|
บุปผา จันทรา ปักษา วารี ภาค จันทราสีเงิน
ตอนที่ 8 กระต่ายหิมะ
การเดินทางในวันถัดมานั้นยากลำบากเฉกเช่นเมื่อวันวาน แม้สุริยะดาราจะลอยเด่นอยู่กลางผืนนภา ทว่ากลับมิอาจทอแสงลงมายังผืนพิภพ ด้วยเหล่าพฤกษาไพรต่างแข่งกันแผ่กิ่งก้านสาขาสอดประสานกันประหนึ่งร่างแหบดบังแสงอบอุ่นจากดวงอาทิตย์
สายหมอกหนาที่แผ่ปกคลุมทั่วอาณาบริเวณผืนป่าแลดูประดุจภูตพราย เฝ้าวนเวียนพิทักษ์ปกปักมิให้ผู้ใดย่างกรายผ่าน ทว่ายามที่เจ้าหลวงแห่งนาคานทร์ชักม้าเหยาะย่างผ่านไปที่ใดดูเหมือนม่านหมอกเหล่านั้นจะเต็มใจแหวกเป็นช่องทางให้พระองค์แลผู้ติดตามผ่านไปด้วยดี...
“หมอกมายา มนตราแห่งพฤกษาภูต มีแต่ผู้ที่ได้รับอนุญาตจึงจะสามารถผ่านป่าผืนนี้ได้” องค์นาคินทร์เปรยกับผู้ที่เหยาะย่างม้าเคียงข้างพระองค์
“หากผู้ที่มิได้รับอนุญาตเหยียบย่างผ่านเล่า?” เจ้าชายศศินเรศทอดพระเนตรหมอกประหลาดที่ราวกับสิ่งมีชีวิตกำลังเคลื่อนคล้อยลอยอ้อยอิ่งอยู่รอบๆ
“หลงทางชั่วกัปชั่วกัลป์คือโทษทัณฑ์ของคนผู้นั้น” สุรเสียงราบเรียบตอบกลับเฉื่อยชา
“งั้นทำอย่างไรจึงจะได้รับอนุญาตให้ผ่าน?” ศศินเรศทรงกลั้นพระทัยรอคำตอบ หากเขาคิดจะกลับสุริยตราย่อมสมควรจดจำและศึกษาเส้นทางภูมิประเทศแถบนี้มิใช่หรือ?
“คำอนุญาตจากข้าคือใบเบิกทาง” องค์นาคินทร์กล่าวตอบราบเรียบ หากแต่ริมโอษฐ์หยักยกขึ้นเล็กน้อย
เจ้าชายหนุ่มชะงักค้างเมื่อได้สดับคำตอบ โอษฐ์อิ่มเม้มแน่นเพื่อระงับอารมณ์ ดวงเนตรวาววับจับจ้องรอยยิ้มของบุรุษสูงศักดิ์ตรงหน้า ‘คนผู้นี้รู้ทันความคิดของเขา!’
หนทางอันยาวไกลท่ามกลางสายหมอกหนาทึบและหนาวเหน็บที่มิอาจทอดพระเนตรสิ่งใดนอกจากแผ่นหลังกว้างแกร่งเหยียดตรงประหนึ่งภูผาบนหลังอาชาพ่วงพีสีดำปรอทนั้น สร้างความหงุดหงิดงุ่นง่านให้กับเจ้าชายศศินเรศเป็นอย่างยิ่ง
แม้จะมิได้หันพระพักตร์ไปมอง ทว่าองค์นาคินทร์ทรงรับรู้ถึงความรู้สึกของเจ้าชายต่างเมืองผ่านธำมรงค์ให้คำมั่น
เจ้าหลวงหนุ่มถอนพระทัยยาว ก่อนจะเริ่มบริกรรมมนตราด้วยภาษาโบราณ...
