สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

เพชรพระอุมา ภาคดาริกา (แฟนฟิค เพชรพระอุมา)

ตอนที่ 12 : ดาริกา เล่ม 2 ตอนที่ 12


     อัพเดท 12 ส.ค. 56
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/ผจญภัย
Tags: เพชรพระอุมา, รพินทร์ ไพรวัลย์, ดาริน, แงซาย, มรกตนคร
ผู้แต่ง : ไพร ภูวนาท ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ไพร ภูวนาท Email : kong19972009(แอท)hotmail.com
My.iD: http://my.dek-d.com/kanapakorn
< Review/Vote > Rating : 89% [ 10 mem(s) ]
This month views : 499 Overall : 26,135
148 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 110 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
เพชรพระอุมา ภาคดาริกา (แฟนฟิค เพชรพระอุมา) ตอนที่ 12 : ดาริกา เล่ม 2 ตอนที่ 12 , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 1610 , โพส : 4 , Rating : 202 / 46 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด



 

12



.....................................................................................

กล่าวถึงฝ่ายรพินทร์ ไพรวัลย์และดาริน ที่นำไปก่อน

แล้วนั้น ก็ได้เดินทางถึงยังหมู่บ้านห้วยเสือร้องอันเป็นจุดกมาย

ปลายทางของการเดินทางในวันนั้นโดยสวัสดิภาพ ในเวลาราว

สี่โมงเย็นของวันที่ 1 กันยายน อันเป็นวันก่อนวันที่ฝ่ายดาริกา

ผู้เป็นบุตรสาวและคณะของเชษฐา จะออกเดินทางมาพร้อมกับเชิดวุธนั่นเอง

            เมื่อจอมพรานและภรรยา รวมทั้งพรานพื้นเมืองคู่ใจทั้งสี่คนก้าวเข้าไปยังหมู่บ้านกะเหรี่ยง ห้วยเสือร้องนั้น...ก็เหมือนกับที่ตะเคียนทอง ลูกบ้านชาวป่าทั้งหลายทั้งพ่อแม่พี่น้องลูกเด็กเล็กแดงพากันเฮระโลกันเข้ามารุมล้อมในทันที มีนายบ้านเฒ่าซอกาเล่ผู้อายุอ่อนแก่กว่าโบเมียะผู้วายชนม์แห่งตะเคียนทองราวไม่เกินสิบปี วิ่งกระย่องกระแย่งนำหน้าเข้ามา

            “นาย! นายรพินทร์ นายหญิง!”

            รพินทร์พรานใหญ่ผู้มีนามกระเดื่องแก่ชาวบ้านป่าไปทั่วทุกสารทิศ อันเนื่องมาจากการแผ่ทั้งพระเดชและพระคุณดูแลพวกชาวป่าเหล่านั้นมาตลอดระยะเวลากว่าสามสิบปี ยกมือขึ้นโบกตอบนายบ้านเฒ่าซอกาเล่

            “นายมีธุระอะไร? มาๆ นาย ขึ้นบ้านก่อน”

            ตากะเหรี่ยงเฒ่าอายุไล่เลี่ยกับบุญคำ (แต่ก็ยังน้อยกว่ากันนัก) กรากเข้ามาจับแขนนายหญิงของแกไว้ข้างหนึ่ง ยิ้มเห็นเหงือกคล้ำและฟันที่หลุดหล่อนกร่อนไปแทบจะหมดแล้วเกือบครึ่งปาก ดารินหัวเราะ

            “ธุระด่วนน่ะ ซอกาเล่ เราจะพักอยู่ที่บ้านซอกาเล่นี่สักวันหนึ่งแล้วก็จะเดินต่อ”

            “จะไปไหนกันนาย?”

            ดารินยังไม่ตอบ หันไปหารพินทร์ เมื่อเห็นเขาไม่ว่ากระไร หล่อนก็ตอบกะเหรี่ยงเฒ่าหัวหน้าบ้านไปว่า

            “เราจะต้องขึ้นนรกดำ ไปมรกตนคร เพื่อนคนหนึ่งของเราที่นั่นเดือดร้อนมาก เราต้องขึ้นไปช่วยเหลือ”

            เท่านั้นเอง ราวกับฟ้าผ่าลงมาตรงหน้า ซอกาเล่และหมู่ลูกบ้านทั้งนั้นยืนตะลึงนิ่งอึ้งไปตามๆกัน เสียงเจี๊ยวจ๊าวทั้งหลายเงียบลงเป็นดุษณีภาพในพริบตา

            “นาย...”

            ซอกาเล่อุทาน หันไปหาจอมพรานรพินทร์

            “นายหญิงพูดจริงหรือ?”

            “จริง ซอกาเล่”

            “พวกบุญคำ จัน เกิด เส่ย ไปด้วยหรือเปล่า?”

            “แน่นอนสิวะ ซอกาเล่ ข้าก็ต้องไปกับนายด้วย เอ็งคิดว่าข้าจะไปนั่งกระดิกตีนรอนายกะนายหญิงกลับจากมรกตนครอยู่ที่ไหนกันล่ะวะ?”

            บุญคำพรานชรากระตุกมุมปาก แยกเขี้ยว ว่ามาดังฉะนั้น กะเหรี่ยงเฒ่าแห่งบ้านห้วยเสือร้องนิ่งอึ้งไปทันที

            “อย่าห่วงเราเลย ซอกาเล่ ถ้าจะว่าในด้านที่ซอกาเล่อาจหมายถึงว่าเราอาจไปไม่ถึงมรกตนคร และอาจตายด้วยภัยของป่าดำเบื้องหน้า เราเคยขึ้นมรกตนครมาแล้วสองครั้ง สำเร็จทั้งสองครั้ง ซอกาเล่และพวกเราทุกคนก็รู้ ป่าข้างหน้า เปิดสำหรับฉันและพรานใหญ่ รวมทั้งสี่คนของเรานี่ด้วย”

            ดารินเอ่ยมา ถึงแม้ว่าหล่อนเองจะไม่ใคร่แน่ใจในคำของหล่อนนี่มากเท่าไรก็ตาม

            “...แต่ก่อนหน้านั้นเราจะขอพักอยู่ที่บ้านซอกาเล่ ที่ห้วยเสือร้องนี่สักคืน หรืออาจอีกวันถ้ายังไงล่ะก็ แล้วเราก็จะออกเดินทางต่อไป”

            ขาดเสียงรพินทร์ ซอกาเล่เฒ่าก็ถอนหายใจเสียงดังเฮือก

            “ถ้านายกับนายหญิงแน่ใจอย่างนั้น ซอกาเล่ก็จะไม่ขัด และจะขออวยพรให้นายหญิงและนาย กับบุญคำ จัน เกิด เส่ย ทุกคน ไปมรกตนครอย่างปลอดภัย และช่วยเพื่อนของนายได้”

