|
“ผมคงมิอาจปฏิเสธในชะตากรรม
แต่กระนั้น ... พระเจ้าครับ ผมขอพรสักอย่างก่อนได้ไหม”
***********************************************************************************
คุณพ่อของผมเป็นนักดนตรี ... ดนตรีคลาสสิค ซึ่งมันทำให้ผมแทบบ้าตลอดช่วงระยะเวลาปิดเทอมที่ต้องโดนบังคับขู่เข็ญให้ติดสอยห้อยตามพ่อไปในงานดนตรีคลาสสิคที่แสนน่าเบื่อ
ผมเป็นนักศึกษาวิศวะที่หลงใหลในการคำนวณ งานอดิเรกของผมคือทำอะไรก็ได้ที่ใช้สมองคิดคำนวณไขปริศนายากๆผ่านสูตรและตัวเลข
ไม่ใช่ให้มานั่งแหงกอยู่ในงานคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิคแบบนี้!
ช่วงนี้พ่อของผมบ่นว่าแก่ลงทุกวันชักจะสีไวโอลินไม่ไหวแล้ว ผมก็นึกดีใจว่าถึงเวลาปลดแอกสู่อิสรภาพของผมสักทีที่ไม่ต้องไปตามชมพ่อเล่นคอนเสิร์ตคลาสสิคในช่วงปิดเทอมทุกครั้งในฐานะลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนเดียวของพ่อ
แต่ที่ไหนได้ ... ยิ่งกว่าเดิมเสียอีก พ่อเลิกเล่นคอนเสิร์ตก็จริง แต่กลับเปลี่ยนสถานะจากนักดนตรีไปเป็นนักฟังดนตรี ที่ต้องตามไปชมคอนเสิร์ตคลาสสิคทุกที่ โดยลากผมไปนั่งฟังข้างๆด้วยทุกครั้ง ซึ่งทำให้ผมไม่สามารถแอบหลับได้ดังแต่ก่อน
วันนี้ก็เป็นอีกวันเซ็งๆของผมที่ต้องถ่างตาฟังเพลงอันชวนง่วงกับพ่อ จริงๆแล้ววันนี้เจ้าเฟรมรุ่นน้องตัวป่วนโทรมาชวนผมไปเที่ยวนอกบ้าน ด้วยประโยคที่ช่างดึงดูดใจผมให้อยากออกจากบ้านเสียเดี๋ยวนั้น
“พี่เต๋า ผมมีเพื่อนมาแนะนำ ขอคอนเฟิร์มเลยว่า ผิวสวย ปากสวย ยิ้มสวย สเป็คพี่ชัดๆ เดี๋ยววันนี้จะหลอกเค้าให้มากินข้าวกับผมนะ แล้วพี่ก็ช่วยทำทีบังเอิญมาเจอผมพอดี เดี๋ยวผมจะชวนพี่มากินข้าวด้วย จากนั้นพี่ก็ค่อยๆจีบเค้าไปแบบเนียนๆละกันนะ”
แม้ว่าเฟรมจะขึ้นชื่อว่าเป็น “ตัวป่วน” แต่ผมก็ไม่อยากปฏิเสธแผนการหาแฟนให้พี่รหัสของมัน ก็แอบแปลกใจอยู่ว่า ถ้าสาวเจ้าน่ารักขนาดนั้น ทำไมถึงไม่คิดกินซะเอง ประเคนให้ผมทำไม
แต่ทันทีที่ผมออกจากบ้าน กลับถูกพ่อสกัดไว้ก่อน
“เต๋า! ลืมไปแล้วรึไงว่าวันนี้มีคอนเสิร์ต!!”
***********************************************************************************
หลังจากจบงานคอนเสิร์ตแล้ว ผมแทบจะบึ่งรถกลับบ้านในทันที แต่ด้วยฐานะแฟนคลับวีไอพีคลาสสิคตัวยงของพ่อ จะต้องตามไปพูดคุยกับนักดนตรี แถมต้องอยู่ส่งพวกเค้าให้กลับบ้านก่อนที่ตัวเองจะกลับ ทำให้ผมต้องนั่งหาวเป็นแมวรอพ่ออยู่ที่ลานจอดรถ
ใครๆก็ชอบเข้ามาทักทายกับพ่อว่า “พาลูกชายมาอีกแล้วเหรอ” ซึ่งพ่อก็หน้าชื่นตาบานตอบเขากลับไปว่า
“ลูกมันชอบ เลยพามาด้วย”
ผมเคยไม่พอใจและเถียงพ่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผลคือโดนเตะออกจากบ้านแถมตัดเงินเดือนในตำแหน่งลูกชายถึงครึ่งปี ความทรมานในครั้งนั้นทำให้ผมต้องยอมพ่อมาจนถึงทุกวันนี้
แต่อีกไม่กี่เดือน ผมก็จะเรียนจบแล้ว คอยดูเถอะพ่อ ถ้าผมทำงานแล้วมีเงินเดือนใช้เอง ผมจะเลิกฟังดนตรีคลาสสิคบ้าๆนี้อีกต่อไป
***********************************************************************************
ผมล้มลงนอนบนโซฟาประจำห้องนอนของผมอย่างเหนื่อยหน่าย ทำไมชีวิตของผมมันช่างน่าเบื่อ ผมนับถือพุทธก็จริงแต่ทำไมอยู่ๆกลับอยากขอพรจากพระเจ้า ให้ช่วยดลบันดาลให้ผมออกจากชีวิตที่น่าเศร้าแบบนี้เสียที ผมหลับตาคลายเหนื่อยสักพักก็อยากจะลุกจากเตียงไปเปิดคอมพิวเตอร์ข้างๆ เพื่อเข้าไปหาเกมส์คิดคำนวณเล่น พร้อมเปิดเพลงร็อคหนักๆเหมือนทุกๆวันตามประสาคนเอียนกับเพลงคลาสสิคเหลือทน
แต่ทันทีที่ผมลืมตาขึ้น ทุกสิ่งกลับเปลี่ยนไป
ที่ที่ผมอยู่ ไม่ใช่ห้องนอนเมื่อกี้นี้
ร่างกายของผมไม่ได้อยู่บนโซฟาที่แสนอ่อนนุ่มดังเดิม หากแต่อยู่บนพื้นอิฐสีทรายก้อนใหญ่สากสกปรกที่พร้อมบาดเนื้อกายหากขยับตัวอย่างไม่ระมัดระวัง
ที่ข้างผมมีเตียงอยู่เตียงหนึ่ง เจ้าของเตียงนั้นนั่งกำผ้าห่มแน่น แล้วมองมาที่ผมราวกับเห็นสัตว์ประหลาด
“ใคร!”
ผมเองก็ไม่ได้รู้สึกตกใจต่างจากเขาสักเท่าใดนัก เมื่อกี้ผมยังอยู่ในห้องนอนของผมอยู่เลย แต่ผมกลับมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
หรือว่าผมจะฝันไป ไม่มีอะไรที่สามารถไขปริศนาบนโลกนี้ได้นอกจากการคำนวณ คำตอบที่ดีที่สุดของเหตุการณ์อันแปลกประหลาดนี้ ไม่มีคำตอบใดชัดเจนเท่ากับประโยคที่ว่า ‘มันคือความฝัน’
ที่ทำให้ผมพบกับเจ้าหญิงในฝันบนเตียงในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย
หรือจะเรียกว่าเป็น ‘ผู้ชาย’ ที่หน้าตาสวยหวานใสราวกับเป็นผู้หญิง เจ้าของผมสียามรัตติกาลปกหน้าผากเล็กแต่มิอาจปิดบังดวงตาที่ยิ่งมองยิ่งลุ่มหลง ริมฝีปากที่ได้รูปน่าเย้ายวนชวนให้ชิดใกล้ เสื้อคลุมสีนุ่นถัดจากลำคอเล็กปักด้วยลูกไม้บางเบา ยิ่งขับนำความน่าทะนุถนอมออกมาจนอยากลิ้มลองรสชาติหวานล้ำนี้
“หรือคุณจะเป็นคนที่ ‘พระเจ้า’ ส่งลงมาให้ผม?”
ผมช่างฝันได้อย่างเป็นตุเป็นตะเสียจริง ฝันเห็นคนที่มีรูปกายน่าพิศมองขนาดนี้ เมื่อยามเอื้อนเอ่ยส่งเสียงเล็กออกมาก็ยิ่งเพิ่มความหวานน่ารักยิ่งขึ้นไปอีก เสียงไพเราะที่ชักชวนให้อยากตอบกลับเจ้าของเสียงอันนุ่มนวลนี้ แม้ว่าจะไม่รู้คำตอบใดๆก็ตาม
“คงใช่...
มั้ง”
สิ้นสุดเพียงคำสุดท้าย ภาพที่อยู่ตรงหน้าของผมก็กลับเปลี่ยนมาเป็นภาพในห้องนอน ที่เดิมของผมเอง
ยืนฝันก็ได้หรือนี่เรา?
***********************************************************************************
ระหว่างเล่นคอมพิวเตอร์อยู่ เสียงมือถือของผมก็ดังขึ้น แน่นอนว่าเป็นเสียงเพลงคลาสสิคที่ผมแขยงเสียจนได้ยินมันท่ามกลางเพลงร็อคหนักที่ผมเปิดดังสนั่นในห้องนอนที่เก็บเสียง แต่ก็ต้องจำใจใช้เพราะถูกบังคับ
“พี่เต๋า” เป็นเจ้าเฟรมเด็กป่วนคนเดิมที่โทรมา “ตกลงพรุ่งนี้นะพี่ ผมจะนัดเขามากินข้าวอีกที ขอให้ครั้งนี้พี่ไปแน่ๆนะ คราวที่แล้วต้องเลื่อนนัดเค้าไปผมรู้สึกไม่ดีเลยอ่ะ”
“ไม่ว่าง!” ผมปฏิเสธทั้งที่ใจไม่อยากจะพูดแบบนั้นเลย แต่พ่อผมเล่นซื้อตั๋วคอนเสิร์ตทุกรอบ ซึ่งจัดทุกวัน
และในวันที่มีคอนเสิร์ตนั้น พ่อจะล็อกตัวผมไม่ให้ไปไหน ราวกับรู้ว่าลูกชายมันต้องคิดหนีแน่ๆ
“โหยพี่ เซ็งอ่ะ ต้องเลื่อนวันไปอีกเหรอ ตกลงพี่จะว่างวันไหนอ่ะ”
“ไม่ว่างซักวัน!” ผมตอบกลับอย่างหัวเสียและตัดสายทันที
ผมปิดคอมพิวเตอร์แล้วจัดการอาบน้ำขจัดคราบไคลที่มีมาทั้งวัน เตรียมตัวเข้านอนพักผ่อนจากความเหนื่อยที่ต้องฟังเพลงคลาสสิคชวนง่วงเป็นเวลาร่วมชั่วโมง แถมตลอดทางที่ขับรถกลับบ้าน พ่อก็เปิดเพลงคลาสสิคบนรถกรอกหูตลอด
ผมหลับตาลงบนเตียงอีกครั้ง ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่รู้สึกนึกคิดเสียดายในความปรารถนาดีของน้องรหัส หรือว่า ‘เจ้าหญิงในฝัน’ งามงดเสียจนมิอาจเหลียวคิดถึงสาวงามใดได้อีก
แม้ว่าจะได้เห็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่กลับติดตรึงใจ และอยากฝันเห็นอีก
“อ้าว ลงไปนอนที่พื้นอีกทำไมล่ะครับ?”
เสียงเล็กเสียงเดิมที่ถวิลหา ลอยดังเข้ามาในโสตประสาท ดูท่าผมชักจะจมปลักอยู่กับ ‘เจ้าหญิงในฝัน’ มากมายเสียจริง
“อย่าบอกนะว่าจะนอนอยู่อย่างนี้ทั้งวันครับ คุณ ‘ที่พระเจ้าส่งมา’ ”
ดูเหมือนฝันของผมจะมีภาค 2 เป็นภาคต่อจากเมื่อก่อนหน้านี้ เพราะมันช่างเชื่อมต่อกันเป็นเรื่องเดียว
ผมรู้สึกเหมือนมีมือเล็กๆ กำลังเขย่าตัวผมเบาๆให้ตื่นขึ้น คงเป็นความรู้สึกในฝันที่สมองสั่งการให้รู้สึกถึงประสาทสัมผัสซึ่งความจริงมันไม่มี
ผมลืมตาขึ้นอีกครั้ง หวังว่าภาพที่เห็นจริงจะเป็นหลอดไฟบนเพดานในห้องนอนเหมือนเดิม เพราะมันจะต่างจากเดิมไปได้อย่างไร
“ทำไมต้องทำหน้าตกใจขนาดนั้นด้วย”
เพราะมันไม่ใช่อย่างที่ผมคิด ภาพตรงหน้ากลับเป็นภาพใบหน้าใสของ ‘เจ้าหญิงในฝัน’ ที่ผมพร่ำเพ้ออยากจะเจอก่อนที่ผมจะหลับตาลง
เจ้าหญิงในชุดคลุมขาวลายลูกไม้ตัวเดิมที่นั่งลงข้างกายผม ส่งรอยยิ้มบางๆให้ รอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นทุกคนต้องหลอมละลายกลายเป็นทาสแห่งความรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
“คุยเป็นเพื่อนผมหน่อย” เจ้าหญิงลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า แล้วปีนขึ้นไปนั่งที่เตียงไม้ดังเดิม
“ที่นี่ไม่มีแม้แต่เก้าอี้ คุณจะนั่งที่เตียงผมก็ได้ ผมไม่ถือครับ”
ภาพที่เกิดขึ้นราวกับเป็นของจริง สมองของผมไม่น่าจะจินตนาการภาพของเหตุการณ์ทั้งหมดได้สวยงามขนาดนี้
ผมทั้งจิกแขนตัวเอง ตบหน้าที่ตัวเองซ้ำๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ฝัน จนเจ้าหญิงหัวเราะให้กับพฤติกรรมของผม
“คุณไม่ได้ฝันหรอกครับ พระเจ้าพาคุณมาตามคำขอพรของผม ผมขอเพื่อนคุยแก้เหงาแค่ไม่กี่วันเท่านั้นครับ หลังจากนั้นคุณก็จะได้กลับไปยังที่ที่คุณมา”
หลักวิทยาศาสตร์ในสมองของผมถูกทลายลง อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด สมองของผมไม่สามารถหาคำตอบใดๆให้กับเหตุการณ์ประหลาดนี้ได้อีก ตอนนี้ทำได้แค่เพียงสั่งการให้เข้าไปนั่งที่เตียงของนางฟ้า เพื่อจะได้เข้าไปชิดใกล้ได้มากยิ่งขึ้น
“คุณชื่ออะไรครับ” เสียงเล็กเอ่ยถามผมขึ้นมาเบาๆ
“เต๋าครับ” ผมแทบอยากจะแทรกกายแทรกแผ่นดินหนีทันทีที่ดวงตาหวานมองดูผมด้วยความสงสัย
“คุณเป็นคนภาคไหนของอาณาจักร เป็นอัศวิน บัณฑิต พ่อค้า นักดนตรี หรือว่าเป็นพระกันแน่ ดูจากการแต่งตัวแปลกๆของคุณแล้วผมเดาไม่ถูกเลย”
ผมมองดูชุดของตัวเองแล้วรู้สึกสังเวชใจเล็กน้อยที่สวมชุดนอนเป็นเสื้อกล้ามสีดำกับกางเกงบ็อกเซอร์ต่อหน้านางฟ้าที่ทำหน้าฉงน
แต่จากคำถามของนางฟ้า ดูเหมือนว่านี่จะไม่ใช่โลกปัจจุบัน ดูจากในห้องที่ผมอยู่ตรงนี้แล้ว เหมือนกับศิลปะอะไรสักอย่างในสมัยยุโรปโบราณที่เหมือนจะเคยเห็นในหนังสือวิชาสังคมสมัย ม.ปลาย ที่ผมหยิบมันมาวางตรงหน้าเฉพาะวันที่มีเรียนเท่านั้น ด้วยเพราะหลงใหลในวิชาคำนวณมากกว่า
“มาจากราชอาณาจักรไทย ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ...แล้วก็ อีกไม่กี่เดือนก็จะได้เป็นบัณฑิตแล้ว”
“หืม?” นางฟ้ายกมือขึ้นมากำที่คางเล็กๆเหมือนกำลังครุ่นคิดถึงอะไรอยู่ “ราชอาณาจักรไทย คือที่ไหนหรือครับ”
“ก็ ... ไกลจากที่นี่พอสมควรเลยล่ะ ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไกลมากกว่าจะถึง” ผมไม่รู้จะอธิบายอย่างไรให้ใกล้ความจริงมากที่สุด
“อะไรนะครับ? แผ่นดินเชื่อมต่อเป็นผืนเดียวไม่ใช่หรือ หากปล่อยเรือให้ออกทะเลไปเรื่อยๆ เรือก็จะตกจากผืนน้ำสู่ห้วงอวกาศอันไกลโพ้น ก็จะไม่ได้กลับมาน่ะสิครับ ราชอาณาจักรที่คุณหมายถึง อยู่ในอวกาศห่างจากโลกเชียวหรือครับ”
ผมอดหัวเราะให้กับความไร้เดียงสาของคนสมัยเก่าอย่างเจ้าหญิงไม่ได้ ผมจะอธิบายอย่างไรดีให้กับคนสวยที่แสนโง่เขลาเกิดความเข้าใจและเลิกเถียงผมเสียที
“จะบอกความลับให้ฟังนะ ว่าโลกนี้นะ ไม่ได้แบน และตอนนี้ก็กำลังหมุนรอบดวงอาทิตย์อยู่ ถ้าอยากรู้มากกว่านี้ก็ถามพระเจ้าดูก็แล้วกัน”
“คุณอย่าโกหกผมสิ เท่าที่ผมเล่าเรียนมา โลกน่ะแบน แล้วก็เป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล คุณไม่เห็นหรือว่าพระอาทิตย์เคลื่อนที่ตลอดทั้งวันจากทิศหนึ่งสู่ทิศหนึ่งเป็นวงจร อีกอย่าง เรายืนอยู่บนโลก โลกของเราอยู่นิ่งๆ ไม่รู้สึกเลยว่าโลกกำลังเคลื่อนที่อยู่ หากโลกเคลื่อนที่จริง เราก็ต้องรู้สึกสิครับ”
ผมขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงอะไรมากมายอีก ปล่อยให้เชื่อแบบผิดๆไปเถอะ คนสวยลุกขึ้นมาเถียงมันดูน่ารักจนผมต้องยอมยกธงขาวให้
“ถามกลับบ้างได้มั้ย” แน่นอนว่าผมก็อยากรู้เรื่องราวของเจ้าหญิงในฝันมากมายเหลือเกิน
“ชื่ออะไร เป็นใครมาจากไหน ที่นี่คือที่ไหน”
“ผมชื่อคชาครับ ตอนนี้เป็น ... เอ่อ ... เป็นนักดนตรี มาจาก ... เอ่อ ... ภาคเหนือของอาณาจักร แล้วก็ ... ที่นี่ ก็คือหอคอยพิเศษที่เพิ่งสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์องค์ใหม่แห่งอาณาจักรในอีกไม่กี่วันนี้ครับ”
“โห หอคอยนี้จะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในประวัติศาสตร์เชียวหรือนี่ แล้วทำไมคุณนักดนตรีถึงได้อภิสิทธิ์มาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ”
“มันเป็นประเพณีครับ”
“คงเป็นนักดนตรีที่เส้นใหญ่มากจนได้สิทธิ์กินนอนอยู่ที่นี่”
“จะเรียกอย่างนั้นก็ได้ครับ”
เจ้าหญิงนั่งเหม่อใช้นิ้วเล็กๆเขี่ยที่นอนราวกับกำลังครุ่นคิดถึงอะไรบางอย่าง ผมมองอากัปกิริยาของเจ้าหญิงอย่างไม่วางสายตา ราวกับรูปปั้นชั้นเลิศที่เลอค่า ชวนให้นั่งพิศมองเรื่อยๆอย่างไม่รู้เบื่อ
ไม่นานนักก็มีเสียงคนเคาะประตูช้าๆ 3 ครั้ง เจ้าหญิงสะดุ้งเฮือกแล้วตัวสั่นด้วยความกลัว มือเล็กกำสั่นแน่น แต่ดวงตาหวานกลับตรงข้าม มันแฝงไปด้วยความแข็งแกร่งบางอย่างที่เป็นปริศนาให้ขบคิด เป็นความขัดแย้งที่ประหลาดนัก
ผมยื่นมือเข้าไปกุมมือเล็กนั้น มือนุ่มตอนนี้เย็นจัดเป็นน้ำแข็ง หวังว่าความร้อนในมือผมจะถ่ายทอดความรู้สึกห่วงใยและขับกล่อมให้ร่างน้อยหายหวาดกลัว
ประตูค่อยๆแง้มออกอย่างช้าๆ น้ำใสๆเริ่มคลอเบ้าดวงตาแสนหวาน ผมกำมือเจ้าหญิงแน่นขึ้นไปอีก แต่ความอบอุ่นของผมไม่สามารถคลายความเย็นของเจ้าหญิงได้เลยแม้แต่น้อย
ผมหันมองดูที่ประตูอีกครั้ง ด้วยความสงสัยว่าเจ้าหญิงกำลังกลัวอะไร
แต่ภาพที่เห็นตรงหน้า เพียงชั่วพริบตา กลับกลายเป็นประตูห้องนอนของผม
ความฝันอย่างนั้นหรือ? เมื่อกี้นี้ เป็นความฝัน อีกแล้วหรือ?
ไม่ใช่ฝันแน่นอน เพราะความเย็นและความหอมของเจ้าหญิง ยังคงกรุ่นกลิ่นติดมือของผมอยู่
แต่ในเมื่อมันเป็นภาพที่อยู่ๆก็เกิดขึ้นมา แล้วก็หายไป แล้วจะให้ผมทำอย่างไรกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ผมจะกลับไปหาเจ้าหญิงได้อีกอย่างไร
***********************************************************************************
"ไหวมั้ยเพคะ เจ้าชาย"
"จนป่านนี้แล้ว ไม่ไหวก็ต้องไหวครับ นี่ก็นับว่าเป็นครั้งที่สองแล้ว แต่ยังไม่ชินสักที แล้วนี่ผมต้องรออีกกี่ชั่วยาม ถึงจะได้เวลาพิธีอีก"
"ไม่ถึงชั่วยามเพคะ เจ้าชาย..."
ระหว่างนี้ ก็นั่งคุยกับผมก่อนได้นะครับ อีกอย่าง...เลิกเรียกผมว่าเจ้าชายเถอะ มันไม่คู่ควรกับผมแล้ว"
"ไม่เพคะ ยังไงท่านก็เป็นเจ้าชายในหัวใจของบ่าวชั่วชีวิต"
***********************************************************************************
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ผมต้องมานั่งฟังคอนเสิร์ตคลาสสิคกับพ่อ วันนี้พ่อดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษเพราะในคอนเสิร์ตรอบนี้จะมีการเปิดตัวเพลงใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบซึ่งพ่อไม่เคยสดับรับฟังมาก่อน ทั้งวงออเคสตร้าเริ่มบรรเลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเพลงนี้ที่พ่อรอคอย เสียงเพลงกระหึ่มขึ้นสอดรับจังหวะสลับเปลี่ยนหมุนเวียนไปมาชวนให้ผมรู้สึกวิงเวียนตามประสาคนไม่เข้าใจในเพลงคลาสสิค ไม่ว่าเพลงไหนมันก็น่าเบื่อเหมือนกันหมดนั่นแหละ ผมไม่เห็นจะรู้สึกถึงความแตกต่างในแต่ละเพลงเลยสักนิด ไม่เคยแม้แต่จะจดจำรายชื่อเพลงที่พิมพ์ลงในบัตรคอนเสิร์ตเพราะส่วนใหญ่มักเป็นภาษาที่ผมอ่านไม่ออก อ้างไปอย่างนั้นแหละ ถึงอ่านออกก็ไม่จำอยู่ดี เผลอๆไม่คิดจะเหลียวมองดูเลยด้วยซ้ำ มันเป็นเพียงข้ออ้างที่ผมใช้อ้างกับพ่อว่าทำไมถึงจำชื่อเพลงไม่ได้สักที
ในที่สุดเพลงใหม่ที่กล่าวกันว่ามาเปิดตัวที่นี่เป็นแห่งแรกของโลกก็จบลง ผมนั่งหาวจนน้ำตาริน โชคดีที่พ่อไม่เห็นเพราะไฟในหอประชุมศูนย์วัฒนธรรมที่จัดคอนเสิร์ตนั้นส่องฉายไปเฉพาะวงดนตรีอย่างเด่นเป็นสง่าระหว่างที่ขับกล่อมดนตรีออกมาเท่านั้น หาได้เลื่อนแสงมาที่คนฟังแต่อย่างใด แม้ว่าความมืดบริเวณที่นั่งคนดูจะทำให้ผมมองไม่เห็นหน้าพ่อ แต่ก็พอรู้ถึงความรู้สึกที่พ่อมีต่อเพลงนี้ ผมไม่ได้ยินพ่อแอบสะอื้นให้กับเพลงคลาสสิคมานานแล้ว มันคงเป็นเพลงที่เศร้าน่าดู
พอจบเพลงนี้ก็ได้เวลานักดนตรีในวงออเคสตร้าต้องพักเบรค แสงไฟภายในหอประชุมสว่างวาบเผยให้เห็นถึงทุกอาณาบริเวณของงานนี้ ผมแทบจะกลั้นขำไว้ไม่อยู่ที่เห็นหน้าพ่อแดงก่ำจากการร้องไห้ที่หนักมาก และในที่สุดก็เผลอหัวเราะออกมาเสียงดังทันทีที่เห็นชัดเจนว่าพ่อยังร้องไห้ต่อไม่เลิก จนพ่อต้องตบเข้าที่หัวของผมอย่างแรงโดยไม่เกรงสายตาผู้ชมท่านอื่นที่ขณะนี้ต่างก็มีอาการน้ำตาร่วงไม่ต่างจากพ่อ
"เขาร้องไห้กันทุกคน มัวแต่แอบนั่งหลับอยู่หรือไง!"
การที่ถูกพ่อตบหัวเป็นเรื่องธรรมดามากที่สุดสำหรับผม ไม่ว่าพ่อจะรู้สึกอย่างไร จะดีใจ เสียใจ หรือว่าโกรธก็ตาม กระโหลกของผมเป็นอันต้องโดนทุกที ผมลูบหัวตัวเองเบาๆเพราะยังไงผมก็รู้สึกเจ็บแปลบๆไม่มากก็น้อย แต่ก็ต้องแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าส่งยิ้มให้กับท่านผู้ชมรอบๆ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า ผมไม่เป็นไรครับไม่ต้องห่วงผม
หลังจากจบพักเบรคแล้ว นักดนตรีต่างก็เข้าประจำที่เพื่อขับกล่อมเพลงคลาสสิคอันน่าวิงเวียนต่อ ความรู้สึกที่ได้ฟังดนตรีแนวนี้มันไม่ต่างอะไรกับการนั่งเรียนวิชาภาษาไทยสมัยมัธยมที่ว่าด้วยเรื่องวรรณคดีไทย บทกลอนอาขยาน เสียงทำนองเสนาะที่ขับขาน เมื่อบวกเข้ากับเสียงของอาจารย์เข้าไปแล้ว มันก็ไม่ต่างอะไรกับการทานยานอนหลับชนิดรุนแรง
แต่หากเป็นเสียงอื่นๆ... เสียงแบบ 'เจ้าหญิงในฝัน' เสียงเล็กๆหวานๆ ที่ออกมาจากริมฝีปากที่อวบอิ่มได้รูปสวยล่ะก็
ผมจะรีบตื่น แล้วรีบคว้าริมฝีปากสุดหวงแหนนั้นมาเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว
"คุณเต๋า มานั่งหลับเป็นแมวอยู่ที่พื้นตรงนี้ทำไมครับ ตื่นสักทีเถอะ"
ผมรู้สึกถึงมือน้อยๆที่เขย่าตัวผมเบาๆ สัมผัสเล็กๆที่คิดคะนึงหาอยู่ทั้งวัน
"ยังหลับอยู่อีก คนที่พระเจ้าส่งมา ทำไมถึงได้ขี้เซาขนาดนี้นะ"
เสียงเล็กๆน่ารัก ที่แสดงออกถึงความว้าวุ่นใจ
เสียงเล็กๆน่ารัก ที่กำลังแก้ไขปัญหาคนขี้เซาตรงหน้า
เสียงเล็กๆน่ารัก ที่ผมเฝ้าคิดพะวงหาคิดถึงอยากจะได้ยินมันอีก
หากเป็นเสียงนี้
ผมจะรีบตื่น แล้วรีบคว้าริมฝีปากสุดหวงแหนนั้นมาเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เหตุผลถูกอารมณ์ความรู้สึกเอาชนะจนพังย่อยยับ
ผมไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรลงไป รู้เพียงว่ามันเป็นความรู้สึกที่ถูกอัดแน่นจนพังทลายหลังจากที่ถูกปิดกั้นไว้ตั้งแต่แรกที่เราพบกัน สัมผัสจากริมฝีปากสวยราวกลีบกุหลาบมิอาจเทียบได้กับสัมผัสที่เคยได้รับจากหญิงคนใด ราวกับทั้งโลกหยุดหมุน ราวกับอาศัยอยู่บนสรวงสวรรค์ที่มีแต่ความสงบสุข เจ้าหญิงตัวน้อยนั่งตัวแข็งแต่จังหวะแรงเต้นสั่นสะท้านภายในหัวใจไม่อาจปิดบังผมได้ ร่างน้อยสะดุดตกใจทำอะไรไม่ถูกจนต้องนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น เผยให้เห็นถึงความไร้เดียงสาอ่อนประสบการณ์ หากจะรุกล้ำมากกว่านี้ เพลิงพายุแห่งความรักอาจเหิมเกริมทำลายทุกสิ่งจนมอดไหม้
ในที่สุดความคิดฝ่ายอธรรมของผมก็ต้องพ่ายแพ้ต่อใบหน้าเล็กที่แต้มไปด้วยสีนวลดังกุหลาบชมพู ผมผละออกจากการกดประทับที่ริมฝีปากอันเดียงสานั้นอย่างนึกเสียดาย เพราะไม่คิดว่าจะได้รับความสุขจากสัมผัสนี้ได้อีกครั้งเมื่อใด เจ้าหญิงตัวน้อยเริ่มตั้งสติได้ จึงรีบลุกเดินหนีไปยังที่ประจำซึ่งก็คือเตียงไม้ที่ถือว่าเป็นเครื่องเรือนเพียงอย่างเดียวที่อยู่ภายในห้องแห่งนี้ เมื่อเจ้าหญิงเห็นผมลุกขึ้นเดินตามมาก็เกิดอาการละลักละลั่นแต่ยังคงความเชื่องช้าที่แลดูสง่าในแบบที่ไม่เสมือนสามัญชนทั่วไป แต่กระนั้นไม่รู้เพราะความตื่นเต้น ความกลัว หรือด้วยเหตุใดที่ทำให้อยู่ๆเรียวขาน้อยๆของเจ้าหญิงเริ่มเดินอย่างไม่สัมพันธ์กัน ที่สุดก็อ่อนแรงปล่อยกายให้ล้มลงสู่พื้นอิฐที่กรีดคม ผมรีบคว้าเจ้าหญิงเข้าสู่อ้อมอกก่อนจะหันให้กายของผมล้มรองรับความเจ็บปวดแทนร่างน้อยที่บริสุทธิ์ไร้มลทิน เมื่อสายตาของสองเราประสานกันอีกครั้ง เจ้าหญิงตื่นตกใจผละออกจากอกแกร่งแล้วจะหนีจากผมอีก
แต่ไม่ทันความคิดของผม ที่สั่งให้คว้าแขนเล็กนั้นให้แนบชิดกายอีกครั้ง ก่อนที่จะประทับจุมพิตอย่างหนักหน่วงโดยลืมนึกถึงความเดียงสาอ่อนบริสุทธิ์ ดวงตาหวานของเจ้าหญิงจ้องมองผมอย่างตื่นตะลึงแน่นิ่งเหมือนกับครั้งแรกที่ผมล่วงเกิน ความต้องการฝ่ายอธรรมของผมในครั้งนี้ แม้จะได้ชัยชนะเหนือใบหน้าเล็กตรงหน้า แต่กลับพ่ายแพ้ให้กับเพลิงพายุที่ชักนำให้เชยปลายคางเล็กเพื่อรุกล้ำเข้าไปสัมผัสความลับอันหอมหวานภายในกลีบกุหลาบอิ่มที่แสนเย้ายวน รสสัมผัสจากการเกี่ยวกระหวัดมอบความลึกล้ำจนดวงตาสวยปรือปิดลงอย่างช้าๆ แล้วเปลี่ยนการต่อต้านให้เป็นการโอนอ่อนผ่อนตาม เนิ่นนานจนได้ยินเสียงลมหายใจติดขัดของเจ้าหญิงที่ปลุกให้ความคิดฝ่ายธรรมของผมกลับคืนมา ยอมถอนออกจากรสหวานล้ำช้าๆ พิศมองดวงหน้าใสที่เต็มไปด้วยคำถามหาสาเหตุของการกระทำในครั้งนี้ ก่อนที่ผมจะเอื้อนเอ่ยเฉลยคำสั้นๆที่ไม่เคยให้ใครได้ยินมาก่อน
“รักนะครับ”
เสียงบรรเลงเพลงหวานเปี่ยมสุขดังขึ้นในหัวใจของผมพร้อมๆกับมองดวงหน้าของอีกฝ่ายที่บัดนี้แดงจัดราวกับผลมะเขือเทศสุก เพลงบรรเลงเริ่มขึ้นเสียงสูงฉวัดเฉวียนพร้อมๆกับดวงตาสวยที่คลอด้วยน้ำใสและทวีไปด้วยความสับสน ใบหน้าเล็กแสนขี้อายเอาแต่ก้มลงมองที่พื้นอิฐโดยไม่ยอมสู้หน้าจอมโจรผู้ขโมยจุมพิศในครั้งแรกและครั้งที่สอง เพลงบรรเลงเสียงทุ้มต่ำลงแม้ดูเหมือนเศร้าแต่เปี่ยมไปด้วยความหวัง เสียงหัวใจของผมรัวจังหวะดังขึ้นและถี่ขึ้นทุกขณะที่รอคำตอบจากเจ้าของเสียงว่าจะตอบรักผมกลับมาหรือเปล่า หัวใจของผมเต้นสั่นแรงดั่งกลองที่ทวีความรัวและถี่ขึ้นจนผมแทบทรมานทนไม่ไหว
เจ้าหญิงครับ รีบตอบผมเสียที หัวใจจะแตกเป็นเสี่ยงๆอยู่แล้ว
เสียงโน้ตเพลงจากเครื่องดนตรีทุกชนิดหยุดลงทั้งหมด ทิ้งไว้แต่เสียงกลองที่ยังรัวเร็วและแรงจนหัวใจของผมแทบระเบิด เสียงกลองยังคงรัวขึ้นอีกเรื่อยๆ จนผมแทบทนไม่ไหวอยากจะปิดหูก่อนที่จะหัวใจวาย
พลันก็รู้สึกแปลบๆที่ศีรษะ สัมผัสที่คุ้นเคยเหมือนเพิ่งได้รับไม่นาน เหมือนสัมผัสจากพ่อผู้คลั่งไคล้ในเพลงคลาสสิค
“จะปิดหูทำไมเจ้าเต๋า นี่มันจุด Peak ของเพลงนี้เลยนะ!”
ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้ผมใจหาย ภาพของวงออเคสตร้ากำลังหยุดเว้นแต่มือกลองที่ยังรัวไม่หยุด ทำไม? เจ้าหญิงของผมหายไปไหน? ทำไมผมต้องกลับมาในตอนนี้ด้วย?
**********************************************************************************
เขาไปแล้วแต่ทำไมหัวใจกลับไม่หยุดเต้นแรง
เจ้าขาตัวดีอยู่ๆก็มาหมดเรี่ยวแรงอะไรตอนนี้
จะตายอยู่แล้วนะ หยุดเสียทีเถอะ
ความรู้สึกแบบนี้มันคืออะไร
คงไม่แปลกที่เสียจุมพิศแรกไปแล้วใจต้องเต้นแรง
แต่มันกลับมีความรู้สึกบางอย่างแทนที่ขึ้นมา สุขก็ไม่ใช่ ทุกข์ก็ไม่ใช่
ด้วยกฎแห่งธรรมชาติ หากชายจุมพิศหญิง ความหมายที่ต้องการสื่อมีเพียงสองอย่าง คือ ต้องการแสดงให้เห็นว่าต้องการบุตรเพื่อสืบเชื้อสาย หรืออีกความหมายคือ ต้องการความรัก
แต่หากชายจุมพิศชายด้วยกัน เหตุผลแห่งการกระทำนั้น จะมีเพียงเพื่อเหตุผลเดียว
‘รักนะครับ’
พระเจ้าครับ ท่านส่งใครลงมาเป็นเพื่อนคุยแก่ผม?
ทำไมถึงรู้สึกอยากแต่งเพลงจัง
ประตูไม้ถูกเปิดแง้มอย่างช้าๆ แต่ครั้งนี้ไม่ได้สร้างความหวาดกลัวให้กับร่างเล็กแต่อย่างใด เพราะยังไม่ถึงเวลาที่ประกอบพิธีกรรม
ดวงตาเล็กหยุดความคิดที่ทำให้ใจเต้นแรงลงอย่างยากลำบาก แล้วหันไปมองที่มาของเสียงอย่างสงสัยใคร่รู้
พลันก็แย้มยิ้มออกมา เมื่อคนตรงหน้าเป็นผู้ที่คุ้นเคย ซึ่งไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีกแล้ว
เป็นเจ้าชายร่างสูง ผมดำยาวหยักศกประบ่า ที่เปล่งประกายบารมีเจิดจรัสยิ่งใหญ่จนกลบบังความล้ำค่าของเครื่องแต่งกายที่ทำด้วยหนังสัตว์และไหมชั้นดี พรั่งพร้อมไปด้วยเครื่องประดับอันเปรียบค่ามิได้ เจ้าของแววตาเหี้ยมเกรียมเย็นชาที่พร้อมสั่งเป็นสั่งตายได้ในทุกสิ่ง หากแต่เก็บความอ่อนโยนนุ่มลึกไว้ให้กับร่างเล็กตรงหน้าแต่เพียงผู้เดียว
“เป็นอย่างไรบ้างคชา น้องรักของพี่”
“พี่อ้น...ไม่สิ ว่าที่กษัตริย์องค์ใหม่...”
“อย่าพูดจาเสมือนเราเหินห่างกันนักเลย ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตามเราก็เป็นญาติพี่น้องกันเหมือนเดิม ว่าแต่ทำไมน้องรักถึงมานั่งพื้นอยู่อย่างนี้”
“คือว่า ตอนนี้ขาผมมันไม่มีแรง ...ถ้ามิบังอาจ ...ช่วยอุ้มผมขึ้นเตียงหน่อยได้ไหมครับ”
“ขาไม่มีแรง แต่แขนและนิ้วยังไหวอยู่หรือเปล่า วันนี้พี่เอาเจ้า ‘เครื่องดนตรีหมายเลข 3’ สุดโปรดของน้องมาให้เล่น แล้วที่ต้องมาเยี่ยมกันหน่อยก็เพราะเหล่านางในมาเล่าให้ฟังว่าน้องรักบ่นอุบตลอดว่าเหงา อยากหาคนคุยด้วย”
“แต่มันผิดประเพณีนะครับ”
“หยุดเถียงพี่ เราทำตามประเพณีมามากเกินพอแล้ว น้องช่วยบรรเลงเจ้าหมายเลข 3 ให้พี่ฟังเถิด พี่อยากฟังมัน”
“พี่อยากฟังเพลงอะไรบ้างครับ”
“ก็สุดแล้วแต่ใจน้องจะปรารถนาให้พี่ฟังเพลงใด”
“ผมเพิ่งแต่งเพลงได้เพลงหนึ่งเมื่อครู่นี้เอง หากไม่รังเกียจ อยากให้พี่ชายได้ฟังเป็นคนแรก”
“เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่จะได้สดับรับฟังเพลงที่นักดนตรีอันดับ 1 ของอาณาจักรเป็นผู้แต่ง”
***********************************************************************************
“พ่อนะพ่อ ตบกันได้ตั้งสองครั้งในวันเดียวกัน แถมยังทำต่อหน้าสาธารณชนอีก”
“ยังไม่สำนึกผิดนะเจ้าเต๋า เขาอุตส่าห์ประเดิมเพลงใหม่ให้ฟังตั้งสองรอบ ปรากฏว่า รอบแรกแกหลับ รอบสองยังอุดหูไม่อยากฟังอีก แกจะกล้าลองดีกับพ่อไปถึงไหน”
“โอเคครับ ผมยอมแล้วพ่อ เพลงนั้นเพราะสุดๆไปเลยครับ เพลงช่างทำมาได้เศร้ามากจนผมแทบร้องไห้”
เหมือนผมจะพูดไม่ถูกใจพ่ออีกครั้ง เนื่องจากได้รับการลงทัณฑ์อีกเป็นครั้งที่สามของวัน แต่รอบนี้ดีกว่าสองรอบแรกเพราะอยู่บนรถที่กำลังติดแหงกอยู่บนทางด่วน หวังว่าคนในรถข้างๆคงมองไม่เห็นนะ
“ไม่ตั้งใจฟังสิถึงได้บอกว่าเศร้า ที่ทุกคนร้องไห้ก็เพราะมันมีความสุขมากๆต่างหากล่ะ”
ให้ตายสิ ผมไม่เข้าใจพวกคอคลาสสิคเลยจริงๆ เมื่อไหร่รถจะหายติดสักที ขนาดหนีขึ้นมาบนทางด่วนแล้วนะเนี่ย เบื่อทนฟังเพลงคลาสสิควนซ้ำไปมาในรถเต็มแก่แล้ว
***********************************************************************************
“เพลงเพราะมากที่สุดเท่าที่พี่เคยฟังมาเลยล่ะ ว่าแต่มันเป็นเพลงที่น้องเพิ่งแต่งเมื่อครู่นี้จริงๆหรือ?”
“ใช่ครับพี่ชาย ทำไมหรือครับ”
“เพลงที่แต่งออกมา จะเป็นตัวสะท้อนว่า ณ ขณะนั้นผู้ที่แต่งเพลงรู้สึกอย่างไร เพลงสักครู่นี้ พี่รู้สึกถึง ‘ห้วงรัก’ การที่น้องอยู่ที่นี่คนเดียว น้องจะรู้จักกับมันได้อย่างไร หรือว่าน้องแอบชอบพอกับใครก่อนที่น้องจะมาที่นี่”
“รู้สึกถึง ‘ห้วงรัก’ เชียวหรือครับพี่ชาย”
“ตอบพี่มาก่อนคชา ว่าน้องชอบพอกับใครอยู่”
ดวงตาเล็กทอดมองไปที่นอกหน้าต่าง นอกหอคอย ชีวิตก่อนที่เข้ามา ณ ที่แห่งนี้ เต็มแต้มไปด้วยเสียงดนตรีและการรักสันโดษไม่เข้าหาผู้อื่น การจะชอบพอกับใครสักคนก่อนเข้ามาพักอาศัยที่นี่ จนออกมาเป็นดนตรีห้วงรัก จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ มูลเหตุที่ทำให้หัวใจเต้นแรงแบบนี้คงไม่ใช่สาเหตุใดแล้ว นอกจาก…
“...ผมอยู่ที่นี่...โดดเดี่ยว...เหงา...อ้างว้าง บางทีทั้งหมดทั้งมวลของความรู้สึกเหล่านั้น มันได้ถูกกลั่นกรองร้อยเรียงออกมากลายเป็นความรู้สึกอ่อนแอจับขั้วหัวใจ ...ณ ในขณะที่คนเราอยู่ในช่วงที่เหน็บหนาวที่สุดในชีวิต หากมีใครสักคนได้เข้ามาเติมเต็มเคียงข้างหัวใจที่กำลังจะแตกสลายดวงนั้น ‘ห้วงรัก’ อาจถูกก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆก็เป็นได้”
“หมายความว่าอย่างไรหรือน้องรัก”
“ช่วงนี้ พระเจ้าส่ง ‘แมวสีขาว’ มาเป็นเพื่อนเล่นของผมน่ะครับ”
มือน้อยๆกุมที่อกข้างซ้ายของตัวเองซึ่งในเวลานี้มันสั่นเร็วระรัวรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก แม้จะต้องทนทรมานกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงไร แต่ในเมื่อแน่ใจแล้วว่าสิ่งนี้เรียกว่า ‘ความรัก’ ซึ่งเป็นคำตอบของปริศนาที่ทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจผิดแปลกไปแล้วนั้น พลันรอยยิ้มสวยของเจ้าหญิงที่ตกอยู่ในวังวนแห่งรักก็ถูกเปิดเผยออกมาให้เห็น รอยยิ้มที่เผาผลาญทั้งกองทัพให้ยอมศิโรราบ รอยยิ้มที่แทงลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจของเหล่าแม่ทัพ รอยยิ้มที่ฆ่าได้แม้กระทั่งว่าที่กษัตริย์ที่นั่งอยู่เคียงข้าง
‘ห้วงรัก’ ที่เกิดขึ้นจาก ‘แมวจรจัด’ ที่ล่วงล้ำเข้ามายังหอคอยอันศักดิ์สิทธิ์นี้
จะสำคัญไปกว่า ‘ห้วงรัก’ ที่เกิดขึ้นจาก ‘เจ้าหญิงตัวน้อย’ ที่ล่วงล้ำเข้ามายังหอคอยศักดิ์สิทธิ์แห่งเก่าได้อย่างไร
มันเป็นเรื่องราวในอดีต อดีตที่อยู่คนเดียวอย่างแข็งแกร่ง ไม่เคยเหลียวมองสนใจผู้ใด
“ท่านอาเป็นอย่างไรบ้าง อาการป่วยของท่านดีขึ้นหรือยังครับ”
“ข้าไม่ได้ป่วยสักหน่อย ตอนนี้ก็ยังแข็งแรงสบายดี ไม่ต้องห่วง”
“ท่านพ่อไม่มาเยี่ยมท่านอาบ้างเลยหรือ”
“ปล่อยให้เตรียมการเข้าพิธีเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ไปเถิด อย่ามาสนใจเยี่ยมอาเลย มันเสียเวลา”
ก่อนที่เจ้าชายน้อยผมดำประบ่าจะเอ่ยสิ่งใดออกมาอีก ทันใดนั้น ประตูไม้ภายในห้องก็ถูกผลักเปิดออกมาดังโครม
เป็นฝีมือของหนูน้อยตัวเล็ก เจ้าของผมม้าปกคิ้วสียามรัตติกาล ดวงตากลมโตหวานล้ำรับกับจมูกเล็กๆ ริมฝีปากรูปสวยงดงามราวกับเจ้าหญิง ข้างหลังสะพายกระเป๋าหนังขนาดใหญ่สำหรับใส่เครื่องดนตรีที่ดูใหญ่เกินตัวของเด็กน้อย ร้องไห้ขี้มูกโป่งอาบทั้งใบหน้าโผเข้ากอดผู้เป็นอาที่มีสีหน้าตกตะลึงกับการที่เด็กน้อยล่วงล้ำเข้ามาในสถานที่แห่งนี้
“ฮือๆๆ ท่านพ่อ ท่านหนีชามาอยู่ที่นี่ทำไม ชาตามหาท่านพ่อตั้งนาน ดีที่สะกดรอยตามพี่ชายหน้าแก่คนนี้ถึงได้เจอกัน ฮือๆๆ”
“เจ้าตัวเล็กเอ๋ย ขี้แยแบบนี้โตมาจะเป็นคนอ่อนแอนะ ดูสิ แบกเจ้าหมายเลข 3 ขึ้นมาถึงที่นี่เลยหรือ หอคอยที่นี่ก็สูงไม่ใช่เล่น ...ไหนลองเล่นมันให้พ่อฟังให้ชื่นใจสักหน่อยสิ”
“ได้ครับท่านพ่อ แต่ว่า พ่อต้องสัญญากับชาก่อนนะว่าหลังจากที่เล่นจบแล้วพ่อต้องพาชากลับบ้าน ชาเบื่อที่นี่เต็มทนแล้วนะฮือๆๆ อยู่บ้านที่ทางเหนือสบายกว่ากันตั้งเยอะ อยู่ที่นี่ชาลำบาก อาหารก็กินไม่เป็น ที่ทางก็ไม่รู้จัก ไหนจะต้องมาแต่งตัวแปลกๆหนักๆรุ่มร่ามแบบนี้อีก อยู่นู่นชาสบายใจกว่าตั้งเยอะ อีกอย่างหลุมศพท่านแม่ก็อยู่ที่นู่นด้วย”
“หยุดร้องไห้แล้วเล่นเจ้าหมายเลข 3 ให้พ่อฟังเสียที พ่อขี้เกียจฟังคนบ่นแล้วนะ”
เจ้าตัวเล็กหยุดบ่นอย่างว่าง่าย เช็ดน้ำตาออกด้วยแขนเสื้อสกปรกจนทั้งหน้าดูมอมแมม มือน้อยๆหยิบเครื่องดนตรีคู่ใจออกมาจากกระเป๋าหนัง ก่อนจะหันค้อนขวับหาพี่ชายคนแปลกหน้าแล้วขยิบตาเป็นสัญญาณว่าให้ออกไปจากที่นี่ พี่ชายที่กำลังมองเจ้าตัวเล็กอย่างไม่วางตาแต่แรกเหมือนจะเริ่มรู้ตัว คิดจะก้าวออกจากห้องเพราะรู้ตัวว่าเป็นส่วนเกิน แต่ทันใดนั้น ผู้มีศักดิ์เป็นอากลับห้ามเอาไว้ก่อน แล้วเชิญชวนมาฟังเพลงด้วยกัน
“ไม่ได้นะท่านพ่อ พี่ชายหน้าแก่คนนี้เป็นคนนอก ไม่สมควรจะอยู่ฟังเราสองพ่อลูกคุยกันแต่แรกด้วยซ้ำ”
“เขาไม่ใช่คนนอก” ผู้เป็นบิดามองดูเด็กชายหน้าหวานอย่างนึกเอ็นดู “แต่เป็นลูกพี่ลูกน้องของชา เป็นญาติสายตรงที่ใกล้ชิดกับพ่อและชามากที่สุด แทนที่จะเรียกว่าพี่ชายหน้าแก่ ชาควรจะเรียกเค้าว่าพี่อ้น”
“แล้วไงล่ะครับท่านพ่อ ใกล้ชิดกันแบบไหนทำไมผมถึงไม่รู้จักมาก่อน”
“พ่อผิดเองที่มัวแต่ไปเที่ยวทางเหนือเสียนาน หลงใหลความเรียบง่ายของที่นั่นจนปักหลักคิดจะอยู่ทั้งชีวิต ไม่ยอมกลับมาที่เมืองหลวงอันเป็นบ้านเกิดที่มีญาติพี่น้องพรั่งพร้อมที่นี่”
“หมายความว่าท่านพ่อจะไม่กลับบ้าน ...จะไม่กลับไปหาท่านแม่อีกแล้ว”
“ความรักที่พ่อมีต่อแม่มิมีวันเสื่อมคลาย ตั้งแต่แรกเป็นอย่างไร วันนี้ก็เป็นเช่นนั้น อย่างไรบั้นปลายชีวิตของพ่อก็ต้องกลับไปทางเหนือ อีกไม่กี่วันพ่อต้องกลับไปหาผู้หญิงที่รักที่สุดในชีวิตแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามประเพณีให้ดีที่สุด และชา ลูกรักเพียงคนเดียว พยานรักสุดดวงใจของพ่อ พ่อจำเป็นต้องทิ้งชาไว้ที่นี่ การไปอยู่เหนือดูจะเป็นการเห็นแก่ตัวกับชามากเกินไป เพราะเป็นการอยู่เยี่ยงสามัญชนที่อดอยากแร้นแค้น แทนที่จะอยู่รับความสะดวกสบายตามฐานันดรที่มีมาแต่เกิด ชาเป็นเจ้าชาย ควรอยู่ในพระราชวังดังที่เจ้าชายองค์หนึ่งควรจะกระทำ”
“พ่ออยู่ไหน ชาก็จะอยู่ด้วย ฮือๆ” เจ้าตัวเล็กเริ่มร้องไห้หนักอีก “ผมอยู่ที่นี่คนเดียวไม่ได้นะครับ”
“ไม่ได้หรอกชา คนเราไม่สามารถหลีกหนีพ้นต่อสิ่งที่เรียกว่า ‘ชะตากรรม’ ได้ แม้ว่าจะวิ่งหนีให้ไกลแค่ไหน แต่สุดท้าย ‘ชะตากรรม’ ก็จะตามหาเราจนพบ อย่าไปฝืนต่อมันเลยชา ปล่อยให้มันพาเราเดินทางไปในที่ที่ควรจะเป็น เพราะอย่างไร มันไม่ได้พาเราไปยังห้วงแห่งความทุกข์เพียงอย่างเดียว แต่มันพาเราไปหาสุขด้วย พ่ออยากให้ชามีความสุขให้เต็มที่ในเมืองหลวง ดินแดนศิวิไลซ์ที่มีแต่ความสะดวกสบาย ทางเหนือนั้น การเล่นดนตรีอาจเป็นชนวนแห่งสงคราม หากแต่ในเมืองหลวง ดนตรีเป็นสิ่งที่สร้างความสนุกสนานของบุคคลชั้นสูง ชาจะมีเวลาฝึกซ้อมเล่นดนตรีได้อย่างสบายใจไม่ต้องหลบๆซ่อนๆเหมือนเมื่ออยู่ทางเหนืออีกต่อไป”
“ชายอมไม่เล่นเจ้าหมายเลข 3 หากขออยู่กับท่านพ่อดังเดิม”
“พ่อไม่อยากเถียงชาอีกต่อไปแล้ว ช่วยเล่นเจ้าหมายเลข 3 ดังๆให้พ่อชื่นใจเร็วเข้า และถ้าเล่นจบเพลงแล้วก็จงกลับไปยังพระราชวังพร้อมกับพี่ชายคนนี้ซะ
เสียงดนตรี เพลงจากเจ้าหมายเลข 3 ที่เจ้าตัวเล็กเล่นออกมาแทบฟังไม่เป็นเพลง ทำให้ผู้เป็นบิดา และพี่ชายซึ่งเป็นญาติสายเลือดใกล้ชิดอดหัวเราะออกมาไม่ได้ แต่เจ้าของหมายเลข 3 ที่ว่า ก็ไม่สนใจกับความไม่เชี่ยวชาญในดนตรีของตัวเองเพราะเชื่อว่าสักวันต้องดีขึ้น และต้องเป็นอันดับ 1 ของราชอาณาจักรให้ได้
หลังจากเล่นจบแล้ว เจ้าตัวเล็กแสนขี้แยก็ไม่ยอมจากผู้เป็นพ่อ เอาแต่ร้องไห้กอดขาไว้แน่น จนพี่ชายอีกคนต้องช่วยแกะคนตัวเล็กออกอย่างยากเย็นซึ่งก็ไม่เป็นผลแต่อย่างใด สุดท้ายเด็กขี้แยร้องไห้เหนื่อยจนผลอยหลับไป ผู้เป็นบิดาจึงขอร้องแกมบังคับให้พี่ชายต้องแบกน้องขึ้นหลังลงจากหอคอย
“อ้น...อาฝากเจ้าลูกชายตัวดีของอาด้วย ชีวิตของมันทำอะไรไม่เป็นนอกจากเล่นดนตรี ถึงแม้ว่าตอนนี้ยังเล่นได้แค่นี้ก็เถอะ อีกอย่างที่สำคัญ อาไม่รู้ว่าในพระราชวังสมัยนี้มันเป็นอย่างไรเพราะอาไม่ได้กลับไปเสียนาน ความชิงเด่นชิงดี การแก่งแย่งทำร้ายกันลับหลัง ไม่รู้ว่ายังเป็นเหมือนก่อนหรือไม่ ช่วยดูแลคุ้มครองชา และรักชาอย่างที่พี่ชายคนหนึ่งควรจะรัก ตราบจนถึงวันสุดท้ายในชีวิตของเขา อาไว้ใจในตัวอ้น ...ในฐานะที่เป็นว่าที่รัชทายาทอันดับ 1 และว่าที่กษัตริย์องค์ต่อไปในอนาคต”
เสียงสะอื้นเล็กๆละเมอดังที่ข้างหลังของเจ้าชายผู้มีฐานะสูงส่ง เจ้าของเครื่องดนตรีหมายเลข 3 ยังคงทำให้ไหล่ของเขาชุ่มไปด้วยน้ำตาตลอดทางลงบันไดของหอคอย เจ้าตัวเล็กที่รุกล้ำเข้ามายังหอคอยอันศักดิ์สิทธิ์ ดวงตาหวานซึ้งที่ดึงดูดสายตาให้จ้องมองมิหยุดหย่อน ริมฝีปากน้อยๆอิ่มได้รูปและเผยอเล็กๆราวกับเชื้อเชิญให้ลิ้มรสความหอมหวาน แก้มใสสีแดงอมชมพูธรรมชาติปราศจากการแต่งแต้มที่งดงามกว่าเจ้าหญิงตัวน้อยทุกองค์ในราชอาณาจักร ความพยายามในดนตรีที่แสดงออกมาอย่างกล้าหาญแม้ว่ายังทำออกมาได้ไม่ดีนัก เจ้าตัวเล็กที่รุกล้ำเข้ามาในหัวใจที่ยืนยงดุจหินผาจนทำให้หัวใจที่แข็งแกร่งกว่าอัญมณีใดๆในโลกกร่อนร้าว เจ้าตัวเล็กที่ทำให้ ‘ห้วงรัก’ เกิดขึ้นได้แม้แค่แรกพบ อยากมอบความทะนุถนอม อยากคุ้มครองดูแลให้หายบอบช้ำ ตราบเท่าที่ ‘ชะตากรรม’ จะอนุญาตพาก้าวเดินไป อยากเก็บไว้เป็นของตัวเองคนเดียว
“แน่นอนครับท่านอา
ผมจะรักอย่างที่ ‘พี่ชาย’ คนหนึ่งควรจะรัก
และจะรักอย่างที่ ‘ผู้ชาย’ คนหนึ่งควรจะรัก
*************************************************************************************
เจ้าชายตัวน้อยวิ่งร้องไห้เสียงดังอย่างไม่คิดอายใครอีกต่อไป พลันขาอ่อนแรงล้มลงข้างกำแพงหน้าพระราชวัง แผนการที่จะกลับทางเหนือพร้อมกับบิดาพังทลายลงยับเยิน แม้จะล่วงรู้เวลาของรถม้าที่จะพาผู้เป็นบิดากลับทางเหนือก็ตาม หากแต่สิ่งที่บิดาเผยออกมาให้เห็นในรถม้านั้นเป็นสัญลักษณ์อย่างดีเยี่ยมที่จะสื่อให้ผู้เป็นลูกรู้ว่า ‘ไม่ต้องตามมา’ ทำให้เด็กน้อยล้มทั้งยืนจนปล่อยให้รถม้าวิ่งออกไปไกลจนกระทั่งลิบตา
เจ้าชายผู้มีฐานะสูงกว่าวิ่งตามหาอีกคนจนพบอยู่ที่หน้ากำแพงพระราชวัง เห็นน้องชายผู้เป็นญาติสายเลือดใกล้ชิดร้องไห้ออกมาไม่หยุดหย่อนก็ปริ่มจะขาดใจ นิ้วแกร่งปัดน้ำใสๆออกมาจากพวงแก้ม เก็บกระเป๋าสัมภาระใบใหญ่และกระเป๋าที่บรรจุเจ้าหมายเลข 3 ที่ล้มระเนระนาดขึ้นมา พลันโอบกอดน้องชายให้หายเสียใจพร้อมกับเอ่ยถึงเสี้ยวหนึ่งของความในใจให้อีกฝ่ายได้รับรู้
“ไม่เป็นไรนะชา อยู่ที่นี่แหละ ...อยู่กับพี่ พี่จะคุ้มครองน้องชาย ‘สุดที่รัก’ คนนี้เอง”
***********************************************************************************
“พี่ชายคิดอะไรอยู่หรือครับ เหม่อนานเชียว” ใบหน้าหวานแม้เพียงจ้องมองพี่ชายอย่างฉงนสงสัย แต่ก็เรียกรอยยิ้มแห่งรักของอีกฝ่ายได้อย่างไม่ยากเย็น
“คิดถึงวันแรกๆที่ชาเข้าวัง”
“อย่าเลยครับพี่ชาย ผมอาย สมัยก่อนผมออกจะขี้แยและขี้เหวี่ยงไปสักหน่อย”
“ไม่เลยชา ภาพที่พี่เห็น เป็นน้องชายที่วันๆเอาแต่ขลุกอยู่กับดนตรีเงียบๆคนเดียว ไม่ได้ไปเหวี่ยงกับใคร อยู่อย่างเรียบง่าย จิตใจงดงามจนกลายเป็นเจ้าชายขวัญใจของเหล่านางในทุกคนจนพี่ชักอิจฉา”
“พี่จะไม่ได้อิจฉาผมอีกแล้วครับ เพราะตอนนี้ผมไม่ได้เป็นเจ้าชาย และไม่มีวันกลับไปยังพระราชวังอีกต่อไปแล้ว”
“พี่ขอโทษ ที่พี่ไม่รักษาสัญญา ขอโทษ...ที่คุ้มครองชาไม่ได้”
“พี่คุ้มครองผมมาทั้งชีวิตแล้วครับ ขอบคุณที่ดูแลกันมาตลอด ผมเติบโตมาโดยที่ไม่เข้าใจประเพณีในรั้วในวังตั้งแต่แรก ขอบคุณที่สั่งสอนผมเรื่อยมาโดยไม่รังเกียจ ขอบคุณที่ส่งเสริมให้ผมเล่นดนตรีได้ไพเราะ หลังจากที่พิธีการจบลงและพี่ได้เป็นกษัตริย์แล้ว ผมขอร้องให้พี่พาผมกลับทางเหนือพร้อมกับเจ้าหมายเลข 3 หน่อยนะครับ ผมจากที่นั่นมานานเกินพอแล้ว คิดถึงทางเหนือมากเหลือเกิน ไม่รู้ว่าบรรยากาศจะเปลี่ยนไปจากสมัยที่ผมเป็นเด็กตัวเล็กๆมากเพียงไร ผมเกิดที่ไหน ก็ควรกลับไปตายที่นั่น อีกอย่าง จะได้กลับไปเล่นเจ้าหมายเลข 3 แบบเพราะๆ ให้ท่านพ่อกับท่านแม่ฟังอีกด้วย”
“ชา...บอกรักพี่...ได้ไหม”
“ครับ ผมรักพี่อ้นครับ ขอบคุณมากสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง”
“พี่รักชานะ รักมากกว่าใครใดๆบนโลกใบนี้ พี่จะไม่ยกหัวใจให้ใครอีกนอกจากชา ที่ทำให้พี่ตกอยู่ใน ‘ห้วงรัก’ ที่แสนทรมานนี้แต่เพียงผู้เดียว”
***********************************************************************************
บ้าไปแล้ว รถติดบนทางด่วนร่วมห้าชั่วโมงแล้วนะ วันนี้มันเป็นวันมหาวิปโยคโศกนาฏกรรมบนท้องถนนหรืออย่างไร และที่สำคัญ ในห้าชั่วโมงนี้ ผมโดนเพลงคลาสสิคกรอกหูจนรู้สึกอยากจะอาเจียนออกมาราวกับได้รับยาพิษร้ายแรงอะไรสักอย่าง
เสียงมือถือของผมดังขึ้น เรียกรอยยิ้มกว้างแสนชื่นใจของคุณพ่อออกมา ก็แน่นอนสิ ในเมื่อมันเป็นเสียงเพลงคลาสสิค
เป็นเจ้าเฟรมคนเดิมที่โทรมา ซึ่งผมคิดว่า น่าจะเป็นเรื่องเดิมๆ เรื่องชวนไปกินข้าวกับสาวเพื่อนของมัน
“วันนี้ไม่ว่างโว้ย รถติดตายชัก” ด้วยความหงุดหงิดที่มีอย่างยาวนานร่วมหลายชั่วโมงทำให้ผมหลุดวาจาไม่สุภาพออกมา ซึ่งทำให้พ่อที่นั่งอยู่ข้างๆไม่พอใจเล็กๆ ที่มีลูกชายทำตัวไม่สมกับเป็นลูกผู้ดีแบบที่พ่อพร่ำสอนมาตั้งแต่ยังเด็ก
“แหะๆ รู้ด้วยหรอว่าผมจะโทรมาเรื่องนี้” เสียงเจ้าน้องรหัสตัวแสบแอบเจื่อนลงเพราะสิ่งที่คาดไว้ไม่เป็นดังหวัง “แต่พี่เต๋าครับ คือว่า...เขาจะไปเรียนต่อที่อังกฤษแล้ว และจะต้องขึ้นเครื่องวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้...แล้วก็ วันนี้ก็เป็นวันพฤหัสแล้ว”
“ไอ้เฟรม การที่แกจะมอบของมีค่าให้คนอื่น มันเป็นสิ่งที่ยากมากพี่รู้ ...เล่าความจริงมาซะ!”
