สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

ศึกรักสิบทิศ

ตอนที่ 16 : ศึกรักที่ ๑๖


     อัพเดท 19 ต.ค. 57
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/ซึ้งกินใจ
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : ละเวงวัณฬา ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ละเวงวัณฬา Email : ladyinnovels(แอท)windowslive.com
My.iD: http://my.dek-d.com/lady-in-vintage
< Review/Vote > Rating : 96% [ 5 mem(s) ]
This month views : 12 Overall : 107,065
769 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 614 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
ศึกรักสิบทิศ ตอนที่ 16 : ศึกรักที่ ๑๖ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 607 , โพส : 2 , Rating : 60 / 12 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


ศึกรักที่ ๑๖

 

        การขับรถกลับเข้ากรุงเทพฯ ด้วยระยะทางสี่ร้อยกว่ากิโลเมตร ทั้งที่เพิ่งจะกลับไปถึงเพียงข้ามวันไม่ใช่เรื่องสนุกแต่ต้องทำ สิบทิศกลับมานั่งหน้าเครียดอยู่บ้านที่กรุงเทพฯ ตรงหน้ามีอรัญญาและจารุริน สองแม่ลูกที่เพิ่งสร้างปัญหาใหม่ให้เขานิ่งเฉยอยู่ไม่ได้ ปัญหาคราวนี้เกิดจากอรัญญาโดยตรง สาวสามสิบหกที่ความคิดความอ่านใดๆ แทบจะไม่ต่างไปจากลูกสาววัยสิบหกย่างสิบเจ็ด ที่มีมากกว่าคือความกร้านกร้าวที่มีต่อโลก

        สิบทิศได้แต่คิด และรู้ว่าไม่ควรพูดหากไม่อยากปวดหัวหนักกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้

        จารุรินโทรไปร้องห่มร้องไห้ตามเขากลับ หลังจากรู้ว่าแม่กำลังจะแต่งงานใหม่ ไม่ใช่แค่หลานสาวที่ประหลาดใจกับเรื่องนี้ สิบทิศเองก็รู้สึกมึนๆ เมื่อได้ยิน   แม้พอจะรู้ว่าอรัญญามีคู่ควงอื่นที่ไม่ใช่ภัทรมาตลอด แต่ไม่คิดมาก่อนว่าจะจริงจังถึงขนาดเริ่มต้นชีวิตคู่ใหม่กับใครเป็นเรื่องเป็นราว โดยเฉพาะเมื่ออรัญญาทำท่าหวงก้างภัทรมาตลอด

        ช่วงเช้าที่ข่าวเรื่องภัทรและอรัญญาหลุดออกไปและสื่อเริ่มขุดคุ้ยความสัมพันธ์ จารุรินโทรหาน้าชายด้วยความดีใจ คิดแบบเด็กๆ ว่าพ่อกับแม่จะได้เปิดตัวเสียทีหลังจากหลบซ่อนความสัมพันธ์มานาน แต่กลายเป็นว่าอรัญญาไม่พอใจอย่างมาก และโทษว่าเพราะกันทิมาเป็นต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งหมด

        “พี่แจงจะโทษกิ่งเขาได้ยังไง ในเมื่อเรื่องของพี่กับภัทรมันเกิดขึ้นมาตั้งแต่สิบกว่าปีก่อน ปิดบังกันมาถึงขนาดนี้ แล้วนี่อะไรครับ ผมนึกว่าพี่ยังมีใจให้นายภัทรมันอยู่ถึงได้ไม่จัดการเลิกรากันให้เป็นเรื่องเป็นราว อยู่กันค้างๆ คาๆ มาจนยายจ้อยมันเริ่มสับสน แล้วจู่ๆ ก็บอกจะแต่งงานใหม่กับใครก็ไม่รู้”

        “คุณวินกับพี่คบกันมาได้หลายเดือนแล้ว เขาช่วยเหลือเรื่องร้านของพี่ คอยเทคแคร์พี่ตลอด ทำไมเหรอเจ้า คนอย่างพี่นี่มันจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ไม่ได้เลยหรือไง”

        อรัญญาไม่ยอมรับว่าปัญหาทั้งหมดนั้นมันสั่งสมมานานแล้ว และความลับก็ไม่มีในโลก สิบเจ็ดปีนับว่านานจนแทบไม่น่าเชื่อว่าทั้งพี่สาวและพี่เขยสามารถลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคมได้โดยไม่รู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นผิด โดยเฉพาะกับ             จารุริน

        “ได้ ผมอวยพรด้วยซ้ำถ้าพี่แจงคิดดีแล้วจริงๆ ไม่ใช่รักฉาบฉวย ที่ว่าคบกันหลายเดือนแล้ว แต่พี่ไม่เคยพาแฟนมาแนะนำให้ลูกรู้จัก ผมเองก็ไม่เคยรู้เลยว่ากำลังจะมีพี่เขยคนใหม่ นายภัทรล่ะรู้เรื่องนี้หรือเปล่า ในเมื่อผ่านมาพี่ก็ยังตามราวีไม่ให้พ่อยายจ้อยมีคนอื่น ทำแบบนี้เรียกว่าเห็นแก่ตัวนะครับ”

        สิบทิศอดไม่ได้ที่จะต่อว่าออกไปตรงๆ แล้วก็เป็นอย่างที่คิด อรัญญาแผดเสียงลั่น จนจารุรินที่นั่งอยู่ข้างๆ ยังขยับตัวหนีเมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของคนเป็นแม่

        “เจ้าหลงผู้หญิงคนนั้นจนพูดแบบนี้กับพี่ ข่าวมันหลุดออกไปก็เพราะฝีมือแฟนเธอนั่นแหละ เป็นสิบปีไม่เคยมีใครจับได้เรื่องพี่กับภัทร พอแม่นี่รู้เรื่องเข้ามีเหรอจะไม่ขายข่าวนี้”

        “สรุปว่าพี่แจงเดือดร้อนเรื่องอะไร ในเมื่อคิดจะแต่งงานใหม่อยู่แล้ว          ผมเห็นคนอื่นไม่มีใครเขาปัญหาเยอะเหมือนพี่กับนายภัทร” ชายหนุ่มถามเสียงเรียบ ท้ายที่สุดอรัญญาจึงยอมบอกสาเหตุที่ทำให้หัวฟัดหัวเหวี่ยง

        “ทางพ่อแม่คุณวินเขาไม่ค่อยชอบใจ นี่เขายังไม่รู้นะว่ายายจ้อยเป็นลูกภัทร แค่สงสัย เจ้าต้องไปบอกคนของตัวเองให้จัดการยังไงก็ได้ อย่าให้มีข่าวพี่ออกมาอีก”

        เหตุผลของอรัญญาชวนให้คนฟังหงุดหงิดใจ หากไม่ติดหลานสาวที่ตอนนี้ขยับมานั่งตาแดงๆ อยู่ด้านข้าง สิบทิศอยากจะลุกออกไปแล้วปล่อยให้ลูกพี่ลูกน้องที่โตแต่ตัวจัดการแก้ไขปัญหาชีวิตเอาเอง

        “มันจะอะไรกันนักหนา คนก็รู้ว่าพี่แจงมีลูกโตเป็นสาวแล้ว แค่รู้เพิ่มว่าเป็นลูกนายภัทรมันจะแปลกอะไร”

        “ได้ยังไง ก็พี่เคยปฏิเสธไปครั้งหนึ่งตั้งแต่ตอนยายจ้อยสองขวบแล้วไม่เคยมีใครสงสัยอีก ขืนบอกความจริงไปตอนนี้แล้วมีคนจำได้ขึ้นมาก็แย่น่ะสิ”

        อรัญญาตอบเสียงอ่อย ชายหนุ่มเหลือบมองจารุรินที่นั่งก้มหน้านิ่งแล้วก็เวทนา เอื้อมมือไปลูบหลังหลานสาวเบาๆ เป็นการปลอบโยน

        “แล้วนายภัทรว่ายังไง จนป่านนี้ก็ยังไม่คิดจะเปิดเผยให้สังคมรับรู้เหรอว่าแอบมีลูกสาวซุกเอาไว้จนโตขนาดนี้แล้ว คิดว่าจะเป็นพระเอกไปจนถึงอายุเท่าไหร่”

        “จะไปรู้เขาเหรอ” อรัญญาตอบอย่างขอไปที นอกจากคอยตามหวงก้างภัทรแล้ว เจ้าตัวก็ไม่เคยใส่ใจเรื่องอื่นๆ ของดาราหนุ่ม ใครต่อใครเคยบอกให้เลิกรากันอย่างเป็นทางการก็ไม่ยอม เพิ่งจะมาตัดสินใจเอาตอนนี้เพราะต้องการจะไปเริ่มต้นใหม่กับผู้ชายคนใหม่

        “แล้วผมจะถามกิ่งให้ว่าเรื่องมันเป็นยังไง แต่พี่แจงก็ควรจะยอมรับความจริงซะบ้าง ว่าถ้าเรื่องไม่จริงคนเขาก็ไม่มีทางเอาไปพูดกันได้หรอก ส่วนเรื่องที่พี่จะแต่งงานมันก็ไม่แปลกหรอก แต่ว่างๆ ก็น่าจะให้ยายจ้อยได้ทำความรู้จักกับว่าที่พ่อเลี้ยงซะบ้าง”

        “ไม่เอา แม่จะแต่งงานกับคนอื่นทำไม จ้อยไม่เอานะ” จารุรินปฏิเสธเสียงหลง ก้มหน้าหลบตาผู้เป็นแม่ทันทีที่อรัญญาถลึงตาใส่

        “อย่างอแงเป็นเด็กๆ ได้ไหมจ้อย เรียนจบจนจะเข้ามหาวิทยาลัยอยู่แล้ว”

        “พี่แจงอย่าว่าลูกแบบนั้นเลย ไปข้างนอกกับน้าไหมจ้อย หาอะไรข้างทางกินสักหน่อยจะได้กลับมาพัก ขับรถมาเหนื่อยจะแย่ เราก็เหมือนกันอย่าไปห้ามแม่เขาเลย ถ้าแม่เขาไม่เป็นแบบนี้จ้อยคงไม่ได้เกิดมาเป็นหลานน้าหรอก”

        สิบทิศลุกขึ้นพลางแตะแขนหลานสาวชวนให้ลุกไปพร้อมกัน ทิ้งอรัญญายืนนิ่งอยู่ลำพังในห้องนั่งเล่น เขารู้ตัวว่าที่พูดไปนั้นออกจะแรงสักนิดสำหรับผู้ชายคนหนึ่งพูดกับผู้หญิง ทว่าจะไม่พูดก็ไม่ได้ ที่น่าอ่อนใจคือต่อให้พูดแรงกว่านี้สักสิบสักร้อยเท่า สิ่งที่จะเกิดกับอรัญญาก็คือการตอบโต้ในลักษณะของความโกรธ ความน้อยใจ เสียใจ ไม่พอใจ แต่กลับไม่เคยมีสักครั้งที่ลูกพี่ลูกน้องคนนี้จะคิดได้ ว่าเพราะเหตุใดเขาต้องพูดต้องว่าทั้งที่มีศักดิ์เป็นน้อง

 

        “จ้อยหยิบมือถือในกระเป๋าเสื้อแจกเกตให้น้าหน่อย อยู่ที่เบาะหลัง” สิบทิศวานหลานสาว ที่ชักสีหน้าทันทีทันใด แต่ก็หยิบโทรศัพท์ที่สิบทิศลืมทิ้งไว้ในกระเป๋าเสื้อแจ็กเกตที่วางอยู่เบาะหลังส่งให้อย่างไม่เต็มใจนัก

        “จะโทรหาแฟนเหรอน้าเจ้า”

        “รู้มากจังนะเรา โว๊ะ แบตหมดอีก” ชายหนุ่มพบว่าหน้าจอดับสนิท และคงต้องรอกลับไปชาร์จแบตเตอรี่ที่บ้าน นั่นทำให้จารุรินยิ้มกริ่ม ดีใจอย่างไม่คิดจะปิดบัง

        “สมน้ำหน้า ดีแล้วไม่ต้องคุยกันหรอก”

        สิบทิศเห็นว่าหลานเจอเรื่องเครียดมามากพอแล้ววันนี้จึงไม่อยากเอาความกดดันไปใส่เพิ่ม ยอมปล่อยเลยตามเลยไปก่อน “ร้านข้างหน้าก็แล้วกันนะจ้อย รถคันนั้นออกพอดี”

        จารุรินไม่งอแงเรื่องมากเหมือนอย่างที่เคยเป็น ผ่านเรื่องเครียดมาทั้งวันก็คงมีหมดพลังกันบ้าง สิบทิศบังคับรถเข้าไปจอดริมทางแทนคันก่อนหน้าที่เพิ่งขับออกไป สองน้าหลานพากันลงจากรถเดินไปยังร้านบะหมี่รถเข็นริมทาง ได้ที่นั่งแล้วก็สั่งอาหารที่ต้องการพร้อมกับดักคอหลาน

