นิยายรักข้ามกาลเวลา... สลักรักอ๋องนักรบ เขียนโดย ซินเหมย

  • 100% Rating

  • 2 Vote(s)

  • 110,200 Views

  • 972 Comments

  • 925 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    414

    Overall
    110,200


มันแปลกแต่ก็เป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เลยสักนิด เมื่อก่อนเขาก็มีท่าทางแบบนี้อยู่บ่อยๆ เวลาที่อยู่ด้วยกัน แต่เธอกลับไม่ติดใจสงสัยจนกระทั่งได้ยินคำพูดของน้องสาว มันทำให้เธอเริ่มปะติดปะต่อเรื่องและพบว่าเขาเป็นแบบนี้มาพักใหญ่ๆ แล้ว

“แต่ติ๊กอยากไปส่งคุณก่อนนี่นา ติ๊กเป็นห่วงคุณนะ”

“หงส์ไม่เป็นอะไรหรอก ติ๊กรีบไปเถอะ”

“แน่ใจนะ”

“แน่สิ หงส์ไปก่อนนะ”

“โอเคครับ ขับรถดีๆ นะ ถึงแล้วโทรมาบอกผมด้วยล่ะ” ธนายุทธยืนส่งคนรักขับรถจากไปแล้วเดินไปที่รถของตัวเอง เขาขับรถออกไปจากหน้าสตูดิโอถ่ายภาพโดยที่ไม่รู้เลยว่าถูกสะกดรอยตามจากคนที่เพิ่งกล่าวลา

รนิดาสะกดรอยตามคนรักมาครบสามวันแล้ว แต่สิ่งที่ได้มายังไม่มากพอที่จะเป็นข้อกล่าวหาว่าเขานอกใจตนได้เต็มร้อย แต่เธอก็ยังไม่ถอดใจซะทีเดียว แต่ก็ต้องพักเรื่องของคนรักเอาไว้แต่เพียงเท่านี้เพราะติดภารกิจต้องไปรับบิดาที่สนามบิน

“อะไรคะเตี่ย” รนิดารับของฝากจากมือของบิดาเหมือนเช่นน้องสาวคนอื่นๆ แต่ที่ถามออกไปเพราะนอกจากแหวนกับกำไลหยกเข้าคู่กันแล้ว ของเธอพิเศษตรงที่มีหนังสือเก่าๆ อีกเล่มหนึ่งเป็นของฝากด้วย

“เตี่ยเก็บหนังสือเล่มนี้ได้ตอนที่ออกจากพระราชวังกู้กง ถามหาเจ้าของก็ไม่มี เตี่ยเห็นว่ามันเป็นนิยายก็เลยเอามาฝากลูกให้ลูกอ่าน” เพราะรู้ดีว่าลูกสาวคนนี้ชอบอ่านหนังสือนิยายเขาจึงนำหนังสือที่เก็บได้มาฝากเธอ ถึงแม้สภาพของมันจะบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเป็นหนังสือเก่ามากๆ แล้วก็ตาม

“หงส์ชอบอ่านแนวทะเลทรายอย่างเดียวจ้ะเตี่ย แนวอื่นหงส์ไม่อ่านหรอก”

“อ่านไปเถอะลูก บางทีนิยายจีนอาจจะสนุกกว่านิยายทะเลทรายของลูกก็ได้นะ”

“แต่มันเป็นภาษาจีนนี่จ๊ะเตี่ย”

“ลูกก็เก่งภาษาจีนพอๆ กับภาษาไทยไม่ใช่เหรอ” นี่คืออีกสาเหตุหนึ่งที่เขาภูมิใจในตัวลูกสาวคนโตที่สุด เพราะเธอเป็นลูกสาวคนเดียวในบรรดาห้าคนที่มีพรสวรรค์เกี่ยวกับภาษาจีนมากที่สุด เธอสามารถอ่านเขียนภาษาจีนได้มากพอๆ กับตนผิดกับลูกๆ คนอื่น

ที่พอจะพูดโต้ตอบกับตนได้เท่านั้น

“เตี่ยเขาให้อ่านก็อ่านเถอะเจ๊ มันอาจจะสนุกกว่าชีคของเจ๊ก็ได้” น้องสาวคนที่สองกล่าวเอาใจบิดา หลังจากนั้นคนอื่นๆ ก็ช่วยกันพูดอีกคนละคำสองคำ

