สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

แถม-ลำดับราชวงศ์และอาณาจักรต่างๆของเกาหลีโบราณ

ตอนที่ 14 : ราชวงศ์โชซอน ค.ศ.1392-ค.ศ.1897


     อัพเดท 8 ก.ค. 53
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/เกร็ดประวัติศาสตร์
Tags: ราชวงศ์เกาหลี
ผู้แต่ง : คนรักราชวงศ์ชิง ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ คนรักราชวงศ์ชิง
My.iD: http://my.dek-d.com/kangxiemperor
< Review/Vote > Rating : 0% [ 0 mem(s) ]
This month views : 41 Overall : 3,566
10 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 23 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
แถม-ลำดับราชวงศ์และอาณาจักรต่างๆของเกาหลีโบราณ ตอนที่ 14 : ราชวงศ์โชซอน ค.ศ.1392-ค.ศ.1897 , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 12467 , โพส : 4 , Rating : 37 / 8 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


ราชอาณาจักรโชซอน
조선국 (朝鮮國)
이씨조선 (李氏朝鮮)


ค.ศ. 1392–ค.ศ. 1897


ราชวงศ์โชซอน
เกาหลี: 조선 , ฮันจา: 朝鮮, MC: Joseon, MR: Chosŏn
หรือบางครั้งจะรู้จักกันในชื่อ ราชวงศ์ลี เป็นราชวงศ์ที่ปกครองคาบสมุทรเกาหลี และเป็นราชวงศ์ปัจจุบันที่ปกครองเกาหลีในระบอบกษัตริย์หรือระบอบราชวงศ์ โดยผ่านยุคสมัยตั้งแต่เริ่มต้นมีอารยธรรมขึ้นบนคาบสมุทรเกาหลี ตั้งแต่ยุคโบราณในสมัยต่างๆมาจนกระทั่งถึงยุคสมัยนี้ ราชวงศ์โชซอน มีอายุกว่า 500 ปี

ช่วงเวลาที่ราชวงศ์โชซอนปกครองเกาหลีนั้น ได้สร้างการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มั่นคง ส่งเสริมปรัชญาของลัทธิขงจื้อให้ซึมซาบไปในสังคมเกาหลี และรับวัฒนธรรมจีน เป็นช่วงเวลาที่วัฒนธรรมเกาหลีรุ่งเรือง และมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ในช่วงศตวรรษที่ 16 ราชวงศ์โชซอนอ่อนแอลงด้วยการรุกรานของญี่ปุ่นและแมนจู ทำให้โชซอนเป็นนโยบายปิดประเทศที่แข็งกร้าว อาณาจักรโชซอนจึงเป็นรู้จักของชาวตะวันตกในนาม อาณาจักรฤๅษี (The Hermit Kingdom) เมื่อสิ้นศตวรรษที่ 18 อาณาจักรโชซอนก็เสื่อมลงด้วยการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายและการแย่งชิงอำนาจ เผชิญทั้งศึกภายนอกและศึกภายใน ใน พ.ศ. 2438 หลังจากที่ญี่ปุ่นชนะสงครามกับจีน ก็ได้บังคับให้โชซอนแยกตัวเป็นเอกราชจากราชวงศ์ชิงในสนธิสัญญาชิโมโนเซกิ ใน พ.ศ. 2440 โชซอนจึงเลื่อนสถานะเป็นจักรวรรดิเกาหลี ที่ไม่เป็นเมืองขึ้นของจีน และจักรวรรดิเกาหลีก็จบลงด้วยการเข้ายึดครองของจักรวรรดิญี่ปุ่นใน พ.ศ. 2453 ตามสนธิสัญญาการเข้ายึดครองเกาหลีของญี่ปุ่น


ราชวงศ์โชซอนก่อตั้งขึ้นโดย นายพลลีซองเก (태조 Lee Soggye) ขุนพลคนสำคัญแห่งราชวงศ์โครยอ (Koreo Dynasty) ก่อการยึดอำนาจในปี พ.ศ. 1935 (ค.ศ. 1392) ขึ้นเป็นพระเจ้าแทโจ ทรงเปลี่ยนชื่อประเทศเสียใหม่เป็นโชซอนและย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่ฮันยาง หรือ กรุงโซลในปัจจุบัน

ก่อนหน้านั้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1931 แผ่นดินซึ่งปกครองโดยราชวงศ์โครยอที่ปกครองเกาหลีมาถูกล้มล้างราชบัลลังก์ และให้พระเจ้าคงยาง ครองราชย์เป็นกษัตริย์หุ่นเชิด

ใน พ.ศ. 1935 ลี ซอเก ก็ปลดพระเจ้าคงยางและตั้งตนเองเป็นกษัตริย์ราชวงศ์ใหม่ และย้ายเมืองหลวงมาที่ฮันยาง ทำการก่อสร้างและปรับปรุงเมือง จนสร้างพระราชวังเคียงบกเสร็จใน พ.ศ. 1938 พระเจ้าแทจงโอรสของพระเจ้าแทโจก็ได้ทรงวางรากฐานการปกครองของอาณาจักรโชซอน ทรงตั้งสภาอึยจอง ให้มีการสำรวจสำมะโนประชากร และสนับสนุนลัทธิขงจื้อให้เป็นที่ยอมรับนับถือเหนือพระพุทธศาสนาซึ่งแต่เดิม มีชาวเกาหลีนับถือกันมาช้านาน พ.ศ. 1944 ราชวงศ์หมิงก็ยอมรับให้ราชวงศ์โชซอนปกครองเกาหลีอย่างเป็นทางการ และเป็นเมืองขึ้นของจีนต้องส่งบรรณาการ


การแบ่งชนชั้นในสมัยโชซอนมีรากฐานมาจากสังคมในปลายสมัยโครยอ มีกษัตริย์โชซอนอยู่ที่ยอดพีระมิด รองลงมาเป็นชนชั้นปกครอง คือ พวกขุนนาง ปราชญ์ขงจื้อต่างๆ ชนชั้นของโชซอนเป็น 4 ชั้น

   1. ยังบัน แปลว่า สองชนชั้น ประกอบด้วย มุนบัน ชนชั้นปราชญ์ คือ ขุนนางฝ่ายบุ๋น และมูบัน ชนชั้นนักรบ คือ ขุนนางฝ่ายบู้ยังบันเป็นชนชั้นที่มีเอกสิทธิ์ในการมีส่วนร่วมในการปกครอง บ้านเมือง ลูกหลานของยังบันเท่านั้นที่มีสิทธิ์สอบควากอ (จอหงวน) ในสมัยต้นโชซอนรายได้ของยังบันคือรายได้จากที่ดินของตนในการทำเกษตรกรรมหรือ ให้เช่า แต่ในสมัย พระเจ้าเซโจ กษัตริย์องค์ที่ 6 โอรสของ พระเจ้าเซจงมหาราช ได้ยึดที่ดินของยังบันไปเป็นของทางราชการหมด ทำให้ยังบันมีเพียงรายได้จากเบี้ยหวัดจากราชสำนักเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วยังบันจะได้รับการยกเว้นภาษี
   2. จุงอิน แปลว่า ชนชั้นกลาง เป็นคนกลุ่มที่เป็นลูกจ้างของทางราชการ สอบควากอได้เพียงระดับต่ำ คือ มิได้ไปเป็นขุนนางปกครองบ้านเมืองแต่เป็นคนงานในราชสำนัก อาชีพของจุงอินมีสี่อย่าง คือ ล่ามแปลภาษา นักกฎหมาย แพทย์ (ชาย) และโหรหลวง
   3. ซังมิน คือ สามัญชนทั่วไป คือ ชาวบ้านชาวนาชาวไร่ กรรมกร ชาวประมง ซึ่งจะต้องถูกเก็บภาษีจากโจ (ที่ดิน) โพ (เสื้อผ้า) และยอก (ส่วยแทนการเกณฑ์ทหาร) ซังมินจะต้องรองรับภาษีที่สูงลิบลิ่วเหล่านี้ และบ่อยครั้งที่ไม่พอใจลุกฮือต่อต้านจนทางการต้องเอากำลังมาปราบ
   4. ชอนมิน คือ ทาส พวกนี้ไม่ใช่คน ทางราชการจะเข้ามาควบคุมชนชั้นนี้เสมือนเป็นสิ่งของชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นสมบัติส่วนบุคคลสามารถซื้อขายกันได้ และทางราชการเองก็มีชอนมินไว้เป็นสมบัติเป็นจำนวนมากเพื่อใช้งานในราชสำนัก ชอนมินที่ไม่ได้มีเจ้าของก็จะประกอบอาชีพที่สังคมดูถูกเช่น คนฆ่าสัตว์ นักแสดงกายกรรม ผู้หญิงก็จะมีสามอาชีพ คือ มูดัง (ร่างทรง) คีแซง (นางโลม) และอึยนยอ (แพทย์หญิง) แต่ควากอขุนนางฝ่ายบู้ก็เปิดโอกาสให้ชอนมินผู้ชายเข้าไปเป็นทหารเช่นกัน

การแบ่งชนชั้นทางสังคมโชซอนนั้นเข้มงวดมากในต้นสมัยโชซอน แต่หลังจากสงครามกับญี่ปุ่นและการเข้ามาของวัฒนธรรมตะวันตกแล้ว ชนชั้นล่างก็เริ่มที่จะลืมตาอ้าปากได้ขณะที่ชนชั้นบนก็ยากจนขัดสนลง สตรียังบันนั้นจะต้องเชื่อฟังสามี เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านออกนอกบ้านได้นานๆครั้ง เมื่อออกนอกบ้านต้องปกปิดหน้าตา แต่สตรีในระดับชั้นล่างกลับมีอิสรภาพมากกว่า สามารถไปไหนมาไหนก็ได้


ราชวงศ์โชซอนนั้นมีพระราชวังที่อยู่ในเมืองหลวงทั้งหมดห้าแห่ง คือ

-พระราชวังคยองบก หรือ เคียงบก (เกาหลี: 경복궁) พระราชวังหลวงและพระราชวังหลักของกษัตริย์ราชวงศ์โชซอน  ตั้งอยู่ที่ตอนเหนือของกรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี เป็นหนึ่งในห้าพระราชวังใหญ่ที่สร้างขึ้นโดยราชวงศ์โชซอน สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1937 (ค.ศ. 1394) โดย ชองโดจอน (정도전) และได้กลายเป็นพระราชวังหลวงหรือวังหลักสำหรับประทับว่าราชการของกษัตริย์ และเหล่าเชื้อพระวงศ์ของเกาหลีมาโดยตลอด และได้รับการต่อเติมโดยพระเจ้าแทจงและพระเจ้าเซจงมหาราช แต่บางส่วนของพระราชวังนั้นถูกเพลิงเผาวอดในช่วงที่ญี่ปุ่นบุกประเทศเกาหลี

พระราชวังมีเนื้อที่ 5.4 ล้านตารางฟุต โดยในช่วงต้นราชวงศ์โชซอนมีตำหนักอาคารมากถึง 200 อาคาร กระทั่งปี พ.ศ. 2135 ที่กองทัพญี่ปุ่นบุกรุกประเทศเกาหลี ตำหนักต่างๆ ได้ถูกทุบทำลาย ถูกเผาทิ้งไปเป็นจำนวนมาก ก่อนที่จะได้รับการบูรณะซ่อมแซม และสร้างพระราชวังขึ้นมาใหม่ในแบบฉบับเดิม โดยในปัจจุบันมีตำหนักทั้งสิ้น 10 ตำหนัก [1]

คำว่า "เคียงบกกุง" ในภาษาเกาหลี แปลว่า "พระราชวังแห่งพรที่ส่องสว่าง (The Palace of Shining Blessings)"

-พระราชวังชางด๊อกกุง พระราชวังตะวันออก หรือ พระราชวังชางด๊อก หนึ่งในห้าพระราชวังที่สำคัญที่สุดในเกาหลี สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าแทจงแห่งราชวงศ์โชซอน เมื่อปี พ.ศ. 1948 (ค.ศ. 1405) แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 1955 (ค.ศ. 1412) ด้วยเหตุที่พระราชวังแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระราชวังเคียงบก (Kyeongbok Palace) ผู้คนจึงเรียกพระราชวังแห่งนี้ว่าพระราชวังตะวันออก (East Palace)

ต่อมาในรัชกาลพระเจ้าซอนโจ กษัตริย์องค์ที่ 14 ของราชวงศ์ยังได้โปรดให้ขยายสนามหญ้าของพระราชวังเป็น 500,000 ตารางเมตร

ในปี พ.ศ. 2135 (ค.ศ. 1592) ขุนศึกญี่ปุ่น โทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิได้เข้ารุกรานเกาหลี กินเวลายาวนานถึง 7 ปี พร้อมกับเผาทำลายพระราชวัง ซึ่งในปีนี้เองเป็นปีที่ฉลองครบรอบ 200 ปีแห่งการสถาปนาราชวงศ์

หลังจากผ่านสงคราม 7 ปีไปแล้ว พระราชวังก็ได้รับการบูรณะขึ้นอีกครั้งในปี พ.ศ. 2152 (ค.ศ. 1619) โดยพระเจ้าซอนโจ และองค์ชายควางแฮกุน แต่อีก 4 ปีต่อมา พระราชวังกลับเกิดเพลิงเผาวอดอีกครั้ง ในเหตุจราจลที่ขุนนางไม่พอใจองค์ชายควางแฮและก่อการยึดอำนาจ สถาปนาองค์ชายนึงยางขึ้นเป็นพระเจ้าอินโจ พร้อมกับเนรเทศองค์ชายควางแฮไปเกาะคังฮวา

พระราชวังถูกโจมตีอีกครั้งโดยพวกแมนจูหรือราชวงศ์ชิงของจีน แต่หลังจากนั้นพระราชวังก็ได้รับการสร้างใหม่ให้อยู่ในสภาพดั้งเดิม

ชางด๊อกกุงได้ใช้เป็นที่ประทับขององค์กษัตริย์ ที่ว่าราชการ และที่ทำงานของขุนนางข้าราชการจนถึงปี พ.ศ. 2415 (ค.ศ. 1872) เมื่อพระราชวังเคียงบกซึ่งอยู่ข้างเคียงได้รับการสร้างขึ้นใหม่อีกครั้งโดยสมเด็จพระจักรพรรดิซุนจง แต่อย่างไรก็ตามกษัตริย์พระองค์สุดท้ายของเกาหลีพระองค์นี้ก็ได้เสด็จมาประทับที่ชางด๊อกกุงเรื่อยมากระทั่งสวรรคตในปี พ.ศ. 2469 (ค.ศ. 1926)

พระราชวังแห่งนี้ได้เป็นฉากหลังในซีรีส์เกาหลีเรื่องแดจังกึมจอมนางแห่งวังหลวง
โซล บีวอน

ในปัจจุบัน เชื้อพระวงศ์และราชวงศ์เกาหลี ที่ปัจจุบัน ยังไม่มีความเป็นประมุขประเทศอย่างเป็นทางการ นั้น ถ้าในอนาคต สถาบันกษัตริย์เกาหลีถูกฟื้นขึ้นในฐานะสัญลักษณ์(ระบอบประชาธิปไตยอันมี สมเด็จพระจักรพรรดิเป็นประมุข) สถานที่แห่งนี้น่า เป็นสถานที่ใช้ในการประกอบพิธี การขึ้นครองราชย์ อีกครั้ง ของสถาบันกษัตริย์เกาหลี


-พระราชวังต๊อกซูกุง พระราชวังตะวันตก พระราชวังต๊อกซู เป็นหนึ่งในห้าพระราชวังที่สำคัญที่สุดของ ราชวงศ์โชซอน และ เกาหลี เดิมพระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประทับของ องค์ชายวอลซาน พระเชษฐาใน พระเจ้าซองจง หรือ องค์ชายชาซาน โดยในระหว่าง สงครามเจ็ดปี ที่นี่ได้กลายเป็นพระราชวังหลวงโดย พระเจ้าซอนโจ เป็นกษัตริย์องค์แรกที่เสด็จมาประทับที่พระราชวังแห่งนี้และ องค์ชายควางแฮกุน ได้ทรงสวมมงกุฎที่นี่เมื่อ ค.ศ. 1608 (พ.ศ. 2151) และทรงได้เปลี่ยนชื่อพระราชวังแห่งนี้เป็น พระราชวังยอนกุนกุง (경운궁, 慶運宮)ในปี ค.ศ. 1611 (พ.ศ. 2154)หลังจากทางราชสำนักได้กลับไปสร้าง พระราชวังชางด๊อกกุง ขึ้นมาใหม่ในปี ค.ศ. 1618 (พ.ศ. 2161) พระราชวังแห่งนี้ก็ได้เป็นพระราชวังรองตลอด 270 ปี (ค.ศ. 1618-1888) และได้เปลี่ยนชื่อเป็น ซอกุง (พระราชวังตะวันตก) ต่อมาในปี ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) หลังจากเกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองแล้ว พระเจ้าโกจง ได้ทรงลี้ภัยเข้าไปประทับใน สถานทูตรัสเซีย หลังจากนั้นพระองค์ได้กลับมาประทับ ที่พระราชวังแห่งนี้และได้เปลี่ยนชื่อเป็นยอนกุนกุงอีกครั้งหลังจากทรงย้าย กลับมาประทับที่พระราชวังแห่งนี้แล้วทรงโปรดให้มีการขยายและเพิ่มเติมสิ่ง ้อำนวยความสะดวกในพระราชวังหลังจากทรงสละราชสมบัติให้ สมเด็จพระจักรพรรดิซุนจง พระราชโอรสก็ทรงประทับที่พระราชวังแห่งนี้และ้ได้เปลี่ยน ชื่อพระราชวังเป็น พระราชวังต๊อกซูกุง จนถึงทุกวันนี้และมีเรื่องเล่าอ้างอิงว่าทรงอธิษฐานให้ทรงมีพระชนม์ชีพที่ยาวนานและทรงใช้พระชนม์ชีพ ้ที่เหลือประทับที่ ฮัมเนียงจอน โดยปัจจุบันนี้พระราชวังต๊อกซูกุงได้เป็นพิพิธภัณฑ์มีสวนป่าและมี พระบรมรูป พระเจ้าเซจงมหาราช


-พระราชวังชางเกียงกุง พระราชวังฤดูร้อน หรือ พระราชวังชางเกียง หนึ่งในห้าพระราชวังที่สำคัญที่สุดใน เกาหลี ตั้งอยู่ในกรุง โซล ประเทศ เกาหลีใต้ เดิมเป็น พระราชวังฤดูร้อน ของกษัตริย์ ราชวงศ์โครยอ กระทั่ง พระเจ้าเซจงมหาราช มีดำริที่จะสร้างพระราชวังถวายแก่พระราชบิดาคือ พระเจ้าแทจง แต่ต่อมาในปี พ.ศ. 2026 ในรัชสมัย พระเจ้าซองจง ทรงโปรดให้บูรณะซ่อมแซมและขยายอาณาเขตของพระราชวัง และในปี พ.ศ. 2295 ได้มีกษัตริย์องค์หนึ่งประสูติ ณ พระราชวังแห่งนี้คือ พระเจ้าจองโจ หรือ องค์ชายลีซาน และระหว่างยุคล่าอาณานิคมของญี่ปุ่น พวกญี่ปุ่นได้สร้างสวนสัตว์ สวนสาธารณะ และพิพิธภัณฑ์ไว้ที่นี่ จนในปี ค.ศ. 1983 (พ.ศ. 2526) ได้มีการย้ายสวนสัตว์และสวนสาธารณะออกไปเหลือแค่พิพิธภัณฑ์เท่านั้น


-พระราชวังคยองฮึยกุง พระราชวังใต้ หรือ พระราชวังเคียงฮึย เป็นหนึ่งในห้าพระราชวังที่สำคัญที่สุดของราชวงศ์โชซอนและเกาหลีพระราชวังแห่งนี้ตั้งอยู่ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ สร้างในช่วงราชวงศ์โชซอนตอนปลายและพระราชวังแห่งนี้ได้เป็นพระราชวังแห่งที่ 2 ขององค์พระมหากษัตริย์ โดยพระราชวังแห่งนี้ตั้งอยู่ทางตะวันตกของโซล จึงเรียกว่า ซอกโวล (พระราชวังตะวันตก) โดยตั้งแต่รัชกาลพระเจ้าอินโจ - พระเจ้าชอลจง เป็นเวลา 10 รัชกาลที่ประทับที่นี่


-ป้อมฮวาซอง ป้อมที่ใหญ่ที่สุดในราชวงศ์โชซอน (Hwaseong Fortress) ตั้งอยู่ที่เมืองซูวอน ประเทศเกาหลีใต้สร้างขึ้นในช่วง ค.ศ. 1794 - 1796 โดยพระเจ้าจองโจแห่งราชวงศ์โชซอน เพื่อใช้เป็นที่ประทับและเป็นที่ฝังพระศพขององค์ชายรัชทายาทจังฮอน (องค์ชายซาโด) ที่ถูกพระบิดาคือพระเจ้ายองโจซึ่งเป็นพระอัยกาของพระเจ้าจองโจลงโทษโดยการขังองค์ชายไว้ในถังข้าว ให้อดข้าวอดน้ำพอผ่านไป 7 วันจนสิ้นพระชนม์ภายในถังข้าว

ป้อมฮวาซองมีพืนที่ถึง 30 ตารางกิโลเมตรโดยตั้งอยู่ทางใต้ของกรุงโซล (พ.ศ. 2540)



อาณาจักรโชซอนรุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยพระเจ้าเซจงมหาราช (พ.ศ. 1961 - พ.ศ. 1993) ทั้งในด้านการปกครองและวัฒนธรรม ทรงได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ที่ตั้งอยู่ในคุณธรรมและเห็นแก่ประชาชน พระเจ้าเซจงทรงให้มีการก่อสร้างจิปฮยอนจอน สำนักรวบรวมปราชญ์ขงจื้อเพื่อคอยเป็นที่ปรึกษาให้กับพระองค์และสร้างนัก ปราชญ์ที่คงแก่เรียนต่อไป สมัยพระเจ้าเซจงมหาราชมีนักประดิษฐ์ชื่อจาง ยองชิล ประดิษฐ์มาตรวัดน้ำฝนอันแรกของโลก และสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ เช่น นาฬิกาแดด สมัยพระเจ้าเซจงมหาราชเป็นสมัยแห่งการแผยแพร่ความรู้ตามแบบเกาหลีโบราณใน หลายสาขา เช่น การเกษตร การแพทย์ ดนตรี มีการพิมพ์หนังสือขึ้นหลายเล่ม เกี่ยวกับแขนงวิชาเหล่านี้ และใน พ.ศ. 1986 ทรงสั่งให้มีการประดิษฐ์อักษรฮันกึล เป็นอักษรของชาวเกาหลีชุดแรกแทนที่ฮันจา|อักษรจีนที่ใช้เขียนแทนเสียงภาษาเกาหลี




ในพ.ศ. 2130 โทโยโทมิ ฮิเดโยชิิ โชกุนซึ่งได้รวบรวมประเทศญี่ปุ่นในยุคเซงโงกุุได้จนสำเร็จ คิดวางแผนที่จะบุกยึดจีนราชวงศ์หมิง แต่ระหว่างทั้งสองประเทศนั้นมีโชซอนคั่นกลาง โทโยโทมิจึงได้สั่งให้โซ โยชิโทชิ เจ้าผู้ครองเกาะซึชิมา ไปยื่นคำขาดแก่โชซอนให้ช่วยเหลือญี่ปุ่นในการบุกยึดราชวงศ์หมิง แต่เกาะซิชิมาได้รับเอกสิทธิ์จากโชซอนให้เป็นทางผ่านการค้ากับโชซอนเพียง เกาะเดียว ทำให้โซเจ้าผู้ครองเกาะไม่อยากจะทำลายความสัมพันธ์อันดีกับโชซอนและทำลายการ ค้า จึงส่งบรรณาการให้กับโชซอนแทน พระเจ้าซอนโจจึง ส่งทูตไปยังเกียวโตเพื่อขอบพระทัยโทโยโทมิ แต่โทโยโทมิเข้าใจว่าทูตโชซอนมาส่งบรรณาการจึงเขียนจดหมายตอบกลับไปให้โชซอน เข้าร่วมสงครามกับราชวงศ์หมิง

พระเจ้าซอนโจและบรรดาขุนนางพากันตะลึง ว่าญี่ปุ่นจะบุกยึดจีน ด้วยเหตุที่โชซอนเป็นเมืองขึ้นจีน การจะทำสงครามกับจีนคงเป็นไปไม่ได้ จึงตัดสินใจรอรายละเอียดที่ชัดเจนจากญี่ปุ่น แต่โทโยโทมิเห็นว่าส่งคำขอไปสองครั้งแล้วไม่ตอบรับก็ส่งกองทัพบุกโชซอนในพ.ศ. 2135 บุกยึดปูซาน และรุกไปทางเหนือยึดฮันยางได้อย่างรวดเร็ว เพราะญี่ปุ่นมีปืนแต่โชซอนมีธนู และเผาพระราชวังเคียงบกยับเยิน แต่พระเจ้าซองโจทรงหลบหนีไปเปียงยางก่อนหน้านี้แล้ว ทัพญี่ปุ่นจึงบุกไปทางเหนือยึดเปียงยาง แต่ทางทะเลนั้นมีขุนพลลี ซุนชิน สกัดกั้นการส่งเสบียงของญี่ปุ่นทางน้ำได้โดยใช้คอบุกซอน (เรือเต่า) เรือที่มีเกราะเหล็กลำแรกของโลก และทางบกมี ควาน ยูล โต้ทัพญี่ปุ่นกลับทางบก พระเจ้าซอนโจทรงหลบหนีไปปักกิ่งและร้องขอให้จักรพรรดิหว่านลี่ช่วย เหลือ ฮ่องเต้หว่านลี่ส่งทัพมาช่วยจนยึดเปียงยางคืนได้ในพ.ศ. 2131 และทำลายเสบียงญี่ปุ่นจนต้องทิ้งเมืองฮันยาง จนในที่สุดจีนและญี่ปุ่นก็สงบศึกกัน
ลี ซุนชิน

สงครามทำให้โชซอนปรับปรุงการป้องกันประเทศของตนใหม่ โดยจัดการสร้างป้อมรอบฮันยาง มีการรับเอาปืนเข้ามาใช้อย่างเป็นทางการ เมื่อการเจรจาสงบศึกของจีนและญี่ปุ่นไม่เป็นผล โทโยโทมิก็ส่งทัพมาบุกอีกในพ.ศ. 2140 แต่ถูกทัพโชซอนและจีนต้านทานไว้ได้เป็นส่วนใหญ่ และทางน้ำลีซุนชิน ทำลายทัพเรือญี่ปุ่นยับเยิน โทโยโทมิเสียชีวิตในพ.ศ. 2141 ญี่ปุ่นจึงถอยทัพกลับ และถูกทัพเรือโชซอนโจมตีที่โนรยาง แต่ลีซุนชินถูกยิงเสียชีวิต

เมื่อสิ้นสงครามแล้วประเทศโชซอนก็ตกอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรม บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะข้าวยากหมากแพง ทุกชนชั้นไม่ว่าจะเป็นยังบันหรือสามัญชนล้วนอดอยาก ทำให้ยังบันเริ่มที่จะขายต่ำแหน่งเอาเงิน ถอยร่นไปอยู่ไร่อยู่นาก็มี และสามัญชนก็กลับเริ่มที่จะมีโอกาสเป็นขุนนางและร่ำรวยมากขึ้น ระบอบสังคมที่เข้มงวดควบคุมโดยหลักขงจื้อต้องสั่นสะเทือน ที่สำคัญงานศิลปะต่างๆสมบัติล้ำค่าทั้งหลายล้วนถูกญี่ปุ่นยึดเอากลับไปหมด ศิลปินต่างๆช่างฝีมือก็สิ้นชีวิตในสงครามเสียหมด ยุคนี้จึงเป็นยุคเสื่อมของโชซอนทั้งการปกครอง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม



ในพ.ศ. 2162 ราชวงศ์หมิงพ่ายแพ้เผ่าแมนจูภายใต้การนำของนูร์ฮาชีใน การรบที่ซาร์ฮู โชซอนเองก็ได้ส่งกำลังเข้าร่วมรบกับฝ่ายราชวงศ์หมิง จึงเห็นว่าเผ่าแมนจูเริ่มจะมีกำลังขึ้นเรื่อยๆจึงควรจะดำเนินนโยบายเป็นกลาง แต่พ.ศ. 2166 ฝ่ายตะวันตกยึดบัลลังก์จากองค์ชายควางแฮและให้พระเจ้าอินโจครองราชย์ ฝ่ายตะวันตกมีนโยบายเข้าข้างราชวงศ์หมิง ในพ.ศ. 2167 ลีควาล ได้ก่อกบฏแย่งบัลลังก์พระเจ้าอินโจแต่ไม่สำเร็จถูกประหารชีวิต แต่กบฏที่เหลือหนีไปแมนจูเรียพบหวงไท่จี๋ลูกของจักรพรรดินูรฮาชีร้องขอให้บุกโชซอนเพื่อคืนอำนาจแก่ตน พ.ศ. 2170 หวงไท่จี๋นำทัพเข้าบุกโชซอนปล้มสะดมเมืองเปียงยาง พระเจ้าอินโจทรงหนีไปเกาะคังฮวา จนหวงไท่จี๋ยอมสงบศึก

พ.ศ. 2178 หวงไท่จี๋สถาปนาราชวงศ์ชิง ปีต่อมาพ.ศ. 2179 จึงส่งสารมาเรียกบรรณาการจากโชซอน บรรดาขุนนางฝ่ายตะวันตกซึ่งสนับสนุนราชวงศ์หมิงก็ปฏิเสธทันที หวงไท่จี๋จึงส่งทัพมาบุกถึงฮันซองอย่างรวดเร็วจนพระเจ้าอินโจทรงหลบหนีไม่ ทัน และล้อมเมืองไว้ ทำให้ภายในเมืองผู้คนเริ่มอดอยากล้มตาย อีกทั้งพระโอรสและบรรดาสนมต่างถูกทัพแมนจูจับที่เกาะคังฮวา ทำให้พระเจ้าอินโจทรงยอมแพ้ หวงไท่จี๋นัดพระเจ้าอินโจมาที่ซัมจอนโด สั่งให้สร้างอนุสรณ์ยกย่องแมนจู และบังคับให้พระเจ้าอินโจคำนับตนเองถึงเก้าครั้ง รวมทั้งยังตั้งเงื่อนไขให้โชซอนพ้นจากราชวงศ์หมิงมาเป็นเมืองขึ้นของราชวงศ์ ชิง และส่งองค์ชายโซฮยอนและองค์ชายพงนิมรวมทั้งลูกชายของขุนนางชั้นสูงไปเป็นตัวประกันที่เสิ่นหยาง

ความพ่ายแพ้คราวนี้สร้างความคับแค้นแก่โชซอนอย่างมาก เพราะชาวโชซอนดูถูกพวกแมนจูมาช้านาน ว่าเป็นอนารยชนจากทางเหนือ ขุนนางโชซอนยังคงจงรักภักดีต่อราชวงศ์หมิงอยู่ จนราชวงศ์หมิงถูกทำลายลงในพ.ศ. 2187 ราชวงศ์ชิงของพวกแมนจูก็เข้าปกครองแทน โชซอนก็ยังต้องส่งบรรณาการให้กับจีนต่อไปอีกราชวงศ์หนึ่ง



ความแตกแยกของขุนนางออกเป็นหลายฝ่ายเริ่มขึ้นในสมัยพระเจ้าซอนโจ โดยแตกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายขุนนางที่อาศัยอยู่ทางซีกตะวันตกของเมืองฮันซอง เรียกว่า ฝ่ายตะวันตก (ซออิน) มีความคิดอนุรักษ์นิยมยึดมั่นในหลักขงจื้อ และฝ่ายตะวันออก (ทงอิน) มีความคิดแนวปฏิรูปจากหลักการดั้งเดิม หลังสิ้นสุดสงครามอิมิจิน ฝ่ายตะวันออกก็มีอำนาจขึ้นมาเพราะกระแสปฏิรูปที่เกิดขึ้น แต่ฝ่ายตะวันออกก็แตกอีกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายใต้ (นัมอิน) คือพวกหัวกลางๆ และฝ่ายเหนือ (พุกอิน) ที่หัวปฏิรูปแรงกล้า ครั้นพ.ศ. 2151 พระเจ้าซอนโจสิ้นพระชนม์ ฝ่ายตะวันออกก็พลักดันให้องค์ชายควางแฮขึ้นครองราชย์ แต่ก็ถูกฝ่ายตะวันตกยึดบัลลังก์ไปในพ.ศ. 2166 ให้พระเจ้าอินโจขึ้นครองราชย์แทน แต่ฝ่ายเหนือก็ก่อกบฏ จนนำไปสู่การรุกรานของแมนจูในที่สุด

การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของขุนนางได้สร้างความขัดแย้งและความวุ่นวายให้แก่ อาณาจักรโชซอนไปอีก 100 กว่าปี ในพ.ศ. 2202 พระเจ้าฮโยจงสิ้นพระชนม์ ก็เกิดปัญหาว่าควรจะให้พระพันปีแจอึยซึ่งเป็นพระมารดาเลี้ยงของพระเจ้าฮโยจง สวมชุดไว้ทุกข์เป็นเวลานานเท่าไร เพราะตามหลักของจื้อไม่ได้บอกไว้ว่าเมื่อลูกเลี้ยงที่สืบทอดตระกูลเสียชีวิต จะให้แม่เลี้ยงทำอย่างไร ฝ่ายตะวันตกบอกว่าให้ใส่หนึ่งปี แต่ฝ่ายใต้บอกให้ใส่สามปี พระเจ้าฮยอนจงทรงเลือกที่จะให้ใส่หนึ่งปี เท่ากับดันให้ฝ่ายตะวันตกมีอำนาจ แต่พระองค์ก็ทรงสนับสนุนฝ่ายใต้เพื่อคานอำนาจ พอพ.ศ. 2217 มเหสีอินซอนพระมารดาของพระเจ้าฮยอนจงสิ้นพระชนม์ ก็เกิดปัญหาขัดแย้งระหว่างฝ่ายตะวันตกกับฝ่ายใต้อีกว่าจะให้พระพันปีแจอึ ยไว้ทุกข์นานเท่าไร แม้พระเจ้าฮยอนจงจะสิ้นพระชนม์ในปีเดียวกัน ความขัดแย้งก็ไม่สิ้นสุด จนพระเจ้าซุกจงต้องทรงห้ามมิให้ทะเลาะกันอีก

ในพ.ศ. 2223 ฝ่ายใต้ล่มสลาย เหลือแต่ฝ่ายตะวันตกจึงแบ่งเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายโนนน (พวกหัวเก่า) ประกอบด้วยขุนนางอาวุโส และฝ่ายโซนน (พวกหัวใหม่) มีขุนนางรุ่นใหม่ ในสมัยพระเจ้าซุกจง ฝ่ายโนนนและฝ่ายโซนนขัดแย้งกันเรื่องการแต่งตั้งรัชทายาท ฝ่ายโนนนสนับสนุนพระเจ้ายองโจ แต่ฝ่ายโซนนสนับสนุนพระเจ้าเคียงจง ในพ.ศ. 2233 พระเจ้าเคียงจงทรงได้เป็นรัชทายาท ทำให้ฝ่ายโนนนเสื่อมอำนาจลงไป

เมื่อพระเจ้ายองโจครอง ราชย์ใน พ.ศ. 2267 ทรงเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของขุนนาง บ้านเมืองที่ทรุดโทรมและประชาชนกำลังลำบากแต่ราชสำนักกลับมัวแต่ทะเลาะกัน จึงทรงห้ามมิให้มีการแบ่งฝ่ายอีก การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายจึงเสื่อมลงตั้งแต่สมัยพระเจ้ายองโจ และสิ้นสุดในสมัยแทวอนกุน



น พ.ศ. 2278 เฮนดริก ฮาเมล พนักงานบัญชีของบริษัทดัทช์อินเดียตะวันออก แล่นเรือมุ่งหน้าสู่ญี่ปุ่นแต่ถูกพายุซัดมาเรือล่มที่เกาะเชจูมี ลูกเรือรอดอยู่ 30 กว่าคน แต่ทั้งหมดก็ถูกพระเจ้าฮโยจงจับขังไว้ที่ฮันยางนานถึง 13 ปี แล้วฮาเมลจึงสามารถหลบหนีออกมาจากอาณาจักรฤๅษี (The Hermit Kingdom) นี้ได้ ฮาเมลและพรรคพวกเป็นชาวตะวันตกกลุ่มแรกที่ได้เห็นผืนแผ่นดินโชซอน แม้โชซอนจะต้อนรับไม่ค่อยจะดีนักก็ตาม
พระเจ้ายองโจ