            “สาธุ ซอกาเล่ พวกเราขอรับพรจากลุง”

            เกิดยกมือไหว้ ยิ้มให้กะเหรี่ยงหัวหน้าบ้าน

            “เอาล่ะ พวกเราทุกคน ฉันจะขอพักอยู่ที่นี่สักคืน แต่ฉันจะไม่รบกวนบ้านใครทั้งสิ้น แม้แต่ซอกาเล่ จะขอวางปางพักอยู่ที่ลานบ้านนี่แหละ หวังว่าพวกเราคงไม่ขัดข้อง”

            พวกกะเหรี่ยงห้วยเสือร้องไม่มีใครว่าอะไรทั้งสิ้น รพินทร์พูดต่อมา

            “...และฉันมีข่าวจะแจ้งแก่พวกเราอย่างหนึ่ง เป็นข่าวของพวกทางตะเคียนทอง”

            “ข่าวอะไร นาย?”

            “โบเมียะ สหายเก่าของพวกเรา ที่ย้ายครัวกันลงไปอาศัยอยู่ที่ตะเคียนทองอีกครั้ง ตอนนี้ ตายเสียแล้วด้วยไข้ป่า นายหญิงรักษาแล้วแต่ไม่รอด ฉันเลยยกไอ้มูเลเป็นนายบ้านต่อไป”

            พวกนั้นพากันครางฮืออีกครั้ง เฒ่าซอกาเล่มีท่าทีตกใจ

            “โธ่ โบเมียะ...”

            “แต่โบเมียะก็ไปอย่างสบาย สบายที่สุด เพราะฉะนั้น พวกเราไม่ต้องเป็นห่วง...”

            แล้วชาวบ้านทุกคนก็เสวนาปราศรัยกับนายรพินทร์และนายหญิงดาริน ทั้งในเรื่องของนายบ้านโบเมียะ และเรื่องอื่นๆอยู่อีกครู่หนึ่ง แล้วก็พากันแยกย้ายกลับบ้านของตนเองไป ส่วนซอกาเล่และลูกชายยังคงยืนอยู่กับคณะเดินทาง

            “ซอกาเล่จะให้ไอ้ปงมันช่วยนายวางปางพักด้วย”

            กะเหรี่ยงเฒ่าว่า ตบบ่าลูกชายสามสี่ที

            “ไม่ต้องหรอก เราทำกันเองได้ เดี๋ยวเดียวก็เสร็จ”

            นายหญิงบอกมาอย่างปรานี แต่ก็ไม่ไล่สองคนนั่นไปไหน ขณะเดียวกันเมียเจ้าปง ลูกชายนายบ้านก็ชะเง้อคอลงมาจากเรือนบอกว่าจะทำกับข้าวให้ และจะยกแกงลงไปให้คณะทั้งหกคนกินเป็นมื้อเย็นด้วย ทั้งเกิด เส่ย จัน บุญคำ พากันโมทนาสาธุเป็นการใหญ่ เนื่องจากได้เนื้อเค็มกับเครื่องกระป๋องมาสองวันแล้วนับแต่ออกจากตะเคียนทอง

 

            ก่อไฟ หุงข้าว และจัดการขึงผ้าใบขึ้นกันน้ำค้าง เสร็จเรียบร้อยก็เป็นเวลาประมาณไม่เกินหกโมงเย็น ตะวันกำลังจะลับฟ้า และทุกคนก็กำลังนั่งกินข้าวกับแกงและเสบียงอันเป็นเนื้อแห้งจากตะเคียนทอง โดยมีซอกาเล่และลูกชาย รวมทั้งเมียของมันลงมานั่งล้อมวงกินกันด้วย เจ้าปงมีปืนแก๊ปกระบอกยาววางไว้ข้างตัว

            รพินทร์เคี้ยวข้าวตุ้ยๆไม่สนใจใครแม้สักคน ตักแกงจากจานพลาสติกซดกินกับข้าวอย่างมีท่าทางเอร็ดอร่อยยิ่ง ดารินกินไปพลางก็คุยเล่นกับเมียเจ้าปงและลูกชายซึ่งโตอายุได้ห้าหกขวบกว่า ส่วนบุญคำ เส่ย จัน เกิด ก็พูดคุยสนทนากับนายบ้านห้วยเสือร้องและลูกชาย ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบก็ได้รับทราบว่าอยู่กันดี ไม่มีอะไรรบกวน

            พรานใหญ่รู้สึกสังหรณ์ไม่ค่อยจะดีนักเกี่ยวกับการเดินทางเบื้องหน้าในวันรุ่งขึ้น รวมทั้งพรานพื้นเมืองทั้งสี่คน เพราะต่างคนต่างก็รู้สึกดีว่า เมฆฝนในเย็นวันนี้ มันครึ้มทะมึนไปหมด และความกดอากาศก็กำลังกดต่ำลงทุกที ไม่แน่ว่าอาจจะเกิดฝนห่าใหญ่ในเร็วๆนี้

            ยิ่งเย็นย่ำดึกเข้าลมก็ยิ่งพัดแรง ทุกคนกินข้าวเสร็จแล้วก็พากันเปลี่ยนไฟกองเล็กสำหรับหุงข้าวให้กลายเป็นไฟกองใหญ่ สุมไว้กลางลาน นายบ้านเฒ่าเงยหน้าดูท้องฟ้าแล้วทำจมูกฟุดฟิด ว่ามา

            “ซอกาเล่ว่าบรรยากาศมันไม่ค่อยดี ระวังฝนจะลงหนัก”

            “ฉันก็ว่าอย่างนั้น”

            รพินทร์เงยหน้าขึ้นดูแผ่นผ้าพลาสติกที่ขึงตึงกันน้ำค้างเหนือศีรษะเห็นกระพือพรึบๆตามแรงลม

            “นายขึ้นไปพักบนบ้านเหอะ ถ้ามันไม่ค่อยดีนัก”

            เจ้าปงซึ่งบัดนี้กำลังอุ้มส่งลูกชายให้เมียของมันเอากลับขึ้นบ้านบอกมาอีกคนหนึ่ง

            “เออน่ะ ถ้ายังไงฉันก็จะเก็บข้าวของแล่นขึ้นไปเองนั่นแหละ แต่ยังไงก็เชื่อว่าคงไม่ตกหนักตอนนี้ ดูๆไปน่าจะช่วงดึกๆหรือใกล้รุ่ง ถึงจะลงหนัก”

            “ถ้าอย่างนั้นก็แย่ละสิ รพินทร์ การเดินทางของเราพรุ่งนี้ล่ะคะ?”