“โหยพี่เต๋า ในที่สุดก็รู้ทัน เฮ้อ...ผมบอกพี่ก็ได้ คือ ผมก็รักเขาอยู่ ทุกวันนี้ก็ได้แต่จีบเนียนๆไปวันๆ แต่เขาก็นิ่งเกินจนผมเป็นทุกข์ ก่อนที่เขาจะไปเมืองนอก ผมก็อยากพิสูจน์หัวใจของเจ้าตัวว่าตกลงแล้วคิดอย่างไรกับผม ก็เลยต้องขอให้พี่ช่วยทำตัวหน้าม่อใส่เขาบนโต๊ะอาหาร ผมจะได้ใช้โอกาสนี้ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษในการให้ความคุ้มครอง สร้างสถานการณ์บีบคั้นให้เขาบอกความในใจที่มีต่อผมสักที ผมจะได้มีเป้าหมายในการดำรงชีวิตที่ชัดเจน คือทำทุกอย่างเพื่อเขาคนเดียว ไม่ทำตัวป่วนไปวันๆเหมือนทุกวันนี้”
“บ้าเอ๊ย วางแผนใช้พี่เป็นเครื่องมือในการจีบสาว!”
“ข...ขอโทษครับ ผมคิดว่าพี่ตีบทแตกที่สุดในบรรดารุ่นพี่ทุกคน เลยต้องขอใช้บริการพี่สักหน่อย พี่ช่วยน้องหน่อยนะ คือ ถ้าพี่ช่วยผม ผมสาบานเลยว่าจะเลิกป่วนพี่ตลอดระยะเวลาที่เรียนมหาลัยเลย”
ผมนึกระอาในแผนการของน้องรหัสตัวดี น้องที่เอาแต่ใจมากที่สุดในบรรดารุ่นน้องคนอื่นๆ เห็นผมเป็นคนเจ้าชู้ขนาดนั้นเชียว ผลตอบแทนที่ได้รับก็ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย ผมมีระยะเวลาเป็นนักศึกษาเหลืออีกแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น แต่กลับต้องแลกด้วยการที่มีผู้หญิงคนหนึ่งรังเกียจผมซึ่งมีภาพเป็นเจ้าชู้เพลย์บอยตลอดชีวิต แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ อาจเพราะประโยคเวิ่นเว้อของรุ่นน้องที่อยากมีเป้าหมายในการดำรงชีวิตที่ชัดเจน ด้วยการมีใครสักคนเคียงข้างในหัวใจให้อุ่นใจ ไม่ใช่ต้องมัวแต่รอคำตอบว่ารัก จนหัวใจปั่นป่วน จนหมดสิ้นเรี่ยวแรง อยู่อย่างทรมาน ซึ่งความรู้สึกแบบนี้ ผมรู้ซึ้งและตระหนักดีว่ามันเป็นทุกข์แค่ไหน ผมจึงจำใจตอบรับยอมไปเล่นละครตบตาเพื่อหารักแท้ให้น้องรหัส
ผมตัดสินใจขับรถลงทางด่วนเพราะพ่อเริ่มบ่นว่าอยากเข้าห้องน้ำ การมาวิ่งข้างล่างก็ดีอยู่เหมือนกันเพราะพ่อผมจะได้แวะไปทำธุระในห้างสรรพสินค้าและนั่งรถไฟฟ้ากลับบ้านได้เลยโดยไม่ต้องเสียเวลามานั่งแหงกรถติดอยู่ด้วยกันบนรถ อีกอย่างผมเองก็อยากปิดเพลงคลาสสิคบนรถแทบแย่
หลังจากที่พ่อลงจากรถไปแล้ว ผมก็จัดการปิดเพลงในเดี๋ยวนั้นทันที แล้วแทนที่ด้วยเพลงร็อคหนักตามสไตล์ที่ผมชอบ
ผมเหลียวมองมาที่นั่งข้างๆที่บัดนี้ว่างเปล่า แต่ก็ว่างเปล่าแค่คน ข้าวของต่างๆยังอยู่ครบ ทั้งกระเป๋าต่างๆรวมถึงบัตรคอนเสิร์ต
ผมหยิบบัตรนั้นขึ้นมาอ่านฆ่าเวลาบนรถ ชื่อเพลงใหม่ที่นำมาเปิดตัวเป็นภาษาอังกฤษที่ผมอ่านออก พาดหัวตัวใหญ่กึ่งกลางบัตรให้เห็นกันชัดๆ แต่คนอย่างผมไม่ได้สนใจอะไรของพวกนี้ จึงไม่ทันได้สังเกตตั้งแต่แรก
‘White Cat in the Tower’
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นอีกครั้ง เจ้าเฟรมตัวป่วนโทรมาอีกเพื่อนัดวันเวลาและสถานที่ในการเล่นละครเพื่อจีบสาว น้ำเสียงของรุ่นน้องคนนี้ในขณะที่เล่าแผนการดูจริงจังราวกับเป็นคนละคน หรือจะเป็นอานุภาพแห่งรักที่สามารถเปลี่ยนแปลงคนเราได้จากหน้ามือเป็นหลังมือ
ในที่สุด ผมก็กลับถึงบ้านในอีกสองชั่วโมงต่อมา จัดการเหยียดกายนอนลงที่โซฟาภายในห้องด้วยอาการปวดเมื่อยไปทั้งตัวจากการนั่งนิ่งๆในรถเป็นเวลาหลายชั่วโมง เมื่อเช้าผมลืมเปิดหน้าต่างห้องเพื่อระบายอากาศ ทำให้ตอนนี้ห้องของผมอับและทำให้หายใจได้ไม่เต็มปอด จึงต้องเปิดหน้าต่างออกเพื่อซึมซับไอเย็นจากภายนอกให้ร่างกายสดชื่นขึ้นมาบ้าง ภายนอกหน้าต่างนี้ผมมองเห็นดวงจันทร์สุกสกาวเด่นชัด แม้จะเกือบเต็มดวงก็ตามแต่ก็สามารถส่องสว่างและทำให้โลกที่ไร้แสงไฟสดใสได้ในยามค่ำคืน
พูดถึงโลกที่มืดมิดในเวลาที่อาทิตย์ลับขอบฟ้าแล้ว ดูจะไม่มีเหตุผลเพราะสถานที่ที่ผมอยู่คือกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทยที่เต็มไปด้วยแสงสี เมืองหลวงที่ไม่มีวันหลับใหล ทุกธุรกิจจึงต้องมีการแก่งแย่งชิงดีขยับขยายเวลาในการดูแลลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง พอนึกถึงเรื่องแบบนี้แล้ว ก็ทำให้ผมคิดถึงเจ้าหญิงบนหอคอยในอดีตกาล ที่เวลากลางคืนเป็นช่วงเวลาแห่งความมืดมิดอย่างแท้จริง เจ้าหญิงที่ผมบอกรักเขาไปแล้ว และตอนนี้ก็ยังรอคำตอบนั้นอยู่ ผมยินดีที่จะดูแลเจ้าหญิงตลอด 24 ชั่วโมง อยากอยู่เคียงข้างตลอดไป อยากพามาอยู่ด้วยกัน อยากพบเมื่อไรก็ได้พบ ไม่ต้องรอให้พระเจ้าไปรับไปส่งอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้
พลันดวงจันทร์กลับสว่างไสวขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ บรรยากาศรายรอบหน้าต่างดูมืดมิดลงราวกับไม่มีสิ่งใดปรากฏอยู่เบื้องใต้แสงจันทร์ ผมคงง่วงนอนเกินไปจนเห็นภาพรายล้อมเริ่มพร่ามัว คิดจะปิดหน้าต่างแล้วกลับเตียงนอนตัวเองเพราะลมภายนอกเริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆ
ผมสะดุดกึกอยู่ที่หน้าต่าง แต่เดิมหน้าต่างในห้องผมจะเป็นกระจกเลื่อนสำหรับเปิดปิด แต่บัดนี้กระจกนั้นหายไป กลับกลายเป็นหน้าต่างเปลือยๆที่ก่อขึ้นด้วยอิฐคม อิฐสีเดิมภายในหอคอยที่เก็บเจ้าหญิงที่แสนน่ารัก เจ้าหญิงที่ผมเฝ้ารอคำตอบของหัวใจว่าคิดอย่างไรกับผม
ผมรีบหันหลังกลับอย่างไม่รีรอ เพราะมั่นใจว่าผมกลับมาแล้ว
กลับมาหาเจ้าหญิงที่ผมรัก
เจ้าหญิงนั่งทอดกายอยู่บนเตียงไม้สลักงามวิจิตร ภายในห้องหอคอยยามค่ำคืนนี้ มีเพียงแค่แสงเทียนภายในตะเกียงส่องสว่างอยู่เท่านั้น ทันทีที่เจ้าหญิงเห็นผม แก้มเปล่งปลั่งก็ประกายสีชาดออกมาอย่างน่าหลงใหล แม้ว่าความสว่างจากเทียนจะไม่มีประสิทธิภาพในการสร้างทัศนวิสัยได้เท่ากับแสงไฟในโลกปัจจุบัน แต่ความงดงามของเจ้าหญิงไม่อาจถูกปิดบังด้วยอุปสรรคแห่งแสงเทียนได้เลย
ผมก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้ชิดที่เตียงมากขึ้น เจ้าหญิงเอาแต่นั่งกอดเข่าจ้องที่ผ้าห่มของตัวเองโดยไม่สบตาผมแม้แต่เสี้ยววินาที พระเจ้าพาผมกลับมาหาเจ้าหญิงเพื่อมารับฟังคำตอบแห่งหัวใจ ผมจะไม่ทำให้ระยะเวลาแห่งความสุขที่ได้อยู่ด้วยกันนี้สูญเปล่าอย่างไร้ประโยชน์
ผมนั่งลงที่เตียงแล้วจ้องมองเจ้าหญิงที่แสนขี้อาย ด้วยท่าทีของเจ้าหญิงที่แสดงออกให้ผมเห็นในตอนนี้ทำให้ผมประจักษ์แก่ใจว่าเจ้าหญิงก็คงมีใจให้ผมไม่แตกต่างกัน หากคนเรามีความลำบากใจให้กันก็คงเอ่ยวาจาปฏิเสธในรัก หรือไม่ก็ไล่กันให้พ้นตา ไม่ใช่อาการขวยเขินไม่ยอมสบตาอยู่แบบนี้
“ผมรักคชานะครับ ...แล้วคชารักผมไหมครับ”
เจ้าหญิงแทบจะมุดจมเข้าไปในผ้าห่มผืนใหญ่ ลมหนาวที่พาดพัดเข้ามายังหอคอยยังคงทวีความแรงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งทำให้เจ้าหญิงหนาวสั่นแล้วรีบดึงผ้าห่มหนาคลุมโปงนอนไปทั้งอย่างนั้น แต่ความเห็นแก่ตัวในสมองของผมได้สั่งการให้ดึงผ้าห่มนั้นออก คร่อมไปที่กายเจ้าหญิงที่อยู่บนเตียง แล้วประสานสายตามองเจ้าหญิงให้เห็นหน้าผมชัดๆ และจะอยู่ทั้งอย่างนั้นจนกว่าเจ้าหญิงจะตอบคำถามของผม แต่สุดท้าย ผมก็พ่ายแพ้ให้กับประโยคที่เจ้าหญิงเอื้อนเอ่ยในเวลาต่อมา
“น...หนัก...จ...จะหายใจ...ม....ไม่ออกแล้วครับ”
ผมต้องทิ้งความว้าวุ่นใจและลุกออกจากร่างของเจ้าหญิงทันที ไม่เคยคิดว่าการเห็นแก่ตัวแบบนี้จะเป็นการทำร้ายเขา เจ้าหญิงสูดลมหายใจเร็วๆด้วยความเหนื่อย ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบเครื่องดนตรีโบราณชนิดหนึ่งขึ้นมาจากหัวเตียง พาดขึ้นบนไหล่เล็ก แล้วสีเครื่องดนตรีนั้นด้วยเสียงสูงออกมาไม่เป็นเพลงจนผมแสบแก้วหู
“การเล่นดนตรีเป็นการแสดงออกถึงอารมณ์และความคิดในขณะเล่น การให้ผมพูดคำว่ารักคุณด้วยวิธีการบังคับกันแบบนี้มันทำให้ผมโกรธมาก เหมือนกับเสียงของเจ้าหมายเลข 3 ที่กรีดร้องออกมาด้วยความโมโห”
เจ้าหญิงตีหน้ามุ่ยได้สักพัก แก้มน้อยๆก็แดงจัดขึ้นมาอีก ผมได้ยินเพลงอีกเพลงเริ่มบรรเลงขึ้น ในคราวนี้เจ้าหญิงเริ่มเพลงใหม่ แม้ว่าผมจะไม่เชี่ยวชาญเรื่องดนตรีแนวนี้ แต่เมื่อได้รับฟังกอบกับพิศมองความงดงามของผู้อยู่เบื้องหน้านี้ มันทำให้ผมซึมซับในทุกอารมณ์ ทุกความรู้สึก ทุกความหมาย ที่ต้องการสื่อให้ผมรับรู้
เพลงบรรเลงที่หวานซึ้ง ออกมาจากหัวใจของเจ้าหญิง มอบให้ผมเพียงคนเดียวเท่านั้น
สิ้นเสียงโน้ตตัวสุดท้าย เจ้าหญิงก็วางเครื่องดนตรีที่ตนเรียกว่าเจ้าหมายเลข 3 ลง ร่างน้อยๆดูจะเหนื่อยเหลือเกินที่ต้องเล่นเพลงสารภาพรักให้คนตรงหน้าจนจบ ผมไม่ปรบมือเพื่อเป็นการชื่นชมในเพลงที่วิจิตรจากนักดนตรีเส้นใหญ่ผู้นี้เยี่ยงผู้ชมทั่วๆไป แต่หากแสดงการชื่นชมด้วยฐานะอื่นที่พิเศษยิ่งกว่า
เจ้าตัวน้อยแม้จะสั่นเล็กๆแต่ก็ไม่ปฏิเสธต่อต้านมือของผมที่สัมผัสดวงแก้มอันน่าทะนุถนอม และตอบรับสัมผัสในจุมพิศที่ลึกล้ำหอมหวานคุกกรุ่นไปตามอารมณ์ความกระหายในรักจากหัวใจของผม เนิ่นนานจนกระทั่งเจ้าหญิงผลักตัวผมออก แต่ผมก็กอดรั้งเจ้าหญิงไว้อีกครั้งไม่ให้แยกจากไปไหนอีก
“คิดถึงแทบแย่ รอคำตอบอยู่ตั้งนาน จะไม่ให้หนีไปไหน จะกกกอดเอาไว้อย่างนี้ จะพาคชากลับไปด้วย”
“เป็นไปไม่ได้หรอกครับ เราอยู่คนละโลกกัน มาหากันได้ด้วยกำลังของพระเจ้าเท่านั้น”
“คนมันรักกัน พระเจ้าคงไม่ใจจืดใจดำ”
เจ้าหญิงผลักตัวผมออกอีกครั้ง แต่ก็แพ้พลังแห่งรักของผมที่ดึงเข้ามากอดแนบกายไว้อีก เจ้าหญิงเริ่มส่งเสียงไอเบาๆและไอหนักขึ้นจนผมเริ่มเอะใจ คลายสุดที่รักออกจากอ้อมแขน เจ้าหญิงผละออกจากตัวผมสุดกำลังแล้วหันออกจากเตียง เสียงไอเริ่มเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นเสียงอาเจียนหนัก
“คชา เป็นอะไร!”
“อย่ามองนะ!”
ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้โลกในหัวใจของผมหยุดขาดช่วงลง เมื่อเห็นคนที่รักที่สุดอาเจียนออกมาเป็นเลือด หากแต่พยายามส่งเสียงอ้อนวอนต่อผู้อยู่บนฟ้าไม่หยุด
“พระเจ้าครับ พาเขาออกไป ...ออกไปเดี๋ยวนี้เลย”
ทันใดนั้น ลมแรงก็พัดเข้ามายังหน้าต่างหอคอยอย่างหนัก ด้วยแรงลมทำให้แสงไฟจากตะเกียงดับลง ทุกอย่างตกอยู่ในความมืดมิด เสียงอาเจียนของเจ้าหญิงเริ่มเบาลงเรื่อยๆ ในที่สุดก็หายไป
ท้ายที่สุด ผมก็กลับเข้ามาอยู่ในห้องนอนของตัวเอง โดยที่ไม่รู้อะไรเลย
***********************************************************************************
คืนนี้ อากาศภายนอกวังช่างหนาวนัก น้องชายสุดที่รักจะเป็นอย่างไรบ้าง
น้องรักที่เก็บตัวเงียบขรึมไม่ยอมเข้าหาผู้ใด ตั้งแต่วันที่ท่านอากลับไปทางเหนือ เอาแต่ขลุกอยู่กับเครื่องดนตรี ‘เจ้าหมายเลข 3’ ทั้งวันทั้งคืนจนเล่นเก่งที่สุดในอาณาจักร
น้องไม่เคยมีความโลภหรือแสวงหาสิ่งใด แม้จะมีศักดิ์เป็นรัชทายาทอันดับ 2 แต่ก็อยู่ด้วยความเรียบง่าย
ยิ่งเติบโต ยิ่งงดงาม
แม้จะหักห้ามใจไม่ให้คิดมากไปกว่าพี่ชาย แต่ความบริสุทธิ์ที่ไม่มีสิ่งใดแต่งแต้ม ไม่เหมือนกับเจ้าหญิงเจ้าชายองค์ใดๆในวัง เมื่อรวมกับจิตใจที่งดงามที่ได้สัมผัสรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำให้ไม่สามารถถอนตัวจากห้วงรักที่เกิดขึ้นได้อีก
ไม่เคยแสวงหาประโยชน์อันใดจากศักดิ์ที่มีอยู่ หากแต่ต้องแบกรับชะตากรรมอันเกิดจากศักดิ์ที่สูงส่งนี้ อย่างมิอาจหลีกหนีได้
ความสุขที่เกิดขึ้นในอดีตไม่ใช่ภาพรำไร แต่ยังคงกระจ่างชัดแจ่มใส เมื่อหวนนึกถึง ...
“อยู่กับเจ้าหมายเลข 3 ตลอดเลยนะคชา”
“ก็ผมเล่นดนตรีเป็นอย่างเดียวนี่ครับ จะให้ไปฝึกออกรบหรือท้าตีท้าต่อยแบบเจ้าชายองค์อื่นดูจะไม่ถนัด”
“แล้วแบบนี้จะไปสู้เขาได้อย่างไรล่ะน้องรัก”
“ผมมิบังอาจสู้กับใครหรอกครับ ก็คงต้องอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ จะให้หนีไปอยู่ทางเหนือแบบท่านพ่อก็ไม่มีปัญญา”
“ใครกล้ามาทำร้ายคชา พี่จะกำจัดมันให้สิ้น ขอให้รู้ว่าพี่จะคุ้มครองน้องอย่างดีที่สุดตามที่ท่านอาได้ฝากฝังไว้”
“ขอบคุณมากครับพี่ชาย ว่าแต่วันนี้พี่มาหาผมมีอะไรหรือครับ”
“พี่ได้ยินนางในพูดกันว่าน้องชอบดื่มน้ำมะนาวมาก และต้องดื่มทุกเช้าเสียด้วย พี่จึงทำมาให้ หากรสชาติดีพี่จะได้ทำมาให้ดื่มทุกวัน”
“รัชทายาทอันดับ 1 อย่ามาเข้าครัวเพื่อผมเลยครับ จริงๆแล้วผมไม่ได้ชอบดื่มหรอก แต่เหล่านางในนำมาให้ดื่มทุกเช้าจนดื่มเป็นนิสัย”
“นี่ไม่ใช่เวลามาปฏิเสธ รีบดื่มเสียเถิดเดี๋ยวจะเสียรสชาติไปเสียก่อน”
เมื่อเจ้าตัวเล็กดื่มเข้าไปได้อึกหนึ่งก็ทำหน้าฉงนสงสัยออกมา แต่สักพักก็พยายามกลั้นดื่มจนหมดแก้วในรวดเดียวจนรัชทายาทอันดับ 1 หน้าเจื่อนลงไปสนิท
“ไม่อร่อยก็ไม่ต้องฝืนนะคชา พี่จะไม่ทำอีกแล้วถ้าหากน้องลำบาก”
“เปล่าครับ ไม่ใช่ไม่อร่อยครับ เพียงแต่รสชาติมันไม่เหมือนทุกวันเท่านั้นครับเลยรู้สึกแปลกใจ”
“รสชาติมันเป็นอย่างไรหรือน้องรัก” เจ้าชายรัชทายาทแทบจะยืนลุ้นคำตอบของผู้เป็นน้องชายไม่ไหวว่าสิ่งที่น้องไม่ปรารถนาในเครื่องดื่มที่ตนซุ่มซ้อมทำเป็นอาทิตย์มีสิ่งใดที่ทำให้ไม่พึงใจ
“ออกจะติด ...หวาน...ไปสักหน่อยน่ะครับ”
แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่รู้ตัวว่าคำบางคำมันสื่อความหมายให้คิดไปได้ไกล แม้ว่าเจ้าชายที่มียศสูงกว่าจะรู้ดีว่าเจ้าของใบหน้าสวยจะพูดโดยไม่ได้แฝงความหมายใดๆไว้ แต่ก็กลับทำให้หัวใจที่แข็งแกร่งดุจหินผากร่อนลงเพราะความชุ่มชื้นไปหลายเดือนเลยทีเดียว
ความสุข แม้ว่าจะเกิดขึ้นอย่างยาวนานเพียงไร แต่เพราะความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ ที่ทำให้รู้สึกว่าความสุขนั้นปรากฏอยู่เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น
เมื่อกษัตริย์ล้มป่วยลง คณะหมอหลวงวินิจฉัยแล้วคาดว่าน่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน
ทั้งพระราชวังเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เมื่อเทียบกับกษัตริย์องค์อื่นแล้ว ท่านจะจากไปเร็วเกินควร
เจ้าชายอ้น ในฐานะรัชทายาทอันดับ 1 ต้องเตรียมการให้พร้อมเพื่อก้าวขึ้นสู่ฐานะกษัตริย์องค์ต่อไปในวัยหนุ่มที่ยังถือว่าวุฒิภาวะยังอ่อนเกินไปที่จะเป็นกษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบารมี สร้างความสัมพันธ์อันดีกับอาณาจักรอื่นๆ แต่สิ่งเหล่านี้ดูจะเป็นการง่ายเพราะเจ้าชายมีพื้นฐานที่ดี ไม่ว่าจะเป็นความฉลาดเฉลียว การรู้จักวางตน และความแข็งแกร่งซึ่งเป็นที่ยอมรับของเหล่าบรรดากษัตริย์ในอาณาจักรอื่นๆอยู่แล้วเป็นทุนเดิม
แต่หากมีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่เป็นปัญหา
เรื่องของ ‘พระชายา’
“ท่านพ่อ ผมจะไม่สมรสกับคนที่ไม่ได้รักเด็ดขาด”
“เจ้าจะเห็นแก่ตัวเอง โดยละทิ้งราชอาณาจักรนี้ได้อย่างไร เจ้าหญิงจากอาณาจักรอื่นที่พามาดูตัวก็งดงามไม่น้อย อีกทั้งยังทำให้อาณาจักรของเราแข็งแกร่งขึ้นไปอีก”
“ผมรักเจ้าชายคชา และจะแต่งงานกับคชาแต่เพียงผู้เดียว”
“ข้าและเหล่านางในทุกคนต่างก็ทราบในความปรารถนาของเจ้า แม้ว่าอาณาจักรของเราจะยอมรับในเรื่องชายรักชาย แต่ตามประเพณีแล้วเป็นไปไม่ได้ที่รัชทายาทอันดับ 1 และ 2 จะครองบัลลังก์ร่วมกันในฐานะองค์กษัตริย์กับราชินี”
“ทำไมถึงไม่ได้ล่ะท่านพ่อ ทีท่าน...หลังจากที่ท่านแม่เสียไปแล้ว ยังแต่งงานกับเจ้าหญิงในวังได้อีกเป็นสิบเป็นร้อย”
“เจ้าอ้น เจ้าต้องรู้จักให้เกียรติรัชทายาทอันดับ 2 ด้วยเกียรติและยศศักดิ์ของเขา ควรจะดำรงเยี่ยงชายไม่ใช่ให้อยู่เบื้องล่างชายเช่นหญิง และด้วยความที่เป็นชายเสมือนกัน จะมีทายาทสืบต่อให้อาณาจักรเป็นปึกแผ่นยิ่งขึ้นได้อย่างไร”
“ผมไม่มีทางยอมรับประเพณีบ้าๆนี่ ผมจะพาคชาหนีไปให้ไกล หากท่านพ่อยังยืนกรานว่าจะทำแบบนี้”
“ทุกอย่างถูกจัดการไว้หมดแล้ว รัชทายาทอันดับ 1”
“หรือว่า...ไม่นะครับท่านพ่อ!”
***********************************************************************************
ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง ผมนึกกลัววันนี้มาตลอดทั้งชีวิต มันมาถึงเร็วก็ดีอยู่เหมือนกัน จะได้เลิกกลัวเสียที
เหล่าทหารลากตัวผมออกมาจากห้องดนตรี เพื่อให้ผมยอมรับความผิดตามประเพณีในห้องพิพากษาที่มีเพียงเจ้าหญิงเจ้าชายและเหล่าขุนนางผู้สูงศักดิ์
รัชทายาทสามารถมีถึง 2 องค์ได้ แต่กษัตริย์จะต้องมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
รัชทายาทอันดับ 2 ส่วนใหญ่มักก่อการกบฏในช่วงเปลี่ยนถ่ายอำนาจกษัตริย์ใหม่เพราะความง่ายจากการที่ภายในพระราชวังกำลังวุ่นวาย อีกทั้งบ้านเมืองยังระส่ำระส่าย ประเพณีที่รู้กันเฉพาะผู้ที่เป็นกษัตริย์และผู้ใกล้ชิดจึงถูกกำหนดขึ้น คือการพิพากษาให้รัชทายาทอันดับ 2 มีความผิดในข้อหากบฏในทันทีที่รู้ว่าจะต้องมีการเปลี่ยนตัวกษัตริย์
เจ้าชายคชาถูกปลดออกจากตำแหน่ง อาภรณ์ประกอบยศศักดิ์ถูกถอดออกเหลือเพียงชุดขาวปักลูกไม้ที่สวมใส่ภายใน
น้ำสีเขียวเข้มถูกกรอกเข้าไปในลำคอเล็กจนหมดขวด เจ้าชายตัวน้อยกระอักเลือดออกมาด้วยพิษร้ายแรง
“หยุด! ปล่อยคชาเดี๋ยวนี้! ผู้ที่ฝักใฝ่ในดนตรี ไม่เคยคิดแม้แต่จะต่อสู้กับใคร จะคิดก่อการกบฏได้อย่างไร!”
เจ้าชายอ้นวิ่งเข้ามาประคองน้องชายที่บัดนี้ทั่วทั้งกายเต็มไปด้วยโลหิต เจ้าชายน้อยยังคงกระอักออกมาไม่หยุดเรียกน้ำตาจากเจ้าชายที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรพิโรธถึงขีดสุด
“ไปเรียกหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้! ...ชา พี่จะให้หมอถอนพิษออกให้หมด ทำใจดีๆไว้นะ น้องรักของพี่”
“ม...ไม่ทันหรอกครับพี่ชาย แค่กๆๆ...ผมดื่มยาพิษทุกๆเช้ามาหลายปีแล้ว ...ยาที่ดื่มเมื่อครู่นี้จริงๆแล้วเป็นแค่ตัวเร่งให้พิษเก่าที่สะสมออกฤทธิ์เท่านั้นครับ”
“หรือว่า...น้ำมะนาวนั่น!”
