สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

โครงงานวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงปทุมธานี ปี 2554

ตอนที่ 2 : การสกัดไคตินจากเปลือกกุ้ง กระดองปูและแกนหมึกเพื่อใช้ในการดูดซับโลหะหนัก


     อัพเดท 2 ส.ค. 54
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/อื่นๆ
Tags: โครงงาน
ผู้แต่ง : KPProject ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ KPProject
My.iD: http://my.dek-d.com/kpproject
< Review/Vote > Rating : 100% [ 1 mem(s) ]
This month views : 20 Overall : 979
5 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 17 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
โครงงานวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงปทุมธานี ปี 2554 ตอนที่ 2 : การสกัดไคตินจากเปลือกกุ้ง กระดองปูและแกนหมึกเพื่อใช้ในการดูดซับโลหะหนัก , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 2086 , โพส : 1 , Rating : 8 / 2 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


ผลของการสกัดไคตินจากเปลือกกุ้ง กระดองปูและแกนหมึก

เพื่อใช้ตรวจสอบปริมาณการดูดซับโลหะหนัก

                                             

1. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน

เนื่องจากในปัจจุบันโลกของเราได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมาก ทำให้สิ่งแวดล้อม              บนโลกเปลี่ยนแปลงไปทั้งในด้านบวกและด้านลบ สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ไม่เพียงแต่พบในประเทศไทย แต่ยังพบในอีกหลายๆประเทศทั่วโลก อาทิเช่น ปัญหาน้ำเสีย  ดินเสื่อมโทรม อากาศเป็นพิษ ปัญหาเรื่องเสียง ซึ่งปัญหามลพิษเหล่านี้มีสาเหตุมาจากปัจจัยที่แตกต่างกัน แต่ที่เห็นเป็นสำคัญ คือ การเกิดของโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมหาศาล โรงงานอุตสาหกรรมมีการใช้น้ำในกระบวนการต่างๆ เช่น การผลิต การล้างทำความสะอาด การทำความเย็น กระบวนการเหล่านี้ทำให้น้ำเกิดความสกปรก กล่าวคือ จะมีน้ำเสียที่ปนเปื้อนสารเคมีและโลหะหนักจากกระบวนการผลิต รวมถึงการขาดจิตสำนึกในความรับผิดชอบ   ต่อสังคมของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ลักลอบปล่อยน้ำเสียสู่แหล่งน้ำธรรมชาติโดยไม่ผ่านการบำบัด  (ชัชพล ทรงสุนทรวงศ์, หน้า 134.)  ที่หลายประเทศมองว่าการเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประเทศอุตสาหกรรมจะทำให้เป็นการเพิ่มมูลค่าการส่งออก เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้กับประเทศของตน แต่หลายประเทศเหล่านั้นไม่เคยมองย้อนกลับมาว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่จะก่อให้เกิดมลพิษตามมา

                น้ำเสียที่ปล่อยออกมจากโรงงานอุตสาหกรรมจะมีโลหะหนักปนเปื้อนอยู่เป็นจำนวนมาก โลหะหนัก (Heavy Metals) ในสิ่งแวดล้อมมีมากมาย เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม สังกะสี ทองแดง นิกเกิล โครเมียม เหล็ก แมงกานีส โคบอลต์ แต่โลหะหนักที่มีบทบาทต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดมีด้วยกัน 3 ธาตุ คือ ตะกั่ว ปรอท และแคดเมียม ซึ่งถ้ามีมากเกินขีดจำกัด จะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ (ชัชพล  ทรงสุนทรวงศ์ , หน้า 138.) 