            ดารินอุทานขึ้น หันมามองหน้าสามีผู้ร่วมเป็นร่วมตายกันมานาน

            “อาจต้องกรำฝน หรืออาจเลื่อนไปสายหน่อย ถ้าหากว่ามันตกมากๆ”

            แล้วพรานใหญ่ก็ไม่ว่าอะไรอีก หันไปจัดที่หลับที่นอนของตน โดยเอาหมอนเป็นเป้หลังตามเดิม ดาริน จัน เกิด บุญคำ และเส่ยหันมามองหน้ากันแวบหนึ่ง ก่อนที่ราชสกุลนักผจญภัยเลือดข้น จะหันไปหาตากะเหรี่ยงเฒ่า

            “ซอกาเล่ขึ้นบ้านเถอะ ไม่ต้องห่วง ลงถ้าพรานใหญ่เขาว่าอย่างนี้แล้วคงไม่กระไรนัก ยังไงเดี๋ยวฉันก็เผ่นขึ้นไปเอง”

            ดังนั้นทั้งพ่อและลูกชาย ซอกาเล่กับเจ้าปง จึงพากันลาขึ้นบ้านขึ้นเรือนของตนไป ปล่อยให้คณะเดินทางเล็กๆนั้นพักอยู่ยังลานบ้านนั้นโดยสงบ

            รพินทร์เอนกายลงนอนเป็นคนแรก ทำตาปรือๆ

            “นอนกันเถอะ พวกเรา พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า หรือม่าย ก็ต้องตื่นหนีฝน จะพักกันไม่พอ”

            ดารินคลี่ผ้าห่มแบล็งเกทออกมาเป็นผืนยาว แล้วจึงจัดการเรียกพรานคู่ใจทั้งสี่คนที่แยกกันนอนหันหัวออกกองไฟคนละด้าน ให้เข้ามานอนเรียงกันเป็นแถวหน้ากระดาน ถึงแม้จะถูกพวกนั้นคัดค้าน ผิดนักรพินทร์จึงเรียกเข้ามาเอง แล้วดาริน ก็ทอดผ้าห่มส่งไปให้เส่ย ซึ่งหล่อนเรียกมานอนข้างซ้าย โดยมีพรานใหญ่สามีขนาบขวา

            “เอ้า เส่ย ผ้าห่ม ห่มกันให้หมดทุกคนผืนเดียวนี่แหละ”

            เส่ยลากผ้าไปด้านโน้น ทอดต่อให้จัน ซึ่งทอดห่มต่อให้บุญคำ และเกิดที่ริมสุดแถวไปทางซ้ายโน้น ทุกคนเอาไรเฟิลประจำมือวางไว้ข้างขวาของตน หันปากกระบอกออกไปทางปลายเท้า โดยวางทับไว้บนผ้าห่มนั้นเพื่อจะได้หยิบเอาสะดวกดาย ไม่ต้องล้วงลอดใต้ผ้ากันอีก...แต่กระนั้นก็ไม่มีใครคิดว่าภัยอันใดมันจะเกิดขึ้น ภายในกลางหมู่บ้านห้วยเสือร้องเช่นนี้

 

            ทุกคนหลับกันอย่างสนิทสบายที่สุด จนกระทั่ง มันเป็นเวลาราวตีห้ากว่าๆ รพินทร์และคณะก็ต้องลุกพรวดพราดขึ้นมาเพราะอยู่ไม่อยู่ สายพระพิรุณก็ตกเทกระหน่ำซัดลงมาชนิดไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย และไม่ลืมหูลืมตา ทุกคนพากันช่วยกันหอบข้าวหอบของแล่นกระเจิงขึ้นบ้านของนายบ้านซอกาเล่ทันทีอย่างชุลมุน มีเจ้าปงวิ่งรอกช่วยคณะเดินทางขนของด้วย เปียกม่อลอกม่อแลกไปตามๆกัน ท่ามกลางแสงไฟฉายไดนาไลท์ของรพินทร์ที่สาดไปมาฝ่าสายฝนในการควบคุมบัญชาการงานขนของอันยุ่งเหยิง

            ดารินโกยขึ้นมาบนเรือนพร้อมกับกระเป๋าเป้หลังและหิ้วเอาล่วมเวชภัณฑ์มาด้วย ผมยุ่งเปียกกระเซิง ทำน้ำหยดเป็นทางราวกับไปโดดสระมาหยกๆ สะบัดศีรษะไล่น้ำแล้วก็หย่อนกายลงบนเสื่อตอกที่ซอกาเล่ปูไว้ให้กลางบ้าน รพินทร์ยังคงจัดการกับยุทธสัมภาระข้างนอกอยู่กับเจ้าปงและสี่พราน และบอกให้หล่อนขึ้นมาหลบฝนก่อน เพราะกลัวจะจับไข้เป็นหวัดเป็นอะไรไป

            ซอกาเล่เฒ่าส่งผ้าขนหนูผืนหนามาให้ โดยค้นเอาจากกระเป๋าของดารินตามคำสั่งของหล่อนเอง ดารินยกขึ้นเช็ดหัวหูที่เปียกกระเซิง น้ำหยดแหมะๆ มองออกไปที่ชานบ้านเห็นเจ้าปงกับเส่ยหิ้วสัมภาระเข้ามาโยนไว้ในบ้านอีกสองหูเป้ ก่อนที่จะแล่นโครมครามจนเรือนไหวลงไปอีก สักครู่ ทั้งพรานใหญ่ บุญคำ เส่ย จัน เกิด และเจ้าปง ก็พากันหิ้วข้าวของเข้ามาครบหมด

            “โธ่ ไอ้ฝนชิบโผงนี่ ตกไม่ดูเวล่ำเวลา คนเขากำลังนอนเสือกเทลงมาได้”

            ตาเฒ่าบุญคำบ่นพึม

            “อุตส่าห์จะเช้าแล้วเชียวนะ อีกนิดเดียวก็ได้เวลาตื่นพอดี”

            ดารินว่า ยกนาฬิกาเดินป่าของหล่อนที่ข้อมือขึ้นดู สะบัดๆเล็กน้อยเพื่อให้แห้ง มันเป็นเวลาตีห้าสี่สิบนาทีของเช้าวันใหม่ และพระอาทิตย์ก็กำลังจะขึ้น แต่ทว่า ด้วยบรรยากาศฉะนี้ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้เห็นแสงแดด ฟ้ามืดมัวครึ้มไปหมดด้วยพยับฝน และสายฝนที่กระหน่ำลงมาชนิดเทกระจาดไม่ลืมหูลืมตาราวกับพายุเข้า ทำให้บรรยากาศใกล้รุ่งนั้นมืดหม่นไป