ภาพม่านหมอกหนาทึบที่วนเวียนอยู่รอบๆค่อยๆสลายหายไป...สรรพเสียงที่ก่อนหน้าเงียบกริบราวกับไร้ซึ่งสรรพสิ่งใดนอกจากหมอกสีขาวกับเงาตะคุ่มๆที่พอจะคาดเดาได้ว่าเป็นต้นไม้ใหญ่ กลับแว่วเสียงสายน้ำ เสียงสกุณาร่ำร้องซึ่งค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆ
ฉับพลันเบื้องหน้า...ปรากฏม่านน้ำหลายร้อยสายไหลถาโถมจากโตรกผาสูงชันตกกระทบพื้นน้ำแตกกระจายเป็นฟองสีขาวในแอ่งน้ำขนาดกว้างสีเขียวมรกต น้ำในแอ่งใสกระจ่างราวกับกระจกสะท้อนเงาน้ำตกแมกไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่รายรอบ ท้องฟ้าสีครามงามโดดเด่นอยู่เบื้องบน ดวงตะวันทอดแสงอบอุ่นขับไล่ความเหน็บหนาวยังเบื้องล่าง
ความงดงามตระการตาของม่านน้ำตกขนาดใหญ่และทัศนียภาพโดยรอบที่อยู่ๆก็ผันเปลี่ยนกะทันหันประหนึ่งว่าผู้คนทั้งขบวนได้หลุดออกมาจากม่านหมอกมายาที่สุดแสนจะหม่นมัวสู่แดนสุขาวดีอันแท้จริง สร้างความตะลึงงันให้กับเจ้าชายแห่งสุริยตรา ผู้ซึ่งจำต้องรอนแรมจากบ้านเกิดเมืองนอนสู่นครแห่งขุนเขา!
นาคินทร์สั่งให้หยุดพักการเดินทาง ณ โตรกผาน้ำตกแห่งนั้น...เมื่อสิ้นสุรเสียงคำสั่งกระแสความรู้สึกระลอกใหม่ที่สัมผัสได้ผ่านธำมรงค์สีเงิน ทำให้พระพักตร์เฉยชาคมสันเผยรอยยิ้ม...
เจ้าชายศศินเรศดื่มด่ำกับทิวทัศน์วิจิตรงดงามราวกับเทพเทวาเป็นผู้เสกสรร ก่อนจะนึกประหลาดพระทัยเหตุใดหมอกประหลาดเหล่านั้นอยู่ๆก็สลายหายไปได้เล่า? หรือที่นี่จะสุดเขตแดนมนตราพฤกษาอะไรนั่นแล้ว?
ครั้นจะสอบถามจากบุรุษผู้นำขบวน ศศินเรศก็รู้สึกขัดเคืองพระทัยยิ่งนัก เจ้าชายหนุ่มจึงเลี่ยงไปสอบถามกับนายทหารชาวนาคานทร์ที่ทรงคุ้นหน้าคุ้นตาแทน
“อรัณย์...เหตุใดบริเวณนี้จึงไม่มีหมอกเล่า?หรือว่าพ้นเขตป่าหมอกประหลาดนั่นแล้ว?”
องครักษ์หนุ่มผู้ซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการผูกสายบังเหียนม้ากับกิ่งไม้ชะงักมือ ก่อนจะหันมาสบพระพักตร์เกลี้ยงเกลาหมดจดตรงหน้า นับตั้งแต่ออกจากสุริยตรานี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าชายพระองค์นี้ตรัสกับเขาตรงๆโดยไม่ผ่านเพทาย
“หามิได้พะยะค่ะยังต้องไปอีกไกลกว่าจะพ้นป่าหมอกพฤกษา ที่บริเวณนี้ปราศจากสายหมอกเป็นเพราะอยู่ในเขตอารักษ์ขององค์เหนือหัวพะยะค่ะ”
อรัณย์ทูลตอบพลางทอดสายตามององค์นาคินทร์ที่กำลังให้น้ำแก่เจ้าสายฟ้าอาชาตัวโปรดด้วยหัตถ์ของพระองค์เองอยู่อีกด้านหนึ่งของแอ่งน้ำตก
จะว่าไปเขาก็แปลกใจไม่น้อยที่นายของเขาสร้างเขตอารักษ์ ถึงแม้จะต้องหยุดพักการเดินทางก็มิเห็นจำเป็นต้องสร้างเขตแดนให้สิ้นเปลืองมนตรา เพราะตราบใดที่ยังติดตามองค์เหนือหัวหมอกเหล่านั้นก็มิอาจทำสิ่งใดกับพวกเขาได้ หรือจะเป็นเพราะเจ้าชายพระองค์นี้...
องครักษ์หนุ่มถอนสายตาจากผู้เป็นนาย ก่อนจะหันมาพบว่าเจ้าชายแห่งสุริยตราเองก็กำลังเหม่อมองนายของเช่นกัน...คงจะเผลอองค์มองตามเขากระมัง?
ราวกับรับรู้ได้ว่าถูกจับจ้อง เจ้าหลวงหนุ่มเงยพระพักตร์สบพระเนตรตอบกลับ ประกายเนตรคู่คมอ่อนแสงลงราวกับจะไถ่ถาม ศศินเรศชะงักองค์เล็กน้อยก่อนจะส่งสายพระเนตรขุ่นเคืองไปให้ จากนั้นเป็นฝ่ายถอนสายพระเนตรกลับแล้วสาวพระบาทก้าวฉับๆไปอีกทาง
‘นาคินทร์ ท่านคิดจะทำสิ่งใดกันแน่! หากต้องการจะปลดพันธะเก่าก่อน เหตุใดจึงต้องคอยทำดีกับข้า!?’
