สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

ความรู้เกี่ยวกับเพศทางเลือก

ตอนที่ 65 : นักมานุษยวิทยาไทยพร้อมจะมองแบบเควียร์หรือไม่


     อัพเดท 4 ก.ค. 56
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/ความรู้รอบตัว
Tags: เพศที่สาม, ข้ามเพศ, เกย์, กะเทย, ทอม, ดี้, เลสเปียน
ผู้แต่ง : ปีกสีรุ้ง ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ปีกสีรุ้ง
My.iD: http://my.dek-d.com/plugsuza
< Review/Vote > Rating : 100% [ 1 mem(s) ]
This month views : 69 Overall : 3,084
5 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 21 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
ความรู้เกี่ยวกับเพศทางเลือก ตอนที่ 65 : นักมานุษยวิทยาไทยพร้อมจะมองแบบเควียร์หรือไม่ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 0 , โพส : 0 , Rating : 0 / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


การทบทวนมานุษยวิทยาไทย ยังวนเวียนอยู่กับการตั้งคำถามเกี่ยวกับการเปลี่ยนแนวคิดทฤษฎีที่ใช้ศึกษา มากกว่าที่จะสนใจถามว่าแนวคิดเหล่านั้นได้สืบทอดบรรทัดฐานและอคติทางเพศอย่างไร การวนเวียนอยู่กับคำถามเดิม ๆก็เป็นภาพสะท้อนที่ว่าวงการมานุษยวิทยาคือวัฒนธรรมของรักต่างเพศที่เชื่อว่าคนในสังคมมีเพียงหญิงกับชายเท่านั้น และผู้ที่ไม่อยู่ในบรรทัดฐานของหญิงชายก็จะกลายเป็นคนที่แปลกประหลาด แม้ว่าท่าทีที่แสดงออกมาจะไม่ใช่การด่าทอ สาปแช่งหรือประณาม แต่มันจะถูกแสดงออกมาผ่านภาพลักษณ์ของนักวิชาการที่ “มองเห็น” ว่ามีคนที่เป็นเกย์ กะเทย เลสเบี้ยนอยู่ในสังคมแต่ไม่อยากจะเรียนรู้และทำความเข้าใจคนเหล่านั้น มองเห็นเป็นเรื่องไกลตัว และไม่มีผลต่อการเป็นนักมานุษยวิทยของเขา ในบทความของวิสุทธิ์ เหล็กสมบูรณ์ (2546) เรื่องการเขียนงานทางมานุษยวิทยากับการศึกษาความเป็นจริงทางสังคม มุมมองจากสตรีนิยม ได้เปิดประเด็นมานุษยวิทยาสตรีนิยมที่มีการวิพากษ์ขนบการทำงานของนักมานุษยวิทยา วิสุทธิ์อธิบายว่าเขาพยายามเปิดพื้นที่เพื่อให้มีการถกเถียงเรื่องเพศในวงการมานุษยวิทยาให้มากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นก้าวแรก ๆ ที่มีการนำเรื่องเพศมาเป็นโจทย์ในการตรวจสอบการทำงานทางมานุษยวิทยา