        “บะหมี่น้ำพิเศษครับ เราจะกินอะไรจ้อย มาถึงที่แล้วคงไม่บอกจะลดความอ้วนนะ ผอมยังกับจิ้งเหลนแล้ว”

        “กินก็ได้ เอาบะหมี่เกี๊ยวแห้ง ไม่เอาผักนะ ผงชูรสก็ไม่ใส่นะ”

        “ผักไม่กินแล้วลดความอ้วนได้ไง แล้วจ้อยทำไมไม่พูดกับคนขายเขาให้ดีๆ กว่านี้หน่อย เราเป็นเด็กอายุเท่าไหร่” สิบทิศอดไม่ได้ที่จะเตือนหลังจากคนขายเดินพ้นไป จารุรินตวัดสายตามองไปทางคนขายที่กำลังลวกบะหมี่ให้ลูกค้าตามสั่ง ท่าทางหยิ่งยโสเกินวัยแบบนั้นทำให้ชายหนุ่มอยากจะเขกหัวสักที

        “แค่คนขายของเองน้าเจ้า ไม่เห็นต้องสนใจเลย”

        “คนเหมือนกับเราหรือเปล่าล่ะ ถ้าไม่ได้เกิดมาเป็นลูกหลานบ้านนี้ จ้อยจะได้มานั่งสบายๆ รอให้คนเอาของกินมาเสิร์ฟอย่างนี้หรือเปล่า”

        “ค่ะ เอาไว้คราวหน้านะน้าเจ้า อย่าเพิ่งว่าอะไรจ้อยเลย เซ็งจะแย่แล้ว”

        “อย่าเพิ่งคิดอะไรมาก พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน เดี๋ยวกินอิ่มแล้วกลับไปก็นอนพักผ่อนซะ จะได้ไม่แก่เร็ว”          

        “ไม่ต้องขู่เลย แหม จ้อยเพิ่งจะสิบหกเองนะ” เด็กสาวหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเกี๊ยวในชามที่คนขายเพิ่งเอามาเสิร์ฟใส่ปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยทั้งที่บ่นอยู่แทบทุกวันเรื่องกลัวอ้วน การที่หนุ่มวัยสามสิบกลางๆ อย่างสิบทิศต้องมานั่งคุยกับเด็กสาววัยหัวเลี้ยวหัวต่อไม่ใช่เรื่องสนุก แต่ก็เลี่ยงไม่ได้เพราะอีกฝ่ายเป็นหลานที่เขาค่อนข้างห่วงใย

        “เห็นมีครีมทั้งพอกทั้งทาเป็นสิบกระปุก ถ้าไม่กลัวจะใช้ทำไม”

        “จ้อยไม่ได้ทากันแก่สักหน่อย” จารุรินเถียง กินไปได้สามสี่คำก็วางตะเกียบทั้งที่ของในชามยังเหลือเกินครึ่ง อีกสักพักชายหนุ่มก็กินอิ่ม เรียกคนขายมาเก็บเงิน

        “ไม่กินต่อแล้วใช่ไหม จะได้กลับ”

        “จะรีบกลับไปโทรหาแฟนล่ะสิ” จารุรินทำเสียงกระเง้ากระงอดขึ้นมาอีกรอบ พอสิบทิศทำไม่ใส่ใจ ก็เริ่มตีรวนด้วยการกระแทกตัวกับเบาะเมื่อขึ้นไปนั่งบนรถ ชายหนุ่มต้องหันมาดุเบาๆ

        “เรื่องของผู้ใหญ่น่า”

        “แล้วเรื่องของผู้ใหญ่มันเกี่ยวกับเด็กไหมล่ะ น้าเจ้าจะมีแฟน แม่ก็จะแต่งงานใหม่ พ่อก็มีข่าวกับคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย ทุกคนทิ้งจ้อยไปหมด” อารมรณ์วัยรุ่นแปรปรวนคาดเดาไม่ได้ เสียงอ่อยๆ ของหลานทำให้คนเป็นน้าใจอ่อน แต่ก็ใช่จะต้องยอมทำตามความต้องการของอีกฝ่ายไปหมดทุกอย่าง

        “น้าเห็นใจเรานะ แต่อยากบอกจ้อยว่าคนที่มีปัญหาครอบครัวไม่มีสิทธิ์หรือข้ออ้างทำตัวแย่หรือเรียกร้องความสนใจมากไปกว่าคนอื่น ดูตัวอย่างแม่เราสิทั้งที่เป็นกำพร้าตอนอายุพอๆ กับน้า แล้วทำไมน้าไม่เหมือนแม่เรา” ชายหนุ่มหมายถึงเรื่องที่ตัวเองและอรัญญาสูญเสียแม่ไปในเวลาไล่เลี่ยกัน ไม่นานก่อนหน้านี้ผู้เป็นบิดาของทั้งสองก็ค่อยๆ จากไปตามกาลเวลา การสูญเสียเสาหลักของครอบครัวทำให้สิบทิศกลายเป็นคนรับผิดชอบธุรกิจต่างๆ เต็มตัว ส่วนอรัญญากลับยิ่งแย่ลง เพราะไม่มีใครคอบควบคุมจ้ำจี้จำไช

        “ก็น้าเจ้าเป็นผู้ชาย ต้องเข้มแข็งกว่า” สิบทิศลอบยิ้มเมื่อจารุรินเถียงโดยไม่หันมามองหน้า นั่นแสดงว่าหลานสาวเริ่มลังเลและกล่อมได้ง่ายกว่าหันมาเถียงแบบประจันหน้ากัน ชายหนุ่มสตาร์ตรถ เอื้อมมือไปแตะไหล่ของหลานสาวเบาๆ

        “คนเราเกิดมาเพศไหนต้องมีความรับผิดชอบและจิตสำนึกด้วยกันทั้งนั้น”

        “น้าเจ้าว่าแม่ไม่มีเหรอ”

        “เราเป็นลูก คิดว่ายังไงล่ะ อย่าโกหกตัวเองนะ” สิบทิศรู้ว่าคำตอบนั้นตัวเองไม่ควรเป็นฝ่ายพูดแม้จะรู้อยู่เต็มอก เขาต้องการให้จารุรินคิดได้เอง และยอมรับความเป็นจริงที่ต้องพบเจออยู่ทุกวันให้ได้ และดูเหมือนว่าหลานจอมดื้อเองก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เพียงแต่ยังคอยวิ่งหนีความจริงอยู่ไม่หยุด เหมือนกับคราวนี้ที่พอถูกไล่ให้จนแต้ม ก็ทำเฉไฉไปเรื่องอื่นตามเคย

        “ไม่ต้องมีแฟนได้ไหมน้าเจ้า”

        “น้าสามสิบสามแล้วนะ จนแม่เราจะแต่งงานอีกรอบแล้ว จะให้รอถึงอายุเท่าไหร่ดีล่ะ” ชายหนุ่มลองหยั่งเชิงหลานสาวอีกครั้ง คราวนี้จารุรินหันขวับมาหา พูดเสียงรัว

        “อยู่ไปจนแก่ไม่ต้องแต่งหรอก จ้อยดูแลได้ นะน้าเจ้า”

        “จะเรียนต่ออะไรยังคิดไม่ได้เลย จะไปดูแลใครได้ ทำไมไม่ไปห้ามแม่เราล่ะว่าไม่ต้องแต่งงาน”

        ไม่ว่าจารุรินจะมาไม้ไหน คนเป็นน้าก็สามารถย้อนกลับไปได้ทุกครั้ง ประสบการณ์ชีวิตที่มากกว่าทำให้หลานไม่สามารถหาเหตุผลมาโต้แย้งคัดค้าน            จบลงด้วยการกลับไปทำหน้างอใช้อารมณ์เหมือนอย่างที่เคย

        “น้าเจ้าอ่ะ แล้วใครบอกว่าจ้อยจะยอมให้แม่แต่งงานใหม่ง่ายๆ ฝันไปเถอะ”

        “เอาเข้าจริงๆ ไม่เคยเห็นเราทำอะไรพี่แจงได้สักที”

        “จ้อยไม่อยากให้แม่โกรธ แต่เรื่องนี้จ้อยไม่ยอมหรอก จริงๆ นะ” ตอนแรกจารุรินก็ทำคอตกเสียงอ่อย แต่ท้ายๆ ประโยคก็ทำท่าฮึดฮัดขึ้นมาอีก สิบทิศรู้ดีว่าแม้จะดื้อรั้นแต่จารุรินกลับรักแม่และพ่อมาก มากเสียจนไม่น่าเชื่อว่าเด็กที่โตมากับคนเลี้ยงบ้าง น้าชายบ้าง ตอนเด็กๆ ยังมีตายายช่วยดูแลบ้าง จะมีความผูกพันและรักพ่อแม่ที่แทบจะไม่เคยดูแลเอาใจใส่ตัวเองเลยได้ถึงขนาดนี้ และความรักนั้นก็เป็นเรื่องที่สิบทิศไม่กล้าเข้าไปก้าวก่ายหรือห้ามปรามให้จารุรินเลิกรักได้

        “คุยกับแม่เขาดีๆ น้าไม่รู้หรอกนะว่าเรื่องมันเป็นยังไง แต่บางทีแม่เราเขาอาจจะเจอคนที่ใช่เข้าจริงๆ ถ้าผู้ชายคนนั้นทำให้พี่แจงมีความสุขได้อย่างที่ตามหามานานก็ปล่อยเขาไปเถอะ เราน่ะยังเด็กยังไม่รู้จักความรัก เพ้อถึงดาราไปวันๆ แต่อีกหน่อยคงเข้าใจเอง”

        “เชอะ จ้อยไม่สนใจหรอก ไม่มีแฟนก็ยังได้”

        “นั่นสิ น้าก็ว่าถ้ายังนิสัยแบบนี้ไม่เปลี่ยน คงได้ขึ้นคานสมใจ ไม่ก็ได้แฟนแบบพ่อเรา” สิบทิศพูดจริงบ้างพูดเล่นบ้าง แทรกๆ ไปกับการสั่งสอนเท่าที่จะทำได้

        “น้าเจ้า...พอเลย พอๆๆ”

        จารุรินร้องอย่างขัดใจ นอกจากจะไม่โอ๋แล้วสิบทิศยังหัวเราะซ้ำเข้าให้อีกเมื่อหันไปเห็นหน้าบูดของหลานสาวที่ไม่แน่ใจว่าเคืองเพราะถูกปรามาสว่าจะขึ้นคาน หรือเพราะเขาไปพูดพาดพิงพ่อสุดที่รักกันแน่ ถึงบ้านพอดีน้าหลานจึงไม่ได้เถียงกันต่อ จารุรินเปิดประตูโดดลงจากรถ เดินตัวปลิวเข้าบ้านไปด้วยท่าทางแง่งอน ปล่อยให้น้าชายมองตามหลังด้วยความระอาใจ ก่อนหยิบโทรศัพท์มือถือที่แบตเตอรี่หมดติดมือกลับขึ้นห้องนอนของตัวเองบ้าง เกือบๆ ห้าทุ่มคงไม่ดึกเกินไปนักที่จะโทรหากันทิมา หลังจากคลาดการติดต่อกันตลอดวัน ทั้งที่หล่อนเป็นคนที่เขาอยากจะคุยด้วยที่สุด

 

        ข้อความแจ้งเตือนจากระบบว่ากันทิมาโทรหาเขาสามครั้งตอนที่เครื่องแบตเตอรี่หมด สิบทิศก็ยิ้มได้ อาจจะไม่มากมาย แต่สำหรับคนที่วางมาด ไม่เคยยอมเป็นฝ่ายโทรหาเขาถ้าไม่จำเป็น แค่นี้ถือว่าน่าพอใจแล้ว เมื่อโทรกลับไป หล่อนรับสายตั้งแต่สัญญาณเรียกดังยังไม่ถึงห้าวินาที

        “แบตโทรศัทพ์ผมหมด เพิ่งชาร์จได้ไม่กี่เปอร์เซ็น เปิดเครื่องมาเกือบไม่เชื่อว่ากิ่งโทรหาผมตั้งสามหน”

        “คิดว่าฝันอยู่หรือไงกันล่ะ งานยุ่งเหรอคะ กิ่งโทรกวนหรือเปล่า” ถึงไม่เห็นหน้าแต่สิบทิศฟังออกจากน้ำเสียงว่ากันทิมากำลังเขิน ชายหนุ่มยิ้มกว้างอย่างพอใจ ที่เหนื่อยๆ มาทั้งวันพอได้เจอความชื่นใจเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