แต่สำหรับชาวโชซอนแล้ว หลังจากผ่านสงครามกับต่างชาติที่หนักน่วงมาสองครั้ง ได้เรียนรู้ว่าทุกสิ่งที่มาจากภายนอกเป็นภัยไปเสียหมด ทำให้โชซอนมีนโยบายปิดประเทศที่แข็งกร้าว มีเพียงสองทางแคบๆที่โชซอนติดต่อกับโลกภายนอกคือการค้ากับจีนและกับญี่ปุ่น ผ่านเกาะซิชิมา เมื่อมีชาวยุโรปมาหาโดยไม่ตั้งตัวจึงเหมือนกับมีมนุษย์ต่างดาวบุกก็ไม่ปาน แต่วิทยาการตะวันตกก็แทรกซึมมาสู่อาณาจักรล้อมรั้วเหล็กนี้ได้ในที่สุด ผ่านทางการค้ากับจีน เมื่อพระเจ้าอินโจส่งพระโอรสสองพระองค์ไปเป็นตัวประกันที่จีน พระโอรสทั้งสองก็ได้สัมผัสกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของชาวตะวันตกในจีน รวมทั้งคณะมิชชันนารีที่กำลังแผยแผ่ศาสนาคริสต์ ในพ.ศ. 2288 องค์ชายโซฮยอนเสด็จกลับโชซอน ได้ทำสินค้าจีนและแนวความคิดแบบชาวตะวันตกเข้ามา ทำให้พระองค์ทรงขัดแย้งกับพระเจ้าอินโจ และทรงถูกปลงพระชนม์ในที่สุด

ในศตวรรษที่ 18 คณะมิชชันนารีก็ได้ย่างเท้าเข้ามาสู่อาณาจักรโชซอนในที่สุด และเริ่มได้รับผู้นับถือมากขึ้นเรื่อยๆ บรรดาขุนนางและปราชญ์ขงจื้อต่างเห็นพ้องต้องกันว่าศาสนาคริสต์เป็นความเชื่อ ที่คุกคามโครงสร้างทางสังคมของโชซอน แต่สำหรับสามัญชนแล้วศาสนาคริสต์คือผู้ปลดปล่อยพวกเขาจากสังคมที่เข้มงวดของ โชซอนนั่นเอง จนในพ.ศ. 2301 พระเจ้ายองโจก็ทรงประกาศห้ามการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ แต่พระเจ้ายองโจก็ทรงมีนโยบายที่ผ่อนปรน แต่หลังจากสมัยของพระองค์แล้วก็มีการสังหารหมู่ชาวคริสต์อยู่หลายครั้ง ชาวคริสต์จึงต้องหลบซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆและบ่อยครั้งที่ถูกตามจนพบและกวาด ล้าง



พ.ศ. 2406 พระเจ้าโคจงขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนม์มายุได้ 11 ชันษา องค์ชายแทวอนกุนพระ บิดาสำเร็จราชการแทน ในพ.ศ. 2408 รัสเซียนำทัพเรือมาบุกเกาหลีทางตะวันออกเพื่อเรียกร้องสิทธิพิเศษทางการค้า เหมือนกับที่ชาติตะวันตกอื่นๆได้ทำกับจีน บรรดามิชชันนารีชาวฝรั่งเศสในโชซอนจึงเห็นเป็นโอกาสที่จะนำศาสนาคริสต์ได้ รับการยอบรับจากทางราชการ จึงเสนอให้บิชอป แบร์โนซ์ เป็นตัวแทนเจรจากับฝรั่งเศสเพื่อขอความช่วยเหลือจากการรุกรานของรัสเซีย แทวอนกุนทรงยอมรับข้อเสนอ แต่เมื่อบิชอปแบร์โนซ์เดินทางถึงฮันยางกลับถูกจับและประหารชีวิต ตามมาด้วยการสังหารมิชชันนารีอีกหลายท่านและชาวคริสต์เกาหลีจำนวนมาก

มิชชันนารีที่รอดชีวิตก็ได้หลบหนีไปปักกิ่ง และเข้าพบปิแอร์-กุสตาฟ โรเซอ นายพลเรือฝรั่งเศส โรเชอจึงตัดสินใจบุกยึดโชซอนในทันที เพื่อกู้ศักดิ์ศรีของฝรั่งเศสและคริสต์ศาสนา ซึ่งโรเชอได้รับการสนับสนุนจากอองรี เดอ บัลโลเนต์ กงศุลฝรั่งเศสในปักกิ่ง โรเซอบุกยึดได้เกาะคังฮวา แต่กระแสน้ำแปรปรวนและแม่น้ำฮันตื้นเขินเกินกว่าจะล่องเรือไปได้ทำให้โรเซ อไปไม่ถึงฮันยาง โรเซอพยายามจะขึ้นฝั่งอยู่หลายครั้งแต่ถูกชาวโชซอนต่อต้านอย่างรุนแรงจึงถอย กลับไปในที่สุด การบุกเกาหลีของฝรั่งเศสครั้งนี้เรียกว่า พยองอินยังโย (การรุกรานของชาวตะวันตกในปีพยองอิน)

ในปีพ.ศ. 2408 เช่นกัน บริษัทอังกฤษแห่งหนึ่งในจีน ต้องการที่จะทำสัญญาการค้ากับโชซอน จึงส่งเรือรบเจเนอรัล เชอร์แมน ของสหรัฐอเมริกาไป ยังโชซอน แต่กลับถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากแทวอนกุนซึ่งส่งทัพมาโจมตีและเผาเรือเจเนอ รัล เชอร์แมน ในพ.ศ. 2414 สหรัฐอเมริกาจึงส่งทัพมาโชซอน เพื่อเจรจาสันติภาพว่าสหรัฐอเมริกาจะขอสำรวจน่านน้ำของโชซอนและจะไม่ทำ อันตราย แต่ด้วยการสื่อสารที่ไม่ได้ผลทำให้เมื่อทัพเรือสหรัฐอเมริกาเข้าสู่แม่น้ำฮัน ชาวโชซอนตกใจคิดว่าจะมาบุกยึดฮันยางจึงยิงปืนใส่ ทัพสหรัฐอเมริกาจึงบุกยึดเกาะคังฮวา และโจมตีเมืองต่างๆของโชซอน และได้จับชาวโชซอนเป็นเชลยไว้จำนวนมาก จึงคิดจะให้เป็นข้อแลกเปลี่ยนในการทำสัญญาทางการค้า แต่ทางราชการไม่สนใจชีวิตของตัวประกันและยังคงยืนยันจะปิดประเทศต่อไป เมื่อการเจรจาไม่ได้ผลทัพเรืออเมริกาจึงถอยทัพกลับ การบุกเกาหลีของสหรัฐอเมริกาครั้งนี้เรียกว่า ชินมียังโย (การรุกรานของชาวตะวันตกในปีชินมี)



มเหสีของพระเจ้าโกจง คือ มเหสีมิน ทรงเป็นสตรีที่เชี่ยวชาญด้านการเมือง บ่อยครั้งที่พระองค์จะออกมาจากที่กักกันของนางในในวังมาว่าราชการกับบรรดา ขุนนางและนักปราชญ์ ซึ่งผิดหลักขงจื้ออย่างร้ายแรง ซึ่งห้ามมิให้สตรียุ่งเกี่ยวกิจการบ้านเมือง และยังสร้างความไม่พอใจให้แก่แทวอนกุน ซึ่งต้องการจะรักษาอำนาจของตนไว้ จนในพ.ศ. 2425พระเจ้าโกจงทรงมีพระโอรสประสูติกับพระสนมองค์หนึ่ง ทำให้แทวอนกุนกล่าวโทษมเหสีมินว่าไม่ทรงทำหน้าที่ของภรรยาที่ดีแต่กลับว่า ราชการ มเหสีมินจึงทรงตอบโต้ด้วยการให้ขุนนางฝ่ายพระองค์ลงความเห็นให้พระเจ้าโกจง ทรงว่าราชการด้วยพระองค์เอง สิ้นสุดการว่าราชการแทนของแทวอนกุน และส่งแทวอนกุนไปประทับที่พระราชวังอึนฮยอนเล็กๆ นอกเมืองฮันยาง

ญี่ปุ่นหลังจากที่มีการฟื้นฟูเมจินั้น ได้รับเอาวิทยาการตะวันตกเข้ามาอย่างมากและปรับปรุงประเทศจนทันสมัยมีพลัง อำนาจแสนยานุภาพทัดเทียมชาติตะวันตก ในพ.ศ. 2418 เรือรบญี่ปุ่นชื่อ อุโย บุกเข้ามาโจตีเมืองท่าต่างๆของโชซอนและหนีกลับ และญี่ปุ่นก็ส่งข้อเรียกร้องจนญี่ปุ่นและโชซอนได้ทำสนธิสัญญาคังฮวา ซึ่งเป็นสนธิสัญญาที่ไม่เท่าเทียม ทำให้โชซอนเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้แก่ญี่ปุ่น และต้องเปิดเมืองท่าให้กับญี่ปุ่นและชาวตะวันตก ได้แก่ ปูซาน อินชอน วอนซัน




ในพ.ศ. 2420 โชซอนส่งทูตไปเยี่ยมชมการปรับปรุงประเทศตามแบบตะวันตกของญี่ปุ่น และทูตก็ได้พบว่าญี่ปุ่นนั้นเจริญก้าวหน้าเมืองต่างๆกลายเป็นเมืองใหญ่ มเหสีมินจึงทรงตระหนักว่าประเทศของพระองค์นั้นล้าสมัยเพียงใดและต้องการการ พัฒนาประเทศ แต่บรรดาขุนนางขงจื้อของพระองค์ก็แตกเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายหัวก้าวหน้า ที่เห็นชอบกับการรับวิทยาการตะวันตกเข้ามาอย่างเต็มที่ และตัดความสัมพันธ์กับจีน และฝ่ายซาแด คือ ฝ่ายที่เห็นตัวอย่างจากราชวงศ์ชิงแล้วว่า ชาวตะวันตกคือภัยคุกคาม ไม่ควรข้องแวะ แต่ภายใต้อำนาจของมเหสีมิน วิทยาการตะวันตกก็เข้าสู่โชซอนอย่างเต็มตัว

ผลก็คือกบฎทหารเก่า ที่ถูกแทนที่ด้วยทหารที่มีเทคโนโลยีมากกว่า จึงถูกละเลยและไม่ได้รับค่าจ้าง และหันไปหาแทวอนกุน แทวอนกุนเห็นโอกาสจึงส่งทหารพวกนี้มาบุกพระราชวังเคียงบกสังหารผู้สนับสนุน มเหสีมินในพ.ศ. 2425 พระเจ้าโกจงและมเหสีมินทรงหลบหนีได้ทัน ฝ่ายจีนเกรงว่าตนจะเสียการควบคุมประเทศราช จึงส่งทัพมายึดอำนาจคืนให้มเหสีมินและจับตัวแทวอนกุนกลับไปจีน ฝ่ายญี่ปุ่นได้โอกาสจึงหาข้ออ้างให้โชซอนขดเชยค่าเสียหายจากกบฏและส่งทัพมา คุ้มครองสถานกงศุล มเหสีมินจึงทรงอนุญาตให้จีนส่งทัพมาประจำที่โชซอน เพื่อคานอำนาจกับญี่ปุ่น และทรงเชื่อคำแนะนำของจีน ที่ให้โชซอนทำสัญญาการค้ากับชาติตะวันตก เช่น อังกฤษ เยอรมนี รัสเซีย ซึ่งสัญญาเหล่านี้โชซอนเสียเปรียบทั้งสิ้น

แต่ฝ่ายหัวก้าวหน้าที่ต่อต้านจีนไม่พอใจ จึงยกกำลังบุกพระราชวังยึดอำนาจในพ.ศ. 2427 สังหารฝ่ายซาแดไปมาก เรียกว่า การยึดอำนาจปีคัปชิน แต่สองวันถัดมาก็ถูกกองทัพจีนของหยวนซื่อไข่ปราบปรามจนราบคาบ ในพ.ศ. 2428 จีนและญี่ปุ่นทำสนธิสัญญาเทียนจิน ตกลงจะถอนทัพออกจากโชซอน



ความวุ่นวายทางการเมืองทั้งหลายก็เป็นโอกาสให้ลัทธิทงฮัก (การเรียนรู้ตะวันออก) ถือกำเนิด ที่ชี้ให้เห็นความสำคัญในการพิ่งพาตนเองไม่ยุ่งเกี่ยวกับชาวตะวันตก แต่การกระทำของทางราชการที่ไปทำสัญญญากับชาวตะวันตกทำให้พวกทงฮักไม่พอใจ แม้ว่าผู้คิดค้นลัทธิ คือ แชร์เจอู จะถูกประหารชีวิตไปแล้วก็ตามในพ.ศ. 2407 แต่ลัทธิของเขาก็ยังอยู่ ปลุกระดมบรรดาชาวไร่ชาวนาชาวบ้านที่ยากจนให้เดินขบวนประท้วงที่เมืองฮันยาง ในพ.ศ. 2437 เมื่อทางราชการไม่ฟังจึงก่อจลาจล มเหสีมินทรงเรียนกองทัพจากจีนมากช่วยปราบกบฎ จีนจึงให้หยวนซื่อไข่ไปปราบกบฎทงฮัก ฝ่ายญี่ปุ่นเห็นดังนั้นจึงยกทัพเข้ามาบ้าง อ้างว่าจีนละเมิดสนธิสัญญาเทียนจิน ทำให้ชาวบ้านทงฮักผู้น่าสงสารถูกทั้งจีนและญี่ปุ่นสังหารเสียชีวิตไปมากมาย

แม้กบฏทงฮักจะถูกทำลายไปแล้ว แต่ทั้งจีนและญี่ปุ่นไม่ยอมถอนทัพกลับคืน และทำสงครามกันในโชซอน เรียกว่า สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 1 จนกองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดพระราชวังเคียงบก คุมตัวพระเจ้าโกจงและมเหสีมิน ทางโชซอนจึงต้องจำนนทำตามข้อเรียกร้องของญี่ปุ่น ให้ขับกองทัพจีนกลับไปให้หมด และตามสนธิสัญญาชิโมโนเซกิ โชซอนหยุดส่งบรรณาการให้จีน เป็นประเทศเอกราช ทำลายยอนกึมมุน (ประตูใช้รับทูตราชวงศ์ชิง) และสร้างทงนิมมุน (ประตูเอกราช) ขึ้นแทน


จักรวรรดิญี่ปุ่นเห็นว่า พระมเหสีมิน ทรงเป็นอุปสรรคสำคัญของญี่ปุ่นในเกาหลี (มีผู้กล่าวว่า พระมเหสีมิน เปรียบเสมือนความเป็นชาติของเกาหลี) มิอุระ โกโร่ ผู้นำกองทัพของจักรวรรดิญี่ปุ่นในประเทศเกาหลีจึงสั่งให้ ลอบสังหารพระมเหสีมินในพ.ศ. 2438 ซึ่งก็ไม่ทราบแน่ชัดว่า รัฐบาลกลางของจักรวรรดิญี่ปุ่นมีส่วนรู้เห็นหรือไม่ โดยกองทัพของจักรวรรดิญี่ปุ่นบุกเข้าไปใน พระราชวังเคียงบกกุง และสังหารพระมเหสีมินอย่างโหดเหี้ยมภายในพระตำหนัก จากนั้นจึงเผาพระศพของพระนางภายหลังจากที่แน่ใจแล้วว่าสิ้นพระชนม์ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไม่มีผู้เห็นเหตุการณ์ มีแต่ชาวรัสเซียชื่อ เซอเรอดิน-ซาบาติน ที่เห็นทหารของจักรวรรดิญี่ปุ่นบุกเข้าไปในฝ่ายในของวัง เรียกว่า เหตุการณ์ปีอึลมี

ขณะเดียวกัน พระเจ้าโกจง ก็ทรงลี้ภัยไปประทับที่สถานกงศุลรัสเซีย ฝ่ายจักรวรรดิญี่ปุ่นได้อำนาจก็ทำการปรับปรุงจักรวรรดิเกาหลีให้ทันสมัย ยกเลิกประเพณีเก่าๆ โดยเฉพาะสั่งให้ผู้ชายทุกคนตัดจุก (ลัทธิขงจื้อห้ามตัดผม) สร้างความไม่พอใจแก่ชาวเกาหลีอย่างมาก ชาวเกาหลีทุกชนชั้นจึงรวมตัวกันเป็น สมาคมเอกราช (ทงนิป-ฮยอบพี) ในพ.ศ. 2440 พระเจ้าโกจงทรงทนการรบเร้าจากสมาคมเอกราชมิได้ จึงทรงกลับมาประทับที่พระราชวังทอกซู และประกาศยกระดับอาณาจักรโชซอน เป็น จักรวรรดิเกาหลี และเปลี่ยนสถานะของพระองค์จากพระราชาแห่งโชซอนเป็น สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิเกาหลี ประวัติศาสตร์สมัยอาณาจักรโชซอนจึงสิ้นสุดเพียงเท่านี้



ฐานันดรศักดิ์ราชวงศ์โชซอน

    * วัง (王 왕), คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระเจ้าแผ่นดินแห่งโชซอน, ขานแทนพระนามว่า ชอนฮา (殿下 전하) หรือ"มามา" (媽媽 마마) ก่อนจะมีการเรียกแทนพระนามพระเจ้าแผ่นดินว่า "ชอนฮา" มีการใช้คำว่า "'นารัทนิม"' (나랏님) และ "'อิมกึม"' (임금) ซึ่งเป็นภาษาพูด มีฐานันดรศักดิ์สำหรับอดีตพระเจ้าแผ่นดิน เรียกว่าซอนแดวัง (先大王 선대왕 ) ; แดวัง (大王 대왕) หรือมหาราช สำหรับพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงคุณงามความดีแก่แผ่นดิน ; กุกวัง (國王 국왕) ใช้ขานแทนพระนามราชทูตจากต่างแผ่นดิน

การกล่าวถึงพระเจ้าแผ่นดินในฐานะบุคคลที่สามสำหรับฝ่ายใน มักขานแทนพระนามว่า "กึมซาง" (今上 금상) - ฝ่าบาท, ขานแทนด้วยรัชสมัยของพระเจ้าแผ่นดินว่า (主上 주상 "จูซาง" หรือ 上監 상감 "ซางกัม"), หรืออาจขานแทนด้วยพระตำหนักที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเป็นตำหนักใหญ่ของพระราชวังว่า "แดจอน" (大殿 대전-ตำหนักใหญ่)

    * วังบี (王妃 왕비), คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระมเหสีแห่งโชซอน, ขานแทนพระนามว่า มามา (媽媽 마마) หรือ ชุงกุงจอน/ชุงจอน (中宮殿 중궁전 ชุงกุงจอน หรือ 中殿 중전 ชุงจอน) สำหรับฝ่ายใน ซึ่งหมายถึงพระตำหนักกลางของพระราชวังอันเป็นที่ประทับของพระมเหสี สำหรับพระราชินีที่ยังคงพระชนม์ชีพอยู่ จะมีฐานันดรศักดิ์วังฮู (王后 왕후) ต่อท้ายพระนาม
    * ซังวัง (上王 상왕), คือฐานันดรศักดิ์ที่สำหรับอดีตพระเจ้าแผ่นดินซึ่งทรงสละราชสมบัติให้กับพระราชโอรส, ขานแทนพระนามว่า ชอนฮา (殿下 전하 jeonha) หรือ มามา (媽媽 마마)
    * วังแดบี (王大妃 왕대비 วังแดบี), คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระชายาในอดีตพระราชา พระปิตุจฉาหรือพระอัยยิกาในพระราชาองค์ปัจจุบัน, ขานแทนพระนามว่า มามา
    * แดวังแดบี (大王大妃 대왕대비), คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระชายาในอดีตพระราชานับขึ้นไปอีก2ขั้น หรือพระปัยยิกา (ย่าทวด) ในพระราชาองค์ปัจจุบัน, ขานแทนพระนามว่า มามา
    * แดวอนกุน (大阮君 대원군), คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระราชชนกในพระราชาองค์ปัจจุบัน ซึ่งไม่เคยขึ้นครองราชย์
    * บูแดบูอิน (府大夫人 부대부인) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระชายาในพระราชชนก (ซึ่งไม่เคยขึ้นครองราชย์) ของพระเจ้าแผ่นดิน
    * บูวอนกุน (府院君 부원군) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระบิดาในพระมเหสี
    * บูบูอิน (府夫人 부부인) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระมารดาในพระมเหสี
    * กุน (君 군) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระโอรส ประสูติแต่พระเจ้าแผ่นดินกับพระสนม หรือพระโอรสในองค์ชายใหญ่ (แดกุน), ขานแทนพระนามว่า อากีซี (아기씨) ก่อนทรงเข้าพิธีมงคลสมรส และ "แดกัม" (大監 대감) หลังเข้าพิธี
    * กุนบูอิน (郡夫人 군부인) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระชายาใน"กุน"
    * แดกุน (大君 대군) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระราชโอรส ประสูติแต่พระเจ้าแผ่นดินกับพระมเหสี, ขานแทนพระนามว่า อากีซี (아기씨) ก่อนทรงเข้าพิธีมงคลสมรส และ "แดกัม" (大監 대감) หลังเข้าพิธี พระโอรสใน"แดกุน" จะมีฐานันดร"กุน"
    * บูบูอิน (府夫人 부부인) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระชายาใน"แดกุน"
    * วอนจา (元子 원자) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระราชโอรสองค์แรก ประสูติแต่พระเจ้าแผ่นดินกับพระมเหสี (หรือประสูติแต่พระสนมในบางกรณี) ก่อนได้รับการเลื่อนพระอิสริยยศเป็นรัชทายาท, ขานแทนพระนามว่า มามา (媽媽 마마)
    * วังเซจา (王世子 왕세자) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับองค์ชายรัชทายาท หรือเรียกฐานันดรอย่างลำลองว่า เซจา (世子 세자) , ขานแทนพระนามว่า จอฮา (邸下 저하) หรือขานแทนพระนามโดยลำลอง (ซึ่งเรียกพระนามโดยปรกติโดยฝ่ายใน) ว่า ตงกุง (東宮 동궁-ตำหนักบูรพา) หรือ ชุงกุง (春宮 춘궁) ซึ่งแปลว่าตำหนักทิศตะวันออกอันเป็นที่ประทับขององค์ชายรัชทายาท; สมาชิกราชวงศ์ที่มีพระอิสริยยศสูงกว่า มักขานฐานันดรอย่างลำลองและขานแทนพระนาม"มามา (媽媽 마마)
    * วังเซจาบิน (王世子嬪 왕세자빈) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระชายาในองค์ชายรัชทายาท ("วังเซจา") หรือเรียกฐานันดรอย่างลำลองว่า เซจาบิน (世子嬪 세자빈) ขานแทนพระนามว่า มาโนรา หรือ "มานูรา" (마노라 manora หรือ 마누라 manura) ภายหลังจากที่ราชสำนักได้รับอิทธิพลจาก"ตระกูลคิมจากอันดง" ทำให้การขานแทนพระนามเกิดความสับสน และหันไปขานแทนพระนามวังเซจาบินว่า "มามา" (媽媽 마마)
    * กงจู (公主 공주) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระราชธิดา ประสูติแต่พระเจ้าแผ่นดินกับพระมเหสี, ขานแทนพระนามว่า อากีซี (아기씨) ก่อนทรงเข้าพิธีมงคลสมรส และ "จากา" (자가) หลังเข้าพิธี
    * องจู (翁主 옹주) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระราชธิดา ประสูติแต่พระเจ้าแผ่นดินกับพระสนม, ขานแทนพระนามว่า อากีซี (아기씨) ก่อนทรงเข้าพิธีมงคลสมรส และ "จากา" (자가) หลังเข้าพิธี
    * วังเซเจ (王世弟 왕세제) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระอนุชาในพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอนุชารัชทายาทในกรณีที่พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ นั้นไม่มีพระโอรส
    * วันเซซน (王世孫 왕세손) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระโอรสประสูติแต่องค์ชายรัชทายาท ("วังเซจา") และพระชายาในองค์ชายรัชทายาท ("วังเซจาบิน") หรือพระนัดดาชายในพระเจ้าแผ่นดิน , ขานแทนพระนามว่า ฮัปอา (閤下 합하)

สมัยจักรวรรดิเกาหลี

    * ฮวางเจ (皇帝 황제) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิเกาหลี, ขานแทนพระนามว่า พเย-ฮา (陛下 폐하) สมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์แรกคือสมเด็จพระจักรพรรดิควางมู
    * ฮวางฮู (皇后 황후) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระจักรพรรดินี (พระมเหสี) แห่งจักรวรรดิเกาหลี สมเด็จพระจักรพรรดินีพระองค์แรกคือสมเด็จพระจักรพรรดินีเมียงซอง
    * ฮวางแทฮู (皇太后 황태후) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระจักรพรรดินี (พระมเหสี) ในพระจักรพรรดิองค์ก่อนหน้า หรือพระราชชนนีในพระจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน
    * แทฮวางแทฮู (太皇太后 태황태후) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระจักรพรรดินี (พระมเหสี) ในพระจักรพรรดิองค์ก่อนหน้านับขึ้นไป2ขั้น หรือพระอัยยิกา (ย่า) ในพระจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน
    * ฮวางแทจา (皇太子 황태자) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับองค์ชายรัชทายาท ขานแทนพระนามว่า "ชอนฮา" (殿下 전하)
    * ฮวางแทจาบี (皇太子妃 황태자비) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระชายาในองค์ชายรัชทายาท
    * ชินวัง (親王 친왕) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับองค์ชาย หรือพระราชโอรสประสูติแต่พระจักรพรรดิ
    * ชินวังบี (親王妃 친왕비) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระชายาในองค์ชาย หรือพระชายาในพระราชโอรสประสูติแต่พระจักรพรรดิ
    * กงจู (公主 공주) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระราชธิดา ประสูติแต่พระเจ้าแผ่นดินกับพระมเหสี
    * องจู (翁主 옹주) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระราชธิดา ประสูติแต่พระเจ้าแผ่นดินกับพระสนม



รายพระนามกษัตริย์ราชวงศ์โชซอน

พระเจ้าแทโจ เกาหลี: 태조 หรือ ลี ซองเก เกาหลี: 이성계 เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์โชซอนของเกาหลี ได้ปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้าแทโจปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์เกาหลี ภายหลังจากการขึ้นครองราชย์ได้ย้ายเมืองหลวงไปยังฮันยาง หรือ ฮันซอง ซึ่งก็คือ กรุงโซล เมืองหลวงของประเทศเกาหลีใต้ปัจจุบัน เป็นผู้สถาปนาพระราชวังเคียงบก และยังทรงประกาศศาสนาประจำชาติเป็น ลัทธิขงจื๊อใหม่ หรือ ลัทธิขงจื๊อประยุกต์

ในพ.ศ. 1931 แผ่นดินซึ่งปกครองโดยราชวงศ์โครยอที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองแคซองปกครองเกาหลีมา 400 กว่าปี ใกล้ถึงจุดอวสาน ช่วงเวลานั้นเกาหลีตกอยู่ในยุคเสื่อมกษัตริย์ที่มีผู้ปกครองคือพระเจ้าอู พระองค์ทรงอ่อนแอ พวกขุนนางกลุ่มต่างๆ ต่างก็คอยปลุกปั่นจนเกิดความแตกแยกกันทั่วไปในราชสำนัก ทำให้ขุนนางแบ่งเป็นสองพวก คือ พวกชินจิน (พวกแนวคิดใหม่) และพวกควอนมุน (พวกอนุรักษนิยม) รวมทั้งการรุกรานของสลัดแวกูชาวญี่ปุ่นทำให้โครยอยิ่งอ่อนแอมากขึ้น ขุนพลที่สามารถต้านทางการรุกรานจากต่างชาติได้คือลี ซองเกและ ชเว ยอง ในพ.ศ. 1911 จูหยวนจาง ล้มราชวงศ์หยวนตั้งราชวงศ์หมิง ทำให้ทางโคเรียวแบ่งเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายที่สนับสนุนราชวงศ์หมิง นำโดยลี ซองเกและฝ่ายสนับสนุนพวกมองโกลราชวงศ์หยวนที่ถูกล้มอำนาจไป นำโดย ชเว ยอง

ในพ.ศ. 1931 ราชวงศ์หมิงส่งสารมาเตือนให้โคเรียวคืนดินแดนทางเหนือเป็นบริเวณกว้างที่เคย ยึดไป ชเว ยอง เห็นเป็นโอกาสที่จะหาข้อเหตุในการทำสงครามกับราชวงศ์หมิง ลี ซองเกซึ่งเป็นขุนพลใหญ่ของราชวงศ์โคเรียวในขณะนั้น จึงได้ถูกมอบหมายให้นำทัพไปบุกคาบสมุทรเหลียวตง แต่เมื่อถึงแม่น้ำยาลู ลี ซองเกก็กบฏ และนำทัพทั้งหมดกลับมายึดเมืองหลวง แคซอง ประหารชีวิตชเง ยอง และบังคับให้พระเจ้าอูสละ บัลลังก์ใหษัตริย์ที่อ่อนแอต่อไป ประเทศคงไม่มีวันสงบสุข จึงได้ติดต่อกับกลุ่มขุนนางฝ่ายชินจิน เพื่อขอความสนับสนุนในการยึดอำนาจจากกษัตริย์ จากนั้นได้ยึดอำนาจโดยการคุมกำลังทั้งหมดเอาไว้

ในพ.ศ. 1935 เมื่อลีซองเกได้เป็นผู้ปกครองแผ่นดินแล้ว ก็ได้ออกกฎหมายควาจอน ซึ่งยึดที่ดินของขุนนางต่างๆซึ่งเคยมีเอกสิทธิ์ในผลประโยชน์จากท่ดินนั้นให้ มาเป็นของส่วนกลางทั้งหมด เพื่อตัดกำลังขุนนางฝ่านควอนมุนและสร้างกำลังความมั่งคั่งแห่งขุนนางฝ่านชิน จินและฝ่ายอื่นๆที่สนับสนุนอีซองกเย ในปีเดียวกันนั้นเอง อีซองกเยได้ปลดพระเจ้าคงยางและเนรเทศไปวอนจู และตั้งตนเองเป็นกษัตริย์ราชวงศ์ใหม่

เป็นธรรมเนียมของราชวงศ์ใหม่ของเกาหลีที่จะย้ายเมืองหลวง พระเจ้าแทโจทรงเลือกเมืองฮันยาง เพราะอยู่กึ่งกลางคาบสมุทรเกาหลีพอดี ใกล้ทะเล ดินอุดมสมบูรณ์ และตั้งอยู่ในทำเลดีตามหลักฮวงจุ้ย ในพ.ศ. 1937 พระเจ้าแทโจทรงเปลี่ยนชื่อเมืองเป็นฮันซอง และดำเนินการก่อสร้างกำแพงสิ่งปลูกสร้างต่างๆ รวมทั้งพระราชวังเคียงบก ซึ่งสร้างเสร็จในพ.ศ. 1938 และพระราชวังชางด๊อกกุง สร้างเสร็จ พ.ศ. 1948

ลีซองเกมีภรรยาอยู่คนหนึ่งก่อนที่จะขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าแทโจ แต่เสียชีวิตไปก่อน เมื่อขึ้นเป็นพระเจ้าแทโจ ก็ทรงอภิเษกสมรสกับพระมเหสีชินด็อก และสถาปนาชายาคนก่อนที่สิ้นพระชนม์ไปแล้วเป็นพระมเหสีชินอึย เมื่อถึงเวลาที่จะต้องหารัชทายาทสืบบัลลังก์ต่อไป พระเจ้าแทโจก็ทรงคิดว่า ลีพังวอน พระโอรสกับมเหสีชินอึย สมควรครองบัลลังก์อจากพระองค์ เพราะลีพังวอนมีบทบาทอย่างมากในการช่วยพระบิดากำจัดขุนนางควอนมุนจนยึด บัลลังก์มาสำเร็จ แต่ลีพังวอนนั้นมีความเกลียดชังขุนนางฝ่ายชินจิน ทำให้ขุนนางฝ่ายชินจินต้องหาทางกำจัดอีพังวอนไม่ให้ครองราชย์ ชองโดจอน ขุนนางชินจิน ซึ่งมีอิทธิพลต่อพระเจ้าแทโจ ได้เสนอให้พระองค์เลือกพระโอรสที่พระองค์รักมากที่สุด ไม่ใช่พระโอรสที่เหมาะที่สุด พ.ศ. 1935 พระเจ้าแทโจก็ประกาศให้องค์ชายอึยอัน พระโอรสกับมเหสีชินด็อก เป็นรัชทายาท

ในพ.ศ. 1941 มหเสีชินด็อกสิ้นพระชนม์ พระเจ้าแทโจทรงเสียพระทัยอย่างมากจนไม่สนใจกิจการบ้านเมือง ชองโดจอนเห็นเป็นโอกาสจึงวางแผนลอบปลงพระชนมลีพังวอน แต่ลีพังวอนรู้พระองค์เสียก่อน จึงนำทัพบุกเข้าวังคยองบกสังหารองค์ชายอึยอันและชองโดจอน เมื่อสูญเสียพระมเหสีไปและพระโอรสยังเข่นฆ่ากันเอง พระเจ้าแทโจก็ทรงหมดอาลัยตายอยากและสละบัลลังก์ในพ.ศ. 1942 ให้ลีพังกวา พระโอรสกับพระมเหสีชินอึยอีกคน ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าจองจง ส่วนพระเจ้าแทโจเองนั้น ก็ทรงย้ายไปประทับที่เมืองฮัมนุง

พระเจ้าแทโจสละบัลลังก์แล้วทรงดำรงตำแหน่งเป็น แทซังวัง (太上王 태상왕) เมื่อพระเจ้าจองจงขึ้นครองราชย์แล้ว ลีพังวอนก็ยังมีความขัดแย้งกับลีพังกันพระเชษฐาอีกคนหนึ่ง จนในพ.ศ. 1943 ลีพังวอนสั่งเนรเทศลีพังกัน ทำให้พระเจ้าจองจงทรงหวั่นพระทัยไม่อาจนั่งบัลลังก์ได้ต่อไป จึงสละบัลลังก์ให้ลีพังวอน ให้ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าแทจงในที่สุด แต่พระเจ้าแทโจที่เมืองฮัมนุงก็ได้ยึดตราพระราชสัญจกรไว้ไม่ไห้พระเจ้าแทจง เพราะทรงแย่งชิงบัลลังก์มาด้วยการเข่นฆ่าพี่น้อง พระเจ้าแทจงได้ส่งทูตไปหาพระเจ้าแทโจหลายครั้ง แต่ทูตทุกคนก็ถูกพระเจ้าแทโจสังหารหมด

พระเจ้าแทโจสิ้นพระชนม์ในที่สุดในพ.ศ. 1950

พระนามเต็ม - สมเด็จพระราชา แทโจ คังฮอน จิอิน คยุน อุงชอน โจต๊อง ควางฮุน ยองมยอง ซองมุน ซินมู จองอึย ควางด็อก แห่งเกาหลี

พระบรมวงศานุวงศ์
    * พระราชบิดา: ลีจาชุน (이자춘)
    * พระราชมารดา  : พระพันปีอึยฮเย จาก ตระกูลแช (의혜왕후 최씨)
พระมเหสี
    * พระมเหสีซินอึย จาก ตระกูลฮัน (신의왕후 한씨)
    * พระมเหสีซินด็อก จาก ตระกูลคัง (신덕왕후 강씨)
พระสนม
    * พระสนม(ไม่ปรากฏพระนาม) (후궁)
    * พระสนมวอนจู จาก ตระกูลวอน (성비 원씨)
    * องค์หญิงฮวาอึย จาก ตระกูลคิม (화의옹주 김씨)
    * องค์หญิงจองคยอง จาก ตระกูลโน (정경궁주 유씨)
พระโอรส
    * องค์ชายจินอัน เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระมเหสีซินอึย จาก ตระกูลฮัน
    * องค์ชายยองอัน เป็นพระโอรสองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระมเหสีซินอึย จาก ตระกูลฮัน
    * องค์ชายอิกอัน เป็นพระโอรสองค์ที่สามที่ประสูติจาก พระมเหสีซินอึย จาก ตระกูลฮัน
    * องค์ชายโฮอัน เป็นพระโอรสองค์ที่สี่ที่ประสูติจาก พระมเหสีซินอึย จาก ตระกูลฮัน
    * องค์ชายจองอัน เป็นพระโอรสองค์ที่ห้าที่ประสูติจาก พระมเหสีซินอึย จาก ตระกูลฮัน
    * องค์ชายด็อกอัน เป็นพระโอรสองค์ที่หกที่ประสูติจาก พระมเหสีซินอึย จาก ตระกูลฮัน
    * องค์ชายมูอัน เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระมเหสีซินด็อก จาก ตระกูลคัง
    * องค์ชายอึยอัน เป็นพระโอรสองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระมเหสีซินด็อก จาก ตระกูลคัง
พระธิดา