ประเด็นที่น่าสนใจที่วิสุทธิ์พยายามยกขึ้นมาคือ อำนาจกดขี่ความเป็นกลางทางวิชาการ เขาอธิบายว่าความรู้วิทยาศาสตร์คืออำนาจที่ครอบงำ ความรู้แบบนี้มีอิทธิพลต่อสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยา เนื่องจากวิทยาศาสตร์สอนให้เข้าถึงความจริงในเชิงประจักษ์ เชื่อในโลกธรรมชาติและสิ่งที่จับต้องได้ สิ่งที่เป็นอารมณ์และความรู้สึกเป็นเรื่องที่เชื่อไม่ได้ คติดังกล่าวนี้มีผลต่อการมองเรื่องเพศในเชิงชีววิทยามากกว่าที่จะมองในเชิงความรู้สึก อวัยวะเพศชายและอวัยวะเพศหญิงจะเป็นตัวตัดสินว่าใครคือผู้หญิงและผู้ชาย และเพศชายคือเพศที่แข็งแรงอดทนเป็นผู้นำ ส่วนเพศหญิงคือเพศที่อ่อนแอเปราะบางและเป็นผู้ตาม การอธิบายในทำนองคือการแบ่งแยกขั้วตรงข้ามซึ่งมีอิทธิพลต่อการทำความเข้าเรื่องเพศทั้งระบบ มายาคตินี้แฝงอยู่ในกระบวนทัศน์ทางสังคมทั้งหลาย และสังคมศาสตร์มองข้ามไปและนำความรู้เรื่องเพศแบบวิทยาศาสตร์มาเป็นบรรทัดฐานในการศึกษาพฤติกรรม อารมณ์และอัตลักษณ์ทางเพศของมนุษย์ แต่เมื่อเฟมินิสต์ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1970 เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับการสร้างความรู้ทางสังคม วิทยาศาสตร์ก็ถูกโจมตีว่า ให้อำนาจและสิทธิพิเศษกับผู้ชายและกดขี่ข่มเหงผู้หญิง ความรู้วิทยาศาสตร์จึงไม่ใช่ความรู้ที่เป็นกลาง แต่เต็มไปด้วยอคติทางเพศ

วิสุทธิ์เชื่อว่ามานุษยวิทยาเป็นศาสตร์ที่ให้กับอำนาจผู้ชาย หรือเสียงของผู้ชายจะดังที่สุด เช่นเดียวกับสังคมศาสตร์ในแขนงอื่น ๆ ทำให้ระเบียบวิธีวิจัยและการทำงานทางมานุษยวิทยามีลักษณะเป็นการทำงานของผู้ชาย เช่นการยึดกรอบคิดทฤษฎี ระบบเหตุผล และระเบียบวิธีวิจัยที่เคร่งครัด การทำงานแบบนี้ตรงกันข้ามกับการใช้อารมณ์ความรู้สึกในการอธิบายสิ่งต่าง ๆ ที่พบเห็น วิสุทธิ์กำลังบอกว่ามีความต่างกันระหว่างการทำงานที่ยึดระบบเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์กับการทำงานที่ยึดอารมณ์ ซึ่งการทำงานในแบบหลังค่อนข้างใกล้เคียงกับความเป็นผู้หญิงที่วิทยาศาสตร์มองว่าอ่อนแอและไม่มีเหตุผล วิสุทธิ์จึงตั้งคำถามว่าการวิจัยที่ตัดทอดอารมณ์ของมนุษย์ออกไปจะสะท้อนความจริงได้อย่างไร เขาจึงเชิญชวนให้นักมานุษยวิทยาทั้งหลายกลับมาทบทวนตัวเองและนำความคิดสตรีนิยมมาเป็นแนวทางในการทำงานวิจัยให้มากขึ้น เพื่อที่จะทำให้เห็นมนุษย์ในมิติของอารมณ์ และความปรารถนา ถึงแม้ว่าบทความของวิสุทธิ์จะไม่ได้พูดถึงประเด็นเพศวิถี แต่ได้เปิดพื้นที่ต่อการวิพากษ์วิจารณ์วงการมานุษยวิทยาที่มีผู้ชายเป็นใหญ่ และทำให้เกิดการถกเถียงว่าอะไรคือระเบียบวิธีวิจัยที่นักนุษยวิทยาใช้ในการทำงาน ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่พยายามนำประเด็นเรื่องเพศมาสู่การถกเถียงเรื่องกระบวนทัศน์ของนักมานุษยวิทยา