        “เรื่องอื่นยุ่งกว่างานครับกิ่ง”

        “เรื่องเดิมล่ะสิท่า” เรื่องยุ่งของเขากับของหล่อนเป็นเรื่องเดียวกัน มีหรือกันทิมาจะไม่รู้ ได้จังหวะสิบทิศก็รีบถาม

        “พรุ่งนี้ว่างไหม ค่ำๆ ผมจะไปรับ”

        “คุณเจ้าจะมาเหรอ ขับรถเหนื่อยแย่เลย” หญิงสาวไม่ตอบในทันที                แต่แสดงความห่วงใยให้รู้ผ่านคำพูด สิบทิศหัวเราะ นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้บอกกันทิมา

        “ไม่เหนื่อยไปกว่านี้แล้ว ตอนนี้ผมอยู่กรุงเทพฯ”

        “ทั้งที่เพิ่งกลับไปเนี่ยนะ แล้วงานทางโน้นล่ะคะ”

        “จัดการคร่าวๆ ไปบ้างแล้ว  ที่เหลือก็สั่งคนอื่นช่วยดูแลแทนไปก่อน            เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ผมโทรหาอีกรอบนะ อยากคุยด้วยนานๆ แต่กลัวกิ่งจะเหนื่อย                กิ่งอารมณ์ดีขึ้นแล้วใช่ไหม”

        “ดีแล้วค่ะ ขอโทษนะที่อารมณ์เสียพาลใส่เมื่อเช้า คุณเจ้านั่นแหละเหนื่อยแน่ ขับรถไปกลับติดกันขนาดนี้ ขนาดกิ่งเคยมีรถให้ขับไปทำงานยังไม่ใช้เลย ทั้งเหนื่อยทั้งขี้เกียจ ไปพักเถอะค่ะ แล้วพรุ่งนี้เจอกัน”

        “คิดถึงนะ กิ่งคิดถึงผมไหม” แม้จะอยากคุยต่อแต่สิบทิศต้องยอมรับว่าร่างกายเขาล้าและเครียดจากหลายๆ เรื่อง ถึงอย่างนั้นก่อนวางสาย ชายหนุ่มก็ลองถามหยอดกันทิมาอย่างไม่คาดหวังคำตอบนัก เพราะรู้ดีว่าหล่อนเป็นพวกปากแข็ง แล้วก็เป็นตามที่คาด

        “ถามแบบนี้จะไม่ได้นอนนะคุณเจ้า”

        “ไม่เห็นจะยาก แค่ยอมบอกกันเร็วๆ อย่างอแง” แม้จะรู้ว่าคาดคั้นไปก็คงยากจะได้รับคำตอบ แต่สิบทิศก็อยากลอง เสียงเขินๆ ของกันทิมาฟังแล้วชื่นใจใช่เล่น แต่หล่อนทำให้เขาประหลาดใจกว่านั้น

        “คิดถึงค่ะ วางสายได้แล้วใช่ไหมทีนี้”

        “ได้แล้วครับ” สิบทิศรู้สึกเหมือนฝันไป ปกติเขาต้องถามและล่อหลอกไม่ต่ำกว่าห้ารอบกว่ากันทิมาจะยอมพูดอะไรแบบนี้สักครั้ง

        “กิ่งคิดถึงคุณเจ้าจริงๆ ไม่ได้แกล้งพูดหรอกนะ”

        กันทิมาเป็นฝ่ายย้ำเองอีกรอบแล้วชิงวางสาย แค่นั้นคนฟังก็ยิ้มเหมือนจะเป็นบ้า เอาโทรศัพท์ไปชาร์จแบตไว้เหมือนเดิม ก่อนคว้าผ้าเช็ดตัวเดินผิวปากเข้าห้องน้ำไปเพื่อชำระล้างร่างกายแล้วพักผ่อนเพื่อตื่นมาหาทางสะสางปัญหาที่รออยู่ในวันพรุ่ง

 

        สิบทิศพยายามจะช่วยแก้ปัญหาที่ความจริงแล้วเขาไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวก็ได้ แต่บรรดาเจ้าของปัญหาตัวจริงทั้งหลายใช่จะยอมให้ความร่วมมืออย่างที่ควร ตอนที่ชายหนุ่มตื่นและอาบน้ำแต่งตัวลงมาด้านล่างก็สายมากแล้ว แต่บ้านยังคงเงียบสงัดยังไม่มีสมาชิกคนไหนตื่น ทั้งอรัญญาและจารุริน

        “คุณเจ้าตื่นเช้าจัง มาเมื่อคืนเหรอคะ นี่ป้ายังไม่ได้เตรียมอาหารเช้าเลย” แม่บ้านที่จ้างแบบไปเช้าเย็นกลับ กำลังง่วนอยู่กับการหอบตะกร้าผ้าไปซักร้องถามเมื่อเดินผ่านห้องนั่งเล่นแล้วเห็นเขา

        “ไม่เป็นไรครับ ผมจัดการกาแฟกับขนมปังในตู้เย็นไปแล้ว นี่ป้าซักผ้าให้แม่หรือลูกอยู่ล่ะ”

        “ของหนูจ้อยค่ะ ของคุณแจงป้าจัดการไปเมื่อวานซืนนี้แล้ว”

        “ยายจ้อยให้คนอื่นซักแม้แต่อันเดอร์แวร์พวกนี้เลยหรือไง ป้าต้อยทำไมไม่แยกให้แกจัดการเอง” ชายหนุ่มมองตะกร้าผ้าที่ตอนนี้แม่บ้านวางลงบนพื้น               ที่สะดุดตาคือเสื้อผ้าชิ้นเล็กๆ ที่วางอยู่ด้านบน มาลัยมองตามแล้วหัวเราะ

        “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ป้าแค่เอาใส่ถุงผ้าโยนเข้าเครื่อง”

        “แต่นี่มันไม่ไหว นับวันพี่แจงจะเลี้ยงลูกให้ผมทึ่งได้ตลอดเลย ไม่สอนกันบ้างหรือไงว่าของพวกนี้มันต้องทำเอง”

        “จะให้สอนยังไงล่ะคุณเจ้า ของคุณแจงป้าก็จัดการให้เหมือนกัน”

        “เวร” สิบทิศต้องถอนใจหลังจากมาลัยบอกต่อ สบถออกมาอย่างลืมตัว “โทษทีป้า ถ้าเป็นแบบนั้นผมก็แสดงความยินดีกับป้าด้วย เหนื่อยหน่อยนะ”

        “ป้าไม่ถือ ดีซะอีกเพราะคุณแจงเธอจ้างเป็นรายชิ้น ทำแล้วได้เงินป้าก็ทำหมดนั่นแหละ จะถือสาให้ได้อะไรขึ้นมา”

        กลายเป็นว่าคนบ้านนี้เข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย มีเพียงสิบทิศที่แปลกแยก พี่สาวและหลานสาวถือว่ามีเงินไม่คิดจะทำอะไรเองแม้กระทั่งเรื่องง่ายๆ และควรทำอย่างซักชุดชั้นใน ส่วนป้าแม่บ้านก็อยากได้เงินค่าจ้างมากๆ ซึ่งจะไปโทษก็คงไม่ได้ สำหรับตัวเขาไม่ได้ขี้เหนียวกับเงินเพียงไม่กี่บาทที่จะต้องเสียเป็นค่าใช้จ่ายพวกนี้ เพียงแต่บางเรื่องมันน่าจะเป็นส่วนตัวมากกว่านี้ ชายหนุ่มนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ไปเรื่อยๆ ฆ่าเวลาในห้องนั่งเล่น เกือบจะถอดใจไม่รอเหล่าคุณนายตื่นสายทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นเล็ก อรัญญาก็เดินงัวเงียลงมาจากชั้นบน

        “เพิ่งตื่นเหรอพี่แจง กี่โมงถึงจะได้เข้าร้านครับนี่”

        “เช้ามาก็บ่นเชียวนะ พี่จ้างคนดูแลก็ให้เขาทำกันไปสิ แวะเข้าไปดูตอนเย็นๆ ก็พอแล้ว ทีเธอเองยังเทียวไปเทียวมาทางโน้นกับกรุงเทพฯ ได้ตั้งแต่มาติดใจยายนักข่าวนั่น ป้าลัยขอน้ำส้มให้แจงด้วยนะคะ”

        อรัญญาหน้ามุ่ย เดินมาทิ้งตัวตุ้บลงที่เก้าอี้ในห้อง ปากหาวหวอดๆ สิบทิศมองเห็นอนาคตธุรกิจในมือลูกพี่ลูกน้องลางๆ ว่าคงไม่ต่างกับสภาพเจ้าของสักเท่าไหร่

        “งานผมไม่เหมือนร้านที่พี่แจงทำอยู่ แล้วที่มาคราวนี้ไม่ใช่เพราะมีใครโทรไปโวยวายให้ฟังหรือไง” สิบทิศย้อนเพื่อให้อีกฝ่ายไม่ลืมว่าเพราะเหตุใดเขาถึงต้องเทียวไปเทียวมาในคราวนี้ อรัญญารับน้ำส้มคั้นจากมาลัยมาจิบ ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

        “แล้วยังไง ตกลงเธอจะจัดการให้พี่ไหมล่ะ เรียกตัวยายนั่นมารับผิดชอบ”

        “ผมนัดกิ่งเอาไว้เย็นนี้ แต่ที่จะให้รับผิดชอบอะไรนั่นคงต้องคุยกันก่อน ว่าเรื่องมันเป็นมายังไง กิ่งบอกว่าไม่เกี่ยวกับเขา

        “แล้วเจ้าก็เชื่อ เฮอะ” อรัญญาแค่นเสียง มองราวกับน้องชายอย่างเขาเป็นคนอ่อนเดียงสาหลอกง่ายเสียเต็มประดา เสียงเดินตึงตังจากชั้นบนเรียกทั้งคู่ให้หันไปมอง จารุรินเพิ่งตื่นและเดินลงมาด้านล่างในสภาพที่ไม่ต่างจากแม่ตัวเอง ถึงอย่างนั้นอรัญญาก็ยังกล้าถามลูกสาว

        “เพิ่งตื่นเหรอยายจ้อย”

        “หิวอ่ะ ไม่มีอะไรกินเลยเหรอ” จารุรินไม่ตอบคำถามเดินมานั่งจุ้ม              ปุ๊กอยู่ข้างๆ น้าชาย กวาดสายตามองหาของกินบนโต๊ะ พอเห็นความว่างเปล่าก็ล้มตัวลงนอนบนโซฟาทำท่าฮึดฮัดขัดใจ สิบทิศทำเป็นไม่สน หันไปคุยกับอรัญญาเรื่องที่พูดค้างไว้ให้จบ

        “เอาเป็นว่าเย็นนี้พี่แจงกลับมาเจอกันที่บ้านก็แล้วกัน ผมจะโทรบอกล่วงหน้าสักสองชั่วโมง ต้องถามกิ่งก่อนว่าเขาว่างตอนไหน ติดงานหรือเปล่า               อ้อ แล้วนายภัทรด้วย พ่อดาราคิวทองจะมีเวลาว่างมาคุยกันให้รู้เรื่องไหม”

        “จะไปรู้เขาเหรอ”

        “ก็ถามให้หน่อยสิพี่แจง” สิบทิศพูดเสียงหนักแน่น ทำให้อรัญญาต้องรับปากทั้งที่ไม่เต็มใจสักเท่าไหร่

        “ก็ได้ แล้วจะโทรไปถามให้”

        “สักบ่ายๆ ผมโทรหาพี่อีกทีก็แล้วกัน ออกไปข้างนอกก่อน” ชายหนุ่มย้ำอีกครั้ง เตรียมจะลุกไปข้างนอก จารุรินที่ทำเหมือนหลับอยู่ข้างๆ เด้งตัวตามทันที

        “น้าเจ้าจะไปไหน จ้อยไปด้วย”

        สิบทิศหยุดมองหลานสาว เขากำลังจะไปหาเพื่อน นัดคุยกันเรื่องทั่วๆ ไป อาจจะมีเรื่องงานบ้างแต่ไม่ได้เคร่งเครียด พาหลานไปด้วยก็ไม่เป็นปัญหา ไคลน์กับออสการ์ก็เคยเจอจารุรินมาแล้วสองสามครั้ง ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งจึงพยักหน้าอนุญาต

        “เอาสิ แต่จะไปทั้งอย่างนี้น่ะเหรอ ให้เวลาสิบนาที อาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย ช้าไม่รอนะ”

        “สิบนาที น้าเจ้าจะบ้าเหรอ” เด็กสาวโวยทันที แต่ผู้เป็นน้ายืนยันเหมือนเดิม

        “ไม่บ้าหรอก จะเอ้อระเหยอะไรนักหนา เหลือเก้านาทีแล้ว แปด...”