                แคดเมียม (Cadmium) (จุไรรัตน์  เกิดดอนแฝก , 2531 และสุชาดา  ชินะจิตร ,2553)  แคดเมียม            เป็นหนึ่งในโลหะหนักที่เป็นพิษ ค่อนข้างหายากในธรรมชาติ มักจะอยู่รวมกับกำมะถัน เป็นสารประกอบแคดเมียมซัลไฟด์ มีสีเหลืองและมักปะปนอยู่ในแร่สังกะสีซัลไฟด์ เข้ามาเจือปนอยู่ในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งที่มีการทำเหมืองแร่สังกะสี (รวมทั้งตะกั่ว ทองแดง) การเผาไหม้ของทิ้งที่เป็นพวกพลาสติกและยาง โรงงานทำโลหะและชุบโลหะ อีกแหล่งที่มาของแคดเมียม คือ พบในควันบุหรี่ อาหาร ท่อน้ำ กาแฟ ซากการเผาไหม้ถ่านหิน และสัตว์น้ำจำพวกมีเปลือก ระดับของแคดเมียมจะพบมากในเมืองใหญ่มากกว่าชนบท นิยมใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ อุปกรณ์ไฟฟ้า โลหะผสม อะไหล่รถยนต์ โลหะผสมในอุตสาหกรรมเพชรพลอย แคดเมียมที่ปนเปื้อนในน้ำ อาหารและในยาสูบ

                เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกดูดซึมในกระเพาะอาหาร และแพร่กระจายไปที่ตับ ม้าม และลำไส้ แม้ได้รับปริมาณน้อยแต่ต่อเนื่อง แคดเมียมจะถูกสะสมไว้ที่ไต จากการให้หนูบริโภคอาหารที่มีแคดเมียม พบว่าหนู         มีอาการ Hyperglycemia และลดระดับของอินซูลินในตับอ่อน ทำให้การทำงานของไตผิดปกติ ในกรณีของคนการบริโภคอาหารหรือฝุ่นที่ปนเปื้อนแคดเมียมปริมาณสูงจะทำให้หายใจติดขัด เยื่อปอดถูกทำลาย ถุงลมโป่งพอง คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย เจ็บหน้าอก โลหิตจางเรื้อรัง ไตพิการ ปวดกระดูกสันหลัง และแขนขา อาจเสียชีวิตได้ โรคที่เกิดจากพิษของแคดเมียม เรียกว่า อิไต-อิไต

                ไคตินเป็นพอลิเมอร์ที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ให้กับสิ่งมีชีวิตมากมายในหลายรูปแบบ ไคตินได้รับการค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1811 โดย Braconnot ในราวปี ค.ศ. 1823 พอลิเมอร์ชนิดนี้ถูกเรียกว่าไคติน โดย Odier คำว่า Chitin มาจาก Chitin ในภาษากรีกซึ่งมีความหมายว่า เกราะหุ้ม ไคตินเป็นพอลิเมอร์ ธรรมชาติที่มีมากในโลกเป็นอันดับสองรองจากเซลลูโลส พอลิเมอร์ทั้งสองนี้ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างป้องกันและสร้างความแข็งแรงให้แก่ผนังเซลล์ของสิ่งมีชีวิต โดยไคตินจะพบในโครงสร้างเปลือกนอกของสาหร่าย องค์ประกอบของเปลือกแข็งที่หุ้มเซลล์ของรา ยีสต์และจุลินทรีย์หลายชนิด และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจำพวกแมลง กุ้ง ปูและปลาหมึก โดยจะพบในรูปแบบของสารประกอบที่ปนอยู่กับสารอื่น เช่น เปลือกหุ้มแข็งของแมลงจะประกอบด้วยไคตินในรูปของไคติน – โปรตีน ขณะที่เปลือกนอกของสัตว์พวกกุ้ง ปู จะพบหินปูนหรือแคลเซียมคาร์บอเนตอีกด้วย หรือบางครั้งอาจจะอยู่ร่วมกับสารอินทรีย์อื่นๆ ไคติน        ที่พบในแหล่งต่างๆ ข้างต้น จะพบในปริมาณที่แตกต่างกัน (ทิพย์วิมล เกิดอิ่ม อ้างถึง Knorr , 1984)

                ในงานวิจัยนี้สนใจเฉพาะโลหะหนักที่ปนเปื้อนในน้ำเสีย โดยเฉพาะไอออนสังกะสี ซึ่งต้องถูกบำบัดก่อนปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมเพราะในปัจจุบันมีแนวโน้มในการใช้ไอออนสังกะสี สูงขึ้นในอุตสาหกรรม ส่งผลให้โรงงานอุตสาหกรรมต้องเสียรายจ่ายในการกำจัดมากขึ้น กลุ่มของข้าพเจ้าจึงสนใจใช้ไคโตซานในการดูดซับไอออนสังกะสี  เพื่อลดปริมาณไอออนนี้ก่อนที่จะปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ

 


2. วัตถุประสงค์ของโครงงาน

1. เพื่อศึกษาชนิดตัวดูดซับที่ดีที่สุดในการดูดซับโลหะหนักจากโรงงานน้ำทิ้ง

2. เพื่อศึกษาอัตราส่วนไคโตซานที่ดีที่สุดที่ทำให้กำจัดโลหะหนักจากโรงงานน้ำทิ้งได้

3. เพื่อศึกษาปริมาณไคโตซานที่ดีที่สุดที่ทำให้กำจัดโละหะหนักจากโรงงานน้ำทิ้งได้

 


3. สมมติฐานของโครงงาน

1. ถ้าชนิดของตัวดูดซับมีผลต่อการดูดซับโลหะหนักจากโรงงานน้ำทิ้ง ดังนั้นไคโตซานที่สกัดจากแกนหมึกจะดูดซับโลหะหนักจากโรงงานน้ำทิ้งได้ดีกว่าเปลือกกุ้งและกระดองปู

2. ถ้าอัตราส่วนไคโตซานมีผลต่อการดูดซับโลหะหนักจากโรงงานน้ำทิ้ง ดังนั้นปริมาณไคโตซานที่มากกว่าจะดูดซับโลหะหนักได้มากกว่าปริมาณไคโตซานที่น้อยกว่า

 

4. ตัวแปร

ตอนที่ 1 เพื่อศึกษาชนิดตัวดูดซับที่ดีที่สุดในการดูดซับโลหะหนักจากโรงงานน้ำทิ้ง

ตัวแปรต้น

                ชนิดของตัวดูดซับไคโตซาน

ตัวแปรตาม

                                ปริมาณไคโตซานที่ได้จากการดูดซับ

ตัวแปรควบคุม

                                อุณหภูมิ ความดัน ความเข้มข้น ระยะเวลาในการทำปฏิกิริยา

ตอนที่ 2 เพื่อศึกษาอัตราส่วนไคโตซานที่ดีที่สุดที่ทำให้กำจัดโลหะหนักจากโรงงานน้ำทิ้งได้

                ตัวแปรต้น

                                อัตราส่วนไคโตซาน

                ตัวแปรตาม

                                ปริมาณไคโตซานที่ได้จากการดูดซับ

                ตัวแปรควบคุม

                                อุณหภูมิ ความดัน ความเข้มข้น ระยะเวลาในการทำปฏิกิริยา

 


5. นิยามศัพท์เฉพาะ

                1. Mesh คือ หน่วยการวัดขนาดอนุภาคโดยใช้ตะแกรงร่อน จำนวนรูต่อพื้นที่ตะแกรงหนึ่งตารางนิ้ว ตัวเลขยิ่งสูงหมายถึงจำนวนรูต่อพื้นที่ตะแกรงหนึ่งตารางนิ้วมาก 

                2. การไฮโดรไลสิซ คือ การเอาเกลือมาทำปฏิกิริยากับน้ำ

 

6. ขอบเขตของการศึกษาโครงงาน

                ชนิดของโลหะหนักที่ศึกษา คือ ไอออนสังกะสี

 


7. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

                1. การสกัดไคตินจากเปลือกกั้ง เกี่ยวข้องในเรื่องกระบวนการการสกัดไคตินออกจากเปลือกกั้ง

                2. การสกัดจากแกนหมึก กระดองปู เกี่ยวข้องในเรื่องการสกัดไคตินจากแกนหมึก กระดองปู

                3. การขจัดไอออนทองแดงและแคดเมียมจากน้ำเสียในการดูดซับบนไคโตซานรูปแบบต่างๆ คือ           มีการดูดซับไอออนแคดเมียมบนไคโตซานรูปแบบต่างๆ

 


8. วิธีการดำเนินงาน

8.1 เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์

ตอนที่ 1 สกัดไคตินจากเปลือกกุ้ง กระดองปูและแกนหมึก

                1. เปลือกกุ้ง กระดองปูและแกนหมึก

2. สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ความเข้มข้น 2 โมลาร์ ปริมาตร 1,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร

                3. สารละลายกรดไฮโดรคลอริกเจือจางความเข้มข้น 2 โมลาร์ ปริมาตร 1,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร

                4. เครื่อง Stirring

ตอนที่ 2 เตรียมไคโตซาน

                1. สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์หรือโปตัสเซียมไฮดรอกไซด์เข้มข้น 50 % โดยปริมาตร

 

8.2 ขั้นตอนในการดำเนินงาน

ตอนที่ 1 สกัดไคตินจากเปลือกกุ้ง กระดองปูและแกนหมึก

1. ชั่งเปลือกกุ้ง กระดองปู แกนหมึก อย่างละ 50 กรัม โดยอบให้แห้ง แล้วบดให้เป็นชิ้น

                2. ใส่ NaOH 2 โมลาร์ ปริมาตร 1,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร ตั้งบนเครื่อง Stirring อุณหภูมิห้อง          เป็นเวลา 2 ชั่วโมง

                3. กรองเอาน้ำออก ล้างจนหมดเบส

                4. นำกากในข้อ 2 ใส่ HCl 2 โมลาร์ ปริมาตร 1,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร ตั้งบนเครื่อง Stirring อุณหภูมิห้อง เป็นเวลา 2 ชั่วโมง

                5. กรองเอาน้ำออก ล้างจนหมดกรด

                6. อบให้แห้ง ดูดความชื้นได้ไคติน

ตอนที่ 2 เตรียมไคโตซาน

1. นำไคตินใส่ NaOH 50 % โดยปริมาตร ปริมาตร 1,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร ตั้งบนเครื่อง Stirring อุณหภูมิ 140 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 2 ชั่วโมง

                 2. กรองเอาน้ำออก ล้างจนหมดกรด นำไปอบแห้ง แล้วดูดความชื้นได้ไคโตซาน

 

ผลของอุณหภูมิต่อปฏิกิริยาดึงหมู่อะซิทิล (Deacetylation) (อ้างอิงโดย No และ Meyers, 1997)        

         เมื่อกล่าวถึงอิทธิพลของอุณหภูมิต่ออัตราเร็วในการเกิดปฏิกิริยาการดึงหมู่อะซิทิลนั้น Lusena และ Rose (1953) พบว่า อุณหภูมิสูงทำให้เปอร์เซ็นต์การดึงหมู่อะซิทิลเพิ่มขึ้น แต่ขนาดโมเลกุลจะลดลง นอกจากนี้ Peniston และ Johnson(1980) อธิบายความสัมพันธ์ที่เป็นเส้นตรงระหว่างส่วนกลับของอุณหภูมิและลอกการิทึมของอัตราการเกิดปฏิกิริยา

 

ผลของระยะเวลาในการทำปฏิกิริยาดึงหมู่อะซิทิลและความเข้มข้นของด่าง

         Wu และ Bough (1978) ทำการทดลองโดยแช่ไคตินใน 50% NaOH ที่ 100°C และพบว่า ปฏิกิริยากำจัดหมู่อะซิทิลจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 1 ชั่วโมงแรก โดยมีระดับการกำจัดหมู่อะซิทิล (degree of deacetylation, %DD) ประมาณ68% และอัตราการเกิดปฏิกิริยาจะช้าลง ซึ่งค่า DD เท่ากับ 78% หลังแช่ไคตินในโซเดียมไฮดรอกไซด์เข้มข้น เป็นเวลา 5 ชั่วโมง ดังนั้น คณะผู้วิจัยจึงสรุปว่า ที่สภาวะดังกล่าว                     การเกิดปฏิกิริยากำจัดหมู่อะซิทิลจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งหากแช่ในด่างเข้มข้นนานกว่านั้นไม่ทำให้ %DD เพิ่มมากขึ้น แต่จะทำให้สายโซ่ของไคโตซานสั้นลง (อ้างอิงโดย No และMeyers, 19974)