การเริ่มต้นจากแนวคิดสตรีนิยม อาจเป็นจุดเริ่มต้นของนักมานุษยวิทยาผู้หญิงที่พยายามทบทวนการทำงานทางมานุษยวิทยา ในหนังสือที่มีอมรา พงศาพิชญ์ เป็นบรรณาธิการ (2548) เรื่องเพศสถานะและเพศวิถีในสังคมไทย มีนักมานุษยวิทยากลุ่มหนึ่งได้เขียนบทความเพื่ออธิบายให้เห็นว่าเรื่องเพศมีมิติที่หลากหลาย และเสนอประสบการณ์ของผู้หญิงที่สัมพันธ์กับเรื่องเพศในแง่มุมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นภิกษุณี แม่ชี การมีเพศสัมพันธ์ การเลื่อนไหลของเพศภาวะและเพศวิถี การทำงานในสื่อมวลชน การทำแท้ง ความรุนแรง และเพศวิถีแบบหญิงรักหญิง ประสบการณ์เหล่านี้อาจจะไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานที่สังคมกำหนดไว้ เพราะผู้หญิงจะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยต่อรองเพศภาวะและเพศวิถีของตัวเองผ่านบริบทและสถานการณ์ต่าง ๆ มีความไม่คงที่ และเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา หนังสือเล่มนี้อาจเป็นความพยายามที่ชัดเจนที่สุดที่จะพูดถึงเรื่องเพศต่างไปจากขนบเดิม ๆ โดยเฉพาะการตรวจสอบสังคมไทยที่มีชายเป็นใหญ่ หรือปิตาธิปไตย อย่างไรก็ตาม บทความในหนังสือเล่มนี้สนใจเพศสถานะและเพศวิถีในฐานะที่เป็นกรอบความคิดพื้นฐาน หรือมองว่าเป็นสิ่งสากลที่จะพบได้ในมนุษย์ทุกกลุ่ม ทำให้แนวทางการวิเคราะห์เป็นการตอกย้ำวิธีคิดเรื่องเพศแบบตะวันตก มากกว่าจะตั้งคำถามว่าอะไรคือวิธีคิดเรื่องเพศในสังคมไทย สังคมไทยมองอารมณ์ปรารถนาทางเพศเป็นหมวดเป็นหมู่เหมือนกับเพศวิถีแบบตะวันตกหรือไม่ เพศวิถีคือสิ่งเดียวกับอัตลักษณ์ทางเพศหรือไม่ และการจัดแบ่งเพศสถานะของบุคคลอาศัยคติความเชื่อหรือบทบาทหน้าที่ทางสังคมแบบไหน