“มันออกเปรี้ยวไปสักหน่อย ไม่หวานอร่อยเหมือนที่พี่ทำเลยครับ”
***********************************************************************************
ภาพโลหิตที่กระอักออกมาจากผู้ที่งดงามที่สุดยังติดตรึงตาของนักศึกษาวิศวะเช่นผม
ผมควานหาข้อมูลทุกอย่าง ประวัติศาสตร์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหญิงที่ผมรัก
ด้วย Keyword ‘นักดนตรี’ ‘หอคอย’ ‘การล้มป่วย’ ‘การกระอักเลือด’ แทบไม่มีข้อมูลอยู่ในเว็บไซต์ใดๆที่ผม Search หามาทั้งวัน
ท้ายที่สุด ผมก็ต้องพึ่งพาหอสมุดแห่งชาติ คลังข้อมูลทุกอย่างที่ครบถ้วนและน่าเชื่อถือกว่าโลกของ Internet
แต่แม้จะค้นหาเพียงไร ทั้งค้นหาผ่านเว็บไซต์หรือจะเดินทางไปถึงหอสมุดเพื่อตามหาเรื่องราว ผมกลับไม่พบเจอประวัติศาสตร์อันเลวร้ายนั้นเลย
ผมกลับบ้านอย่างหัวเสีย เดินผ่านพ่อที่กำลังเปิดเพลงคลาสสิคที่ชื่นชอบอย่างไม่สนใจ ทั้งที่โดยปกติผมต้องสร้างภาพยืนฟังสักครู่ก่อนแล้วจึงค่อยขึ้นห้องนอน เพราะความผิดปกติของผมเช่นนี้ ผมจึงโดนลงทัณฑ์ด้วยมะเหงกจากพ่ออีกเช่นเคย
ถ้าหากคนที่รักไม่สบาย
ถ้าหากคนที่รักเป็นอะไรโดยที่เราไม่รู้อะไรเลย
หัวใจมันจะเจ็บปวดขนาดไหน
นานแค่ไหนแล้วนะ ที่ต่อมน้ำตาขอผมไม่ได้ทำงาน
ทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าหยุดทำงานไปนานๆ หากจะเริ่มต้นทำงานขึ้นใหม่ มันต้องใช้เวลาเคาะสนิม ปรับปรุง ต่อเติม ซ่อมใหม่ สร้างใหม่ เพื่อให้กลับเป็นปกติ
แต่ไม่ใช่น้ำตาของผมในตอนนี้ ที่พรั่งพรูออกมาอย่างไม่ขาดสาย
“เจ้าเต๋าเอ๋อ ถูกพ่อแกล้งแค่นี้ก็ร้องไห้เป็นเด็กๆไปได้ พ่อแค่อยากให้ฟังเพลงด้วยกันเท่านั้นเอง เพลงที่ดีสามารถขับกล่อมจิตใจของคนเราให้พ้นจากความโศกเศร้า สมัยที่แม่ยังมีชีวิตอยู่พ่อกับแม่ก็ชอบฟังเพลงคลาสสิคด้วยกันเสมอ แม่รักในความสวยงามของเพลงประเภทนี้จนทำให้พ่อซุ่มซ้อมเล่นไวโอลินจนจีบแม่ติด จนกระทั่งเต๋าอยู่ในท้อง แม่ก็ชอบเปิดเพลงคลาสสิคให้ฟัง เวลาพ่อเบื่อหรือเหงา พ่อก็จะเปิดเพลงเพราะๆเหล่านี้มาฟัง จะได้นึกถึงแม่ นึกถึงเวลาที่เราอยู่ร่วมกัน มันคือความสุข ในตอนนี้แกคงเหนื่อยเสียใจจนร้องไห้ ลองใช้เพลงขับกล่อมจิตใจดู และนี่ก็เป็นเพลงใหม่ที่แกอุดหูไม่ยอมฟัง แต่พ่อกำลังจะเปิดให้ฟังอีกครั้ง การเรียนวิศวะมันต้องใช้เหตุผลมากพอสมควร แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้แกต้องทิ้งเรื่องของอารมณ์ไป คนเราจะต้องสมดุล หากเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งมันก็จะแย่เกินไป ลองหลับตาฟังเพลงนี้ดู ห้วงรักความหมายแฝงที่อยู่ในเพลงนี้ คงจะคลายความทุกข์หมองที่อยู่ในใจของแกได้”
ถึงสิ่งที่พ่อบอก จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาช่วยให้ผมพ้นจากความทุกข์ที่เกิดขึ้น แต่ตอนนี้ผมจะทำอย่างไรได้ แม้พระเจ้าจะพาผมกลับไปหาเจ้าหญิงได้อีกครั้งแล้วผมจะช่วยอะไรเขาได้ ที่ทำได้ในตอนนี้คือการสงบจิตสงบใจบำบัดทุกข์โศกด้วยเสียงเพลง เพลงที่ผมไม่คิดจะยอมรับมันตั้งแต่แรก
เพลงบรรเลงหวานค่อยๆทะยานโน้ตเสียงต่ำขึ้นเป็นเสียงสูงแทรกดังฉวัดเฉวียนดังหัวใจที่ยังลังเล เสียงโน้ตคล้อยลงต่ำแม้จะดูเหงาๆแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความหวังในความสุขเบื้องหน้า ตัวโน้ตที่ขับเคลื่อนซ้อนกันร้อยเรียงเคลื่อนทำนองหวาน เคล้าคลอโอบอุ้มหัวใจให้อบอุ่นจากความหนาวเหน็บ เป็นความอบอุ่นจากแสงสว่างที่พระเจ้าประทานมาให้ในช่วงที่สิ้นหวังที่สุดในชีวิต โน้ตตัวเดิมวนซ้ำอีกครั้งดังสมองที่สั่งให้ทบทวนหัวใจตัวเองดูอีกครั้ง ความอบอุ่นที่ว่าคงไม่ใช่ความอบอุ่นเพียงกาย แต่เป็นความอบอุ่นที่หัวใจเพรียกหา ให้จมดิ่งลึกเข้าไปจนทนไม่ไหว เสียงกลองดังขึ้นสั่นเร็วระรัว ราวกับหัวใจที่ประจักษ์ในความสุขจากแสงสว่างนี้ ปราศจากซึ่งความลังเลอีกต่อไป หัวใจที่ตกอยู่ในห้วงลึกล้ำตลอดกาล ห้วงคำนึงคิดถึงแค่เพียงคนเดียว ห้วงรักที่เกิดขึ้นจากความอบอุ่นแห่งหัวใจ ห้วงรักจากเพลงอันน่าพิศวงเลื่องลือไปทั่ววงการ
‘White Cat in the Tower’
เป็นเพลงเดียวกับที่เจ้าหญิงเล่นให้ผมฟัง!
“พ่อครับ! เพลงนี้มีที่มาอย่างไรครับ!”
“หนังสือที่เค้าแจกพร้อมตั๋วคอนเสิร์ตเปิดตัวเพลงนี้ก็มีบอกไว้ ลองหาดูสิ”
ผมนึกโทษตัวเองที่เรื่องราวทั้งหมดที่ผมกำลังค้นหาอยู่นั้น เป็นเรื่องใกล้ตัวผมมากที่สุด หนังสือที่ว่าก็เก็บอยู่ในห้องนอนของผมเอง
ผมแทบอดใจไม่ไหว กล่าวขอบคุณพ่อ แล้วรีบวิ่งขึ้นไปข้างบนเพื่อเปิดประตูห้องนอนของผม ซึ่งเก็บข้อมูลของปริศนาคาใจที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหญิงทั้งหมดทั้งมวล
***********************************************************************************
“ชา...บอกรักพี่...ได้ไหม”
“ครับ ผมรักพี่อ้นครับ ขอบคุณมากสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง”
“พี่รักชานะ รักมากกว่าใครใดๆบนโลกใบนี้ พี่จะไม่ยกหัวใจให้ใครอีกนอกจากชา ที่ทำให้พี่ตกอยู่ใน ‘ห้วงรัก’ ที่แสนทรมานนี้แต่เพียงผู้เดียว”
“หมายความว่าอย่างไรครับ? พี่อ้น”
“แต่งงานกับพี่นะชา เราจะครองบัลลังก์ด้วยกัน กฎเกณฑ์ทุกอย่าง ประเพณีบ้าๆที่สร้างมาเพื่อเพื่อทำลายคนที่ไม่รู้เรื่องแล้วมาอ้างว่าเป็นชะตากรรมของเขา พี่จะลบล้างมันออกให้หมด แต่หากว่าพี่ไม่มีความสามารถที่จะทำได้ พี่ก็จะพาชาหนีไปอยู่ด้วยกัน พี่ยอมทุกอย่าง ขอแค่เพียงน้องเท่านั้น พี่จะให้ความรักความคุ้มครองตราบเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะให้แก่คนที่รักมากที่สุดได้ ขอแค่ชาเอื้อนเอ่ยตอบรับในคำขอของพี่อย่างแท้จริงตามหัวใจแล้ว พี่ก็จะไม่ลังเลกระทำในสิ่งต้องห้ามเหล่านั้นเลย”
“ผมยอมแพ้ในชะตากรรมตั้งแต่วันที่ท่านพ่อลงจากหอคอยแล้วเดินทางกลับทางเหนือแล้วครับ สมัยที่ผมยังเด็ก ครอบครัวของผมอยู่ที่นั่นพร้อมหน้าพร้อมตา เราก็ลำบากพอสมควร เพราะทางเหนือนั้นเป็นเขตชายแดน แห้งแล้ง อดอยาก แร้นแค้น มีข้าศึกศัตรูมากมาย อีกทั้งพายุหิมะก็เกิดขึ้นบ่อย ผมแคลงใจมาตลอดว่าทำไมท่านพ่อถึงต้องฝืนอยู่ที่นั่น ทำไมไม่ลงมาทางใต้ที่อบอุ่นสุขสบายกว่า เหมือนท่านพ่อกำลังหนีอะไรบางอย่างอยู่ สุดท้ายมันก็คือชะตากรรมของรัชทายาทอันดับ 2 ถึงหลบซ่อนหลีกหนีให้ไกลแค่ไหน สุดท้ายก็ถูกพากลับมาเข้าร่วมพิธียินดีกับกษัตริย์องค์ใหม่ซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆของตนเอง และรับโทษข้อหาริเป็นกบฏซ่องสุมกำลังอยู่ที่ทางเหนือ เป็นโทษที่ปราศจากความจริง แม้แต่อาหารบางมื้อเราแทบจะไม่มีกินด้วยซ้ำ จะมีปัญญารวบรวมกำลังพลเพื่อโค่นล้มกษัตริย์ใหม่ได้อย่างไร หลักฐานใดๆก็ไม่มีแต่ก็จำต้องรับโทษนั้น ท่านพ่อสอนผมไว้ว่าให้ยอมรับในชะตากรรม เพราะถึงจะหลีกหนีเท่าไรก็ไม่สามารถหนีพ้น แต่ทว่าชะตากรรมไม่ได้พาเราไปหาทุกข์เพียงอย่างเดียว แต่ได้พาไปหาสุขด้วย ผมได้รับความสุขจากการได้ทำในสิ่งที่ผมรัก นั่นคือการได้เล่นเจ้าหมายเลข 3 ภายใต้แรงสนับสนุนจากพี่จนเป็นอันดับ 1 ของอาณาจักร เท่านี้ก็เพียงพอสำหรับผมแล้ว ผมไม่ต้องการสิ่งใดอีก และตอนนี้ก็เป็นรุ่นของผมที่ต้องมีชะตากรรมเช่นเดียวกันกับท่านพ่อ ผมยอมรับในข้อหากบฏ พร้อมรับโทษในความผิดนั้นครับ”
“พี่ทนเห็นน้องตายไม่ได้ พี่จะขึ้นครองบัลลังก์โดยปราศจากคชาได้อย่างไร”
“พี่ชายคงไม่ทันฟังว่าโทษกบฏทั้งหมดของผมเป็นเช่นไร ...ผมเป็นอันตรายต่อราชบัลลังก์แห่งว่าที่กษัตริย์องค์ใหม่ ด้วยเหตุที่เข้าไปยั่วยวนสานสัมพันธ์กับว่าที่กษัตริย์จนไม่ยอมสมรสกับเจ้าหญิงเมืองอื่น อีกทั้งทำให้ราชวงศ์ขาดรัชทายาทสายตรงในการสืบสกุล เป็นเหตุให้บ้านเมืองสั่นคลอนอ่อนแอ ข้าศึกสามารถเข้ามาโจมตีได้ง่าย ...ในเมื่อสิ่งที่พี่ชายปรารถนาจริงเป็นโทษของผมอย่างเด่นชัดเช่นนี้ ผมก็สมควรถูกลงโทษโดยไม่มีเหตุผลใดๆให้แก้ตัวอีก บทลงโทษนั้นก็ออกมาแล้ว ไม่มีใครที่สามารถแก้ไขมันได้ หวังว่าพี่คงไม่นำความผิดที่น่าอับอายนั้นมาส่งเสริมให้ผมได้เชิดหน้าชูตาในอาณาจักรนี้อีกต่อไป”
“ไม่เลย คชาไม่เคยทำความผิดเช่นนั้น มีแต่พี่ที่พึงใจในตัวน้องก่อน แล้วฉวยโอกาสอยู่ใกล้ชิดเพื่อความสุขของตัวเอง โทษนั้นมันคือการปรักปรำ พี่จะล้างโทษนั้นให้น้องชายเอง”
“ล้างโทษนั้นแล้วจะได้อะไรหรือครับพี่ชาย ล้างโทษแล้วผมจะได้สิทธิ์โดยชอบในการเสกสมรสกับพี่งั้นหรือครับ ไม่ว่าพี่จะเลือกทางแก้อย่างไร สุดท้ายมันคือการสร้างความอัปยศให้แก่ราชวงศ์ และยิ่งพินาศกว่าเดิมหากผู้ที่สร้างความอัปยศนั้นเป็นถึงกษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้นเหตุคือผมที่ชีวิตคงไม่ดีไปกว่าเดิม แต่กลับต้องโทษที่ร้ายแรงที่สุดคือการที่คนเขาสาปแช่ง ดังนั้น พี่สมควรปล่อยให้ผมรับโทษนี้ตั้งแต่แรกเถอะครับ อย่าดิ้นรนหรือหาทางใดๆที่ทำให้ผมต้องรับโทษเพิ่มมากขึ้นอีกเป็นทวีคูณเลยครับ ทางเดินที่มีอยู่ตอนนี้เป็นทางที่ดีที่สุดแล้ว อย่าได้หาทางลัดใดๆอีกเลย”
“หมายความว่าน้องจะปฏิเสธพี่?”
“ผมขอโทษหากจะกล่าวกับพี่ชายว่าผมไม่เคยคิดอะไรเกินกว่าการเป็นพี่น้องสายเลือดใกล้ชิด ผมไม่มีอะไรจะตอบแทนบุญคุณที่พี่มีต่อผมนอกจากการเป็นส่วนหนึ่งในพิธีกษัตริย์อันแสนสง่างามของพี่ ผมยินดีรับผิดแม้ถูกปรักปรำแต่ก็ทำเพื่อประเพณี ผมมีชะตากรรมของผมในขณะที่พี่ก็มีชะตากรรมของพี่เช่นกัน เราควรทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด”
“ถึงคชาจะคิดอย่างไรแต่พี่ก็ปล่อยให้เจ้าของหัวใจของพี่รับโทษไม่ได้ ไม่มีทางเดินใดที่ดีที่สุดนอกจากหนีลงจากหอคอยแล้วมาแต่งงานกับพี่ ถึงคนทั้งโลกจะประนามอย่างไรพี่ก็ไม่สน เพราะชีวิตของชาคือชีวิตของพี่ ในพิธีดื่มยากระตุ้นพิษในหอคอยที่ผ่านมาทุกคืนก็มียาแก้พิษผสมอยู่ไม่น้อย น้องจะต้องหาย จะต้องกลับมาแข็งแรงเป็นปกติ ก่อนพิธีขึ้นเป็นกษัตริย์บ้าบอนั่น หากน้องหนีลงจากหอคอยไม่ไหว พี่ก็จะอุ้มน้องขี่หลังลงมาจากหอคอยเอง”
“หากทำเช่นนั้น ท่านลุง...กษัตริย์องค์ปัจจุบันต้องไม่เป็นที่พอพระทัยแน่นอน ตอนนี้ท่านก็ประชวรหนักมาก อย่าคิดทำให้อาการของท่านกำเริบหนักเลยครับ ผมยืนยันคำตอบเดิมว่าจะอยู่รับโทษ ที่สำคัญ ...ผมไม่อยากอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว ผมอยากกลับทางเหนือไปพบท่านพ่อและท่านแม่เต็มทนแล้วครับ”
***********************************************************************************
สุดท้ายพี่อ้นก็ลงจากหอคอยไปโดยยืนกรานว่าจะพาผมหนี
ทำไมพี่ถึงไม่ยอมคิดถึงสถานภาพของตัวเองในเวลานี้
ทุกอย่างถูกจัดไว้อย่างมีระบบระเบียบอยู่แล้ว ทำไมพี่ต้องฝืนกฎเพื่อผม
เมื่อยามเป็นเด็ก เป็นวัยที่ไม่ค่อยรู้เรื่องราว
ผมก็มองพี่เป็นพี่ชายหน้าแก่ ลูกชายของท่านลุงเจ้าชู้บ้าอำนาจ ที่ปรักปรำได้แม้กระทั่งน้องชายของตัวเอง
พี่ชายบ้าที่บังอาจมาฟังผมกับท่านพ่อคุยกัน
พี่ชายบ้าที่ท่านพ่อกลับเอ็นดูเรียกมาฟังเจ้าหมายเลข 3 ของผมด้วยกัน แถมยังฝากฝังให้ดูแลผมตลอดชีวิตอีก แล้วยังจะตอบตกลงท่านพ่ออีก บ้าไปแล้ว ถึงเป็นญาติแต่ไม่สนิทกันแล้วจะมาดูแลทำไมไม่ทราบ เวลาผมร้องไห้ก็เข้ามาโอ๋มากอด กุลีกุจอหาผ้ามาซับน้ำตาให้ เวลาเรียนเรื่องการรบแล้วไม่เข้าใจก็ชอบเข้ามาอธิบายให้ตอบคำถามอาจารย์ได้ เวลาเห็นผมปฏิบัติตัวเก้ๆกังๆในพระราชวังก็เข้ามาจับผมอบรมเป็นการใหญ่ เวลาถูกเจ้าหญิงเจ้าชายองค์อื่นรุมแกล้งก็คอยปกป้อง รู้ว่าผมชอบเล่นเจ้าหมายเลข 3 ก็นำงบส่วนตัวจ้างอาจารย์มาสอน สร้างห้องดนตรีให้ซ้อม สร้างโรงแสดงดนตรีให้แสดง
ทำมาเป็นคนดี! ดีแค่ไหนก็ไม่ได้ใจผมหรอก รู้นะว่าทำให้ผมตายใจ พี่สร้างภาพใส่ผมไม่สำเร็จหรอก!
สุดท้ายก็ต้องลงโทษผมเหมือนกับที่ทำกับท่านพ่อ
แต่คนตัวเล็กๆอย่างผมจะไปทำอะไรได้ ขนาดท่านพ่อหนีไปทางเหนือเป็นสิบๆปียังไปตามตัวเจอได้เลย ก็คงต้องรับโทษไปนั่นแหละ คิดถึงโทษที่จะได้รับแล้วก็น่ากลัวจัง นึกถึงทีไรก็กลัว แต่มันยังมาไม่ถึง คงอีกนาน อย่าไปนึกถึงมันเลย เล่นเจ้าหมายเลข 3 ดีกว่า อย่าไปวุ่นวายกับใครเลย
เบื่อจริงเบื่อจัง น้ำมะนาวอีกแล้ว นางในทำมาให้ดื่มทุกเช้า ไม่เห็นอร่อยเหมือนที่เคยดื่มก่อนเข้าวังเลย เปรี้ยวจะแย่แต่ก็ต้องดื่มใช่มั้ย ไม่เห็นว่าเจ้าหญิงเจ้าชายองค์อื่นๆจะได้ดื่มกันเลย แน่นอน...ต้องเป็นยาพิษแน่ๆ
รู้...แต่ก็จำเป็นต้องดื่ม ก็ยอมรับในชะตากรรมแล้วนี่! จะลงโทษ จะปรักปรำกันอย่างไร ก็ยอม!
คราวนี้ เดินมาให้ดื่มเองถึงห้องดนตรีเชียวนะพี่ชายหน้าแก่
บอกว่าทำเองซะด้วย ผมไม่ดีใจหรอกนะครับ ยาพิษฝีมือพี่ชายน่ะ ...แต่ก็ต้องดื่มใช่มั้ย
แล้วความคิดเกลียดพี่ชายก็พังทลายลงอย่างราบคาบ เพราะน้ำมะนาวนั้นมีรสชาติหวานอร่อยเหมือนที่เคยดื่ม หากพี่ชายปรารถนาจะกำจัดน้อง อย่างไรน้ำมะนาวแก้วนี้ก็ต้องมีพิษ
หรือว่าพี่จะไม่รู้เรื่องนี้?
ผมมองดูพี่ชายที่กำลังง่วนอยู่กับการซ่อมบำรุงเจ้าหมายเลข 3 อย่างชำนาญ เจ้าเครื่องดนตรีสุดโปรดของผมที่ดูจะพังแหล่มิพังแหล่เมื่อครั้งที่เล่นให้ท่านพ่อฟังบนหอคอย บัดนี้เสียงของมันไพเราะกังวาลสดใสราวกับใหม่อยู่เสมอเพราะพี่ชาย พี่ชายซึ่งซ่อมเครื่องดนตรีเป็นอย่างเดียวแต่กลับเล่นไม่เป็นสักอย่าง
พี่ชายที่คอยดูแลคุ้มครองไม่ห่างกาย ทำดียิ่งกว่าสัญญาที่ให้ไว้กับท่านพ่อ
พี่ชายที่ชอบยิ้มเขินเวลาผมยิ้มให้
หากไม่ใช่การสร้างภาพให้ตายใจ
แล้วทั้งหมดนี้ พี่ชายทำไปเพื่ออะไร พี่คิดอะไรกับผมอยู่หรือเปล่าครับ?
ผมเป็นรัชทายาทอันดับ 2 ศัตรูอันดับ 1 ในการแย่งชิงบัลลังก์ของพี่ชายไม่ใช่หรือ
ในวันที่พิพากษาโทษตามประเพณี เหล่าเจ้าชายเจ้าหญิงและขุนนางใกล้ชิดในห้องพิพากษา ต่างแสดงสีหน้ายินดีปรีดาที่ผมได้รับโทษ
เว้นแต่รัชทายาทอันดับ 1 เท่านั้น ที่แสดงความเสียใจออกมาอย่างชัดเจน และสั่งให้ตามหมอหลวงมารักษา
หากสิ่งที่พี่ทำเพื่อผม เป็นการกระทำในฐานะพี่ชายที่มีต่อน้องชาย เป็นความรักของคนในครอบครัวอย่างไม่หวังผลตอบแทนใดๆ
ผมก็ขอน้อมรับไว้ด้วยความยินดี และขอยอมรับพี่ในฐานะพี่ชายที่แท้จริงด้วยความเต็มใจ
อย่างน้อย ก็ทำให้ผมมีความสุข ที่ต้องรับโทษตาย...เพื่อพี่
‘แต่งงานกับพี่นะชา’
‘ก่อนพิธีขึ้นเป็นกษัตริย์บ้าบอนั่น หากน้องหนีลงจากหอคอยไม่ไหว พี่ก็จะอุ้มน้องขี่หลังลงมาจากหอคอยเอง’
‘ตอบพี่มาก่อนคชา ว่าน้องชอบพอกับใครอยู่’
'ชา...บอกรักพี่...ได้ไหม'
ตั้งแต่วันแรกที่ผมมาอยู่บนหอคอยอย่างโดดเดี่ยว ความเหงาที่หลบซ่อนตั้งแต่ครั้งที่จากท่านพ่อไป ก็สำแดงฤทธิ์ให้ทุกข์ทรมานใจ
ในหอคอยสูงเช่นนี้ กอบกับอาภรณ์ที่โปร่งบาง ผ้าห่มบนเตียงไม่สามารถทำให้คลายหนาวลงได้เลย
ชีวิตที่โดดเดี่ยว อ้างว้าง ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในพระราชวัง แต่ก็ยังมีความหวังว่ายังมีวันพรุ่งนี้ อาทิตย์หน้า เดือนหน้า ปีหน้า
แต่ ณ วันนี้ ร่างกายของผมจะอยู่บนโลกนี้ได้อีกนานแค่ไหน จะมีวันพรุ่งนี้ของผมหรือเปล่า
ยิ่งนึกถึงวันที่จะได้รับโทษในวันสุดท้ายแล้ว ผมยิ่งเหงา ยิ่งหนาว ยิ่งกลัว ให้ร้องไห้เท่าใดก็ไม่หาย
ฝันร้ายที่พบท่านพ่อในวันสุดท้ายเริ่มประดังเข้ามาทุกวัน
ในวันนั้น ผมจัดการเตรียมสัมภาระและเจ้าหมายเลข 3 ครบถ้วน พร้อมเตรียมกลับทางเหนือพร้อมท่านพ่อ
ผมสืบเวลาที่รถม้าออกจากหอคอยมาแล้ว ผมจะตามท่านพ่อกลับไปด้วย อยู่ในพระราชวังเต็มไปด้วยพิธีรีตอง เครื่องแต่งกายก็หนักรุ่มร่ามไร้ความจำเป็น มีแต่มิตรภาพเทียมๆ ผมทนอยู่ไม่ได้หรอก ถึงทางเหนือจะลำบาก พายุหิมะจะเข้าบ่อย แต่ก็อยู่อย่างเรียบง่าย ไม่ต้องช่วงชิงอำนาจกับใคร อยู่ทางนั้นกับท่านพ่อต้องมีความสุขกว่าที่นี่แน่นอน อย่างน้อยอาหารที่นั่นก็อร่อยกว่าตั้งเยอะ โดยเฉพาะน้ำมะนาวบ้าที่โดนกล่อมให้ดื่มทุกวัน มันไม่อร่อยเอาซะเลย
ผมวิ่งเข้าไปขวางรถม้าที่กำลังวิ่งมา กระโดดขึ้นไปบนรถ เปิดผ้าม่านบางหน้ารถออกเพื่อเข้าไปพบท่านพ่อที่อยู่ในรถม้านั้น
ท่านพ่อกำลังนอนแน่นิ่ง
ท่านพ่อหลับอยู่ใช่ไหม ผมจะตามไปด้วย ท่านพ่อตื่นมาคุยกับผมหน่อย ผมเหงา
แต่เรียกเท่าใดก็ไม่ตื่น เพราะท่านพ่อจากผมไปแล้ว เหลือไว้เพียงร่างไร้วิญญาณ ที่รอบๆเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ติดทั่วภายในรถม้าว่าเป็นศพกบฏรัชทายาทอันดับ 2
พิธีขึ้นครองราชย์ของท่านลุงเมื่อคืน ได้เชื้อเชิญคนในราชวงศ์สายเลือดใกล้ชิดและขุนนางระดับสูงเท่านั้น แต่กลับไม่มีผม
ทุกคนต่างรู้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดในงานพิธี ยกเว้นผมที่ไม่รู้อะไรสักอย่างเลย
ตำแหน่งเจ้าชายที่ติดตัวผมมาตั้งแต่เกิด น่าจะสูงกว่าพวกคนอื่นๆที่เข้าร่วมในพิธีนั้นด้วยซ้ำ นั่นอาจหมายถึง ผมเป็นเจ้าชายแค่เพียงในนาม ที่รอวันถูกประหารแบบท่านพ่อไม่วันใดก็วันหนึ่ง ก็ไม่แปลกอะไรที่ผมจะถูกทิ้งให้โดดเดี่ยว ไม่ได้รับการสนใจจากคนในพระราชวัง เว้นแต่พี่อ้นเท่านั้นที่คอยห่วงใยดูแลตลอดเวลา
‘อย่าไปฝืนต่อชะตากรรมเลย คชาลูกรัก’
คิดถึงท่านพ่อเหลือเกิน แม้ว่าท่านพ่อจะชอบดุเวลาที่ผมเอาเจ้าหมายเลข 3 มาเล่นส่งเสียงดัง แต่ท่านพ่อก็สอนผมมากมาย คอยเล่นกับผมในวันที่ท่านแม่จากไปเหลือเพียงเราพ่อลูกสองคนในครอบครัว ผมไม่มีใครเหลืออีกแล้วนอกจากท่านพ่อ
ในหัวของผมชอบมีคำถามที่คนทั่วไปไม่ค่อยถามกัน แต่ท่านพ่อก็ยอมตอบคำถามนั้นด้วยความเต็มใจอยู่เสมอ
“ท่านพ่อ โลกของเรามันแบนจริงๆหรือ ถึงแม้ว่าเรือที่ออกทะเลไปเรื่อยๆ จะไม่เคยมีลำไหนได้กลับมา แต่การที่บอกว่าเป็นเพราะเรือตกแผ่นดินสู่ห้วงอวกาศนั้น ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของผู้ที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ไม่ใช่หรือครับ”
“หากว่าโลกกลมจริง พ่อคงพาลูกหนีข้ามทะเลไปยังอาณาจักรใหม่ๆที่ไม่เคยมีใครเข้าไปแล้วล่ะ”
“ในเมื่อพระอาทิตย์ก็กลม พระจันทร์เต็มดวงก็กลม ดวงดาวที่ระยิบระยับในยามค่ำคืนก็กลม แล้วทำไมโลกถึงได้ถือสิทธิ์ไม่กลมอยู่ฝ่ายเดียวล่ะครับ”
“ไม่เห็นหรอกหรือว่าโลกของเรามีอภิสิทธิ์มากน้อยแค่ไหน เพราะทั้งพระอาทิตย์ พระจันทร์ และดวงดาวนับล้านดวงต่างก็หมุนรอบโลกของเราซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล”
“ที่บอกว่าโลกเป็นศูนย์กลาง ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเหมือนกันแหละครับ ผมว่ามันไม่น่าจะใช่นะ ยังไม่มีข้อพิสูจน์เลย”
“เห็นจะมีแต่พระเจ้าผู้สร้างโลกและจักรวาลเท่านั้นที่ล่วงรู้คำตอบเหล่านี้ทั้งหมด ถ้าลูกสงสัยนักก็ลองอธิษฐานขอคำตอบจากพระเจ้าดูนะ”
***********************************************************************************
“ผมคงมิอาจถามความลับของจักรวาลจากพระเจ้าผู้สูงส่ง เพราะทุกสิ่งล้วนมีชะตากรรมเป็นของตนเอง มนุษย์ผู้ต้อยต่ำอย่างเราแค่เฝ้ามองดูและสันนิษฐานไปต่างๆนาๆก็เพียงพอแล้ว
ผมก็มีชะตากรรมของผมเอง ชะตากรรมที่พระผู้เป็นเจ้าสรรสร้างมาให้เดิน
ผมคงมิอาจปฏิเสธในชะตากรรม
แต่กระนั้น ... พระเจ้าครับ ผมขอพรสักอย่างก่อนได้ไหม
ขอใครก็ได้ ที่ทำให้ผมหลุดออกจากความเหงา ความทรมาน ความหนาวเหน็บที่จับขั้วหัวใจตลอดระยะเวลาที่ผมอยู่ในหอคอยแห่งนี้
แล้วก็มี ‘แมวสีขาว’ ตัวหนึ่ง ปรากฏอยู่เบื้องหน้า
***********************************************************************************
คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่ผมจะได้อยู่บนหอคอย
คืนสุดท้ายของชีวิต คืนที่กลัวมาทั้งชีวิต
ยศศักดิ์ ฐานันดรของผม บัญญัติไว้เพื่อคืนนี้เท่านั้น
ในเวลานี้ยังไม่ถึงเวลาพิธีขึ้นครองราชย์ แต่ประตูเบื้องหน้ากลับเปิดออกมา
หรือจะเป็นพี่อ้น ที่บอกว่าจะพาผมหนีลงจากหอคอย?