    * องค์หญิงคยองซิน เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระมเหสีซินอึย จาก ตระกูลฮัน
    * องค์หญิงคยองซอน เป็นพระธิดาองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระมเหสีซินอึย จาก ตระกูลฮัน
    * องค์หญิงคยองซุน เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระมเหสีซินด็อก จาก ตระกูลคัง
    * องค์หญิงอึยนยอง เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนม(ไม่ปรากฏพระนาม)
    * องค์หญิงซุกชิน เป็นพระธิดาองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระสนม(ไม่ปรากฏพระนาม)


พระเจ้าจองจง  (พ.ศ. 1900 - พ.ศ. 1962) หรือ ลีพังกวา เป็นกษัตริย์ลำดับที่ 2 แห่งราชวงศ์โชซอน (พ.ศ. 1941 - พ.ศ. 1942) เป็นพระโอรสองค์ที่สองของพระเจ้าแทโจ ปฐมกษัตริย์ผู้สถาปนาราชวงศ์โชซอน

พระเจ้าแทโจมีมเหสีอยู่คนหนึ่งก่อนที่จะขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าแทโจ ก็คือพระมารดาของพระเจ้าจองจง แต่สิ้นพระชนม์ไปก่อน พระเจ้าแทโจทรงขึ้นครองราชย์ ก็ทรงอภิเษกกับมเหสีชินด็อก และแต่งตั้งมารดาของพระเจ้าชองจงเป็นมเหสีชินอึย เมื่อถึงเวลาที่จะต้องหารัชทายาทสืบบัลลังก์ต่อไป พระเจ้าแทโจก็ทรงคิดว่า ลีพังวอนหรือองค์ชายชองอัน พระอนุชาคนหนึ่งของพระเจ้าจองจง สมควรครองบัลลังก์ต่อจากพระองค์ แตลีพังวอนนั้นมีความเกลียดชังขุนนางฝ่ายชินจิน ทำให้ขุนนางฝ่ายชินจินต้องหาทางกำจัดลีพังวอนไม่ให้ครองราชย์ ชองโดจอน ขุนนางชินจิน ซึ่งมีอิทธิพลต่อพระเจ้าแทโจ ได้เสนอให้พระองค์เลือกพระโอรสที่พระองค์รักมากที่สุด ไม่ใช่พระโอรสที่เหมาะที่สุด พ.ศ. 1935 พระเจ้าแทโจก็ประกาศให้องค์ชายอึยอัน พระโอรสกับมเหสีชินดอก เป็นรัชทายาท

ในพ.ศ. 1941 มหเสีชินด็อกสิ้นพระชนม์ พระเจ้าแทโจทรงเสียพระทัยอย่างมากจนไม่สนใจกิจการบ้านเมือง ชองโดจอนเห็นเป็นโอกาสจึงวางแผนสังหารลีพังวอน แต่ลีพังวอนรู้ตัวเสียก่อน จึงนำทัพบุกเข้าวังคยแงบกสังหารองค์ชายอึยอันและชองโดจอน ทำให้พระเจ้าแทโจทรงสละบัลลังก์ในพ.ศ. 1942 ให้ลีพังกวาหรือองค์ชายยองอัน ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าจองจง

เมื่อพระเจ้าจองจงขึ้นครองราชย์แล้ว ก็ทรงย้ายเมืองหลวงของโชซอนกลับไปที่แคซองอย่าง เดิม และประกาศห้ามมิให้ขุนนางมีกองกำลังเป็นของตนเองจากคำแนะนำของลีพังวอน ลีพังวอนยึดอำนาจการปกครองบ้านเมืองไว้ในมือและออกนโยบายหลายอย่าง เช่น ล้มล้างสภาโทพยองของโครยอและตั้งสภาอึยจองขึ้นมาแทน แต่ลีพังวอนก็ยังมีความขัดแย้งกับลีพังกันพระเชษฐาอีกคนหนึ่ง จนในพ.ศ. 1943 ลีพังวอนเนรเทศลีพังกัน ทำให้พระเจ้าจองจงทรงเกรงกลัวพระอนุชาลีพังวอนเหลือเกิน ไม่อาจประทับบัลลังก์ได้ต่อไป จึงสละบัลลังก์ให้ลีพังวอน ให้ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าแทจงในที่สุด

พระนามเต็ม - สมเด็จพระราชา จองจง คงจอง อึยมุน อนอิน ซุนฮโย แห่งเกาหลี

พระบรมวงศานุวงศ์
    * พระราชบิดา: พระเจ้าแทโจ (태조)
    * พระราชมารดา  : พระมเหสีซินอึย จาก ตระกูลฮัน (신의왕후 한씨)
พระมเหสี
    * พระมเหสีจองอัน จาก ตระกูลคิม (정안왕후 김씨)
พระสนม
    * พระสนมซองบิน จาก ตระกูลจี (성빈 지씨)
    * พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลจี (숙의 지씨)
    * พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลคี (숙의 기씨)
    * พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลมุน (숙의 문씨)
    * พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลลี (숙의 이씨)
    * พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลยุน (숙의 윤씨)
    * คีแมซังกุง (시비 기매)
พระโอรส
    * องค์ชายด็อกชอน เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมซองบิน จาก ตระกูลจี
    * องค์ชายโทพยอง เป็นพระโอรสองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระสนมซองบิน จาก ตระกูลจี
    * องค์ชายอึยพยอง เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลจี
    * องค์ชายซอนซอง เป็นพระโอรสองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลจี
    * องค์ชายอิมซอง เป็นพระโอรสองค์ที่สามที่ประสูติจาก พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลจี
    * องค์ชายซุนพยอง เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลคี
    * องค์ชายกึมพยอง เป็นพระโอรสองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลคี
    * องค์ชายจองซอก เป็นพระโอรสองค์ที่สามที่ประสูติจาก พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลคี
    * องค์ชายมูริม เป็นพระโอรสองค์ที่สี่ที่ประสูติจาก พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลคี
    * องค์ชายจุงอึย เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลมุน
    * องค์ชายจินนัม เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลลี
    * องค์ชายซูโด เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลยุน
    * องค์ชายอิมออน เป็นพระโอรสองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลยุน
    * องค์ชายซอกโบ เป็นพระโอรสองค์ที่สามที่ประสูติจาก พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลยุน
    * องค์ชายจางชอน เป็นพระโอรสองค์ที่สี่ที่ประสูติจาก พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลยุน
พระธิดา
    * องค์หญิงฮัมยาง เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลจี
    * องค์หญิงซุกชิน เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลคี
    * องค์หญิงอินชอน เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลยุน
    * องค์หญิงด็อกชอน เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก คีแมซังกุง
    * องค์หญิงโกซอง เป็นพระธิดาองค์ที่สองที่ประสูติจาก คีแมซังกุง
    * องค์หญิงซังวอน เป็นพระธิดาองค์ที่สามที่ประสูติจาก คีแมซังกุง
    * องค์หญิงจอนซาน เป็นพระธิดาองค์ที่สี่ที่ประสูติจาก คีแมซังกุง
    * องค์หญิงฮัมอัน เป็นพระธิดาองค์ที่ห้าที่ประสูติจาก คีแมซังกุง


พระเจ้าแทจง (태종 太宗)หรือ ลีพังวอน เป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์โชซอนของเกาหลี ทรงครองราชย์ในช่วง พ.ศ. 1943 - พ.ศ. 1961 เป็นพระราชบิดาของพระเจ้าเซจงมหาราช

ลีพังวอน เป็นลูกชายที่คนห้าของลีซองเก ขุนพลของราชวงศ์โครยอที่ สามารถต้านทานการรุกรานของต่างชาติได้ และลีพังวอนเองก็ได้เป็นขุนนางของโครยอ แต่ราชวงศ์โครยอใกล้ถึงจุดจบและอ่อนแอ ลีซองเกจึงตั้งตนมีอำนาจและลีพังวอนก็ได้มีส่วนช่วยเหลืออย่างมากในการสร้าง อำนาจให้บิดาและกำจัดผู้ที่ขัดขวางให้พ้นทาง เช่น ในพ.ศ. 1935 ลีพังวอนได้แข่งแต่งกลอนกับขุนนางโครยอชื่อจองมงจูแต่แพ้ ชองมงจูเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญในการต้านทานการขึ้นมีอำนาจของลีซองเก ลีพังวอนจึงส่งมือสังหารไปสังหารชองมองจูที่สะพานซอนจุกใกล้เมืองแคซอง

แต่ลีพังวอนมีความเกลียดชังขุนนางชินจินซึ่งเป็นกลุ่มขุนนางที่ดันให้ลีซองเกมีอำนาจขึ้นมา เมื่อลีซองเกยึดบัลลังก์สถาปนาตนเองเป็นพระเจ้าแทโจในพ.ศ. 1935 ชองโดจอน หัวหน้ากลุ่มชินจิน ก็เกลี้ยกล่อมให้พระเจ้าแทโจให้องค์ชายอึยอัน พระอนุชาต่างมารดาเป็นรัชทายาท ในพ.ศ. 1941 ชองโดจอนวางแผนสังหารลีพังวอนขณะที่พระเจ้าแทโจทรงกำลังเศร้าโศกพระทัยกับการสิ้นพระชนม์ของมเหสี แตลีพังวอนรู้ ตัวเสียก่อน จึงนำทัพบุกเข้าวังสังหารองค์ชายอึยอันและชองโดจอน ทำให้พระเจ้าแทโจเสียพระทัยมากที่พระโอรสเข่นฆ่ากันเอง จึงสละบัลลังก์ใหลีพังกวา พระเชษฐาร่วมมารดาเดียวกัน ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าจองจง

แม้พระเจ้าจองจงจะขึ้นครองราชย์แล้ว แต่อำนาจการปกครองนั้นก็อยู่ที่อีพังวอน ในพ.ศ. 1942 อีพังวอนออกกฎหมายมิให้ขุนนางมีกองกำลังเป็นของตนเอง เมื่อมิให้ขุนนางก่อกบฏและดึงกำลังคนมารับใช้ทางบ้านเมืองมากขึ้น และล้มสภาโทพยองที่มีมาและสละบัลลังก์และให้ลีพังวอน ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าแทจงในที่สุด

ต่พระเจ้าแทโจซึ่งประทับอยู่ที่เมืองฮัมนุงนั้น มิได้มอบตราตั้งอันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของกษัตริย์โชซอน เพราะพระเจ้าแทจงทรงได้บัลลังก์มาด้วนการเข่นฆ่าพี่น้อง พระเจ้าแทจงทรงส่งทูตไปหลายคน รวมทั้งพระสหายแต่เยาว์วัยชื่อ พักซุน แต่ทั้งหมดก็ถูกพระเจ้าแทโจสังหาร พระเจ้าแทจงจึงปกครองบริหารบ้านเมืองอย่างดี เพื่อให้พระบิดาเห็นในความสามารถและสมควรที่จะได้รับตราตั้ง เริ่มโดยทรงย้ายเมืองหลวงกลับมาที่ฮันซอง ในพ.ศ. 1948 พระเจ้าแทจงก็รับสั่งให้มีการสำรวจที่ดินของขุนนางชินจินซึ่งขุนนางเหล่านี้มักจะซุกซ่อนโฉนดที่ดินเพื่อหนีภาษี เมื่อสำรวจจนครบแล้วพบว่ารายได้ของราชสำนักกลับเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และยังทรงให้มีระบบโฮแพ คือการสำรวจสำมะโนประชากรเป็น ครั้งแรก ให้ชายที่อายุสิบหกปีขึ้นไปทุกคนมาลงทะเบียนกับทางราชการ และทรงจัดตั้งชินมุน เพื่อรับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านที่เดือดร้อนจากการทำงานของขุนนาง โดยให้มาตีกลองหน้าชินมุน

ในสมัยพระเจ้าแทจงนี่เองที่พระภิกษุในพระพุทธศาสนาและนักปราชญ์ขงจื้อมี ความขัดแย้งกัน พระเจ้าแทจงทรงเห็นว่าหากจะปกครองบ้านเมืองต้องใช้หลักขงจื้อ เพราะลัทธิขงจื้อเป็นปรัชญาไม่เป็นศาสนาเท่าใดนัก อีกทั้งพระพุทธศาสนามีความผูกพันกับราชวงศ์โครยอมาช้านาน จึงทรงรับเอาลัทธิขงจื้อมาเปนหลักให้ชาวโชซอนทุกคนปฏิบัติ ซึ่งเหตุการณ์นี้ส่งผลอย่างมากต่อสังคมโชซอนและทำให้พระพุทธศาสนาในเกาหลี ขาดการเหลียวแลไปหลายร้อยปี วัดหลายแห่งที่สร้างโดยราชวงศ์โครยอก็ถูกปิด และยึดสมบัติล้ำค่าจากวัดทั้งหลายมาไว้เป็นของบ้านเมือง

แม้พระเจ้าแทจงจะทรงมีประวัติที่เต็มไปด้วยการนองเลือดแต่ก็ถือได้ว่าพระองค์เป็นผู้วางรากฐานการปกครองของราชวงศ์โชซอนโดยแท้

พ.ศ. 1961 พระเจ้าแทจงก็สละบัลลังก์ ให้องค์ชายชุงนยอง(วังเซจา) ครองราชย์เป็นพระเจ้าเซจงมหาราช

แม้ทรงสละบัลลังก์แล้ว แต่ก็ทรงจัดการกิจการบ้านเมืองอยู่ ในฐานะแทซังวัง (太上王 태상왕) ในพ.ศ. 1962 สลัดญี่ปุ่นจากเกาะซึชิมาไปบุกปล้นจีน ระหว่างทางไปจีนก็ได้บุกปล้นมณฑลชุงชองและฮวางแฮของ โชซอน ทำให้พระเจ้าแทจงทรงส่งลีจองมูไปบุกยึดเกาะซึชิมา และล้อมเกาะไว้จนในพ.ศ. 1965 ตระกูลโซเจ้าปกครองเกาะซึชิมาก็ยอมจำนน และในพ.ศ. 1986 ก็ได้ให้เอกสิทธิ์ในการค้ากับโชซอนให้แก่ตระกูลโซ โดยต้องส่งบรรณาการเป็นการแลกเปลี่ยน(แต่เกาะซึชิมานั้นเป็นท่าเรือให้สองชาติเสมอมา ปัจจุบันเป็นของญี่ปุ่น แต่เกาหลีใต้ก็ได้อ้างสิทธิ ปัจจุบันจึงเป็นปัญหาขัดแย้งกันอยู่)

พระเจ้าแทจงสวรรคตในพ.ศ. 1965

พระนามเต็ม -สมเด็จพระราชา แทจง คงจอง ซองด็อก ซินคง คอนชอน เชกุ๊ก แดจอง คเยอู มุนมู เยชอล ซองนยอล ควางฮโย แห่งเกาหลี

พระบรมวงศานุวงศ์
    * พระราชบิดา: พระเจ้าแทโจแห่งโชซอน (태조)
    * พระราชมารดา  : พระมเหสีซินอึย จากตระกูลฮัน (신의왕후 한씨)
พระมเหสี
    * พระมเหสีวอนคยอง จาก ตระกูลมิน (원경왕후 민씨)
พระสนม
    * พระสนมฮโยบิน จาก ตระกูลคิม (효빈 김씨)
    * พระสนมมยองบิน จาก ตระกูลคิม (명빈 김씨)
    * พระสนมซินบิน จาก ตระกูลซิน (신빈 신씨)
    * พระสนมซอนบิน จาก ตระกูลอัน (선빈 안씨)
    * พระสนมอึยบิน จาก ตระกูลควอน (의빈 권씨)
    * พระสนมโซบิน จาก ตระกูลโน (소빈 노씨)
    * พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลแช (숙의 최씨)
    * องค์หญิงด็อกซุน จาก ตระกูลลี (덕순옹주 이씨)
    * องค์หญิงซูฮเย จาก ตระกูลจาง (순혜옹주 장씨)
    * พระสนม(ไม่ปรากฏพระนาม) จาก ตระกูลโค (후궁 고씨)
พระโอรส
    * องค์ชายยางนยอง เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระมเหสีวอนคยอง จาก ตระกูลมิน
    * องค์ชายฮโยรยอง เป็นพระโอรสองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระมเหสีวอนคยอง จาก ตระกูลมิน
    * องค์ชายชุงนยอง เป็นพระโอรสองค์ที่สามที่ประสูติจาก พระมเหสีวอนคยอง จาก ตระกูลมิน
    * องค์ชายซองนยอง เป็นพระโอรสองค์ที่สี่ที่ประสูติจาก พระมเหสีวอนคยอง จาก ตระกูลมิน
    * องค์ชายคยองนยอง เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมฮโยบิน จาก ตระกูลคิม
    * องค์ชายฮัมนยอง เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมซินบิน จาก ตระกูลซิน
    * องค์ชายอนนยอง เป็นพระโอรสองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระสนมซินบิน จาก ตระกูลซิน
    * องค์ชายกึมนยอง เป็นพระโอรสองค์ที่สามที่ประสูติจาก พระสนมซินบิน จาก ตระกูลซิน
    * องค์ชายอิกนยอง เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมซอนบิน จาก ตระกูลอัน
    * องค์ชายฮุยรยอง เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลแช
    * องค์ชายฮูรยอง เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก องค์หญิงด็อกซุน จาก ตระกูลลี
    * องค์ชายฮเยรยอง เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนม(ไม่ปรากฏพระนาม) จาก ตระกูลโค
พระธิดา
    * องค์หญิงจองซูน เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระมเหสีวอนคยอง จาก ตระกูลมิน
    * องค์หญิงคยองจอง เป็นพระธิดาองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระมเหสีวอนคยอง จาก ตระกูลมิน
    * องค์หญิงคยองกัน เป็นพระธิดาองค์ที่สามที่ประสูติจาก พระมเหสีวอนคยอง จาก ตระกูลมิน
    * องค์หญิงจองซอน เป็นพระธิดาองค์ที่สี่ที่ประสูติจาก พระมเหสีวอนคยอง จาก ตระกูลมิน
    * องค์หญิงซูกัน เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมมยองบิน จาก ตระกูลคิม
    * องค์หญิงจองชิน เป็นพระธิดาองค์ที่แรกที่ประสูติจาก พระสนมซินบิน จาก ตระกูลซิน
    * องค์หญิงจองจอง เป็นพระธิดาองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระสนมซินบิน จาก ตระกูลซิน
    * องค์หญิงซุกจอง เป็นพระธิดาองค์ที่สามที่ประสูติจาก พระสนมซินบิน จาก ตระกูลซิน
    * องค์หญิงโซชิน เป็นพระธิดาองค์ที่สี่ที่ประสูติจาก พระสนมซินบิน จาก ตระกูลซิน
    * องค์หญิงซุกนยอง เป็นพระธิดาองค์ที่ห้าที่ประสูติจาก พระสนมซินบิน จาก ตระกูลซิน
    * องค์หญิงซุกยอง เป็นพระธิดาองค์ที่หกที่ประสูติจาก พระสนมซินบิน จาก ตระกูลซิน
    * องค์หญิงซุกกึม เป็นพระธิดาองค์ที่เจ็ดที่ประสูติจาก พระสนมซินบิน จาก ตระกูลซิน
    * องค์หญิงโซซุก เป็นพระธิดาองค์ที่แรกที่ประสูติจาก พระสนมซอนบิน จาก ตระกูลอัน
    * องค์หญิงคยองชิน เป็นพระธิดาองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระสนมซอนบิน จาก ตระกูลอัน
    * องค์หญิงจองฮเย เป็นพระธิดาองค์ที่แรกที่ประสูติจาก พระสนมอึยบิน จาก ตระกูลควอน
    * องค์หญิงซุกฮเย เป็นพระธิดาองค์ที่แรกที่ประสูติจาก พระสนมโซบิน จาก ตระกูลโน
    * องค์หญิงซุกซุน เป็นพระธิดาองค์ที่แรกที่ประสูติจาก องค์หญิงด็อกซุน จาก ตระกูลลี


พระเจ้าเซจงมหาราช (ฮันกึล: 세종대왕 ฮันจา: 世宗大王 อังกฤษ: Sejong the Great of Joseon) (พ.ศ. 1940 ถึง พ.ศ. 1993) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์โชซอนของเกาหลี (พ.ศ. 1961 ถึง พ.ศ. 1993) ทรงเป็นที่รู้จักในการที่ทรงประดิษฐ์อักษรเกาหลีฮันกึล และทรงเป็นหนึ่งในสองกษัตริย์เกาหลีที่มีพระนามเป็นมหาราช (อีกพระองค์คือพระเจ้ากวางแกโตมหาราช แห่งราชวงศ์โกคูรยอ)

ลี โท เป็นพระโอรสองค์ที่สามของพระเจ้าแทจงกับพระมเหสีวอนกยอง เมื่อพระชนม์สิบหกพรรษาได้รับสถาปนาเป็นองค์ชายชุงนยอง(충녕대군; 忠寧大君) และทรงอภิเษกกับพระชายาชิม ซึ่งภายหลังได้รับสถาปนาเป็นพระมเหสีโซฮอน พระเชษฐาทั้งสองของพระองค์คือองค์ชายยังนยองและองค์ชายฮโยรยองเห็นถึงความ สามารถขององค์ชายชุงนยองแต่ยังเยาว์ จึงคิดจะยกบัลลังก์ให้โดยการประพฤติตนเหลวแหลกในราชสำนัก ทำให้องค์ชายทั้งสองถูกขับออกจากวัง เมื่อพระเจ้าแทจงสละบัลลังก์ในพ.ศ. 1961 ก็ได้ให้องค์ชายชุงนยองครองราชย์เป็นพระเจ้าเซจง

ราชกิจอย่างแรกของพระเจ้าเซจงคือการก่อตั้งชิบฮยอนจอน สำนักปราชญ์ขงจื้อที่เป็นแหล่งรวมผู้มีความรู้เกี่ยวกับปรัชญาขงจื้อของประเทศ และยังเป็นแหล่งการศึกษาของนักปราชญ์ขงจื้อที่สำคัญอีกหลายท่านในอนาคต

ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานชาวเกาหลีไม่มีอักษรเป็นของตนเองแต่ใช้ อักษรจีน ที่รับมา เรียกว่า ฮันจา ซึ่งอักษรจีนเป็นอักษรที่สลับซับซ้อนในการเขียน การเรียนรู้และการจดจำ ดังนั้นในสมัยโชซอนจึงมีแต่ยังบันที่เป็นชนชั้น ขุนนาง เท่านั้นที่เขียนฮันจาเป็น ชาวบ้าน สามัญชน ทั่วไปจึงอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ อีกทั้งอักษรจีนยังใช้แทนเสียง ภาษาเกาหลี ได้ไม่ลื่นนัก ใน พ.ศ. 1989 พระเจ้าเซจงจึงทรงให้นักปราชญ์และนักประดิษฐ์ชื่อ จางยองชิล เดิมเป็น ทหารองค์รักษ์ แต่พระเจ้าเซจงทรงเล็งเห้นในความสามารถจึงแต่งตั้งให้เป็นขุนนางขั้นชอง 3 พุม พระราชทานกำลังทรัพย์และอำนาจที่จะประดิษฐ์อะไรก็ได้ จางยองชิล ได้ชื่อว่าเป็นผู้ประดิษฐ์ มาตรวัดน้ำฝน อันแรกของโลกในปีพ.ศ. 1984 และยังสร้าง นาฬิกาน้ำ นาฬิกาแดด และ ลูกโลกจำลองท้องฟ้า สำหรับโหรหลวงใช้ในการศึกษาดวงดาว แต่ชางยองชิลนั้นได้รับการต่อต้านจากขุนนาง เพราะชางยองชิลเป็นชอนมิน ชนชั้นต่ำสุดในสังคมโชซอน ต่ำแหน่งสูงๆของขุนนางสงวนไว้สำหรับยังบันเท่านั้น จนในที่สุดชางยองชิลก็ถูกปลดในพ.ศ. 1985

พระเจ้าเซจงทรงเห็นถึงปัญหาของ ชาวนา ในการทำ การเกษตร แล้วไม่ได้ผล และได้รับความลำบากเมื่อ น้ำท่วม หรือ แห้งแล้ง จึงทรงให้มีการแต่งหนังสือนงซาจิกซอล รวบรวมความรู้ประสบการณ์ในการทำการเกษตรจากเกษตรกรอาวุโสทั่วอาณาจักร และยังทรงลดภาษีเกษตรกร เพื่อมิให้เกษตรกรต้องลำบากและมีทรัพย์ในการทำเกษตรกรรมมากขึ้น

พระเจ้าเซจงยังทรงดำเนินนโยบายต้านทานผู้รุกรานต่างชาติอีกด้วย โดยพระเจ้าแทจงซึ่งเป็นแทซังวังอยู่นั้นได้แนะนำให้พระเจ้าเซจงส่งอีจองมูไป บุกเกาะซึชิมาที่เป็นแหล่งของโจรสลัดญี่ปุ่น จนพ.ศ. 1962 ตระกูลโซเจ้าครองเกาะซึชิมาได้ยอมจำนนและส่งบรรณาการไปยังฮันซอง และพ.ศ. 1963 เกาะซึชิมาก็ขึ้นตรงต่อมณฑลคยองซังของโชซอน

ทางเหนือพระเจ้าเซจงก็ทรงก่อตั้ง สี่ป้อมหกปราการ (ซากุนยุกจิน 사군육진) เพื่อป้องกันการรุกรานของพวกแมนจูทางเหนือ และในพ.ศ. 1976 ทรงส่งคิมจงซอ ไปบุกขยายอาณาเขตทางเหนือ จนโชซอนมีอาณาเขตติดแม่น้ำยาลู

ราชกิจต่างๆของพระเจ้าเซจงนั้นยังคุณประโยชน์มากมายต่ออาณาจักรโชซอน และรวมไปถึงประเทศเกาหลีทั้งเหนือและใต้ในปัจจุบันด้วย เพราะทรงส่งเสริมวัฒนธรรมเกาหลี ทำให้ชาวเกาหลีมีความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเองในทุกวันนี้ และพระสาทิสลักษณ์ของพระองค์ยังปรากฏบนธนบัตร 10,000 วอนของเกาหลีใต้ เมื่อมเหสีโซฮอนสิ้นพระชนม์ พระเจ้าเซจงก็ทรงเศร้าโศกพระทัย จนสิ้นพระชนม์ในพ.ศ. 1993 มีพระเจ้ามุนจง สืบต่อบัลลังก์

พระนามเต็ม - สมเด็จพระราชา เซจง จางฮอน ยองมุน เยมู อินซอง มยองฮโย แห่งเกาหลี

พระบรมวงศานุวงศ์
    * พระราชบิดา: พระเจ้าแทจง (태종)
    * พระราชมารดา  : พระมเหสีวอนคยอง จากตระกูลมิน (원경왕후 민씨)
พระมเหสี
    * พระมเหสีโซฮยอน จาก ตระกูลชิม (소헌왕후 심씨)
พระสนม
    * พระสนมยองบิน จาก ตระกูลคัง (영빈 강씨)
    * พระสนมชินบิน จากตระกูลคิม (신빈 김씨)
    * พระสนมฮเยบิน จาก ตระกูลยาง (혜빈 양씨)
    * พระสนมควีอิน จาก ตระกูลปาร์ค (귀인 박씨)
    * พระสนมควีอิน จาก ตระกูลแช (귀인 최씨)
    * พระสนมโซยอง จาก ตระกูลฮง (소용 홍씨)
    * พระสนมซุกวอน จาก ตระกูลลี (숙원 이씨)
    * พระสนมซางชิม จาก ตระกูลซอง (상침 송씨)
    * พระสนมซากี จาก ตระกูลชา (사기 차씨)
พระโอรส
    * องค์ชายลีฮยางเป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระมเหสีโซฮยอน จาก ตระกูลชิม
    * องค์ชายซูยาง เป็นพระโอรสองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระมเหสีโซฮยอน จาก ตระกูลชิม
    * องค์ชายอันพยอง เป็นพระโอรสองค์ที่สามที่ประสูติจาก พระมเหสีโซฮยอน จาก ตระกูลชิม
    * องค์ชายอิมยอง เป็นพระโอรสองค์ที่สี่ที่ประสูติจาก พระมเหสีโซฮยอน จาก ตระกูลชิม
    * องค์ชายควางพยอง เป็นพระโอรสองค์ที่ห้าที่ประสูติจาก พระมเหสีโซฮยอน จาก ตระกูลชิม
    * องค์ชายกึมซอง เป็นพระโอรสองค์ที่หกที่ประสูติจาก พระมเหสีโซฮยอน จาก ตระกูลชิม
    * องค์ชายพยองวอน เป็นพระโอรสองค์ที่เจ็ดที่ประสูติจาก พระมเหสีโซฮยอน จาก ตระกูลชิม
    * องค์ชายยองอึง เป็นพระโอรสองค์ที่แปดที่ประสูติจาก พระมเหสีโซฮยอน จาก ตระกูลชิม
    * องค์ชายฮวาอึย เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมยองบิน จาก ตระกูลคัง
    * องค์ชายคเยยาง เป็นพระโอรสองค์ที่แรกที่ประสูติจาก พระสนมชินบิน จาก ตระกูลคิม
    * องค์ชายอึยชาง เป็นพระโอรสองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระสนมชินบิน จาก ตระกูลคิม
    * องค์ชายมิลซอง เป็นพระโอรสองค์ที่สามที่ประสูติจาก พระสนมชินบิน จาก ตระกูลคิม
    * องค์ชายอิกฮยาง เป็นพระโอรสองค์ที่สี่ที่ประสูติจาก พระสนมชินบิน จาก ตระกูลคิม
    * องค์ชายยองเฮ เป็นพระโอรสองค์ที่ห้าที่ประสูติจาก พระสนมชินบิน จาก ตระกูลคิม
    * องค์ชายดัมยาง เป็นพระโอรสองค์ที่หกที่ประสูติจาก พระสนมชินบิน จาก ตระกูลคิม
    * องค์ชายฮันนาม เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมฮเยบิน จาก ตระกูลยาง
    * องค์ชายซูชุน เป็นพระโอรสองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระสนมฮเยบิน จาก ตระกูลยาง
    * องค์ชายยองพุง เป็นพระโอรสองค์ที่สามที่ประสูติจาก พระสนมฮเยบิน จาก ตระกูลยาง
พระธิดา
    * องค์หญิงจองโซ เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระมเหสีโซฮยอน จาก ตระกูลชิม
    * องค์หญิงจองอึย เป็นพระธิดาองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระมเหสีโซฮยอน จาก ตระกูลชิม
    * องค์หญิง(ไม่ปรากฏพระนาม) เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมชินบิน จาก ตระกูลคิม
    * องค์หญิง(ไม่ปรากฏพระนาม) เป็นพระธิดาองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระสนมชินบิน จาก ตระกูลคิม
    * องค์หญิงจองอัน เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมซุกวอน จาก ตระกูลลี
    * องค์หญิงจองฮยอน เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมซางชิม จาก ตระกูลซอง
    * องค์หญิง(ไม่ปรากฏพระนาม) เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมซากี จาก ตระกูลชา


พระเจ้ามุนจง  (อักษรฮันกึล : 문종 อักษรฮันจา : 文宗 ) (พ.ศ. 1957 ถึง พ.ศ. 1995) เป็นกษัตริย์องค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์โชซอนของเกาหลี เป็นพระราชโอรสพระองค์แรกของพระเจ้าเซจงมหาราช ทรงครองราชย์ในช่วง พ.ศ. 1993 - พ.ศ. 1995

พระเจ้ามุนจงทรงเป็นนักประดิษฐ์ตามแบบ ชางยองชิล โดยพระองค์ทรงมีส่วนร่วมในการประดิษฐ์มาตรวัดน้ำฝน และยังทรงประดิษฐ์เครื่องยิงธนูแบบเข็น (ฮวาชา)

พระเจ้ามุนจงทรงครองราชย์อยู่สองปีก็สิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 1995 จึงให้พระโอรสขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าดันจง

พระนามเต็ม -สมเด็จพระราชา มุนจง คงซุน ฮุมมยอง อินซุก ควางมุน ซองฮโย แห่งเกาหลี

พระบรมวงศานุวงศ์
    * พระราชบิดา: พระเจ้าเซจง (세종)
    * พระราชมารดา  : พระมเหสีโซฮยอน จากตระกูลชิม (소현왕후 심씨)
พระมเหสี
    * พระมเหสีฮยอนด็อก จาก ตระกูลควอน (현덕왕후 권씨)
พระสนม
    * พระสนมซุกบิน จาก ตระกูลฮง (숙빈 홍씨)
    * พระสนมซาชิก จาก ตระกูลยาง (사칙 양씨)
    * พระสนมฮวีบิน จาก ตระกูลคิม (휘빈 김씨)
พระโอรส
    * องค์ชายลีฮงวี เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระมเหสีฮยอนด็อก จาก ตระกูลควอน
พระธิดา
    * องค์หญิงคยองเฮ เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระมเหสีฮยอนด็อก จาก ตระกูลควอน



พระเจ้าดันจง  (단종 端宗)(พ.ศ. 1984 ถึง พ.ศ. 2000) ทรงเป็นกษัตริย์องค์ที่ 6 ของราชวงศ์โชซอน (พ.ศ. 1995 ถึง พ.ศ. 1998) ขณะที่พระเจ้ามุนจงพระ บิดาสิ้นพระชนม์นั้น พระเจ้าดันจงทรงอายุได้แค่ 12 ชันษา จึงต้องให้ฮวางโบอิน และ คิมจงซอ เป็นผู้สำเร็จราชการแทน แต่คิมจงซอนั้น ต้องการแผ่ขยายอำนาจในราชสำนัก จึงชนเข้ากับการขยายอำนาจขององค์ชายซูยัง และองค์ชายอันพยอง พระปิตุลา ในพ.ศ. 1996 องค์ชายซูยังก็ได้ทำการยึดอำนาจสังหารฮวางโบอินและคิมจงซอที่หน้าพระราชวังเคียงบก และได้สังหารองค์ชายอันพยองและในพ.ศ. 1998 องค์ชายซูยัง บังคับให้พระเจ้าดันจงสละบัลลังก์ และถูกเนรเทศ องค์ชายซูยังขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าเซโจ ในพ.ศ. 2000 ขุนนางหกคนได้วางแผนยึดอำนาจจากพระเจ้าเซโจกลับคืนให้พระเจ้าด้นจง แต่แผนการรั่วไหล ขุนนางทั้งหกจึงถูกประหารชีวิต พระเจ้าเซโจทรงเห็นว่าถ้าพระเจ้าดันจงยังคงมีพระชนม์ชีพอยู่ต่อไปคงจะเป็น ภัย จึงปลดพระเจ้าดันจงลงเป็นองค์ชายโนซานและปลงพระชนม์ในที่สุด

องค์ชายโนซานเมื่อถูกปลงพระชนม์ยึดอำนาจแล้วก็มิได้รับพระนามกษัตริย์ จนในสมัยพระเจ้าซุกจงพ.ศ. 2241 จึงได้ให้พระนามว่า"ดันจง"

(เคยรู้สึกคุ้นๆไหมกับพระนามของพระเจ้าดันจง....ก็หนังเรื่อง The King and I บันทึกรักคิมชูซอน สุภาพบุรุษมหาขันที จำกันได้หรือเปล่าล่ะ)

พระนามเต็ม -สมเด็จพระราชา ดันจง คงอึย อนมุน ซุนจอง อันจาง คยองซุน ดนฮโย แห่งเกาหลี