        “บ้า น้าเจ้าบ้าๆ เอาไว้สั่งแฟนตัวเองเถอะแบบนี้” จารุรินกระทืบเท้าเร่าๆ แต่ก็วิ่งปรู๊ดขึ้นบันไดกลับขึ้นไปชั้นบน สิบทิศหันไปสบตาพี่สาว ไม่เห็นอีกฝ่ายมีท่าทางเดือดร้อนแม้แต่น้อยกับพฤติกรรมของลูก แค่น้าอย่างเขาก็พูดอะไรไม่ออก

        “พี่แจงอย่าลืมนัดพ่อยายจ้อยให้ด้วยล่ะ ผมขึ้นข้างบนก่อน เดี๋ยวยายจ้อยแต่งตัวเสร็จก่อนแล้วโวยวายเอา”

        “รู้แล้วน่ะ จะย้ำสักกี่รอบกันนะ” อรัญญาตอบรับส่งๆ จนสิบทิศไม่กล้าคาดหวังว่าจะได้ผลตามที่ต้องการ ได้แต่คิดว่าช่วยขนาดนี้แล้วถ้าไม่กระตือรือร้นกันเองก็จนปัญญาที่เขาจะช่วยต่อ

        อีกเกือบครึ่งชั่วโมงสองน้าหลานถึงได้ออกจากบ้าน เพราะแค่จารุรินอาบน้ำแต่งตัวก็เกินเวลาที่สิบทิศบอกไปเกือบเท่าตัว ถึงอย่างนั้นยังเดินหน้าง้ำลงมาข้างล่างพลางบ่นกระปอดกระแปด

        “น้าเจ้าจะรีบอะไรนักหนาก็ไม่รู้”

        “ให้สิบนาที ซัดไปเกือบครึ่งชั่วโมงยังบ่นอีกนะ ไหนว่าหิวข้าวไง”

        “ไปหาเพื่อนที่ไหน ไม่ได้ไปหายายนั่นใช่ไหม” จารุรินเพิ่งนึกขึ้นได้ตอนที่เขาพาขึ้นรถออกจากบ้านมาสักพักแล้ว สิบทิศหันไปส่งสายตาดุใส่แวบหนึ่ง

        “รายนั้นเดี๋ยวได้เจอกันแน่ ไม่ต้องห่วงหรอก แล้วพูดจาให้ดีๆ หน่อย เรียกผู้ใหญ่ว่ายายนั่นยายนี่ได้ไง”

        พอโดนดุจารุรินก็ต่อต้านด้วยการดื้อเงียบ ไม่พูดไม่ตอบ จนถึงร้านอาหารในศูนย์การค้าที่สิบทิศนัดเพื่อนเอาไว้ เด็กสาวถึงยอมปริปากพูดอีกครั้ง ด้วยการทักทายเพื่อนทั้งสองคนของเขา

        “ใครได้คุยกับแอนโธนีบ้างไหม ได้ยินว่ามันไปวุ่นวายอะไรกับเพื่อนของกิ่ง เขาตามหากันให้วุ่น” สิบทิศถามถึงเพื่อนอีกคน ออสการ์หันไปมองหน้ากับไคลน์แล้วพร้อมใจกันหัวเราะออกมา  

        “เออ ไม่รู้จะบอกยังไงเหมือนกัน รู้แค่มันหนีตามสาวไปแล้ว”

        “ยังไงวะ” นอกจากจะไม่ได้รับความกระจ่าง ยิ่งเพิ่มความสงสัยให้เกิดขึ้นกว่าเดิม ไคลน์เป็นคนเล่าต่อ ในขณะที่ออสการ์ยังไม่หยุดหัวเราะ

        “โทรคุยกันเมื่อวานนี้เอง ตามคุณไผ่ไปอยู่บ้านเขาด้วยหน้าด้านๆ เลย”

        “ไม่อยากจะเชื่อ”

        “ไวยิ่งกว่านายอีกว่ะเจ้า” ออสการ์ล้อ สิบทิศยิ้มรับ ย้อนถามเพื่อนทั้งสองคนที่ตอนนี้ยังดำรงสถานภาพโสดไม่มีแม้กระทั่งแฟน

        “แล้วพวกนายล่ะ ไม่คิดจะจริงจังกับใครดูบ้างเหรอ”

        “ถ้าเจอก็คิด นี่ยังไม่เจอ” ไคลน์ตอบสั้นๆ ตามนิสัย จารุรินที่นั่งแกร่วอยู่ท่ามกลางสามหนุ่มเริ่มหาวหวอด จนสิบทิศต้องบอก

        “จ้อยหิวไม่ใช่เหรอ จะกินอะไรก็สั่งเลยนะ”

        “รู้แล้วน้าเจ้า”

        “แล้วเราล่ะสาวน้อย มีแฟนหรือยัง” ออสการ์หันไปถามสาวน้อยที่กำลังสาละวนสั่งอาหารกับพนักงาน จู้จี้ไม่ใส่นั่น เพิ่มนี่ ยังไม่ทันได้ตอบ สิบทิศก็ชิงพูดขึ้นแทน

        “ถามอะไรแบบนั้นวะ”

        “หวงหลานซะด้วย อายุเท่านี้นายก็รู้ถ้าเป็นที่บ้านเราออกไปอยู่ด้วยกันเองแล้ว”  สองหนุ่มรวมทั้งพนักงานที่มารับรายการอาหารอมยิ้ม แต่สิบทิศจริงจัง

        “นั่นมันรับผิดชอบตัวเองได้ เด็กไทยกับเด็กที่นั่นไม่เหมือนกัน”

        “น้าเจ้าจะว่าจ้อยรับผิดชอบตัวเองไม่ได้เหรอไง” จารุรินที่ชักสีหน้าทันทีเมื่อถูกเปรียบเทียบกับคนอื่น สิบทิศท้าหลานสาวทันที

        “เลิกแบมือขอเงินจากแม่ จากน้าได้ไหมล่ะ”

        “เรื่องอะไรเล่า” เท่านั้นเองจารุรินที่ทำท่าจะไม่ยอมลงให้ง่ายๆ ก็หมดทางสู้ ออสการ์เห็นเด็กสาวท่าทางอารมณ์ไม่สู้ดีก็ช่วยไกล่เกลี่ย

        “ปีนี้จบไฮสคูลแล้วใช่ไหมจ้อย”

        “อีกเทอมเดียวค่ะ”

        “เรียนต่อคณะอะไรล่ะ เลือกหรือยัง”

        “เบื่อจัง มีแต่คนถามเรื่องนี้” พอถูกถามเรื่องนี้เด็กสาวก็ถอนใจ จากที่แค่ทำหน้าเหนื่อยๆ เปลี่ยนสีหน้าเป็นเซ็งสุดขีด ออสการ์หันมองหน้าเพื่อน สิบทิศยักไหล่ให้รู้ว่ายังไม่ใช้เวลาเหมาะที่จะเผาหลานสาวกันซึ่งๆ หน้า และดูเหมือนไคลน์จะเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดีจึงเป็นฝ่ายเปลี่ยนเรื่องอีกครั้ง

        “ฉันคิดว่าจะกลับอังกฤษแล้วเก็บตัวทำงานยาวเลยนะเที่ยวนี้”

        “นานน่ะ สักแค่ไหนคราวนี้ อย่าให้ถึงกับติดต่อไม่ได้เลยไคลน์ บางทีก็มีเรื่องด่วนต้องคุยต้องถามเหมือนกัน”

        สิบทิศเข้าใจเพื่อนแต่ก็อดไม่ได้ ไคลน์ค่อนข้างจะมีบุคลิกของศิลปินกว่าใครในกลุ่ม บทจะเก็บเนื้อเก็บตัวใช้ชีวิตสันโดษก็ชนิดที่ว่าไม่มีใครตามตัวพบกันนานเป็นเดือนหรืออาจจะถึงครึ่งปีด้วยซ้ำ เจ้าของนัยน์ตาสีอำพันพยักหน้ารับ

        “จะพยายามเปิดโทรศัพท์หรือเช็คเมล์อาทิตย์หรือสองอาทิตย์ครั้งก็แล้วกัน”

        “โอ้โห น้าไคลน์อยู่ได้ยังไง ทำได้จริงๆ เหรอแบบนั้น” จารุรินตาโต มองเพื่อนเขาเหมือนเป็นตัวประหลาด ซึ่งก็น่าจะเป็นอย่างนั้นเพราะคนถามติดโทรศัพท์อย่างกับเป็นอวัยวะที่สามสิบสามของร่างกาย

        “ใครเขาจะก้มลงอยู่กับหน้าจอมือถือตลอดเวลาเหมือนกับเรา”

        “คนอังกฤษขี้บ่นแบบนี้ไหมน้าไคลน์ เผื่อหนูจะไปเรียนต่อที่นั่น”               จารุรินประชดเขาด้วยการถามไคลน์ คราวนี้สิบทิศอดไม่ได้ ต้องยื่นมาไปเขกหัวหลานสาวเข้าให้หนึ่งที

        “น้อยๆ หน่อยคุณหลาน เมืองไทยยังไม่รอดเลย จะไปเรียนอังกฤษ”

        “ไม่ดีหรือไง น้าเจ้าจะได้ไม่มีก้างขวางคอคอยขัดขวางถ้าจะคบยายนักข่าว” พอสบช่องจารุรินก็ไม่วายแว้งกลับไปที่กันทิมา ทำเหมือนเป็นคู่แค้นกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ทำให้สิบทิศนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ยังไม่ได้โทรหาหญิงสาวเลยตั้งแต่เช้า พอดีกับที่พนักงานนำอาหารที่สั่งมาเสิร์ฟ ชายหนุ่มจึงได้โอกาส

        “เก่งนักกินข้าวไป คุยกับเพื่อนน้าไปก่อนนะ ฝากหลานด้วยเดี๋ยวมา คุยกันเป็นภาษาอังกฤษได้เลยนะ ดูซิจะรอดไหม”

        สิบทิศบอกแล้วหันไปสั่งเพื่อนทั้งสองคน ออสการ์กับไคลน์ยิ้มให้กันเหมือนได้ของเล่น พอหันไปหาจารุรินก็ร้องกรี๊ดเสียงหลง

        “ไม่ต้องเลยนะ จ้อยไม่คุย จ้อยจะกินข้าว”

 

        สิบทิศปล่อยหลานสาวให้อยู่กับเพื่อนๆ แล้วปลีกตัวออกมาเพื่อโทรศัพท์หากันทิมาเพราะเห็นว่าเป็นช่วงเที่ยงพอดี แต่ชายหนุ่มเหลือบไปเห็นคนที่ตัวเองกำลังจะโทรไปหากำลังเดินก้มหน้าก้มตาอยู่ภายในห้างเดียวกันพอดี เขาลดมือที่กำลังจะโทรศัพท์ลง เปลี่ยนเป็นเร่งฝีเท้าเดินตามหล่อนไปติดๆ

        “กิ่ง”

        “คุณเจ้า” หญิงสาวหันกลับมาเงยหน้ามองเขาด้วยท่าทางไม่คาดฝัน “มายังไงคะเนี่ย”

        “กิ่งต่างหากมาได้ยังไง เกงานอีกแล้วหรือไงวันนี้” สิบทิศมองหล่อนอย่างแปลกใจ กันทิมาอยู่ในชุดลำลอง เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นและรองเท้าแตะ                 ถึงบริษัทจะให้อิสระในการแต่งตัวขนาดไหน แต่ชุดนี้คงไม่ใช่ชุดทำงานเป็นแน่

        “เปล่าคะ กิ่งออกมาจ่ายค่าโทรศัพท์ ว่าจะหาอะไรกินด้วย คือว่า...”