            “ดูท่าจะพายุใหญ่ เราอาจต้องเลื่อนกำหนดการเดินทางไปสายอีกหน่อย”

            จอมพรานเอ่ยมาอย่างไม่ใคร่จะสบายใจ สายตาทอดมองออกไปนอกชาน มองออกไปเห็นฝนเทกระหน่ำอยู่ครืนโครม

            ดารินหาผ้าขนหนูอีกผืนหนึ่งได้ ก็ลุกขึ้นก้าวเข้าไปหารพินทร์และส่งให้ เขายิ้มหน่อยหนึ่งก่อนจะรับมาเช็ดหน้าตาหูหัวอันเปียกชื้น ขณะที่พวกพรานทั้งนั้นก็ยกเอาผ้าขาวม้าประจำตัวขึ้นมาเช็ดตัว

            “อะไรที่ไม่ควรจะเปียก เปียกไปบ้างหรือเปล่าเมื่อตะกี้ อย่างยา หรือกระสุนปืน?”

            “เปียกแค่ตัวกระเป๋าครับ เดี๋ยวก็แห้ง”

            ว่าแล้วรพินทร์ก็กวักมือเรียกบุญคำและสี่พรานที่เหลือ เข้าไปแก้ห่อสัมภาระทั้งนั้นออก แล้วก็เอาของแต่ละอย่างออกมาวางเรียงกันเป็นตับ เช็ดให้แห้ง ดารินเอา .22 รูเกอร์ ซิงเกิลซิกส์ที่หล่อนพกติดเป้มาด้วยขึ้นมาพิจารณา ก็ไม่เห็นว่าจะเปียกหรือขัดข้องไปอย่างไร ส่วนไรเฟิลทั้งหกกระบอกนั้นก็ยังอยู่ดี หีบเวชภัณฑ์ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เปียกแต่กระเป๋าอย่างรพินทร์ว่า

            แล้วทั้งหมดก็เอากระเป๋าเหล่านั้นไปคว่ำตากไว้กับไม้ไผ่ที่ปักไว้คว่ำหม้อของซอกาเล่ที่หลังครัว ก่อนจะมานั่งนอนกันอยู่ในเรือน

            รพินทร์บอกให้ดารินยกเอาเสื้อผ้าชุดใหม่ไปเปลี่ยนในห้องนอนเล็กๆของเจ้าปงซึ่งคั่นไว้ด้วยฝาเรือนไม้ไผ่ แยกจากโถงเรือนอย่างเป็นสัดส่วน ส่วนที่นอนของซอกาเล่นั้นอยู่อีกฟากหนึ่งของฟากเรือนเดียวกัน

            ฝนยังเทกระหน่ำอยู่เช่นนั้น และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ

 

            9.35 น. ฝนยังคงเท แต่ซาลงบ้างแล้ว หากมองออกไปนอกตัวเรือนก็พอจะเห็นอะไรชัดขึ้นมาบ้างแล้ว ผิดกับตอนแรกที่มองอะไรไม่เห็นสักอย่างเพราะม่านน้ำอันหนา กระนั้นก็ยังแรงเกินไปสำหรับคณะเดินทางที่จะออกเดินทาง

            รพินทร์อุ่นเครื่องกระป๋องด้วยเตาสามขาขนาดจิ๋ว และตั้งวงกินมื้อเช้ากับภรรยาและสี่พรานพื้นเมืองคู่ใจ รวมทั้งเฒ่าซอกาเล่และเจ้าปง เนื่องจากครั้นจะหุงข้าว ฟืนก็เปียกเสียหมดก่อไฟไม่ติดได้ จึงต้องนั่งล่อซุปกระป๋องกันอย่างนั้นทั้งบ้าน

            ราวๆสิบโมง ฝนอันซาลงนั้น ก็ปรากฏว่า กระหน่ำลงมาหนักอีก มองออกไปนอกเรือนก็เห็นว่าทั้งบ้านห้วยเสือร้องนั้นเจิ่งนองไปด้วยน้ำ ถึงแม้จะอยู่บนที่ดอน แต่ก็มีทางน้ำไหลออกทางเดียวคือลำห้วยข้างหมู่บ้านด้านตะวันออก เป็นที่หนักใจแก่ทุกคน

            “เอ นาย ท่ามันจะไม่ดีนะ”

            จันซึ่งออกไปสังเกตการณ์ว่ามา

            “รู้สึกเหมือนกับว่า มันจะลงหนักไปทั้งวันงั้นแหละ เราจะทำยังไงดี”

            “รอดูไปก่อน”

            รพินทร์บอกง่ายๆ เพราะก็ไม่รู้จะทำอย่างไรที่ดีไปกว่านี้ ดารินนั้น เนื่องจากไม่มีอะไรทำ หล่อนยึดเอามุมด้านหนึ่งของเรือนกะเหรี่ยง นอนพักสายตา และหลับไปในที่สุดโดยไม่รู้ตัว พวกพรานและรพินทร์ก็หันไปถามเอาจากกะเหรี่ยงเฒ่าและเจ้าปง ถึงเหตุการณ์ฝนกระหน่ำหนักแบบนี้ว่าเคยพบมาบ้างหรือไม่ ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่มากว่าหกสิบปีของแก

            “ไม่รู้สินาย รู้สึกจะมีหนหนึ่งกระมั้ง ตอนนั้นซอกาเล่ยังเป็นหนุ่มๆอยู่เลย แต่มันก็ไม่ตกนานนักหรอก วันเดียวก็หมดฟ้า”

            ทั้งห้าคนสบตากัน นี่มิหมายความว่า มันอาจจะตกหนักไปทั้งวัน จนทำให้ทั้งคณะออกเดินทางไปไม่ได้กระนั้นหรือ?