ความรีบร้อนสับสนพระทัยทำให้เจ้าชายหนุ่มดำเนินโดยไร้จุดหมาย พอรู้สึกองค์อีกทีก็พบว่าเกือบจะเสด็จออกนอกเขตอารักษ์ เพราะเบื้องพระพักตร์ปรากฏหมอกขาวหนาลอยอ้อยอิ่งประหนึ่งกำแพงสีขาวขุ่นอันเป็นสัญลักษณ์บอกเขตแดน
บริเวณโดยรอบนั้นเงียบสงัดปราศจากผู้คน แม้แต่เสียงเหล่าปักษาร่ำร้องก็มิอาจสดับได้ ศศินเรศนึกตำหนิตนว่าไม่สมควรออกเดินสุ่มสี่สุ่มห้ากลางป่าเขาที่ไม่คุ้นเคยแม้จะอยู่ในเขตอารักษ์ก็ตาม พอตัดสินพระทัยจะกลับทางเดิมเท้าเจ้ากรรมก็ดูเหมือนจะสะดุดเข้ากับบางสิ่ง?
ที่แทบพระบาทของพระองค์ปรากฏก้อนขนฟูสีขาวก้อนหนึ่ง ศศินเรศรีบชักเท้ากลับเพราะเกรงว่าจะเหยียบสิ่งนั้นเข้า เจ้าขนฟูตัวน้อยค่อยๆหันมาเผชิญหน้ากับสิ่งที่รบกวนการนอนของมัน นัยน์ตาสีน้ำตาลแดงกลมโตจ้องเจ้าชายหนุ่มเขม็ง ก่อนจะดีดตัวกระโจนเข้าใส่!!
เจ้าชายศศินเรศถึงกับผงะถอยหลังไปสองสามก้าวเพราะไม่นึกว่าจะโดนเจ้าตัวน้อยกระโดดเข้าใส่
“กระต่ายพิลึกอยู่ๆก็กระโดดใส่ผู้อื่น ถึงข้าจะเกือบเหยียบเจ้าก็เถอะ แต่ก็แค่เกือบเท่านั้น ไยต้องโกรธเคืองกันด้วย” ศศินเรศดุเจ้าตัวดีที่ตอนนี้อยู่ในอ้อมพระกร หากแต่น้ำเสียงไม่จริงจังนัก
เจ้าขนฟูที่นอนนิ่งในตอนแรกอยู่ๆก็ตัวสั่นสะท้านหูหางลู่ราวกับเกรงกลัวบางสิ่ง
“เป็นไรไปเจ้า กลัวข้าหรือไร หรือข้าเหยียบโดนเจ้าจริงๆ” เจ้าชายหนุ่มคลายวงแขนเพื่อจะตรวจดูว่าเจ้าตัวน้อยบาดเจ็บหรือไม่ หากแต่เจ้าก้อนขนฟูกลับรีบเกาะยึดพระองค์เหนียวแน่นราวกับจะยึดพระองค์เป็นหลักพักพิง
“เป็นอะไรของเจ้า?”
“โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”
พร้อมๆกับเสียงคำรามทรงพลังดังสนั่นกลบเสียงรำพึงของเจ้าชายไปสิ้น บางสิ่งที่มีขนาดใหญ่กำลังย่างอุ้งเท้าทะลุผ่านกำแพงหมอกหนาเข้ามายังเขตอารักษ์!
ศศินเรศตกพระทัยเมื่อทอดพระเนตรเสือขาวลายพาดกลอนตัวเขื่องขนาดเท่าแม่วัวตัวหนึ่ง ค่อยๆเยื้องย่างเข้าหาพระองค์ แล้วหยุดประจันหน้าเว้นระยะห่างราวๆสองสามก้าว
เจ้าสัตว์ร้ายส่งสายตาเพ่งมองกระต่ายในอ้อมพระกรเขม็ง ราวกับจะบอกพระองค์ว่านั่นคือเหยื่อของมันหาใช่พระองค์ไม่!