แม้จะไม่ใช่พี่อ้น แต่ก็เรียกรอยยิ้มแห่งรักของผมออกมาได้อย่างไม่ยากเย็น
รอยยิ้มที่มีให้แก่คนคนเดียวบนโลกใบนี้ ที่ทำให้ผมหลุดออกจากความเหน็บหนาว มอบความอบอุ่นให้แก่หัวใจ จนตกอยู่ในห้วงรัก
‘เจ้าแมวสีขาว’
***********************************************************************************
ผมเปิดประตูห้องนอนของผม เพื่อค้นหาข้อมูลของเจ้าหญิงที่ปรากฏอยู่ในหนังสือของงานคอนเสิร์ตตามที่พ่อบอกมา
แต่ทันทีที่ประตูเปิดออก ภาพเบื้องหน้ากลับเป็นเจ้าหญิงแสนสวย คนเดียวที่ผมถวิลหา
เจ้าหญิงยังคงนั่งพิงอยู่บนเตียงเหมือนทุกๆครั้ง แต่คราวนี้วิเศษที่สุดเพราะรอยยิ้มหวานที่ส่งมาให้ผม แทบทำให้หัวใจข้างในดวงนี้หลอมละลายไปด้วยความรักที่แสนบริสุทธิ์งดงาม สติที่มีอยู่ล่องลอยออกไปไกลด้วยเวทมนตร์ของเจ้าหญิงเบื้องหน้า
ผมก้าวเดินหาเจ้าหญิงเพื่อมองดูหน้าสวยใกล้ๆ ใบหน้าสวยที่ซีดกว่าทุกๆวันที่เจอทำให้สติของผมกลับคืนมา ภาพที่ผมเห็นเจ้าหญิงกระอักเลือดเริ่มประดังเข้ามา ปริศนาที่ผมสงสัยใคร่รู้ มีเพียงร่างบางบนเตียงเท่านั้นที่จะให้ความกระจ่างแก่ผมได้
“บอกผมได้หรือเปล่าว่าทำไมถึงกระอักเลือด ไม่สบายตรงไหนไหม จะพาไปหาหมอ”
เจ้าหญิงก้มหน้าลง มือเล็กๆเริ่มสั่นไหวเหมือนกับกลัวอะไรบางอย่างเหมือนเมื่อคราวนั้น ผมรีบเข้ากอบกุมมือบางเพื่อมอบอุ่นไอให้มือเล็กนี้หายเหน็บหนาว
“คชากำลังกลัวอะไรอยู่ แบ่งปันความกลัวนั้นมาให้ผมบ้าง เล่าให้ผมฟังได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น”
เจ้าหญิงเงยหน้ามองผมแต่ยังลังเลใจที่จะเอ่ยปากพูด สายตาของผมเริ่มรุกหนักและเข้มแข็งมากขึ้นเพื่อให้เจ้าหญิงไว้ใจที่จะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ผมโอบกอดเจ้าหญิงแนบชิดเพื่อให้เจ้าหญิงได้ยินเสียงหัวใจของผมว่าคงแตกสลายหากไม่ได้รับคำตอบ สุดท้ายก็อดใจไม่ไหวบรรจงจุมพิศที่กลีบกุหลาบสวยอย่างแผ่วเบา ให้รู้ว่าผมทะนุถนอมมากแค่ไหน คนรักกันต้องไม่ปิดบังกัน หากเห็นคนรักทุกข์ ผมยิ่งทุกข์กว่าแสนเท่าล้านเท่า ผมยินดีแบกรับความทุกข์ความทรมานของเจ้าหญิงให้ได้มากที่สุด เล่าให้ผมฟังเถอะเจ้าหญิง ผมยินดีใช้ความรู้ที่มีทั้งหมดช่วยคุณ หากผมไม่มีความสามารถที่จะช่วย ผมก็จะพาคุณกลับไปยังที่ที่ผมอยู่ ซึ่งมีวิทยาการล้ำสมัย เต็มไปด้วยเครื่องไม้เครื่องมือมากมาย ขอให้ได้ช่วยคุณเท่านั้น
“ผมเป็นนักโทษประหาร กระอักเลือดจากพิธีดื่มยากระตุ้นพิษในฐานะนักโทษทุกคืน… คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายของผมแล้ว ผมต้องตายบนหอคอย พิธีเฉลิมฉลองกษัตริย์ใหม่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อนักโทษอย่างผมถูกประหารแล้วครับ”
ผมแทบหยุดหายใจกับคำตอบที่ได้รับซึ่งเกินเลยจากที่คาดคิดเอาไว้มาก สิ่งที่ผมคิดได้ในขณะนี้คือทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้เจ้าหญิงได้กลับกรุงเทพพร้อมผม ยาพิษจากสมัยก่อนคงไม่ร้ายแรงเกินกว่าวิทยาการในสมัยปัจจุบัน แต่ว่าผมจะทำอย่างไรเพื่อพาเจ้าหญิงกลับไปพร้อมกัน ผมนึกไม่ออกเลย นอกจาก…
“จะกอดแน่นๆไว้แบบนี้แหละ ถ้าพระเจ้าพาผมกลับ เราจะได้กลับพร้อมกัน”
“พระเจ้าคงไม่อนุญาตหรอกครับคุณเต๋า”
“ไม่เชื่อหรอกว่าชาทำผิดจริง โทษประหารอะไรนั่นต้องเป็นการใส่ร้ายป้ายสีแน่นอน พระเจ้าผู้ทราบเรื่องนี้ทั้งหมดจะต้องช่วยคุณแน่ๆ ทุกอย่างล้วนมีเหตุผล เพราะอย่างนั้นพระเจ้าถึงได้ส่งผมให้มารักกับคุณ จะได้พาคุณออกไปจากที่นี่ไง”
“พระเจ้าไม่ใจดีถึงขนาดนั้นหรอกครับ แต่ถึงอย่างไรผมก็ขอขอบคุณที่ช่วยมาอยู่เป็นเพื่อนคุยของผมตลอดวันที่อยู่บนหอคอย รู้ไหมว่ามันช่วยผมได้มากแค่ไหน แต่ว่าคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายแล้ว คุณจะได้กลับไปและไม่ได้หวนคืนกลับมาที่นี่อีก ผมคงต้องกล่าวคำอำลาต่อคุณ ความรักที่เกิดขึ้นบนหอคอยแห่งนี้ขอให้มันจบลงเพราะเป็นรักที่ไม่มีวันสมหวัง คุณยังต้องมีชีวิตต่อไปในอาณาจักรของคุณด้วยความรักครั้งใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยความสุขความสมหวังกับคนอื่นๆที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ผมซึ่งเหมือนเปลวเทียนที่ใกล้อับแสง ความรักของคนใกล้ตายคนหนึ่งได้หล่อเลี้ยงชีวิตให้ชุ่มชื้นอยู่ไม่น้อย เกิดเป็นความสุขเล็กๆ แต่เป็นความสุขเพียงชั่วคราวเท่านั้น หลังจากนั้นมันก็ต้องดับสูญ คุณอย่าคิดหาวิธีการใดๆที่จะพาผมกลับไปพร้อมคุณเลย จบความรักระหว่างเราซะเพื่อความสุขในเบื้องหน้าของคุณ ปล่อยให้รักนี้ตายไปพร้อมกับผม ผมยินดีรับความทุกข์ความทรมานนี้แต่เพียงผู้เดียว คิดเสียว่ามันคือชะตากรรมของผมก็แล้วกัน”
“การที่คนสองคนรักกัน มันจะเป็นชะตากรรมของคนเดียวได้อย่างไร ทำไมต้องเลิกกันด้วยเหตุผลแบบนี้ ผมกำลังคิดหาวิธีทุกอย่างที่จะพาคชากลับไปด้วย เพราะรักถึงอยากให้อยู่ด้วยกันตลอดไป แต่คชากลับผลักไสให้ผมกลับไปคนเดียวเพื่อไปรักกับคนอื่น คิดว่านี่คือการเสียสละหรือไง มันคือความคิดของคนเห็นแก่ตัว”
“ครับ …ผมมันเป็นคนเห็นแก่ตัว แล้วทีนี้ คุณตัดใจจากผมได้หรือยังครับ”
“ไม่มีทาง!”
ความโกรธที่ถูกปฏิเสธในรักทำให้ผมขาดสติ ผลักร่างบางลงสู่เตียงนุ่มแล้วเข้าครอบครองริมฝีปากอิ่มอย่างกระหายในรัก สัมผัสภายในกลีบกุหลาบที่ไร้ประสบการณ์ทำให้ผมลุ่มหลงอยากสร้างมลทินให้กลีบกุหลาบนั้นบอบช้ำแรงขึ้นไปอีก แรงเกี่ยวกระหวัดอย่างเชี่ยวชาญทำให้เสียงเล็กๆดังอื้ออึงเบาๆอย่างทรมาน
แต่เท่านี้ยังไม่พอ ผมไม่ได้ต้องการแค่กลีบกุหลาบ แต่ปรารถนาไปถึงเกสรดอกไม้อันอบอวลไปด้วยน้ำหวานอันบริสุทธิ์ ที่มีผมเพียงผู้เดียวที่ได้สัมผัสลิ้มรสอันหอมหวานนั้น
มือหนาจัดการดึงเชือกที่ขัดกันเป็นโบว์ของชุดลูกไม้บางเบาออกก่อนที่จะโยนมันลงพื้น ชั้นในแปลกตาที่ถูกโยนทิ้งไม่ต่างจากอาภรณ์ภายนอกยิ่งทวีอารมณ์เพลิงพายุในใจให้โหมกระหน่ำมากขึ้น ร่างเปลือยเปล่าเผยให้เห็นถึงผิวเนื้อเนียนละเอียดที่ไม่เคยมีผู้ใดครอบครอง ราวกับทางหิมะที่ไม่เคยถูกผู้ใดค้นพบ พลันบรรจงพรมแต้มสีแห่งรักรอบกายเพื่อให้รู้ว่าทางที่เต็มไปด้วยหิมะนี้มีเจ้าของแล้ว และจะไม่อนุญาตให้ใครเข้ามารุกล้ำอาณาเขตที่สวยงามแห่งนี้นอกจากตน
กลิ่นกายหวานของเจ้าหญิงยังคงยั่วยวนผมมิหยุดหย่อน เพลิงพายุในใจของผมยังคงโหมกระหน่ำด้วยแรงโทสะ และความรักแรกที่ผมมีต่อคนเพียงคนเดียว เมื่อรักแรกถูกปฏิเสธ ใครบ้างเล่าที่จะสามารถทนได้ แม้ว่าผมจะเป็นผู้ที่ถือเหตุและผลมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่ทำไม เพราะรัก ผมถึงอยากโยนเหตุผลบ้าๆนั้นทิ้งไป มีเพียงแค่อารมณ์เท่านั้นที่ครอบครองทุกสิ่งในสมองของผมอยู่ในตอนนี้ อารมณ์ลุ่มหลงลืมทุกสิ่ง อารมณ์ที่ทำให้ลืมแม้แต่จะทะนุถนอมร่างน้อยนี้ให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง
เจ้าหญิงบิดกายอย่างร้อนเร่าเมื่อเบื้องล่างถูกทำให้ผ่อนคลายอย่างช้าๆ ผมบีบเค้นส่วนกลมกลึงแล้วเพิ่มจำนวนความลึกซึ้งเพื่อให้เจ้าหญิงรู้สึกคุ้นเคยมากขึ้น ดวงหน้าของเจ้าหญิงแดงซ่าน ดวงตาหวานทำงานหนักด้วยน้ำใสอาบแก้ม ริมฝีปากบวมแดงจากการจุมพิตเร่าร้อนร้องขอให้ผมหยุด เหงื่อกาฬหลั่งไหลรอบรอยมลทินที่ผมสร้างขึ้นทั้งกายสวย เมื่อรวมกับการต่อต้านเล็กๆของช่องทางเบื้องล่างทำให้อารมณ์ความต้องการของผมพลุกพล่านขึ้นดังพายุยามค่ำคืนที่พร้อมหักโค่นต้นไม้น้อยใหญ่ท่ามกลางเหล่าพนา
น้ำตาแห่งดวงตาหวานอาบแก้มเนียนใสดังเม็ดฝนที่หลั่งชโลมไม่ขาดสายเมื่อถูกล่วงล้ำด้วยกายแกร่งที่ค่อยๆรุกอย่างช้าๆจนครอบครองทั้งกายของเจ้าหญิง การต่อต้านตลอดจนความคับแคบของสิ่งบริสุทธิ์ไร้มลทินทำให้ห้วงพายุอารมณ์ของผมเริ่มสงบลง ค่อยๆเคลื่อนกายอย่างช้าๆเกรงร่างน้อยจะบอบช้ำ แต่ท้ายที่สุดก็เร่งเร้าจังหวะที่หนักแน่นและมั่นคงจนเจ้าหญิงจิกหลังแกร่งของผมอย่างไม่รู้ตัว เสียงร้องเล็กๆของเจ้าหญิงหวานล้ำจนทำให้ผมแทบไม่เป็นผู้เป็นคน ยอมเป็นสัตว์ป่าที่กระหายความสุขจากเรือนร่างเบื้องใต้อย่างไม่รู้จักอิ่มจักพอ
ผมจ้องมองดวงหน้าของเจ้าหญิงที่ผมเข้าครอบครองทั้งกายและใจแล้วก็ยิ่งตกหลุมรัก คนตัวเล็กหายใจไม่เป็นจังหวะอย่างเหนื่อยล้า ผมจุมพิตอย่างลึกซึ้งลึกล้ำอีกครั้งเพื่อให้เจ้าหญิงเข้าใจในรักของผม ความรักที่ไม่อาจพรากจากกันได้ทั้งที่ยังรักกันอยู่อย่างนี้
คุณอย่าได้ผลักไสผมเลย ผมรักคุณมากขนาดนี้และจะพาคุณไปอยู่ด้วย ถึงคุณจะเป็นใคร จะเป็นนักดนตรี หรือจะเป็นนักโทษประหารผมก็จะรัก หัวใจของผมสร้างขึ้นมาเพื่อคุณ ผมเป็นของคุณ จะรักคุณเพียงคนเดียว
ผมใช้นิ้วแกร่งซับน้ำตาของเจ้าหญิงออก จุมพิตด้วยรักอีกครั้งก่อนจะค่อยๆถอนกายออกมาอย่างเสียดาย แต่แค่นี้ก็พอแล้วครับ ผมล่วงเกินคุณมามากพอแล้ว
“ผมเป็นของคุณมากถึงขนาดนี้ แล้วคุณยังจะคิดเลิกกับผมอีกไหมครับ”
เจ้าหญิงไม่เอ่ยวาจาตอบอะไร เพียงแค่ส่งรอยยิ้มบางๆ และกอดผมตอบ เท่านี้ก็เป็นคำตอบได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว
ลมหนาวยังคงพัดโชยหน้าต่างเข้ามาเบาๆ เจ้าหญิงเผลอบ่นว่าหนาวผมจึงเข้าไปกอดแนบเนื้อสวยไว้แน่นเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ แต่เพราะความน่ารักของเจ้าหญิงทำให้ผมเผลอใจขโมยจุมพิตอีกเนิ่นนาน ปล่อยอารมณ์ลูบไล้เนื้อกายละเอียดเนียนนุ่มและเกือบจะล่วงเกินมากไปกว่านั้นจนเจ้าหญิงค้อนใส่เล็กๆด้วยความอาย เจ้าหญิงพยายามลุกขึ้นหนี แต่ก็ถูกผมกอดรัดเอาไว้ก่อน
“น…หนาวครับ ผมขอตัวไปหยิบเสื้อนะครับ”
“คืนแรกของคู่รัก ให้ฝ่ายชายดูแลดีกว่าครับ”
ผมลุกไปหยิบชุดของเจ้าหญิงที่ผมโยนทิ้งกองเอาไว้เพื่อมาสวมใส่ให้เจ้าหญิงดังเดิม ร่างเล็กพยายามหนีออกจากผมเพื่อสวมชุดด้วยตัวเอง แต่สุดท้ายก็ยอมให้ผมสวมใส่ให้ด้วยเหตุผลว่าไม่อย่างนั้นผมจะขออีกรอบ
ผมหยิบชั้นในที่ดูแปลกตานั้นอย่างเป็นปริศนาว่ามันใส่อย่างไรและถือเก้ๆกังๆอยู่นาน เจ้าหญิงเขินจัดรีบดึงออกมาจากมือผม ผมมองเจ้าหญิงที่ตัวสั่นน้อยๆระหว่างหยิบชุดชั้นในนั้นมาสวมใส่เอง จากนั้นก็หยิบชุดลูกไม้นั้นมาสวมคลุมทับต่อ
สายตาที่มองเจ้าหญิงด้วยความลุ่มหลงทำให้เจ้าหญิงวุ่นวายในหัวใจจนแทบสวมชุดต่อไปไม่เป็น
เจ้าหญิงตื่นเต้นจนมัดโบว์สลับพันกันยุ่งเหยิง ยิ่งแก้เท่าไหร่ปมที่มัดเป็นเงื่อนตายก็ไม่คลายออกจากกัน จึงเป็น ‘ธุระ’ ของผมที่ต้องช่วยแกะโบว์นั้นออก และช่วยผูกให้ใหม่เป็นโบว์ในยุคสมัยของผม คิ้วบางๆของใบหน้าเล็กเริ่มขมวดขึ้นเมื่อเห็นว่าโบว์นั้นดูแปลกเกินไป จึงดึงโบว์นั้นออกเพื่อผูกใหม่โดยบังคับให้ผมหันไปมองทางอื่น
เมื่อเจ้าหญิงสวมชุดครบองค์ประกอบแล้วผมก็หันกลับไปมองสำรวจคนสวยในชุดยุคเก่าอีกครั้ง
แต่เมื่อเจ้าหญิงเห็นว่ามีเพียงผมที่ร่างเปลือยเปล่าอยู่ฝ่ายเดียวก็เอาแต่หลบสายตาผมและหันหน้าหนีอยู่ตลอดเวลาจนผมต้องลุกไปหยิบเสื้อเพื่อสวมให้กลับมาเต็มยศเหมือนเดิม
“ก็เห็นกันหมดแล้ว ยังจะเขินอะไรอีก”
“อ…อากาศมันหนาวครับ ผมแค่ไม่อยากให้คุณเป็นหวัด”
ผมหยอกล้อเจ้าหญิงจนรอยยิ้มสวยประดับพราวบนใบหน้าสมใจผม ผมเชื่อว่าเราคงปรับความเข้าใจได้ด้วยดีแล้ว เจ้าหญิงจะต้องยอมแก่คำขอของผม อ้อนวอนต่อพระเจ้าขอเดินทางกลับไปยังบ้านผมที่กรุงเทพด้วยกัน
เสียงสัญญาณเหมือนเสียงฆ้องดังขึ้นที่เบื้องล่างของหอคอย เมื่อเจ้าหญิงได้ยินก็ตัวสั่นเทาและตัวเย็นเฉียบขึ้นมาอีก ผมคิดว่าน่าจะถึงเวลารับโทษประหารเพราะในคราวนี้เจ้าหญิงตัวสั่นกว่าเดิมและเริ่มร้องไห้ด้วยความกลัว ผมกุมมือเย็นจัดราวกับน้ำแข็งของเจ้าหญิงแล้วกกกอดคุ้มครองเอาไว้ ความสัมพันธ์ทั้งกายใจที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้คงทำให้พระเจ้าเห็นใจและพาเรากลับไปด้วยกัน ผมหวังไว้อย่างนั้น แต่หากว่าพระเจ้าจะไม่พาเรากลับ ผมก็จะคุ้มครองเจ้าหญิงอยู่ตรงนี้ด้วยกำลังแห่งรักของผม เชื่อว่าจะต้องสามารถเอาชนะสิ่งที่เลวร้ายทุกอย่างได้
“ไม่เป็นไรคชา พระเจ้าจะต้องพาเรากลับไปด้วยกัน”
เจ้าหญิงหันมามองผมทั้งน้ำตา ก่อนจะเอ่ยวาจาต่อผู้อยู่บนฟ้า
“พระเจ้า… พาเขากลับไปเถิดครับ”
ผมไม่เข้าใจ ทำไมเจ้าหญิงยังเอ่ยวาจาแบบนี้อีก ผมไม่ยอม พูดกล่อมให้เจ้าหญิงอ้อนวอนต่อพระเจ้าให้พาเรากลับไปด้วยกันแต่ก็ไม่เป็นผล
“พระเจ้าครับ เขาไม่ควรอยู่ที่นี่ ผมขอเขาอยู่กับผมไม่นาน ตอนนี้หมดเวลาแล้ว กรุณาพาเขากลับไป”
ประตูเบื้องหน้ากำลังถูกเปิดออกอย่างช้าๆ หรือผู้เปิดประตูจะเป็นผู้ที่เข้ามาประหารชีวิตเจ้าหญิง
พระเจ้า ได้โปรดอย่าเพิ่งพาผมกลับไปนะครับ!
แต่เพียงชั่วพริบตาเดียว ผมก็กลับมาอยู่ในห้องนอนของผม
เพียงคนเดียว
ไม่นะพระเจ้า พาผมกลับไป!
กรุณาพาผมกลับไปคุ้มครองเจ้าหญิงด้วย!
***********************************************************************************
ประตูห้องหอคอยถูกเปิดแง้มออกมา เหล่านางในในชุดดำเข้ามาพร้อมด้วยยากระตุ้นพิษถ้วยสุดท้าย
“ฮือๆ เจ้าชายเพคะ”
เสียงร้องไห้ของเหล่านางในยังคงประสานกันดังระงม เจ้าชายรัชทายาทอันดับ 2 สงบความสั่นกลัวนั้นลงโดยเสแสร้งว่ากล้าหาญ มือสั่นเย็นยกถ้วยยาขึ้นมาดื่มเหมือนทุกๆครั้ง ด้วยร่างกายที่อ่อนแอจากพิษที่มีมาแต่เดิมทำให้รู้สึกเหมือนว่าถ้วยยาจะหนักขึ้นเรื่อยๆจนแทบฝืนถือต่อไม่ไหว รสขมของยาทำให้ดวงหน้าน้อยพะอืดพะอมแทบจะอาเจียนแต่หากยังคงฝืนดื่มเข้าไปจนหมดเพื่อเริ่มต้นพิธีกรรม
หน้าหวานซีดจัดขึ้นมากกว่าเดิม เอนกายลงบนเตียงอย่างไร้เรี่ยวแรง ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นภายในร่างกายทำให้น้ำตาใสเริ่มพรากออกมาไม่หยุด แต่คนใกล้ตาย อย่างไรก็ต้องมีการพูดสั่งเสีย ร่างน้อยจึงพยายามฝืนพูดต่อด้วยเสียงที่แหบพร่า เพราะมีสิ่งที่สำคัญที่สุดที่อยากให้ทุกคนช่วยดูแล
“นี่ก็เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว แต่ผมก็ยังไม่ชินกับยานี้สักที ต้องขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้ลำบากกัน …ต่อไปนี้ผมก็คงต้องจากพี่ๆทุกคนแล้ว ก่อนที่ผมจะจากโลกนี้ไปผมคงต้องกล่าวขอขอบคุณทุกคนที่ดูแลผมมาโดยตลอดแม้ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นผมไม่นึกโกรธพี่ๆเลย เพราะสิ่งที่พี่ๆทำเป็นหน้าที่ตามชะตากรรม อย่างไรก็ตาม ผมขอฝากพี่อ้น ช่วยดูแลเขาด้วยในเวลาที่ผมไม่อยู่ อย่าทำให้เขาต้องเสียใจ ความจริงแล้วพี่อ้นไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งดังที่ทุกคนเห็นจากภายนอก หากแต่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกอ่อนไหวที่กำลังสั่นและพร้อมล้มครืนลงมาหากมีสิ่งใดกระทบจิตใจแม้แค่เพียงเสี้ยว การที่ผมต้องจากไป คนที่เสียใจมากที่สุดไม่ใช่ผมแต่เป็นพี่อ้น ถึงกระนั้นผมคงมิอาจฝืนชะตากรรมของตนเองเพราะความเห็นแก่ตัวที่เต็มไปด้วยความห่วงพี่ชายที่ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร้จุดหมาย ความรักระหว่างกษัตริย์และนักโทษประหารเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ วันเวลาที่ล่วงเลยผ่านไปจะทำให้พี่ชายแข็งแกร่งขึ้น ผมอยากให้พี่ชายคนเดียวของผมเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์โดยบริสุทธิ์ปราศจากมลทิน เปี่ยมล้นด้วยความสามารถและบารมี ไม่ยอมอ่อนข้อต่อมรสุมศัตรูรายรอบทั้งในวังและนอกวัง ผมจะเฝ้ามองดูพี่ชายในที่ที่ผมสมควรอยู่อย่างเงียบๆ ได้โปรดช่วยดูแลรักษาจิตใจให้พี่ชายของผมด้วย โดยการอย่าให้หวนนึกถึงผมอีก อย่าให้เขาต้องพบกับผมในร่างที่ไร้วิญญาณ จงทำลายภาพวาดและข้าวของเครื่องใช้ของผมที่ยังเหลืออยู่ให้สิ้นซาก ให้ทุกอย่างตายไปพร้อมกับผมที่เกิดมาเพื่ออยู่และตายอย่างโดดเดี่ยว ขอให้ร่างกายของผมสูญสลายท่ามกลางพายุหิมะหนาวจัดที่ทางเหนือ อย่าได้เก็บผมเอาไว้ในเมืองหลวงเพราะที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ผมสมควรอยู่ …หวังว่าพี่ๆคงจะเข้าใจและดำเนินตามความปรารถนาของผมโดยไม่มีเงื่อนไข”
เหล่านางในมองหน้ากันโดยที่ไม่ตอบอะไร สามในสี่นางในเข้ามาตรึงร่างบางไว้ไม่ให้ขยับในขณะที่อีกคนหยิบขวดยาประหลาดชนิดใหม่ขึ้นมากรอกลงลำคอน้อยที่ไร้เรี่ยวแรงขัดขืน รสชาติเผ็ดแปลกไม่เหมือนกับยาที่ดื่มทุกๆคืนทำให้เจ้าชายน้อยฉงนใจกับยาชนิดใหม่ที่ไม่น่าจะเป็นยาที่ดื่มในพิธีกรรมแต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธขัดขืนกับการกรอกยาชนิดนี้ได้เพราะแทบไม่มีเรี่ยวแรงใดๆเหลืออยู่อีกต่อไป
อาภรณ์ของเจ้าชายถูกปลดออกเพื่อชำระร่างกายให้ผุดผ่องเหมือนทุกๆครั้ง ร่างบางที่แปดเปื้อนไปด้วยมลทินรอบกายทำให้เหล่านางในพากันอึ้ง คราบโลหิตในบริเวณต้องห้ามเมื่อรวมกับหลักฐานความสุขสมบนเตียงยิ่งเป็นละครชั้นดีที่สามารถสร้างเป็นข่าวลือได้อีกนาน นางในคนหนึ่งอดใจสงสัยไม่ไหว จึงถามเจ้าชายที่กำลังแสร้งไม่กลัวอยู่ตรงหน้า
“…เจ้าชายอ้น ใช่หรือไม่”
ใบหน้าหวานซีดจากพิษเริ่มสีระเรื่อขึ้นจางๆ รอยยิ้มบางฉาบบนใบหน้าที่เอาแต่ก้มลงด้วยความอาย ไม่เอ่ยวาจาอะไร หากแต่ส่ายหน้าเบาๆปฏิเสธไป
ทิ้งเป็นปริศนาให้กับเหล่านางในว่าที่แท้จริงแล้วเรื่องราวเป็นเช่นไร
***********************************************************************************
พิธีกรรมการแต่งตั้งรัชทายาทอันดับ 1 เพื่อขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้วที่อาณาเขตเบื้องล่างรอบหอคอย
ในคืนพระจันทร์เต็มดวงเช่นนี้เป็นฤกษ์ที่ดีที่สุดในการประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์
กษัตริย์องค์ปัจจุบันยังคงนั่งนิ่งบนบัลลังก์เพื่อชื่นชมพิธีกรรมที่มอบให้แก่บุตรชายเพียงคนเดียวด้วยความสงบ
บรรดาเจ้าชายเจ้าหญิงรวมถึงขุนนางผู้สูงศักดิ์ต่างก็เข้ามาเป็นสักขีพยานในพิธีกรรมอันยิ่งใหญ่นี้อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
เหล่านักบวชในชุดขาวต่างสวดมนต์เสียงดังกึกก้องเพื่อขัดเกลาจิตใจของว่าที่กษัตริย์ใหม่ให้บริสุทธิ์
แต่หัวใจของรัชทายาทอันดับ 1 กลับไม่เต้นรัวไม่เป็นจังหวะ เหงื่อกาฬไหลอาบแก้มทั้งๆที่อากาศโดยรอบหนาวจับขั้วหัวใจ
หวังว่าแผนการพาคชาหนีจะไม่พลาด
โชคดีที่เพิ่งได้สูตรยาถอนพิษมาจากหมอหลวงประจำตัวของคชา ซึ่งรับประกันได้ว่าจะสามารถขับพิษออกได้หมดภายในอาทิตย์เดียว ไม่เหมือนกับยาถอนพิษที่แอบส่งไปก่อนหน้านี้ที่ไม่แน่ใจว่าจะได้ผลหรือไม่
ถ้าแผนการไม่พลาด หลังจากได้รับยากระตุ้นพิษถ้วยสุดท้ายแล้ว เหล่านางในจะต้องให้คชาดื่มยาถอนพิษนี้ และแผนการลักลอบพาคชาหนีลงจากหอคอยน่าจะสำเร็จ
ไม่สิ ต้องสำเร็จ จะต้องสำเร็จ คำเดียวเท่านั้น!
ท่านพ่อส่งทหารมาคุมตลอดเส้นทางพระราชวังจนถึงหน้าหอคอยตลอด ไม่สามารถปลีกตัวหนีมาช่วยเองได้ หวังว่าเหล่านางในที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่ครั้งยังเยาว์ซึ่งมีความจงรักภักดีจะช่วยเหลือคชาได้ทันท่วงที
แต่ตอนนี้ ทำไมเหล่านางในยังไม่เข้ามารายงานผล จะพาคชาลงมาทันหรือเปล่า
นั่น! หนึ่งในนั้นเดินแฝงกายหลบเข้ามาทางนี้แล้ว ตกลงเรียบร้อยแล้วใช่ไหม โปรดบอกที!