 

            าวๆอีกชั่วโมงกว่า ที่นั่งจ๋องกันอยู่นั้น ฝนก็ซาลงอีก แต่จันซึ่งออกไปสังเกตการณ์บอกว่า มันยังคงหนักแรงอยู่ และบัดนี้ภายในเรือนกะเหรี่ยงมุงตับแฝกนั้นก็เกิดปัญหาเสียแล้ว คือน้ำหยดย้อยลงมาตามจุดต่างๆ ต้องหากระป๋องรองกันพล่าน เนื่องจากบางจุดมันก็ไม่ใช่อาการ หยดทีละหยด ทีละหยดไป แต่ไหลโจกลงมาทีเดียว

            หลังแก้ปัญหาน้ำหยดย้อยจากหลังคาพอไปได้รอด รพินทร์ก็ลงทรุดกายนั่ง แล้วก็กลายเป็นเหยียดยาวไปกับพื้นอยู่ข้างๆภรรยายอดดวงใจ เช่นเดียวกับสี่พรานที่ต่างหามุมสบายเอนหลังนอน เพราะต่างก็ไม่มีอะไรทำ นอนฟังเสียงฝนข้างนอกไปอย่างนั้น แล้วก็พากันหลับไปเองด้วยความเพลีย

            แม้ว่าจะได้พักผ่อนมาเต็มที่ตั้งแต่เมื่อคืนจนกระทั่งถึงช่วงใกล้รุ่งนี้ แต่จอมพรานกลับรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนอย่างบอกไม่ถูก อาจเป็นเสียงฝนที่ชวนให้ง่วงและบรรยากาศอันเย็นสบาย รพินทร์หลับตาลง หรุบหมวกปีกครอบใบหน้า ฟังเสียงเฒ่าซอกาเล่กับเจ้าปงคุยกันเบาๆ แล้วโดยไม่รู้ตัว พรานใหญ่ก็เข้าสู่ห้วงนิทรา

            เขาฝัน...ฝันอะไรไปสะระตะนับไม่ถูกได้ และไม่ค่อยปะติดปะต่อกันเป็นเรื่องราวเดียวกันนัก แต่แล้ว เวลาเท่าไหร่ไม่รู้ได้ เขาก็รู้สึกเหมือนมีอะไรเข้ามากวนในภวังค์จิต และทำให้อาการหลับฝันนั้นคลายกลายเป็นอาการสลึมสลือ ครึ่งหลับครึ่งตื่น แต่ว่ายังไม่ลืมตา ทันใดนั้นเอง ท่ามกลางความมืดมิดของครรลองสายตาที่ปิดสนิทนั้น ปรากฏแสงเจิดจ้าแจ่มจรัส วูบวาบขึ้นกลางความมืด พุ่งเป็นเกลียวดิ่งขึ้นมา แล้วก็ม้วนตัวขึ้นกลายเป็นอะไรอย่างหนึ่งที่มีลักษณาการคล้ายมนุษย์!!

            รพินทร์รู้สึกแข็งชาดิกไปทั้งตัว เหมือนกับอาการที่เรียกว่า ผีอำกระดุกกระดิกแขนขาไม่ได้ทั้งสิ้น แม้กระทั่งจะเปิดเปลือกตา ก็ลืมไม่ขึ้น จะอ้าปาก พูดก็พูดไม่ออก แต่สติสัมปชัญญะนั้นแน่นอนที่สุดว่าคืนตัวมาเต็มที่แล้ว

            เห็นด้วยสายตา (หรือมิฉะนั้นก็ในจิตสำนึก) ว่าตรงหน้านั่น คือเกลียวไฟที่พุ่งขึ้นมา รวมตัวกันเข้าเป็นเนื้อเดียว และจากเงารางๆที่พอมองเห็นได้ว่าเป็นคน บัดนี้ มันแจ่มชัดขึ้นทีละน้อย เห็นได้ว่าเป็นผู้หญิงผมยาว แต่ผูกมุ่นตลบขึ้นไปเป็นทรง รูปทรงองค์เอวอรชรอ้อนแอ้นพิไลลักษณ์ สวมใส่ภัสตราภรณ์ภูษาสีแดงเพลิง

            แล้วก็ชัดขึ้นจนกระทั่งเห็นทุกส่วนสัด นงลักษณ์โสภาเหยียบสามโลก ผิวกายสีหม้อใหม่ แย้มเยือนให้กับเขาอย่างอ่อนหวานไมตรี แต่ก็แฝงด้วยเลศนัยเดาไม่ถูกได้ ประกายตาคมปลาบจับจ้องมาที่เขา ใบหน้าเรือนร่างสมส่วนงามงดไปทุกส่วนสัด หาไฝฝ้าราคีไม่มีพบ อาภรณ์สีแดงเพลิงเจิดจรัสแจ่มจ้า และเครื่องประดับอันประกอบด้วยตาบทิพย์ ทองกร ปิ่นระย้า สังวาลเพชรเก็จแก้วหลากประการส่งประกายระยิบระยับ และเหนือสิ่งอื่นใด เหนือศีรษะของนาง มีรัดเกล้าหรือมิฉะนั้นก็มงกุฎเพชรสวมประดับอยู่

            มงกุฎนาคราชไขว้เศียร!!

            “อย่าตกใจ เราเอง นาคเทวี...!!”

            “ท่าน!”

            รพินทร์รวบรวมกำลังทั้งหมดพยายามจะลุกขึ้นนั่ง หรือเปิดเปลือกตาขึ้น แต่ก็ไม่เกิดผลอันใดขึ้นนอกจากรู้สึกว่าถูกตรึงอยู่กับพื้น ขยับไม่ได้อยู่เช่นเดิม

            นางผู้งามเหยียบสามภพ สรวลน้อยๆ

            “รพินทร์ คุณนี่ช่างดื้อด้านเสียเหลือเกินนะ ก็รู้อยู่ว่าอาคมของนาคราชบทนี้นั้นหากลงสะกดใครแล้วก็เป็นหมดเปลืองแรงเปล่า ที่จะขยับเขยื้อนไปไหนได้...และที่แน่ๆ ฉันจะยังไม่ปล่อยให้คุณขยับหรอก”

            ราชธิดาเมืองบาดาลเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เอ่ยกับเขา และส่ายหน้าน้อยๆ พักตร์อิ่มเอิบยังคงสรวลแย้มออยู่เช่นนั้น

            “คุณสะกดผมไว้ทำไม?”

            พรานใหญ่ถามไปเช่นนั้นโดยทางจิต

            “ฉันไม่ทำอะไรคุณหรอกน่ะ แต่อย่าลืมว่า ขณะนี้กายหยาบของคุณยังนอนหลับอยู่ ถ้าพรานของคุณเห็นคุณลุกขึ้นมานั่งพูดคนเดียวฉอดๆ ก็ไม่แน่ว่าตาพรานเฒ่ามือขวาของคุณจะโอมอ่านคาถา จับยาสมุนไพรกรอกปากเข้าบ้าง”

            สรวลน้อยๆ แล้วก็ยื่นหัตถ์ออกมาเบื้องหน้า

            “มา รพินทร์ เอาดวงจิตลุกขึ้นมาคุยกันดีกว่า อย่าฝืนลุกขึ้นมาด้วยกายหยาบอยู่เลย”

            นางกวักมือเพียงครั้งเดียวเท่านั้น รพินทร์ก็รู้สึกว่าร่างกลับเบาหวิว หลุดจากพันธนาการทั้งปวง และบัดนี้ เขากำลังนอนลืมตามองสตรีจากบาดาลภพ รพินทร์ลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิ ยกมือขึ้นลูบเนื้อลูบตัว แล้วก็เงยหน้าขึ้นมองธิดานาคราชอีกครั้ง

            “คุณมีธุระอะไรกับผม นาคเทวี แล้วจะมาดีๆไม่ได้หรืออย่างไร?”