         Lertsutthiwong และคณะ (2002) พบว่า ปฏิกิริยาการดึงหมู่อะซิทิลสามารถทำได้ที่อุณหภูมิต่ำ                     ซึ่งจากการทดลองให้ผลในทิศทางเดียวกับ Wu และ Bough (1978) โดยพบว่า เมื่อแช่ไคตินใน 50% NaOH      ที่อุณหภูมิ 40°C ปฏิกิริยาจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 3 วันแรก โดยค่า DD ที่ได้ประมาณ 75% อย่างไร            ก็ตาม DD จะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เมื่อเพิ่มระยะเวลาในการทำปฏิกิริยา นอกจากนี้คณะผู้วิจัยยังรายงานเพิ่มเติมว่า การผลิตไคโตซานที่อุณหภูมิต่ำเพื่อให้ได้ DD อย่างน้อย85% สามารถกระทำได้                           โดยการทำปฏิกิริยากำจัดหมู่อะซิทิล 2 ครั้ง (double deacetylation) ซึ่งให้ผลสอดคล้องกับ Roberts (1997); Chinadit และคณะ (1998)

         อย่างไรก็ตามปฏิกิริยาการกำจัดหมู่อะซิทิลโดยใช้ความเข้มข้นของ NaOH ที่ต่ำเกินไปจะมีผลต่อ            การละลายของไคโตซานในสารละลายกรดอ่อน ซึ่ง Alimuniar และ Zainuddin (1992) อ้างอิงโดย No และ Meyers (1997) พบว่า ไคโตซานที่ผลิตจากกระบวนการที่ใช้สารละลายด่างที่มีความเข้มข้นต่ำกว่า 45%               ไม่สามารถละลายในกรดอ่อน แม้ว่าจะแช่ไคตินในด่างนานถึง 30 วัน

          Bough และคณะ1 (1978) อ้างอิงโดย No และ Meyers (1997) ทำการตรวจสอบผลของระยะเวลาใน การกำจัดหมู่อะซิทิลต่อความหนืดและน้ำหนักโมเลกุล ซึ่งผลการทดลอง พบว่า ไคโตซานที่ผ่านกระบวนการกำจัดหมู่อะซิทิลด้วย50% NaOH ที่อุณหภูมิ 145-150°C เป็นเวลา 5 นาที จะให้ค่าความหนืดและน้ำหนักโมเลกุลสูงกว่าไคโตซานที่ผ่านการกำจัดหมู่อะซิทิล ในสภาวะเดียวกันนาน 15 นาที                  โดยการทดลองนี้ให้ผลเช่นเดียวกับ Benjakul และ Wisitwuttikul (1994)

 

ผลของสภาวะในช่วงการผลิตไคติน

        กระบวนการแยกแร่ธาตุในขั้นตอนการผลิตไคตินนั้นมีผลต่อขนาดโมเลกุลของไคโตซาน (Myint และคณะ, 2002)ซึ่งต่อมามีผู้ค้นพบว่าหากทำการแยกแร่ธาตุด้วยกรดเกลือเจือจางที่มี pH ไม่ต่ำกว่า 3 จะได้ผลิตภัณฑ์ไคโตซานที่มีความหนืดสูงนอกจากนี้ความหนืดของไคโตซานจะลดลงเมื่อเพิ่มระยะเวลาในการแยกแร่ธาตุ (Moorjani และคณะ, 1975 อ้างอิงโดยNo และ Meyers, 1997; Lertsutthiwong และคณะ3, 2002) นอกจากนี้ขั้นตอนการดึงโปรตีนออกไม่ว่าจะด้วยวิธีทางเคมีหรือการใช้เอนไซม์ก็มีผลต่อความหนืดของ  ไคโตซาน

         นอกจากนี้ Lertsutthiwong และคณะ (2002) พบว่า กระบวนการผลิตไคโตซานที่เริ่มจากกระบวนการแยกแร่ธาตุก่อนกระบวนการแยกโปรตีนจะให้ไคโตซานที่มีความหนืดสูงกว่าไคโตซานที่ผลิตจากกระบวนการที่เริ่มต้นด้วยการแยกโปรตีนและตามด้วยการแยกแร่ธาตุ

 