พระบรมวงศานุวงศ์
    * พระราชบิดา: พระเจ้ามุนจง (문종)
    * พระราชมารดา  : พระมเหสีฮยอนด็อก จากตระกูลควอน (현덕왕후 권씨)
พระมเหสี
    * พระมเหสีจองซุน จาก ตระกูลซอง (정순왕후 송씨)
พระสนม
    * พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลคิม (숙의 김씨)
ไม่มีพระโอรส และไม่มีพระธิดา



พระเจ้าเซโจ (세조 世祖) (พ.ศ. 1960 ถึง พ.ศ. 2011) เป็นกษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์โชซอน (พ.ศ. 1998 ถึง พ.ศ. 2011)

พระเจ้าเซโจ เดิมพระนามว่า ลียู เป็นพระโอรสองค์ที่สองของพระเจ้าเซจงมหาราช ในพ.ศ. 1971 ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็น องค์ชายซูยัง เมื่อพระเจ้าเซจงพระบิดาสิ้นพระชนม์ในพ.ศ. 1993 องค์รัชทายาท (วังเซจา) พระเชษฐาขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้ามุนจง แต่อีกสองปีต่อมาพ.ศ. 1995 พระเจ้ามุนจงสิ้นพระชนม์ พระโอรสของพระเจ้ามุนจงขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าดันจง แม้จะมิได้ครองราชบัลลังก์แต่องค์ชายซูยังก็ยังสะสมอำนาจขยายอิทธิพล แต่ก็ต้องเผชิญหน้ากับคิมจงซอ ผู้สำเร็จราชการแทนซึ่งก็ต้องการขยายอำนาจให้กับตระกูลของตนเช่นกัน และองค์ชายอันพยอง พระอนุชาอีกคน ในพ.ศ. 1996 องค์ชายซูยังจึงส่งคนไปสังหารคิมจงซอ ที่หน้าพระราชวังคยองบก และสังหารองค์ชายอันพยอง

ถึงตอนนี้องค์ชายซูยังกุมอำนาจในราชสำนัก จนในพ.ศ. 1998 องค์ชายซูยังก็บังคับให้พระเจ้าดันจงสละบัลลังก์ และขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าเซโจ แต่ยังมีขุนนางหกคนวางแผนที่จะยึดบัลลังก์คืนให้พระเจ้าดันจง แต่แผนการรั่วไหลเพราะโชชิคยอม(หรืออีกชื่อหนึ่งคือ จอนคยอน ซึ่งต่อมากลายเป็นขันทีคนโปรด) 1 ในผู้ก่อการได้นำความลับไปทูลพระเจ้าเซโจจึงถูกประหารชีวิตทั้งหมด พระเจ้าเซโจทรงเห็นว่า ถ้าพระเจ้าดันจงพระนัดดายังมีพระชนม์ชีพอยู่ อำนาจของพระองค์ก็จะไม่มั่นคง จึงทรงสั่งให้ปลดพระเจ้าดันจงเป็นองค์ชายโนซาน และปลงพระชนม์เสีย

พระเจ้าเซโจทรงเห็นว่ากษัตริย์ได้รับอาณัติจากสวรรค์ให้มาปกครองประชาชน จึงทรงพยายามขยายอำนาจของกษัตริย์มิให้ถูกจำกัดโดยพวกขุนนาง โดยทรงยุบหน่วยงานหลายฝ่ายที่ต้านทานการใช้พระราชอำนาจ ในพ.ศ. 2008 ทรงยุบชิบฮยอนจอน และตั้งวอนกักจาขึ้นมาแทนให้ปราชญ์ขงจื้อเป็นเพียงแค่ที่ปรึกษาไม่มีสิทธิ คัดค้านนโยบายลูก�้าขงจื้อประจำโชซอน ทำให้พระองค์มีอำนาจสามารถควบคุมการสอบควากอ จากการที่ผู้ที่ผ่านการสอบควาจอแบบพระเจ้าเซโจเสด็จมีมากขึ้น เพราะทรงเสด็จไปซองกยุงกวอนบ่อย

เพื่อที่จะลดอำนาจปราชญ์ขงจื้อลงไปอีก พระเจ้าเซโจจึงทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ทรงตั้งคังยอนโดกัม เพื่อแปลพระไตรปิฏกเป็นภาษาเกาหลี และพิมพ์ไตรปิฏก โคเรียนะ พระไตรปิฏกฉบับเกาหลีโดยราชวงศ์โครยอ และเพื่อเชิดชูประวัติศาสตร์เกาหลี พระเจ้าเซโจทรงให้มีการพิมพ์ทงกุกทงกัม (กระจกสะท้อนอาณาจักรตะวันออก) เป็นหนังสือประวัติศาสตร์เกาหลีฉบับสมบูรณ์ตั้งแต่ทันกุนจนถึงสิ้นราชวงศ์โครยอ ที่สำคัญทรงสั่งให้มีการจัดทำคยองกุกแดจอน (กฎหมายบริหารประเทศ) เป็นกฎหมายประจำราชวงศ์โชซอนไปอีกหลายร้อยปี แต่ยังไม่ทันเสร็จพระเจ้าเซโจก็สิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2011 พระเจ้าเยจงสืบราชสมบัติต่อ


พระนามเต็ม-สมเด็จพระราชา เซโจ ฮเยจาง ซุงชอน เชโด ยอลมุน ยองมู จิด็อก ยองคง ซองซิน มยอนคเย ฮุมซุก อินฮโย แห่งเกาหลี

พระบรมวงศานุวงศ์
    * พระราชบิดา: พระเจ้าเซจง (세종)
    * พระราชมารดา  : พระมเหสีโซฮยอน จากตระกูลชิม (소현왕후 심씨)
พระมเหสี
    * พระมเหสีจองฮี จาก ตระกูลยุน (정희왕후 윤씨)
พระสนม
    * พระสนมกึนบิน จาก ตระกูลปาร์ค (근빈 박씨)
พระโอรส
    * องค์ชายอึยคยอง เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระมเหสีจองฮี จาก ตระกูลยุน
    * องค์ชายแฮยาง เป็นพระโอรสองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระมเหสีจองฮี จาก ตระกูลยุน
    * องค์ชายด็อกวอน เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมกึนบิน จาก ตระกูลปาร์ค
    * องค์ชายชางวอน เป็นพระโอรสองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระสนมกึนบิน จาก ตระกูลปาร์ค
พระธิดา
    * องค์หญิงอึยซุก เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระมเหสีจองฮี จาก ตระกูลยุน



พระเจ้าเยจง (พ.ศ. 1993 - พ.ศ. 2012) เป็นกษัตริย์องค์ที่ 8 ของราชวงศ์โชซอน (พ.ศ. 2011 ถึง พ.ศ. 2012)แต่ครองราชย์ได้ปีเดียวก็สิ้นพระชนม์ ให้องค์ชายชาซาน พระนัดดาขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าซองจง

พระเจ้าเยจงครองราชย์เมื่อมีพระชนม์มายุ 19 พรรษา(นับแบบสากลคือ 18 พรรษา)แต่ครองราชย์ได้เพียงสิบสี่เดือนก็สวรรคต ให้องค์ชายชาซาน ซึ่งเป็นพระโอรสองที่สองในอดีตรัชทายาอึนเคียงขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าซองจง แทน อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีพระชนม์มายุที่สั้นและครองราชย์ได้เพียงปีเดียว(14 เดือน) แต่ก็มีเหตุการณ์สำคัญต่างๆ เกิดขึ้นมากมายในสมัยพระองค์ เช่นการห้ามชาวโชซอนทำการค้ากับญี่ปุ่น ลดอำนาจของขุนนางสูงอายุ การพยายามที่ลดอำนาจของกรมมหาดเล็กโดยจำกัดสิทธิไม่ให้ขันทีมีครอบครัวได้ และอื่นๆ อีกมากมาย และเนื่องจากทรงประชวรมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ก่อนจะพระอาการหนักขึ้นเมื่อ ครองราชย์บวกกับการที่มีพระชนม์มายุยังน้อย ทำให้พระองค์ไม่สามารถว่าราชการด้วยพระองค์เองได้อย่างเต็มที่ ทำให้ตลอดรัชสมัย การบริหารประเทศส่วนหญ่จะขึ้นอยู่กับการตัดสินพระทัยของพระมารดาที่เป็นผู้ สำเร็จราชการ

กระนั้นก็ตาม ในสมัยของพระองค์นี้ได้เกิดเหตุการณ์ใส่ร้ายป้ายสีองค์ชายนัมอี โอรสของเจ้าหญิงจองซุนซึ่งเป็นธิดาองค์หนึ่งของพระเจ้าเซโจจนถึงแก่สิ้นพระ ชนม์ชีพเนื้องจากองค์ชายนัมอัยเป็นโอรสของพระเชษฐภคิณีของพระเจ้าเยจง ทำให้พระเจ้าเยจงมีศักดิ์เป็นพระมาตุลาของนัมอัย องค์ชายนัมอัยมีชื่อเสียงจากการปราบขบถลี-ชีเอ(Yi Si-ae)และกลุ่มการค้าที่เอารัดเอาเปรียบประชาชนในปลายสมัยพระเจ้าเซโจซึ่ง เป็นพระเจ้าตา ทำให้ได้รับการโปรดเกล้าให้เป็นเจ้ากรมกลาโหมทั้งที่มีพระชนม์มายุเพียง ยี่สิบแปดพรรษา แต่เมื่อสิ้นพระเจ้าเซโจ เหล่าขุนนางที่เสื่อมอำนาจลงเพราะการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางของพระเจ้าเซ โจ (พระเจ้าเซโจลดฐานะให้ขุนนางให้เป็นเพียงพนักงานรัฐ และอุปถัมภ์พุทธศาสนา ทำให้นักวิชาการที่ยึดหลักขงเจื้อหมดความสำคัญลง) รวมตัวกันเพื่อขจัดเหล่าบุคคลซึ่งเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าเซโจและมีอิทธพล มาตั้งแต่สมัยพระองค์อาธิเช่นฮันมยองเฮ และ จอนคยอน และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งนำอีก็เป็นหนึ่งในนั้น องค์ชายนัมอีถูกใส่ความว่าเป็นขบถโดย "ยูจากวาง" และคณะ อีกทั้งยังถูกประหารในที่สุดแม้ว่าหลักฐานจะไม่เพียงพอที่จะเอาผิดก็ตาม เพราะส่วนหนึ่ง เนื่องจากพระเจ้าเยจงไม่ทรงโปรดองค์ชายนัมอีเป็นการส่วนพระองค์ และช่วงเวลาเพียงหนึ่งปีกับสองเดือนนี้ มีขุนนางถูกลงโทษสถานหนักตั้งแต่ปลดจากตำแหน่งจนถึงประหารชีวิตกว่า 30 คน

พระนามเต็ม -สมเด็จพระราชา เยจง ยางโด ฮุมมุน ซองมู อึยอิน โซฮโย แห่งเกาหลี

พระบรมวงศานุวงศ์
    * พระราชบิดา: พระเจ้าเซโจ (세조)
    * พระราชมารดา  : พระมเหสีจองฮี จากตระกูลยุน (정희왕후 윤씨)
พระมเหสี
    * พระมเหสีจางซุน จาก ตระกูลฮัน (장순왕후 한씨)
    * พระมเหสีอันซุน จาก ตระกูลฮัน (안순왕후 한씨)
พระสนม
    * ซังกุงพิเศษ จาก ตระกูลคี (상궁 기씨)
พระโอรส
    * องค์ชายอินซอง เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระมเหสีจางซุน จาก ตระกูลฮัน
    * องค์ชายเจอัน เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระมเหสีอันซุน จาก ตระกูลฮัน
พระธิดา
    * องค์หญิงฮยอนซุก เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระมเหสีอันซุน จาก ตระกูลฮัน
    * องค์หญิงฮเยซุน เป็นพระธิดาองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระมเหสีอันซุน จาก ตระกูลฮัน


พระเจ้าซองจง (พ.ศ. 2000 ถึง พ.ศ. 2037) เป็นกษัตริย์ในลำดับที่ 9 ของราชวงศ์โชซอน ครองราชย์เมื่อ พ.ศ. 2012 - พ.ศ. 2037 พระราชบิดาของพระองค์คือ องค์ชายอึยคยอง ซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้าเซโจ แต่สิ้นพระชนม์ไปเสียก่อน พระอนุชาคือ องค์ชายแฮยาง จึงขึ้นครองราชย์แทนเป็นพระเจ้าเยจงในพ.ศ. 2011 แต่ครองบัลลังก์ได้ปีเดียวก็สิ้นพระชนม์ แม้พระเจ้าเยจงจะมีพระโอรสอยู่แล้ว แต่ยังพระชนมายุน้อยมากเกินกว่าจะครองบัลลังก์ พระอัยยิกาจองฮีจึงให้องค์ชายชาซาน ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าซองจง และแต่งตั้งพระบิดาคือองค์ชายอึยคยองเป็นพระเจ้าท็อกจง

เมื่อพระเจ้าซองจงครองราชย์ทรงพระชนมายุได้แค่ 13 พรรษา พระอัยยิกาจองฮีพระอัยยิกาและพระพันปียินซูพรมารดาสำเร็จราชการแทน ฝ่ายขุนนางที่สูญเสียอำนาจไปแต่การยึดบัลลังก์ของพระเจ้าเซโจนั้นได้ใช้การศึกษาของพระเจ้าซองจงเป็นเครื่องมือในการทำลายอิทธิพลของพระพุทธศาสนาในราชสำนักที่พระเจ้าเซโจทรงสนับสนุน พระเจ้าซองจงทรงศึกษาเล่าเรียนปรัชญาขงจื้ออย่างหนักตั้งแต่ยังพระเยาว์ที่วอนกักจา ปีพ.ศ. 2017 กฎหมายคยองกุกแทจอนที่เริ่มทำในสมัยพระเจ้าเซโจก็เสร็จสิ้น เมื่อพ.ศ. 2019 พระเจ้าซองจงทรงพระชนมายุ 20 พรรษา ทรงบริการราชการเอง พระเจ้าซองจงทรงตั้งฮงมุนกวาน (홍문관 ,弘文館) เป็นสำนักขงจื้ออีกแห่งสำหรับปราชญ์อายุน้อยที่จะมาช่วยพระองค์ต้านทานพวกขุนนางอนุรักษ์นิยม

ในสมัยพระเจ้าซองจงนี่เองที่ปราชญ์ขงจื้อกลุ่มซานิมเข้าร่วมการปกครองบ้านเมือง กลุ่มซานิมคือปราชญ์ขงจื้อที่ไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในการปกครองบ้านเมือง แต่ไปศึกษาปราชญ์ขงจื้อตามป่าเขา เช่น พวกปราชญ์สมัยโครยอที่ไม่ยอมจำนนต่อราชวงศ์โชซอน หรือกลุ่มนักปราชญ์ที่ต่อต้านการยึดอำนาจของพระเจ้าเซโจ เป็นปราชญ์ขงจื้อที่เคร่งครัดมาก ฮงมุนกวาน อำนาจในการค้นประวัติเบื้องหลังต่างๆ ซึ่งสามกรมใหญ่ก็เป็นที่ว่างสำหรับพวกซานิมที่จะเข้ามามีตำแหน่ง ซึ่งความเคร่งครัดในหลักการของกลุ่มซานิมทำให้พระเจ้าซองจงและบรรดาขุนนางตกเป็นเป้าการโจมตีของสามกรมใหญ่อย่างหนัก

นโยบายของพระเจ้าเซโจในการยึดสิทธิ์ที่ดินคืนจากยังบันก็มาส่งผลในสมัยพระเจ้าซองจง เมื่อยังบันไม่มีที่ดินก็ไปแย่งที่ดินชาวบ้านใช้ให้ทาสทำการเพาะปลูก เมื่อที่ดินขาดแคลนราคาที่ดินก็เพิ่มสูงขึ้น เดือดร้อนถึงชาวบ้านที่ไม่มีทรัพย์จะซื้อที่ดินก็ต้องขายตนเองลงมาเป็นทาสเพื่อทำงานในที่นาของยังบัน รวมทั้งเพื่อหนีภาษีที่ดินที่สูงลิบลิ่วอีกด้วย เนื่องด้วยอิทธิพลของลัทธิขงจื้อที่เฟื่องฟูในสมัยพระเจ้าซองจง ยังบันทั้งหลายต่างพากันจัดพิธีต่างๆด้วยความฟุ่มเฟือย ยังบันที่หาที่ดินไม่ได้ก็ยากจนลง ต้องอาศัยเส้นสายในราชสำนักและเบี้ยหวัดข้าราชการประทังชีวิต ทางด้านการป้องกันประเทศ ทรงส่งฮอจง ไปปราบเผ่าแมนจูที่รุกรานมาจากทางเหนือได้ในพ.ศ. 2034

พระเจ้าซองจงมีพระมเหสี องค์ที่สองคือ พระมเหสีแจฮยอนพระมารดาของพระเจ้ายอนซัน ซึ่งพระนางได้ทำให้พระเจ้าซองจงทรงบาดเจ็บ พระพันปียินซู จึงทรงลงโทษ โดยปลดเป็นสามัญชนและขับออกจากวังหลวง และในภายหลังได้ถูกพระราชทานน้ำฟู่จื่อ ให้สิ้นพระชนม์ เพราะถูกให้ร้ายจากขุนนางกลุ่มซามินและพระสนมของพระเจ้าซองจง พระนางจึงสิ้นพระชนม์

พระเจ้าซองจงสิ้นพระชนม์ในพ.ศ. 2037 ให้องค์ชายยอนซันครองบัลลังก์ต่อ

พระนามเต็ม - สมเด็จพระราชา ซองจง คังจอง อินมุน โฮนมู ฮุมซอง คงฮโย แห่งเกาหลี

พระบรมวงศานุวงศ์
    * พระราชบิดา: องค์ชายอึยคยอง (의경세자)
    * พระราชมารดา  : พระพันปีโซฮเย จากตระกูลฮัน (소혜왕후 한씨)
พระมเหสี
   1. พระมเหสีคงฮเย จากตระกูลฮัน (공혜왕후 한씨)
   2. พระมเหสีเจฮอน จากตระกูลยุน (제헌왕후 윤씨)
   3. พระมเหสีจองฮยอน จากตระกูลยุน (정현왕후 윤씨)
พระสนม
   1. พระสนมมยองบิน จากตระกูลคิม (명빈 김씨)
   2. พระสนมควีอิน จากตระกูลชอง (1) (귀인 정씨)
   3. พระสนมควีอิน จากตระกูลชอง (2) (귀인 정씨)
   4. พระสนมควีอิน จากตระกูลออม (귀인 엄씨)
   5. พระสนมซูกี จากตระกูลฮา (숙의 하씨)
   6. พระสนมซูกี จากตระกูลฮง (숙의 홍씨)
   7. พระสนมซูกี จากตระกูลคิม (숙의 김씨)
   8. พระสนมซุกยง จากตระกูลชิม (숙용 심씨)
   9. พระสนมซุกยง จากตระกูลควอน (숙용 권씨)
พระราชโอรส
   1. องค์ชายยอนซัน , ลูกชายเพียงคนเดียวของ พระมเหสีเจฮอน
   2. องค์ชายจินซอง (진성대군), ลูกชายเพียงคนเดียวของ พระมเหสี จองฮยอน
   3. องค์ชายมูซาน (무산군), ลูกชายเพียงคนเดียวของพระสนมมยองบิน
   4. องค์ชายอันยาง (안양군), ลูกชายคนแรกของ พระสนมชอง (1)
   5. องค์ชายพงอัน (봉안군), ลูกชายคนที่สอง ของพระสนมชอง (1)
   6. องค์ชายจอนซอง (전성군), ลูกชายเพียงคนเดียวของพระสนมชอง (2)
   7. องค์ชายคเยซอง (계성군), ลูกชายเพียงคนเดียว ของพระสนมฮา
   8. องค์ชายวานวอน (완원군), ลูกชายคนแรก ของพระสนมฮอง
   9. องค์ชายฮเวซาน (회산군), ลูกชายคนที่สอง ของพระสนมฮอง
  10. องค์ชายวาซอง (와성군), ลูกชายคนที่สาม ของพระสนมฮอง
  11. องค์ชายอิกยัง (익양군), ลูกชายคนที่สี่ ของพระสนมฮอง
  12. องค์ชายคยองมยอง (경명군), ลูกชายคนที่ห้า ของพระสนมฮอง
  13. องค์ชายยังวอน (양원군), ลูกชายคนที่หก ของพระสนมฮอง
  14. องค์ชายอีซอง (이성군), ลูกชายคนแรกของ พระสนมชิม
  15. องค์ชายยองอัน (영안군), ลูกชายคนที่สองของพระสนมชิม
พระราชธิดา
   1. องค์หญิงซุนซุก (순숙공주), ลูกสาวคนแรก ของพระมเหสี จองฮยอน จากตระกูล ยุน
   2. องค์หญิงชินซุก (신숙공주), ลูกสาวคนที่สอง ของพระมเหสี จองฮยอน จากตระกูลยุน
   3. องค์หญิงจองฮเย (정혜옹주), ลูกสาวเพียงคนเดียว ของพระสนมชอง (1)
   4. องค์หญิงคงชิน (공신옹주), ลูกสาวเพียงคนเดียวของ พระสนมออม
   5. องค์หญิงฮเยซุก (혜숙옹주), ลูกสาวคนแรก ของพระสนมฮอง
   6. องค์หญิงจองซุน (정순옹주), ลูกสาวคนที่สอง ของพระสนมฮอง
   7. องค์หญิงจองซุก (정숙옹주), ลูกสาวคนที่สาม ของพระสนมฮอง
   8. องค์หญิงฮวีซุก (휘숙옹주), ลูกสาวคนแรก ของพระสนมคิม
   9. องค์หญิงคยองซุก (경숙옹주), ลูกสาวคนที่สอง ของพระสนมคิม
  10. องค์หญิงฮวีจอง (휘정옹주), ลูกสาวคนที่สาม ของพระสนมคิม
  11. องค์หญิงคยองซุน (경순옹주), ลูกสาวคนแรก ของพระสนมชิม
  12. องค์หญิงซุกฮเย (숙혜옹주), ลูกสาวคนที่สอง ของพระสนมชิม
  13. องค์หญิงคยองฮวี (경휘옹주), ลูกสาวเพียงคนเดียวของพระสนม ควอน



พระเจ้ายอนซันกุน ทรงเป็นประมุขแห่ง เกาหลี ในช่วง พ.ศ. 2037 - พ.ศ. 2049 ทรงประสูติเมื่อปี ค.ศ. 1476 (พ.ศ. 2019) โดยเป็นพระราชโอรสในพระเจ้าซองจง และพระมเหสีแจฮยอนเมื่อพระราชบิดาสวรรคตในปี ค.ศ. 1494 (พ.ศ. 2037)พระองค์จึงขึ้นครองราชย์ ขณะพระชนม์เพียง 18 พรรษา

เมื่อองค์ชายยอนซันขึ้นครองราชย์นั้น ก็ต้องเผชิญหน้ากับขุนนางในซัมซาทันที[1] เพราะตามธรรมเนียมเดิมในพระราชพิธีศพของกษัตริย์เกาหลีจะเป็นแบบพระพุทธ ศาสนา แต่บรรดาขุนนางในซัมซาคัดค้านว่าพระเจ้าซองจงทรงเคร่งครัดในหลักขงจื้อ พิธีศพของพระองค์จึงไม่ควรนำพระพุทธศาสนามาเกี่ยว องค์ชายยอนซันจึงทรงปรึกษากับพระพันปีจาซุน พระพันปีบอกว่าใครจะรักษาธรรมเนียมปฏิบัติเอาไว้ เพราะถ้าละทิ้งพิธีบางอย่างไปจะเป็นการทำลายพระเกียรติของพระเจ้าซองจง องค์ชายยอนซันจึงให้จัดพระราชพิธีศพตามแบบพระพุทธศาสนา แต่ขุนนางซัมซายังประท้วงไม่เลิก และมีนักเรียนจากซองกยุงวานมาร่วมด้วย จึงทรงให้จับขุนนางและนักเรียนเหล่านั้นขังคุก

ใน พ.ศ. 2041 เมื่อ ซึงจองวอน (ราชเลขานุการ) ได้เริ่มการบันทึกประวัติศาสตร์ (ชิลลก) ในสมัย พระเจ้าซองจง ตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติมา ก็พบหนังสือชื่อ โจอึยเจมุน (ความเสียใจต่อพระองค์ผู้ทรงธรรม)เป็นหนังสือที่ตำหนิการยึดบัลลังก์ของพระเจ้าเซโจ ของคิมจงจิก ปราชญ์กลุ่มซานิม ยูจากวาง ขุนนางที่สนับสนุนพระเจ้าเซโจจึงใช้หนังสือเล่มนี้เป็นข้ออ้างในการทลายปราชญ์กลุ่มซานิม[2]ซึ่ง ล้วนทุกประหารชีวิตหรือไปก็ถูกเนรเทศ เรียกว่า การสังหารหมู่นักปราชญ์ในปีมูโอ (무오사화/戊午士禍)หรือการสังหารหมู่นักปราชญ์ครั้งที่หนึ่ง

พระมารดาขององค์ชายยอนซันคือ พระมเหสียุนโซฮวา เป็นพระมเหสีของพระเจ้าซองจง แต่ทรงถูกปลดและประหารชีวิตตามพระราชเสาวนีย์ของพระพันปียินซูใน พ.ศ. 2027 ซึ่งบรรดาผู้ใกล้ชิดขององค์ชายยอนซันต่างปกปิดมิให้ทรงทราบเรื่อง แต่ใน พ.ศ. 2047 ก็ทรงทราบจากลิมซาฮง และทรงเกิดความแค้นอย่างมาก จึงทรงให้มีการสืบสาวหาตัวผู้ที่มีส่วนร่วมในการสังหารพระมารดามาประหาร ชีวิตทุกคน โดยเฉพาะพวกขุนนางทั้งหลาย รวมทั้งพระพันปียินซู ซึ่งเป็นพระอัยยิกาของพระองค์เอง รวมทั้งลงโทษ เจ้าจอมมารดาชอง(ชองโชเก) และ เจ้าจอมออม(ออมยองอุ๊ก)สองพระสนมเอกของพระบิดาจนเสียชีวิต และปลดองค์ชายพงอัน องค์ชายอันยาง พระอนุชาที่เกิดกับเจ้าจอมชองเป็นสามัญชน รวมถึงขุดศพ ฮันเมียงฮี อัครเสนาบดีสมัยพระบิดาขึ้นมาตัดหัว เรียกว่า การสังหารหมู่ปราชญ์ปีคัปจา (갑자사화/甲子士禍) หรือ การสังหารหมู่ปราชญ์ครั้งที่สอง

หองค์ชายยอนซันยังทำลายพระพุทธศาสนาในเกาหลี โดยทรงยุบวัดวาอารามต่างๆ และริบสมบัติของมีค่าตามวัดเข้ามาในวัง อาจกล่าวได้ว่าพุทธศาสนาในเกาหลี หลังต้องทนการกดขี่อย่างมากมาย สิ้นสุดลงอย่างแท้จริงในสมัยขององค์ชายยอนซัน ก่อนจะได้รับการฟื้นฟูภายหลัง

หลังจากเหตุการณ์นี้ก็ทำให้องค์ชายยอนซันทรงกลายเป็นกษัตริย์ที่เหลวแหลก ทรงละทิ้งกิจการบ้านเมืองทั้งปวง ทรงประกาศคัดเลือกหญิงจากทั่วประเทศให้มาเป็นคีแซง (นางโลม) ในวัง ทรงลุ่มหลงบรรดาคีแซงอย่างมาก โดยเฉพาะคีแซงที่ชื่อ ชางนกซู ซึ่งทรงแต่งตั้งให้เป็นสนมซูยง จนบรรดาชาวบ้านเขียนข้อความตำหนิพระองค์อย่างรุนแรงเป็นอักษรฮันกึลติดไปทั่ว องค์ชายยอนซันจึงทรงห้ามใช้อักษรฮันกึล ในรัชสมัยของพระองค์ นับว่าบ้านเมืองเกิดกลียุค จนในพ.ศ. 2049 ซองฮึยอัน และพาควอนจง ยึดอำนาจและเนรเทศองค์ชายยอนซันไปเกาะคังฮวา โดยไม่ได้รับพระนามกษัตริย์ และทรงสิ้นพระชนม์ในปีเดียวกัน

พระนามเต็ม - สมเด็จพระราชา ฮอนชอน ฮงโด คยองมุน วีมู แห่งเกาหลี

พระบรมวงศานุวงศ์
    * พระราชบิดา: พระเจ้าซองจงแห่งโชซอน (성종)
    * พระราชมารดา : พระมเหสีเจฮอน จากตระกูลยุน (제헌왕후 윤씨)
พระมเหสี
    * พระมเหสีมุนซอง จากตระกูลชิน (폐비신씨)
พระสนม
    * พระสนมฮวาบิน ตระกูล โจ (폐빈 조씨)
    * พระสนมซุกยอง ตระกูล จอน (숙용 전씨)
    * พระสนมซุกวอน ตระกูล คิม (숙원 김씨)
    * พระสนมซุกอึย ตระกูล ลี (숙의 이씨)
    * พระสนมซุกยอง ตระกูล จาง (숙용 장녹수)
    * พระสนมซุกยอง ตระกูล วู (숙용 우씨)
พระราชโอรส
    * องค์ชาย ไม่ทราบพระนาม (폐세자) ลูกชายคนแรกของ พระมเหสีมุนซอง
    * องค์ชายชางนยอง (창녕대군) ลูกชายคนที่สองของ พระมเหสีมุนซอง
    * องค์ชายยางพยอง (양평군) ลูกชายคนแรกของ พระสนมลีซุกอึย
    * องค์ชายลีทนซู (왕자 이돈수) ลูกชายคนที่สองของ พระสนมลีซุกอึย
พระราชธิดา
    * องค์หญิงทนซู (돈수옹주) ลูกสาวเพียงคนเดียวของ พระมเหสีมุนซอง
    * องค์หญิง ไม่ทราบพระนาม ลูกสาวเพียงคนเดียวของ พระสนมลีซุกอึย
    * องค์หญิง ไม่ทราบพระนาม ลูกสาวเพียงคนเดียวของ พระสนมจางซุกยอง


พระเจ้าจุงจง (เกาหลี: 중종, ฮันจา: 中宗, MC: Jungjong, MR: Chungchong) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 11 ของ อาณาจักรโชซอน (พ.ศ. 2049 ถึง พ.ศ. 2087) หรือ องค์ชายจินซอง เป็นพระโอรสของ พระเจ้าซองจง กับ พระมเหสีจองฮยอน หรือ พระมเหสียุนซุกยอน ประสูติเมื่อ ค.ศ. 1488 (พ.ศ. 2031) ตรงกับปีที่ 19 ในรัชกาล ณ พระราชวังเคียงบก และเป็นพระอนุชาต่างพระราชมารดาของ องค์ชายยอนซัน ซึ่งละเลยกิจการบ้านเมืองสนพระทัยแต่ความสุขในวังทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ใน พ.ศ. 2049 กลุ่มขุนนางทีไม่พอใจองค์ชายยอนซันประกอบด้วยซองฮีอัน เป็นบุตรบุญธรรมของใต้เท้าปาร์ค วอนจง ปาร์ควอนจง ฮงคยองจู ฯลฯ ยึดอำนาจจากองค์ชายยอนซันและเนรเทศพระองค์ไปที่เกาะคังฮวา ซึ่งสิ้นพระชนม์ในปีเดียวกัน และสนับสนุนให้องค์ชายจินซองชันษา18พรรษาขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าจุงจง

พระราชกรณียกิจแรกของพระเจ้าจุงจงคือการแก้ไขปัญหาที่เกิดในสมัยองค์ชาย ยอนซันและนำความสงบสุขกลับคืน แต่รัชสมัยของพระองค์นั้นมิได้สงบสุขแต่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งอำนาจ เพราะพระเจ้าจุงจงทรงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของขุนนางที่ยึดอำนาจมาให้พระองค์ เอง เริ่มจากมเหสีซินซีของพระองค์ มีพระบิดา คือ ซินโซกุน เป็นขุนนางที่เรืองอำนาจในสมัยองค์ชายยอนซัน บรรดาขุนนางจึงเกรงว่าพระนางจะแก้แค้นให้บิดา จึงปลดพระนางเสียและเนรเทศออกนอกวัง

การที่จะเยียวยาบ้านเมืองจากสมัยองค์ชายยอนซัน พระเจ้าจุงจงทรงเห็นว่าควรจะมีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลง จึงทรงเรียกปราชญ์ฝ่ายซานิม ที่ถูกทำลายย่อยยับไปในสมัยองค์ชายยอนซันนั้น กลับมารับราชการในพ.ศ. 2061 มีโชวกวางโจเป็นผู้นำกลุ่ม เพื่อคานอำนาจกลุ่มฮุงงู โชวกวางโจได้เสนอการปฏิรูปที่รุนแรงที่สุด คือ ยกเลิกการสอบ ควาจอ (จอหงวน) ระบบเก่าและตั้งระบบควาจอของ"ผู้ที่คงแก่เรียนและมีคุณธรรม" เป็นการคัดเลือกบัณฑิตใหม่เข้ารับราชการโดยการแนะนำของขุนนาง พระเจ้าจุงจงทรงถูกครอบงำโดยความคิดตามแบบอุดมคติของกลุ่มซานิมสองฝ่าย คือ ฝ่ายยุนใหญ่ซึ่งนำโดยคิมอันโลและ ยุนนิม สนับสนุนองค์รัชทายาท และฝ่ายยุนเล็กซึ่งนำโดยยุนวอลโลและยุนวอนฮังสนับสนุนองค์ชายคังวอน(พระเจ้าเมียงจง) โอรสของพระมเหสีมุนจอง ใน พ.ศ. 2067 ฝ่ายยุนเล็กขับคิมอันโลขุนนางฝ่ายยุนใหญ่พ้นจากอำนาจ แต่คิมอันโลก็กลับมาและแก้แค้นโดยการใส่ร้ายพระสนมปาร์คยองพินและองค์ชายพก ซอง จนทั้งสองพระองค์ถูกสำเร็จโทษในพ.ศ. 2070 แต่พระเชษฐาทั้งสองของมเหสีมุนจอง คือ ยุนวอลโล และ ยุนวอนฮัง ขับคิมอันโลจากอำนาจและถูกประหารชีวิต แต่ยุนนิม พี่ชายของมเหสีจางยองและเป็นพระมาตุลา(ลุง)ขององค์รัชทายาทยังรักษาอำนาจ กลุ่มยุนใหญ่ไว้ได้ ทำให้ทั้งสองฝ่ายคานอำนาจกันสมดุล

ในสมัยของพระเจ้าจุงจงประเทศโชซอนยังต้องเผชิญศึกหนักทั้งทางทะเล คือ โจรสลัดวาโกะ ที่เริ่มการปล้นสะดมระลอกใหม่ตามเมืองท่าของ เกาหลี และ จีน สร้างความเสียหาย และทางบกคือพวกเผ่า แมนจู จากทางเหนือ

เหตุการณ์กบฏ โชวกวางโจ ซึ่งเป็นเหตุให้ราชสำนัก โชซอน เกิดเหตุการณ์นองเลือดครั้งยิ่งใหญ่ ครั้งหนึ่งของสมัยพระเจ้าจุงจง เกิดขึ้นในช่วงต้นรัชสมัย

ในสมัยที่ โชวกวางโจ รับราชการนั้นพระเจ้าจุงจง ทรงมีความคิดที่จะริเริ่มปฏิรูปการเมือง แต่ด้วยฐานอำนาจของเหล่าขุนนางที่สนับสนุนพระองค์ มาแต่ครั้งโค่นล่ม องค์ชายยอนซันกุน มีมากซึ่งนำโดยปาร์ควอนจง และกดดันให้พระเจ้าจุงจงต้องพระราชทานยาพิษให้กับโชวกวางโจ และเนรเทศรวมทั้งกวาดล้างเหล่าบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถออกไปจากเมือง หลวง เหตุการณ์นองเลือดครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ พระเจ้าจุงจง ไม่เคยลืมและเป็นตราบาปในพระทัยมาตลอด


