สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

ภาวะเศรษฐกิจไทยก่อน-หลังการทำสนธิสัญญาเบาริ่ง

ตอนที่ 12 : สนธิสัญญาเบาว์ริ่งกับผลกระทบต่อประเทศสยาม


     อัพเดท 5 พ.ย. 53
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/เกร็ดประวัติศาสตร์
Tags: เศรษฐกิจไทย
ผู้แต่ง : ..HaLONe~ ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ..HaLONe~
My.iD: http://my.dek-d.com/halone
< Review/Vote > Rating : 0% [ 0 mem(s) ]
This month views : 70 Overall : 3,451
13 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 12 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
ภาวะเศรษฐกิจไทยก่อน-หลังการทำสนธิสัญญาเบาริ่ง ตอนที่ 12 : สนธิสัญญาเบาว์ริ่งกับผลกระทบต่อประเทศสยาม , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 18126 , โพส : 3 , Rating : 268 / 62 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด



สนธิสัญญาเบาว์ริงกับผลกระทบต่อประเทศสยาม

 
1.รายได้ของประเทศลดลงอย่างเนื่อง หลังการทำสัญญา ไทยต้องเปิดเสรีทางการค้าทำให้ไทยต้องยกเลิกระบบการค้าผูกขาดของพระคลังสินค้า ส่งผลให้รัฐบาลไทยมีรายได้ลดลง ทำให้รัชกาลที่ 4 ต้องทรงพยายามหารายได้จากทางอื่น เช่นการเพิ่มจำนวนประเภทภาษีจากเดิมที่เก็บในรัชกาลที่ 3  การเก็บภาษีมากขึ้น การให้เจ้าภาษีนายอากรผูกขาด และการจัดระบบแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของแผ่นดิน  นอกจากนี้ การจำกัดอัตราภาษีขาเข้าตายตัวยังทำให้สินค้าต่างชาติเข้ามาตีตลาดสินค้าภายใน เช่น น้ำตาล และผ้าทอพื้นเมือง ทำให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมพื้นบ้านของไทย ซึ่งใช้เทคนิคการผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพต้องซบเซาลง และถูกแทนที่ด้วยสินค้านำเข้าที่ทำด้วยเครื่องจักรที่มีราคาถูกกว่า


2.การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต หลังการทำสัญญาทำให้ไทยได้เปลี่ยนจากการผลิตเพื่อการยังชีพ มาเป็นการผลิตเพื่อการค้า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ข้าวกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง  รัฐบาลเองก็ให้การสนับสนุนการส่งข้าวไปขาย พร้อมกับการส่งเสริมการเปิดที่นาใหม่โดยไม่ต้องเก็บภาษีค่านาปีแรก ลดอากรค่านา และผ่อนผันให้ไพร่กลับไปทำนาในช่วงเวลารับราชการได้ มีการขุดคลองซึ่งให้ประโยชน์ในด้านการเพาะปลูก และการคมนาคม การที่ทางการให้การสนับสนุนและทำให้ข้าวมีราคาสูงขึ้นทำให้ราษฎรหันมาทำนา ส่วนการแปรรูปข้าวเปลือก และการค้าข้าวตกอยู่ในมือพ่อค้า คนกลาง คือ ชาวจีนที่อพยพเข้า นอกจากข้าวแล้วยังมีสินค้า อีกสองอย่าง คือ ดีบุก กับ ไม้สัก ซึ่งมีความสำคัญขึ้นมาแทนที่น้ำตาลที่เคยมีความสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 3


3.เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ระบบทุนนิยมโลก ประเทศไทยเริ่มผูกผนวกให้เข้าไปอยู่ในกระบวนการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจโลก โดยประเทศไทยทำหน้าที่ผลิตสินค้าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด ดังนี้

3.1 เรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตและคนในบังคับ ทำให้ประเทศตะวันตกชักชวนคนชาติเอเชียไปจดทะเบียนเป็นคนในบังคับ กฎหมายจึงไม่สามารถควบคุมคนเหล่านั้นได้

3.2 การเพิ่มขึ้นของปริมาณการค้า สินค้าที่ได้จากการเก็บส่วยมีไม่เพียงพอทำให้ต้องหาซื้อสินค้าจากชาวบ้าน เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ชาวบ้านปรับปรุงการผลิตมากขึ้น เพื่อจะได้นำมาขาย ถือเป็นการเริ่มต้นของการผลิตเพื่อการค้าส่งออกมีความหลากหลายมากขึ้น

