิ้ม เด็กหนุ่มกลับถึงบ้านในตอนค่ำ แม่บ้านที่คอยอยู่ดูแลกุลีกุจรออกมาช่วยรับประเป๋า วันนี้บ้านเงียบเชียบพ่อแม่ของเขาต้องออกไปงานเลี้ยงสังสรรค์ส่งท้ายปีเก่าตอนรับปีใหม่กับพนักงานที่บริษัท ที่บ้านจึงมีเพียงเขากับแม่บ้านเท่านั้น ตั้นไม่มีกระจิตกระใจอ่านหนังสือ เขาเปิดเข้าเว็บไซท์ชื่อดัง เข้าไปอ่านนิยายและฝากคอมเม้นให้นิยายหลายเรื่องที่เขาแอดเป็นแฟนประจำ เข้าเหลือบมองไปมุมขวาที่บังเอิญเม้าส์เลื่อนไปชี้...หาเพื่อน MSN...ตั้นมองยิ้ม ๆ นึกสนุกจึงฝากเมลไว้ สามคำเกี่ยวกับตัวเองเหรอ...หล่อ ,หล่อมาก,หล่อมากมาย...ง่ายจะตาย เสียงโปรแกรมเอ็มเอสเอนทำงานมีคนแอดมา เขาไม่ได้กดรับ ยังคงค้างหน้าจอไว้อย่างนั้น รอไปอีกหนึ่งชั่วโมงไม่มีใครแอดมาสงสัยจะหมั่นไส้ข้อความของเขา เด็กหนุ่มจึงกดรับเพื่อนใหม่เพียงหนึ่งเดียวคนนั้น ///นฤมล///สาวน้อยขี้เหงา: ดีค๊ ทังค้าวยาง นายตั้นสุดหล่อ: อะไร เป็นมนุษย์ต่างดาวเหรอ พิมพ์ไทยไม่ถูกไม่ต้องคุยกันนะ ผมขี้เกียจแปล ///นฤมล///สาวน้อยขี้เหงา: แหม...แค่นี้ก็ต้องดุด้วย ก็นึกว่าจะชอบคุยแบบนั้นนี่นา นายตั้นสุดหล่อ: ไม่อ่ะ ชอบคุยธรรมดาครับ ///นฤมล///สาวน้อยขี้เหงา: อืม ๆ เราชื่อ ก้อยนะ เธอชื่ออะไรเหรอ นายตั้นสุดหล่อ: ชื่อ ตั้น ///นฤมล///สาวน้อยขี้เหงา: เธอหล่อเหรอ นายตั้นสุดหล่อ: ใช่ ///นฤมล///สาวน้อยขี้เหงา: เราชอบคนหล่อนะ นายตั้นสุดหล่อ: เธอก็ดูดีนี่ มีลักยิ้มด้วย แล้วนั่นรูปเธอจริงรึเปล่า ///นฤมล///สาวน้อยขี้เหงา: จริงสิ ยังไงก็ขอบใจที่ชม อิอิ เธอชอบคนดูดีรึเปล่า นายตั้นสุดหล่อ: ชอบดิ ///นฤมล///สาวน้อยขี้เหงา: งั้นเราเป็นแฟนกันเอามั้ย นายตั้นสุดหล่อ: ง่ายไปรึเปล่า ///นฤมล///สาวน้อยขี้เหงา: ชอบยาก ๆ เหรอ นายตั้นสุดหล่อ: ไม่เชิง...ก็ได้เป็นแฟนกัน ///นฤมล///สาวน้อยขี้เหงา: ดี ๆ เดี๋ยวเรามานับถอยหลังปีใหม่ไปด้วยกันนะ แต่สัญญาแล้วนะว่าจะเป็นแฟนเราอ่ะ นายตั้นสุดหล่อ: อืม คำไหนคำนั้น สาบานให้ฟ้าผ่าเลย 555 ///นฤมล///สาวน้อยขี้เหงา: คุณได้สิทธิ์นั้นเดียวนี้ อิอิ
Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone และ Android Phoneเตรียมพบกับ Dek-D Writer App เวอร์ชั่น iPad / Android Tablet เร็วๆนี้ ฟรี!