น่าแปลกที่พระองค์สามารถรับรู้ได้เช่นนั้น จริงอยู่ว่าสัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็กคือวัฏจักรแห่งชีวิต คือสัจธรรมที่มิอาจหลีกเลี่ยง ทว่าในเมื่อเจ้าขนฟูตัวนี้อยู่ในอ้อมพระกรของพระองค์ เจ้าตัวก็ย่อมอยู่ในความคุ้มครองของพระองค์เช่นกัน
เจ้าชายหนุ่มตัดสินพระทัยรวบรวมสติสมาธิ หัตถ์ซ้ายกระชับเจ้าตัวน้อยไว้กับอุระ ส่วนหัตถ์ขวาเลื่อนไปแตะที่บั้นเอว...
ฉับพลันร่างทั้งร่างต้องชาวาบเพราะสิ่งที่ต้องการนั้นกลับว่างเปล่า!!
‘แย่แล้ว!!’ ศศินเรศนึกก่นด่าตนเองในใจที่ดันประมาทเลินเล่อลืมหยิบดาบติดกายมาด้วย
เจ้าชายหนุ่มได้แต่ประทับนิ่งงันไม่กล้าขยับ สายพระเนตรจ้องเสือร้ายเขม็ง ส่วนในพระทัยก็รีบรวบความคิดว่าจะหาทางออกเยี่ยงไรดี
เบื้องหลังเจ้าชายแห่งสุริยตรา เพทายผู้ออกตามหานายของตนก็มาทันเห็นเหตุการณ์เข้า ชายหนุ่มเตรียมชักดาบให้เสียงเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่ากลับถูกอรัณย์ที่มาด้วยกันรั้งมือไว้มิให้เขาชักดาบออกจากฝัก
“อรัณย์ปล่อยข้า!” มหาดเล็กหนุ่มหันมาเอ็ดกับนายทหารแห่งนาคานทร์ ทว่าไม่เพียงแต่อรัณย์จะไม่ปล่อยมือ ชายหนุ่มยังแตะนิ้วหนึ่งที่ริมฝีปากเป็นเชิงบอกให้เงียบไว้ แล้วพยักพเยิดหน้าให้มองไปทางนายของเขา
เจ้าชายแห่งสุริยตราที่เผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายเพียงลำพังในตอนแรก บัดนี้ปรากฏเจ้าหลวงแห่งนาคานทร์ประทับยืนมั่นประดุจกำแพงศิลาขวางกั้นระหว่างเจ้าชายกับเจ้าเสือร้าย
“พยัคฆ์ขาวแห่งป่าพฤกษาภูต...เหยื่อของเจ้า ข้าขอได้หรือไม่?” องค์นาคินทร์กล่าวราบเรียบกับสัตว์ร้ายราวกับมันเป็นคนผู้หนึ่ง
“โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก” เจ้าเสือขาวคำราวเกรี้ยวกราดตอบกลับ
“เจ้าแน่ใจว่าต้องการจะท้าทายข้า” เจ้าหลวงหนุ่มยังคงกล่าวราบเรียบ พระพักตร์คมสันเฉยชา
เจ้าเสือขาวกระสับกระส่ายมีท่าทีลังเลไม่น้อย
“ข้ามิได้ขอเจ้าเปล่าๆ...อรัณย์”
“พะยะค่ะ” รับคำเพียงแค่นั้นองค์รักษ์หนุ่มก็จากไปเพียงชั่วครู่ แล้วกลับมาพร้อมกับเนื้อกวางรมควันชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่ง
ชายหนุ่มนำชิ้นเนื้อวางลงใกล้กับเสือร้าย แล้วถอยกลับมายืนเคียงข้างกับพาทายเช่นเดิม
“ข้าขอแลกสิ่งนี้กับเหยื่อของเจ้า”
เจ้าเสือขาวมององค์นาคินทร์อยู่แวบหนึ่งก่อนจะก้มลงคาบเนื้อกวางถอยห่างหายเข้าไปในสายหมอก
เมื่อเหตุวิกฤตคลี่คลายไปด้วยดี ศศินเรศปล่อยเจ้ากระต่ายน้อยลงกับผืนดิน
“เอ้า กลับไปหาพี่น้องของเจ้าได้แล้ว” เจ้าชายดันบั้นท้ายเจ้าขนฟูเป็นเชิงไล่ ก่อนจะหันมาทางเจ้าหลวงหนุ่ม
“ขอบใจที่ช่วยข้า” ศศินเรศเอ่ยสั้นห้วนราวกับมะนาวแล้งน้ำ จากนั้นหันหลังให้เตรียมจะสาวพระบาทกลับไปหาคนของเขา ทว่าพระกรกลับถูกรั้งไว้ด้วยหัตถ์อุ่นหนาจากเบื้องหลัง
“อะไรอีกหรือท่าน ถ้าคิดจะอบรมสั่งสอนข้าที่เที่ยวเดินสุ่มสี่สุ่มห้าเพ่นพ่านจนได้เรื่องล่ะก้อ...ข้าให้คำมั่นว่าจะไม่ทำเรื่องเช่นนี้อีกพอใจหรือไม่!?”