3.3 ไทยถูกจำกัดการเก็บภาษีขาเข้าที่อัตรา 3 และ ประเภทของสินค้นที่ส่งออกเปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นสินค้าการเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมขั้นต้น


4. เกิดระบบเศรษฐกิจแบบเงินตรา เนื่องจากเงินตราเดิมที่ใช้อยู่ คือ เบี้ย และเงินพดด้วงเริ่มขาดแคลน อีกทั้งยังเกิดการแตกหักและปลอมแปลงได้ง่าย  รัชกาลที่ 4 จึงตั้งโรงกษาปณ์เพื่อผลิตเงินเหรียญชนิด ได้แก่ เหรียญดีบุกที่เรียกว่า อัฐโสฬส เหรียญทองเรียก ทศพิศพัดดึงส์ และเหรียญทองแดงคือ ซีก หรือ เซี่ยว(เสี้ยว) ในสมัย รัชกาลที่ 5 ได้มีการเปลี่ยนแปลงเงินตราที่ใช้เงินเป็นมาตรฐานไปสู่การใช้ทองคำเป็น มาตรฐาน รัชกาลที่ 5 ทรง ประกาศพระราชบัญญัติทองคำกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อให้การแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทไทย กับ เงินตราสกุลอื่นๆ มีความ สะดวก และมีเสถียรภาพ อีกทั้งเพื่อการแก้ปัญหาค่าเงินบาทที่กำลังตกต่ำลง เนื่องมาจากการที่ราคาของแร่เงินตกต่ำ ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ไทยนำค่าของเงินตราไปเกี่ยวพันกับโลกภายนอก


5.การปฏิรูประบบภาษีอากรและการคลัง รัชกาลที่ 4 ทรงแก้ปัญหาการที่รายได้ของรัฐลดลงหลังการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ด้วยการเพิ่มชนิดของภาษีอากรอีกหลายชนิด โดยผ่านระบบเจ้าภาษีนายอากร แต่ก็มีข้อ บกพร่องอย่างมาก เช่น รายได้ของหลวงรั่วไหล เงินที่ทางราชการเก็บได้ก็ลดน้อยลงทุกที


รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่า การเก็บภาษีแบบเดิม ที่แต่ละหน่วยงานแยกกันเก็บแล้วส่งมาให้ส่วนกลาง ทำให้เงินภาษีรั่วไหลมาก จึงทรงปฏิรูประบบภาษีอากรและการคลังใหม่ โดยจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ ขึ้นเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2416 เพื่อเป็นสถานที่รวบรวมพระราชทรัพย์ในท้องพระคลังให้รู้จำนวนเงินที่มีอยู่ ทำหน้าที่รวบรวมเงินภาษีอากรจากทั่วประเทศให้มาอยู่ที่เดียวกัน เพื่อนำเงินภาษีมาพัฒนาประเทศ มีการกำหนดเงินเดือนของข้าราชการและเงินค่าใช้จ่ายส่วน พระองค์ที่แน่นอนเงินของประเทศและเงินส่วนพระองค์จึงแยกออกจากกัน โดยมีพระคลังข้างที่เป็นผู้ดูแลพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ส่วนเงินของประเทศให้กระทรวงพระคลังมหาสมบัติดูแล


ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการเปลี่ยนแปลงระบบเงินตราที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การเปลี่ยนแปลงระบบเงินตราจากมาตรฐานเงินเป็นมาตรฐานทองคำ ในพ.ศ.2451 และกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่แน่นอน คือ 13 บาทต่อ 1 ปอนด์สเตอร์ลิง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการนำค่าของเงินไปผูกพันและเกี่ยวข้องกับโลกภายนอก ทำให้เสถียรภาพ และฐานะทางเศรษฐกิจของไทยในสายตาของต่างชาติดีขึ้น