เหตุการณ์สาบแช่ง รัชทายาท พระเจ้าอินจง(เซจา) เกิดขึ้นในปี1527ปีครองราชย์ที่ 22 ของพระเจ้าจุงจงโดย ชองนานจอง เมียน้อยของยุนวอนฮัง ได้นำหนูตายมาสาบแช่งรัชทายาท ในงานวันประสูติของรัชทายาทเมื่อเดือน ก.พ. ค.ศ. 1527 โดยผูกหนูตายที่ต้นไม้หลังตำหนักขององค์รัชทายาท ทำให้ราชสำนักเกาหลี เกิดความวุ่นวาย แบ่งเป็นฝักฝ่าย เกิดการแตกแยกทางความคิด กล่าวกันว่าเหล่าเชื้อพระวงศ์ นางในและขุนนางทั้งหลาย ที่มีพระพันปีจาซุนเป็นผู้นำได้กราบทูลให้พระเจ้าจุงจงลงโทษ สนมปาร์คยองพิน แต่พระเจ้าจุงจงก็ทรงปฏิเสธถึง 18 ครั้ง และในที่สุด 1 ใน 3 พระสนมเอก พระสนมปาร์คยองพินที่ถูกใส่ร้ายว่าเป็นผู้บงการเหตุการณ์ทั้งหมด ถูกปลดจากตำแหน่งและส่งตัวไปอยู่ที่ เมืองซังจู(บ้านเกิดของสนมปาร์ค)พร้อมกับองค์ชายพกซอง โอรสพระองค์โตของพระเจ้าจุงจง จนในที่สุดได้รับพระราชทานยาพิษและสิ้นพระชนม์ลงทั้ง2พระองค์

พระพันปีจาซุน (พระมเหสีจองฮยอน ใน พระเจ้าซองจง) เสด็จสวรรคต ในปี ค.ศ. 1529 ปีครองราชย์ที่ 24

เหตุการณ์ไฟไหม้พระราชวังตะวันออก (ตงกุง)ที่ประทับขององค์ชายรัชทายาท (เซจา) เกิดขึ้นในปีครองราชย์ที่ 24-26 ของพระเจ้าจุงจง โดยมี ชองกุยยิน ช่วยเหลือองค์ชายรัชทายาทไว้ได้ เหตุการณ์นี้เกิดจากนานจองไปวางเพลิงเผาเพื่อให้องค์ชายคังวอนได้เป็นรัชทายาทแทน

พระเจ้าจุงจง เสด็จสวรรคต ในปีครองราชย์ที่ 39

พระเจ้าจุงจงทรงเป็นที่รู้จักกันดีว่าทรงมีแพทย์หลวงเป็นสตรี คือ แดจังกึม(ซี่รี่ย์เกาหลีที่มีนางเอกสาวหน้าตาน่ารักไงจ๊ะ) เป็นแนอึยบี (แพทย์หลวงหญิง) ได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางชอง 3 พุมในพ.ศ. 2067คนแรกในประวัติศาสตร์เกาหลีที่ไม่เคยมีมาก่อน ที่เป็นสตรีและมาจากชนชั้นต่ำ และไม่เป็นที่ยอมรับในเหล่าขุนนางขณะนั้นนอกจากนี้ พระมเหสีมุนจอง ทรงเป็นสตรีที่ฝักใฝ่การเมืองและกุมอำนาจเอาชนะบรรดาขุนนางชายได้และยังสามารถว่าราชการแทนพระโอรสได้ คือ พระเจ้าเมียงจง เหตุที่พระนางต้องฝักใฝ่การเมืองก็เพราะช่วงแรกพระนางไม่สามารถมีโอรสให้พระ เจ้าจุงจงได้ พระนางมีพระธิดา 4 พระองค์ในอดีตพระนางยังเคยสนับสนุน โชวกวางโจ อีกด้วยและยังมี ฮวาง จินยี หรือมยองวอล เป็นนางรำ นางได้ขึ้นชื่อว่าเป็นนางรำที่สวยที่สุดในเมืองฮันยาง ในขณะนั้น และมีความสามารถในศิลปะหลายแขนงและเป็นที่รู้กันว่านางสามารถแต่ง ชิโจ (กลอนเกาหลี) ตอบโต้กับนักปราชญ์ได้นอกจากนี้ยังมี ยิม แบยอง หรือฉายาคือเคมาแปลว่าเสนาบดีผู้ตกม้าเขาเป็นขุนนางคนสำคัญในรัชสมัยพระเจ้า จุงจงอีกคนหนึ่งเขาเป็นบัณฑิตที่ทูลร้องเรียนต่อพระเจ้าจุงจงแต่เขาตายใน ประมาณปี ค.ศ. 1537 หรือปีครองราชย์ที่ 32 เพราะเขาตกม้าตายระหว่างเป็นทูตไปยังอาณาจักรต้าหมิงเขาเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกับ ยุนวอนฮัง

พระสนมยองพิน(สกุลปาร์ค)พระนางเป็นผู้ฝักใฝ่ทางด้านการเมือง และเป็นผู้มีอำนาจในราชสำนักอยู่เปี่ยมล้นมากมาย เป็นบุตรสาวบุญธรรมของใต้เท้าปาร์ควอนจง แกนนำในการปลดพระเจ้ายอนซันซึ่งขุนนางคนสนิทของพระนางก็คือเสนาซ้าย นำคุณ และใต้เท้าฮาชองนอกจากนี้ยังมี ชังเตยิน พ่อค้าจากต้าหมิง ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนแก่พระสนมยองพิน พระสนมยองพินถูก ชองนานจอง อนุภรรยาของใต้เท้ายุนวอนฮังผู้เป็นพระเชษฐาของพระมเหสีมุนจองใส่ร้าย และป้ายความผิดโดยการนำหนูตายมาสาบแช่งรัชทายาท ในงานวันประสูติของรัชทายาทโดยผูกหนูตายที่ต้นไม้หลังตำหนักขององค์รัชทายาท ทำให้ราชสำนักเกาหลี เกิดความวุ่นวาย แบ่งเป็นฝักฝ่าย เกิดการแตกแยกทางความคิด กล่าวกันว่าเหล่าเชื้อพระวงศ์ นางในและขุนนางทั้งหลาย ที่มีพระพันปีจาซุนเป็นผู้นำได้กราบทูลให้พระเจ้าจุงจงลงโทษ สนมยองพิน แต่พระเจ้าจุงจงก็ทรงปฏิเสธถึง 18 ครั้ง และในที่สุด 1 ใน 3 พระสนมเอก พระสนมยองพินในฐานะที่ถูกใส่ร้ายว่าเป็นผู้บงการเหตุการณ์ทั้งหมด ก็ถูกปลดจากตำแหน่งและส่งตัวไปอยู่ที่ เมืองซังจูพร้อมกับองค์ชายพกซอง โอรสพระองค์โตของพระเจ้าจุงจง จนในที่สุดได้รับพระราชทานยาพิษและสิ้นพระชนม์ลงทั้ง2พระองค์

พระนามเต็ม -สมเด็จพระราชา จุงจง คงฮี ฮวีมุน โซมู ฮุมอิน ซองฮโย แห่งเกาหลี

พระบรมวงศานุวงศ์
    * พระราชบิดา: พระเจ้าซองจง (성종)
    * พระราชมารดา: พระมเหสีจองฮยอน จากตระกูลยุน (정현왕후 윤씨)
พระมเหสีและพระสนม:
   1. พระมเหสีทันคยอง จากตระกูลซิน (단경왕후 신씨)
   2. พระมเหสีจางคยอง จากตระกูลยุน (장경왕후 윤씨)
   3. พระมเหสีมุนจอง จากตระกูลยุน (문정왕후 윤씨)
   4. พระสนมคยองบิน จากตระกูลปาร์ค (경빈 박씨)
   5. พระสนมฮุยบิน จากตระกูลฮง (희빈 홍씨)
   6. พระสนมชางบิน จากตระกูลอัน (창빈 안씨)
   7. พระสนมซุกอึย จากตระกูลฮง (숙의 홍씨)
   8. พระสนมซุกอึย จากตระกูลลี (숙의 이씨)
   9. พระสนมซูอึย จากตระกูลนา (숙의 나씨)
  10. พระสนมซุกวอน จากตระกูลลี (숙원 이씨)
  11. พระสนมซุกวอน จากตระกูลคิม (숙원 김씨)
พระโอรส
    * องค์ชายลีโฮ เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระมเหสีจางคยอง จาก ตระกูลยุน
    * องค์ชายคยองวอน เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระมเหสีมุนจอง จาก ตระกูลยุน
    * องค์ชายพกซอง เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมคยองบิน จาก ตระกูลปาร์ค
    * องค์ชายกึมวอน เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมฮุยบิน จาก ตระกูลฮง
    * องค์ชายพงซอง เป็นพระโอรสองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระสนมฮุยบิน จาก ตระกูลฮง
    * องค์ชายยองยาง เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมชางบิน จาก ตระกูลอาน
    * องค์ชายท็อกฮุง เป็นพระโอรสองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระสนมชางบิน จาก ตระกูลอาน
    * องค์ชายเฮอัน เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลฮง
    * องค์ชายท็อกยาง เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลลี
พระธิดา
    * องค์หญิงฮโยฮเย เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระมเหสีจางคยอง จาก ตระกูลยุน
    * องค์หญิงอึยฮเย เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระมเหสีมุนจอง จาก ตระกูลยุน
    * องค์หญิงฮโยซุน เป็นพระธิดาองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระมเหสีมุนจอง จาก ตระกูลยุน
    * องค์หญิงคยองฮยอน เป็นพระธิดาองค์ที่สามที่ประสูติจาก พระมเหสีมุนจอง จาก ตระกูลยุน
    * องค์หญิงอินซุน เป็นพระธิดาองค์ที่สี่ที่ประสูติจาก พระมเหสีมุนจอง จาก ตระกูลยุน
    * องค์หญิงฮเยซุน เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมคยองบิน จาก ตระกูลปาร์ค
    * องค์หญิงฮเยซอง เป็นพระธิดาองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระสนมคยองบิน จาก ตระกูลปาร์ค
    * องค์หญิงจองซิน เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมชางบิน จาก ตระกูลอาน
    * องค์หญิงจองซุน เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมซุกวอน จาก ตระกูลลี
    * องค์หญิงฮโยจอง เป็นพระธิดาองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระสนมซุกวอน จาก ตระกูลลี
    * องค์หญิงซุกจอง เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมซุกวอน จาก ตระกูลคิม



พระเจ้าอินจง  (เกาหลี: 인종, ฮันจา: 仁宗, MC: Injong, MR: Inchong)(พ.ศ. 2058 ถึง พ.ศ. 2088) ทรงเป็นประมุขราชวงศ์โชซอนองค์ที่ 12 (พ.ศ. 2087 ถึง พ.ศ. 2088) เป็นโอรสของพระเจ้าจุงจงกับมเหสีชางฮยอน ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นเซจา (รัชทายาท) ในพ.ศ. 2063 มีพระมาตุลาคือยุนนิม เป็นหัวหน้าฝ่ายยุนใหญ่ที่สนับสนุนพระเจ้าอินจง เพื่อคานอำนาจกับฝ่ายยุนเล็กอันประกอบด้วยพระมเหสีมุนจอง องค์ชายคังวอน ยุนวอลโล และ ยุนวอนฮังพระเชษฐาทั้งสองของมเหสีมุนจอง พระเจ้าอินจงขึ้นครองราชย์ในพ.ศ. 2087 ต่อจากพระบิดาคือพระเจ้าจุงจง

พระเจ้าอินจงทรงเป็นกษัตริย์เกาหลีที่ทะเยอทะยาน ทรงต้องการให้มีการปฏิรูปหลายอย่าง ซึ่งล้วนเป็นที่ต่อต้านของฝ่ายยุนเล็ก ขณะที่ฝ่ายยุนใหญ่แผ่ขยายอำนาจอย่างมากในรัชสมัยของพระเจ้าอินจง โดยเฉพาะยุนนิม แต่ด้วยพระสุขภาพที่ไม่ค่อยจะสู้ดี ทำให้พระองค์สิ้นพระชนม์ในปีต่อมาพ.ศ. 2088 โดยถูกวางยาพิษโดย ชองนานจอง ภรรยาน้อยของพระเชษฐายุนวอนฮัง ทำให้ฝ่ายยุนใหญ่ล่มสลายและถูกกวาดล้าง ยุนนิมถูกประหารชีวิต และฝ่ายยุนเล็กก็ขึ้นมามีอำนาจแทนตามการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าเมียงจง

พระนามเต็ม -สมเด็จพระราชา อินจง ยองจอง ฮอนมุน อึยมู จางซุก ฮุมฮโย แห่งเกาหลี

พระบรมวงศานุวงศ์
    * พระราชบิดา: พระเจ้าจุงจง (중종)
    * พระราชมารดา: พระมเหสีชางฮยอน จากตระกูลยุน (정현왕후 윤씨)
พระมเหสี และ พระสนม
    * พระมเหสีอินซอง จากตระกูลปาร์ค (인성왕후 박씨)
ไม่มีพระโอรส และ พระธิดา



พระเจ้าเมียงจง  (เกาหลี: 명종, ฮันจา: 明宗, MC: Myeongjong, MR: Myŏngchong), พ.ศ. 2077 ถึง พ.ศ. 2110 เป็นประมุขราชวงศ์โชซอนองค์ที่ 13 (พ.ศ. 2088 ถึง พ.ศ. 2110) หรือ องค์ชายเคียงวอน เป็นโอรสของพระเจ้าจุงจงกับมเหสีมุนจอง ขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนม์มายุ 11 พรรษา ต่อจากพระเชษฐาต่างมารดา คือ พระเจ้าอินจง ที่สิ้นพระชนม์ไปด้วยพระสุขภาพไม่สู้จะดีในพ.ศ. 2088 มีพระมารดาคือ พระพันปีมุนจอง สำเร็จราชการแทน

การชึ้นครองราชย์ของพระเจ้าเมียงจง ทำให้ฝ่ายยุนใหญ่นำโดยยุนนิมสิ้นอำนาจและฝ่ายยุนเล็กที่นำโดย ยุนวอลโลและยุนวอนฮังพระมาตุลาทั้งสอง กลับขึ้นมามีอำนาจ ฝ่ายยุนใหญ่จึงถูกทลายกวาดล้างจนสิ้น เรียกว่า การสังหารหมู่ปราชญ์ครั้งที่สี่ ยุนนิมรวมทั้งบริวารมากมายทุกประหารชีวิต เมื่อไม่มีการต่อต้านแล้ว ยุนวอลโลและยุนวอนฮังสองพี่น้องก็ขัดแย้งกันเอง จนยุนวอนฮังสามารถยึดอำนาจทั้งหมดมาอยู่ที่ตนได้และสั่งประหารชีวิตยุนวอลโล พี่ชายของตนเองในพ.ศ. 2089

การแก่งแย่งอำนาจทำให้บ้านเมืองไม่สงบสุข แม้พระพันปีมุนจองจะทรงพยายามปกครองบ้านเมืองให้ผาสุข โดยแจกจ่ายที่ดินที่ยึดจากขุนนางให้ชาวบ้าน และทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาเพราะ ทรงมีศรัทธาโดยส่วนพระองค์เอง แต่เมื่อยุนวอนฮังขึ้นมามีอำนาจ ก็ทุจริตหาผลประโยชน์เข้ากลุ่มตน จนชาวบ้านเดือดร้อนและขุนนางก็ก่อกบฎภายใต้การนำของอิมเคียกจอง แต่ถูกทำลายล้างในพ.ศ. 2095 แม้พระเจ้าเมียงจงจะทรงมีพระชนมายุ 20 พรรษา ถึงเวลาที่จะปกครองบ้านเมืองเองแล้วในพ.ศ. 2097 แต่พระมารดาก็ยังคงกุมอำนาจไว้ในมือไม่ปล่อยให้พระโอรสปกครองเอง

จนพระพันปีมุนจองสิ้นพระชนม์ในพ.ศ. 2108 พระเจ้าเมียงจงก็ได้ปกครองบ้านเมืองอย่างเต็มตัว พระมาตุลายุนวอนฮังได้ฆ่าตัวตายหนีความผิด ในสมัยของพระเจ้าเมียงจง มีทั้งศึกภายในและศึกภายนอกจากพวกแมนจูจากทางเหนือและโจรสลัดญี่ปุ่นทางทะเล พระเจ้าเมียงจงปกครองบ้านเมืองได้สองปี ก็สิ้นพระชนม์ในพ.ศ. 2110

พระนามเต็ม-สมเด็จพระราชา เมียงจง คงฮอน ฮอนอึย โซมุน ควางซุก คยองฮโย แห่งเกาหลี


พระบรมวงศานุวงศ์
    * พระราชบิดา: พระเจ้าจุงจง (중종)
    * พระราชมารดา: พระมเหสีมุนจอง(문정왕후 윤씨)
พระมเหสี
    * พระมเหสีอินซุน จาก ตระกูลชิม (인순왕후 심씨)
พระโอรส
    * องค์ชายซุนโฮ เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระมเหสีอินซุน จาก ตระกูลชิม



พระเจ้าซอนโจ (เกาหลี: 선조 宣祖) เป็นกษัตริย์ราชวงศ์โชซอนองค์ที่ 14 (พ.ศ. 2110 ถึง พ.ศ. 2151) รัชสมัยของพระองค์เป็นเวลาที่วิกฤตที่สุดของเกาหลีและมีเหตุการณ์สำคัญหลายอย่าง ทั้งการรุกรานของญี่ปุ่นและ การแบ่งฝ่ายของกลุ่มซานิมออกเป็นฝ่ายตะวันออก และฝ่ายตะวันตก ที่จะส่งผลต่อการเมืองอาณาจักรโชซอนไปอีกหลายร้อยปี แม้ว่าในสมัยของพระเจ้าซอนโจจะมีผู้มีความสามารถมากมาย เช่น ลีซุนชิน ลีฮวาง ลีอี แต่ความแตกแยกก็ทำให้โชซอนต้องเผชิญกับศึกหนัก

องค์ชายฮาซง เป็นพระโอรสขององค์ชายทอกกึง ซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้าจุงจงกับพระสนมอันชางบิน ทรงเป็นองค์ชายธรรมดาที่ห่างไกลจากราชบัลลังก์และไม่มีขุนนางใดสนับสนุนให้มีอำนาจ แต่ในพ.ศ. 2110 พระเจ้าเมียงจงสิ้น พระชนม์โดยที่ไม่มีทายาท บรรดาขุนนางจึงสรรหาพระราชวงศ์ที่ทรงพระเยาว์มาขึ้นครองราชย์ องค์ชายฮาซงจึงทรงถูกเลือกและขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าซอนโจ และเลื่อนสถานะของพระบิดาและพระมารดาเป็นแทวอนกุนและแทกุนบูอิน

เช่นเดียวกับกษัตริย์เกาหลีองค์อื่น ในระยะแรกของรัชสมัยของพระเจ้าซอนโจ ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทุ่มเทเพื่อความเป็นอยู่ของชาวบ้าน และพัฒนาประเทศ เพราะอาณาจักรโชซอนประสบปัญหาความอ่อนแอของการปกครองเนื่องจากเหตุการณ์ ตั้งแต่สมัยองค์ชายยอนซัน สมัยพระเจ้าจุงจงที่ทรงไม่มีอำนาจปกครอง การแก่งแย่งอำนาจของฝ่ายยุนใหญ่และยุนเล็ก จนถึงการปกครองที่ทุจริตของยุนวอนฮัง พระเจ้าซอนโจทรงเปลี่ยนแปลงการสอบควากอ (จอหงวน) ใหม่โดยเพื่อการสอบเกี่ยวกับรัฐศาสตร์การปกครองและประวัติศาสตร์เข้าไป ซึ่งแต่เดิมมีแต่การสอบปรัชญาขงจื้อและการแต่งกลอนเท่านั้น

เพื่อที่จะพัฒนาประเทศ พระเจ้าซอนโจทรงรับเอาปราชญ์กลุ่มซานิมกลับเข้ามารับราชการ ยกย่องขุนนางซานิมเก่าที่เคยถูกลงโทษ เช่น โจกวางโจ และทรงทำลายอำนาจของกลุ่มฮุงงู ในพ.ศ. 2118 ขุนนางซานิมสองคน คือ ชิมอึย-กยอม และคิมฮโยวอน แข่งขันกันเพื่อที่จะแย่งตำแหน่งจองนัง (ขั้น 4) สังกัดฝ่ายบุคคล (อีโจ) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ไม่สูงนักแต่มีอำนาจสามารถแนะนำขุนนางให้ดำรงตำแหน่ง ต่างๆในซัมซา (ผู้ตรวจรวจการทั้งสาม ประกอบด้วย ซาฮองบู ซากันวาน และฮงมุนวาน) ได้ ชิมอึยกยอมเป็นพระญาติของมเหสี ส่วนคิมฮโยวอนเป็นศิษย์ของลีฮวาง ปราชญ์ขงจื้อชื่อดัง

ขุนนางฝ่ายซานิมจึงแตกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายที่สนับสนุนชิมอึยกยอม เรียกว่า ฝ่ายตะวันตก (ซออิน) เพราะชิมอึยกยอมอาศัยทางตะวันตกของฮันซอง ประกอบด้วยขุนนางอาวุโส เพราะชิมอึยกยอมมีความเกี่ยวดองกับราชวงศ์ จึงมีขุนนางเก่าสนับสนุนมาก ออกไปทางอนุรักษ์นิยม ขณะที่ฝ่ายที่สนับสนุนคิมฮโยวอนเรียกว่าฝ่ายตะวันออก (ทงอิน) เพราะคิมฮโยวอนอาศัยอยู่ทางตะวันออกของฮันยาง คือพวกขุนนางอายุน้อย เพราะขุนนางรุ่นใหม่กำลังสนใจในปรัชญาแบบใหม่ของลีฮวาง มีความคิดแนวปฏิรูป

จนลีอี หัวหน้าขุนนางซานิมต้องมาไกล่เกลี่ยมิให้มีการแตกแยก โดยการส่งคิมฮโยวอนไปเมืองพูรยอง และส่งชิมอึยกยอมไปเมืองแคซอง เพื่อตัดปัญหา ให้ไปปกครองท้องถิ่นแทน แต่ฝ่ายทงอินกล่าวหาว่าลีอีเข้าข้างฝ่าซออิน เพราะส่งคิมฮโยวอนไปไกลทางเหนือ แต่ส่งชิมอึยกยอมไม่แค่เมืองแคซองใกล้ๆ ฝ่ายตะวันตกมีอำนาจขึ้นมาก่อนเพราะได้รับการสนับสนุนจากขุนนางอาวุโสและพระ ราชวงศ์ ขณะที่ฝ่ายตะวันออกเรียกร้องให้มีการปฏิรูปแต่ได้รับการปฏิเสธทุกครั้ง ในพ.ศ. 2126 ลีอี ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้ากรมกลาโหม เห็นว่าพวกแมนจูและญี่ปุ่นสะสม กำลังมากขึ้น โชซอนควรเตรียมรับมือให้พร้อมโดยการเพิ่มกำลังกองทัพ แต่ทั้งสองฝ่ายและพระเจ้าซอนโจไม่มีใครเห็นด้วยเลย เพราะเชื่อว่าบ้านเมืองจะสงบสุขตลอดไป แต่หารู้ไม่อีกไม่กี่ปีข้างหน้าโชซอนจะถูกทั้งญี่ปุ่นและแมนจูบดขยี้จน ย่อยยับ ลีอีสิ้นชีวิตในพ.ศ. 2127
[แก้] การรุกรานเกาหลีของญี่ปุ่น (พ.ศ. 2135-2141)

    ดูบทความหลักที่ การรุกรานเกาหลีของญี่ปุ่น (พ.ศ. 2135-2141)

โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ รวบรวมประเทศญี่ปุ่นในยุคเซงโงกุได้สำเร็จ และมีความทะเยอทะยานที่จะพิชิตจีน จึงส่งทูตมาโชซอนเพื่อขอความร่วมมือในการบุกยึดจีนในพ.ศ. 2130 โดยผ่านทางตระกูลโซเจ้าครองเกาะซึชิมา ซึ่งเป็นทางเดียวที่โชซอนติดต่อกับญี่ปุ่น แต่เจ้าครองเกาะเห็นว่า โชซอนไม่มีวันจะเข้ากับญี่ปุ่นรุกรานจีน หากส่งสาสน์ไปจะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการค้าที่เกาะซึชิมา พึงมี จึงเปลี่ยนแปลงเนื้อความในสารให้เป็นการทำสัมพันธไมตรีธรรมดา ในพ.ศ. 2133 พระเจ้าซอนโจจึงส่งทูตไปขอบพระทัยโทโยโตมิที่เกียวโต แต่โทโยโตมิกำลังทำสงครามกับไดเมียวอื่น อยู่ ทำให้ทูตโชซอนต้องรออยู่หลายวัน และโทโยโตมิเข้าใจว่าทูตโชซอนมาส่งบรรณาการ จึงไม่ให้การต้องรับอย่างสมเกียรติเท่าที่ควร และเขียนสาสน์อย่างไม่เคารพพระเจ้าซอนโจ ให้ร่วมมือกันบุกยึดจีน

การกระทำของโทโยโตมิสร้างความแปลงประหลาดใจและความสงสัยให้กัยโชซอนอย่างมาก และไม่เชื่อว่าญี่ปุ่นจะมีความสามารถทำอะไรจีนราชวงศ์หมิงได้ ทูตฝ่ายตะวันตกรายงานว่าโทโยโตมิสะสมกำลังกองทัพไว้ขนาดใหญ่มาก แต่ทูตฝ่ายตะวันออกกลับบอกว่ากองทัพนี้เอาไว้รบกับไดเมียวอื่นๆในญี่ปุ่น พระเจ้าซอนโจทรงเชื่อฝ่ายตะวันออก และทรงละเลยความเป็นไปได้ของภัยคุกคามจากญี่ปุ่น

เมื่อไม่ได้รับการตอบรับ ในพ.ศ. 2134 โทโยโตมิจึงส่งสาสน์มาว่าจะยกทัพผ่านโชซอนไปจีน ทำให้ในที่สุดฝ่ายโชซอนจึงรู้ถึงสงครามที่กำลังจะเกิด จึงเร่งเตรียมกำลังทัพ แต่ไม่ทันเพราะปีถัดมาพ.ศ. 2135 โคนิชิ ยูคินากะ ยกทัพเรือบุกเผ่าเมืองท่าต่างๆทางตอนใต้และยกพลขึ้นบกได้ วันต่อมาคาโต้ คิโยมาสะ ก็ตามมาเอาชนะแม่ทัพ ลีอิล ที่ซังจูและชุงจู และรุกคืบหาเมืองฮันซองอย่างรวดเร็ว เคนิชิ ยูคินากะ ยกทัพเรือบุกเผ่าเมืองท่าต่างๆทางตอนใต้และยกพลขึ้นบกได้ วันต่อมาคาโต้ คิโยมาสะ ก็ตามมาเอาชนะแม่ทัพ ลีอิล ที่ซังจูและชุงจู และรุกคืบหาเมืองฮันซองอย่างรวดเร็วทางทะเล แต่ลีซุนชินไม่เชื่อว่าจะมาได้เพราะผิดหลักยุทธศาสตร์ แต่พระเจ้าซอนโจทรงเห็นว่าลีซุนชินขัดพระราชโองการจึงรับสั่งให้จับเข้าคุก เมื่อไม่มีลีซุนชอนโชซอนจึงพ่ายแพ้ยับเยินที่ชิลชอน-นยาง จึงทรงปล่อยตัวลีซุนชินและสามารถเอาชนะญี่ปุ่นที่เมียงนัง

พระเจ้าซอนโจเมื่อทรงกลับมาก็พบว่าวังของพระองค์เหลือแต่เถ้าถ่าน จึงสร้างพระราชวังใหม่ชื่อว่า พระราชวังต๊อกซู (ต๊อกซูกุง) ยูซอง-ลยอง เสนอว่าโชซอนควรจะรับปืนมาใช้ และปรับปรุงกองทัพรวมทั้งเกณฑ์ไพร่พลทุกชนชั้นตั้งแต่ยังบันถึงชอนมิน พ.ศ. 2140 การเจรจาระหว่างจีนและญี่ปุ่นไม่เป็นผล ญี่ปุ่นจึงบุกโชซอนอีกครั้งแต่ไม่ง่ายเหมือนคราวก่อน ยึดได้แต่แคว้นเคียงซังและจอลลาทางใต้ ญี่ปุ่นยังวางแผนกำจัดลีซุนชินโดยการหลอกว่าจะส่งทัพเรือมาบุกฮันซองทางทะเล แต่ลีซุนชินไม่เชื่อว่าจะมาได้เพราะผิดหลักยุทธศาสตร์ แต่พระเจ้าซอนโจทรงเห็นว่าลีซุนชินขัดพระราชโองการจึงรับสั่งให้จับเข้าคุก เมื่อไม่มีลีซุนชอนโชซอนจึงพ่ายแพ้ยับเยินที่ชิลชอน-นยาง จึงทรงปล่อยตัวลีซุนชินและสามารถเอาชนะญี่ปุ่นที่เมียงนัง

ในพ.ศ. 2141 โทโยโตมิเสียชีวิต ได้สั่งเสียให้ถอนทัพจากโชซอน ทัพญี่ปุ่นจึงถอยกลับ ก่อนกลับยังพ่ายแพ้โชซอนอีกที่โน-นยาง แต่ลีซุนชินเสียชีวิตในการรบ เป็นอันสิ้นสุดสงครามเจ็ดปี หรือสงครามอิมิจิน

พระเจ้าซอนโจทรงเหน็จเหนื่อยหลังจากผ่านวิกฤตมามาก จึงมอบให้องค์ชาวควางแฮว่า ราชการแทน แต่เมื่อมเหสีอินมอกประสูติองค์ชายยอนชัง ก็เป็นเหตุให้ฝ่ายเหนือใหญ่และฝ่ายเหนือปุ่นถอยร่นไปอยางรวดเร็วพอๆกับตอน บุก จนควอนยุลชนะทัพญี่ปุ่นที่ป้องแฮงจู โทโยโตมิจึงยอมเจรจาสงบศึก

สงครามอิมิจินได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพระเจ้าซอนโจทรงละเลยหน้าที่ใน ฐานะผู้นำประเทศ เพราะขณะที่ขุนพลทั้งหลายต่อสู้กับญี่ปุ่นแต่ทรงหลบหนีไปจีน และที่ทรงกระทำกับลีซุนชินนั้นก็เป็นการขัดขวางความสำเร็จของโชซอน ทำให้นักประวัติศาสตร์กล่าวว่าทรงเป็นหนึ่งในกษัตริย์เกาหลีที่อ่อนแอ

สำหรับสงครามการเมืองนั้น ฝ่ายตะวันออกมีชัย เพราะหลังจากผ่านสงครามมาทำให้ประเทศต้องการการเปลี่ยนแปลงปฏิรูป ซึ่งฝ่ายตะวันตกที่หัวโบราณไม่อาจจะแก้ไขปัญหาที่ประสบอยู่ได้ แต่ฝ่ายตะวันออกนั้นเร่งรัดการปฏิรูปจนยูซองนยองเสนอว่าไม่ควรจะปฏิรูปให้ เร็วเกินไป ชะลอลงบ้าง เพราะยูซองนยองอาศัยอยู่ทางใต้ จึงเรียกฝ่ายสนับสนุนยูซองนยองว่าฝ่ายใต้ (นัมอิน) ส่วนที่เหลือเรียกว่าฝ่ายเหนือ (พุกอิน) และฝ่ายเหนือก็ยังแบ่งอีก เป็นฝ่ายเหนือใหญ่ (แทบุก) และฝ่ายเหนือเล็ก (โซบุก) เป็นการแบ่งฝ่ายอีกครั้ง ทำให้การเมืองโชซอนมีหลายพรรคหลายพวก ซึ่งจะขัดขวางความเจริญของประเทศไปอีกหลายร้อยปี

พระเจ้าซอนโจทรงเหน็จเหนื่อยหลังจากผ่านวิกฤตมามาก จึงมอบให้องค์ชาวควางแฮว่า ราชการแทน แต่เมื่อมเหสีอินมอกประสูติองค์ชายยอนชัง ก็เป็นเหตุให้ฝ่ายเหนือใหญ่และฝ่ายเหนือเล็กขัดแย้งกัน เพราะฝ่ายเหนือใหญ่สนับสนุนองค์ชาวควางแฮ และฝ่ายเหนือเล็กสนับสนุนองค์ชายยอนชัง

พระเจ้าซอนโจสิ้นพระชนม์ในพ.ศ. 2151 โดยที่สถานการณ์ทางการเมืองยังคุกรุ่น องค์ชายควางแฮสืบบัลงก์ต่อจากพระองค์

พระนามเต็ม - สมเด็จพระราชา ซอนโจ โซคยอง จองรยุน ริปกุ๊ก ซองด็อก ฮงรยอล จิซอง แดอึย คยอกชอล เฮอึน คยองมยอง ซินรยอก ฮงคง ยุนคอป ฮนอนมุน อึยมู ซอนคเย ดันฮโย แห่งเกาหลี

พระบรมวงศานุวงศ์
    * พระราชบิดา:องค์ชายท็อกฮุง (덕흥군) (โอรสของพระเจ้าจุงจงกับพระสนมชางบิน)
    * พระราชมารดา:พระชายาฮาดอง จาก ตระกูลจอง (하동부대부인 정씨)
พระมเหสี
    * พระมเหสีอึยอิน จาก ตระกูลปาร์ค (의인왕후 박씨)
    * พระมเหสีอินม็อก จาก ตระกูลคิม (인목왕후 김씨)
พระสนม
    * พระสนมกงบิน จาก ตระกูลคิม (공빈 김씨)
    * พระสนมอินบิน จาก ตระกูลคิม (인빈 김씨)
    * พระสนมซุนบิน จาก ตระกูลคิม (순빈 김씨)
    * พระสนมจองบิน จาก ตระกูลมิน (정빈 민씨)
    * พระสนมจองบิน จาก ตระกูลฮง (정빈 홍씨)
    * พระสนมอนบิน จาก ตระกูลฮัน (온빈 한씨)
พระโอรส
    * องค์ชายยองชาง เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระมเหสีอินม็อก จาก ตระกูลคิม
    * องค์ชายอิมเฮ เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมกงบิน จาก ตระกูลคิม
    * องค์ชายควางแฮ เป็นพระโอรสองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระสนมกงบิน จาก ตระกูลคิม
    * องค์ชายอึยอัน เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมอินบิน จาก ตระกูลคิม
    * องค์ชายซินซอง เป็นพระโอรสองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระสนมอินบิน จาก ตระกูลคิม
    * องค์ชายอึยชาง เป็นพระโอรสองค์ที่สามที่ประสูติจาก พระสนมอินบิน จาก ตระกูลคิม
    * องค์ชายจองวอน เป็นพระโอรสองค์ที่สี่ที่ประสูติจาก พระสนมอินบิน จาก ตระกูลคิม
    * องค์ชายซุนฮวา เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมซุนบิน จาก ตระกูลคิม
    * องค์ชายอินซอง เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมจองบิน จาก ตระกูลมิน
    * องค์ชายอินฮุง เป็นพระโอรสองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระสนมจองบิน จาก ตระกูลมิน
    * องค์ชายคยองชาง เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมจองบิน จาก ตระกูลฮง
    * องค์ชายฮุงอัน เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมอนบิน จาก ตระกูลฮัน
    * องค์ชายคยองเปียง เป็นพระโอรสองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระสนมอนบิน จาก ตระกูลฮัน
    * องค์ชายยองซอน เป็นพระโอรสองค์ที่สามที่ประสูติจาก พระสนมอนบิน จาก ตระกูลฮัน
พระธิดา
    * องค์หญิงจองเมียง เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระมเหสีอินม็อก จาก ตระกูลคิม
    * องค์หญิงจองซิน เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมอินบิน จาก ตระกูลคิม
    * องค์หญิงจองฮเย เป็นพระธิดาองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระสนมอินบิน จาก ตระกูลคิม
    * องค์หญิงจองซุก เป็นพระธิดาองค์ที่สามที่ประสูติจาก พระสนมอินบิน จาก ตระกูลคิม
    * องค์หญิงจองอัน เป็นพระธิดาองค์ที่สี่ที่ประสูติจาก พระสนมอินบิน จาก ตระกูลคิม
    * องค์หญิงจองฮวี เป็นพระธิดาองค์ที่ห้าที่ประสูติจาก พระสนมอินบิน จาก ตระกูลคิม
    * องค์หญิงจองอิน เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมจองบิน จาก ตระกูลมิน
    * องค์หญิงจองซอน เป็นพระธิดาองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระสนมจองบิน จาก ตระกูลมิน
    * องค์หญิงจองกึน เป็นพระธิดาองค์ที่สามที่ประสูติจาก พระสนมจองบิน จาก ตระกูลมิน
    * องค์หญิงจองจอง เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมจองบิน จาก ตระกูลฮง
    * องค์หญิงจองฮวา เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมอนบิน จาก ตระกูลฮัน