        หญิงสาวยังไม่ทันบอกเขาเรื่องลาออกจากงาน สิบทิศก็คว้ามือให้เดินไปพร้อมกัน

        “ไคลน์กับออสการ์อยู่ในร้านโน้น ไปนั่งด้วยกันนะ ยายจ้อยก็มาด้วย”

        “คนหลังนี่สำคัญเลย” กันทิมาทำหน้ายุ่งทันทีที่ได้ยินว่ามีใครอยู่ในร้านที่เขากำลังพาเดินเข้าไป ได้ยินแบบนั้นสิบทิศก็รีบดักคอ

        “ถ้ายายจ้อยชวนทะเลาะ กิ่งก็อย่าไปทะเลาะกับแกเลยนะครับ”

        “จะพยายามอย่างสุดความสามารถเลยค่ะ”หล่อนพยักหน้ารับ ใจก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้น ใครจะไปอยากทะเลาะกับเด็กให้อายคนกันเล่า

        “ถ้ารู้ว่ากิ่งว่าง ผมคงนัดพี่แจงกับนายภัทรให้เจอตอนกลางวันเลย ไม่ต้องรอค่ำ”

        “กิ่งว่างทั้งวัน ว่างทุกวันตั้งแต่เมื่อวานแล้วค่ะ” หล่อนไม่ได้บอกเขาตรงๆ แต่สิบทิศหยุดเดิน ก้มลงถาม

        “กิ่งลาออกจากงานแล้ว”

        “ค่ะ อนุมัติทันใจไม่มีการคัดค้านสักคำ” กันทิมาหัวเราะฝืนๆ เมื่อเขาเดาถูก พูดเรื่องนี้ทีไรรู้สึกเสียวแปลบในหัวใจทุกที

        “ผมควรจะบอกกิ่งว่ายังไงดี ต้องให้ปลอบไหม”

        “ไม่ต้องปลอบหรอกค่ะ กิ่งไม่ใช่เด็กสามขวบนะ ทีแรกก็เฟลนิดๆ เลยเหวี่ยงใส่คุณเจ้าไปเมื่อวานนั่นแหละ แต่ตอนนี้ไม่แล้ว” กันทิมารีบปฏิเสธความหวังดี ยังไม่อยากได้รับการปลอบอกปลอบใจจากเขาในตอนนี้

        “แล้วที่พาลใส่เมื่อวานนั่นนิสัยผู้ใหญ่หรือไงฮึ”

        ชายหนุ่มย้อนถาม เหมือนตั้งใจล้อเลียนมากกว่าจะตำหนิทำให้กันทิมาไม่รู้สึกกดดันเท่าไหร่ พอเข้าไปในร้านที่เขาว่า จารุรินก็ต้อนรับด้วยการมองตาขุ่น ส่วนออสการ์และไคลน์ส่งยิ้มทักทายอย่างสนิทสนมเหมือนเคย

        “จ้อย” สิบทิศเรียกหลานสาวเป็นการเตือนเมื่อเห็นจารุรินทำเหมือนมองไม่เห็นหล่อน

        “อย่าไปฝืนใจหลานเลยค่ะ เดี๋ยวแกกระอักเลือดตาย” หล่อนแกล้งเอียงหน้าไปกระซิบบอกสิบทิศ เขาเลื่อนเก้าอี้ให้หล่อนนั่ง โดยใช้ตัวเองคั่นกลางระหว่างหลานสาว แล้วเอียงหน้ามากระซิบเป็นเชิงขอร้องแกมสั่ง

        “คุณก็ไม่ยั่วเด็กสักครั้งไม่ได้หรือไง ไหนว่าไม่ใช่เด็กสามขวบ”

        กันทิมาทำไม่รู้ไม่ชี้ หันไปทักทายเพื่อนๆ ของสิบทิศ สบโอกาสถามในเรื่องที่ยังเป็นปริศนาคาใจออกไปด้วย

        “ว่าไงคะหนุ่มๆ อยู่กันพร้อมหน้าเลยนะ แต่เพื่อนตัวร้ายอีกคนของคุณไม่มาด้วยเหรอ”

        “หนีตามสาวไปแล้วครับ” ออสการ์หัวเราะ รู้ดีว่าหล่อนถามถึงใคร แต่ที่ทำให้กันทิมาตาลุกคือคำตอบของอีกฝ่าย ไม่คิดว่าเรื่องราวระหว่างผาณิตกับแอนโธนีจะมีปริศนาน่าสงสัยขนาดนี้ ถึงจะเริ่มสงสัยตั้งแต่คืนที่เพื่อนหายไปกับผู้ชายทั้งคืนก็เถอะ

        “หนีตามใคร อย่าบอกนะว่ายายไผ่”

        “จะมีใครล่ะครับ” ไคลน์ตอบเสียงเรียบๆ กันทิมาถึงกับอยู่ไม่สุข หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดโปรแกรมสนทนา ส่งข้อความไปถามเพื่อนทันที เพราะตอนนี้ไม่สะดวกที่จะโทรศัพท์ไปคุย

        มีผู้ชายตามไปถึงบ้านไม่คิดจะบอกกันสักคำเลยนะ

        ผาณิตไม่ตอบแต่ส่งภาพการ์ตูนหน้ากวนๆ ตัวหนึ่งกลับมาให้หล่อนเดาอารมณ์เอาเอง ทำเอาอยากจะโทรหาให้สิ้นเรื่องสิ้นราว แต่ก็ต้องห้ามใจไว้เพราะไม่อยากเสียมารยาท ทำตัวเป็นพวกเสพติดเทคโนโลยี ก้มหน้าอยู่แต่กับหน้าจอโทรศัพท์ตลอดเวลาทั้งที่นั่งมีคนอื่นๆ ที่พร้อมจะพูดคุยด้วยนั่งอยู่ตรงหน้า

        “จ้อยโทรหาพ่อหรือแม่เราแทนน้าที ถามด้วยว่าที่นัดเอาไว้ว่าจะคุยกันว่างตอนไหน” สิบทิศสั่งหลานสาวเรื่องที่จะนัดหมายให้หล่อนได้อธิบายเรื่องข่าวที่หลุดไปให้ฟัง จารุวรรทำหน้าเบ้

        “จ้อยไม่อยากโทร”

        “จ้อย” สิบทิศทำเสียงเข้ม เท่านั้นจารุรินก็ยอมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ลุกขึ้นเดินกระแทกกระทั้นออกไป ที่จริงเขาจะโทรเองก็ได้ไม่ใช่ปัญหา แต่อยากให้หลานสาวได้มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบเรื่องต่างๆ บ้าง สักพักเด็กสาวก็เดินกลับเข้ามา หน้าตาบึ้งตึงเสมอต้นเสมอปลาย

        “แม่อยู่ข้างนอก ว่างตอนสี่โมงเย็นน้าเจ้า”

        “พี่แจงออกไปทำงานแล้วเหรอ ไม่อยากเชื่อ”

“เปล่า แม่เข้าคอร์สนวดตัวอยู่ที่สปา” จารุรินรายงาน สิบทิศพยักหน้ารับอย่างไม่แปลกใจ ถ้าบอกว่าตอนนี้อรัญญาแวะเข้าไปดูแลกิจการร้านขนมแล้วสิแปลก

“เรื่องสำคัญทั้งนั้นนะ แล้วพ่อเราล่ะ”

หลังจากปรายตาเหลือบมองกันทิมาแวบหนึ่ง จารุรินก็ตอบอย่างเสียไม่ได้ “บอกจะมาเย็นๆ ไม่รู้เหมือนกันว่ากี่โมง แต่จ้อยบอกไปแล้วล่ะว่าสี่โมง”

“เดี๋ยวน้าจะไปคุยงานกับเพื่อนๆ ต่อนิดหน่อย ออกมาแล้วก็ไปด้วยกันซะเลยนะจ้อย กิ่งไปด้วยกันนะครับ ไคลน์เขามีอะไรจะอวด”

        “คุยงานเหรอ โอ๊ย ถ้ารู้อย่างนี้จ้อยไม่ตามมาด้วยหรอก” แค่ได้ยินคำว่างาน จารุรินก็ร้องครวญครางเหมือนกับจะตายลงตรงหน้า

        “งั้นกลับไปรอที่บ้าน เย็นๆ ค่อยว่ากัน”

        “ไม่เอา จ้อยจะไปด้วย” เด็กสาวเปลี่ยนใจเมื่อน้าชายไม่ง้อ กันทิมาแอบอมยิ้มเมื่อเห็นสายตาของเด็กสาวที่มองข้ามไหล่สิบทิศมาที่หล่อน หวงก้างชัดๆ

        “กินข้าวกันก่อนให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที กิ่งยังไม่ได้สั่งอาหารเลย สั่งได้เลยนะครับ” ชายหนุ่มเรียกพนักงานมารับรายการอาหารเพิ่ม จารุรินเห็นดังนั้นก็บ่นขึ้นลอยๆ ก่อนจะก้มหน้าหลบตาน้าชาย

        “มาทีหลังแล้วยังจะวุ่นวาย”

        “หลานคุณท่าทางแปลกๆ นะ พาไปหาหมอบ้างหรือเปล่า พูดคนเดียวก็ได้” กันทิมาแกล้งทำเป็นเอียงหน้าไปกระซิบกระซาบบอกสิบทิศ แต่เสียงดังพอให้คนทั้งโต๊ะได้ยินรวมทั้งพนักงานที่ยืนอยู่ด้านข้างด้วย

        “กิ่งครับ” 

        สิบทิศดักคอไม่ให้แกล้งยั่วประสาทหลานสาวเขามากไปกว่านี้ หล่อนยักไหล่ ไม่เคยคิดมาก่อนเหมือนกันว่าจะต้องมาสู้รบปรบมือกับเด็กที่อายุน้อยกว่าตัวเองเกือบสิบปี ก้มลงให้ความสนใจกับเมนูอาหารในมือแล้วสั่งอาหารจานเดียวง่ายๆ เพื่อไม่ให้เสียเวลาคนอื่นที่จัดการกับอาหารตรงหน้าตัวเองกันไปเกินกว่าครึ่ง

        จากห้างสรรพสินค้า กันทิมาตอบรับคำชวนตามสิบทิศไปที่คอนโดมิเนียมของออสการ์และไคลน์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากนัก

        “ว้าว” เป็นคำแรกที่หลุดจากปากหล่อนหลังจากออสการ์สแกนลายนิ้วมือและป้อนรหัสประตูห้องพัก ที่จริงๆ คือเพนท์เฮาส์สุดหรูมากกว่า แม้แต่จารุรินยังถึงกับตะลึง

        “น้าเจ้าไม่ซื้อคอนโดแบบนี้บ้าง จ้อยชอบ”

        “บ้านเราถ้าทำให้ดีๆ น่าอยู่กว่านี้ตั้งเยอะ” สิบทิศขยี้ผมหลานสาว เดินไปเปิดเครื่องปรับอากาศอย่างคุ้นเคย ส่วนเจ้าของห้องที่เดินไปรูดม่านให้แสงจากด้านนอกระเบียงส่องผ่านเข้ามาด้านในหัวเราะ

        “ใช่ ถ้ากฎหมายไทยอนุญาตให้คนต่างชาติซื้อบ้านซื้อที่ดินได้ น้าก็ไม่ซื้อคอนโดนี่หรอกจ้อย”

        “ห้องกว้างใหญ่ขนาดนี้ พาสาวๆ มาซุกไว้ได้พร้อมกันสามคนยังหากันไม่เจอเลยนะคะ” กันทิมาแซวเจ้าของห้องที่เพียงแต่ยิ้มรับ ดูท่าทางแล้วก็คงไม่เบานักหรอกเรื่องเจ้าชู้

        “อย่าปรักปรำกันสิครับ โดยมากมีแต่พวกเรานี่แหละมาสุมหัวเจอกันคุยเรื่องดนตรี” ออสการ์รีบแก้ตัว แต่รอยยิ้มพราวนั่นทำให้หล่อนไม่เชื่อสักเท่าไหร่ ไคลน์ซึ่งปกติเป็นคนที่ขรึมและพูดน้อยที่สุดยืนยัน

        “ใช่ นี่ผมเพิ่งจัดการเพลงล่าสุดลงแผ่น อยากให้เจ้าช่วยฟังว่าโอเคไหม”

        “เอาสิ” สิบทิศพยักหน้ารับ ไคลน์เดินหายไปอีกห้องหนึ่ง ครู่เดียวก็กลับออกมาพร้อมกับเครื่องคอมพิวเตอร์แลปทอปที่หล่อนพอจะรู้ว่าราคาแพงลิบและอุปกรณ์เสริมหน้าตาไม่คุ้นอีกหลายชิ้น

        หลังจากเปิดคอมพิวเตอร์ สามหนุ่มก็วุ่นอยู่กับการเชื่อมโตสารพัดอุปกรณ์ คลิกนั่น เปิดนี่อยู่ครู่ใหญ่ เสียงดนตรีก็ดังออกจากลำโพงที่ติดตั้งเอาไว้ภายในห้องและเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ด้วยบลูทูธ

        ครู่ใหญ่สิบทิศก็เสียบหูฟังเข้ากับเครื่อง ตัดเสียงจากลำโพงให้เงียบลงไปฟังเพียงคนเดียว

        “ชอบดนตรีเดิมที่เราทำกันไว้มากกว่า แต่ที่ปรับนี่ก็เหมาะกับเสียงของนักร้องดี”

        “เสนอไปตามที่นายเคยบอก ว่าให้ทำเป็นสองซิงเกิ้ล ต้องมีเวอร์ชั่นเดิมที่เราทำขึ้นตั้งแต่แรกด้วย”