ตัวอย่างบทความของยศ สันตสมบัติ เรื่องการทำความเข้าใจเพศสถานะและเพศวิถีในสังคมไทย ได้นำกรอบการมองของสตรีนิยมเชิงวิพากษ์มาเป็นแนวทางซึ่งเสนอการมองความเหลื่อมล้ำภายในกลุ่มผู้หญิงด้วยกันเอง ขณะเดียวกันก็วิจารณ์ผู้หญิงผิวขาวตะวันตกในฐานะเป็นผู้ที่ผูกขาดความรู้ ในขณะที่ผู้หญิงนอกสังคมตะวันตกกลายเป็นชายขอบ ยศได้ชี้ว่าเพศเป็นเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจและมีเงื่อนไขที่ซับซ้อน ไม่สามารถแยกขั้วระหว่างชายกับหญิงได้แบบผิวเผิน สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือการไม่นำเพศไปผูกติดกับเพศกำเนิด อวัยวะเพศและเพศธรรมชาติ หากแต่เพศเป็นสิ่งที่ถูกให้คุณค่าผ่านสังคมวัฒนธรรม ซึ่งแต่ละสังคมก็มีวิธีการให้คุณค่ากับเพศต่างกันไป สำหรับสังคมไทย ยศมองว่ามีปัจจัยหลายประการที่มีผลต่อการปฏิบัติและการควบคุมทางเพศ เช่น การเปลี่ยนแปลงลักษณะครอบครัวและการทำงานของผู้หญิง การเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจจากภาคเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรม ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ การนิยามความเป็นหญิงและความเป็นชาย การควบคุมพฤติกรรมทางเพศ การเกิดขึ้นของเพศพาณิชย์ และ การสร้างอัตลักษณ์ทางเพศในแบบใหม่ ๆ การอธิบายของยศเป็นการมองในเชิงโครงสร้างซึ่งใช้ความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงเป็นตัวดำเนินเรื่อง แม้จะทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงในการปฏิบัติและการควบคุมทางเพศในสังคมไทย แต่ก็ยังไม่ได้นำความคิดเควียร์มาใช้ ทำให้ประเด็นเพศวิถีของยศมุ่งที่จะมองความสัมพันธ์แบบรักต่างเพศ มากกว่าที่จะตั้งข้อสงสัยว่าทำไมสังคมไทยจึงให้คุณค่ารักต่างเพศเหนือกว่าเพศวิถีของคนรักเพศเดียวกันและเพศภาวะที่ไม่ใช่ชายและหญิง ยศไม่ได้มองที่บรรทัดฐานของรักต่างเพศที่ครอบงำและมีอิทธิพลต่อวิธีคิดและวิธีปฏิบัติทางเพศของคนไทย ซึ่งอาจจะเป็นส่วนด้อยที่ทำให้บทความของยศเห็นเพศวิถีของคนรักเพศเดียวกันและเพศภาวะแบบ “คนข้ามเพศ” เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาทีหลังเพราะการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ มากกว่าที่จะมองว่าเพศวิถีและเพศภาวะนอกบรรทัดฐานรักต่างเพศถูกลดคุณค่าและถูกทำให้กลายเป็น "ความผิดปกติ” ภายใต้ความรู้สมัยใหม่แบบตะวันตก

ในบทความของสุชาดา ทวีสิทธิ์ เรื่องการเลื่อนไหลของเพศสถานะและเพศวิถีของผู้หญิงไทย อธิบายประสบการณ์ทางเพศของผู้หญิงไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงวาทกรรมเรื่องเพศ สุชาดามองว่าวาทกรรมมีผลต่อการแสดงพฤติกรรมทางเพศของผู้หญิง จากเดิมที่ผู้หญิงเชื่อว่าตนเองอ่อนแอและต้องอยู่ใต้อำนาจผู้ชาย รวมทั้งสังคมพยายามตัดสินผู้หญิงดี ผู้หญิงชั่วจากการแสดงพฤติกรรมทางเพศ เปลี่ยนไปสู่การสร้างความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งผู้หญิงสามารถเลือกว่าจะมีพฤติกรรมและอัตลักษณ์ทางเพศเป็นอะไรโดยไม่ยึดติดกับวาทกรรมกระแสหลัก (รักนวลสงวนตัว เป็นแม่ เป็นภรรยาที่ซื่อสัตย์) การท้าทายที่เกิดขึ้น เช่น การมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชายที่ไม่ใช่สามีของตนเอง การมีสามีหลายคน การเป็นฝ่ายเริ่มต้นจีบผู้ชาย (กล้าผู้ชาย) การดื่มเหล้าสูบบุหรี่ เที่ยวกลางคืน เป็นต้น ประสบการณ์เหล่านี้คือภาพสะท้อนของการปฏิบัติทางเพศนอกจารีต สุชาดามองว่าการที่ผู้หญิงกล้าแสดงออกในเรื่องเพศมากขึ้นเกิดจากการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจที่ไม่ต้องรอให้สามีเลี้ยงดู หรือไม่ต้องพึ่งผู้ชายอีกต่อไป และสถานการณ์โรคเอดส์ ซึ่งได้สร้างวาทกรรมว่าผู้หญิงจะต้องเรียนรู้เรื่องเซ็กส์เพื่อผูกใจสามีไม่ให้ออกไปหาความสุขทางเพศกับหญิงอื่น ทำให้ผู้หญิงหลายคนเรียนรู้เรื่องกามารมณ์และกล้าที่จะแสดงความรู้สึกทางเพศกับผู้ชาย สิ่งนี้สะท้อนว่าความดีหรือความชั่วของผู้หญิงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องเพศ การวิเคราะห์ของสุชาดาชี้ว่าการเป็นหญิงดีหรือหญิงชั่วมีพรมแดนที่ไม่ชัดเจน เพราะผู้หญิงจะใช้วาทกรรมใหม่ ๆ มาอธิบายตัวตนทางเพศ