องค์ชายควางแฮ หรือ ควางแฮกุน (광해군 光海君 พ.ศ. 2117 ถึง พ.ศ. 2184) เป็นกษัตริย์ราชวงศ์โชซอนองค์ที่ 15 (พ.ศ. 2151 ถึง พ.ศ. 2166) ซึ่งทรงไม่ได้รับพระนามกษัตริย์เพราะถูกยึดอำนาจจากฝ่ายตะวันตกในพ.ศ. 2166 องค์ชายควางแฮเป็นโอรสของพระเจ้าซอนโจกับพระสนมคิมกงบิน ในระหว่างสงครามเจ็ดปี ขณะที่พระเจ้าซอนโจพระบิดาทรงหลบหนีไปจีนนั้น องค์ชายควางแฮกลับยังคงยืนหยัดอยู๋ในประเทศและสำเร็จราชการแทน และยังต่อสู้กับญี่ปุ่นใน การรบหลายครา จึงนับว่าองค์ชายควางแฮทรงเป็นผู้นำที่มีความสามารถ จึงมีสิทธิ์อย่างเต็มที่ในบัลลังก์ และเป็นที่สนับสนุนของฝ่ายเหนือใหญ่ แต่ในพ.ศ. 2149 มเหสีอินมอกของพระเจ้าซอนโจให้กำเนิดองค์ชายยองชัง ฝ่ายเหนือเล็กจึงสนับสนุนองค์ชายยองชังเพื่อต้านกับฝ่ายเหนือใหญ่ ความขัดแย้งทางการเมืองจึงเกิดขึ้นตั้งแต่พระองค์ยังไม่ครองราชย์

ในพ.ศ. 2151 พระเจ้าซอนโจสิ้นพระชนม์ ทรงมีพระราชโองการสั่งเสียให้องค์ชายควางแฮขึ้นครองราชย์ แต่ยูยองเกียงของฝ่ายเหนือเล็กซุกซ่อนพระราชโองการนั้น แล้วปลอมแปลงราชโองการใหญ่ให้องค์ชายอิมแฮ พระเชษฐาขององค์ชายควางแฮขึ้นครองราชย์ แต่ฝ่ายเหนือใหญ่ภายใต้การนำของจองอินฮง และลีอีชอม ค้นหาราชโองการที่แท้จริงจนพบและประหารชีวิตยูยองเกียง และองค์ชายอิมแฮก็ปลิดพระชนม์ชีพพระองค์เอง

ราชกิจขององค์ชายควางแฮคือการฟื้นฟูประเทศหลังจากสงครามเจ็ดปี โดยทรงบูรณะพระราชวังชางด๊อกกุงให้เป็นพระราชวังใหม่แทนที่พระราชวังเคียงบกที่ถูกญี่ปุ่นเผาจนวอดวาย และยังทรงเห็นความสำคัญของกำลังทหารในการป้องกันประเทศ จึงทรงนำระบบโฮแปกลับมาใช้ใหม่เพื่อที่จะบันทึกสำมะโนประชากรเพื่อสะดวกในการเกณฑ์ และทรงย้ำว่าทุกชนชั้นไม่ว่าจะเป็นยังบันหรือสามัญชนต้องเกณฑ์ทหาร แต่ยังบันก็ยังสามารถหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหารได้อยู่ดี จนกลับไปสู่ระบบเดิมในที่สุด และยังทรงฟื้นฟูความสัมพันะระหว่างประเทศกับญี่ปุ่น โดยทรงอนุญาตให้มีการค้าขายกับญี่ปุ่นในพ.ศ. 2152 และส่งทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีที่เอโดะในพ.ศ. 2160

ในพ.ศ. 2160 นูร์ฮาชี ได้รวบรวมเผ่าแมนจูและประกาศสงครามกับราชวงศ์หมิง ปีต่อมาพ.ศ. 2161 จีนจึงส่งกำลังไปต่อสู้ องค์ชายควางแฮจึงส่งคังฮงนิปนำทัพโชซอนไปช่วยรบ ในการรบที่ซาร์ฮู แต่ฝ่ายจีนและโชซอนพ่ายแพ้ยับเยิน ทำให้ทรงตระหนักว่าขณะนี้เผ่าแมนจูมีกำลังสามารถต่อกรกับราชวงศ์หมิงได้ จึงดำเนินนโยบายเป็นกลางเพื่อมิให้โชซอนต้องเดือดร้อน

การขึ้นครองราชย์ขององค์ชายควางแฮทำให้ฝ่ายเหนือใหญ่มีอำนาจ แม้องค์ชายควางแฮเองทรงพยายามที่จะสนับสนุนขุนนางฝ่ายอื่นเพื่อคานอำนาจ แต่ก็ถูกจองอินฮองและลีอีชอมขัดขวาง ส่วนฝ่ายเหนือเล็กก็หันหาองค์ชายยองชังจนพ.ศ. 2156 ฝ่ายเหนือใหญ่เนรเทศองค์ชายยองชัง ซึ่งต่อมาทรงถูกปลงพระชนม์ และในพ.ศ. 2161 ปลดพระพันปีอินมอก พระมารดาขององค์ชายยองชัง ไปอยู่นอกวัง และยังกำจัดขุนนางฝ่ายเหนือเล็กไปทีละคนละคน จนฝ่ายเหนือเล็กล่มสลายลงในที่สุด

ฝ่ายเหนือใหญ่ก็ยังคงเรืองอำนาจอยู่ ก่อนที่จะจบลงกระทันหันด้วยการยึดอำนาจของฝ่ายตะวันตกในพ.ศ. 2166 ซึ่งซุ่มซ่อนอยู่นาน ด้วยการอ้างความผิดขององค์ชายควางแฮสองประการคือ เข่นฆ่าพี่น้อง (จริงแล้วเป็นฝีมือของฝ่ายเหนือใหญ่) และละทิ้งมารดา (ฝ่ายเหนือใหญ่อีกเช่นกัน และพระพันปีอินมอกก็มิใช้พระมารดาขององค์ชายควางแฮ) รวมทั้งฝ่ายตะวันตกมีนโยบายเอียงหาราชวงศ์หมิง เพราะเห็นว่าโชซอนควรจะมีความจงรักภักดีต่อเจ้านาย และต้องรวมมือในการทลายพวกแมนจูให้สิ้นซาก และให้องค์ชายนึงยางที่ไม่มีใครรู้จักขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าอินโจ

องค์ชายควางแฮทรงถูกเนรเทศไปเกาะคังฮวา ซึ่งทรงใช้ชีวิตบั้นปลายของพระองค์อยู่นานถึง 20 กว่าปีและสิ้นพระชนม์ในพ.ศ. 2188 ทรงไม่ได้รับพระนามกษัตริย์และไม่ได้ฝังรวมกับราชตระกูล ซึ่งไม่สมกับคุณประโยชน์มากมายที่ทรงทำให้กับอาณาจักรโชซอนเลย

หมอโฮจุน เป็นแพทย์หลวงในราชสำนัก เขียนหนังสือเรื่อง ทงอึยโพกัม (ความวิเศษของการแพทย์ตะวันออก) เริ่มเขียนในพ.ศ. 2139 แต่หยุดไปด้วยสงครามเจ็ดปี และเสร็จสิ้นในพ.ศ. 2152 สมัยองค์ชายควางแฮ องค์ชายควางแฮทรงโปรดปรานซังกุงคนหนึ่งมา ชื่อว่า คิมคเยชิ หรือ คิมซังกุง พอพระองค์ทรงครองราชย์ทรงแต่งตั้งเป็น พระสนมซุกวอน ตระกูลคิม

พระนามเต็ม - สมเด็จพระราชา เชชอน ฮุนกุน จุนด็อก ฮงคง ซินซอง ยองซุก ฮุมมุน อินมู ซอรยุน อิปกิ มยองซอง ควางรยอล ยองบก ฮยอนโบ มูจอง จุงฮุย เยชอล จางอึย จางฮอน ซุนจอง คอนอึย ซูจอง ชางโด ซุนกอป แห่งเกาหลี

พระราชวงศ์
    * พระราชบิดา:พระเจ้าซอนโจ (선조)
    * พระราชมารดา:พระสนมกงบิน จาก ตระกูลคิม (공빈 김씨)
พระมเหสี
    * พระมเหสีมุนซอง จาก ตระกูลยู (문성군부인 유씨)
พระสนม
    * พระสนมโซอึย จาก ตระกูลฮง (소의 홍씨)
    * พระสนมโซอึย จาก ตระกูลยุน (소의 윤씨)
    * พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลโฮ (숙의 허씨)
    * พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลวอน (숙의 원씨)
    * พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลควอน (숙의 권씨)
    * พระสนมโซยอง จาก ตระกูลอิม (소용 임씨)
    * พระสนมโซยอง จาก ตระกูลจอง (소용 정씨)
    * พระสนมซุกวอน จาก ตระกูลซิน (소원 신씨)
    * พระสนมซุกวอน จาก ตระกูลซิม (소원 신씨)
    * พระสนมซุกวอน จาก ตระกูลคิม (숙원 김씨)
    * คีแมซังกุง จาก ตระกูลโจ (궁인 조씨)
    * คีแมซังกุง จาก ตระกูลลี (상궁 이씨)
    * คีแมซังกุง จาก ตระกูลแช (상궁 최씨)
พระโอรส
    * องค์ชาย (ไม่ทราบพระนาม) เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระมเหสีมุนซอง จาก ตระกูลยู
พระธิดา
    * องค์หญิง (ไม่ทราบพระนาม) เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมโซอึย จาก ตระกูลยุน



พระเจ้าอินโจ (인조 仁祖 พ.ศ. 2138 ถึง พ.ศ. 2192) ทรงเป็นกษัตริย์องค์ที่ 16 (พ.ศ. 2166 ถึง พ.ศ. 2192) แห่งราชวงศ์โชซอน ทรงได้รับราชบัลลังก์มาจากการยึดอำนาจของฝ่ายตะวันตก (ซออิน) จากองค์ชายควางแฮใน พ.ศ. 2166 และโค่นอำนาจฝ่ายเหนือใหญ่ (แทบุก) รัชสมัยของพระเจ้าอินโจเป็นเวลาที่เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมากในเอเชีย ตะวันออก คือการล่มสลายของราชวงศ์หมิงและการผงาดของราชวงศ์ชิง ซึ่งนโยบายที่ต่อต้านพวกแมนจูของฝ่ายตะวันตกดึงโชซอนเข้าทำสงครามกับราชวงศ์ชิง ซึ่งผลคือความพ่ายแพ้และยอมจำนนในพ.ศ. 2179

องค์ชายนึงยาง เป็นพระโอรสขององค์ชายจองวอน ซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้าซอนโจ กับพระสนมคิมอินบิน ทรงเป็นองค์ชายที่ห่างไกลราชบัลลังก์ และไม่มีขุนนางฝ่ายใดสนับสนุน ในพ.ศ. 2151 องค์ชายควางแฮขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเจ้าซอนโจพระบิดา พร้อมกับการขึ้นมามีอำนาจของฝ่ายเหนือใหญ่ ซึ่งขับเคี่ยวกับฝ่ายเหนือเล็ก และกีดกันขุนนางฝ่ายอื่นมิให้เข้ามามีตำแหน่งสูงๆ สังหารองค์ชายอิมแฮ องค์ชายยองชัง และปลดพระพันปีอินมอกเป็นสามัญชน ทำให้ไม่เป็นที่พอใจทั่วไป

ฝ่ายตะวันตกที่อนุรักษ์นิยมสุดขั้วที่ซุ่มเงียบมานาน นำโดยคิมรยู ลีควี และลีควาล กล่าวหาองค์ชายควางแฮว่าทรงเข่นฆ่าพี่น้องและอกตัญญูต่อพระมารดาเลี้ยง จึงทำการ "ยึดอำนาจเพื่อความถูกต้อง"ในพ.ศ. 2166 เนรเทศองค์ชายควางแฮไปเกาะคังฮวา และเชิญองค์ชายนึงยางขึ้นครองราชย์ เป็นพระเจ้าอินโจ

ในพ.ศ. 2167 ลีควาล หนึ่งในผู้นำการยึดอำนาจ ไม่พอใจที่ตนไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร จึงก่อกบฎยกทัพเข้าบุกยึดเมืองฮันซอง จนพระเจ้าอินโจต้องทรงหลบหนีไปคงจู จนบรรดาขุนนางยึดเมืองคืนได้ และประหารชีวิตลีควาล แม้การยึดอำนาจจะไม่สำเร็จ แต่แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของพระเจ้าอินโจที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของขุนนาง ฝ่ายตะวันตก ส่วนกบฎที่เหลือรอดชีวิตก็หนีไปหานูรฮาร์ชี ผู้นำเผ่าแมนจู

อันที่จริงโชซอนไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะขัดขวางการขยายอำนาจใดๆของนูรฮา ร์ชีเลย ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงไม่จำเป็นที่จะต้องทำสงครามกัน แต่ด้วยนโยบายที่เอนเอียงหาราชวงศ์หมิงของฝ่ายตะวันตก สนับสนุนเหมาเหวินหลง ขุนพลของจีนประจำ คาบสมุทรเหลียวตง และให้เหมาเหวินหลงมาตั้งทัพอยู่ในแคว้น เปียงอัน ทำให้ หวงไท่จี๋ ลูกชายของนูร์ฮาร์ชีเข้าใจว่าโชซอนให้การสนับสนุนราชวงศ์หมิง จึงสั่งให้ชาวแมนจูชื่อามิน และคังฮงนิป ขุนพลโชซอนที่พ่ายแพ้และยอมจำนนต่อแมนจูในยุทธการที่ซาร์ฮู นำทัพ 10,000 คนมาบุกโซอนใน พ.ศ. 2170 โชซอนหลังจาก สงครามกับญี่ปุ่น ไม่คาดคิดว่าจะมีผู้บุกรุกติดกันขนาดนี้ ทัพแมนจูจึงบุกทลวงเข้ามาได้อย่างงายดาย ทำลายทัพของเหมาเหวินหลงที่เปียงอัน และยึดฮันซองได้ พระเจ้าอินโจทรงหลบหนีไปเกาะคังฮวา และขอเจรจาสันติภาพ

การเจรจาสงบศึกเป็นไปด้วยความพยายามของคังฮงนิป ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการเชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างโชซอนกับแมนจู โชซอนเลิกใช้นามปีเทียนฉี๋ (ปกติโชซอนจะใช้นามปีของราชวงศ์หมิง) และพวกแมนจูทั้งหมดก็ถอนทัพกลับ แต่คังฮงนิปถูกจำคุกด้วยข้อหาทรยศต่อประเทศชาติ

แต่ฝ่ายโชซอนนั้นไม่เคยคิดจะเป็นไมตรีกันพวกแมนจูจริงๆ เพราะยึดมั่นในความกตัญญูและจงรักภัคดีต่อนายตามหลักขงจื้อ และราชวงศ์หมิงเองยังช่วยโชซอนไว้มากในคราวที่ทำสงครามกับญี่ปุ่น ในพ.ศ. 2179 หวงไท่จี๋ เปลี่ยนชื่อราชวงศ์เป็นราชวงศ์ชิง สถาปนาตนเองเป็นฮ่องเต้ ด้วยความสนับสนุนจากเผ่งแมนจูและมองโกลต่างๆ แต่โชซอนไม่ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมการประกาศราชวงศ์ใหม่ ฮวงไท่จี๋จึงส่งคณะทูตมาเรียกร้องบรรณาการ แต่คณะทูตไม่ได้พบพระเจ้าอินโจ และโชซอนก็เตรียมทัพไว้รอแล้ว คณะทูตตกใจจึงหนีกลับไปกราบทูลฮวงไท่จี๋

ฮวงไท่จี๋จึงนำทัพ 120,000 มาบุกโชซอน โดยส่งโดโดไปสกัดกั้นพระเจ้าอินโจไม่ให้ทรงหลบหนีไปเกาะคังฮวา พระเจ้าอินโจจึงทรงไปอยู่ที่ป้อมนับฮันซันแทน ประจวบเหมาะกับที่ทัพแมนจูมาล้อมป้อมไว้ ทำให้ภายในป้อมต้องเผชิญกับความอดอยากเพราะการขนส่งถูกตัดขาด อวงไท่จี๋ส่งดอร์กอนไปยึดเกาะคังฮวา จับพระราชวงศ์เป็นตัวประกัน แม้ทัพโชซอนหลายทัพจะพยายามไล่ทัพแมนจูที่ป้อมนัมฮันซันแต่ไม่เป็นผล พระเจ้าอินโจจึงต้องทรงยอมจำนนต่อแมนจู

โชซอนต้องส่งบรรณาการให้ราชวงศ์ชิง ตัดความสัมพันธ์กับราชวงศ์หมิง และส่งองค์ชายโซฮยอง องค์ชายพงนิม และลูกหลานขุนนางชั้นสูงไปเป็นตัวประกันที่เสิ่นหยาง และสร้างอนุสรณ์ยกย่องแมนจูที่ซัมจอนโด ฮวงไท่จี๋นัดพบพระเจ้าอินโจที่ซัมจอนโด บังคับให้พระองค์คำนับตนเองถึงเก้าครั้ง เป็นความอัปยศอย่างร้ายแรงของพระเจ้าอินโจ

าชวงศ์ชิงพิชิตจีนทั้งประเทศในพ.ศ. 2187 จึงส่งองค์ชายทั้งสองกลับมา องค์ชายโซฮยองเมื่อครั้งที่ประทับอยู่ในจีนได้รับรู้อารยธรรมตะวันตกต่างๆ (ในเวลานั้นชาวตะวันตกเริ่มจะคุ้นเคยกับจีนแล้ว ผิดกับโชซอนที่ไม่เคยเห็นชาวตะวันตกเลยแม้แต่คนเดียว) เมื่อทรงกลับมาก็นำสินค้าและแนวความคิดตะวันตกกลับมา (รวมทั้งคริสต์ศาสนา)และ ขอให้พระบิดาทรงปฏิรูป แต่พระเจ้าอินโจทรงอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว จึงขัดแย้งกับพระโอรสอย่างแรง จนองค์ชายโซฮยองเสียชีวิต (คาดว่าพระเจ้าอินโจน่าจะทรงพลั้งมือสังหารเอง) และพระเจ้าอินโจทรงสั่งประหารชีวิตชายาขององค์ชายโซฮยองในข้อหาปลงพระชนม์ รัชทายาท องค์ชายพงนิมจึงเป็นรัชทายาทแทน และขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าฮโยจงในพ.ศ. 2192

พระนามเต็ม - สมเด็จพระราชา อินโจ แกชอน โจอุน จองกิ ซอนด็อก ฮอนมุน ยอลมู มยองซุก ซุนฮโย แห่งเกาหลี

พระบรมวงศานุวงศ์
    * พระราชบิดา : องค์ชายจองวอน (โอรส ของ พระเจ้าซอนโจ)
    * พระราชมารดา: พระพันปีอินฮอน ตระกูล กู
พระมเหสี
          o พระมเหสีอินยอล ตระกูล ฮัน
          o พระมเหสีจางยอล ตระกูล โจ
          o พระสนมควีอิน ตระกูล โจ
          o พระสนมควีอิน ตระกูล จาง
พระราชโอรสและพระราชธิดา
          o องค์ชายรัชทายาทโซฮยอน กับ มเหสีอินยอล ตระกูล ฮัน
          o องค์ชายพงนิม กับ มเหสีอินยอง ตระกูล ฮัน
          o องค์ชายอินเปียง กับ มเหสีอินยอล ตระกูล ฮัน
          o องค์ชายยองซอง กับ มเหสีอินยอล ตระกูล ฮัน
          o องค์ชายซุงซอน กับ สนมควีอิน ตระกูล โจ
          o องค์ชายนกซอน กับ สนมควีอิน ตระกูล โจ
          o องค์หญิงฮโยมยอง สนม ควีอิน ตระกูล โจ



พระเจ้าฮโยจง (เกาหลี: 효종 ; จีน: 孝宗 พ.ศ. 2162 ถึง พ.ศ. 2202) เป็นกษัตริย์องค์ที่ 17 (พ.ศ. 2192 ถึง พ.ศ. 2202) แห่งราชวงศ์โชซอน ในรัชสมัยของพระองค์โชซอนต้องทำสงครามกับรัสเซียตามคำขอของราชวงศ์ชิง และทรงมีแผนการที่จะบุกจีนแก้แค้นสงครามกับแมนจูแต่สิ้นพระชนม์เสียก่อน

เมื่อองค์ชายนึงยางพระบิดาได้รับบัลลังก์ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าอินโจในพ.ศ. 2166 ด้วยการยึดอำนาจของฝ่ายตะวันตก พระโอรสทั้งสองก็ได้เข้าวังและได้รับแต่งตั้งเป็นองค์ชายรัชทายาทโซ ฮยอนและองค์ชายพงนิม แต่นโยบายที่เข้าข้างราชวงศ์หมิงของฝ่ายตะวันตกทำให้โชซอนต้องทำสงครามกับ ราชวงศ์ชิง ในพ.ศ. 2170 ถึง พ.ศ. 2179 ผลคือโชซอนตกเป็นเมืองขึ้นของแมนจูต้องส่งบรรณาการให้ และองค์ชายทั้งสองต้องไปเป็นตัวประกันที่เมืองเสิ่นหยาง บ่อยครั้งที่หวงไท่จี๋สั่งให้องค์ชายทั้งสองช่วยรบกับมองโกล แต่องค์ชายพงนิมทรงเห็นว่าพระชนม์ชีพขององค์ชายโซฮยอนนั้นสำคัญ เพราะจะต้องทรงเป็นกษัตริย์ต่อไป องค์ชายพงนิมจึงออกรบแทนพระเชษฐาอยู่หลายครั้ง

พ.ศ. 2187 ราชวงศ์ชิงยึดปักกิ่งได้ องค์ชายทั้งสองก็ได้เดินทางไปประทับทับที่ปักกิ่ง ซึ่งองค์ชายโซฮยอนได้พบกับอดัมส์ แชล มิชชันนารีชาวเยอรมัน ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการเผยแพร่อารยธรรมตะวันตกในจีน องค์ชายโซฮยอนทรงประทับใจในวิทยาการตะวันตกต่างๆ เมื่อทรงกลับไปยังโชซอนในพ.ศ. 2188 ก็ทรงขัดแย้งกับพระเจ้าอินโจ ซึ่งทรงมีความคิดอนุรักษ์นิยม จนองค์ชายโซฮยอนสิ้นพระชนม์ พระเจ้าอินโจทรงรับสั่งให้จัดการพิธีศพอย่างรวดเร็วและกล่าวหาชายาขององค์ ชายโซฮยอนว่าเป็นฆาตกรและสั่งประหาร นักประวัติศาสตร์คาดว่าพระเจ้าอินโจน่าจะทรงเป็นผู้สังหารเอง

เมื่อพระเจ้าอินโจสิ้นพระชนม์ในพ.ศ. 2192 องค์ชายพงนิมจึงกลับมาโชซอน ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าฮโยจง

ารเป็นองค์ประกันในจีนทำให้พระเจ้าฮโยจงทรงคิดแค้นพวกแมนจู จึงทรงวางแผนที่จะบุกราชวงศ์ชิงโดยเริ่มจากการสะสมกำลังทัพและอาวุธต่างๆ สร้างป้อมปราการตามริมแม่น้ำยาลู ทรงเรียงพระอาจารย์ซงชียอลจากฝ่ายตะวันตก ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีในการบุกราชวงศ์ชิงมารับราชการ ซงชียอลยึดมั่นในหลักการขงจื้อของจูจื่อ ปราชญ์สมัยราชวงศ์ซ่ง ว่าเป็นหลักการที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว หากใครกล้าติเตียนหรือขัดแย้งกับหลักการของจูจื่อ จะถูกปลดจากต่ำแหน่งและเนรเทศ อิทธิพลของซงชียอลทำให้จูจื่อเป็นปราชญ์หนึ่งเดียวของโชซอนไปหลายร้อยปี และได้รับการนับถือมากกว่าตัวขงจื้อเองเสียอีก

แต่ก็มีขุนนางฝ่ายใต้ที่เห็นว่าซงชียอลงมงายกับหลักการของจูจื่อมากเกินไป ภายใต้การนำของยุนฮยู ต่อต้านอำนาจของซงชียอลและฝ่ายตะวันตก

ในพ.ศ. 2196 เฮนดริก ฮาเมล (Hendrick Hamel) พนักงานบัญชีบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา และลูกเรืออีก 30 กว่าคนถูกพายุพัดมาเกยฝั่งที่เกาะเชจูขณะกำลังเดินทางไปญี่ปุ่น ชาวโชซอนที่เห็นชาวตะวันตกเป็นครั้งแรกต่างพากันหวาดกลัว ทั้งๆที่ฝ่ายฮาเมลน่าจะเป็นคนที่หวาดกลัวมากกว่าขณะของฮาเมลถูกพระเจ้าฮโยจง จับขังเป็นทาส และบังคับให้สร้างปืนเพื่อใช้รบกับแมนจู จนไม่มีวี่แววว่าจะได้รับการปล่อยตัว ในพ.ศ. 2206 หลังจากถูกขังมา 13 ปี ฮาเมลก็หลบหนีออกมาจากอาณาจักรฤๅษีนี้ได้

ในพ.ศ. 2197 ราชวงศ์ชิงขอให้โชซอนส่งทัพไปช่วยรบกับรัสเซีย กองทัพผสมจีนโชซอนชนะทัพรัสเซียในการรบที่ฮูตง และในพ.ศ. 2201 ชนะรัสเซียที่แม่น้ำซุงการี สงครามกับรัสเซียเป็นสงครามครั้งสุดท้ายที่ใช้กำลังพลเป็นจำนวนมากตลอดช่วง เวลาที่เหลือของราชวงศ์โชซอน พระเจ้าฮโยจงทรงวางแผนที่จะบุกจีน เป็นความใฝ่ฝันสูงสุดในพระชนม์ชีพของพระองค์ แต่ทรงสิ้นพระชนม์ไปเสียก่อนในพ.ศ. 2202

พระนามเต็ม - สมเด็จพระราชา ฮโยจง ฮุมชอน ดัลโด ควางก๊ก ฮงยอล ซอนมุน จางมู ซินซอง ฮโยนิน มยองอึย จองด็อก แห่งเกาหลี

พระบรมวงศานุวงศ์
    * พระราชบิดา : พระเจ้าอินโจ
    * พระราชมารดา: พระมเหสีอินยอล ตระกูล สกุลฮัน
    * พระมเหสีและพระสนม
          o พระมเหสีอินซอน ตระกูล จาง
          o พระสนมอันบิน ตระกูล ลี
    * พระราชโอรสและพระราชธิดา
          o องค์ชายลียอน กับ มเหสีอินซอน ตระกูล จาง
          o องค์หญิงซุกชิน กับ มเหสีอินซอน ตระกูล จาง
          o องค์หญิงซุกอัน กับ มเหสีอินซอน ตระกูล จาง
          o องค์หญิงซุกมยอง กับ มเหสีอินซอน ตระกูล จาง
          o องค์หญิงซุกฮวี กับ มเหสีอินซอน ตระกูล จาง
          o องค์หญิงซุกจอง กับ มเหสีอินซอน ตระกูล จาง
          o องค์หญิงซุกคยอง กับ มเหสีอินซอน ตระกูล จาง
          o องค์หญิงซุกนยอง กับ พระสนมอันบิน ตระกูล ลี


พระเจ้าฮยอนจง (현종 顯宗) เป็นกษัตริย์ลำดับที่ 18 แห่งราชวงศ์โชซอน ในรัชสมัยของพระองค์เป็นช่วงเวลาขัดแย้งระหว่างฝ่ายตะวันตกและฝ่ายใต้

ลี ยอน เป็นพระโอรสขององค์ชายพงนิม ประสูติเมื่อพ.ศ. 2184 ที่เมืองเสิ่นหยาง ขณะที่พระราชบิดาไปเป็นองค์ประกันแก่ราชวงศ์ชิง ในพ.ศ. 2187 ราชวงศ์ชิงเข้ายึดปักกิ่ง องค์ชายลียอนและพระราชบิดาจึงย้ายไปที่ปักกิ่ง และถูกปล่อยตัวกลับพร้อมกับพระราชบิดาในปีเดียวกัน และพระราชบิดาได้เป็นวังเซจา (องค์ชายรัชทายาท) แทนที่พระปิตุลาองค์ชายรัชทายาทโซฮยอนที่สิ้นพระชนม์ไปในพ.ศ. 2188

ในพ.ศ. 2192 องค์ชายรัชทายาทพงนิมขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าฮโยจง องค์ชายลียอนได้รับแต่งตั้งเป็นวังเซจาในพ.ศ. 2194 และเมื่อพระราชบิดาสวรรคตในพ.ศ 2202 วังเซจาจึงขึ้นครองราชย์ต่อเป็นพระเจ้าฮยอนจง

แต่ทันทีที่ขึ้นครองราชย์ พระเจ้าฮยอนจงก็ทรงประสบปัญหาความขัดแย้งระหว่างฝ่ายตะวันตกและฝ่ายใต้ เรื่องที่ว่าพระอัยยิกาแจอี มเหสีของพระเจ้าอินโจ พระมารดาเลี้ยงของพระเจ้าฮโยจง จะต้องใส่อาภรณ์ไว้ทุกข์ให้พระเจ้าฮโยจงเป็นเวลานานเท่าไร เพราะตามหลักขงจื้อไม่ได้กำหนดไว้เรื่องการปฏิบัติระหว่างแม่เลี้ยงกับลูก เลี้ยงที่สืบทอดสมบัติครองครัว ฝ่ายตะวันตก ภายใต้การนำของซงชียอล เสนอว่าให้พระอัยยิกาแจอีสวมชุดไว้ทุกข์เป็นเวลาหนึ่งปี เพราะไม่ได้ทรงเป็นพระมารดาแท้ๆของพระเจ้าฮโยจง แต่ฝ่ายใต้นำโดยฮอจอกเสนอให้พระนางใส่ชุดไปสามปี พระเจ้าฮโยจงเป็นกษัตริย์

พระเจ้าฮยอนจงทรงต้องการสร้างความสมดุลอำนาจของทั้งสองฝ่าย จึงมีพระราชโองการให้พระอัยยิกาแจอีสวมชุดไว้ทุกข์เป็นเวลาหนึ่งปี แต่แต่งตั้งให้ฮอจอกเป็นอัครเสนาบดี เพื่อถ่วงดุลอำนาจ

ในพ.ศ. 2217 พระพันปีอินซอน พระราชมารดาของพระเจ้าฮยอนจง สิ้นพระชนม์ ก็เกิดคำถามขึ้นอีกว่าพระอัยยิกาแจอีไว้ทุกข์นานเท่าไร ทั้งสองฝ่ายขัดแย้งกันไปเรื่อย จนพระเจ้าฮยอนจงสิ้นพระชนม์ในปีเดียวกัน

พระนามเต็ม -สมเด็จพระราชา ฮยอนจง โซฮยู ยองยุง ดนด็อก ซูซอง ซุนมุน ซุกมู คยุนกิล ชางฮโย แห่งเกาหลี

พระบรมวงศานุวงศ์
    * พระราชบิดา
          o พระเจ้าฮโยจง
    * พระราชมารดา
          o พระมเหสีอินชอน ตระกูล จาง
    * พระมเหสี
          o พระมเหสีเมียงซอง ตระกูล คิม
    * พระราชโอรส ธิดา
          o องค์ชายลีซุน
          o องค์หญิงเมียงซอน
          o องค์หญิงเมียงฮเย
          o องค์หญิงเมียงคัน


พระเจ้าซุกจง  เกาหลี: 숙종, ฮันจา: 肅宗, MC: Sukjong, MR: Sukchong เป็ฯกษัตริย์องค์ที่ 19 แห่งราชวงศ์โชซอน

ลี ซุน ประสูติเมื่อพ.ศ. 2204 เป็นพระโอรสของพระเจ้าฮยอนจงและมเหสีเมียงซอง ได้รับแต่งตั้งเป็นวังเซจาในพ.ศ. 2210 จนพระเจ้าฮยอนจงสิ้นพระชนม์ในพ.ศ. 2217 วังเซจาจึงได้ขึ้นครองราชย์ เป็นพระเจ้าซุกจง

พระเจ้าซุกจงขึ้นครองราชย์ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างฝ่ายตะวันตกและฝ่าย ใต้ที่คุกรุ่นในสมัยพระเจ้าฮยอนจง ในต้นรัชสมัยของพระเจ้าซุกจง ขุนนงฝ่ายตะวันตกแตกเป็นสองพวก คือ ฝ่ายที่นิยมแนวความคิดขงจื้อแบบประยุกต์ ที่เน้นการปฏิบัติจริง และไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์เดิม คือ ฝ่ายโซนน กับฝ่ายที่นิยมหลักการดั้งเดิม เรียกว่า ฝ่ายโนนน

มเหสีอินฮยอน มเหสีของพระเจ้าซุกจง ทรงไม่มีพระโอรสให้พระเจ้าซุกจง แต่พระสนมซุกกี ตระกูลจาง ประสูติพระโอรสในพ.ศ. 2231 พระเจ้าซุกจงจึงทรงจะแต่งตั้งพระโอรสองค์นี้เป็นรัชทายาท และแต่งตั้งพระสนมซุกกีเป็นพระสนมฮีบิน แต่ปัญหาก็เกิด เพราะพี่ชายของสนมฮุยบิน คือ จางฮีแจ เป็นขุนนางฝ่ายใต้ หากพระโอรสองค์นี้ได้เป็นรัชทายาทสนมจางและฝ่ายใต้ย่อมมีอำนาจเพิ่มขึ้น แน่นอนวาฝ่ายโนนน (ฝ่ายตะวันตก) ไม่ยอม ซงชียอล จึงยื่นฎีกาถวายพระเจ้าซุกจง ให้ยับยั้งการแต่งตั้งรัชทายาท ควรจะรอให้พระมเหสีอินฮยอนประสูติพระโอรสที่มีสิทธิชอบธรรมเสียก่อน แต่จะแต่งตั้งพระโอรสที่เกิดจากสนมเป็นรัชทายาท พระเจ้าซุกจงทรงพระพิโรธมาก จับขุนนางฝ่ายโนนนมาสอบสวนและประหารชีวิต รวมทั้งซงชียอล และปลดมเหสีอินฮยอน ตั้งสนมจางเป็นมเหสี เรียกเหตุการณ์นี้ว่า การสลับขั้วทางการเมืองปีคีซา

แน่นอนว่าฝ่ายใต้คราวนี้มีอำนาจ แต่ไม่นานพระเจ้าซุกจงก็ทรงเปลี่ยนพระทัย อาจเป็นพระทรงรู้สึกผิดต่อมเหสีอินฮยอน จึงปลดมเหสีจางลงเป็นพระสนมฮุยบินและตั้งมเหสีอินฮยอนกลับขึ้นเป็นมเหสี ฝ่ายโนนนกลับมามีอำนาจ เรียกว่า การสลับขั้วทางการเมืองปีคัปซอล

ในพ.ศ. 2244 มเหสีอินฮยอนสิ้นพระชนม์ด้วยพระโรคที่แปลกประหลาด ในปีนั้นพระเจ้าซุกจงเสด็จไปตำหนักของสนมจังฮีบิน ก็พบสนมจังอยู่กับพี่ชาย คือ จังฮีแจ และมีมูดัง (นางร่างทรง) กำลังทำพิธีสาปแช่ง พระเจ้าซุกจงทรงพิโรธมาก สั่งประหารสนมจังฮีบิน จังฮีแจ รวมทั้งขุนนางฝ่ายใต้มากมาย นับแต่นั้นมา พระเจ้าซุกจงทรงออกพระราชบัญญัติ ห้ามแต่งตั้งสนมขึ้นเป็นมเหสีอีก

เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ฝ่ายโนนนจึงกลับขึ้นมามีอำนาจ แต่ฝ่ายโซนนก็ฉวยโอกาส สนับสนุนวังเซจาที่เป็นพระโอรสของพระเจ้าซุกจงกับสนมจางฮีบิน เพื่อต้านทานอำนาจของฝ่ายโนนนในพ.ศ. 2237 พระสนมซุกบินตระกูลแชประสูติองค์ชายยอนอิง ฝ่ายตะวันตกจึงสนับสนุนองค์ชายยองอิงขึ้นมาต้านฝ่ายโซนน