นางในที่ปลอมตัวเป็นทหารขุนนางนักรบทำทีเข้ามาโค้งคำนับให้กับรัชทายาทอันดับ 1 เพื่อลอบส่งข่าว
“เรียบร้อยแล้วเพคะองค์รัชทายาท ขออภัยที่ล่าช้า เพราะเจ้าชายคชาไม่ค่อยยอมให้ความร่วมมือกับแผนการหนีเท่าที่ควร ตอนนี้เจ้าชายได้รับยาถอนพิษ และลงจากหอคอยเป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยไม่มีใครสามารถจับได้”
ราวกับยกภูเขาออกจากอก หัวใจของเจ้าชายอ้นปริ่มเปรมไปด้วยความยินดีและเริ่มยิ้มออกเป็นครั้งแรกในรอบวัน
“แล้วตอนนี้น้องชายอยู่ที่ไหน”
“ขณะนี้ภายในพระราชวังค่อนข้างปลอดผู้คน เป็นโอกาสอันดีที่จะพาเจ้าชายคชาไปหลบซ่อนรักษาตัวในที่แห่งนั้นก่อน ตอนนี้เจ้าชายอยู่ในห้องดนตรีข้างห้องบรรทมขององค์รัชทายาทเพคะ”
“ขอบใจเจ้ามากจริงๆ หลังจากวันนี้ ข้าจะตบรางวัลเจ้าอย่างงาม”
เจ้าชายอ้นแหงนมองขึ้นไปบนหอคอยเบื้องหน้า ประเพณีประหารเจ้าชายรัชทายาทอันดับ 2 บนหอคอยจะต้องทำให้สูญสิ้น คอยดูเถิด หากได้เป็นกษัตริย์เมื่อไหร่ จะใช้อำนาจทำลายเรื่องบ้าๆนี้ออกให้หมด ไม่มีผู้ใดกล้าขัดอำนาจกษัตริย์ได้ และคงไม่มีใครขัดหากพิธีสมรสกับคชาจะถูกกำหนดขึ้นหลังจากที่ท่านพ่อเสด็จสวรรคตแล้ว เรื่องรัชทายาทสืบต่อไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด วงศาคณาญาติมีมากมายที่อยากส่งบุตรชายหลานชายของตนขึ้นเป็นรัชทายาทอันดับ 1 ขอแค่ให้ได้ครองคู่กับคชาเท่านั้น ให้แลกกับอะไรก็ยอม จะโดนสาปแช่งตีตราว่าเป็นกษัตริย์ที่ไม่เอาไหนก็ยอม ขอแค่เพียงคชาเท่านั้น
ขอโทษนะครับท่านพ่อ ผมรักเขามากมายเกินกว่าจะทำตามคำสั่งของท่านได้
เสียงเพลงจากเครื่องดนตรีหลากหลายประเภทดังแซ่ซ้องสรรเสริญในว่าที่กษัตริย์องค์ใหม่ เจ้าชายอ้นมองดูวงดนตรีนั้นพลันก็นึกถึงร่างบางที่เคยแสดงในงานดนตรีอย่างสง่างาม ส่งรอยยิ้มหวานและโบกมือให้ผู้ที่เป็นพี่ชายอย่างขอบคุณ เสียงปรบมือจากผู้ฟังดังกึกก้องไปทั้งงานเพื่อแสดงความชื่นชมต่อนักดนตรีอันดับ 1 ผู้เปี่ยมไปด้วยความสามารถ และรูปงามที่สุดในอาณาจักร
มงกุฎของกษัตริย์ที่ห้อมล้อมด้วยอัญมณีอันเลอค่าถูกส่งมอบจากกษัตริย์ผู้สละบัลลังก์ให้กับเจ้าชายองค์รัชทายาท กษัตริย์องค์ใหม่รับมงกุฎนั้นขึ้นมาสวมเพื่อยืนยันถึงฐานะกษัตริย์ที่มีอำนาจล้นฟ้า สามารถสั่งเป็นสั่งตายให้กับสรรพสิ่งภายใต้ฟากฟ้าแห่งอาณาจักรนี้
กองทหารในพิธี รวมถึงผู้ครองยศถาบรรดาศักดิ์มากมายต่างหมอบกราบเพื่อเคารพกษัตริย์ใหม่ที่เปี่ยมล้นไปด้วยอำนาจ ความสามารถและบารมีไม่แพ้กษัตริย์องค์เดิม เสียงแซ่ซ้องแสดงความจงรักภักดีดังกระหึ่มภายใต้หอคอย
สิ้นสุดของพิธี คือฉากการประหารชีวิตผู้เป็นกบฏตัวฉกาจอันดับ 1 ที่มีอำนาจทัดเทียมกันจนหมายคิดจะช่วงชิงบัลลังก์ ผู้ที่เต็มไปด้วยความโลภ เสพสุขในยศถาบรรดาศักดิ์สูงส่งแล้วยังไม่พอใจ แต่คิดจ้องจะทำลายกษัตริย์ใหม่ด้วยเล่ห์กลเหลี่ยมจัด
กบฏรัชทายาทอันดับ 2
หลังจากที่ถูกปลดออกจากยศถาบรรดาศักดิ์แล้ว กบฏรัชทายาทอันดับ 2 จะต้องดื่มยาพิษเพื่อทำลายอวัยวะภายในเป็นเวลาหลายคืน ด้วยแรงแห่งพิษร้ายจะสร้างบาดแผลให้ภายในเจ็บปวดรวดร้าวลุกลามจนพิการไปทั้งร่างกาย ความสุขจากการพำนักอาศัยในพระราชวังจะจบสิ้น เหลือไว้แต่เพียงความโดดเดี่ยวไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกบนหอคอยแสนอ้างว้าง
จุดจบของกบฏร้ายกาจท้ายที่สุดคือการถูกควันพิษเผาผลาญบนหอคอยอย่างทรมาน
กษัตริย์ใหม่รับคบเพลิงจากผู้เป็นบิดาแล้วโยนเข้าไปที่ใต้บันไดของหอคอย ไฟลุกเบื้องล่างเผาผลาญดินทรายให้กลับกลายเป็นควันพิษเมื่อได้รับความร้อน
ควันลอยพวยพุ่งจากที่ต่ำไปยังที่สูงของหอคอย กลุ่มควันที่ลอยออกจากหน้าต่างข้างบนนั้นเป็นสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นว่าภายในห้องเบื้องบนของหอคอยเต็มไปด้วยควันพิษ และที่สำคัญคือผู้เป็นกบฏที่อยู่บนหอคอยได้สูดควันพิษนั้นเข้าไปแล้ว
กษัตริย์ใหม่มองกลุ่มควันที่ยังคงคุกกรุ่นเพิ่มจำนวนความร้อนแรงบนหน้าต่างหอคอยนั้นด้วยอารมณ์สงบเยือกเย็น
เพราะกบฏรัชทายาทอันดับ 2 ไม่ได้อยู่บนนั้น
ตอนนี้คชากำลังรอเขาอยู่ที่ห้องดนตรีพร้อมๆกับเจ้าหมายเลข 3
***********************************************************************************
พระเจ้า พาผมกลับไปที ผมจะไปช่วยคชา คนรักของผม ผมจะพาเขากลับมา พระเจ้าช่วยผมด้วย
ผมกล่าวคำอ้อนวอนต่อพระเจ้าไม่หยุด จนกว่าพระเจ้าจะทำตามที่ผมขอ
ทำไมท่านต้องส่งผมให้ไปรักกับเจ้าหญิงแล้วทิ้งเขากลับมาเหมือนเป็นคนไม่รับผิดชอบ ยิ่งให้ผมกลับมาแบบนี้มีแต่จะทำให้เจ้าหญิงเสียใจยิ่งขึ้นไปอีก ท่านควรให้พวกเราอยู่ด้วยกันในโลกที่ผมอยู่ อย่าให้เราพลัดพรากจากกันเลย ได้โปรดเปิดโอกาสให้ผมได้ช่วยพาเจ้าหญิงกลับมาด้วย
พลันภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็เริ่มเปลี่ยนไป ฉากห้องนอนของผมเริ่มปกคลุมไปด้วยควันไฟขุ่นมัวจนมองทางข้างหน้าไม่เห็น ผมปัดควันรอบกายออกด้วยความสงสัยว่าที่นี่คือที่ไหน พระเจ้าพาผมกลับมาที่ใดกันแน่
ผมเริ่มได้ยินเสียงไอไม่หยุดที่ตรงหน้า
เสียงเล็กๆของคนที่รัก
ที่นี่คือหอคอย ที่พักของเจ้าหญิง แต่ทว่า…
เกิดอะไรขึ้น! หรือว่าไฟไหม้!
ผมพยายามตั้งสติ และตามหาเจ้าหญิงท่ามกลางกลุ่มควันดำรอบกาย ม่านควันปกปิดไปทั่วห้องหอคอยเป็นอุปสรรคแก่การมองเห็น เสียงไออย่างทรมานของเจ้าหญิงทำให้ผมเริ่มจับทางได้จนพบเจ้าหญิงในที่สุด ภาพลางๆตรงหน้าทำให้ผมแทบช็อก
ริมฝีปากน้อยๆกระอักโลหิตสีแดงออกมามากกว่าที่ผมเห็นในวันนั้น โลหิตหลั่งไหลซึมออกมาตามจุดเล็กๆทั่วร่างกายจนเจ้าหญิงแทบจมไปกับกองโลหิตนั้น เจ้าหญิงลืมตาขึ้นอย่างยากลำบากทันทีที่ผมเข้าไปประคองกอดและจะพาอุ้มออกไปจากที่นี่
“ทำใจดีๆไว้ ผมมาช่วยแล้ว…พระเจ้าครับ ได้โปรดพาพวกเราออกจากที่นี่ด้วย”
ควันดำยังคงพวยพุ่งออกมาจากทางประตูไม่หยุด ควันพิษนั้นสร้างความเจ็บแสบไปทั่วทุกอณูผิว อากาศที่มีให้หายใจเริ่มน้อยลงเรื่อยๆจนผมสำลักควันล้มกองไปกับพื้น เจ้าหญิงพยายามปล่อยมือผมออกและยังวอนขอต่อผู้อยู่บนฟ้าด้วยน้ำเสียงที่เหือดแห้ง
“พ…พาเขาออกจากที่นี่ด้วยครับ…แค่กๆ…พระเจ้าครับ โปรดพาเขาออกไป”
“ไม่นะคชา ผมจะพาคุณหนีจากที่นี่ด้วยกัน ทำไมถึงไม่เข้าใจกันบ้างเลย คุณครอบครองทั้งหัวใจของผม ผมเดินต่อไปโดยขาดคุณข้างกายไม่ได้”
“มันสายไปแล้วครับคุณเต๋า ผ..ผมได้รับยาพิษมามากเกินไปแล้ว มันยากที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก ได้โปรดอย่ามาช่วยเหลือคนใกล้ตายเลย”
“เหตุผลที่ทำไป เพราะรักคำเดียว อย่าอ้างเหตุผลอื่นๆเพื่อปฏิเสธผมอีกได้มั้ยคชา”
“ผมเห็นแก่ตัวไม่ได้ครับ การที่ผมต้องตายมันเป็นทางที่ดีที่สุดแล้วสำหรับคนที่อยู่ที่นี่ ผมไม่ตายไม่ได้ครับ”
“อย่าพูดอย่างนี้อีกได้มั้ย!”
“ได้โปรดอย่ารักผมอีกเลยครับ ขอบคุณมากครับคุณเต๋าสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ……พระเจ้าครับ….”
ควันดำรอบกายผมเริ่มจางหาย ภาพคนรักเบื้องหน้ามลายหายไป กลายเป็นภาพของหอคอยสูงใหญ่ที่เต็มไปด้วยควันไฟ ภายใต้หอคอยรายล้อมไปด้วยกลุ่มคนที่พากันกล่าวแสดงความยินดีต่อผู้ที่สวมมงกุฎที่เปี่ยมไปด้วยบารมี รอยยิ้มของเจ้าของมงกุฎนั้นช่างดูมีความสุขเหลือล้น นี่อาจเป็นกษัตริย์ใหม่ที่พิพากษาโทษประหารให้กับเจ้าหญิงที่ไม่มีทางสู้เป็นแน่
ไม่ได้นะครับพระเจ้า เจ้าหญิงของผมอยู่บนหอคอยนั้น ท่านจะให้เขาตายไม่ได้ ได้โปรดช่วยเขาที!
ผมพยายามวิ่งผ่านฝูงคนเพื่อขึ้นไปยังหอคอย แต่ยิ่งวิ่งเท่าไรก็วิ่งเข้าไปไม่ถึง เสมือนว่าหอคอยเบื้องหน้ากำลังถอยหลังไกลจากผมมากขึ้นทุกทีๆ
พระเจ้าครับ อย่าปล่อยให้ผมกลับไปคนเดียว ได้โปรดเถอะครับ!
ไม่ว่าจะวิ่งเข้าไปสุดแรงเกิดเพียงใด แต่หอคอยที่เจ้าหญิงอยู่ข้างบนนั้นกลับถอยห่างออกจากผมมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งอยู่ไกลสุดสายตา
ไม่นะครับพระเจ้า! ไม่! ไม่!!
******************************************************************************************
ดวงตาสวยหลับลงทันทีที่ภาพของคนรักหายไปจากตรงหน้า
ขอบคุณครับพระเจ้าที่พาเขาออกไป ร่างกายของผมในตอนนี้ไม่สามารถที่จะกลับมาแข็งแรงได้เหมือนดังเดิมแล้ว ผมควรปล่อยให้ทางเดินที่ถูกต้องทำหน้าที่ของมันเอง เขาสามารถมีความสุขได้แม้ไม่มีผม ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้ผมรู้จักกับความรักครั้งแรกที่หล่อเลี้ยงหัวใจให้คลายหนาวและต่อสู้กับความกลัวได้เป็นอย่างดี วันสุดท้ายบนโลกใบนี้ที่หวาดกลัวมาทั้งชีวิต ความจริงแล้วก็ไม่ได้น่ากลัวอะไร ความกลัวที่ร้ายแรงที่สุดคงเป็นการที่เห็นคนรักต้องตายตามไปกับเรา แต่บัดนี้เขาปลอดภัยแล้ว ดังนั้น จึงไม่มีอะไรต้องกลัวอีก อีกเพียงไม่นานผมคงได้กลับไปหาท่านพ่อและท่านแม่ที่ทางเหนือแล้ว แม้ไม่มีเจ้าหมายเลข 3 บรรเลงให้พวกท่านฟังก็คงไม่เป็นไร เพราะตอนที่จากทางเหนือมา ผมก็ยังมีเจ้าหมายเลข 1 กับ 2 ทิ้งไว้อยู่ที่นั่น
ผมอยากเล่นเพลงใหม่ที่เกิดจากห้วงรักของผมให้พวกท่านฟังเหลือเกิน ดูซิว่าจะอุดหูเหมือนที่ชอบแกล้งผมหรือเปล่า เพลงนี้ถึงแม้ว่าไม่มีชื่อเพลงแต่ก็มีเนื้อร้องแล้วนะครับ ถึงผมเองจะเสียงไม่ค่อยดีเท่าไหร่แต่ผมก็อยากจะร้องอวด ตอนนี้เพลงนั้นยังดังก้องโสตประสาทของผมอยู่ ถ้าหากว่านำเจ้าหมายเลข 1, 2 และ 3 มาบรรเลงเพลงนี้พร้อมกันเป็นวงดนตรี มันจะเพราะแค่ไหนกันนะ
ความเหงาที่ซึ้งทิ้งลึกเป็นภาพรำไร
กลั่นกรองร้อยเรียงหัวใจหนาวเหน็บชินชา
สุดแต่ฟ้าบรรดาลพราวเดือนริดรอนแสงลงมา
ให้ใจดวงนี้อบอุ่นกรุ่นมาภายใน
เมื่อเสียงหัวใจระรัวไม่เป็นดังเดิม
ต่อเติมให้ความหนาวเย็นพร่างพรายกลายเป็นห้วงรัก
ดังแสงตะวันทอดมาส่องอบอุ่นจับฟ้า
หัวใจดวงนี้แรกรักขึ้นมาเพราะเธอ
******************************************************************************************
ในที่สุด พิธีกรรมก็เสร็จสิ้นลงในยามที่พระอาทิตย์โผล่พ้นขึ้นขอบฟ้า เหล่าเจ้าหญิงเจ้าชายและขุนนางยศถาบรรดาศักดิ์สูงส่งต่างแซ่ซ้องยินดีในกษัตริย์ใหม่แห่งอาณาจักร หากแต่ไม่ได้ทำให้องค์กษัตริย์นั้นยินดีแต่อย่างใดเพราะผู้ที่อยากได้ยินเสียงมากที่สุดคือเจ้าของหัวใจที่มีรอยยิ้มหวานซึ้ง นักดนตรีอันดับ 1 แห่งอาณาจักร ที่กำลังรอเขาอยู่ในห้องดนตรี
“อีกไม่นาน พี่ก็จะได้พบน้องแล้ว ตอนนี้พี่เป็นกษัตริย์ มีอำนาจบารมีสูงส่งที่สุด พี่จะอยู่ดูแลน้อง คุ้มครองน้องอย่างดีในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่มอบหัวใจรักแก่ผู้ที่บริสุทธิ์งดงามที่สุดในอาณาจักร”
มือหนาผลักประตูห้องดนตรีออกเบาๆเหมือนทุกทีเพราะเกรงว่าเจ้าของห้องจะตื่นตกใจ แม้จะรู้ตัวว่าไม่เคยมีสักครั้งที่ร่างเล็กจะสนใจเมื่อตนเดินเข้าไปหาในห้องเพราะมัวแต่ขะมักเขม้นอยู่ที่เจ้าเครื่องดนตรีสุดโปรดเป็นสำคัญ
ดวงตาคมทอดมองรอบๆห้องดนตรี เจ้าหมายเลข 3 ยังคงวางตั้งตระหง่านอยู่ในที่เก่าที่ตนนำมาเก็บหลังจากที่ไปหาผู้เป็นที่รักครั้งสุดท้ายบนหอคอย สำรับของว่างที่ปกติจะนำมาวางไว้ในที่ประจำตลอดเวลาเพราะเจ้าชายคชาโปรดขนมจุบจิบระหว่างการพักเล่นดนตรีก็ไม่มี หนังสือดนตรีที่เจ้าตัวชอบหยิบมาอ่านก็ยังวางเก็บไว้อย่างดีอยู่ในตู้
บรรยากาศโดยรอบช่างดูแปลกไป
หากไม่อยู่ในห้องดนตรี เจ้าชายก็มักจะอยู่แต่ในห้องบรรทมซึ่งมีประตูเชื่อมจากห้องดนตรีเข้าไปได้ ลืมไปว่าก่อนหน้านี้เจ้าตัวเล็กได้รับยาพิษไปไม่น้อย อยู่บนหอคอยไม่ได้ทานอะไรเลยเป็นเวลาหลายวันก็คงเหนื่อยอ่อนมากจนเล่นดนตรีไม่ไหว อีกทั้งร่างกายน่าจะยังถอนพิษได้ไม่หมด เป็นไปได้ว่าอาจนอนพักอยู่ในห้องบรรทมก็เป็นได้
ร่างสูงเปิดประตูห้องบรรทมของน้องชายด้วยความลังเล เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยกล้าแม้แต่จะย่างกรายเข้าไปข้างในเลยสักครั้ง แต่บัดนี้ แรงสั่นภายในหัวใจ ความว้าวุ่นวายใจจากอารมณ์ห่วงหาและคิดถึง เริ่มสั่งการให้กระทำการวู่วามล่วงเกินเข้าไปในห้อง เพราะอย่างไรก็ตาม อนาคตที่คาดหวังไว้ก็ต้องมาถึงเร็วๆนี้ นั่นคือการสมรสครองราษฎร์ควบคู่กัน เปี่ยมไปด้วยความรัก เสมือนเป็นคนคนเดียวกัน ท่ามกลางกฎเกณฑ์แห่งประเพณีที่ถูกพังทลาย
ประตูของห้องที่เคยคิดมาตลอดว่าเป็นห้องต้องห้ามถูกเปิดออก ทุกอย่างในห้องดูสงบนิ่ง บนเตียงนอนที่มีผ้าม่านสีขาวบางเบาปิดอยู่รอบทั้งสี่ด้านคงมีเจ้าของห้องนอนหลับพักผ่อนกายอยู่ในนั้น อยากเข้าไปสวมกอด จุมพิตที่มือเล็กนุ่มเนียนเนื้อลออให้ชื่นใจ ให้สมกับความทุกข์ที่ต้องเก็บซ่อนความรักมาโดยตลอด เป็นความทุกข์ที่ได้แต่มองข้างเดียวอยู่ร่ำไป แต่บัดนี้ น้องได้รับรู้ถึงความรู้สึกของพี่ชายคนนี้แล้ว แม้ว่าน้องจะคิดอย่างไร พี่ก็จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ครอบครองน้อง หากน้องยังไม่คิดตรงตามกับสิ่งที่พี่คิด พี่ก็จะให้น้องเลือกระหว่างการมอบหัวใจให้แก่พี่ชายคนนี้ หรือจะเลือกให้อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่อ่อนแอล่มสลายไปตามหัวใจของกษัตริย์ที่ดับสลายลง พี่มั่นใจว่าคำตอบที่พี่ได้รับคงตรงตามใจพี่ปรารถนา น้องต้องตอบรับรักพี่โดยไร้เงื่อนไขปฏิเสธใดๆ
ผ้าม่านสีขาวบางเบาถูกเปิดออก ด้วยแรงปรารถนาคิดถึง หมายว่าจะได้พิศมองสุดที่รักที่กำลังนอนหลับอย่างอ่อนเพลียอยู่บนเตียง
แต่…อะไรคือความว่างเปล่าตรงหน้า
ผ้าปูเตียงยังคงเรียบตึง ไร้ซึ่งน้องอันเป็นที่รัก
หากน้องไม่ประสงค์อยู่ในห้องดนตรี ก็จะอยู่ในห้องบรรทมเท่านั้น
หากน้องไม่อยู่ในห้องบรรทม แล้วน้องจะไปอยู่ที่ห้องใดเล่า?
ในพระราชวัง มีเพียงสองแห่งนี้เท่านั้นที่น้องจะเข้ามาพำนักอาศัย ไม่เคยไปยังที่อื่นแห่งใดด้วยตัวคนเดียว
หรือว่า…
ที่หอคอยนั่น!
************************************************************
ร่างสูงชาไปทั้งตัว เมื่อเห็นรถม้าที่ดูคุ้นเคยจอดอยู่ข้างล่างหอคอยแห่งพิธีกรรมในค่ำคืนที่ผ่านมา
เป็นรถม้าที่เคยพาร่างไร้วิญญาณของกบฏรัชทายาทอันดับ 2 องค์ที่แล้ว…ท่านอา…พ่อของคชา กลับทางเหนือ
ครั้งนี้ ทำไมรถม้าถึงมาอยู่ที่นี่! มาทำไม? มารับใคร!!
‘ผมขอร้องให้พี่พาผมกลับทางเหนือ’
ไม่! ต้องไม่ใช่อย่างนั้น น้องชายผู้เป็นเจ้าของหัวใจที่แข็งแกร่งดวงนี้ไม่ได้อยู่บนหอคอยแน่นอน ยังคงรออยู่ในที่ใดที่หนึ่งเพื่อหลบซ่อนจากสายตาคนในพระราชวังเพื่อรอเวลาที่เหมาะสมในการเข้าพิธีสมรสกับกษัตริย์เจ้าอำนาจเหนือผู้ใด เป็นเทวราชาแห่งอาณาจักรที่มิมีผู้ใดเทียบเทียมและต่อต้านได้
น้องรักได้รับยาถอนพิษแล้ว เหล่านางในก็พาน้องลงมาจากหอคอยอย่างปลอดภัย ทุกอย่างไม่มีวันผิดพลาด
รถม้าที่เห็นนี่ก็เป็นการเสแสร้งเสมือนว่ามารับกบฏรัชทายาทอันดับ 2 กลับทางเหนือ มันคือละครตบตาเหมือนกับพิธีกรรมจุดไฟเผาใต้หอคอยเมื่อคืน
ทำไมหัวใจมันถึงร้อนรุ่มขนาดนี้ ร่างกายมันสั่น กลัว กลัวว่าสิ่งที่คาดหวังไว้มันจะพังทลายสูญสิ้น
ไม่หรอกน่า น้องไม่ได้อยู่ที่นี่หรอก จะอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ก็หนีออกไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืน
แต่…จะแน่ใจได้อย่างไรในเมื่อไม่เห็นกับตาของตัวเอง เป็นแค่คำพูดของนางในเท่านั้น
นางในเหล่านั้นก็มีความภักดีและเลี้ยงดูคชามาตั้งแต่เล็ก ไม่มีวันทิ้งคชาแน่นอน
ถึงอย่างนั้น แน่ใจแล้วหรือ?
ทำไมคชาถึงอยู่แต่กับดนตรี นอกจากความชอบในดนตรีแล้ว ส่วนหนึ่งก็เพราะไม่มีใครเหลียวแลให้ความสนใจ เหมือนเป็นเจ้าชายแต่เพียงในนาม มิใช่หรือ
แม้ว่านางในกลุ่มนั้นจะดูแลคชามาแต่เล็ก เหมือนว่าคุ้มครองน้องเป็นอย่างดี แต่ทำไมสายตาของคชากลับดูไม่สนิทกับพวกนางเท่าใดนัก
ในยามที่คชาถูกรังแก ทำไมถึงร้องไห้อยู่คนเดียว
ที่สำคัญ…น้ำมะนาวพิษนั่นมันคืออะไร
เสียงโกลาหลดังเซ็งแซ่อยู่เบื้องหลังของกษัตริย์องค์ใหม่ จนร่างสูงต้องหันหลังกลับไปหาเจ้าของเสียงด้วยใจที่ไม่สู้ดีนัก
“เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ เหล่านางในของอดีตกบฏรัชทายาทอันดับ 2 ดื่มยาพิษฆ่าตัวตายกันทุกคนเลยเพคะ”
“หมอหลวงประจำตัวของอดีตเจ้าชายคชาก็ดื่มยาพิษฆ่าตัวตายเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”
ทำไม! ฆ่าตัวตายกันทำไม!
หรือว่า? หนีความผิดอะไร!!
ไม่นะ! ไม่!! คชา…น้องรักของพี่!!