ใน พ.ศ. 2547 สุชาดาได้เป็นบรรณาธิการหนังสือเรื่อง เพศภาวะ การท้าทายร่าง การค้นหาตัวตน และในบทบรรณาธิการมีการอธิบายว่าเพศสรีระไม่ใช่สิ่งที่อยู่คู่กับเพศภาวะหญิงชาย และชี้ให้เห็นว่าวิธีคิดเพศตะวันตกมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความคิดเรื่องเพศในระดับสากล ซึ่งบรรทัดฐานรักต่างเพศได้กลายเป็นตัวแบบที่สังคมอื่น ๆ นำไปเป็นแนวทางในการควบคุมพฤติกรรมทางเพศของพลเมือง สุชาดาชี้ให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและกระบวนทัศน์ที่จะทำความเข้าใจเพศภาวะและเพศวิถี ความคิดเก่า ๆ ที่สนับสนุนบรรทัดฐานทางเพศที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ได้แก่ ทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน ทฤษฎีโครงสร้างนิยมของเลวี-สโตรส์ ความคิดเก่าเหล่านี้ได้ถูกท้าทาย ส่งผลให้มีการตีความเพศภาวะและเพศวิถีต่างไปจากเดิม เช่น ไม่เชื่อว่าผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอ ระบบปิตาธิปไตยไม่ใช่สิ่งสากล สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เริ่มมีการมองหาว่าอะไรคือวิธีคิดเรื่องเพศที่ต่างไปจากตะวันตก เช่นถามว่าท้องถิ่นไทยมองเรื่องเพศและให้ความหมายเรื่องเพศอย่างไร ตัวอย่างการศึกษาของเพ็นนี แวน เอสเตอร์ริค (2000) เรื่อง “Modeling Thai Gender Relations” ได้ชี้ให้เห็นว่าแนวคิดตะวันตกที่นักวิชาการไทยนำมาวิเคราะห์ไม่สามารถทำความเข้าใจบริบททางวัฒนธรรมเกี่ยวกับเรื่องเพศในสังคมไทยได้

สิ่งที่สุชาดาพยายามอธิบายนั้น คือการชี้ให้เห็นความไม่คงที่ของเพศวิถีและเพศภาวะ รวมทั้งการสร้างความหมายของหญิงและชายจะมีผลต่อการแสดงความสัมพันธ์ทางเพศ แต่สิ่งที่น่าทบทวนตรวจสอบต่อไปก็คือ สังคมไทยได้สร้างวาทกรรม “หญิงดี” ภายใต้บรรทัดฐานทางเพศแบบไหน การที่ผู้หญิงไม่ปฏิบัติตามอุดมคติของการเป็น “หญิงดี” สะท้อนให้เห็นวิธีคิด ความเชื่อ พฤติกรรม การปฏิบัติ และการสร้างอัตลักษณ์ทางเพศในสังคมไทยแต่ละช่วงสมัยอย่างไร ความหมายของการเป็นหญิงและความเป็นชายมีเอกภาพหรือไม่ สังคมไทยมองบทบาทหญิงชายผ่านเรื่องเพศวิถี เพศภาวะ หรือบทบาททางสังคม ทำไมเพศวิถีและเพศภาวะจึงกลายเป็นแหล่งอ้างอิงอัตลักษณ์ทางเพศ สังคมไทยแยกความแตกต่างระหว่างอารมณ์ พฤติกรรม บทบาท และอัตลักษณ์ทางเพศอย่างไร และสิ่งเหล่านี้มีพรมแดนที่ชัดเจน แยกขาดจากกันหรือว่าดำรงอยู่ร่วมกัน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงความหมายของการเป็นหญิงในสังคมไทย สะท้อนความเหลื่อมล้ำระหว่างเพศวิถีแบบรักต่างเพศ และเพศวิถีแบบอื่น ๆ อย่างไร คำถามเหล่านี้ยังมีความจำเป็นต่อการศึกษา เพราะโจทย์เรื่องเพศไม่ใช่โจทย์ระดับระเบียบวิธีวิจัยหรือการตรวจสอบโครงสร้างและความเหลื่อมล้ำทางสังคม แต่เป็นโจทย์ระดับญาณวิทยาที่ต้องข้ามพ้นไปจากการมองเพศวิถีและเพศภาวะแค่เป็นเพียงหมวดหมู่ของการวิเคราะห์