ในพ.ศ. 2263 พระเจ้าซุกจงสิ้นพระชนม์ วังเซจาขึ้นครองราชย์ เป็นพระเจ้าคยองจง ทำให้ฝ่ายโซนนขึ้นมามีอำนาจ

พระนามเต็ม - สมเด็จพระราชา ซุกจง ฮยอนอึย ควางยุน เยซอง ยองรยอล ยูโม ยอนกุน ฮงอิน จุนด็อก แบชอน แฮบโด คเยฮยู ด๊กคยอง จองจุง ฮยอปกุก ซินอึย แดฮุน จางมุน ฮอนมู คยองมยอง วอนฮโย แห่งเกาหลี

พระบรมวงศานุวงศ์
    * พระราชบิดา:พระเจ้าฮยอนจง
พระมเหสีและพระสนม:
          o พระมเหสีอินคยอง ตระกูลคิม
          o พระมเหสีอินฮยอน ตระกูลมิน
          o พระมเหสีอินวอน ตระกูลคิม
          o พระสนมฮีบิน ตระกูล จาง
          o พระสนมซุกบิน ตระกูล แช
          o พระสนมเมียงบิน ตระกูลปาร์ค
          o พระสนมยองบิน ตระกูลคิม
          o พระสนมควีอิน ตระกูล คิม
          o พระสนมโซอึย ตระกูลยู
พระราชโอรส-ธิดา:
          o องค์ชายรัชทายาท(พระเจ้าคยองจง) กับ สนมฮีบิน ตระกูลจาง
          o องค์ชายยอนอิง พระเจ้ายองโจ กับ สนมซุก ตระกูลแช
          o องค์ชายยอนนยอง กับ สนมยอง ตระกูลคิม
          o องค์หญิงซองซู กับสนมฮีบิน ตระกูลจัง
          o องค์หญิงยองซู กับสนมซุกบิน ตระกูลชอย


พระเจ้าคยองจง หรือ พระเจ้าเคียงจง เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 20 แห่งราชวงศ์โชซอน (พ.ศ. 2263 - พ.ศ. 2267) มีพระนามเดิมว่าองค์ชายลี ยุนทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าซุกจงกับพระสนมจังฮีบินเมื่อ พระราชบิดาสวรรคตลงพระองค์จึงขึ้นครองราชย์แทน แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากขุนนางฝ่ายโนนนที่สนับสนุนองค์ชายยอนอิงเพราะพระ ราชมารดาใช้ไสยศาสตร์สาปแช่งพระมเหสีของพระเจ้าซุกจงจนสิ้นพระชนม์จึงทำให้ ขุนนางแตกเป็น 2 ฝ่ายแต่เนื่องจากพระพลานามัยไม่ค่อยจะสู้ดี จึงทำให้ทรงสวรรคตลงในปี พ.ศ. 2267 (ค.ศ. 1724) หลังจากครองราชย์ได้เพียง 4 ปีแต่ก่อนสวรรคตได้ทรงฝากราชสมบัติไว้ที่องค์ชายยอนอิง ต่อมาพระองค์จึงขึ้นครองราชย์สืบต่อเป็นพระเจ้ายองโจเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 21

พระนามเต็ม - สมเด็จพระราชา คยองจง แคกคง ด็อกมุน อิกมู ซุนอิน ซอนฮโย แห่งเกาหลี

พระบรมวงศานุวงศ์
    * พระราชบิดา
          o พระเจ้าซุกจง (숙종)
    * พระราชมารดา
          o พระสนมฮุยบิน จาก ตระกูลจาง (희빈 장씨)
    * พระมเหสี
          o พระมเหสีดันอึย จาก ตระกูลชิม (단의왕후 심씨)
          o พระมเหสีซอนอึย จาก ตระกูลยู (선의왕후 어씨)



พระเจ้ายองโจ  (ฮันจา: 英祖)ทรงเป็นกษัตริย์ลำดับที่ 21 แห่งราชวงศ์โชซอน พระเจ้ายองโจทรงปฏิรูปการปกครองบ้านเมืองหลายประการ และทรงปกครองเพื่อราษฏรอย่างแท้จริง ทรงมักจะออกนอกวังไปสอบถามชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และจัดตั้งองค์การลับส่วนพระองค์เพื่อตรวจการทำงานของขุนนางทั่วอาณาจักร ทรงถึงกับขนาดห้ามมิให้ใครดื่มสุราในราชอาณาจักรเพราะทรงเห็นว่าเสียเวลาอัน เป็นประโยชน์ ทรงเป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่ได้รับยกย่องที่สุดแห่งราชวงศ์โชซอน คู่กับพระนัดดา คือ พระเจ้าจองโจ

ลีคึม ประสูติในพ.ศ. 2237 เป็นพระโอรสของพระเจ้าซุกจง กับสนมแชร์ซุกอี ได้รับพระนามเป็น องค์ชายยอนอิง (연잉군 延礽君) ทรงเป็นองค์ชายที่ห่างไกลจากราชบัลลังก์ เพราะทรงมีพระมารดาที่เคยเป็นชนชั้นต่ำซึ่งเป็นนางในหาบน้ำของวัง และพระเชษฐาต่างมารดาที่เป็นรัชทายาทอยู่แล้ว ซึ่งในพ.ศ. 2264 ก็ได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าคยองจง แต่พระเจ้าคยองจงนั้นทรงมีความชอบธรรมในการครองราชย์น้อย เพราะพระมารดาของพระเจ้าคยองจงนั้นคือ สนมจังฮีบิน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสตรีที่ชั่วร้ายวางแผนใช้ไสยศาสตร์สาปแช่งมเหสีของพระเจ้าซุกจงจนสิ้นพระชนม์ ทำให้ขุนนางแตกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายโซนน ที่สนับสนุนพระเจ้าคยองจง และฝ่ายโนนน ที่เห็นว่าควรก็ให้องค์ชายองค์อื่นเป็นกษัตริย์แทน ซึ่งก็คือองค์ชายยอนอิง

ประกอบกับพระเจ้าคยองจงประชวรเป็นโรคเรื้อรังมานาน จนไม่อาจจะมีรัชทายาทสืบต่อบัลลังก์ได้ ฝ่ายโนนนจึงยื่นฏีกาของให้แต่งตั้งองค์ชายยอนอิงเป็น วังเซเจ (พระอนุชารัชทายาท) ซึ่งพระเจ้าคยองจงก็ทรงยอมแต่โดยดี เวลาผ่านไปพระเจ้าคยองจงก็ไม่อาจจะว่าราชการได้ ทำให้ในทางปฏิบัติองค์ชายยอนอิงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระเชษฐา ฝ่ายโซนนจึงวางแผนจะลอบสังหารองค์ชายยอนอิง แต่ไม่สำเร็จ กลัวความผิดของตนจะเปิดเผย เลยหาความผิดใส่ฝ่ายโนนนเพื่อกลบเกลื่อน หาว่าฝ่ายโนนนวางแผนปลงพระชนม์พระเจ้าเคียงจงโดยการใส่ยาพิษในเครื่องเสวย มีขุนนางถูกประหารชีวิตมากมาย รวมทั้งสนมลี สนมคนหนึ่งขององค์ชายยอนอิง

พระเจ้าคยองจงสิ้นพระชนม์เมื่อพ.ศ. 2267 โดยไม่มีรัชทายาท องค์ชายยอนอิงจึงขึ้นครองราชย์ เป็นพระเจ้ายองโจ

พระเจ้ายองโจทรงมีพระเนตรพระกรรณอยู่ทั่วอาณาจักรโชซอนเพราะมีขุนนางที่ชื่อ ปาร์กมุนซู ซึ่งทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน ทำงานอย่างซื่อตรงและจะคอยเดินทางไปทั่วอาณาจักรอยู่บ่อยครั้งเพื่อตรวจสอบ การทำงานของขุนนางท้องที่ และมีส่วนในการปราบกบฎของลีอินจาในพ.ศ. 2271 ซึ่งลีอินจาเป็นผู้นำฝ่ายโซนนนำทัพเข้าบุกพระราชวังชางด๊อกหมายจะตั้งองค์ชายมิลพงเป็นกษัตริย์แทนแต่ไม่สำเร็จ

ในสมัยพระเจ้ายองโจ การค้าของโชซอนพัฒนาขึ้นมามาก ผู้คนในทุกระดับชั้นตั้งแต่ชาวบ้านถึงขุนนางพากับประกอบธุรกิจการค้า ชนชั้นพ่อต้าเรืองอำนาจและได้รับการสนับสนุนจากราชสำนักในการผูกขาดสินค้า แต่ละชนิดให้เป็นของตน เป็นการละทิ้งแนวความคิดแบบขงจื้อเดิม ที่ประมาณอาชีพค้าขายว่าเป็นอาชีพที่ต้อยต่ำ แต่ถ้าจะเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างราชวงศ์ชิงหรือญี่ปุ่นแล้ว กิจกรรมการค้าในเกาหลีนั้นยังไม่พัฒนาไปถึงขั้นนั้น เพียงแต่จากเดิมที่กิจกรรมการค้าจะมีนานๆทีก็กลายเป็นมีทุกวัน โดยเฉพาะในฮันยาง

พระเจ้ายองโจทรงมีพระโอรสกับสนมจอง ตระกูลลี ที่ถูกสำเร็จโทษไปก่อนที่พระองค์จะได้ขึ้นครองราชย์ และทรงแต่งตั้งให้เป็นรัชทายาท แต่สิ้นพระชนม์ไปเสียก่อนในพ.ศ. 2271 ได้รับพระนามว่า องค์ชายรัชทายาทฮโยจัง ในพ.ศ. 2278 พระเจ้ายองโจก็ทรงมีพระโอรสอีกพระองค์กับสนมยอง ตระกูลลี คือ องค์ชายจังฮอน ทรงแต่งตั้งให้เป็นรัชทายาท พระเจ้ายองโจทรงหมายมั่นปั้นเหมาะกับรัชทายาทพระองค์นี้มาก เพื่อเจริญพระชันษาขึ้นก็ให้ช่วยพระองค์ปกครองบ้านเมือง(พระองค์คือพระบิดา ของพระเจ้าจองโจ)

พ.ศ. 2298 เป็นปีแห้งแล้ง แล้วก็มีฝนตกหนักน้ำท่วมในมณฑลเปียงยาง องค์ชายจังฮอนทรงร้อนพระทัยมากแต่บรรดาขุนนางท้องที่กลับสุขสบายมัวแต่ดื่ม สุราไปวันๆ องค์ชายจังฮอนจึงมีพระราชบัญฑูรให้ห้ามมีการดื่มสุราในมณฑลเพียงอัน พระเจ้ายองโจพอทราบเรื่องก็ทรงเห็นด้วยและประกาศห้ามมีการดื่มสุราไปทั่ว อาณาจักร ทรงให้ทำลายโรงสุราในวัง ในงานเลี้ยงก็ไม่มีสุราให้ดื่ม แม้บรรดาขุนนางจะคัดค้าน ก็ทรงยืนกรานว่าทรงทำไปเพื่อประเทศชาติ

และในพ.ศ. 2300 พระเจ้ายองโจทรงทราบว่าสตรีชาวบ้านสมรสกันน้อยลงเพราะไม่มีเงินซื้อผมมาใส่กับชุดฮันบก พระเจ้ายองโจจึงทรงแก้ปัญหาโดยการสั่งห้ามมิให้มีการใส่ผมทังอี ไม่ว่าจะเป็้นพระมเหสีสตรีในวังหรือภรรยาขุนนางตลอดจนชาวบ้าน โดยให้เกล้าผมด้านหลังแล้วเสียบปิ่นปักผมแทน รวมทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์ก็ให้หรูหราน้อยลงเพื่อประหยัดงบประมาณแผ่นดิน นับว่าชีวิตในวังหรูหราน้อยลงไปมากในสมัยพระเจ้ายองโจ

ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ายองโจกับพระโอรสคือองค์ชายรัชทายาทจังฮอนนั้น สู้จะไม่ค่อยดีนัก องค์ชายจังฮอนที่ประชวรออดๆแอดๆมาแต่พระเยาว์ ในพ.ศ. 2295 องค์ชายจังฮอนประชวรเป็นโรคหัด ตั้งแต่นั้นมาองค์ชายจังฮอนทรงเริ่มจะมีพฤติกรรมแปลกๆ ทรงเห็นภาพหลอนและยังประชวรด้วยโรคอีสุกอีใสอีก

ในพ.ศ. 2300 มเหสีจองซองสิ้นพระชนม์ แม้พระเจ้ายองโจจะพระชนมายุมากแล้ว แต่ก็ยังต้องมีมเหสี ด้วยเหตุที่พระบิดาพระเจ้าซุกจงออกกฎมณเฑียรบาลห้ามแต่งตั้งสนมขึ้นเป็นมเหสี (เพราะเหตุการณ์สนมจังฮีบิน) พระเจ้ายองโจจึงต้องทรงอภิเษกกับธิดาของคิมฮันกู คือ มเหสีจองซุน พระชนมายุ 15 พรรษา ซึ่งขณะนั้นพระเจ้ายองโจพระชนมายุ 66 พรรษา นับเป็นพระราชาและพระมเหสีที่พระชนมายุต่างกันมากสุดของราชวงศ์โชซอน

องค์ชายรัชทายาทจังฮอนทรงมีพฤติกรรมรุนแรงมากขึ้น ทรงทำร้ายขันทีนางรับใช้ต่างๆรวมทั้งหมอหลวงถึงขึ้นฆ่าแกง เป็นที่หวาดกลัวไปทั่ววัง และยังทรงนำพระภิกษุเข้ามาในวังซึ่งเป็นสิ่งที่ห้าม ในพ.ศ. 2305 ขุนนางฝ่ายโนนนถวายฎีกาแด่พระเจ้ายองโจให้ทรงลงพระอาญาพระโอรส แม้แต่พระมารดาคือสนมยอง ตระกูลลี ก็เห็นด้วย พระเจ้ายองโจจึงมีพระราชโองการบังคับให้องค์ชายจังฮอนเข้าไปอยู่ในกล่องใส่ ข้าว เป็นเวลาเจ็ดวัน องค์ชายจังฮอนก็สิ้นพระชนม์

ในรัชกาลของพระองค์มีขุนนางดีๆและไม่ดีจำนวนมากเช่นจอง-ฮูกยอมฮันจุนโฮ เจ้ากรมกลาโหม ฮงพงฮันเสด็จตาของพระเจ้าจองโจ พระเจ้ายองโจเสด็จสวรรคตเมื่อปีพ.ศ. 2319ขณะพระชนม์82พรรษาทรงครองราชย์ได้52ปี

พระนามเต็ม - สมเด็จพระราชา ยองโจ จางซุน จิแฮง ซุนด็อก ยองโม อึยรยอล จางอึย ฮงยุน ควางอิน ดนฮุย เชชอน คอนกุก ซองคง ซินฮวา แดซอง ควางอัน แกแท กิยอง โยมยอง ซุนชอล กอนคน โกนยอง แบมยอง ซูต็อง คยองนยอค ฮงฮยู จุงฮวา ยุงโด ซุกจาง จองมุน ซอนมู ฮุยคยอง ฮยอนฮโย แห่งเกาหลี

พระบรมวงศานุวงศ์
    * พระราชบิดา: พระเจ้าซุกจง (숙종)
    * พระราชมารดา: พระสนมซุกบิน จาก ตระกูลแช (숙빈 최씨)
พระมเหสี
    * พระมเหสีจองซอง จาก ตระกูลซอ (정성왕후 서씨)
    * พระมเหสีจองซุน จาก ตระกูลคิม (정순왕후 김씨)
พระสนม
    * พระสนมจองบิน จาก ตระกูลลี (정빈 이씨)
    * พระสนมยองบิน จาก ตระกูลลี (영빈 이씨)
    * พระสนมควีอิน จาก ตระกูลโจ (귀인 조씨)
    * พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลมุน (숙의 문씨)
พระโอรส
    * องค์ชายฮโยจาง เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมจองบิน จาก ตระกูลลี
    * องค์ชายซาโด เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมยองบิน จาก ตระกูลลี
พระธิดา
    * องค์หญิง(ไม่ทราบพระนาม) เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมจองบิน จาก ตระกูลลี
    * องค์หญิงฮวาซุน เป็นพระธิดาองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระสนมจองบิน จาก ตระกูลลี
    * องค์หญิงฮวาเปียง เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมยองบิน จาก ตระกูลลี
    * องค์หญิงฮวาฮยอบ เป็นพระธิดาองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระสนมยองบิน จาก ตระกูลลี
    * องค์หญิงฮวาวาน เป็นพระธิดาองค์ที่สามที่ประสูติจาก พระสนมยองบิน จาก ตระกูลลี
    * องค์หญิงฮวายู เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมควีอิน จาก ตระกูลโจ
    * องค์หญิงฮวารยอง เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลมุน
    * องค์หญิงฮวากิล เป็นพระธิดาองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลมุน



พระเจ้าจองโจ (정조正祖) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ลำดับที่ 22 แห่งราชอาณาจักรโชซอน ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งอาณา จักรโชซอน ทรงสานต่อการปฏิรูปบ้านเมืองจากพระเจ้ายองโจพระอัยกา ทำให้อาณาจักรโชซอนในศตวรรษที่ 18 กลับขึ้นมารุ่งเรืองอีกครั้งอย่างมีเอกลักษณ์ของตนเอง ทรงได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ที่สนพระทัยในความเป็นอยู่ของราษฏรอย่างมาก ผิดกับกษัตริย์องค์ก่อนๆและทรงฝักใฝ่หาความรู้ต่าง ทรงมีโครงการใหญ่มากที่จะย้ายเมืองหลวงไปที่ฮวาซอง โดยทรงสร้างป้อมขนาดใหญ่ คือ ป้อมฮวาซอง

ลีซาน ประสูติในพ.ศ. 2295 ณ เคียงชอนจอน พระราชวังชางเกียงกุง เป็นพระโอรสองค์ที่สองขององค์ชายรัชทายาทจังฮอน (องค์ชายซาโด) กับพระชายาเฮคยอง พระเจ้ายองโจพระอัยกาได้แต่งตั้งลีซานเป็นวังเซซุน (พระนัดดารัชทายาท) ตามพระบิดา วังเซซุนทรงมีพระเชษฐาอยู่องค์หนึ่ง ได้รับแต่งตั้งเป็นรัชทายาทมาก่อน แต่สิ้นพระชนม์ไปในปีเดียวกับที่ลี ซาน ประสูติ

ปรากฏในภายหลังองค์ชายจังฮอน (องค์ชายซาโด) ทรงมีพระอาการทางพระสติไม่ปกติ ทรงหวาดกลัวสิ่งต่างๆ รอบพระองค์ ทรงทำร้ายร่างกายข้าราชบริพารต่างๆ ทรงสังหารบรรดาซังกุง หมอหลวง เป็นที่หวาดกลัวไปทั่ววัง ทรงถึงกับขนาดใช้ไม้ทุบน้องพระชายาองค์หนึ่งจนถึงแก่ความตาย ในพ.ศ. 2305 ขุนนางฝ่ายโนนนถือ โอกาสถวายฏีกาแก่พระเจ้ายองโจ ให้ทรงลงอาญาองค์ชายจังฮอน องค์ชายจังฮอนทรงพิโรธ หาว่าพวกขุนนางใส่ร้ายป้ายสี จับเอาญาติมิตรของขุนนางเหล่านั้นมาทรมานจนเสียชีวิต จนสนมลียองบินพระมารดาขององค์ชายจังฮอนทนไม่ได้ขอให้พระเจ้ายองโจลงพระอาญา องค์ชายจังฮอน ในพ.ศ. 2305

พระเจ้ายองโจมีราชโองการให้จับองค์ชายจังฮอนขังไว้ในกล่องไม้ใส่ข้าวเป็น เวลาเจ็ดวันจึงสิ้นพระชนม์ องค์ชายลีซานและพระชายาถูกปลดจากตำแหน่งรัชทายาททุกประการ

เหตุการณ์ประหารองค์ชายซาโดทำให้การเมืองโชซอนแตกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายที่ไม่ยอมรับการที่พระเจ้ายองโจทรงประหารพระโอรส เรียกว่า ฝ่ายชิปา คือ ฝ่ายโซนนเดิม ประกอบด้วยตระกูลฮงแห่งพงซาน มีฮงกุกยองเป็นผู้นำ มีความคิดยอมรับอารยธรรมตะวันตกและคริสต์ศาสนา และฝ่ายที่ยอมรับเรียกว่า ฝ่ายพยอกปา คือ ฝ่ายโนนนเดิม ตระกูลคิมแห่งอันดง นำโดยพระอัยยิกาคิม มเหสีของพระเจ้ายองโจ อนุรักษ์นิยมและต่อต้านคริสต์ศาสนา

ฝ่ายโนนนที่เคยสนับสนุนให้มีการประหารองค์ชายซาโด จึงถูกกดขี่อย่างนัก ใน พ.ศ. 2315 พระเจ้าจองโจทรงเนรเทศคิมฮันกู พระบิดาของพระอัยยิกาคิม มเหสีของพระเจ้ายองโจ และฮงพงฮัน พระเจ้าตาของพระองค์เอง ในฐานะที่เป็นผู้นำฝ่ายโนนน แม้ฝ่ายโนนนจะเสียอำนาจไป แต่ก็ยังคงอยู่ได้ด้วยพระพันปีคิม

เนื่องจากพระเจ้าจองโจทรงสนพระทัยในศิลปะวิทยาการความรู้ต่างๆ โดยเฉพาะความรู้ตะวันตกที่เข้ามาใหญ่พร้อมกับคริสต์ศาสนา ทำให้ทรงไม่สนพระทัยการเมืองในวังและปล่อยให้ ฮงกุกยอง ราชเลขาจัดการ พระเจ้าจองโจทรงพยายามที่จะสลายการแบ่งแยกขุนนางออกเป็นฝักฝ่าย โดยทรงตั้งคยูจังกัก ใน พ.ศ. 2319 ให้เป็นที่สำหรับหารือกิจการบ้านเมืองและถกความรู้เกี่ยวกับปราชญ์ขงจื้อ โดยมีแชเจกง เป็นหัวหน้าคยูจังกักและเป็นอัครเสนาบดี เป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของพระเจ้าจองโจ พระเจ้าจองโจทรงพยายามที่จะล้มเลิกข้อกีดกันทางสังคมเดิม ที่มิให้บุตรที่เกิดจากอนุภรรยาของขุนนางเข้ารับราชการ เพื่อให้ได้คนที่มีความสามารถแต่ฐานะต้อยต่ำ ซึ่งคยูจังกักก็เป็นที่สำหรับขุนนางใหม่เหล่านี้ ซึ่งก็เป็นลูกของอนุภรรยาของขุนนางฝ่ายโนนนเสียส่วนใหญ่ ขุนนางในคยูจังกัก เป็นฝ่ายชิปาทั้งนั้น และก้าวหน้าเร็ว ทำให้ฝ่ายโนนนโจมตีพระเจ้าจองโจว่าทรงตั้งคยูจังกักเป็น ที่เลี้ยงขุนนางที่เข้าข้างพระองค์[1]

และพระเจ้าจองโจยังทรงสนับสนุนปราชญ์ขงจื้อแนวประยุกต์ที่เรียกว่าว่า ชิลฮัก ที่เน้นการนำหลักปรัชญาไปใช้จริงในการดำเนินชีวิต ไม่ใช่หลักปรัชญาในอุดมคติที่สมบูรณ์แบบจนนำมาใช้จริงไม่ได้

ใน พ.ศ. 2321 พระเจ้าจองโจทรงอภิเษกน้องสาวของฮงกุกยองเข้ามาเป็นสนมวอนบิน ตระกูลฮง แต่ไม่ทันไรปีถัดมาสนมฮงก็เสียชีวิต ทำให้ฮงกุกยองคิดว่าน้องสาวของตนเสียชีวิตเพราะการกระทำของมเหสีฮโยอึย มเหสีของพระเจ้าจองโจ จึงวางแผนลอบปลงพระชนม์พระมเหสีเพื่อแก้แค้น แต่ถูกจับได้และถูกเนรเทศ และต่อมาไม่นานฮงกุกยองก็เสียชีวิต

พระเจ้าจองโจทรงสนับสนุนขุนนางฝ่ายโซนนให้ขึ้นมามีอำนาจเพื่อคานอำนาจกับ ฝ่ายโนนนที่มีอำนาจอยู่เดิมในสมัยพระเจ้ายองโจ ฝ่ายโนนนที่เสียอำนาจ หรือ ฝ่ายพยอกปา (พยอกปา แปลว่า เสียอำนาจ) นำโดยชิม ฮวานจี เป็นอุปสรรคสำคัญในการดำเนินการปฏิรูปบ้านเมืองของพระเจ้าจองโจ ไม่ว่าพระเจ้าจองโจจะออกการปฏิรูปอะไรฝ่ายโนนนก็จะคัดค้านเสมอ แต่กระนั้นก็มิได้ทรงละทิ้งหรือกีดกันฝ่ายโนนนแต่อย่างใด เพราะทรงถือหลังความเท่าเทียมกันของทุกฝ่าย มีหลักฐานค้นพบใหม่ว่าแท้จริงแล้วพระเจ้าจองโจทรงวางแผนให้ฝ่ายโนนนและโซน นขัดแย้งกัน เพื่อให้การเมืองเป็นไปอย่างที่พระองค์ต้องการ[2] ทรงตั้งขุนนางจากฝ่ายโนนน โซนน และฝ่ายใต้ เป็นอัครเสนาบดี เสนาซ้าย และเสนาขวาตามลำดับ[3]

ปี พ.ศ. 2325 ทรงอภิเษกซองซงยอนมาเป็นพระสนมซอง ไม่นานพระเจ้าจองโจทรงมีพระโอรสกับพระสนมซองซงยอน จึงได้เลื่อนพระยศของสนมซองเป็น พระสนมอึยบิน ตระกูล ซอง และแต่งตั้งพระโอรสเป็นองค์รัชทายาทมุนฮโย แต่ใน พ.ศ. 2329 รัชทายาทมุนฮโยก็สิ้นพระชนม์ และสนมซองก็สิ้นพระชนม์ในปีเดียวกันในขณะที่มีประสูติกาล จนใน พ.ศ. 2333 พระเจ้าจองโจก็มีพระโอรสอีกองค์ กับสนมซูกี ตระกูลปาร์ค จึงแต่งตั้งเป็นรัชทายาทอีกพระองค์ ภายหลังจึงได้ขึ้นเป็นพระเจ้าซุนโจ พระเจ้าจองโจทรงมอบรัชทายาทให้อยู่ในความอุปถัมภ์ของพระอัยยิกาคิม (อดีตพระมเหสีของพระเจ้ายองโจ)

ใน พ.ศ. 2335 ขุนนางฝ่ายใต้ยื่นฎีกาให้พิจารณาความผิดขององค์ชายรัชทายาทซาโดใหม่ ว่าที่จริงแล้วทรงถูกให้ร้าย พระเจ้าจองโจทรงถือโอกาสนี้ ดึงฝ่ายใต้ขึ้นมามีอำนาจแข่งกับฝ่ายโซนนและโนนน ดังนั้นในปลายรัชสมัยของพระเจ้าจองโจฝ่ายใต้มีอำนาจ นำโดย แชร์เจกง ประจวบเหมาะกับเวลาที่ราชสำนักเริ่มจะรับคริสต์ศาสนาเข้ามา และขุนนางฝ่ายใต้หลายคนก็เข้ารีต ใน พ.ศ. 2334 พระเจ้าจองโจมีพระดำริที่จะเลิกทาสในวัง และใน พ.ศ. 2337 ก็ทรงจะให้ตรวจสอบการถือครองที่ดินของขุนนาง ทำให้ขุนนางฝ่ายโนนนประท้วงอย่างรุนแรง[4]

ใน พ.ศ. 2337 พระเจ้าจองโจทรงเริ่มโครงการสร้างป้อมฮวาซอง เพื่อให้เป็นที่ฝังศพของพระบิดาองค์ชายซาโด และเป็นพระราชวังอีกแห่ง มีจองยัคยอง นักปราชญ์ซิลฮักคนสำคัญเป็นคนออกแบบ การสร้างป้อมฮวาซองแสดงถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของโชซอนในสมัยนั้น และเป้าหมายที่แท้จริงของพระเจ้าจองโจในการสร้างป้อมนี้ก็เพื่อรองรับการ ย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองซูวอนใน อนาคต พระเจ้าจองโจประทานรางวัลแก่ราษฏรที่ยอมย้ายไปยังเมืองซูวอนและไม่ต้องเสีย ภาษีไปห้าปี หลังจากใช้เวลาสร้างสองปีกว่า ป้อมฮวาซองก็เสร็จสมบูรณ์ใน พ.ศ. 2339

พระเจ้าจองโจสิ้นพระชนม์อย่างกระทันหันในพ.ศ. 2343 โดยที่โครงการใหญ่ต่างๆของพระองค์ยังค้างอยู่ สุดท้ายเมืองหลวงก็ไม่ได้ย้ายไปไหน พระโอรสคือพระเจ้าซุนโจก็มิได้ทรงสานงานต่อ เพราะทรงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพระปัยยิกาคิม ในรัชสมัยของพระเจ้าจองโจฝ่ายใต้มีอำนาจ แต่ฝ่ายโนนนยังรอคอยเวลาจะแก้แค้นอยู่ ซึ่งความขัดแย้งระหว่างฝ่ายขุนนางก็กลับขึ้นมาอีกครั้งหลังรัชสมัยของ พระองค์

พระนามเต็ม - สมเด็จพระราชา จองโจ คยองชอน มยองโด ฮงด็อก ฮยอนโม มุนซอง มูรยอล ซองอิน จางฮโย แห่งเกาหลี

พระราชวงศ์
    * พระราชบิดา: องค์ชายซาโด (โอรสของพระเจ้ายองโจกับพระสนมลียองบิน)(사도세자)
    * พระราชมารดา: พระชายาฮเยคยอง จาก ตระกูลฮง (헌경왕후 홍씨)1735-1815
พระมเหสี
    * พระมเหสีฮโยอึย จาก ตระกูลคิม (효의왕후 김씨)1753-1821
พระสนม
    * พระสนมอึยบิน จาก ตระกูลซอง (의빈 성씨)1753-1786
    * พระสนมฮวาบิน จาก ตระกูลยุน (화빈 윤씨)1765-1824
    * พระสนมวอนบิน จาก ตระกูลฮง (원빈 홍씨)1766-1779
    * พระสนมซูกี จาก ตระกูลปาร์ค (수빈 박씨)1770-1822
พระโอรส
    * องค์รัชทายาทมุนฮโย เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมอึยบิน จาก ตระกูลซอง
    * องค์ชายลีคง เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมซูกี จาก ตระกูลปาร์ค
    * องค์ชายซังคเย เป็นพระโอรสบุญธรรมของ พระสนมวอนบิน จาก ตระกูลฮง
พระธิดา*
    * องค์หญิง(ไม่ทราบพระนาม) เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมอึยบิน จาก ตระกูลซอง
    * องค์หญิงซุกซอน เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมซูกี จาก ตระกูลปาร์ค


พระเจ้าซุนโจ  เกาหลี: 순조, ฮันจา: 純祖, MC: Sunjo, MR: Sunjo (พ.ศ. 2333-พ.ศ. 2377) ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 23 แห่งราชวงศ์โชซอนของเกาหลี (ครองราชย์ พ.ศ. 2343-พ.ศ. 2377) ด้วยความที่พระเจ้าซุนโจครองราชย์แต่ยังพระเยาว์ ทำให้อำนาจการปกครองตกแก่พระปัยยิกาคิมและตระกูลคิมแห่งอันดง การทุจริตฉ้อราชย์บังหลวงและการกดขี่ชาวคริสต์ทำให้สมัยรุ่งเรืองของโชซอน ตั้งแต่สมัยพระเจ้ายองโจนั้นจบลง

ลี คง ประสูติเมื่อพ.ศ. 2333 เป็นพระโอรสของพระเจ้าจองโจ กับสนมซู ตระกูลปาร์ค องค์ชายลีคงเป็นความหวังของพระราชวงศ์พอสมควร เพราะก่อนหน้านั้นพระเจ้าจองโจมีพระโอรสอยู่แล้วคือ องค์ชายรัชทายาทมุนฮโย กับสนมซอน ตระกูลซอง แต่สิ้นพระชนม์ไปในพ.ศ. 2329 เนื่องจากมเหสีฮโยอี มเหสีของพระเจ้าจองโจทรงยังไม่มีพระโอรส องค์ชายลี คง จึงได้เป็นพระโอรสบุญธรรมของมเหสีฮโยอี องค์ชายลีคง จึงได้เป็นวอนจา คือ พระโอรสองค์แรกที่ประสูติกับพระมเหสี และได้รับสถาปนาเป็นวังเซจาในพ.ศ.