ราชาแห่งอาณาจักรวิ่งขึ้นบันไดหอคอยอย่างไม่คิดชีวิต ทั้งที่หอคอยถูกเพลิงเผาไหม้เริ่มผุกร่อนไม่แข็งแรง และรอวันถูกทุบทำลายทิ้งหลังจากเสร็จสิ้นพิธี
ประตูห้องที่เริ่มผุพังถูกผลักออกอย่างแรงจนฝุ่นตลบอบอวล เพื่อค้นหาคำตอบที่ไม่อาจยอมรับได้
คำตอบ ที่ถูกกำหนด จากเงื้อมมือของคนโง่เขลาเช่นตน
ม่านฝุ่นที่กระจายไปทั่วบริเวณค่อยๆจางลง จางลงเรื่อยๆ พร้อมๆกับหัวใจแห่งกษัตริย์อันแข็งแกร่งแตกสลายไม่เหลือชิ้นดี
หยาดน้ำตาหลั่งไหลออกจากดวงตาคม พร้อมๆกับส่งเสียงร้องออกมาอย่างไม่อายใคร จ้องมองดูดวงใจที่ไร้วิญญาณอยู่ตรงหน้า
ความคิดแรกที่ก่อตัวขึ้นในสมองคือการไม่ยอมรับความจริง การโป้ปดต่อตัวเอง การสร้างความหวังลมๆแล้งๆว่าสุดที่รักไม่ได้เป็นอะไร
เจ้าชายตัวน้อยในชุดขาวบางเบายังคงนิทราอย่างสงบนิ่งบนพื้นอิฐที่แหลมคม คราบโลหิตที่เปรอะเปื้อนรอบกายและชุดขาวนั้นทำให้รู้ว่าเจ้าตัวน้อยกำลังไม่สบายและต้องรีบพาไปพบหมอหลวง คราบเขม่าควันที่ปกคลุมแก้มใสจางๆมันทำให้ใบหน้าของน้องดูหมองหม่น มือหนาเกลี่ยใบหน้าเล็กเบาๆกลัวน้องที่หลับอยู่จะตกใจตื่น ใบหน้าน้องยามหลับคือของขวัญจากพระเจ้าที่ประทานให้ เมื่อเห็นก็รู้สึกมีความสุข หัวใจกริ่นเกรงไปด้วยความปิติยินดี และอยากเห็นใบหน้านี้เป็นภาพแรกแห่งรุ่งอรุณ และเป็นภาพสุดท้ายหลังจากพ้นบทรักอันสุขสมอ่อนโยนที่ตนเป็นผู้ร้อยเรียงให้ในยามรัตติกาล
“คชา น้องรักของพี่ ทำไมถึงมาหลับอยู่บนพื้นอย่างยากลำบากเพียงนี้ รู้ไหมว่าอากาศมันหนาวแค่ไหน แต่ว่าต่อไปนี้ น้องจะไม่ต้องทนต่อชีวิตที่หนาวโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว เพราะจะมีพี่อยู่เป็นคู่ชีวิตที่พร้อมร่วมทุกข์ร่วมสุขร่วมปกครองอาณาจักรไปด้วยกัน จะไม่มีใครมาพิพากษาน้องด้วยความผิดอันจอมปลอมอีกต่อไป หากใครขัดขืนพี่จะฆ่ามันให้หมด ขอเพียงได้อยู่กับน้องรักที่พี่หมายปองตั้งแต่ครั้งแรกที่เราพบกัน หลังจากนั้นไม่นาน พิธีอภิเษกสมรสของเราก็จะถูกกำหนดขึ้น พี่จะทำให้มันยิ่งใหญ่ที่สุดให้สมกับความรักที่ยิ่งใหญ่ที่พี่มีต่อน้อง …คชาน้องรัก พี่มาทำตามสัญญาที่ให้ไว้ว่าพี่จะอยู่ดูแลคุ้มครองให้ความรักด้วยเกียรติและสัตย์แห่งกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คชาลงจากหอคอยพร้อมพี่เถอะนะ หากน้องไม่มีแรง พี่จะพาน้องพี่หลังลงจากหอคอยเอง”
ร่างสูงโอบอุ้มร่างน้อยขึ้นขี่หลังของตนทั้งน้ำตา วันแรกที่พบกันก็พาน้องที่กำลังงอแงขี่หลังลงจากบันไดหอคอยเพราะหวังว่าจะปกป้องคุ้มครองด้วยพันธะสัญญาที่มีต่อผู้เป็นอาด้วยส่วนหนึ่ง และพันธะแห่งรักด้วยอีกส่วนหนึ่ง ในขณะนั้นยังมีอำนาจไม่เพียงพอที่จะกระทำตามสิ่งที่ตนปรารถนา ได้เพียงแอบมอง แอบยิ้ม แอบดีใจ คอยให้การสนับสนุนตราบเท่าที่หัวใจจะนำพาได้เพียงเท่านั้น
แต่เพราะเหตุใด ในวันที่ตนมีอำนาจล้นฟ้า กลับไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลย นอกจากเขลาโง่ถูกหลอกให้เข้าร่วมพิธีการบ้าๆ จุดไฟเผาหอคอยให้สุดที่รักผู้บริสุทธิ์ไร้มลทินต้องทนทรมานจากโทษทัณฑ์ที่ตนเองไม่ได้ก่อ
หัวใจบอกว่ารักเขาหนักหนา แต่กลับกระทำการฆ่าเขาลงได้อย่างเลือดเย็น
ความผิดนี้ ยากที่จะให้อภัย
ภายในหัวใจ ไม่สามารถทนอยู่กับความอัปยศนี้ได้อีกต่อไปแล้ว
หัวใจแตกเป็นเสี่ยงๆทันทีที่เห็นคนรักจากไป
เหลือเพียงเศษเสี้ยวแห่งใจ ที่จะมีเธอไว้ในจิต…ตลอดกาล
***********************************************************************************
อดีตกษัตริย์ผู้ล้มป่วยลงมองดูบุตรชายของตนที่กำลังดูแลร่างไร้วิญญาณของนักโทษประหารอย่างใกล้ชิดไม่ห่างกายที่ใต้หอคอยแล้วรู้สึกไม่สบอารมณ์
คนมันตายไปแล้วยังจะหลงมันอยู่อีก ศัตรูอันดับ 1 แท้ๆ ทำไมถึงไม่เข้าใจสถานภาพของตัวเองสักที
เป็นลูกชายที่ไม่เอาไหน ภาพภายนอกแลดูแข็งแกร่ง แต่ภายในจิตใจกลับอ่อนโยนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปเคารพอดีตรัชทายาทอันดับ 2 ด้วยตนเองถึงหอคอยแห่งเก่า ตลอดจนคิดผูกพันรักใคร่กับลูกชายของหมอนั่น จนสุดท้ายความอ่อนโยนที่ไร้สาระนี้ กลับกลายเป็นจุดอ่อนที่สุดในชีวิต
บัดนี้ จุดอ่อนนั้นได้ถูกกำจัดลงแล้ว ผู้ที่รู้เห็นในแผนการทั้งหมดก็ถูกกำจัดเช่นเดียวกัน คนเห็นแก่ตัวที่เต็มไปด้วยความโลภอยากได้เพียงเศษเงินรางวัล ไม่ว่าจะเป็นหมอหลวงที่หลอกว่ายาพิษที่ร้ายแรงที่สุดในอาณาจักรเป็นยาถอนพิษ หรือจะเป็นเหล่านางในที่โกหกว่าพาคชาลงจากหอคอยก็ตาม ทุกคนถูกฆ่าปิดปากในสภาพเหมือนฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นผลของการกระทำที่พวกเขาเลือกที่จะทรยศต่อนายของตัวเอง ไม่สิ จะเรียกว่านายก็คงไม่ถูกสักเท่าไหร่ เพราะคชาเป็นเจ้าชายแค่เพียงในนาม ไม่ได้รับความเคารพนับถือจากใครๆในวังอยู่แล้ว เหมือนนกน้อยในกรงทองที่รอวันตายเป็นซากคากรง แม้แต่นางในประจำตัวที่เสแสร้งทำดีด้วย แต่เบื้องหลังกลับสวามิภักดิ์ต่อข้าผู้ซึ่งมีตำแหน่งใหญ่ที่สุดในพระราชวังแต่เพียงผู้เดียว คอยวางยาพิษอ่อนๆตั้งแต่เล็กจนโต ทอดทิ้งคชาจนเปิดโอกาสให้เจ้าอ้นสามารถเข้าไปใกล้ชิดได้ แม้พวกนั้นจะมีประโยชน์ที่ทำให้กำจัดคชาได้สำเร็จ แต่คนเหล่านั้นเห็นแก่ตัวเกินไปที่จะอยู่เป็นข้ารับใช้ในกษัตริย์องค์ใหม่ที่แสนอ่อนแอและเชื่อคนง่ายไปซะหมด
เจ้าคชาก็ทิษฐิเหมือนพ่อมัน ไม่อยากให้ฝังศพตัวเองในสุสานพระราชวัง แต่กลับเลือกที่จะกลับไปทางเหนือ ดินแสนสวรรค์วิมานนรกของพวกมัน
ก็จะจัดให้สมความปรารถนา เป็นศพไร้ค่าที่ถูกทิ้งกลางหุบเขาหิมะที่เต็มไปด้วยมรสุมพายุหนัก เหมือนกับพ่อมัน
***********************************************************************************
“พี่สั่งให้ทหารนำเจ้าหมายเลข 3 มาให้น้องแล้ว เราจะไปเที่ยวทางเหนือด้วยกัน พี่อยากรู้ว่าน้องเกิดและเติบโตมาในสถานที่แบบไหน หวังว่าน้องจะไม่คิดรังเกียจพี่ที่อยากรู้เรื่องราวของน้องไปซะหมด แต่หากไม่รัก พี่ก็คงไม่อยากรู้ …รถม้านี่มันสกปรกเกินไป ไม่เหมาะแก่การเป็นพาหนะให้เจ้าชายในพระราชวัง…ว่าที่ราชินีของพี่ออกเดินทาง พี่จะจัดการให้คนนำรถใหม่ๆเบาะนุ่มๆมาให้ ถึงแม้ว่าน้องจะไม่คิดเรียกร้องความสะดวกสบายมาแต่ไหนแต่ไร”
บิดาแห่งกษัตริย์มองดูบุตรชายของตนแล้วนึกสังเวชใจ นี่หรือกษัตริย์องค์ใหม่แห่งอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ มัวแต่ร้องไห้พูดคนเดียวอยู่กับศพอย่างไม่อายใคร คนอ่อนแออย่างไรก็คือคนอ่อนแอ จะให้วางมือลงแล้วรักษาตัวอย่างเดียวคงไม่ได้แล้ว ต้องฝึกจิตใจให้ลูกชายแข็งแกร่งมากขึ้นกว่านี้ก่อนที่อาณาจักรจะอ่อนแอและล่มสลายในที่สุด
เหล่าทหารถูกสั่งการให้ดึงตัวกษัตริย์อ้นออกจากเนื้อตัวของเจ้าชายคชาจนเครื่องดนตรีหมายเลข 3 หลุดมือตกกระแทกพื้นพังยับเยิน คนขับรถม้าวางร่างเล็กลงในรถอย่างลวกๆแล้วรีบจัดการควบม้าวิ่งออกนอกประตูพระราชวัง แม้ว่าผู้เป็นกษัตริย์จะมีพละกำลังมากเท่าไรแต่ก็ไม่อาจสู้กำลังของเหล่าทหารร่วมสิบกว่าคนได้ ภาพรถม้าวิ่งออกไปลิบตาคือการจากไปของเจ้าของหัวใจที่คอยดูแลคุ้มครองทะนุถนอมมาโดยตลอด
ชีวิตของคชาก็คือชีวิตของพี่ พี่จะชดใช้ความผิดที่ใหญ่หลวงนี้โดยการตายตามน้องที่ทางเหนือนั่น ทำไมทุกคนถึงไม่เข้าใจพี่ ทุกคนก็รู้ว่าพี่รักน้องมากเพียงไร หากไม่มีน้อง พี่ก็คงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ น้องทำให้พี่เป็นผู้ที่มีจิตใจแข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักร หากไม่มีน้อง หัวใจของพี่ย่อมแตกสลายกลายเป็นผู้อ่อนแอไม่เหมาะสมต่อการเป็นกษัตริย์อีกต่อไป
“จัดการเผาข้าวของของไอ้กบฏรัชทายาทอันดับ 2 ให้สิ้นซาก อย่าให้เหลือสิ่งใดที่จะทำให้กษัตริย์ผู้โง่เขลานี้ได้คิดถึงมันอีก”
“ไม่นะครับท่านพ่อ! ทุกสิ่งทุกอย่างของคชาทำให้หัวใจของผมมีชีวิตต่อไปได้ ตอนนี้ไม่มีเขาแล้ว ของเหล่านั้นคือของดูต่างหน้าของคนที่ผมรัก ทำไมไม่คิดถึงใจของผมที่ต้องทนเห็นของทั้งหมดของคชาถูกเผาทำลายด้วย”
“ทำไมถึงยังไม่เข้าใจอีกเจ้าอ้น! คชาไม่ได้ทำให้จิตใจของเจ้าแข็งแกร่งขึ้นแต่หากอ่อนแอเกินกว่าตำแหน่งกษัตริย์ เจ้าจงลืมมันซะ และเตรียมตัวเข้าพิธีอภิเษกสมรสที่จะจัดขึ้นในอาทิตย์หน้าได้แล้ว”
“หากท่านพ่อยังยืนกรานประสงค์จะเผาทำลายข้าวของทั้งหมดของคชา ก็เผาผมอีกคนเลยสิครับ คืนนี้จัดพิธีแต่งตั้งกษัตริย์ใหม่ได้เลย ผมยินดีถูกเผาบนหอคอย จะยัดความผิดอะไรให้ผมก็ยอม ผมจะตายตามคชาไป”
ผู้เป็นบิดากำมือสั่นแน่น ก้มหยิบเครื่องดนตรีหมายเลข 3 ที่ใช้การไม่ได้แล้ว ฟาดลงไปที่แก้มของลูกชายโดยไม่สนใจต่อสายตาเหล่าทหารรอบข้าง
“บ้านเมืองกับคนตาย อะไรสำคัญกว่ากัน สิ่งที่ทำให้เจ้าเจ็บปวดคือเรื่องราวของคนที่ตายไปแล้ว ความฉลาดของเจ้าจะต้องไม่ถูกทำลายโดยคนตายที่ไร้ประโยชน์ ข้าจะให้เจ้าใช้ความคิดตริตรองเรื่องนี้ในห้องบรรทม และห้ามออกมาข้างนอกจนกว่าจะถึงวันอภิเษกสมรส”
***********************************************************************************
ผมลืมตาขึ้น ภาพตรงหน้าคือเพดานของที่ไหนสักแห่ง ที่ข้อมือของผมถูกเข็มใหญ่แทงเข้าไปในเส้นเลือด มีสายระโยงระยางยาวเชื่อมกับถุงน้ำเกลือพลาสติกที่อยู่ข้างบน ใช่แล้ว ทีนี่คือโรงพยาบาล และพ่อของผมก็กำลังนั่งอ่านหนังสือดนตรีอยู่ข้างๆ
สุดท้ายผมก็เป็นไอ้งั่งที่คุ้มครองคนที่รักไม่ได้ หัวใจของผมยกให้แต่คชาเพียงผู้เดียวเท่านั้น และจะไม่มีวันยกให้ใครอีกตลอดกาล
“ฟื้นแล้วหรือเจ้าเต๋าเอ๋อ พ่อล่ะงงจริงๆว่าทำไมแกถึงได้สลบอยู่ที่หน้าประตูห้องนอน ไหนจะคราบเขม่าควันเต็มตัวอีก และน่าแปลกใจจริงๆที่หมอก็บอกอีกว่าแกได้รับควันพิษจนสลบ ที่ตรงนั้นก็ไม่ได้มีอะไรไหม้สักหน่อย”
“ผมข้ามมิติไปช่วยเจ้าหญิงมาครับพ่อ”
“บ้าไปแล้วไอ้เต๋า ที่แปลกใจที่สุดก็คงเป็นคำพูดเมื่อกี้ของแกนั่นล่ะ พ่อพระเอกตัวดีที่ไม่เคยเชื่อในไสยศาสตร์ผีสางนางไม้ กลับมาบอกว่าข้ามมิติอะไรนี่ เอ๊ะ! หรือว่ามันจะจริง?”
“ผมไปมาจริงๆครับพ่อ เจ้าหญิงโดนควันพิษเผาบนหอคอย แต่ผมกลับช่วยอะไรไม่ได้”
“สลบแล้วฟื้นตื่นมากลายเป็นคนเสียสติไปซะแล้วมั้ง พ่อคงต้องให้ช่างช่วยตรวจสอบเครื่องใช้ในบ้านดีกว่าว่ามีอะไรไหม้เป็นควันพิษบ้าง”
ผมมองดูหนังสือที่พ่อถืออยู่ มันคงเป็นหนังสือที่ผมต้องการอ่านเล่มนั้น มันจะมีเรื่องราวประวัติของเจ้าหญิงมากน้อยแค่ไหนกันนะ ผมอยากอ่านมันเหลือเกิน
“หนังสือที่พ่อถืออยู่เป็นหนังสือที่แจกในงานคอนเสิร์ตหรือเปล่า ผมขอยืมอ่านหน่อยครับพ่อ”
พ่อยื่นหนังสือมาให้ผมด้วยความยินดี แล้วผมก็ทยอยเปิดอ่านหนังสือที่ผมเคยมองว่าไร้ค่าอย่างตั้งใจ
***********************************************************************************
“แย่แล้วเพคะพระบิดา ท่านอ้น…ท่าน….”
“อ้นมันทำไม ปล่อยให้มันคิดทบทวนการกระทำของมันอยู่ในห้องอย่างนั้นแหละ ไม่ต้องไปสนใจมันจนกว่าจะถึงวันพิธี หวังว่ามันจะคงลืมเจ้าคชาได้ เพราะของดูต่างหน้าทั้งหมดได้ถูกเผาทำลายหมดแล้ว”
“ม…ไม่เพคะ ท่านเข้าไปดูเองดีกว่า”
ร่างสูงใหญ่นอนเอนหลังอยู่บนเก้าอี้โยกกลางห้อง ดวงตาของกษัตริย์ดูเศร้าหมองเลื่อนลอยมองดูภาพวาดที่ติดไปทั่วผนัง หยดน้ำตาแห่งความสิ้นหวังพรั่งพรูอาบแก้มซีดจางหยดแล้วหยดเล่า ที่มือกำลังเขียนบันทึกอยู่ไม่หยุด เดี๋ยวก็หัวเราะ เดี๋ยวก็ร้องไห้ พูดจาอยู่กับตัวเองโดยที่ไม่รู้ตัวว่าสายตาที่กำลังจ้องมองอยู่จะเต็มไปด้วยความรู้สึกแบบไหน
“คชา พี่วาดรูปของน้องและรูปของพี่ประดับไว้เต็มห้องเลย พี่จะใช้รูปเหล่านี้มาประดับในงานสมรสของเรา น้องว่าเป็นความคิดที่ดีไหม ภายในงานจะมีการแสดงดนตรีเล็กๆของน้อง พี่จดทำนองเพลงที่น้องเล่นให้พี่ฟังบนหอคอยเรียบร้อยแล้ว มันสมบูรณ์หวานซึ้งไร้ที่ติ น้องคงฝันเห็นความน่ารักของแมวสีขาวจนแต่งทำนองได้น่ารัก แต่ในเมื่อนำมาเล่นให้พี่ที่รักน้องสุดใจ หัวใจของน้องก็บังเกิดความรักต่อพี่ เพลงที่น่ารักจึงกลายมาเป็นห้วงรักที่มีต่อพี่เพียงผู้เดียว เจ้าชายคชาที่สวยหวานราวกับเจ้าหญิง จะกลายเป็นราชินีที่งดงามที่สุดแห่งอาณาจักรหลังจากที่ก่อกำเนิดความรักบนหอคอย พี่ขอตั้งชื่อเพลงนี้ว่า ‘Princess in the Tower’ ในฐานะที่พี่เป็นเจ้าของหัวใจของเจ้าของเพลงได้ไหม นึกถึงวันแต่งงานระหว่างเราที่จะเกิดขึ้นอีกไม่นานแล้วพี่แสนตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย ว้าวุ่นใจว่าน้องจะยอมแต่งชุดเจ้าสาวหรือไม่ แต่ถึงไม่ยอมพี่ก็จะบังคับล่ะ เพราะใบหน้าของน้องงดงามยิ่งกว่าเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรใดๆ …หืม ว่าไงนะคชา น้องงอนพี่แล้วหรือ แล้วกัน งานแต่งก็ต้องมีเจ้าสาวสิ คนที่ไม่เห็นด้วยกับงานแต่งของเราย่อมมีแน่นอนแต่น้องก็อย่าได้เก็บมาพะวงใจ เพราะพวกมันจะต้องถูกกำจัดหลังจากพิธีของเราจบสิ้นลง ตอนนี้พี่ได้จดบันทึกประวัติความรักของเราลงหนังสือของพี่ ถึงจะเขินไม่น้อยแต่พี่ก็อยากประกาศให้คนทั้งโลกรับรู้เรื่องความรักที่แสนบริสุทธิ์ของเรา ซึ่งเป็นที่มาของเพลงหวานที่จะเก็บเป็นตำนานต่อคนรุ่นหลัง คชาเล่นเพลงนี้ให้พี่ฟังอีกรอบได้ไหม แม้วันนี้น้องจะเล่นให้พี่ฟังเป็นร้อยรอบพันรอบ แต่พี่ก็ยังไม่เบื่อหรอก อย่าเขินอายที่จะแสดงความรักต่อพี่ผ่านเสียงเพลงอีกเลย”
ผู้เป็นบิดามองดูบุตรชายตัวเองอย่าไม่คาดสายตา จิตใจของอ้นในเวลานี้คงยากที่จะให้อยู่ด้วยตัวคนเดียว หากว่าเขากลายเป็นบุคคลเสียสติที่รักษาไม่หายในอีกไม่กี่วันสองวันนี้ พิธีสมรสที่จัดแจงไว้ก็คงต้องยกเลิกไป
แต่จะหาเหตุผลใดในการบอกยกเลิก เรื่องนี้จะต้องอย่าให้ผู้ใดล่วงรู้ได้ เพราะมันจะพ่วงไปถึงเรื่องของการแต่งตั้งรัชทายาทอันดับ 1 ซึ่งควรจะเป็นบุตรชายของอ้น มิเช่นนั้นความโกลาหลจะต้องมาเยือนราชสำนักแน่
โดยเฉพาะข้าศึกจากทางเหนือ ถ้ามันรู้ มันต้องมาแน่ ท่ามกลางเหตุชุลมุนกับอาการป่วยที่เลวลงทุกวันเช่นนี้ จะสามารถสั่งการอะไรได้
หรือว่าการสั่งประหารเจ้าชายคชาจะเป็นเรื่องผิดพลาด
“พระบิดา! ตอนนี้เหล่าเจ้าชายเริ่มฆ่าฟันกันเองเพื่อแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทอันดับ 1 พ่ะย่ะค่ะ!”
“ไม่มีใครยอมเป็นรัชทายาทอันดับ 2 เลยเพคะ คนที่คิดว่าจะได้เป็นอันดับ 2 ต่างก็ฆ่าอันดับ 1 เพื่อที่ตนจะได้ไม่ต้องเข้าพิธีบนหอคอยเพคะ!”
“เจ้าหญิงถูกวางยาจนแท้งบุตรเพคะ!”
“เจ้าหญิงที่จะต้องสมรสกับท่านอ้น ส่งหนังสือมาปฏิเสธแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“ข้าศึกจากทางเหนือ เข้าล้อมพระราชวังแล้วพ่ะย่ะค่ะ!!”
***********************************************************************************
เจ้าชายแม่ทัพซึ่งได้รับคำบัญชาการจากกษัตริย์ทางเหนือให้ยกทัพเข้ามาบุกเมืองทางใต้ ได้เดินเข้ามาดูความพินาศย่อยยับภายในพระราชวังที่เหล่าทหารของตนได้โอบล้อมเมื่อครู่นี้ด้วยความรู้สึกสังเวชใจที่เห็นร่างไร้วิญญาณของผู้คนในวังตรงหน้า
“สุดท้ายทุกคนก็ดื่มยาพิษฆ่าตัวตายกันทั้งหมด …ว่าแต่ทั้งวังมีคนเพียงเท่านี้เองหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ” ทหารคนสนิทเข้ามารายงานแม่ทัพ “ตามสายข่าวบอกว่า หลังจากที่กษัตริย์อ้นแกเสียสติแล้ว ตำแหน่งรัชทายาทอันดับ 1 ซึ่งควรจะเป็นของบุตรชายท่านอ้นก็ว่างลงโดยปริยาย พวกเจ้าชายก็เลยฆ่ากันเองเพราะหวังว่าจะได้ขึ้นเป็นกษัตริย์”
“เหตุเกิดเพราะกษัตริย์อ่อนแอสินะ ทั้งที่บ้านเมืองอบอุ่นและสมบูรณ์ขนาดนี้ ไม่เหมือนกับอาณาจักรของเราที่แม้จะเต็มไปด้วยน้ำแข็งและพายุหิมะ แต่ก็สามารถเข้ามายึดครองอาณาจักรแห่งนี้ได้โดยง่าย โดยที่ไม่ต้องสูญเสียทหาร อีกทั้งประชาชนของเขาก็ไม่ต้องสูญเสียเลือดเนื้อใดๆด้วย เพราะเป้าหมายของเราอยู่ที่พระราชวังแห่งนี้เท่านั้น ตอนนี้ข้าอยากเห็นสภาพของท่านอ้นเหลือเกินว่าเป็นอย่างไร ที่เคยพบกันในวัยเยาว์ในงานสัญญาสงบศึกชั่วคราวนั้น เขาเป็นคนที่เก่ง น่าเกรงขาม และแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาเจ้าชายรัชทายาทของอาณาจักรอื่นๆ ไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาต้องมาพบกับจุดจบแบบนี้ อยากรู้จริงๆว่าเกิดอะไรขึ้น”
“ข่าววงในเล่ากันมาว่า สาเหตุเพราะกษัตริย์องค์เก่าหลอกให้ท่านอ้นประหารรัชทายาทอันดับ 2 และประเด็นก็คือ ท่านอ้นกลับไปหลงรักรัชทายาทผู้นั้นมาแต่ก่อน เมื่อท่านอ้นรู้ความจริงเข้า ทีนี้เลยทำใจยอมรับไม่ได้”
“หืม? รัชทายาทอันดับ 2?”
“ถึงแล้วครับ ที่นี่คือห้องบรรทมของท่านอ้น ท่านถูกจัดให้นอนบนเตียงอย่างสง่างาม เป็นคนที่น่าสงสารที่สุด เขาว่ากันว่าท่านโดนขังอยู่ในห้องนี้จนเสียสติเพราะรักที่ไม่สมหวัง อีกทั้งคนที่รักต้องตายด้วยน้ำมือของตนเอง …และนี่ก็เป็นภาพวาดของเจ้าชายรัชทายาทอันดับ 2 ผู้เลอโฉม แหม! วาดซะเต็มห้องเชียว คงจะรักเขามากน่าดู”
ดวงตาคมของเจ้าชายแม่ทัพพิศมองดูภาพวาดของคนตรงหน้าก็เกิดความรู้สึกแปลกๆขึ้นมาในหัวใจ นี่หรือคือคนที่ท่านพ่อคลั่งไคล้ในการแสดงดนตรีจนต้องแอบลักลอบเข้ามายังอาณาจักรนี้เพื่อมาชมการแสดงในเมืองของข้าศึกศัตรู ทั้งยังกำชับนักหนาว่าอย่าได้บังอาจเข้ามาท้ารบกับอาณาจักรนี้ตราบเท่าที่เจ้าชายรัชทายาทอันดับ 2 ยังมีชีวิตอยู่เพราะเกรงว่าเขาจะได้รับอันตราย แต่เมื่อสายข่าวแจ้งมาว่าเจ้าชายนักดนตรีผู้นี้ถูกประหารชีวิตบนหอคอยและศพถูกทิ้งลงกลางหุบเขาหิมะที่ชายแดน ก็เกิดความโกรธเกรี้ยวส่งทหารเข้ามาสอดแนมและมีคำสั่งให้เข้ามาตีเมืองนี้ทันที
ทำไมถึงมีดวงหน้าที่หวานลึกซึ้งตรึงตาราวกับเจ้าหญิงเช่นนี้ ทำไมหัวใจต้องเต้นแรงต่อหน้าภาพวาดที่ไร้จิตวิญญาณอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“เจ้าชาย นี่คงเป็นบันทึกทำนองเพลงที่รัชทายาทอันดับ 2 องค์นั้นแต่งแน่ๆ เพราะสายข่าวบอกมาว่าท่านอ้นเล่นดนตรีและแต่งเพลงไม่เป็น เพลงที่เก็บไว้จะมีแต่เพียงเพลงที่รัชทายาทอันดับ 2 แต่งเท่านั้น และหนังสือนี่คืออะไร อ้อ บันทึกความรักระหว่างท่านอ้นและรัชทายาท สายข่าวบอกมาว่าท่านอ้นรักเขาข้างเดียว และก็เขียนตอนที่สติฟั่นเฟือนไปแล้ว คงเชื่อถืออะไรกับเรื่องราวในบันทึกไม่ได้ บันทึกนี้ได้กล่าวถึงชื่อเพลงเอาไว้ด้วย ชื่อ ‘Princess in the Tower’ คนแต่งเพลงนี้เขากล่าวถึงใครกันนะ หรือว่ามีเจ้าหญิงที่ไหนเข้าไปถวายตัวรับใช้ถึงหอคอยจนแต่งเพลงให้ เอ๊ะหรือว่าพูดถึงตัวเองกันแน่ ก็สวยหวานเหมือนเจ้าหญิงขนาดนี้ อยากรู้จริงๆว่าเพลงจะไพเราะแค่ไหน ท่านเจ้าชายแม่ทัพก็เล่นดนตรีเป็นอยู่แล้ว ว่างๆก็ลองเอามาเล่นให้ผมฟังก็ได้นะ”
“สามหาวจริงๆเจ้าทหารคู่ชีพ! ข้าเป็นถึงเจ้าชายใหญ่ ไม่มีวันเล่นดนตรีให้ทหารอย่างเจ้าฟังแน่นอน นี่เจ้าเริ่มจะก้าวร้าวหมดความเกรงใจต่อข้าผู้เป็นเจ้านายได้อย่างน่าไม่อายนะ ไอ้เฟรม!”
“โห่ เจ้าชายเต๋าเอ๋อ ผมก้าวร้าวตรงไหนกัน แล้วก็ขอถามหน่อย จะมัวแต่เพ่งภาพวาดคนสวยรัชทายาทอันดับ 2 นานไปถึงไหน นี่มันภาพวาดคนตายนะ ตายบนหอคอยด้วย คำว่า ‘Princess’ ที่อยู่ในชื่อเพลง คงพูดถึงตัวเอง ซึ่งหมายถึงรัชทายาทผู้นี้แน่ๆ”
“ไม่เอา ไม่เอาชื่อ ‘Princess in the Tower’”
“แล้วจะให้ใช้ชื่ออะไรล่ะท่านผู้สูงศักดิ์ที่ตกหลุมรักแม้กระทั่งรูปภาพ”
“ใช้ชื่อ ‘White Cat in the Tower’”
“แมวสีขาว? นี่มันฉายาของท่านนี่! พูดถึงตัวเองงั้นหรือครับ หรือว่าเจ้าชายอยากมีส่วนร่วมในบันทึกรักเล่มนั้น?”
“เปล่า อ่านทำนองเพลงแล้ว น่าจะเป็นเพลงที่คนแต่งกล่าวถึงคนอื่น ไม่ใช่ตนเอง”
“คนอื่นที่ว่าก็ไม่ใช่ท่านสักหน่อย คงเป็นเจ้าหญิงปริศนาที่รุกล้ำเข้าไปขโมยหัวใจเจ้าชายรัชทายาทบนหอคอยเข้า เรื่องนี้ไม่มีข้อมูลใดๆจากสายข่าวซะด้วย มันช่างดูคลุมเครือไม่ชัดเจนเอาเสียเลย”
“อยากจะเป็นคนคนนั้นในหัวใจของเจ้าชายรัชทายาทอันดับ 2 ชัดเจนพอแล้วหรือยัง”
ทหารคู่ใจถึงกับยืนอึ้ง ปล่อยให้เจ้าชายแม่ทัพอมยิ้มหวานเหมือนแมวให้กับภาพวาดตรงหน้าอยู่คนเดียว
พระเจ้าครับ ผมไม่รู้ว่าท่านมีอยู่จริงหรือเปล่า แต่ผมอยากให้ท่านรับทราบว่า ผมอยากเจอ อยากพบ อยากรักกับเขาจริงๆนะครับ
***********************************************************************************
เสียงมือถือของผมดังขึ้น เป็นพ่อที่รับสายแทน พ่อคุยอะไรกับคนในสายนิดหน่อย แล้วก็ยื่นโทรศัพท์มาให้ผมที่อ่านหนังสืออยู่บนเตียงในโรงพยาบาล
“รุ่นน้องมหาลัยที่ชื่อเฟรมโทรมา”
“ขอโทษครับพี่เต๋า ผมไม่รู้ว่าพี่ป่วยเข้าโรงพยาบาล ก็เลยจะโทรมาเตือนพี่ว่าอีกสองชั่วโมงก็จะถึงเวลานัดทานข้าวแล้ว แต่ไม่เป็นไรครับพี่ คนจะป่วยช่วยไม่ได้ ผมคงต้องแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าด้วยตนเอง แต่ทุกสิ่งที่คิดสดๆที่ทำนอกแผนการ หากเป็นกับคนอื่นจะไม่มีปัญหาเลย แต่พอเป็นคนนี้ที่ผมรักและเฝ้ารอคำตอบเขาอยู่ ผมคงต้องทำมันล้มลงแน่ๆ แต่ไม่เป็นไรครับ นานทีปีหนพี่เต๋าถึงจะป่วย คงต้องปล่อยให้พี่นอนพักผ่อนอยู่ในโรงพยาบาลไปก่อน ส่วนผมก็คงทำแผนการล้มเหลวปล่อยให้เขาไปเมืองนอกโดยทิ้งปริศนาว่าตกลงเขาคิดยังไงกับผมกันแน่ ไม่เป็นไรครับ ชะตาของผมคงถูกเขียนมาให้เป็นผู้พ่ายแพ้ อกหัก รักคุด ฮือ!”