        “ทางนั้นว่าไง”

        “ก็ยอม ทีนี้ก็รอว่ากระแสตอบรับจะชอบแบบไหนมากกว่ากันระหว่างออริจินอลกับเวอร์ชั่นที่ทางค่ายเพลงสั่งให้ปรับ”

        “ทำไมไม่ร้องเองขายเองเลยล่ะคะ” กันทิมาอดถามขึ้นไม่ได้ ที่จริงหล่อนก็พอจะรู้ระบบของวงการบันเทิงของต่างประเทศทางฟากตะวันตกอยู่บ้างว่าไม่เหมือนกับประเทศไทย ออสการ์ดูมีความสุขที่ได้พูดคุยเรื่องเหล่านี้ให้คนที่สนใจฟัง

        “เราไม่ใช่นักร้องอาชีพ แต่ชอบที่จะทำเพลงแต่งเพลง ไคลน์เอาซิงเกิ้ลพวกนี้เสนอไปทางค่ายเพลงที่อังกฤษกับอเมริกา จะมีเอเจนซี่ของนักร้องดังๆ มาเลือกไปอีกทอดหนึ่ง”

        “เสียดาย อุตส่าห์แต่งทั้งเนื้อร้องทำนอง เสียงพวกคุณก็โอเคเลยนะ” หล่อนชมจากใจ เสียงเพลงที่ไคลน์คลิกเปิดต่อจากเพลงก่อนหน้านั้นไพเราะจริงๆ ในความรู้สึก

        “เราอยากประสบความสำเร็จในฐานะคนทำเพลงมากกว่าเป็นนักร้องครับกิ่ง พวกเรารู้ดีว่าไม่เหมาะกับการเป็นศิลปินที่ต้องคอนเอนเตอร์เทนผู้ชมเป็นล้านๆ คน เว้นแต่ที่ไปเล่นแบบสนุกๆ ที่ร้านพี่ชัยนะ”

        “เหมือนที่กิ่งไม่เคยคิดอยากเป็นดาราไง” สิบทิศเสริมคำพูดของเพื่อน กันทิมาพยักหน้ารับ 

        “ก็คงงั้น”

        หล่อนนั่งมองสิบทิศคุยและหารือกับเพื่อนๆ อย่างเพลินตาเพลินใจ ท่าทางเขามีความสุขที่ได้ทำงานที่ชอบ จนเหมือนกับได้พักผ่อนทำงานอดิเรกมากกว่า แต่คงมีคนหนึ่งซึ่งไม่เข้าใจเรื่องตรงหน้าสักเท่าไหร่

        ติ่งเกาหลีตัวน้อยอย่างจารุรินนั่งหาวแล้วหาวอีก ทุกคนหันไปมองอีกทีเด็กสาวก็ไหลตัวไปนอนหลับกับโซฟาตัวยาวในห้องเป็นที่เรียบร้อย โดยที่สิบทิศไม่คิดจะปลุกขึ้นมาทำลายความที่มี แต่สุดท้ายเวลาที่กันทิมาไม่นึกอยากให้มาถึงก็มาจนได้ หลังจากสิบทิศสรุปงานกับเพื่อนๆ ของเขาเรียบร้อย และเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นจนจารุรินตื่นมารับสายด้วยน้ำเสียงงัวเงีย สิบทิศรีบถามเมื่อหลานสาวคุยจบ        “แม่กับพ่อเราว่าไงจ้อย ตกลงจะให้ไปเจอกันที่ไหน”

 

        อรัญญา และภัทรไม่ได้เต็มใจอยากเจอกันทิมาสักเท่าไหร่นัก แต่เป็นเพราะสิบทิศยื่นคำขาดว่ามีเรื่องอะไรก็ให้คุยกันซึ่งๆ หน้าครั้งเดียวให้เข้าใจตรงกัน จะได้ไม่ต้องโยนความผิดอะไรให้กันอีกจึงต้องยอมรับนัดอย่างเสียไม่ได้

        กันทิมาเองก็ไม่อยากเจอหน้าคนพวกนั้นสักเท่าไหร่เช่นกัน แค่เคยเจอแบบเดี่ยวๆ ทีละคนยังพูดไม่รู้เรื่อง นี่ต้องมาเจอพร้อมๆ กันทั้งสามคนพ่อแม่ลูก แค่คิดยังปวดหัว แต่สุดท้ายก็ต้องยอมให้สิบทิศพาหล่อนและหลานสาวกลับไปที่บ้าน เมื่ออรัญญาแจ้งกลับมาว่าให้ไปเจอกันที่นั่น ส่วนภัทรจะตามมาทีหลัง

        บ้านหลังใหญ่ที่หล่อนมองเห็นเมื่อสิบทิศขับรถเข้าไปในบริเวณนั้นดูแห้งแล้ง ไร้ชีวิตชีวา สะท้อนชีวิตครอบครัวเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี

        “ไม่คิดว่าเป็นบ้านคุณนะคะ กิ่งเคยผ่านบ่อยๆ เมื่อก่อนถ้าขับรถเอง ใช้ถนนเส้นนี้ลัดไปออกอีกด้าน”

        “ทำไมครับ” หนึ่งในเจ้าของบ้านย้อนถาม ทั้งที่น่าจะรู้คำตอบดีอยู่แล้ว

        “ไม่คิดว่าคุณทนอยู่บ้านที่เหมือนกล่องสี่เหลี่ยมกลางลานปูนซีเมนต์แบบนี้ได้ ต้นม้งต้นไม้แทบจะไม่มี คุกลาดยาวยังร่มรื่นกว่านี้เลย”

        จารุรินที่นั่งคอตั้งเชิดหน้าอยู่ที่เบาะหน้าข้างสิบทิศหันมองหล่อนที่วิจารณ์บ้านของตัวเองตาขุ่น สิบทิศหัวเราะเบาๆ สีหน้ายอมรับ

        “เคยหาต้นไม้มาปลูกเหมือนกัน แต่ไม่มีใครดูแลสุดท้ายก็ตายหมด ผมเองไม่ได้อยู่ที่นี่เป็นหลักซะด้วย”

        กันทิมาไหวไหล่ พอลงจากรถแล้วจึงถือโอกาสมองรอบๆ ตัวอีกครั้ง             กล้าพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า บ้านเช่าหลังเล็กที่หล่อนอาศัยอยู่ในปัจจุบันมีชีวิตชีวาน่าอยู่กว่าบ้านหลังนี้เป็นร้อยเท่า

        “แม่เรายังไม่กลับมาเลยมั้งจ้อย” สิบทิศถามหลานสาวเป็นเชิงขอความคิเห็น จารุรินสั่นหน้า ตั้งแต่กลับมาจากคอนโดมิเนียมของเพื่อนน้าชาย เด็กสาวแทบจะไม่พูดอะไรสักคำ โดยเฉพาะกับหล่อน

        “ไม่รู้ค่ะ จ้อยขึ้นไปข้างบนก่อนนะ”

        “เชิญข้างในดีกว่าครับ ข้างนอกร้อน” กันทิมาพยักหน้ารับ เดินตามสิบทิศเข้าไปด้านในบ้าน ถ้าจะบอกข้อดีสักข้อของบ้านหลังนี้ให้เจ้าของได้ชื่นใจ            คงเป็นเรื่องขนาดพื้นที่ แค่ห้องรับแขกที่เจ้าของบ้านพาเข้าไปนั่งรอโจทก์ เอาตู้ตั่งและโซฟาทั้งหลายออกไป คงใช้เป็นพื้นที่จัดเลี้ยงคนได้เกือบร้อย ตั้งโต๊ะจีนได้สิบโต๊ะสบายๆ บรรยากาศชวนอึดอัดทำให้อดบ่นออกมาไม่ได้

        “คุณทนอยู่บ้านนี้ได้ไง จ้างล้านนึงให้กิ่งมาอยู่ยังไม่เอาเลยนะ”

        “ถ้าผมไม่จ้างแต่ขอร้องล่ะ แต่ไม่ต้องห่วงนะ บ้านที่จะให้กิ่งอยู่ไม่เป็นแบบนี้แน่ๆ”

        “เหรอคะ” แล้วหล่อนจะพูดอะไรได้นอกจากเมินหน้าหลบสายตาเจ้าชู้ของเขา สิบทิศมองตามหญิงสาวแล้วเปลี่ยนท่าทีเมื่อหันไปเห็นเวลาที่หน้าปัดนาฬิกาบนผนังห้อง ชายหนุ่มบอกหล่อนว่านัดอรัญญาและภัทรเอาไว้สี่โมงครึ่ง แต่ตอนนี้เกือบๆ จะห้าโมงเย็นแล้ว ทั้งผัวทั้งเมียยังไม่โผล่มาให้เห็นแม้แต่เงา

        “เดี๋ยวผมโทรตามพี่แจงให้ ไม่ตรงเวลาแบบนี้แย่ ขอโทษด้วยที่ต้องให้กิ่งมารอ” เขาบอกแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมจะกดออก แต่เสียงรถที่วิ่งแข่งกันเข้ามาภายในบริเวณบ้านด้วยความเร็วสูงทำให้ลดมือลง

        “สงสัยมาแล้ว”

        กันทิมาได้ยินเสียงโวยวายดังนำมาก่อนที่จะเห็นเจ้าของเสียง หล่อนไม่รู้ว่าคนอื่นรู้สึกอย่างไร แต่การที่ต้องมาเป็นพยานฟังเสียงสามีภรรยาทะเลาะกันนี่มันปวดหัวสุดจะทน

        “รีบมากนักหรือไง ไม่เห็นหรือไงว่าฉันกำลังจะเข้าบ้าน ทำไมไม่หลีก” อรัญญาโวยวายใส่สามี ดูเหมือนทั้งคู่จะขัดใจกันในเรื่องที่แย่งกันขับรถเข้าบ้าน

        “ผมเลี้ยวเข้ามาก่อนตั้งครึ่งคันแล้ว คุณนั่นแหละรอไม่ได้หรือไง”

        “นี่มันบ้านฉันนะ” อรัญญาอ้างสิทธิ์ของตัวเอง ส่วนภัทรก็เถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ ต่างฝ่ายต่างเสียงดังใส่กันแบบไม่กลัวและไม่อายคนงานในบ้านหรือใครๆ จะได้ยิน

        “ก็ใครเรียกให้ผมมาเล่า”

        หญิงสาวหันไปมองหน้าสิบทิศอย่างเห็นใจ แค่ได้รับรู้เรื่องแบบนี้เป็นครั้งแรกยังรู้สึกแย่ แล้วเขาที่เป็นญาติสนิทอยู่บ้านเดียวกันจะต้องเจอเรื่องแบบนี้บ่อยสักแค่ไหน ยิ่งนึกไปถึงเด็กสาวที่ขึ้นไปหลบอยู่ด้านบนหล่อนก็ชักจะเห็นใจ และพอจะเข้าใจขึ้นมาบ้างว่าเพราะอะไรจารุรินถึงกลายเป็นคนนิสัยแบบที่หล่อนเห็น

        “อ๋อ คุณจะรีบมาเพราะรู้ว่ามีใครรออยู่สิท่า”

        พออรัญญาเข้ามาในห้องรับแขกแล้วเห็นหล่อนก็หันไปมองดาราหนุ่มที่เดินตามหลังมาติดๆ ภัทรมองหล่อนแล้วสะบัดหน้า ท่าทางหัวเสีย ไม่เหลือท่าทีของผู้ชายที่ไปตามจีบตามก้อร้อก่อติกอย่างที่ผ่านมาเลยสักนิด

        “ไร้สาระน่าแจง”

        “กล้าว่าฉันเหรอ นี่อย่ามาทำเสียงข่มฉันนะ โชว์พาวต่อหน้าคนอื่นเหรอ”

        “นั่งแล้วคุยกันดีๆ ดีกว่าพี่แจง มีปัญหาอะไรจะได้เคลียร์กันให้เข้าใจ ผมกับกิ่งไม่ได้มีเวลามารอพี่กับภัทรทะเลาะกันจนไม่ได้เริ่มคุยสักทีหรอกนะ”

        กันทิมาถอนใจเบาๆ ดีใจที่สิบทิศพาสองผัวเมียตรงหน้าเข้าเรื่องได้สักที ทั้งที่หล่อนไม่รีบร้อนอะไร แต่รำคาญมากกว่าที่ต้องมารับรู้เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง

        “จะให้พูดอะไรล่ะ เธอเป็นคนเจ้ากี้เจ้าการนัดพี่มาก็พูดก่อนสิ”

        อรัญญาแหวใส่น้องชาย สิบทิศทำท่าเอือมๆ ดึงมือหล่อนให้เดินไปนั่งลงข้างๆ กัน จึงเริ่มพูด