เจ้าชายศศินเรศเอ่ยอย่างหงุดหงิด แม้พระองค์จะรู้สึกผิดอยู่บ้าง ทว่าอย่างไรด้วยนิสัยใจคอที่ไม่ค่อยจะยอมใครง่ายๆทำให้พระองค์ไม่อาจกล่าวดีๆกับบุรุษตรงหน้าที่ได้ชื่อว่าช่วยชีวิตของพระองค์เอาไว้
“ข้ามิได้จะตำหนิเจ้า”
“แล้วท่านต้องการสิ่งใดเล่า?”
“ดูเหมือนเจ้าตัวน้อยจะไม่ยอมจากไป” กล่าวพร้อมกับใช้สายพระเนตรทอดไปยังเจ้าก้อนขนฟูที่ยังคงหมอบอยู่ที่เดิม
“แล้วจะให้ข้าทำเช่นไร? พากลับไปด้วยน่ะหรือ? ข้าไม่ทำเยี่ยงนั้นแน่ เจ้านั่นอย่างไรเสียก็ต้องมีบ้านให้กลับ ข้าไม่ต้องการพรากมันจากครอบครัวดอกท่าน” เจ้าชายศินเรศอดไม่ได้ที่จะกล่าวกระทบกระเทียบเจ้าหลวงหนุ่มผู้ที่พรากพระองค์จากบ้านเกิดเมืองนอน
“หากมันเต็มใจเล่า?”
“ไม่มีทาง ท่านจะพิสูจน์ได้เยี่ยงไรว่ามันจะเต็มใจหรือไม่ เจ้านี่ก็แค่กระต่ายตัวหนึ่ง”
องค์นาคินทร์เผยรอยยิ้ม พระพักตร์เฉยชาพลันดูอ่อนโยนลง พระองค์ทรงช้อนเจ้ากระต่ายน้อยขึ้นมาไว้ในอุ้งหัตถ์ก่อนจะตรัสกับมันว่า...
“กระต่ายหิมะ...ผู้นำสารแห่งจันทราเทพ เจ้ายอมรับและยินดีจะติดตามนายของเจ้านามศศินเรศ ผู้ซึ่งได้ปกป้องชีวิตของเจ้าไว้ในตอนแรกหรือไม่?”
“หากยอมรับจงน้อมรับสิ่งนี้จากข้า” ว่าแล้วพระหัตถ์ข้างที่ว่างก็ล้วงหยิบแหวนทองเกลี้ยง วงหนึ่งจากกระเป๋าหนังใบย่อมที่ผูกติดอยู่ที่บั้นเอว
“หากไม่จงจากไปแต่โดยดี”
เจ้าขนฟูหมอบสงบนิ่งอยู่บนอุ้งหัตถ์ก่อนจะน้อมใบหูยาวที่เต็มไปด้วยขนอ่อนของมันข้างหนึ่งไปทางแหวนทองเกลี้ยงเป็นเชิงยอมรับ
องค์นาคินทร์ทรงสวมแหวนให้พร้อมกับเอ่ยเป็นภาษาโบราณ...แหวนทองค่อยๆเปล่งแสงเรืองรองแล้วเปลี่ยนเป็นอักขระโบราณสลักเป็นลวดลายสีทองอยู่ที่ใบหูข้างนั้น
“ไปเถอะ ไปหานายของเจ้า”
กระต่ายน้อยรับคำน้อมหูของมันทั้งสองข้างเป็นเชิงคารวะองค์นาคินทร์ ก่อนจะกระโจนจากอุ้งหัตถ์ใหญ่ไปหาอ้อมแขนที่มันเริ่มจะคุ้นเคย
ศศินเรศรับเจ้าตัวน้อยไว้ในอ้อมพระกร หัตถ์เรียวขาวลูบตัวมันเบาๆ หากแต่พระเนตรจ้องเขม็งไปยังบุรุษร่างสูงตรงหน้า
“เคยได้ยินมาว่ามีผู้คนที่สามารถพูดคุยกับสัตว์ได้” เจ้าชายหนุ่มเริ่มต้นบทสนทนา
“หากรู้นามที่แท้จริงไม่ว่ากับสิ่งใดก็ย่อมพูดคุยกันได้” องค์นาคินทร์กล่าวราบเรียบ หาได้อวดโอ่แต่อย่างใด
“แลสามารถผูกมัดสิ่งนั้นได้เยี่ยงนายบ่าว” เจ้าชายศศินเรศเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้น พระเนตรงามดังดวงดาราส่องประกายวาววับแฝงไปด้วยโทสะคุกรุ่น “ตอบมา ท่านรู้นามที่แท้จริงของข้าหรือไม่!?”