อัตราส่วนของไคตินต่อสารละลายด่าง
        ในระหว่างการเกิดปฏิกิริยาการกำจัดหมู่อะซิทิล การกวนอย่างทั่วถึงมีความจำเป็นอย่างมากเพื่อให้ปฏิกิริยาเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ Benjakul และ Wisitwuttikul (1994) พบว่า อัตราส่วนของไคตินและสารละลายด่างที่สูงกว่า 1:10 ไม่มีผลต่อประสิทธิภาพการกำจัดหมู่อะซิทิลของไคติน

 

ผลของขนาดวัตถุดิบ

          Bough และคณะ (1978) อ้างอิงโดย No และ Meyers (1997) ทำการตรวจสอบผลของขนาดวัตถุดิบ ต่อคุณภาพของไคโตซาน ซึ่งผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า วัตถุดิบที่มีขนาดเล็กประมาณ 1 มิลลิเมตร จะให้ผลิตภัณฑ์ไคโตซานที่มีความหนืดและน้ำหนักโมเลกุลที่สูงกว่า วัตถุดิบที่มีขนาด 2 และ 6.4 มิลลิเมตร แม้ว่าองค์ประกอบของไนโตรเจนและเถ้าจะเหมือนกัน นอกจากนี้ยังพบว่าไคตินที่มีขนาดใหญ่กว่า ต้องการระยะเวลาในการบวมตัว (swelling time) ที่นานกว่า ส่งผลให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาการดึงหมู่อะซิทิลช้ากว่า ในทางตรงกันข้าม Lusena และ Rose5 (1953) อ้างอิงโดย No และ Meyers(1997) รายงานว่า ขนาดของไคติน ประมาณ 20–80 mesh ไม่มีผลต่อปฏิกิริยากำจัดหมู่อะซิทิลและความหนืดของสารละลายไคโตซาน

 

10. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1. สามารถลดปริมาณโลหะหนักจากโรงงานน้ำทิ้งได้

2. สามารถนำเปลือกกุ้ง กระดองปูและแกนหมึก ที่เหลือจากการบริโภค มาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าได้

3. สามารถศึกษาอัตราส่วนไคโตซานที่ดีที่สุดที่ทำให้กำจัดโละหะหนักจากโรงงานน้ำทิ้งได้

4. สามารถศึกษาชนิดตัวดูดซับที่ดีที่สุดในการดูดซับโลหะหนักจากโรงงานน้ำทิ้งได้

 

1

11. เอกสารอ้างอิง

Bough และคณะ. 1978. การผลิตไคตินและไคโตซาน (online).                 

2

                http://biopolymer.igetweb.com/index.php?mo=3&art=307027, 3 มกราคม 2554.

Domard and Chaussard. 2002. การผลิตไคตินและไคโตซาน (online).        

3

http://kasetonline.com/2008/12/29/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%84%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B8%8B%E0%B8%B2%E0%B8%99/. , 3 มกราคม 2554.

Lertsutthiwong   and Myint และคณะ.2002. การผลิตไคตินและไคโตซาน (online).

4

                http://chitosan.igetweb.com/index.php?mo=3&art=226292. , 3 มกราคม 2554.

No and Meyers. 1978. การผลิตไคตินและไคโตซาน (online).

5

                http://biopolymer.igetweb.com/index.php?mo=3&art=307027, 3 มกราคม 2554.

Roa และคณะ. 2000. การผลิตไคตินและไคโตซาน (online).

http://kasetonline.com/2008/12/29/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%84%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B8%8B%E0%B8%B2%E0%B8%99/ , 3 มกราคม 2554.

 



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
โครงงานวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงปทุมธานี ปี 2554 ตอนที่ 2 : การสกัดไคตินจากเปลือกกุ้ง กระดองปูและแกนหมึกเพื่อใช้ในการดูดซับโลหะหนัก , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 2086 , โพส : 1 , Rating : 8 / 2 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1

#1 : ความคิดเห็นที่ 5
เป็นประโยชน์มากๆ ขอบคุณมากค่ะ
Name : พิมพ์กกกก [ IP : 171.98.254.167 ]
Email / Msn: -
วันที่: 31 ตุลาคม 2556 / 01:49


หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

Dek-D ชวนน้องๆ ส่งเรื่องสั้นวันแม่หัวข้อ

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android