พระเจ้าจองโจทรงมอบหมายให้คิมโจซุน จากตระกูลคิมแห่งอันดง เป็นพระอาจารย์สอนหลักการปกครองให้องค์ชายรัชทายาท ในพ.ศ. 2343 พระเจ้าจองโจสิ้นพระชนม์ วังเซจาจึงได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าซุนโจ เมื่อพระชนมายุเพียง 10 พรรษา จึงต้องมีผู้สำเร็จราชการแทน พระปัยยิกาคิม มเหสีของพระเจ้ายองโจ ซึ่งเป็นสมาชิกพระราชวงศ์ที่อาวุโสที่สุด จึงได้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนตามธรรมเนียม

พระปัยยิกาคิมทรงช่วยเหลือพระปนัดดาในการปกครองเป็นอย่างดี แต่ก็ทรงรักษาอำนาจการปกครองที่สำคัญไว้ในหัตถ์ของพระองค์เองด้วย และให้คิมโจซุนเป็นผู้ช่วยพระนางในการปกครองบ้านเมือง พระอภิเษกพระเจ้าซุนโจกับธิดาของคิมโจซุน คือ พระมเหสีซุนวอน ทำให้คิมโจซุนได้เป็นพูวอนกุน (พระสัสสุระ) การขึ้นมามีอำนาจของคิมโจซุนทำให้ขุนนางจากตระกูลคิมแห่งอันดงหลายคนขึ้นมามีตำแหน่งสำคัญ

ในพ.ศ. 2344 พระราชกำหนดแรกที่พระปัยยิกาคิมทรงออกคือการห้ามการเผยแพร่ศาสนาคริสต์[1] โดยกล่าวหาคริสต์ศาสนิกชนว่าเป็นคนที่ ไม่มีกษัตริย์ให้จงรักภักดี ไม่มีบิดาให้คำนับ เพราะคริสต์ศาสนาห้ามบูชาสิ่งอื่นใดนอกจากพระเจ้า และโทษของการไม่บูชาบรรพบุรุษในโชซอนนั้นรุนแรง และมีการกวาดล้างสังหารผู้ที่ไม่ยอมเลิกนับถือคริสต์ศาสนา เรียกว่า การสังหารหมู่ชาวคริสต์ปีชินยู ขุนนางฝ่ายใต้และฝ่ายโซนนที่เคยมีอำนาจในสมัยพระเจ้าจองโจ เช่น จองยัคยอง ต่างถูกเนรเทศด้วยข้อหาข้องแวะคริสต์ศาสนา รวมทั้งสมาชิกพระราชวงศ์หลายองค์ ก็หนีไม่พ้นเช่นกัน

การกดขี่ชาวคริสต์ที่จริงแล้วเป็นการกำจัดฝ่ายโซนนและฝ่ายใต้ออกจากอำนาจ มากกว่าที่จะเป็นเรื่องความเชื่อจริงๆ แต่ก็ยังส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ เพราะใครก็ตามที่ยึดหลักชิลฮักหรือสนใจวิทยาการตะวันตกจะถูกเนรเทศในข้อหา นับถือคริสต์ศาสนา

ในสมัยพระเจ้าซุนโจขุนนางฉ้อราชย์บังหลวงอย่างกว้างขวาง ระบอบการสอบจอหงวนล่มสลายเพราะทางเดียวที่จะได้เข้ารับราชการคือต้องเส้นขุน นางตระกูลคิมแห่งอันดง ขุนนางเก็บภาษีจากชาวบ้านอย่างมากมาย ทำให้ชาวบ้านพากันสิ้นเนื้อประดาตัว แม้แต่พวกยังบันเองก็ตกต่ำ เพราะจะมีแต่ขุนนางฝ่ายโนนนเท่านั้นที่รุ่งเรือง ชีวิตของยังบันกับชาวบ้านธรรมดาจึงไม่แตกต่างกัน ทำให้พวกขุนนางเริ่มจะไม่สามารถเลี้ยงดูทาสที่มีอยู่ ประกอบกับนโยบายเลิกทาสของพระเจ้าจองโจที่มีมาก่อนหน้า ทำให้ในพ.ศ. 2344 ราชสำนักปลดปล่อยทาสในวังออกมาทั้งหมด เพราะในวังไม่มีงานให้ทาสทำและไม่มีเงินเลี้ยงดู

โครงสร้างทางสังคมของโชซอนที่มีมาหลายร้อยปี จึงล่มสลายลงในสมัยพระเจ้าซุนโจ

พระปัยยิกาคิมสิ้นพระชนม์ไปในพ.ศ. 2349 มเหสีซุนวอนจึงก้าวขึ้นมามีอำนาจในการปกครองแทน ในพ.ศ. 2352 มเหสีซุนวอนก็ประสูติพระโอรส คือ องค์ชายรัชทายาทฮโยเมียง อภิเษกกับพระชายาจากตระกูลโจแห่งพุงยาง (มเหสีชินจอง)

ในพ.ศ. 2355 ยังบันตกอับที่ชื่อ ฮงเคียงแน ก่อกบฏในมณฑลเปียงอัน ยึดเมืองเปียงยางและเมืองสำคัญต่างๆ ปรากฏว่าชาวบ้านที่เดือดร้อนทั่งอาณาจักรพากันเข้าพวกฮงเคียงแน แต่กระนั้นทัพของทางการก็สามารถปราบกบฏได้ที่จองจู และสังหารฮงเคียงแนที่นั่น

แต่กบฏของฮงเคียงแนนั้นมีความสำคัญ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของกบฏชาวบ้านที่ไม่พอใจทางการ ที่จะยืดเยื้อไปถึงสมัยพระเจ้าโคจง ในพ.ศ. 2356 ชาวบ้านบนเกาะเชจูก็กบำ และพ.ศ. 2359 ภิกษุชื่อฮักซังก็ก่อกบฏ แม้กบฏทุกครั้งจะถูกปราบ แต่ก็แสดงให้เห็นว่าการปกครองสมัยปลายราชวงศ์โชซอนนั้นกดขี่เพียงใด[3]

ในพ.ศ. 2370 พระชายาตระกูลโจประสูติพระโอรส ได้รับแต่งตั้งเป็นวังเซซุน ในพ.ศ. 2373 องค์ชายรัชทายาทฮโยเมียงสิ้นพระชนม์ และพระเจ้าซุนโจก็สวรรคต เมื่อ พ.ศ. 2377 ขณะพระชนม์เพียง 44 พรรษา ทรงครองราชย์ได้ 34 ปี วังเซซุนจึงขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าฮอนจง พระราชมารดาของพระเจ้าฮอนจง คือ พระพันปีโจ จึงขึ้นมามีอำนาจแทนมเหสีซุนวอน ทำการแก้แค้นตระกูลคิมในเวลาต่อมา

พระนามเต็ม - สมเด็จพระราชา ซุนโจ ซองอัค ยอนด็อก ฮยอนโด คยองอิน ซุนฮุย เชซอง อุงมยอง ฮุมวัง ซ็อกคยอง คเยชอน แบกุก ยุงวอน ดนฮยู อึยแฮง โซยุน อึยฮวา จุนรยอล แดจุง จิจอง ฮงฮุน ชอลโม คอนซิ แทฮยอง ชางอุน ฮงกิ โกมยอง แบกฮู คังคอน ซูจอง คเยต็อง ซูรยอก คงยู บอมมุน อันมู จองรยอง คยองซองฮโย แห่งเกาหลี

พระบรมวงศานุวงศ์
    * พระราชบิดา: พระเจ้าจองโจ (정조)
    * พระราชมารดา: พระสนมซูกี จาก ตระกูลปาร์ค (수빈 박씨)
พระมเหสี
    * พระมเหสีซุนวอน จาก ตระกูลคิม (순원왕후 김씨)
พระสนม
    * พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลปาร์ค (숙의 박씨)
    * พระสนมซุกกี จาก ตระกูลซอ (สตรีที่ชั่วร้าย)
พระโอรส
    * องค์ชายฮโยเมียง เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระมเหสีซุนวอน จาก ตระกูลคิม
    * องค์ชาย(ไม่ทราบนาม) เป็นพระโอรสองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระมเหสีซุนวอน จาก ตระกูลคิม
พระธิดา
    * องค์หญิงเมียงอน เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระมเหสีซุนวอน จาก ตระกูลคิม
    * องค์หญิงพกอน เป็นพระธิดาองค์ที่สองที่ประสูติจาก พระมเหสีซุนวอน จาก ตระกูลคิม
    * องค์หญิงด็อกอน เป็นพระธิดาองค์ที่สามที่ประสูติจาก พระมเหสีซุนวอน จาก ตระกูลคิม
    * องค์หญิงยองอน เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลปาร์ค


พระเจ้าฮอนจง  (เกาหลี: 헌종, ฮันจา: 憲宗)(ค.ศ. 1827 - ค.ศ. 1849) มีพระนามเดิมว่าลีฮวาน เป็นกษัตริย์เกาหลีพระองค์ที่ 24

ลี ฮวาน ประสูติในพ.ศ. 2370 เป็นพระโอรสขององค์ชายรัชทายาทฮโยเมียง และพระชายาตระกูลโจแห่งพุงยาง องค์ชายรัชทายาทฮโยมยองเป็นพระโอรสของพระเจ้าซุนโจ ดังนั้นองค์ชายลีฮวางจึงเป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าซุนโจ ได้รับแต่งตั้งเป็น วังเซซุน (พระนัดดารัชทายาท) องค์ชายรัชทายาทฮโยมยองสิ้นพระชนม์ในพ.ศ. 2373 และเมื่อพระเจ้าซุนโจสิ้นพระชนม์ในพ.ศ. 2377 วังเซซุนก็ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าฮอนจง และแต่งตั้งพระราชบิดาเป็นกษัตริย์ คือ พระเจ้าอิกจง และพระราชมารดา เป็นมเหสีชินจอง

พระเจ้าฮอนจงขึ้นครองราชย์ตั้งแต่พระชนมายุ 8 พรรษา ดังนั้นจึงต้องมีผู้สำเร็จราขการแทน ก็คือ พระอัยยิกาคิม (พระมเหสีซุนวอน) มเหสีของพระเจ้าซุนโจ พระอัยกาของพระเจ้าฮอนจง ที่จริงแล้วพระเจ้าฮอนจงตลอดรัชสมัยทรงไม่เคยว่าราชการเลย อำนาจตกอยู่กับพระอัยยิกาคิมซึ่งต้องแย่งกันกับพระพันปีโจ พระราชมารดาของพระเจ้าฮอนจง

ในตอนแรกพระอัยยิกาคิมยังไม่ทรงตระหนักถึงความกระหายอำนาจของพระสุนิสาพระพันปีโจ พระบิดาของพระพันปีโจ คือ โจมันยอง (พระอัยกีของพระเจ้าฮอนจง) และพระปิตุลาของพระพันปีโจ คือ โจอินยอง ซึ่งได้เป็นอัครเสนาบดี ด้วยอิทธิพลของทั้งสองคน ทำให้ขุนนางตระกูลโจแห่งพุงยางเข้ามามีอำนาจสูสีกับตระกูลคิมแห่งอันดง พระอัยยิกาคิมก็ทรงไม่ประมาท ทรงอภิเษกธิดาของคิมโจกึน กับพระเจ้าฮอนจง เป็นมเหสีฮโยฮยอน

คริสต์ศาสนาที่ถูกกดขี่ไปในเหตุการณ์สังหารหมู่คริสตชนปีชินยูนั้น ไม่ได้ทำให้คริสต์ศาสนาในโชซอนเสื่อมหายไปแต่กลับทำให้คริสตชนในโชซอนได้รับ การช่วยเหลือจากมิชชันนารีจากจีนและยุโรปมากขึ้น โดยเฉพาะฝรั่งเศสที่ส่งมิชชันนารีมาเอง ว่าตระกูลคิมแห่งอันดงโหดร้ายแล้ว ตระกูลโจแห่งพุงยางนั้นโหดร้ายกว่า ตระกูลโจกล่าวหาตระกูลคิมว่า ใจดีกับพวกคริสต์มากเกินไป[1] ในพ.ศ. 2382 โจอินยอง อัครเสนาบดี ออกพระราชกำหนดกำจัดคริสตชนให้สิ้นซากในทุกมณฑล การสังหารหมู่คริสตชนปีคิลแฮ เป็นการนองเลือดครั้งใหญ่ รวมทั้งมิชชันนารีฝรั่งเศสก็ถูกสังหารด้วย

การสังหารหมู่คริสตชนมีคิลแฮทำให้ตระกูลโจขึ้นมามีอำนาจแทนตระกูลคิม เพราะตระกูลคิมถูกตีตราว่าโอนอ่อนกับคริสตชนมากเกินไปทำให้สถานการณ์ชาว คริสต์ยังยืดเยื้อ ตระกูลโจได้โอกาสขับขุนนางตระกูลคิมออกจากราชสำนักไปหมด และเมื่อมเหสีฮโยฮยอนสิ้นพระชนม์ในพ.ศ. 2386 โจอินยองก็จัดการให้พระเจ้าฮอนจงอภิเษกกับมเหสีฮโยจองจากตระกูลฮงแห่งพงซาน พันธมิตรของตระกูลโจ อำนาจตระกูลคิมเหมือนจะสูญสิ้นไป แต่ยังไม่ถึงเวลา เพราะยังมีพระอัยยิกาคิมอยู่

ในพ.ศ. 2390 ฝรั่งเศสนำทัพเรือมาปิดล้อมโชซอน ทางราชสำนักจึงส่งสารไปยังราชวงศ์ชิง ว่าให้ช่วยขับไล่พวกฝรั่งเศสออกไป แต่โชซอนสำคัญผิดไป เพราะราชวงศ์ชิงเองก็ไม่อยู่ในสถานะที่อาจจะขัดขวางชาวตะวันตกได้ ไม่นานทัพฝรั่งเศสก็ถอยกลับ

พ.ศ. 2392 พระเจ้าฮอนจงสวรรคต โดยไม่มีรัชทายาท ทำให้ราชวงศ์ที่สืบสายพระโลหิตมาตั้งแต่พระเจ้าจองโจสิ้นสุดลง

พระนามเต็ม สมเด็จพระราชา ฮอนจง จางซุก เชคอน คเยกุก จุงจอง ควางแด จิซอง ควางด็อก ฮงอุน จางฮวา คยุงมุน วิมุน มยองอิน ชอลฮโย แห่งเกาหลี

พระบรมวงศานุวงศ์
    * พระราชบิดา: องค์ชายฮโยเมียง (โอรสของพระเจ้าซุนโจกับพระมเหสีซุนวอน) (왕세자)
    * พระราชมารดา: พระพันปีซินจอง จาก ตระกูลโจ (신정왕후 조씨)
พระมเหสี
    * พระมเหสีฮโยฮยอน จาก ตระกูลคิม (효현왕후 김씨)
    * พระมเหสีเมียงฮอน จาก ตระกูลฮง (명헌왕후 홍씨)
พระสนม
    * พระสนมเกียงบิน จาก ตระกูลคิม (경빈 김씨)
    * พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลคิม (숙의 김씨)
พระธิดา
    * องค์หญิง(ไม่ทราบนาม) เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระมเหสีเมียงฮอนจาก ตระกูลฮง
    * องค์หญิง(ไม่ทราบนาม) เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลคิม




พระเจ้าชอลจง  (เกาหลี: 철종, ฮันจา: 哲宗)(พ.ศ. 2374 ถึง พ.ศ. 2406) กษัตริย์องค์ที่25 (ค.ศ. 1849 - ค.ศ. 1863) แห่งราชวงศ์โชซอน

ลี พยอน เกิดเมื่อพ.ศ. 2374 เป็นโอรสขององค์ชายจอนกเย ซึ่งเป็นพระโอรสขององค์ชายอึนนอน ดังนั้นลี พยอน จึงเป็นพระราชปนัดดาขององค์ชายรัชทายาทซาโด พระราชวงศ์ทางฝ่ายขององค์ชายอึนนอน ได้เข้ารีตถือคริสต์ศาสนา ทำให้องค์ชายอึนนอน และพระชายาถูกสำเร็จโทษในข้อหาข้องแวะคริสต์ศาสนาในพ.ศ. 2344 จากเหตุการณ์สังหารหมู่คริสตชนปีชินยู และอยู่ต่อมาแม่ของลีพยอน คือ พระชายายงซอง ก็ถูกสำเร็จโทษด้วยข้อหาเดียวกัน ทำให้ลีพยอน ต้องหลบหนีไปเกาะเชจู และเปลี่ยนชื่อเป็นลีวอนบอม

ต่อมาองค์ชายจอนกเยก็สิ้นพระชนม์ไปอีก เด็กกำพร้าลีวอนบอมต้องตรากตรำทำนาเลี้ยงชีพอยู่บนเกาะเชจู ชะตากรรมของลีวอนบอมนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะการแก่งแย่งอำนาจของตระกูลคิมแห่งอันดงทำให้สมาชิกพระราชวงศ์องค์อื่นๆ ตกอยู่ในสภาพตกต่ำเช่นกัน

ในพ.ศ. 2392 พระเจ้าฮอนจงสิ้นพระชนม์โดยไม่มีรัชทายาท พระอัยยิกาคิม มเหสีของพระเจ้าซุนโจ ทรงจะต้องเป็นผู้เลือกสรรกษัตริย์องค์ต่อไปตามธรรมเนียม ซึ่งการนี้ทำให้พระอัยยิกาคิมขื้นมามีอำนาจแทนตระกูลโจนำโดยพระพันปี พระอัยยิกาคิมทรงต้องการกษัตริย์หุ่นเชิดอีกพระองค์ จึงส่งขันทีไปเรียกตัวลีวอนบอม ซึ่งเป็นคนที่มีความใกล้ชิดทรงสายเลือดกับพระราชวงศ์ที่สุด มาจากเกาะเชจู ขันทีไปถึงเกาะเชจู ก็คำนับลีวอนบอมทั้งๆที่ลีวอนบอมกำลังทำนาอยู่อย่างนั้น และมีชีวิตที่แร้งแค้นยากลำบาก[1]

ในพ.ศ. 2393 ลีวอนบอมก็ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าชอลจง แต่กระนั้นด้วยความที่ต้องทรงหลบหนีไปเกาะเชจูแต่ยังพระเยาว์ ทำให้ทรงไม่มีโอกาสจะเรียนหนังสือเหมือนสมาชิกพระราชวงศ์องค์อื่นๆ ทรงอ่านคำปฏิญาณในพิธีขึ้นครองราชย์ของพระองค์ไม่ออก กล่าวได้ว่าทรงเป็นกษัตริย์เกาหลีพระองค์เดียวที่ทรงพระอักษรไม่ออก และกล่าวกันว่า ทรงมีพระจริยวัตรเหมือนชาวประมง และเสวยน้ำจันท์มามายนัก

แม้พระเจ้าชอลจลจะพระชนม์มายุ 18 พรรษาแล้ว แต่พระอัยยิกาคิมก็ยังคงยึดอำนาจเป็นผู้สำเร็จราชการแทน และจัดแจงให้พระเจ้าชอลจลอภิเษกกับมเหสีชอลอิน จากตระกูลคิมแห่งอันดง และทำการแก้แค้นตระกูลโจแห่งพุงยาง โดยการขับขุนนางตระกูลโจออกจากราชสำนักไปหมดสิ้น เหลือแต่พระพันปีโจโดดเดี่ยวเดียวดายในพระราชวัง

แต่เหตุการณ์ก็พลิกผัน เมื่อพระอัยยิกาคิมสิ้นพระชนม์ในพ.ศ. 2400 อำนาจของตระกูลคิมก็ต้องเสื่อมไปอีกครั้ง และเป็นโอกาสให้พระพันปีโจ ฟื้นฟูอำนาจของตระกูลโจขึ้นมาอีกครั้ง

ในพ.ศ. 2406 พระเจ้าชอลจงสวรรคตโดยยังไม่ทันจะทรงมีรัชทายาท กล่าวกันอีกว่าแม้จะทรงครองราชย์มา 13 ปี แต่พระเจ้าชอลจงก็ยังทรงมีพระจริยวัตรไม่สง่างามเหมือนชาวประมง และก็ยังทรงพระอักษรไม่ออกอยู่เหมือนเดิม ในพ.ศ. 2440 พระเจ้าโคจงสถาปนาพระองค์เองเป็นจักรพรรดิเกาหลี จึงทรงแต่งตั้งพระเจ้าชอลจงเป็น ฮ่องเต้ชัง (章皇帝)

พระนามเต็ม - สมเด็จพระราชา ชอลจง ฮุยยุน จองกุก ซูด็อก ซุนซอง ฮุมมยุง ควางโด ดนวอน ชางฮวา มุนฮยอน มูซอง ฮอนอิน ยองฮโย แห่งเกาหลี

พระราชวงศ์
    * พระราชบิดา: องค์ชายจองเย (โอรสขององค์ชายอึนนอนซึ่งเป็นโอรสขององค์ชายซาโดซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้ายองโจ)
    * พระราชมารดา: องค์หญิงยองซอง จาก ตระกูลยอม (용성부대부인 염씨)
พระมเหสี
    * พระมเหสีโชริน จาก ตระกูลคิม (철인왕후 김씨)
พระสนม
    * พระสนมควีอิน จาก ตระกูลปาร์ค (귀인 박씨)
    * พระสนมควีอิน จาก ตระกูลโจ (귀인 조씨)
    * พระสนมควีอิน จาก ตระกูลลี (귀인 이씨)
    * พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลพง (숙의 방씨)
    * พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลพอม (숙의 범씨)
    * คีแมซังกุง จาก ตระกูลลี (궁인 이씨)
    * คีแมซังกุง จาก ตระกูลคิม (궁인 김씨)
    * คีแมซังกุง จาก ตระกูลปาร์ค (궁인 박씨)
พระโอรส
    * องค์ชาย(ไม่ทราบนาม) เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมควีอิน จาก ตระกูลลี
พระธิดา
    * องค์หญิง(ไม่ทราบนาม) เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมควีอิน จาก ตระกูลลี
    * องค์หญิงยองฮเย เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระสนมซุกอึย จาก ตระกูลพอม



พระเจ้าโกจง หรือ สมเด็จพระจักรพรรดิโกจงแห่งจักรวรรดิเกาหลี (เกาหลี: 고종 광무제 , ฮันจา:高宗光武帝, อังกฤษ: Gojong of Korea) (25 กรกฎาคม พ.ศ. 2395–21 มกราคม พ.ศ. 2462) หรือที่รู้จักในอีกพระนามว่า สมเด็จพระจักรพรรดิควางมู (เกาหลี:광무제, 光武帝) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ลำดับที่ 26 แห่งราชอาณาจักรโชซอน และทรงเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์แรกแห่งจักรวรรดิเกาหลี

สมเด็จพระจักรพรรดิโกจงแห่งจักรวรรดิเกาหลี เป็นพระโอรสองค์ที่สองในเจ้าชายแทวอนฮึงซอน กับเจ้าหญิงโยฮุง ทรงมีพระนามเดิมว่า ลี มยองบอก (李命福 이명복 Yi Myeong-bok)

ปี พ.ศ. 2407 เมื่อพระเจ้าชอลจง พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 25 แห่งราชอาณาจักรโชซอนสรรคตโดยที่ยังมิได้แต่งตั้งรัชทายาทสืบราชบัลลังก์ เนื่องจากพระองค์ไม่มีพระราชโอรสสายพระโลหิตของพระองค์เอง ดังนั้น สิทธิในการสืบราชบัลลังก์จึงต้องตกเป็นของเชื้อพระวงศ์ลำดับถัดไป ซึ่งในช่วงเวลานั้นอำนาจในราชสำนักทั้งหมดตกอยู่ในสาย ตระกูลคิมแห่งเมืองอันดง เสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งตระกูลคิมนี้เป็นสายตระกูลเดิมของพระมเหสีโชริน (พระมเหสีของพระเจ้าชอลจง) เมื่อสิ้นรัชสมัย ขุนนางฝ่ายอื่นๆ โดยเฉพาะตระกูลโจ (ตระกูลของพระเจ้ายองโจ พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 20 แห่งราชอาณาจักรโชซอน) จึงได้พยายามริดรอนอำนาจของฝ่ายตระกูลคิมลง โดยได้ร่วมมือกับเชื้อพระวงศ์ในราชตระกูลลีพระองค์หนึ่งคือ องค์ชาย ลี แฮอุง จนสามารถแย่งชิงตราพระมหากษัตริย์มาไว้ในครอบครองได้ จึงถือสิทธิในการสรรหาผู้สืบราชบัลลังก์กษัตริย์เอง โดยฝ่ายตระกูลโจและองค์ชาย ลี แฮอุง ได้เลือกโอรสขององค์ชายลี แฮอุงขึ้นครองราชย์ โดยองค์ชายนี้มีพระนามว่า ลี เมียงบอค ซึ่งในขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง 12 พรรษา โดยมีองค์ชาย ลีแฮอุง เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เมื่อองค์ชาย ลี เมียงบอค ชึ้นสืบราชบัลลังก์เองได้แล้วจึงได้ทรงพระนามว่า พระเจ้าโกจง ส่วนองค์ชาย ลีแฮอุง ผู้เป็นพระบิดาเมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ก็จึงดำรงพระยศเป็นองค์ชายแดวอน

ประวัติศาสตร์ของเกาหลีในช่วงรัชสมัยของพระเจ้าโกจงนี้เอง เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของประเทศเกาหลี หลังจากที่ตระกูลโจขึ้นมามีอำนาจแทน ก็ได้ร่วมมือกับองค์ชายแดวอน ปฏิรูปกฎและระเบียบต่างๆ ภายในราชสำนักเสียใหม่และสิ่งที่แน่นอนก็คือการล้มล้างกลุ่มอำนาจเก่าของตระ กูลคิมแห่งเมืองอันดงที่เคยมีอย่างมากล้นในสมัยพระเจ้าชอลจงออก ไปทั้งหมดด้วย การคอรัปชั่นเบียดบังเงินหลวงที่ฝังรากลึกในราชสำนักมาอย่างยาวนาน จึงเป็นข้ออ้างสำคัญในการกำจัดกลุ่มอำนาจเก่าครั้งนี้ ซึ่งก็เป็นข้ออ้างที่ตรงใจประชาชนอย่างมาก ที่ประชาชนไม่พอใจต่อการกดขี่ข่มเหงของขุนนางซึ่งสะสมมายาวนาน และเป็นนิมิตหมายอันดีที่กลุ่มอำนาจใหม่จะซักฟอกระบบที่ไม่เป็นธรรมนี้เสีย

อย่างไรก็ตาม เมื่อกลุ่มอำนาจใหม่นี้ขึ้นมามีอำนาจโดยสมบูรณ์กลับไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ใดๆ เลย ในความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน กลุ่มอำนาจใหม่นี้กลับอาศัยช่องทางเบียดบังทรัพย์สินหนักขึ้นไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่พระเจ้าโกจงยังทรงพระเยาว์ และสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือการตั้งงบประมาณจำนวนมหาศาลสำหรับการ ปฏิรูประบบกองทัพและความมั่นคงของประเทศ ทั้งๆ ที่ไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใดอย่างเป็นรูปเป็นธรรม โดยข้ออ้างที่กลุ่มอำนาจใหม่ต้องการปฏิรูประบบกองทัพและยุทโธปกรณ์ให้เป็นไปตามยุคสมัยมากขึ้น จึงได้จัดการกับวิธีเก็บภาษีใหม่ และนำพระราชทรัพย์จากพระคลังมาใช้จ่าย แต่กลับเป็นการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยเพื่อให้เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ได้ อยู่อย่างหรูหราสุขสบายเท่านั้น ซึ่งจากจุดนี้เองที่เริ่มนำพาประเทศเกาหลีเข้าสู่กับดักของศัตรูที่กำลังคิดจู่โจม

เมื่อพระเจ้าโกจงทรงเจริญพระชนมพรรษาจนสามารถบริหารราชการแผ่นดินด้วยพระองค์เองได้แล้ว องค์ชายแดวอน จึงต้องลงจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ ในช่วงนี้พระมเหสีมิน จึงเข้ามาบริหารบ้านเมืองแทนซึ่งพระนางทรงงานได้ดี จนเหล่าขุนนางเริ่มไม่ไว้วางใจ พระนางทรงต่อต้านการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยในราชสำนักเพื่อให้ราชนิกุลและราชวงศ์ อยู่อย่างสุขสบายจนเป็นต้นเหตุแห่งการทุจริตให้ขุนนางยักยอกเงินหลวง ซึ่งเป็นสิ่งที่ขุนนางได้ปฏิบัติมายาวนานทุกยุคทุกสมัยจนเป็นเชื้อร้าย ในขณะนี้ราษฎรภายนอกอยู่อย่างอดอยาก ซึ่งพระราชวังเองก็กลายเป็นตัวอย่างให้กับคนภายนอกตามอย่างในการเบียดบังและ ฉ้อโกงเงินทองกันอย่างเป็นเอิกเกริก และทำให้เกิด ข้อพิพาทระหว่างมเหสีมินและองค์ชายแดวอน ขึ้นและเป็นสงครามการเมืองที่ยาวนานมากในประวัติศาสตร์เกาหลี

ภายหลังจากพระมเหสีมินสิ้นพระชนม์ด้วยการบุกลอบปลงพระชนม์โดยทหารของจักรวรรดิญี่ปุ่นในพระตำหนักของพระนาง พระเจ้าโกจง ทรงเศร้าโศกโทมนัสอย่างยิ่ง พระองค์ทรงลี้ภัยเข้าไปอยู่ในสถานทูตรัสเซีย และทรงเก็บตัวอยู่แต่ในห้องโดยไม่พบปะใคร ซึ่งจากนั้นเป็นต้นมาพระองค์ก็อยู่ความอารักขาของรัสเซีย ที่พยายามเข้ามามีบทบาทเพื่อคานอำนาจญี่ปุ่นที่นับวันจะเข้มแข็งมากขึ้น

เมื่อจักรวรรดิญี่ปุ่นมีชัยในสงครามกับจักรวรรดิจีนแล้วก็ได้ยึดดินแดนส่วนคาบสมุทรเหลียวตง หรือทางตอนเหนือของจักรวรรดิเกาหลี ทำให้ทางรัสเซียเริ่มหวาดระแวงในอำนาจของจักรวรรดิญี่ปุ่นว่าจะมาฮุบเอา เกาหลีไปได้ง่ายๆ ซึ่งจะทำให้อิทธิพลของรัสเซียยากเย็นมากขึ้น รัสเซียจึงต้องการช่วยเกาหลีโดยการรับรองความปลอดภัยของพระเจ้าโกจง และช่วยให้พระองค์กลับสู่พระราชวังโดยปลอดภัยเมื่อปี พ.ศ. 2440 และยังช่วยวางแผนให้พระองค์สถาปนา ราชอาณาจักรโชซอน เป็นจักรวรรดิเกาหลี โดยมีพระองค์เป็นจักรพรรดิพระองค์แรก ซึ่งพระองค์ทรงเรียกพระองค์เองว่า สมเด็จพระจักรพรรดิควางมูแห่งจักรวรรดิเกาหลี รวมทั้งสถาปนาพระอิสริยยศให้พระมเหสีผู้ล่วงลับ เป็น สมเด็จพระจักรพรรดินีเมียงซองแห่งจักรวรรดิเกาหลี อีกด้วย ทั้งนี้ เพื่อการจัดระเบียบของประเทศใหม่และเป็นเกมการเมืองที่รัสเซียทำขึ้นเพื่อ เป็นกำแพงต้านอำนาจจักรวรรดิญี่ปุ่น ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับจักรวรรดิญี่ปุ่นอย่างมาก

จนในที่สุดญี่ปุ่นก็แสดงความกระหายอำนาจที่จะยึดจักรวรรดิเกาหลีอย่างชัดเจนในปี พ.ศ. 2447 โดยการประกาศสงครามกับรัสเซีย หลังสงครามครั้งนี้ จักรวรรดิญี่ปุ่นเป็นฝ่ายชนะและได้ขับไล่รัสเซียไปจากจักรวรรดิเกาหลี และจักรวรรดิเกาหลีจึงต้องยอมมาเป็นประเทศในอารักขาจักรวรรดิญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2448 ด้วยเหตุนี้ สมเด็จพระจักรพรรดิควางมูแห่งจักรวรรดิเกาหลี จึงไม่สามารถทำอะไรได้เลย พระองค์ทรงถูกบีบคั้นในทุกด้าน จนในที่สุดองค์ชายแดวอนซึ่งเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับญี่ปุ่นขึ้นมามีอำนาจแทน เพื่อรวบอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ การบีบคั้นต่อพระองค์รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนพระองค์อาศัยเวทีประชุมสันติภาพโลกที่จัดขึ้นที่กรุงเฮกประเทศเนเธอร์แลนด์เป็น การประจานถึงสิ่งต่างๆ ที่จักรวรรดิญี่ปุ่นได้ทำไว้กับจักรวรรดิเกาหลีให้ชาวโลกได้รู้ และเมื่อข่าวแพร่ออกไป จักรวรรดิญี่ปุ่นถือเป็นเรื่องขายหน้ามาก จึงได้บีบบังคับให้สมเด็จพระจักรพรรดิควางมูสละราชบัลลังก์ แล้วให้โอรสของพระองค์ขึ้นครองราชย์แทนเป็น สมเด็จพระจักรพรรดิซุนจง หรือพระเจ้าซุนจง แต่พระเจ้าซุนจงก็เป็นเพียงสมเด็จพระจักรพรรดิในนามเท่านั้น ไม่มีพระราชอำนาจใดๆ เลย เพราะอำนาจต่างๆ ตกอยู่ในมือของผู้สำเร็จราชการชาวญี่ปุ่นและองค์ชายแทวอนคนทรยศไปจนหมดสิ้น การที่จักรวรรดิญี่ปุ่นให้ขึ้นครองราชย์ก็เพื่อเป็นหุ่นเชิดรอเวลาที่จะกลืน เกาหลีได้โดยสมบูรณ์เท่านั้นซึ่งก็เป็นเช่นนั้น

ในอีก 2 ปีต่อมาในปี พ.ศ. 2453 สมเด็จพระจักรพรรดิซุนจงแห่งจักรวรรดิเกาหลี (พระเจ้าซุนจง)ได้ต้องถูกถอดออกจากตำแหน่งและจักรวรรดิญี่ปุ่นก็ได้ล้มล้าง สถาบันจักรพรรดิของเกาหลีลงในปีเดียวกัน โดยผนวกเข้าเป็นมณฑลหนึ่งของญี่ปุ่นและควบคุมเชื้อสายราชวงศ์โชซอนทั้งหมดไป ไว้ที่ญี่ปุ่น เพื่อเป็นตัวประกันไม่ให้สามารถคืนสู่อำนาจได้อีก เกาหลีจึงปิดฉากยุคสมัยจักรวรรดิรวมทั้งยุคสมัยแห่งราชวงศ์อันยาวนานกว่า 2,000 ปี

พระบรมวงศานุวงศ์
    * พระราชบิดา: องค์ชายฮึงซอน (흥선대원군) (โอรสขององค์ชายนัมยองซึ่งเป็นโอรสบุญธรรมขององค์ชายอึนชินซึ่งเป็นโอรสขององค์ชายซาโดซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้ายองโจ)
    * พระราชมารดา: องค์หญิงโยฮุง จาก ตระกูลมิน (여흥부대부인 민씨)
พระราชินี
    * สมเด็จพระจักรพรรดินีเมียงซอง จาก ตระกูลมิน (명성황후 민씨)
พระชายา
    * เจ้าหญิงซุนฮอน จาก ตระกูลออม (귀비 엄씨)
    * พระชายาควีอิน1 จาก ตระกูลลี (영보당귀인 이씨)
    * พระชายาควีอิน จาก ตระกูลจาง (귀인 장씨)
    * พระชายาควีอิน 2 จาก ตระกูลลี (광화당귀인 이씨)
    * พระชายาควีอิน จาก ตระกูลจอง (보현당귀인 정씨)
    * พระชายาควีอิน จาก ตระกูลยาง (복녕당귀인 양씨)
    * พระชายาควีอิน 3 จาก ตระกูลลี (내안당귀인 이씨)
    * คิมซังกุง จาก ตระกูลคิม (삼축당상궁 김씨)
    * คิมซังกุง จาก ตระกูลคิม (정화당상궁 김씨)
    * ยอมซังกุง จาก ตระกูลยอม (상궁 염씨)
    * ซอซังกุง จาก ตระกูลซอ (상궁 서씨)
    * คิมซังกุง จาก ตระกูลคิม (상궁 김씨)
พระโอรส
    * องค์ชาย(ไม่ทราบนาม) เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก สมเด็จพระจักรพรรดินีเมียงซอง จาก ตระกูลมิน
    * องค์ชายลีชอก เป็นพระโอรสองค์ที่สองที่ประสูติจาก สมเด็จพระจักรพรรดินีเมียงซอง จาก ตระกูลมิน
    * องค์ชาย(ไม่ทราบนาม) เป็นพระโอรสองค์ที่สามที่ประสูติจาก สมเด็จพระจักรพรรดินีเมียงซอง จาก ตระกูลมิน
    * องค์ชาย(ไม่ทราบนาม) เป็นพระโอรสองค์ที่สี่ที่ประสูติจาก สมเด็จพระจักรพรรดินีเมียงซอง จาก ตระกูลมิน
    * องค์ชายอุยมิน เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก เจ้าหญิงซุนฮอน จาก ตระกูลออม
    * องค์ชายวานฮวา เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระชายาควีอิน 1 จาก ตระกูลลี
    * องค์ชายอึยฮวา เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระชายาควีอิน จาก ตระกูลจาง
    * องค์ชายลียอก เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระชายาควีอิน 2 จาก ตระกูลลี
    * องค์ชายลีวู เป็นพระโอรสองค์แรกที่ประสูติจาก พระชายาควีอิน จาก ตระกูลจอง
พระธิดา
    * องค์หญิง(ไม่ทราบนาม) เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก สมเด็จพระจักรพรรดินีเมียงซอง จาก ตระกูลมิน
    * องค์หญิง(ไม่ทราบนาม) เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระชายาควีอิน 1 จาก ตระกูลลี
    * องค์หญิงด็อกฮเย เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระชายาควีอิน จาก ตระกูลยาง
    * องค์หญิง(ไม่ทราบนาม) เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก พระชายาควีอิน 3 จาก ตระกูลลี
    * องค์หญิงลีมุนยอง เป็นพระธิดาองค์แรกที่ประสูติจาก ยอมซังกุง จาก ตระกูลยอม




Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
แถม-ลำดับราชวงศ์และอาณาจักรต่างๆของเกาหลีโบราณ ตอนที่ 14 : ราชวงศ์โชซอน ค.ศ.1392-ค.ศ.1897 , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 12467 , โพส : 4 , Rating : 37 / 8 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1

#4 : ความคิดเห็นที่ 10
ขอบคุณค่ะ     
PS.  คนที่ "ไม่สำคัญ" ต่อให้ย้ำสถานะทุกวัน เขาก็ "ไม่สนใจ" ไม่เหมือนคนที่อยู่ "ในใจ" ต่อให้ไม่มีสถานะใด ๆ เขาก็ยังให้ "ความสำคัญ"
Name : Atarashii Chan< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Atarashii Chan [ IP : 27.55.129.65 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 16 พฤษภาคม 2556 / 22:35

#3 : ความคิดเห็นที่ 9
เอามาจาก เว็บ อื่นดิ
Name : 212 [ IP : 125.26.87.238 ]
Email / Msn: -
วันที่: 17 พฤศจิกายน 2555 / 17:49


#2 : ความคิดเห็นที่ 8
 ขอบคุณ

Name : ใยฝ้ายข้าว< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ใยฝ้ายข้าว [ IP : 203.172.130.155 ]
Email / Msn: jutharat-2539-fly(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 12 พฤษภาคม 2555 / 16:17

#1 : ความคิดเห็นที่ 7
ยอดเยี่ยม!!! ยาวมากๆ จะอ่านให้จบค่ะ ขอบคุณที่แชร์เด้อ
Name : oueez< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ oueez [ IP : 125.26.79.229 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 24 สิงหาคม 2554 / 21:19

หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

"หนังสือสดใหม่ ประจำเดือน ตุลาคม 2557"

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android