ในปี พ.ศ.2433 ได้ยกกรมพระคลังมหาสมบัติเป็นกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ มีหน้าที่รับจ่ายและรักษาเงินแผ่นดิน รักษาบัญชีพระราชทรัพย์ของแผ่นดิน และตั้งกรมที่ทำหน้าที่เก็บภาษีอากรโดยเฉพาะ เช่น กรมสรรพกร กรมสรรพภาษี กรมส่วย กรมอากรที่ดิน และกรมศุลกากร การปฏิรูประบบภาษีอากรและการคลัง ทำให้เงินภาษีไม่รั่วไหล และเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น ทำให้รายได้ของประเทศเพิ่มขึ้น และนำเงินรายได้นั้นมาพัฒนาประเทศทั้งการสาธารณูปโภค การคมนาคมสื่อสาร


นอกจากนี้ได้มีการจัดทำงบประมาณแผ่นดินเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.2439 ซึ่งเป็นการวางระเบียบและควบ คุมการใช้จ่ายของประเทศให้รัดกุมและเหมาะสม ประเทศที่ใช้มาตรฐานทองคำเช่นกัน จะมีความมั่นใจในค่าของเงินไทย และมั่นใจที่จะเข้ามาลงทุนในไทย ส่งผลให้การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศขยายตัวมากยิ่งขึ้น และมีการปฏิรูปที่สำคัญอีกประการคือ ในพ.ศ.2441 ได้มีการกำหนดมาตราเงินใหม่เหลือเพียง 2 หน่วยคือ บาท กับ สตางค์ โดย 1 บาทเท่ากับ 100 สตางค์ ประกาศเลิกใช้เงินพดด้วงในพ.ศ. 2447 และมีการใช้ธนบัตรแทนเงิน เหรียญที่พกพาไม่สะดวกเพราะมีน้ำหนักมาก โดยออก
พระราชบัญญัติธนบัตร ร.ศ. 121(เมื่อพ.ศ.2445) ธนบัตรรุ่นแรกมี 5 ราคา คือ 5 บาท 10 บาท 20 บาท 100 บาท และ 1,000 บาท


ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัฐบาลไทยได้ตั้งกรมธนบัตรขึ้นเพื่อทำหน้าที่ออกธนบัตรโดยตรงใน พ.ศ.2455 ส่วนกิจการธนาคารนั้นในระยะแรกเป็นของชาวต่างประเทศ ในพ.ศ.2447 พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นมหิศรราชหฤทัยเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติเป็นหัวหน้าร่วมลงทุน จัดตั้งธนาคารขึ้นมาเรียกว่า
บุคคลัภย์ (Book Club) ใน พ.ศ.2449 เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทแบงก์สยามกัมมาจล จำกัด และใน พ.ศ.2482 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งยังคงใช้มาจนปัจจุบัน


ตั้งแต่รัชสมัยรัชกาลที่5 ได้ทรงเจรจากับชาติตะวันตกเพื่อขอแก้ไขสนธิสัญญาและประสบความสำเร็จในบาง ส่วนพระมหากษัตริย์ในสมัยต่อมาทรงดำเนินการต่อ จนประสบผลสำเร็จเมื่อพ.ศ.2481 ทำให้ไทยสามารถเพิ่มอัตราภาษีได้และสิทธิสภาพนอกอาณาเขตรวมทั้งปัญหาคนใน บังคับจึงสิ้นสุดลง



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
ภาวะเศรษฐกิจไทยก่อน-หลังการทำสนธิสัญญาเบาริ่ง ตอนที่ 12 : สนธิสัญญาเบาว์ริ่งกับผลกระทบต่อประเทศสยาม , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 18126 , โพส : 3 , Rating : 268 / 62 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1

#3 : ความคิดเห็นที่ 12
ขอบคุณมากค่ัะ
PS.  im The darkness ♔
Name : black luckies meples (ing)< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ black luckies meples (ing) [ IP : 171.97.131.41 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 19 มกราคม 2556 / 11:49

#2 : ความคิดเห็นที่ 9
นุกมากค่ะ
Name : pumpui [ IP : 125.26.54.32 ]
Email / Msn: bamboo2540(แอท)hotmail.co.th
วันที่: 10 กันยายน 2554 / 22:42


#1 : ความคิดเห็นที่ 8
thx krubbb
Name : ปราม [ IP : 125.24.61.79 ]
Email / Msn: match-_-_vizza(แอท)hotmail.com
วันที่: 8 สิงหาคม 2554 / 21:51

หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

"หนังสือสดใหม่ ประจำเดือน ธันวาคม 2557"

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android