“ข้ารู้”
“ดี ตอบได้ดี ในเมื่อข้าเป็นหนี้ชีวิตท่าน ท่านก็ควรผูกมัดข้าเยี่ยงนายบ่าวเฉกเช่นกระต่ายตัวนี้!!”
“ผิดแล้วเจ้า พันธะผูกพันของข้ากับเจ้าคือสามีภรรยามิใช่นายบ่าว ในเมื่อพันผูกกันแล้วย่อมไม่จำเป็นต้องผูกมัดกันอีก อีกทั้งข้าปกป้องเจ้าด้วยหน้าที่แลคำสาบาน เจ้าจึงมิได้เป็นหนี้หรือติดค้างข้าแต่อย่างใด” กล่าวจบร่างสูงก็สาวพระบาทจากไปรวดเร็วเงียบกริบเฉกเช่นขามา
เจ้าชายศศินเรศนิ่งงันเมื่อได้สดับสิ่งที่พระองค์นึกไม่ถึงและเป็นครั้งแรกที่ทรงได้ทบทวนถึงสิ่งที่ได้กระทำมา
‘ข้าใช้เล่ห์เพทุบายเพื่อบีบบังคับท่านให้ปฏิเสธพันธะสัญญา แต่ท่านกลับยินดีรับข้าไว้เป็นชายาแม้นต้องโดนผู้คนทั่วหล้าหัวเราะเยาะก็ตามที
ข้าคิดว่าท่านจะแก้แค้นกลับเพื่อปลดพันธะเก่าคืนกลับให้แก่นาคานทร์ ท่านกลับถือมั่นในคำสัตย์แลหน้าที่ปกป้องข้าโดยมิได้หวังสิ่งใด หากแม้นผูกมัดข้าเยี่ยงนายบ่าวแล้วสั่งให้ข้าปฏิเสธพันธะ...นาคานทร์ย่อมเป็นอิสระไม่ขึ้นกับผู้ใด...มิใช่หรือ? เหตุใดการกระทำของท่านถึงทำให้ข้าสับสนนัก? ...หญิงดาราพี่ควรจะทำเช่นไรดี?’
ในขณะที่เจ้าชายแห่งสุริยตราตกอยู่ในภวังค์ความคิด เพทายและอรัณย์ยังคงรั้งอยู่ที่เดิมเพื่อเฝ้าระวังและดูความปลอดภัยให้แก่ผู้เป็นนาย
“แปลก...แปลกมากที่กระต่ายหิมะยอมรับนายของเจ้า” อรัณย์เปรยกับเพทาย
“แปลกรึ? ก็ในเมื่อกระต่ายตัวนั้นถูกผูกมัดด้วยพันธะแห่งองค์นาคินทร์”
“ที่แปลกก็เพราะมันยอมรับพันธะด้วยตัวเองหาใช่ด้วยกำลังไม่ อีกทั้งองค์เหนือหัวก็ได้ให้ทางเลือกแก่มัน....ช่างผิดวิสัยพวกมันเสียจริง”
“ผิดวิสัย? นั่นก็แค่กระต่ายตัวหนึ่ง”
เพทายมองอรัณย์ด้วยความแปลกใจก็ในเมื่อการผูกมัดด้วยพันธะกับสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่งเป็นมนตราพื้นฐาน ยิ่งเป็นสัตว์ขนาดเล็กแม้แต่เด็กยังทำได้ ถึงจะมิใช่มนตราโบราณสลักอักษราชั้นสูงหรือล่วงรู้นามที่แท้จริงเพื่อผูกมัดในระดับดวงจิตดังเช่นวิธีการของเจ้าหลวงแห่งนาคาทร์ก็ตาม
“กระต่ายหิมะเป็นพวกกึ่งภูตมิใช่กระต่ายทั่วไป พวกมันคือผู้นำสารแห่งจันทราเทพ ตามปกติพวกมันรักอิสระยิ่งกว่าสิ่งใด หากถูกจับได้หรือถูกบังคับให้ผูกมัดเยี่ยงนั้น เจ้าพวกนั้นยินดีตรอมใจตายเสียยังดีกว่า”
“อ้าวแล้วเหตุใด เจ้านั่นถึงยอมรับเจ้าชายเล่า?”