            “อ๋อ ธุระมีแน่ แต่ข้อที่ว่าจะมาดีๆไม่ได้หรือ ต้องบอกว่า มันขึ้นอยู่กับเจตนาของฉันด้วย”

            “ก็แล้วคุณมีเจตนาอะไรกับผม?”

            “ฉันก็มาทวงสัญญาของฉันน่ะสิ!”

            พรานใหญ่เอียงคออย่างฉงน

            “สัญญาอะไรกัน?”

            “อ้อ นี่คุณไม่รู้หรือว่าแกล้งไม่รู้ คุณลืมหรือว่าไม่สนใจ หือ พ่อพรานใหญ่ผู้รักษาสัจจะเยี่ยงชีวิต!”

            สำเนียงวาจาของนางแข็งขึ้นมาบ้าง พลางก็จับสายตามองหน้าพรานใหญ่อย่างกรุ่นๆในอารมณ์ ครั้นรพินทร์นิ่งเงียบ ก็เอ่ยมาอีก

            “คุณเคยสัญญากับฉันไว้เมื่อคราวที่ฉันขอ ไม่ให้คุณกระทำกรรมเวร ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตใครหรือสัตว์ที่ไหนอีก จำไม่ได้หรือไร?”

            พรานใหญ่ก้มหน้า

            “ใช่ ผมจำได้”

            “แล้วปฏิบัติตามนั้นหรือเปล่าล่ะ?!”

            “ผมพยายามรักษาสัจจะในข้อนี้ไว้ด้วยชีวิต แต่ถึงกระนั้นมันก็จำเป็นที่จะต้องละเว้นไปในช่วงนี้ ถ้าผมถือสัจจะข้อนี้ไว้ตั้งแต่นี้ไปจนถึงอนาคตเบื้องหน้าที่ยังมองไม่เห็น ถ้าไม่ผม ก็ใครคนหนึ่งในคณะของผมที่อาจจะต้องจบชีวิตลง”

            “อ้อ จะอ้างว่าจำเป็นกระนั้นรึ?”

            “ไม่ได้อ้าง แต่เป็นความจริง”

            นาคเทวี แค่นสำเนียง หึในลำคอ

            “หนทางเบื้องหน้ามันทุรกันดารนัก รพินทร์ ที่สำคัญคือเต็มไปด้วยสรรพภัยในป่าไม่ว่าจะเป็นภัยจากธรรมชาติหรือว่าสัตว์ร้าย ซึ่งคุณก็รู้ดี ว่าอย่างไรเสียก็คงจะต้องประจัญกับมัน และอาจจะต้องฆ่ามันเสียด้วยน้ำมือของคุณเอง ดังเช่นที่ผ่านมาแล้วในระยะจากบ้านของคุณมาจนถึงจุดนี้ กี่ตัวล่ะ สำหรับหมาในฝูงนั้นที่คุณปลิดชีวิตมันลง หรือแม้ว่าไม่ใช่คุณที่เป็นคนฆ่า ก็พวกพรานของคุณ หรือแม้กระทั่งดาริน!”

            “คุณก็รู้ว่ามันจำเป็น”

            “คุณมีทางเลือก...ทางเลือกที่จะไม่ฆ่า ทางเลือกที่จะหลีกเลี่ยงพวกมัน แต่คุณก็ไม่ทำ!”

            “อ้อ ผมมีทางเลือกอย่างนั้นหรือ ไอ้หมาในฝูงนั้นมันกระจายเต็มพื้นที่ไปหมดจนไม่อาจหลีกเลี่ยง และการปะทะกับมันครั้งนั้นก็เกิดขึ้นทั้งๆที่ผมหลีกมันแล้ว...แต่มันไม่หลีกผม”

            รพินทร์เอ่ยขึ้นอย่างไม่สบายใจ

            “ก็แล้วทำไมคุณไม่หันหลังกลับไปเสียล่ะ กลับไปที่หนองน้ำแห้ง หมู่บ้าน บ้านของคุณ คุณจะได้ใช้ชีวิตอยู่กับยอดดวงใจของคุณ และลูก อย่างมีความสุข เหมือนปกติ ทำไมคุณจะต้องมาเดินป่าร่อนเร่อยู่แบบนี้ ที่นั่น จะไม่มีสัตว์ตัวไหนเข้าไปยุ่มย่ามนอกจากนานๆครั้งเท่านั้น และที่ผ่านมาคุณก็ทำได้ดีนี่ ไล่มันไปให้พ้น ก็จบเรื่อง ไม่จำเป็นต้องฆ่าแกงกัน...รู้ไหม รพินทร์ ว่าฉันหวังดีกับคุณ ไม่อยากให้คุณสร้างเวรสร้างกรรมไปมากกว่านี้อีกแล้ว สัตว์ตัวใดก็ตามที่คุณปลิดชีวิตมันลงไปในการเดินทางที่ผ่านมานี้ มันไม่ได้มีเวรมีกรรมกับคุณกันมาก่อนหรอกนะ คุณหาเรื่องเดินเข้ามาหามันเอง!”

            รพินทร์ ไพรวัลย์ ถอนใจเฮือก

            “แต่ผมกลับไม่ได้”

            “ทำไมจะกลับไม่ได้ล่ะ?”

            “เพราะผมจะต้องไปช่วยเหลือ...”

            “ลืมจักราชเสียเถอะ รพินทร์ เขาก็มีกรรมเก่าของเขาที่ยังใช้ไม่หมดเช่นกัน จักราชและวาชิกานั้นไม่ได้เพียงแค่มาประกอบกรรมกันในชาติภพนี้เท่านั้น แต่เขาเคยทำเวรทำกรรมกันมานานแล้วในชาติภพก่อนหน้าขึ้นไป จักราชจะต้องมาชดใช้กรรมที่เขาทำกับวาชิกาในชาตินี้และชาติก่อนให้หมดสิ้น แล้วหลังจากนั้นก็หมดเรื่อง แยกทางกันไป ชาติหน้าก็ไม่ได้มาเจอกันอีกแล้ว”

            “แต่วาชิกาก็ทำกรรมกับจักราชก่อนในชาตินี้ นางพรากพ่อแม่ของเขาและเกือบจะฆ่าเขาอยู่แล้ว คุณคิดว่ามันผิดหรือที่จักราชเอานางลงมาเผาไฟเสียให้มอดไหม้ กรรมก็ต้องสนองกรรมไม่ใช่หรือ? เป็นคุณจะเอาวาชิกาไว้ไหมล่ะ?”