หากย้อนกลับไปที่การศึกษาของเอสเตอร์ริค (2000) จะพบว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่ชี้ให้เห็นว่าวิธีคิดเรื่องเพศในสังคมมีการเปลี่ยนแปลง แนวคิดเรื่องเพศวิถีและเพศภาวะแบบตะวันตกเป็นสิ่งที่เพิ่งเข้ามาทีหลัง นักมานุษยวิทยาไทยหลายคนอาจไม่เคยฉุกคิดเรื่องนี้มาก่อนจึงทำให้มองข้ามอำนาจความคิดเรื่องเพศแบบตะวันตกที่ซ่อนเร้นอยู่ในการศึกษาสังคมโดยรวม เอสเตอร์ริคได้อ้างถึงการศึกษาของปีเตอร์ เอ. แจ็คสัน (1999) ว่าเพศในสังคมไทยมีความหมายที่ซ้อนทับกันอยู่ระหว่างเพศภาวะ เพศวิถี และเพศสรีระ ซึ่งทำให้ปริมณฑลทางเพศมีความต่อเนื่อง ไม่มีการขีดแบ่งเส้น มีความยืดหยุ่น อนุญาตให้บุคคลสามารถนิยามตัวเองได้ในพื้นที่และเวลาที่ต่างกัน บริบทจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการแสดงพฤติกรรมทางเพศในสังคมไทย วิธีคิดเรื่องเพศในสังคมไทยจึงไม่เหมือนสังคมตะวันตก ข้อสังเกตนี้ถือว่าเป็นการบุกเบิก และขณะเดียวกันก็ทำให้ย้อนกลับไปมองว่าสิ่งที่นักมานุษยวิทยาเคยวิเคราะห์เรื่องเพศไว้นั้น เป็นการมองตามกรอบคิดนี้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวในแวดวงวิชาการด้านเพศวิถีในสังคมไทย เริ่มชัดเจนเมื่อมีการจัดประชุมวิชาการด้านเพศวิถีศึกษาครั้งแรกใน พ.ศ. 2551 เวทีนี้มีนักมานุษยวิทยาจำนวนหนึ่งได้นำเสนอบทความเกี่ยวกับเพศวิถี ตัวอย่างเช่น วราภรณ์ แช่มสนิท เขียนบทความเรื่องภูมิทัศน์ของเพศวิถีศึกษาในฐานะกระบวนการต่อสู้ทางความรู้ บทความนี้ตั้งคำถามว่าทำไมที่ผ่านมาเรื่องเพศจึงเป็นเรื่องที่ถูกปิดกั้น หรือไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญในทางวิชาการ วราภรณ์ให้เหตุผลว่าเพราะเรื่องเพศเป็นเรื่องใหม่ และสังคมไทยเป็นสังคมที่อยู่ใต้อุปถัมภ์ของรัฐ คนที่มีบทบาทชี้นำทางสังคมจึงมักจะเป็นชนชั้นนำ แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ในช่วงตั้งแต่รัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา วิธีคิดเรื่องเพศของไทยถูกครอบงำด้วยการมีสำนึกแบบรัฐชาติสมัยใหม่ซึ่งได้เอาบรรทัดฐานแบบรักต่างเพศมาควบคุมและจัดระเบียบพฤติกรรมทางเพศของพลเมือง เช่น การออกกฎหมายครอบครัว การใช้คำนำหน้า “นาย” “นาง” “นางสาว” ประกอบกับการสร้างวาทกรรมเชิงลบที่มีต่อผู้ที่ไม่ใช่ผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิง (กะเทย เกย์ ทอมดี้) เช่น เบี่ยงเบนทางเพศ วิตถาร วิปริต ผิดธรรมชาติ เป็นปัญหาสังคม ฯลฯ ยิ่งทำให้เพศวิถีที่อยู่นอกอุดมการณ์รักต่างเพศมีความน่ารังเกียจขึ้น สิ่งเหล่านี้ได้แทรกตัวอยู่ในสถาบันทางสังคม และในระบบราชการ ส่งผลให้ประเด็นเรื่องเพศถูกมองว่าไม่ใช่ “วัฒนธรรมอันดีงาม” ซึ่งไม่น่าแปลกใจว่าทำไมการพูดถึงเรื่องเพศในวงวิชาการไทยจึงมีลักษณะกล้า ๆ กลัว ๆ แอบ ๆ ซ่อน ๆ ขัดเขิน และอาย