        “ผมแค่อยากให้พี่แจงกับนายภัทร รับทราบว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ที่มีข่าวเรื่องพี่กับภัทรหลุดไปนั่นไม่เกี่ยวกับกิ่ง”

        “ทำไมจะไม่เกี่ยว เรื่องมันเห็นๆ อยู่ จนยายจ้อยอายุจะสิบเจ็ดไม่เคยมีใครรู้เรื่อง พอมาเจอกับเธอเท่านั้นเรื่องถึงได้แดงออกไป” อรัญญายังคงยืนยันและปักใจเชื่อว่าข่าวที่ออกไปนั้นเป็นฝีมือของหล่อนอย่างแน่นอน ภัทรก็ท่าทางจะเชื่อแบบเดียวกัน

        “ใช่ คุณไม่น่าเล่นมุกนี้กับผมเลยคุณกิ่ง ทำลายอนาคตกันแท้ๆ”

        “พวกคุณนี่ไม่คิดจะโทษตัวเองกันเลยนะ ฉันบอกแล้วว่าไม่ได้เป็นคนปล่อยข่าว แล้วออกมาเต้นๆ กันแบบนี้คิดเหรอว่าคนจะไม่ขุด ช่วยไม่ได้นะที่ทำตัวเป็นเซเลบเสพติดสปอตไลท์ พอถูกฉายให้เห็นด้านมืดที่ซ่อนเอาไว้ก็ทนกันไม่ได้”

        กันทิมาร่ายยาวหลังจากอดทนฟังสองคนผัวเมียพูด ภัทรทำท่าเหมือนจะเถียง แต่ไม่ทันหล่อนที่หันขวับไปหา อยากแนะนำให้ทั้งสองคนไปส่องกระจกพิจารณาตัวเองให้ดีๆ

        “ถ้าจะมีใครทำลายอนาคตคุณ คนๆ นั้นก็คือตัวคุณเองนั่นแหละคุณภัทร ที่ไม่ซื่อสัตย์กับคนดูก่อน ถามจริงเหอะ เวลาคุยกับใครๆ ว่าตัวเองยังโสด รับเชิญไปตามรายการทอร์คโชว์แล้วเที่ยวหว่านเสน่ห์เหมือนไม่มีลูกมีเมียอยู่แบบนี้”

        “ผม...” ภัทรพูดไม่ออกเมื่อถูกตอกกลับ แต่อรัญญาดูเหมือนจะไม่ยอมเข้าใจและยอมรับเรื่องทั้งหมดง่ายๆ ทั้งหมดเกิดจากอคติที่บดบังหัวใจ

        “เธอมันปากแข็ง”

        “น่ารำคาญ สรุปจะโทษว่าทั้งหมดเป็นฝีมือฉันกันให้ได้ใช่ไหม จะบอกให้นะว่าระดับนี้แล้ว ถ้าคิดจะสร้างข่าวทั้งที ไม่ปล่อยแค่เบาะๆ อย่างนั้นหรอก               จะทำเป็นสกู๊ปยาวบอกให้หมดเลยว่าเรื่องมันเป็นมายังไง เอาให้วุ่นกันจนไม่ต้องทำอะไรกันไปเลยดีไหมล่ะ”

        พอโมโหหล่อนก็ประชดออกไปอย่างนั้นเอง เอาจริงจะมีปัญหาทำอะไรได้ในเมื่อเพิ่งจะเกิดลูกบ้ายื่นจดหมายลาออกจากความเป็นนักข่าวมาแล้ว แต่อรัญญาแยกไม่ออกว่าทั้งหมดนั่นน่ะแค่ประชด

        “เห็นหรือยังล่ะเจ้า ในที่สุดก็พูดออกมาแล้ว”

        “โอ๊ย นี่บ้าหรือว่าโง่ ถึงไม่รู้ว่าประชด เข้าใจไหมว่าประชด”

        “พอๆ ผมอยากให้คุยกันดีๆ ทำไมจะต้องทะเลาะกันไม่มีเหตุผลแบบนี้ด้วย ทั้งหมดนี่แหละ ไม่ต้องคุยกันแล้วถ้าแต่ละคนจะใส่อารมณ์กันแบบนี้” สิบทิศยกมือขึ้นห้าม นี่คงเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดใหญ่หลวงครั้งแรกในชีวิต ที่พาทุกคนมาคุยกันพร้อมหน้าและคิดว่าจะได้ผล

        “พี่ไม่ได้อยากจะคุยกับเขาตั้งแต่ทีแรก แต่ยายนี่ต้องรับผิดชอบที่เอาเรื่องของพี่ไปเปิดเผย พี่เดือดร้อน”

        “รับผิดชอบบ้าอะไรเล่า ก็บอกว่าไม่ได้ทำ ทำตัวเองกันทั้งนั้น ผิดแล้วไม่ยอมรับ คอยแต่จะโทษคนอื่น แก่ป่านนี้แล้วยังคิดไม่เป็น” กันทิมาชักเดือดกับคนพูดไม่รู้เรื่อง บรรยากาศในห้องเริ่มคุกรุ่นจนแทบจะลุกเป็นไฟ ไม่มีอะไรเป็นไปตามที่สิบทิศหวังเอาไว้ในตอนแรกเลยสักนิด เขาพยายามปลอบหล่อนให้ใจเย็นด้วยการเรียก

        “กิ่งครับ”

        “คุณเจ้าก็กิ่งครับๆ อยู่นั่นแหละ มีอะไรก็บอกพี่สาวตัวเองไปนั่น พูดไม่รู้เรื่องอยู่คนเดียว จะให้กิ่งอธิบายให้ได้อะไรขึ้นมาในเมื่อเขาไม่ยอมฟังใครเลย”

        หล่อนชักจะหงุดหงิดคนรักที่พยายามทำตัวเป็นคนกลาง ทั้งที่พี่สาวและพี่เขยเขาสุดจะงี่เง่าพูดจาไม่รู้เรื่องก่อน

        “ฉันก็ไม่ได้อยากจะคุยกับเธอสักเท่าไหร่หรอก นี่เจ้า พี่จะบอกอะไรให้นะ ว่าคนพวกนี้ถ้าไม่เห็นว่าเรามีเงินก็ไม่สนใจหรอก คอยจ้องแต่จะจับไฮโซ”

        กันทิมาเดือดขึ้นเรื่อยๆ น่าโมโหน้อยเสียที่ไหน เมื่ออรัญญาตั้งใจดูถูกหล่อนชัดๆ หญิงสาวถึงกับลุกขึ้นแล้วหันไปว่าใส่คู่กรณีอย่างเหลืออด

        “คิดได้แบบนี้เพราะมีประสบการณ์สินะคะ ดาราคอยจับไฮโซ ส่วนพวกสาวไฮโซก็บ้าดารา เลยคิดว่าคนอื่นเขาจะเป็นเหมือนตัวเองไปด้วย แต่โทษนะ พอดีฉันเป็นนักข่าวที่ไม่เคยคิดอะไรแบบนั้น”

        “เรื่องอะไรมาว่าฉัน นังบ้านี่”

        “ยังไม่บ้า พูดจริงเลย หรือจะเถียงในเมื่อมีหลักฐานตัวเป็นๆ ทั้งคนว่าคุณน่ะบ้าดาราขนาดไหน ไม่งั้นจะมีลูกสาวโตเบ้อเริ่มขนาดนี้ได้เหรอ ตอนคุณท้องอายุคงพอๆ กับยายจ้อยตอนนี้ล่ะมั้ง มีลูกแต่เลี้ยงไม่เป็นก็สมควรละที่ยายจ้อยจะเป็นเด็กมีปัญหา ”

        อรัญญากรีดร้องลั่นบ้านเมื่อกันทิมาจี้ใจดำ ยกเรื่องที่เจ้าตัวท้องตั้งแต่อายุยังน้อยและเรียนไม่จบขึ้นมาตอกย้ำ ความจริงบางอย่างก็ไม่ใช่เรื่องที่คนฟังจะยอมรับได้ ภัทรที่เป็นอีกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวยืนเงียบเหมือนไม่มีตัวตนอยู่ในห้อง ส่วนอีกคนที่เดือดร้อนสุดและทนฟังเรื่องเหล่านี้ไม่ได้เช่นกันคือจารุรินที่เพิ่งเดินเข้ามาสมทบภายในห้องและได้ยินคำพูดทั้งหมดของหล่อนเข้าพอดี

        “ยายบ้า ออกไปจากบ้านนี้เดี๋ยวนี้เลยนะ ออกไปเลย ออกไป๊”

        เด็กสาววิ่งเข้ามาผลักหล่อนเต็มแรง กันทิมาไม่ทันระวังตัวถึงกับเซถลาไปด้านหลังและสะดุดขาตัวเองล้มลงกับพื้น แต่ก็มือไวพอที่จะคว้าเอาตัวจารุรินให้ล้มลงตามไปด้วยตามสัญชาตญาณ

        “ไปเลยนะ แล้วไม่ต้องมายุ่งกับพ่อเขาอีก ไม่ต้องมายุ่งกับน้าเจ้าด้วย”

        จารุรินทั้งทุบทั้งข่วนไปตามตัวหล่อนเหมือนหมาบ้า ทั้งพ่อและแม่ยืนมองไม่มีใครเข้ามาห้าม เว้นแต่สิบทิศที่พุ่งเข้ามาแยกทั้งคู่ออกจากกัน

        “หยุดเดี๋ยวนี้นะจ้อย”

        กันทิมาตั้งตัวได้ก็ผลักเด็กสาวที่ตอนนี้คร่อมอยู่ด้านบนเต็มแรง จารุรินหงายหลังไปกระแทกกับขอบเก้าอี้ สิบทิศที่กำลังแยกทั้งคู่ผละไปหาหลานสาวที่ยังไม่สิ้นฤทธิ์ ทำท่าจะพุ่งมาหาหล่อนอีกครั้ง

        “ปั๊ดโธ่โว้ย นี่ไม่คิดจะห้ามลูกบ้างเลยหรือไงพี่แจง”

        “เรื่องอะไรมาทำลูกฉัน” แทนที่จะเข้าไปช่วยลูกสาวที่นั่งมึนเพราะหัวไปกระแทกกับขาเก้าอี้ อรัญญากลับทำท่าจะกรากเข้าไปทำร้ายกันทิมาซ้ำ หล่อนพยุงตัวลุกขึ้นตั้งการ์ดรอรับ เหตุการณ์ทำท่าจะบานปลาย เมื่อสิบทิศจะเข้ามาห้ามแต่จารุรินรั้งเขาเอาไว้เต็มที่

        “ฉันเคยตบแต่ลูกวอลเลย์ แต่ถ้าคุณคิดจะลงไม้ลงมือกันล่ะก็ คงเป็นคนแรกที่โดนฉันตบแน่ๆ”

        “กิ่งครับ”

        “กิ่งครับอีกแล้ว ถ้าพูดได้แค่นี้ก็เลิกพูดเถอะ ขอตัวดีกว่าคุณเจ้า ไม่น่าเสียเวลามาเลยให้ตายเหอะ บ้านนี้มีแต่คนไม่ปกติ” หญิงสาวหันไปตะโกนใส่สิบทิศ หงุดหงิดที่ได้ยินเสียงเขาเรียกหล่อนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

        “จ้อยเป็นไงบ้าง หัวแตกหรือเปล่า คุณก็ไม่น่าจะทำรุนแรงกับลูกผมขนาดนี้” ภัทรเข้าไปหาลูกสาวที่ตอนนี้ร้องไห้สะอึกสะอื้นและยอมปล่อยตัวน้าชายมากอดพ่อแทน ดาราหนุ่มใหญ่พาลูกสาวไปนั่งที่โซฟาแล้วหันมาต่อว่าหล่อน            อยู่ๆ ก็กลายเป็นพ่อที่แสนดีขึ้นมาเสียอย่างนั้น เป็นภาพที่กันทิมาเห็นแล้วขัดตาอย่าบอกใคร

        “ที่ลูกคุณกระโจนมาฟัดฉันเป็นหมาบ้านี่มันอ่อนโยนน่ารักมากเลยสินะ”

        “พ่อไม่ต้องไปพูดกับมันเลยนะ” จารุรินห้ามภัทร เสร็จแล้วก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นต่อ

        “ฉันจะแจ้งความที่เธอทำลูกฉัน”

        “จ้ะ เอาเลยจ้ะ ตามสบายเลย ตามนักข่าวมาทำข่าวด้วยไหมล่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้” หล่อนหันขวับไปหาอรัญญาที่เริ่มใช้ข้อกฎหมายเข้ามาข่มขู่ พอเจอขู่กลับไปแบบนั้นก็เปลี่ยนท่าทีหันไปฟ้องน้องชายที่ยืนทำหน้าเครียดอยู่กลางห้อง