            สตรีจากบาดาลภพส่ายพักตร์น้อยๆ

            “รพินทร์เอ๊ย คุณน่ะยังไม่เข้าใจหรอกจนกว่าจะรู้เรื่องอย่างแจ่มแจ้ง ซึ่งฉันก็บอกคุณไม่ได้ เรื่องของห่วงโซ่กรรมมันเข้าใจยากนักสำหรับกิเลศชนคนธรรมดา บางครั้งมันก็เชื่อมร้อยกันเป็นปมที่แกะยากแสนยาก เอาว่าจักราชก็มีกรรมของเขา ซึ่งเขาจะต้องชดใช้เอง ถ้าคุณเข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้ คุณก็ติดบ่วงกรรมไปด้วยอีกคน ต้องไปใช้กรรมกันในชาติหน้าอีก”

            “ผมไม่สนว่าจะชาตินี้หรือว่าชาติไหน จักราชเป็นน้องชายผมซึ่งผมรักมาก และถ้าหากเขาเป็นอะไรไปผมก็จะไม่ยอมให้คนที่ฆ่าหรือทำร้ายเขาต้องลอยนวล”

            “นี่แหละที่เขาเรียกว่าหินหักหินล่ะ ถ้าคุณยังไม่เลิกจองเวรจองกรรม คุณก็ไม่มีทางที่จะหลุดพ้นจากบ่วงนี้หรอก แต่ถ้าคุณอโหสิ เชื่อสิว่าทุกอย่างก็จะไปได้ดี จบกันแค่นี้ จะไม่มีการล้างแค้นกัน หรือว่าจองเวรกันไปถึงชาติหน้า”

            “แล้วมันจะเกี่ยวอะไรกับคุณถ้าหากว่าผมมีกรรมกับวาชิกาและพวกไพลินทจักรนครไปในชาติภพหน้า?”

            “ฉันก็แค่จะมาเตือนคุณ! คุณไม่เข้าใจถึงความหวังดีของฉันเลยก็แล้วไป แต่ก็อย่างที่ฉันเคยบอกคุณน่ะแหละ ว่าชาติภพหน้า คุณกับฉันอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย แต่ในชาติภพต่อไปจากนั้น คุณจะต้องมาใช้กรรมกับฉัน เราจะต้องเกี่ยวดองข้องกันอย่างแน่นอนที่สุด”

            นาคเทวี ทรุดวรกายลงคุกเข่าตรงหน้ารพินทร์ แย้มโอษฐ์น้อยๆ

            “...ฉันก็แค่ไม่อยากลำบากภายหลัง แค่นั้นแหละ”

            “หมายความว่ายังไงกัน?”

            “ฉันบอกคุณไม่ได้ แต่จำไว้ รพินทร์ ฉันเป็นคนหนึ่งที่ห่วงคุณและน้อยไม่มากไปกว่าพี่ชายทั้งสองของน้อย อันเป็นพี่เขยของคุณ และเพื่อนตายของคุณทั้งสองคนนั่นหรอก”

            “คุณหมายถึง คุณไชยยันต์กับเมย์?”

            นางพยักเศียร ถอนใจ

            “ฉันรู้ว่าฉันคงขอให้คุณเลิกฆ่าสัตว์ตัดชีวิตในหนทางข้างหน้าหรือห้ามคุณไม่ให้เดินทางต่อไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ฉันจะขอให้คุณ ฆ่าให้น้อยที่สุดเท่านั้นก็พอ และขอจงละเว้นชีวิตของงูและสัตว์เขี้ยวพิษทุกชนิดให้แก่ฉันด้วย”

            “ผมสัญญา”

            แล้วนางก็พยุงกายลุกขึ้นยืนสง่าอีกครั้ง

            “เอาล่ะ ดีมาก ฉันหวังว่าสัญญาครั้งที่สองนี้จะไม่สูญเปล่าหรือถูกลืม ฆ่าให้น้อยที่สุด พรานรพินทร์ น้อยเท่าที่จะน้อยได้ และระวัง! ผลจากการไม่รักษาสัจจะของคุณในครั้งแรก ตบะฌานอันใดก็ตามที่คุณสั่งสมมาแต่เก่าก่อน มันอาจจะเสื่อมสลายหายไป วิชาใดที่ได้มาจากครูบาอาจารย์ของคุณ มันอาจจะย้อนกลับไปหาอาจารย์ของคุณหมดก็ได้”

            รพินทร์สะดุ้ง นาคเทวีแย้มสรวล

            “...และฝากบอกน้อยด้วยว่า คราวหลังลุกขึ้นมาคุยกันก็ได้ ไม่ต้องนอนแอบฟังอยู่เช่นนั้น จะจับผิดสามีว่าจะนอกใจหรืออย่างไร?”

            “รับด้วยเกล้าเพคะ!!”

            เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างกายรพินทร์ ซึ่งหันไปมองอย่างตะลึง ร่างของดารินภรรยาสุดที่รัก อันนอนหงายเหยียดอยู่ข้างกายปรากฏให้เห็นในครรลองจักษุท่ามกลางความมืดของโลกจิตที่เขาและธิดานาคราชสนทนากันด้วย! ดารินยกปีกหมวกอันครอบหรุบไว้นั้นขึ้น ยิ้มน้อยๆ มือยกขึ้นพนม

            “ขอแสดงคารวการมายังนาคเทวี ราชธิดานาคราชด้วยเพคะ”

            “ดีมาก ขอบคุณ น้อย สำหรับการคารวะของเธอ และหวังว่าถ้าคราวหน้าเรามีโอกาสได้พบกันอีก เธอจะมีมารยาทที่ดีกว่านี้”

            สองสตรียิ้มให้แก่กันท่ามกลางความตื่นงงของพรานใหญ่

            “หม่อมฉันจะไม่ถือวิสาสะแอบฟังอีกแล้วเพคะ แต่จะลุกขึ้นมาร่วมสนทนาด้วย”

            “ดีละ ถ้าอย่างนั้นฉันจะไปเสียที รพินทร์ น้อย...”