“ไอ้เฟรม ตกลงที่พี่ป่วยเข้าโรงพยาบาลนี่มันผิดมหันต์มากเลยใช่ไหม”
“โอ๊ะ! ไม่ใช่ครับพี่ แต่หากพี่จะถอดสายน้ำเกลือแล้วมากินข้าวกับผมตามแผนที่วางเอาไว้ล่ะก็ มันจะต้องเยี่ยมยอดที่สุดครับ แต่ถ้าพี่ไม่สามารถทำได้ก็ไม่เป็นไรครับ ก็สุดแล้วแต่ชะตากรรมของผมก็แล้วกัน”
“หยุดพูดคำว่า ‘ปล่อยให้มันเป็นไปชะตากรรม’ ได้มั้ย! การเดินตามชะตากรรมก็เหมือนกับการปล่อยตัวเองไปตามยถากรรม ทั้งๆที่มีทางแก้ไขมากมาย ปัญหานี้จะต้องลุล่วงไปได้ด้วยดี พี่ขอเป็นกำลังใจให้”
“พี่ครับ ผมขอเหอะ ช่วยผมหน่อยนะ มาเหอะพี่ พี่แข็งแรงอยู่แล้วไม่เป็นอะไรมากหรอก ผมสาบานเลยอ่ะว่าจะเลิกกวนบาทาพี่ทั้งชีวิตเลย”
แล้วผมก็ทนต่อคำขอของน้องรหัสไม่ไหว ต้องตามไปช่วยมันแต่โดยดี หมอบอกว่าผมอาการดีขึ้นแล้วสามารถกลับบ้านได้จึงไม่น่าจะเป็นปัญหา แม้จะขัดใจพ่อบ้าง แต่ผมก็บอกพ่อไปว่าเป็นร้านอาหารอิตาเลี่ยนมีวงดนตรีคลาสสิคเล็กๆไม่กี่คนเล่นให้ฟังคลอๆ ผมก็ไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรง พ่อก็เลยยอม แล้วก็รีบเผ่นไปชมคอนเสิร์ตคลาสสิคที่ตัวเองซื้อตั๋วเอาไว้แต่เกือบจะไม่ได้ไปเพราะว่าลูกชายเข้าโรงพยาบาลกระทันหัน ตอนนี้คอนเสิร์ตคงจบไปครึ่งแรกแล้ว อยู่ระหว่างพักยังมีครึ่งหลังให้ฟังอยู่ เพื่อไม่ให้เสียค่าตั๋วไปฟรีๆจึงต้องรีบไป
ผมชักแปลกใจว่าตกลงพ่อเป็นห่วงผมจริงหรือเปล่าเนี่ย
เหมือนว่าผมจะเดินทางมาถึงร้านช้าไปสักนิดหนึ่ง เพราะตอนนี้เจ้าเฟรมกับเด็กของมันก็นั่งอยู่ด้วยกันท่ามกลางอาหารเต็มโต๊ะ แต่ก็ไม่มีใครลงมือทานอาหารกันสักที
“อ้าวพี่เต๋า มากินข้าวคนเดียวเหรอ มาทางนี้ๆๆ มาโต๊ะผมได้นะครับ”
ผมมองดูเจ้าเฟรมที่นั่งประหม่าอยู่บนโต๊ะอาหารแล้วรู้สึกอยากจะหัวเราะเยาะให้ดังๆ แต่ก็เก็บอาการไว้ก่อน
“พี่เต๋าครับ คนนี้เป็นเพื่อนผม ชื่อ ‘แพรวา’ แล้วก็แพรวาครับ คนนี้เป็นพี่รหัสผม ที่ผมเล่าให้ฟังบ่อยๆว่าหล่อและเนื้อหอมมากๆ”
“สวัสดีค่ะพี่เต๋า ขอบคุณนะคะที่ต้องทนอยู่กับไอ้เจ้าบ้าเฟรมมาตลอด แพรว่าหมอนี่ต้องสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่เต๋าบ่อยแน่ๆ ถ้าพี่เต๋าไม่พอใจไอ้เฟรม พี่สามารถโทรมารายงานแพรได้เลยค่ะ แพรจะจัดการให้ ไม่ทราบว่าเบอร์มือถือพี่เต๋าเป็นเบอร์อะไรคะ เดี๋ยวจะยิงไปหา”
หญิงสาวพกพาความมั่นใจในการคุยกับผม ในขณะที่เจ้าเฟรมนั่งอ้อยอิ่งเอ๋อรับประทาน ตัวแข็งอยู่บนเก้าอี้ แผนการที่บอกว่าจะให้ผมจีบเขา กลายเป็นเจ้าหล่อนยิงตรงใส่ผมไปเสียนี่
ผมนั่งคุยกับแพรวาได้สักพักแล้ว แต่สองคนนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะลงมือกับอาหารเต็มโต๊ะใต้แสงเทียนจางๆนั่นเลย หรือว่าจะเกรงใจกัน ผมคงต้องจัดการเปิดอาหารนั้นก่อน
“อาหารน่าจะเริ่มเย็นแล้วมั้ง มาทานกันเถอะครับ”
“ช้าก่อนค่ะพี่เต๋า ยังเหลืออีกคนค่ะ เป็นเพื่อนรุ่นพี่ของแพรเอง อีกสักครู่ก็น่าจะมาถึงแล้ว”
เจ้าเฟรมยิ่งทำหน้าซึมและเงียบลงไปอีก แผนการดูจะล้มไม่เป็นท่า หากแพรวาพาเพื่อนมาอีกคน ผมก็คงทำตามแผนจีบแพรวาไม่ได้เต็มที่ ที่สำคัญคือ ฮีโร่เฟรมก็คงจะคุ้มครองสาวเจ้าไม่เต็มที่เช่นกันเพราะมีเพื่อนอยู่เป็นก้างขวางคอ
เสียงมือถือของแพรวาดังขึ้น หญิงสาวกดรับสาย แต่แล้วสีหน้าดูเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“มาไม่ทันงั้นหรือคะ ไม่เป็นไรค่ะ พี่คชา…”
ผมแทบไม่เชื่อหูในสิ่งที่ได้ยิน หวังว่าผมคงจะได้ยินไม่ผิด จะใช่คชาคนเดียวกันหรือเปล่า พระเจ้าพาเขากลับมาหาผมใช่ไหม
“น้องแพร พี่คชาที่ว่าเป็นใครหรือครับ”
“อ๋อ เป็นเพื่อนรุ่นพี่ของแพรค่ะ เราเจอกันระหว่างที่แพรไปเที่ยวที่ยุโรป เขาเรียนดนตรีอยู่ที่นู่น และในช่วงนี้เขามาทัวร์คอนเสิร์ตวงออเคสตร้าที่เมืองไทย มาเปิดตัวเพลงใหม่ เลยอยากจะนัดทานข้าวด้วยกัน แต่กลัวว่าเขาจะไม่ถนัดอาหารไทยเลยต้องมาทานอาหารอิตาเลี่ยน พอดีเฟรมเคยบอกว่าได้ส่วนลด 50% จากร้านนี้เพราะรู้จักกับเจ้าของร้านเป็นการส่วนตัว แต่เจ้าของร้านต้องเห็นหน้าเฟรมถึงจะยอมลดให้ ก็เลยให้เฟรมมาด้วย แต่ไม่รู้ทำไมอีตาเฟรมถึงได้เลื่อนนัดตลอด พรุ่งนี้เขาก็จะกลับยุโรปอยู่แล้ว แล้ววันนี้ก็ดวงไม่ดีเลยที่งานคอนเสิร์ตของเขาเริ่มล่าช้า เพิ่งจบส่วนของครึ่งแรกลงเมื่อสักครู่นี้เอง อีกสักพักถึงจะเริ่มส่วนครึ่งหลัง กว่างานจะเลิก กว่าจะเก็บงานและเดินทางมาถึงนี่ก็คงจะอีกนาน ศูนย์วัฒนธรรมที่จัดงานก็อยู่ไกลจากที่นี่พอสมควร เขาคงไม่มาที่นี่แล้ว เอาเถอะค่ะ อาหารเย็นชืดไปหมดแล้ว ช่วยกันทานหน่อยนะคะ”
“ไม่ทานแล้วครับ ผมขอตัว”
“อ้าวทำไมล่ะคะพี่เต๋า”
“ตอนนี้ไอ้เฟรมมันชอบน้องแพรอยู่ แต่มันไม่กล้าบอกเอาแต่เวิ่นเว้อใส่ผมจนน่ารำคาญ ขนาดผมไม่ค่อยสบายยังบังคับให้ผมมาที่นี่เพื่อทำทีเป็นจีบน้อง แล้วมันจะได้สวมบทพระเอกช่วยน้องออกให้พ้นจากผู้ชายเพลย์บอยอย่างผม ขอโทษที่ตอนนี้ผมไม่ว่างเล่นละครตบตาแล้ว รบกวนน้องแพรช่วยบอกมันให้ชัดเจนหน่อยนะครับว่าตกลงน้องคิดยังไงกับมันกันแน่ ขอตัวครับ”
ผมเห็นหน้าของเจ้าเฟรมขึ้นสีแดงดั่งมะเขือเทศสุก แพรวาก็จ้องหน้าเฟรมอย่างเอาเรื่อง แต่ช่วยไม่ได้เพราะผมมีหน้าที่สำคัญในการตามหาคนที่รัก ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเขาอยู่ที่ไหน ผมจะไม่รีรออะไรเลย
ผมรีบขับรถตรงไปที่ศูนย์วัฒนธรรม ผมมั่นใจว่า ‘คชา’ ที่แพรวาคุยด้วยจะต้องเป็นเจ้าหญิงของผมแน่ๆ แต่ไม่รู้ว่า เจ้าหญิงจะจดจำผมได้หรือเปล่า
จากหนังสือที่ผมอ่าน เจ้าหญิงถูกประหารชีวิตบนหอคอย ทิ้งท่วงทำนองเพลงแห่งรักเอาไว้ แม้ว่ากษัตริย์รุ่นต่อมาที่เข้ายึดครองอาณาจักรจะไม่ได้เผาทำลายเพลงนี้ แต่ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานทำให้บันทึกทำนองเพลงสูญหายไป จนกระทั่งมีเด็กนักดนตรีผู้หนึ่งไปพบเข้าโดยบังเอิญระหว่างไปเยี่ยมชมอาณาจักรยุโรปโบราณ และด้วยความอัจฉริยะของเด็กหนุ่มผู้นี้ จึงสามารถเข้าใจในอารมณ์ที่ลึกซึ้งภายในท่วงทำนอง และสามารถบรรเลงร้อยเรียงเพลงออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
การจราจรวันนี้ติดขัดมาก รถแทบไม่ขยับจากที่ผมอยู่เลย ผมจะทำอย่างไรดี หากผมกับคชาเดินทางสวนทางกัน เราก็คงจะไม่ได้พบเจอกันอีก ผมแย่มากที่ลืมขอเบอร์โทรศัพท์คชาจากแพรวา ผมจึงกดโทรหา แต่ก็ไม่มีใครรับสาย ผมจึงเปลี่ยนไปโทรหาเฟรม ก็ไม่รับสายเช่นกัน เกิดอะไรขึ้นกับสองคนนั้นนะ ใจของผมมันลุกร้อนแทบจะละลายไปด้วยความโกรธที่มีต่อตัวเอง และความปรารถนาที่อยากจะพบเจอสุดที่รักในดวงใจของผม
เท่าที่ผมประกอบรูปร่างเหตุการณ์ทั้งหมด เพลง ‘White Cat in the Tower’ เป็นเพลงเดียวกันกับที่เจ้าหญิงแต่งและเล่นให้ผมฟังที่หอคอย พอผ่านระยะเวลาไปหลายร้อยปี เจ้าหญิงก็กลับมาอีกครั้งยังคงเป็นนักดนตรีเช่นเดิม โชคชะตาสั่งให้เดินทางมาค้นพบเพลงที่ตัวเองแต่งในอดีตชาติ และนำเพลงนี้ออกคอนเสิร์ตบรรเลงให้เป็นที่ประจักษ์ในความไพเราะแก่ผู้ที่คลั่งไคล้
ผมนึกโกรธตัวเองอย่างมหันต์ที่ผมมีโอกาสได้ชมคอนเสิร์ตเพลงนี้ ซึ่งเจ้าหญิงน่าจะเป็นหนึ่งในผู้บรรเลงอยู่ในวงบนเวทีนั้น แต่ผมกลับไม่สนใจ ไม่เช่นนั้น ผมคงได้พบกับเจ้าหญิงไปแล้ว
เวลาผ่านไปร่วมชั่วโมงกว่า ผมถึงจะเดินทางถึงศูนย์วัฒนธรรมสถานที่จัดงานคอนเสิร์ต ไม่รู้ว่างานเลิกแล้วหรือยัง กำหนดการในอินเทอร์เน็ตไม่น่าจะตรงกันเพราะงานเริ่มล่าช้ากว่าเดิมมาก พ่อของผมที่น่าจะอยู่ในสถานที่แห่งนี้ก็ติดต่อไม่ได้
ผมเดินเข้ามาในหอประชุม สถานที่แห่งนี้ว่างเปล่า ไร้ซึ่งผู้คน งานคงจบไปแล้ว วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จัดคอนเสิร์ต พรุ่งนี้คชาก็จะกลับทางยุโรปแล้ว ผมมันบ้า
ผมเดินขึ้นไปบนเวที อยากรู้ว่าหากเจ้าหญิงที่กำลังแสดงดนตรีอยู่บนเวทีได้มองหาคนที่กำลังชมดนตรีอยู่จากตรงนี้ เจ้าหญิงจะมองเห็นผมหรือเปล่า ผมมันเพ้อฝันสิ้นดี จะไปเห็นผมได้อย่างไร คนก็มีตั้งเยอะ
ต่อมน้ำตาของผมรู้หน้าที่ดียิ่ง มันทำงานก่อนที่สมองของผมจะสั่งการใดๆ ลมหายใจของผมติดขัดไม่เป็นจังหวะจนกลายเป็นเสียงสะอื้น ผมไม่รู้ตัวว่าผมเริ่มร้องไห้หนักตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ที่แน่ๆ ผมเสียใจให้กับความไม่เอาไหนของตัวเอง ผมไม่เคยทำอะไรผิดพลาด แต่ทำไมกับเรื่องหัวใจตัวเอง ถึงได้ขาดการวางแผนจนล้มเหลวออกมาไม่เป็นชิ้นดี
ผมตัดสินใจเดินลงจากเวที แต่ก็รู้สึกว่ากำลังเหยียบกระดาษอยู่แผ่นหนึ่ง ผมหยิบมันขึ้นมาดู เป็นทำนองตัวโน้ตเพลงที่ผมอ่านไม่เข้าใจ คงมีนักดนตรีสักคนหลงลืมทำมันหล่นอยู่ตรงนี้
“ขอโทษครับ แผ่นนั้นเป็นของผมครับ”
น้ำเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นที่ข้างหลังผม
“ตอนแรกก็เช็คดีแล้วว่าเก็บไปหมดแล้ว แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้ไม่ครบ ค่อยยังชั่วที่ยังอยู่ที่นี่ ผมขอคืนหน่อยนะครับ”
จังหวะการพูดที่เป็นเอกลักษณ์ น้ำเสียงเล็กๆ หวานๆ ที่มีอยู่คนเดียวในโลกใบนี้
คือเจ้าหญิงที่ผมรัก
ผมหันหลังมองหาเจ้าของเสียงที่ผมถวิลหา
คนเบื้องหน้าที่ยืนอยู่ข้างล่างเวที ยังสวยงดงามเหมือนดังเดิม
ดวงตากลมโต ถูกบดบังด้วยผมม้าปกหน้าหน่อยๆ เจ้าของผมสีดำขลับรัตติกาลยังคงยืนแน่นิ่งทันทีที่เห็นหน้าผม
นัยน์ตาหวานทวีหยาดน้ำใสออกมา แต่ยังยืนอึ้งทั้งอย่างนั้น ริมฝีปากเล็กสีชมพูยังคงไม่เอ่ยคำใดๆออกมา
ผมกระโดดลงจากเวที คว้าร่างเล็กเข้ากอดอย่างคิดถึง หวงแหน จะไม่ให้จากไปไหนอีกแล้ว คนตัวเล็กยังคงยืนนิ่งจนผมไม่รู้ว่าเขาคิดอย่างไรกับผู้ชายตรงหน้าที่บ้าระห่ำไปด้วยความรักเช่นนี้ ผมอยากฟังคำยืนยันว่าคุณคือเจ้าหญิงองค์นั้น และที่สำคัญ ความรักของคุณที่มีต่อผมยังเหมือนเดิมไหม เปลี่ยนแปลงไปแล้วหรือยัง ยังเหมือนกับความรักของเจ้าหญิงผู้น่าสงสารบนหอคอยในอดีตนั้นหรือเปล่า
“คชา…ยังจำได้ไหมครับ”
ริมฝีปากน้อยสะอื้นออกมา ดวงตาสวยมองมาที่ผม เหมือนกับสายตาที่เต็มตื้นไปด้วยรักของเจ้าหญิงบนหอคอยที่เคยมีให้แก่ผมไม่ผิดเพี้ยน เสียงหวานปนสะอื้นเริ่มเอื้อนเอ่ยความในใจให้ผมได้รับรู้
“ผมไม่เคยรู้ว่าพระเจ้าให้พรสวรรค์ทางดนตรีแก่ผมเพื่ออะไร …จนกระทั่ง เมื่อผมค้นพบเพลงนั้น ผมก็จำเรื่องในอดีตที่เคยพบกับคุณได้ หลังจากนั้น ผมจึงเข้าใจแล้วว่า พระเจ้าให้ผมใช้ดนตรีตามหาคุณ …ผมขอให้ผู้จัดงานเปิดตัวเพลงที่ผมค้นพบที่ราชอาณาจักรไทย ที่ที่คุณอยู่ เป็นแห่งแรก หวังว่าคุณที่ฟังเพลงนี้อยู่จะจำได้และเดินเข้ามาหาผม แต่ตั้งหลายวันแล้วก็ไม่เจอเสียที จนกระทั่งวันนี้วันสุดท้าย …ผมนึกว่าจะไม่ได้เจอคุณแล้ว…”
เหมือนเจ้าหญิงตัวน้อยจะร้องไห้หนักขึ้นไปอีก ผมจึงบรรจงประทับจุมพิศลงที่ริมฝีปากน้อยเพื่อให้รู้ว่าผมรักเจ้าหญิงมากแค่ไหน เนิ่นนานอ่อนโยน สงบหนักแน่น เหมือนความรักของผมที่มั่นคงและจะไม่เปลี่ยนแปลงตลอดไป
********************************************************************************
ผมมาส่งคชาที่สนามบินในวันต่อมา แม้ว่าจะบอกให้เจ้าตัวเลื่อนไฟลท์เพราะเราจะได้อยู่ด้วยกันนานขึ้นก็ไม่ยอม
“ไม่ได้หรอกครับคุณเต๋า ผมต้องรีบกลับบ้าน เพราะคุณพ่อบอกให้ผมรีบกลับทันทีที่งานเสร็จสิ้น”
“จะรีบกลับก็ไม่เป็นไรนะครับคชา แต่ว่าเต๋าจะ Skype หาทุกวัน สัญญานะ แล้วถ้าเต๋าเรียนจบเมื่อไหร่ก็ต้องกลับมางานรับปริญญาเต๋าด้วย”
“พูดเอาแต่ใจจริงๆนะคุณเต๋า บอกแต่จะให้ผมกลับมาเมืองไทย แต่กลับไม่คิดจะไปหาผมที่อิตาลี่บ้าง ผมเองก็วุ่นวายอยู่กับการเรียนและเล่นดนตรีที่ทางนั้น คงไม่ค่อยมีเวลาให้คุณสักเท่าไหร่หรอกครับ แต่ว่า ผมจะพยายามเพื่อคุณ”
“ขอบคุณมากคชา”
แพรวาก็ตามมาส่งคชาที่สนามบินเช่นเดียวกัน สัญญากับคนหน้าหวานว่าถ้าไปถึงอังกฤษจะตามไปหาถึงอิตาลี่ ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่ผมและเจ้าเฟรมที่ยืนอยู่ด้วยกัน แต่ผมคงไม่หงุดหงิดเท่าเจ้าเฟรม เพราะอย่างไรคชาก็บอกรักกับผมไปแล้ว แต่เฟรมสิ นอกจากสาวเจ้าจะไม่ตอบตกลง บอกให้รอเวลาโตเป็นผู้ใหญ่กว่านี้แล้วค่อยคิด ยังโดนด่าอีกหลายชุดที่วางแผนโง่ๆทำให้ผมต้องเสื่อมเสีย ถ้าจะจีบก็ต้องคอยดูแลเทคแคร์ อย่าหายหัว ห้ามเล่นเกมส์หัวใจ ต้องชัดเจนตั้งแต่แรก เพราะชีวิตของแพรวายังมีผู้ชายอีกมากมายให้พิจารณา ถ้าไม่เจอหน้ากันตลอดก็อาจจะลืมหน้าตาของผู้ชายเห่ยๆเช่นเฟรมได้ ผมคิดว่าแพรวาคงพูดไปแบบนั้นแหละ สาวมั่นใจแบบนี้ต้องหาทางข่มคนที่ตัวเองชอบเป็นธรรมดาเดี๋ยวมันจะเหลิง จริงๆคงชอบเฟรมไม่น้อยหรอก ถึงได้ให้ตามมาด้วย
หลังจากที่คชาเช็คอินที่เคาน์เตอร์สนามบินและโหลดกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องจากกัน คนตัวเล็กที่แขนข้างหนึ่งถือกระเป๋าไวโอลิน อีกข้างหนึ่งโบกมืออำลาผมเมื่อสักครู่นี้ ได้หยุดยืนลงอยู่กับที่ เพราะได้พบกับคนคนหนึ่งที่คิดว่าจะไม่ได้พบในเมืองไทย ดวงตาหวานยิ่งสดใสมากกว่าเดิม ริมฝีปากยิ้มแย้มสวยทำให้ผมอยากจะคว้ามากอดกลางสนามบิน แต่สำคัญคือ ดวงตาและรูปปากนั้นไม่ได้ทำเพื่อผม แต่กลับทำให้คนอีกคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“พีอ้น! ทำไมพี่ถึงมาอยู่ที่นี่ได้”
“ก็มารับคชากลับบ้านไง กลัวว่าจะหลงอะไรที่กรุงเทพจนไม่ยอมกลับบ้าน”
“ที่กรุงเทพไม่มีอะไรทำให้ผมหลงได้หรอกครับ อาหารที่นี่เผ็ดมาก อากาศก็ร้อนมาก แทบอยากจะถอดเสื้อทิ้งอยู่แล้วเนี่ย อยู่ที่บ้านเราทางนั้นสบายกว่าครับ”
“คิดอย่างนี้ก็ดีแล้วคชา เอาล่ะ กลับบ้านกันเถอะ”
ผมมองภาพตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึง แรงหึงไม่รู้มาจากไหนมากมาย รีบวิ่งเข้าไปคว้าแขนเจ้าหญิงตัวเล็กออกมาให้ไกลจากไอ้ผู้ชายผมหยิกยาวที่ยืนอยู่ข้างๆ จนคชาต้องค้อนใส่ผมไปสามที
“คุณเต๋า! ทำอะไรน่ะครับ ผมกำลังจะไปแล้วนะครับ”
สายตาของผู้ชายอีกคนมองหน้าผมราวกับจะกลืนกินในการกระทำที่ห่ามเช่นนี้ของผม แต่ช่วยไม่ได้ มาทำตัวสวีทกันให้ผมเห็นแบบนี้ ผมรับไม่ได้แน่นอน
“ขอโทษครับผมลืมแนะนำ คนคนนี้คือคุณเต๋า ที่ผมเล่าให้พี่อ้นฟังตอนที่ผมระลึกชาติได้ใหม่ๆนะครับ แล้วก็คุณเต๋า ผู้ชายคนนี้คือ ‘คุณพ่อขายาว’ ของผมเอง จริงๆแล้วผมเป็นเด็กกำพร้าอยู่ที่สถานรับเลี้ยงเด็กในเมืองไทย แต่ว่าคุณพ่อก็รับอุปการะแล้วพาไปอยู่ด้วยที่ยุโรป จนได้เล่นดนตรีมีชื่อเสียงอยู่ที่โน่น”
ผมสะดุดใจกับคำว่า ‘คุณพ่อขายาว’ ที่เจ้าหญิงบอกกับผมเป็นที่สุด เพราะตอนจบของนิยายเรื่องนี้ คือการที่คุณพ่อขายาวแต่งงานกับลูกอย่างมีความสุข ผู้ชายคนนี้มันไม่น่าไว้วางใจ จากสายตาที่เขามอบให้กับเจ้าหญิงของผมแล้ว ไม่ผิดแน่
“ไม่ได้เจอกับคชามาหลายวัน คิดถึงมาก จะพากลับบ้านเดี๋ยวนี้ล่ะ ที่เมืองไทยไม่น่าอยู่หรอก กลับบ้านกับพี่เถอะคชา ไปกันเถอะ”
พูดแล้วไม่พูดเปล่าๆ แต่กลับคว้ากอดคชา แล้วหอมแก้มเขาต่อหน้าผม!
“ทุกคนอย่าได้แปลกใจไป ที่บ้านของพี่อ้นเขาหอมแก้มคนในครอบครัวเป็นเรื่องปกติครับ เราไม่ถือ”
“แต่เต๋าถือ!”
แน่นอนว่าผมอยากประกาศให้โลกได้รับรู้ว่าเราทั้งสองคนรักกัน ผมไม่ยินดีเลยที่พอคชาเห็นหน้าคุณพ่อของตัวเองแล้วจะทำเหมือนผมเป็นคนอื่นคนไกล สนามบินก็สนามบินเถอะ คนเยอะแค่ไหนก็ไม่สน ผมคว้าร่างเล็กเข้ามาสวมกอดแล้วจุมพิศมอบความดูดดื่มลึกล้ำเนิ่นนานจนตัวเล็กหายใจติดขัด ก่อนจะถอนริมฝีปากออกมาเมื่อผมได้ลิ้มรสความหอมหวานจากคนตรงหน้าจนเต็มอิ่ม
“คุณพ่อครับ ผมกับคชาเรารักกันแล้ว ผมขอหมั้นเขาตรงนี้เลยละกันนะครับ”
แก้มใสหวานๆของตัวเล็กขึ้นสีแดงจัด อมยิ้มเล็กๆก่อนที่จะลากตัวคุณพ่อขายาวที่กำลังช็อกกับสิ่งที่เห็นตรงหน้าเดินขึ้นบันไดเลื่อนไป
สักพักหนึ่งเสียงมือถือก็ดังขึ้น มีข้อความส่งเข้ามาจากเบอร์แปลกๆ ผมเปิดข้อความนั้นมาดู พลันยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
‘ถ้าจะหมั้นต้องมีแหวนหมั้นนะครับ และถ้าจะแต่ง …ค่าสินสอดประมาณสองหมื่นล้าน’
คุณพ่อขายาวมองดูลูกชายที่ตนอุปการะแอบพิมพ์ข้อความในโทรศัพท์มือถืออย่างนึกเอ็นดู แน่นอนว่าเขาจำเรื่องราวในอดีตได้ทั้งหมด คชาจำได้เพียงบางส่วนเท่านั้นและจำไม่ได้ว่าตนรักคชามากแค่ไหน ห้วงรักที่ก่อเกิดบนหอคอยยังคงสถิตย์อยู่ในความทรงจำไม่มีวันเปลี่ยนแปลง แม้ว่าโชคชะตาฟ้าจะกำหนดให้ต้องไปรักกับคนอื่นก็ไม่เป็นไร ห้วงรักภายในหัวใจของคชาเกิดขึ้นแล้วทำให้ใบหน้าหวานยังคงยิ้มต่อไปได้ คือความสุขที่ยิ่งใหญ่ของคนที่แอบรัก ลูกรักใคร พ่อก็รักตาม สถานภาพของเราคงมีอยู่แค่นี้ ไม่มีวันพัฒนา
ยิ่งเห็นความชัดเจนของเต๋าที่ขโมยจุมพิศลูกชายกลางสนามบินแล้วก็ยิ่งมั่นใจว่ารักครั้งนี้เป็นเรื่องจริงจัง ถึงจะรู้สึกยินดีที่ลูกมีความสุข แต่ก็เกิดความรู้สึกหมั่นไส้อีกคนเล็กๆ
ว่าที่พ่อตาจะกลั่นแกล้งว่าที่ลูกเขยซะให้เข็ด!
หากเต๋าทำให้คชาเจ็บช้ำ จะส่งคนมาฆ่าให้ตายเลย คอยดู!
***********************************************************************************
วันนี้มีงานแสดงดนตรีคลาสสิคอีกครั้ง หลังจากที่เมืองไทยไม่ได้มีจัดงานเช่นนี้มาปีกว่าๆ ผมซึ่งขณะนี้เรียนจบแล้วเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์และทำงานอย่างหนักทั้งในและนอกประเทศเก็บเงินตัวเป็นเกลียวเพื่อเก็บเงินให้ถึงสองหมื่นล้าน มองดูภาพโป๊สเตอร์นักไวโอลินชื่อก้องโลกที่ติดอยู่ที่ผนังภายในสถานที่จัดแล้วก็นึกอยากจะดึงมันออกมาเก็บไว้เองให้หมด ไม่อยากให้ใครเห็นความงามของคนในโป๊สเตอร์เลย ก็แน่สิ นั่นมันแฟนผม
“เจ้าเต๋า รีบๆเข้างานไปสิ มายืนเอ๋อจ้องจะกินแต่คนในภาพอยู่นั่นแหละ”
พ่อของผมเดินเข้ามาผลักให้เดินเข้าไปในงาน ผมเล่าทุกอย่างเกี่ยวกับคชาให้พ่อผมฟัง แม้ว่าจะโดนหัวเราะร่วนในทีแรกแต่พ่อก็เข้าใจ ออกจะเชียร์ด้วยซ้ำเพราะพ่อเป็นแฟนคลับตัวยงของคชาอยู่แล้ว และยินดีเป็นอย่างยิ่งถ้าหากผมจะรักกับนักดนตรีคลาสสิค และตามพ่อมาดูคอนเสิร์ตด้วยความเต็มใจเป็นประจำ
เพื่อนของพ่อเดินเข้ามาสะกิดชายสูงวัยที่กำลังผลักผมเดินอยู่ และทักทายด้วยประโยคเดิมๆ
“พาลูกชายมาอีกแล้วเหรอ”
“ลูกมันชอบ…. เลยพามาด้วย”
เท่านั้น ด้วยความเขินจัด ผมเลยรีบเดินเข้าไปในงานด้วยความรวดเร็ว
วันนี้ ‘White Cat in the Tower’ ซึ่งขณะนี้ได้โด่งดังไปทั่วโลกแล้ว กำลังบรรเลงให้ผู้คนในหอประชุมฟังด้วยเสียงดังกังวาล
แต่ในครั้งนี้ จะมีการเปิดตัวเนื้อเพลงประกอบของ ‘White Cat in the Tower’ ในตำนาน ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือของงานคอนเสิร์ตด้วย ผู้ค้นพบได้ทิ้งท้ายในหนังสือว่าเพลงนี้เป็นเพลงบรรเลง จึงขอเก็บไว้เป็นเนื้อที่ไม่มีใครร้องก็แล้วกัน ผมแอบร้องเพลงนี้อยู่ในใจตามเสียงบรรเลงที่ไพเราะจากนักดนตรีวงออเคสตร้าเบื้องหน้า
เพลงนี้ขับขานด้วยเสียงดนตรีของ ‘เครื่องดนตรีหมายเลข 3’
และขอขับขานด้วยเสียงร้องของ ‘ผู้ชายหมายเลข 23’ คนนี้ก็แล้วกันนะครับเจ้าหญิง
ความเหงาที่ซึ้งทิ้งลึกเป็นภาพรำไร
กลั่นกรองร้อยเรียงหัวใจหนาวเหน็บชินชา
สุดแต่ฟ้าบรรดาลพราวเดือนริดรอนแสงลงมา
ให้ใจดวงนี้อบอุ่นกรุ่นมาภายใน
เมื่อเสียงหัวใจระรัวไม่เป็นดังเดิม
ต่อเติมให้ความหนาวเย็นพร่างพรายกลายเป็นห้วงรัก
ดังแสงตะวันทอดมาส่องอบอุ่นจับฟ้า
หัวใจดวงนี้แรกรักขึ้นมาเพราะเธอ
***************************************** T H E E N D *****************************************
แรงบันดาลใจของเรื่องนี้:
ตามชื่อเรื่องค่ะ ‘Princess in the Tower’
ปรินซ์เสร็จ อิน เดอะ เต๋าเอ๋อ #เฮ้ยยย ไม่ใช่
เจ้าหญิงบนหอคอย จากนิยายเก่าปรัมปราที่หลายๆท่านคุ้นเคย
เจ้าหญิงที่ถูกขังโดดเดี่ยว รอเจ้าชายปีนขึ้นมาช่วย
แล้วไอ้เผาหอคอยล่ะ??? มาจากภาพในจินตนาการว่าพระเอกกำลังวิ่งเข้าหาหอคอย แต่หอคอยกลับถอยหนีแล้วก็มีควันไฟเผาพวยพุ่ง ไม่รู้เหมือนกันว่าอยู่ๆมีภาพนี้ขึ้นมาในหัวได้ไง นานแล้วลืม
เคยแต่งเรื่องนี้ตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัยปี 1 (ตอนนี้ฉันอายุเท่าไหร่ก็ไม่รู้แล้ว อิอิ เหมือนจะไม่นาน แต่แอบนับแล้ว เฮ้ยยย หลายปีมาแล้วว่ะ ทำใจไม่ได้ ฮือออ) แต่เป็นตัวละครในจินตนาการค่ะ เจ้าหญิงเป็นแบบนัยน์ตาสีฟ้า ผมสีทอง ชื่อฝรั่ง ไรเงี้ย ส่วนคนไปช่วยเจ้าหญิงก็ผมสีดำ อารมณ์แบบญี่ปุ่นหล่อๆ ไม่ใช่เต๋าคชาค่ะ เพราะว่าสมัยนั้นน้องๆเค้าน่าจะยังไม่เกิดอ่ะนะ #เวอร์
ตอนนั้นแต่งจบภายในไม่กี่หน้า ซักประมาณ 5 หน้าเองมั้ง เขียนลงสมุดธรรมดาๆเลย แต่ตอนนั้นรู้สึกอยากเก็บประเด็นเพิ่มเติม ว่าจะเขียนต่อแล้วก็เป็นอันหยุดซะก่อน แล้วก็ทำสมุดเล่มนั้นหายไปแล้วแล้วก็ลืมไปเลย คิดว่าแต่งอีกทีจะสั้นแค่ 5 หน้า ยังไงก็ไม่เกิน 7 ลองฝึกภาษาก่อนเขียนเรื่องยาวที่อยากเขียนจริงๆ ที่ไหนได้ เอาจริงแล้วยาวมากเกิน พอมาเป็นเต๋าคชาแล้วมีเรื่องให้เก็บเยอะจริงๆ (โทษน้อง) จึงเป็นสาเหตุที่ตั้งเป็นเรื่องสั้นในทีแรกน่ะค่ะ
ตอนแต่งเรื่องนี้ มีเพลงขึ้นมาในหัวจริงๆเลยล่ะ ตามเนื้อร้องที่เขียนไว้เลยล่ะ
ดีใจจังเลยในที่สุดก็เขียนจบ *ร้องไห้* แต่งเสร็จแล้วฝนตกฟ้าร้องเลยทีเดียว
ขอบคุณทุกท่านที่อุตส่าห์อ่านจนถึงบรรทัดนี้ ขอบคุณจริงๆค่ะ
|
แต่จะรอเรื่องอื่นๆของไรท์เตอร์ต่อไป สู้ๆค่ะ ><
PS. เต๋าคชา Yaoi Only