“ข้าถึงได้บอกว่าแปลกไง” อรัณย์ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางนึกถึงเรื่องเมื่อก่อนหน้าครั้งที่เยือนสุริยตราแล้วถูกเจ้าชายศศินเรศหาเรื่องระหว่างทางกลับที่พัก
‘เจ้าชายองค์นี้ช่างแปลกนักก่อนหน้าก็เรียกลมฝนได้โดยปราศจากมนตรา ตอนนี้แม้แต่กระต่ายหิมะยังยอมรับให้เป็นนาย ส่วนองค์เหนือหัวของเขาก็ยิ่งแปลกทั้งที่มีหนทางให้ปลดพันธะหากแต่ทรงกลับทำนิ่งเฉย’
“เจ้าหลวงแห่งนาคานทร์ช่างน่านับถือและเข้าใจยากยิ่ง ใช่หรือไม่?”
คำพูดของเพทายที่อยู่ๆก็กล่าวขึ้นฉุดความรู้สึกนึกคิดของนายทหารแห่งนาคานทร์ให้กลับสู่โลกแห่งความจริง
“มีหนทางให้ปลดพันธะหากแต่กลับเลือกที่จะนิ่งเฉย ไม่เพียงแต่ถือมั่นในคำสัตย์ ซ้ำยังไม่คิดฉกฉวยผลประโยชน์จากผู้ใด ภายนอกดูแข็งกระด้างทว่าเนื้อแท้กลับอ่อนโยนยิ่ง ปรีชาชาญหากแต่ไม่โอ้อวด เปี่ยมอำนาจกล้าหาญแต่กลับไม่คิดทะเยอทะยาน นักรบในอาณัติก็ล้วนแต่ห้าวหาญแกล้วกล้า
แม้นาคานทร์จะเป็นเมืองเล็กๆในป่าเขาทว่าก็หาได้ด้อยกว่าเมืองใหญ่อย่างสุริยตราหรือเมืองไหนๆ เหตุใดจึงต้องจำยอมเป็นข้าเมืองรองผู้อื่น เจ้าก็คงคิดเยี่ยงนี้ใช่หรือไม่?”
“เจ้าต้องการจะพูดสิ่งใดกันแน่?” อรัณย์ปรายตามองผู้พูด...พลางนึกในใจว่าอย่างไรคนผู้นี้ก็เป็นถึงบุตรชายเสนาบดีใหญ่แห่งสุริยตรา มิใช่มหาดเล็กผู้ติดตามธรรมดาๆทั่วไป การที่เขาจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใดไปก็ควรจะระวังไว้บ้าง
“ข้าเพียงแค่อยากจะบอกเจ้า ว่ามิใช่แค่เจ้าหรือชาวนาคานทร์ดอกที่คิดเยี่ยงนั้น พวกข้าเองก็คิดเช่นกัน เพียงแต่นาคานทร์คือหน้าด่านที่สำคัญยิ่งของสุริยตราคือกำแพงเหล็กกล้าที่คอยถ่วงดุลมิให้เกิดสงคราม หากนาคาทร์ไม่รักษาคำมั่นป่านนี้มหาสงครามคงเกิดไปนานแล้ว”
“ถูกแล้วมีแต่พวกข้าที่รักษาคำมั่น ส่วนพวกท่านกลับใช้อุบายหลีกเลี่ยงพันธะสัญญา!”
เมื่อนึกถึงครั้งที่นายเหนือหัวต้องถูกหมิ่นพระเกียรติ์ในงานเลี้ยงรับรองของพวกสุริยตราขึ้นมาทีไร ชายหนุ่มก็ให้รู้สึกโมโหขึ้นมาทุกที
“ต้องขออภัยที่นายข้าเห็นแก่ตัวด้วยเพราะรักและผูกพันกับองค์ขนิษฐา อีกทั้งชาวสุริยตราศรัทธามั่นในความรัก หากต้องอภิเสกสมรสกับผู้ที่มิได้เป็นที่รักนายข้าเกรงว่าเจ้าหญิงพระองค์น้อยจะต้องทรงตรอมพระทัย ข้าถึงได้บอกเจ้าว่าเจ้าหลวงนาคินทร์ช่างน่านับถือ”
“หึ! เอกบุรุษแห่งนาคาทร์มิเคยคิดรังแกอิสตรี หากพวกเจ้าบอกกล่าวกันดีๆไม่ใช้อุบายหมิ่นเกียรติ์กันเช่นนั้น ข้าเชื่อว่าองค์เหนือหัวย่อมจะปฏิเสธพันธะที่มิยินยอม”
“ตอนนั้นใครเล่าจะรู้ได้ว่านายของเจ้าจะพระทัยกว้างถึงเพียงนั้น แต่ที่ข้าไม่เข้าใจ ก็ในเมื่อองค์นาคินทร์นั้นทรงตั้งมั่นที่จะปกป้องสุริยตรา แล้วเหตุใดเล่าจึงต้องรับนายข้าเป็นชายา?”