        “นี่ไง เห็นไหมเจ้าว่าแฟนเธอพูดอะไร”

        “พอกันทุกคน กิ่งจะกลับก็กลับ เดี๋ยวผมไปส่ง” ในที่สุดสิบทิศก็ตัดสินใจปิดฉากการเจรจาพูดคุยที่ล้มเหลวครั้งนี้ จารุรินได้ยินก็ลุกจากที่นั่ง กรากเข้ามาหาผู้เป็นน้า

        “ให้เขากลับไปเองเลยน้าเจ้า ไม่ต้องไปส่งนะ”

        “โอ๋หลานไปเถอะค่ะ กิ่งกลับเองได้” กันทิมาชักเคืองที่สิบทิศเหมารวมหล่อนไปกับบรรดาญาติของเขาด้วย มีอย่างที่ไหนหาว่าหล่อนพอกับพวกนั้น แต่ชายหนุ่มยังคงยืนยัน

        “ไปรอผมที่รถครับ เดี๋ยวผมไปส่ง”

        หญิงสาวเบ้ปาก เดินเชิดหน้าออกไปข้างนอกด้วยอาการเซ็งสุดขีด ปล่อยให้สิบทิศจัดการเคลียร์ปัญหาข้างในต่อไป ที่หน้าตัวบ้านทั้งยามและแม่บ้านยืนชะเง้อชะแง้สังเกตการณ์อยู่ พอเห็นหล่อนก็สะดุ้งเมินหน้ากันไปคนละทิศละทาง

        กันทิมาเดินไปยืนพิงเสาต้นใหญ่ที่บริเวณชานหน้าบ้าน ห้านาทีแล้วสิบทิศก็ยังไม่ออกมา เวลาเท่านี้ไม่ถือว่านานนักถ้าไม่มีเหตุการณ์แย่ๆ ก่อนหน้ามาเป็นตัวแปร เพราะอีกสองนาทีต่อจากนั้นหล่อนก็หมดความอดทน เดินฉับๆ ไปยังประตูรั้ว บอกกับ รปภ.ที่ประจำอยู่ที่ซุ้มหน้าบ้านให้เปิดประตู แล้วเรียกรถแท๊กซี่ที่ผ่านมาพอดีให้ไปส่งที่บ้าน ปล่อยให้เขาโอ๋หลานโอ๋พี่สาวต่อตามสบายเถอะ

        หญิงสาวไม่สบายใจนักกับเรื่องที่เกิดขึ้น และขณะเดียวกันหล่อนก็เริ่มคิดว่าควรทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับสิบทิศใหม่ ว่าจะทนได้หรือถ้าต้องพบเจอกับท่าทางแย่ๆ ของญาติๆ เขาไปตลอดชีวิตที่เหลือ

 

        สิบทิศโทรศัพท์หาตั้งแต่หล่อนขึ้นรถและออกมาจากบ้านเขาได้เกือบสิบห้านาที ตอนนั้นรถแท๊กซี่เลี้ยวเข้ามาภายในบริเวณหมู่บ้านที่หล่อนเช่าอยู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

        กันทิมาหงุดหงิดจนต้องตัดสายทิ้งเมื่อชายหนุ่มต่อว่าเรื่องที่ไม่ยอมรอและหนีกลับก่อนโดยไม่บอกกัน เขาน่าจะเข้าใจว่าในสถานการณ์แบบนั้นใครจะไปทนรอไหว สุดท้ายปิดโทรศัพท์หนีให้สิ้นเรื่องสิ้นราว

        หวังนิดๆ ว่าจะมีใครขับรถมาง้อถึงหน้าบ้าน แต่ก็รอจนหลับตื่นมาอีกทีตอนสายของวันรุ่งขึ้นทุกอย่างก็เงียบเชียบ โทรศัพท์ที่เพิ่งจะเปิดใช้งานอีกครั้งมีข้อความแจ้งให้รู้ว่ามีสายที่ไม่ได้รับเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นช่วงค่ำเมื่อวาน ที่จริงหล่อนก็ห่วงเขาว่าจะต้องเจอเรื่องราวน่าปวดหัวมากสักแค่ไหนหลังจากออกมา           แต่คิดอีกทีก็โมโหที่สิบทิศเจ้ากี้เจ้าการนัดแนะหล่อนไปทำความเข้าใจกับพี่สาว           ทั้งที่น่าจะรู้ดีว่าอรัญญาเป็นคนแบบไหน และหล่อนเป็นคนแบบไหน

        เสียงโทรศัพท์ดังเรียกให้คว้าขึ้นมาดูและใจชื้นขึ้นเมื่อเห็นชื่อบนหน้าจอ ไม่วายเล่นตัวรอสักพักจึงกดรับก่อนที่ปลายสายจะรอไม่ไหววางไปเสียก่อน

        “เป็นไงบ้างวันนี้” ชายหนุ่มถามเสียงเนือย กันทิมาเองก็ไม่ต่างกัน ไม่รู้จะพูดอะไร แต่ถ้าถามว่าอยากคุยหรืออยากได้ยินเสียงเขาหรือเปล่านั่นใช่ เรื่องเมื่อวานทำให้รู้สึกอิหลักอิเหลื่อไปตามๆ กัน

        “ก็ไม่เป็นไงค่ะ”

        “โกรธหรือเปล่า เรื่องเมื่อวาน”

        “แค่เหนื่อยๆ ไม่รู้จะคุยอะไรดี” หญิงสาวเดินกลับมาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ยาวในห้อง หยิบรีโมตกดเปิดโทรทัศน์ แต่ยิ่งเซ็งหนักเมื่อเปิดไปเจอรายการข่าวบันเทิงของช่องคู่แข่ง กำลังวิเคราะห์เรื่องของภัทรกับอรัญญา ที่ดูท่าจะปิดบังต่อไปไม่ได้แล้วจริงๆ

        “รู้ไหมว่าคนเราถ้าอยู่ๆ ไม่มีเรื่องอยากคุยกันมันก็เป็นลางไม่ดีเลย”

        “ก็อาจจะจริงนะ” หล่อนลากเสียงประชดกลับไป ได้ยินเสียงเขาถอนใจทั้งยังย้อนกลับมาด้วยน้ำเสียงติดจะหงุดหงิด

        “กิ่ง นี่ถ้าผมไม่ต้องกลับมาที่โรงงานตั้งแต่เมื่อคืน รับรองจะไม่ปล่อยให้คาราคาซังอยู่อย่างนี้แน่ๆ”

        “เรื่องของพี่สาวคุณ คงบานปลายเกินควบคุมแล้วล่ะ แต่ขอย้ำนะว่าทั้งหมดไม่เกี่ยวกับกิ่ง”

        “ก็คงต้องทำใจ แต่เมื่อวานกิ่งไม่น่าไปพูดยั่วโมโหพี่แจงแบบนั้นเลย ถึงจะบอกว่าไม่ได้ทำ แต่กิ่งไปยั่วเขาไว้แบบนั้นพี่แจงเขาก็ปักใจเชื่อว่าเป็นฝีมือกิ่งแน่ๆ”

        “กิ่งโมโหก็ปากดีไปงั้นเอง จะให้นั่งใจเย็นเป็นน้ำแข็งอยู่ได้ไง” ตอนนี้กันทิมาก็ชักจะไม่สบอารมณ์ขึ้นมานิดๆ เมื่อสิบทิศทำเหมือนจะโทษว่าเป็นความผิดของหล่อนที่ไปต่อปากต่อคำกับพี่สาวของเขา

        “เมื่อไหร่จะเลิกซะที นิสัยเด็กๆ แบบนั้น”

        “แล้วพี่สาวคุณล่ะคะ สามสิบหกสามสิบเจ็ดเข้าไปแล้วยังนิสัยยิ่งกว่าเด็กสิบขวบ”

        “รู้ว่าไม่ดี แล้วจะไปทำเหมือนพี่แจงทำไม” สุ้มเสียงเขามีแววตำหนิแฝงอยู่ คราวนี้หล่อนปรี๊ดหนักกว่าเดิม

        “พี่สาวคุณทำได้ กิ่งทำไม่ได้หรือไงกัน ลำเอียงแบบนี้เลิกคุยดีกว่า”

        “ผมลำเอียง เพราะรักและหวังดีกับกิ่ง พี่แจงน่ะคงแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว”

        “งั้นก็ไม่ต้องมารักกิ่งหรอก รำคาญ” พูดออกไปแล้วกันทิมาก็ใจหาย ที่ว่าคำพูดเมื่อหลุดจากปากไปแล้วมันจะกลายเป็นนายของตัวเราเองนั้นไม่ผิดเลยสักนิด เป็นการฟังคำบอกรักที่ชวนให้รู้สึกขมขื่นมากกว่าจะยินดี

        “เรื่องที่ไม่ควรจะพูดให้ง่ายก็ทำเหมือนง่าย ส่วนเรื่องที่ไม่ควรจะทำให้มันยากก็ทำให้ยากนะกิ่ง ไม่อยากเชื่อว่าอายุขนาดนี้แล้วยังทำตัวเป็นเด็กๆ ถ้าอยู่ใกล้ๆ จะฟาดให้”

        “กิ่งไม่ตลกด้วยนะคุณเจ้า” ไม่รู้จะด่าตัวเองอย่างไรให้สาสม ทั้งที่รู้ตัว แต่พอเขาพยายามพูดแกมยั่วให้สถานการณ์ดีขึ้นหล่อนก็ทำให้เรื่องมันแย่ลงตามเคย   “กิ่งอารมณ์เสียอีกแล้ว”

        “ก็น่าจะอารมณ์เสียไหมล่ะคะ”

        “ผู้หญิงอายุยี่สิบห้านี่เด็กกว่าที่ผมคิดเอาไว้เยอะเลยนะ ผมไม่ได้หมายถึงหน้าตานะ แต่หมายถึงความคิดในการรับมือกับปัญหา” คราวนี้สิบทิศเสียงเย็น ถึงอย่างนั้นกันทิมาก็ยังขอดื้อให้สุด

        “ทำไมกลายเป็นกิ่งถูกว่าได้”

        “เก็บคำพูดของผมไปคิดให้ดีๆ เอาไว้ผมจัดการเรื่องทางนี้เรียบร้อยแล้วค่อยเจอกัน” เขาไม่ฟังคำอุทธรณ์ของหล่อน สั่งจบแล้วก็วางสายฉับ ปล่อยให้กันทิมานั่งปรับอารมณ์ที่ตอนนี้ตีกันยุ่งไปหมดอยู่ตามลำพัง

 



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
ศึกรักสิบทิศ ตอนที่ 16 : ศึกรักที่ ๑๖ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 607 , โพส : 2 , Rating : 60 / 12 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1

#2 : ความคิดเห็นที่ 741
มั่วยกแก็งเลยเจ้าข้า
Name : kwan [ IP : 118.173.175.61 ]
Email / Msn: -
วันที่: 19 ตุลาคม 2557 / 14:28

#1 : ความคิดเห็นที่ 740
อ่านตอนนี้แล้ว เห็นใจคุณเจ้า ไม่แข็ง ไม่แกร่งจริงๆ คงรอดมาไม่ได้อะนะ แม่ลูกคู่นั้น เค้าคิดกันมั้ยคะว่าสัมพันธ์คือแบบลูกพี่ลูกน้องน่ะ คืออะไร คุณเจ้าก็มีน้ำใจมากนะคะ เรื่องงานตัวเอง ก็ต้องทุ่มเต็มแรงอยู่แล้ว เจอภาระที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวเลยเนี้ย ยังรับเอาไว้ได้ ถือว่าทำบุญเน๊อะ เผื่อจะไม้อ่อนจะปรับตัวเป็นไม้ที่มีคุณภาพได้ในอนาคต
Name : fsn [ IP : 110.164.156.97 ]
Email / Msn: -
วันที่: 19 ตุลาคม 2557 / 14:18


#2 : ความคิดเห็นที่ 106
5555 หลานสาวฮามากก ชอบๆๆ
PS.   เป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ๆๆๆ
Name : นัควัต< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ นัควัต [ IP : 113.53.139.74 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 26 พฤษภาคม 2556 / 09:28

#1 : ความคิดเห็นที่ 105
hahaha..17 years old, under 21 years old not allow "Clubbing", I know here you can't but Do Not know if back home is a law for 21 yrs old not to do thing like that. Oh yeah, alcohol back home is legal for all ages..so it must be okay for 17 to go hehehe. Anyway, awaiting for next chapter jaaaa.
Name : Camille< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Camille [ IP : 107.204.166.141 ]
Email / Msn: dog2cats(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 26 พฤษภาคม 2556 / 07:01

หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

"หนังสือสดใหม่ ประจำเดือน ตุลาคม 2557"

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android