ประเด็นที่วราภรณ์ยกมานี้ คือสิ่งที่บทความนี้ต้องการจะขยายความต่อไป โดยการตั้งคำถามว่าวิธีคิดเรื่องเพศแบบตะวันตกที่เข้ามาในช่วง 60-70 ปี ที่ผ่านมาทำให้นักมานุษยวิทยากระแสหลักมีท่าทีเชิงอนุรักษ์นิยมเมื่อเอ่ยถึงเรื่องเพศใช่หรือไม่ ท่าทีดังกล่าวนี้ส่งผลต่อการไม่กล้าที่จะตรวจสอบว่ากระบวนทัศน์ทางมานุษยวิทยาเป็นผลผลิตของวิธีคิดเรื่องเพศแบบไหน ใช่หรือไม่ และระบบศีลธรรมที่ซ่อนอยู่ใต้วิธีคิดเรื่องเพศเหล่านี้ได้ผูกมัดนักมานุษยวิทยาให้อยู่กับบรรทัดฐานรักต่างเพศไว้อย่างแนบแน่น ใช่หรือไม่ ข้อสังเกตประการหนึ่งคือ กระบวนทัศน์เชิงวิพากษ์ที่นักมานุษยวิทยากระแสหลักใช้ตรวจสอบการสร้างความรู้ของตัวเองนั้น เป็นกระบวนทัศน์ที่มองข้ามความหลากหลายของเพศวิถีและเพศภาวะ แนวคิดสตรีนิยมที่นักมานุษยวิทยาบางกลุ่มเริ่มนำมาใช้ในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมานี้ก็ยังไม่มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับญาณวิทยาแบบรักต่างเพศอย่างจริงจัง ประเด็นที่นักมานุษยวิทยาแนวสตรีนิยมพูดถึงจะเป็นเรื่องของการลื่นไหลของเพศวิถีและการท้าทายความเป็นหญิงและความเป็นชาย จึงอาจกล่าวได้ว่าการมีสำนึกเชิงวิพากษ์แบบเควียร์ยังไม่เกิดขึ้นในวงการมานุษยวิทยาไทย


Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
ความรู้เกี่ยวกับเพศทางเลือก ตอนที่ 65 : นักมานุษยวิทยาไทยพร้อมจะมองแบบเควียร์หรือไม่ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 0 , โพส : 0 , Rating : 0 / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1


Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

"หนังสือสดใหม่ ประจำเดือน ธันวาคม 2557"

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android