“สิ่งที่ทรงพอพระทัย ไม่ว่าทรงประสงค์สิ่งใดย่อมเป็นไปตามนั้น ผู้ใดเล่าจักกล้าถามไถ่ถึงเหตุผล?”
“แม้แต่เจ้าที่เป็นคนสนิทน่ะหรือ?”
“ใช่ แม้แต่ข้าก็ไม่คิดจะไถ่ถาม...ว่าแต่เจ้าเถอะหลอกถามข้าพอแล้วหรือไม่ เพราะนายของเจ้าเดินมานู่นแล้ว” กล่าวจบอรัณย์ก็ออกเดินนำไปก่อนโดยไม่รอให้เจ้าชายเสด็จมาถึง
‘ช่างเป็นบุรุษที่ปากหนักเหมือนผู้เป็นนายไม่มีผิด’ เพทายได้แต่ยิ้มเล็กน้อยให้กับแผ่นหลังที่เดินกลับไปก่อน
‘ไม่กล้าถามกับไม่คิดจะถามน่ะมันไม่เหมือนกันหรอกนะเจ้า แต่อย่างว่า...หากนายของข้าเป็นดังเช่นเจ้าหลวงแห่งนาคานทร์ข้าเองก็คงไม่คิดจะถามไถ่เช่นกัน’
โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ ^^
สวัสดีผู้อ่านทุกท่านค่ะ ขอบคุณที่ยังคอยติดตามนะคะ (แม้ว่าคนเขียนมันหายไปนานอีกแล้ว) (Y-Y) เมื่อเดือนก่อนคอมพิวเตอร์รุ่นคุณปู่ดันเจ๋งดับอนาถโดยไม่บอกกล่าวกันล่วงหน้า แถมช่วงนั้นสถานการณ์ในเมืองไม่สู้จะดี เลยไม่ได้ไปพันทิพย์เสียทีเพราะกลัวไปแล้วจะไปไม่ถึงหรือไปแล้วกลับไม่ได้อะไรทำนองนั้น
เพราะเคยเจอดีตอนช่วงงานสัปดาห์หนังสือค่ะ ที่อยู่ๆผู้ชุมนุมก็เคลื่อนขบวนกันโดยไม่บอกกันล่วงหน้า คนเขียนที่อยู่บนรถเมย์ก็ติดแหง็กอยู่กลางทางแถมกระเป๋ารถยังหันมาบอกว่าไม่ไปแล้ว กรุณาลงจากรถด้วย อ้าวไหงงั้นไม่รับผิดชอบกันเลย ตังค์ก็เก็บไปแล้วยังไปไม่ถึงครึ่งทางเลย
สุดท้ายก็ต้องเดินกลับ เพราะรถมันติดมาก
แต่ในที่สุดเมื่อต้นเดือนก็อดไม่ได้รีบไปสอยมาแล้วค่ะ(ช่วงนั้นดูเหมือนสถานณ์การจะสงบลงบ้างแล้ว) คอมใหม่เอี่ยมไฉไล แถมการ์ดจอยังแรงเข้าขั้นน้องๆเทพเลยเล่นเกมเมามันเลยวันลืมคืน การงานก็ไม่ค่อยคืบหน้า เหอเหอ
มาเข้าเรื่องกันดีกว่าค่ะ ตอนที่ 8 แล้ว รู้สึกขบวนเสด็จกลับนาคานทร์ยังไปไม่ถึงเสียทีคนเขียนเองก็ไม่นึกเหมือนกันค่ะว่าจะรอนแรมกันนานขนาดนี้ ส่วนตอนหน้าก็จะมีฉากหวานให้ได้ยลกันค่ะ หุหุ อย่าลืมติดตามกันนะคะ บายบายค่ะ ^^
Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone และ Android Phoneเตรียมพบกับ Dek-D Writer App เวอร์ชั่น iPad / Android Tablet เร็วๆนี้ ฟรี!
|
ว่าแต่คู่ของอรัณย์กับเพทายก็น่าคิดนะเนี่ย -.,-
PS. I love you more than yesterday , less than tomorow