            ว่าจบแล้ว ร่างอันงามงดนั้น ก็กลายเป็นเกลียวไฟสว่างจ้าอีกครั้ง แล้วก็วูบหายไปในความมืดมิด กลายเป็นความมืดสนิทอนธกาลเช่นเดิม

 

            รพินทร์รู้สึกว่ากายหยาบของเขารวมเข้ากับดวงจิตอีกครั้ง และสิ่งที่พันธนาการเขาจนขยับเขยื้อนไม่ได้เมื่อสักครู่นี้จางหายไปแล้ว พรานใหญ่ลืมตาตื่นขึ้น และขยับแขนขา ลุกขึ้นมานั่ง กะพริบตาปริบๆ หันไปมองข้างกาย ก็เห็นว่าดารินดึงตัวเองขึ้นมานั่งเช่นกัน

            “ตะกี้น้อยก็ฟังอยู่หรือ?”

            “ค่ะ รู้สึกว่านาคเทวีจะดึงน้อยเข้าไปในโลกที่เขากับคุณคุยกันอยู่ด้วย”

            รพินทร์เลิกคิ้ว

            “แล้วทำไมไม่แสดงตัวขึ้นมาว่า น้อยเองก็รับรู้อยู่ด้วยเหมือนกัน?”

            “น้อยคิดว่าอย่างไรเสียนาคเทวีก็ต้องรู้ว่าน้อยฟังอยู่ เพราะก็น่าจะเป็นเขาเองที่ดึงน้อยเข้าไปร่วมวงด้วย มิฉะนั้น น้อยก็คงไม่หลุดเข้าไปร่วมในโลกนั้นได้แน่ๆ และการที่เขาดึงเอาน้อยเข้าไปด้วย ก็อาจจะเพื่อเป็นพยานในการสาบานสัญญาครั้งที่สองของคุณก็ได้”

            รพินทร์หัวเราะ

            “ผู้หญิงนี่นะ”

            “ทำไมคะ?”

            “รู้เท่าทันกันเสมอ!”

            “ก็พอๆกับผู้ชายเขารู้ใจกันนั่นล่ะค่ะ ว่าแต่ ถามจริงๆ คุณเคยไปสัญญากับเธอว่าจะไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอีกต่อไป แล้วคุณมาผิดสัจจะอย่างนี้ ไม่เคยกลัวว่า เธอ จะมาหักคอบ้างหรือคะ?”

            รพินทร์ถอนใจเฮือก

            “ไม่กลัวหรอกครับ แต่กลัวในข้อที่สัจจะบารมีที่อุตส่าห์สั่งสมมาจะเสียมากกว่า แต่มันก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเรา ไม่อย่างนั้นเราจะเดินทางต่อไปได้อย่างไร และอีกอย่าง มันแล้วไปแล้ว ช่วยอะไรไม่ได้ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าน้อยตะกี้ก็บ่งบอกดีแล้วว่า เธอก็รับรู้ในความจำเป็นของเราเหมือนกัน...ว่าแต่ นั่นกี่โมงแล้วครับ?”

            หล่อนยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู ก็เห็นว่าเป็นเวลากว่า 14.00 น.เข้าไปแล้ว

            “ตายละ เราหลับยาวขนาดนี้ทีเดียวหรือ”

            รพินทร์ลุกขึ้นยืน และก้าวสวบๆออกไปทางประตูเรือน แรงเดินของเขาทำให้พรานทั้งสี่คนและเฒ่าซอกาเล่กับลูกชายรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา และพากันลุกขึ้นมานั่งงัวเงีย

            “ฝนหยุดแล้วครับ หยุดสนิททีเดียว!”

            เสียงเขาตะโกนมาจากชานเรือน ทำให้ทุกคนที่เพิ่งตื่นพากันวิ่งเรือนไหวเฮือกๆออกไปดู แน่แท้แล้ว ฟ้าทั้งฟ้าอันเคยชุ่มไปด้วยน้ำ บัดนี้ ใสแจ๋วเห็นฟ้าครามไปกว่าครึ่งค่อนฟ้า

            “เราจะออกเดินทางกันเลยมั้ยครับ นาย?”

            จันถามขึ้นมา พรานใหญ่ยืนนิ่งคิดอยู่ครู่ แล้วก็เม้มริมฝีปาก ตอบกลับมา

            “ไม่มีประโยชน์ที่จะออกเดินทางตอนนี้เสียแล้ว คงจะต้องออกกันพรุ่งนี้ เพราะไม่รู้ว่าออกไปแล้วจะไปนอนกันที่ไหน กลางทุ่งก็คงจะไม่ได้ เพราะมีแต่หญ้าและแฝกคาทั้งนั้น หรือถ้าไม่คิดเรื่องการนอนพัก กะว่าถางพงนอนเอาก็ได้ แต่ถึงกระนั้นก็ไปต่อไม่ได้ไกล ทุ่งช้างร้องกินแดนไปกว่าครึ่งวันกว่าจะถึงเขานกอินทรี...”



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
เพชรพระอุมา ภาคดาริกา (แฟนฟิค เพชรพระอุมา) ตอนที่ 12 : ดาริกา เล่ม 2 ตอนที่ 12 , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 1610 , โพส : 4 , Rating : 202 / 46 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1

#4 : ความคิดเห็นที่ 146
ขอบคุณที่เขียนต่อนะครับ สนุกมากจริงๆครับ 
เขียนต่อไปนะครับสู้ๆครับ จะติดตามอ่านอยู่เสมอครับ
Name : ผู้ชายที่ดี< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ผู้ชายที่ดี [ IP : 110.77.204.108 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 27 มกราคม 2557 / 11:16

#3 : ความคิดเห็นที่ 142
ขอบคุณที่เขียนต่อค่ะ

การเดินทางลำบากไม่แพ้ภาคแรกเลย
Name : tuesun< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ tuesun [ IP : 124.122.114.27 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 22 สิงหาคม 2556 / 10:18


#2 : ความคิดเห็นที่ 138
โอ้งานเข้าการเดินทางครั้งนี้คงหินจริงๆๆสู้สู้
Name : ใบสนลู่ลม< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ใบสนลู่ลม [ IP : 223.204.114.191 ]
Email / Msn: sompob552(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 14 สิงหาคม 2556 / 09:57

#1 : ความคิดเห็นที่ 135
โอ้วแม่เจ้าแล้วงานนี้จะมีตะบะสู่วาชิกาได้เหรอ
Name : markbull< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ markbull [ IP : 58.11.12.21 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 12 สิงหาคม 2556 / 21:20

หน้าที่ 1
เจ้าของบทความเปิดให้เฉพาะสมาชิกแสดงความคิดเห็น

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android