|
ขออนุญาติแนะนำตัวก่อนนะครับ พอดีทั่นมิว(จาก SSS)ขอให้มาช่วยดูและเมนต์ให้คุณน้องให้ด้วย
เนื่องจากเขียนงานแนวเดียวกัน
(แต่จริงๆ แล้วของผมน่าจะจัดในแนวเรื่องเร้นลับ
ส่วนของคุณน้องจัดอยู่ในเรื่องสยองขวัญแน่ๆ ครับเพราะอ่านแล้วสยองได้สุดยอดมากๆ)
ผมชื่อปัฐ หรือปัฐพี หรือจะเรียกดินก็ได้ครับ และผมไม่ได้มาให้คะแนนนะครับ ขออภัยถ้ามารบกวน
ก่อนอื่นขอบอกว่าเรื่องสนุก โคลงเรื่องก็ดีมากเลยครับ วาง Plot ไว้ได้แข็งแรงดีมากๆ
ไม่แปลกใจกับคะแนน 4ใน5 ของผู้ให้คะแนนเลย เหมือนอ่านนิยายสยองของญี่ปุ่นเลยทีเดียว
เป็นเทคนิกการวนเรื่องจากตัวละครสู่ตัวละครให้ตอนต้นกับตอนท้ายหมุนกันไปต่อเนื่องได้อย่างไม่รู้จบ
เป็นการวางโคลงเรื่องที่ชาญฉลาดเหลือหลายจริงๆ ครับ
ในขณะที่คนไม่เคยอ่านแนวนี้จะลุ้นระทึกและสนเท่ห์ไปกับเรื่องที่จะเกิด
ขณะเดียวกันคนที่เคยอ่านแนวนี้มาจะตามเรื่องไดัทันและสนุกกับการคาดเดา
การบรรยายเองก็นับได้ว่าดีกว่าผมเสียอีก
การเว้นวรรคและการใช้ เครื่องหมายช่วยในการแบ่ง ชนิดของประโยคและบทสนทนาก็ทำได้เป็นอย่างดี
ส่วนที่ผิดก็พอมีบ้างแต่ก็ไม่มาก ยังไงก็ระวังการแปลงภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยไว้ด้วยก็น่าจะดีนะครับ
เช่น Facebook เห็นเขียนเป็นเฟรสบุ๊ค น่าจะใช้ เฟสบุ๊ค ดีกว่าไหมครับ โน๊สบุ๊ค เป็น โน้ตบุ๊ค ก็น่าจะดีนะครับ
คำผิดส่วนที่ผมเจอ นภดลเริ่มสืบทุกอย่างเกี่ยวหับเด็กสาว
มีเพืองชื่อโรงเรียนเท่านั้น
ก็.. เดี๋ยวเปลื้อง
นภดลตอนนี้ไร้นิ้วมือ.. (ถ้าไร้นิ้วมือนี่ค่อนข้างสยองนะครับ(ฮา)) ไล้
เขาจะไม่ยอมให้อุปสรรค์ใดๆ
อาละวาด
หลังจากที่เขาสูญเสียภรรยาแลลูก..
มีพยายานเรื่องนั้นหลายคน
ตรวจละเอียดเกินไปหรือเปล่าครับเนี่ย ต้องขออภัยนะครับ แ่ต่ถ้าเราได้คนช่วยตรวจหลายๆ คนมันก็ดีนะครับ
งานเราจะได้ผิดพลาดน้อยลง อย่ารังเกียจเลยนะครับ ( ไม่แตะส่วนที่เป็นการแชทนะครับ)
จุดสำคัญที่ผมอยากชมรองลงมาจากโคลงเรื่องก็คือการนำเอาความจริงที่น่าสนใจของสังคม
เช่นนิสัยของการเล่นแชทมาเล่าได้อย่างสนุกสนานน่าสนใจ และคนที่เล่นจะเข้าใจว่านั่นคือความจริง
ตรงนี้ทำได้ดีมากๆ เลยครับ
สุดท้ายนี้ ก็ขอบอกว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผมเท่านั้น นำมาเป็นมาตรฐานใดๆ ไม่ได้
ได้แต่หวังว่าคงมีประโยชน์ต่อคุณบ้างแม้สักเพียงน้อยก็จะดีใจมากแล้วครับ ^ ^
PS. ไอ้ปัฐเองคับ