“เออๆๆ เดี๋ยวเจ๊จะลองอ่านดูก็แล้วกัน เมื่อคืนเพิ่งอ่านชีคอัมรานจบไปพอดี ถ้าสนุกเดี๋ยวจะแปลลงเว็บเลยดีป่ะ”

“ถ้ามีคนติดตามอ่านเยอะเจ๊ก็ติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์แล้วเอามาแปลขายเลยสิ” น้องสาวคนที่สี่เสนอ

“ก็ดีเหมือนกันนะ” เธอทำเป็นเห็นด้วยก่อนจะกลั้วหัวเราะอย่างมีความสุข เก็บหนังสือนิยายเล่มขนาดเอสี่ใส่กระเป๋าสะพายใบ

โตของตนเอง

จากนั้นจึงเรียกพนักงานร้านอาหารเช็กบิลและพาบิดาแยกจากน้องๆ เพื่อเดินทางกลับบ้านแพ้ว

หลังจากเว้นว่างการติดตามข้อมูลในวันที่สี่ ในวันที่ห้าวันนี้

เธอจึงกลับมาสะกดรอยเขาอีกครั้ง

แต่ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม หลังจากสอนหนังสือเสร็จเขาก็มักจะแวะดื่มกับเพื่อนๆ ไม่ซ้ำหน้า ประมาณเที่ยงไม่เกินตีหนึ่งก็จะขับรถกลับที่พักนับเป็นความรู้ใหม่ที่ค้นพบว่าเขาคือหนุ่มสังคมคนหนึ่ง เพราะเข้าใจผิดมาตลอดว่าเขามักจะหมกมุ่นอยู่กับการทำรายงานเพื่อจบปริญญาเอก

วันที่ห้า วันที่หก วันที่เจ็ด วันที่แปดและวันที่เก้าผ่านไป จวบจนกระทั่งถึงวันที่สิบ

วันนี้เธอขับรถตามเขามาจนถึงห้องพักแล้วเตรียมตัวจะวนรถกลับเหมือนทุกวัน แต่อยู่ดีๆ รถของเธอก็เกิดดับขึ้นมาดื้อๆ สตาร์ทอย่างไรก็สตาร์ทไม่ติด

“เป็นอะไรของมันนะ” เธอเริ่มบ่นอย่างหงุดหงิดแล้วเปิดประตูลงมา ไปตามคนรักให้ช่วยมาดูรถให้

“ลิฟต์เสียค่ะพี่ เมื่อกี้ไฟมันดับลิฟต์มันก็เลยค้างเลยค่ะ” เจ้าหน้าที่ของหอพักบอกกับรนิดาที่กำลังจิ้มๆ ตรงปุ่มขึ้นลง

“ขอบคุณค่ะ” เธอรู้สึกว่าวันนี้เป็นวันซวยที่สุดในรอบปีของตัวเอง และจำใจต้องเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสี่ด้วยสองเท้า เพราะคนรักของเธอไม่ยอมรับโทรศัพท์อีกแล้วเธอเดินผ่านชั้นหนึ่ง ชั้นสองและขึ้นสู่ชั้นที่สามอย่างสบายๆ แต่ยังไม่ทันก้าวเท้าขยับต่อก็ได้ยินเสียงคุ้นเคยอันเคร่งเครียดของชายหนุ่มคนหนึ่งแว่วเข้าหู

“จะให้ผมทำยังไง ในเมื่อผมก็บอกจ๋าแต่แรกแล้วว่าเรื่องของเรามันเป็นไปไม่ได้ ผมมีผู้หญิงที่จะแต่งงานด้วยแล้ว”

“แต่อาจารย์บอกว่าอาจารย์รักจ๋านี่คะ ส่วนอาจารย์หงส์เป็นแค่ความรับผิดชอบที่อาจารย์จำใจ”

“ถึงยังไงผมก็เลือกแต่งงานกับหงส์มากกว่าจ๋า เราจบกันแค่นี้เถอะ”

“ทำไมอาจารย์มาตัดรอนจ๋าแบบนี้ล่ะคะ แล้วอนาคตของจ๋าล่ะ”

“ผมจะส่งเสียเลี้ยงดูจ๋าเองจนกว่าจะเรียนจบตกลงไหม”

“ไม่ตกลงค่ะ อาจารย์จะให้จ๋าแบกท้องเรียนหนังสือไปด้วยเหรอคะ”

“ก็ผมบอกว่าให้จ๋าไปเอาออกแล้วไง ถ้าจ๋าไม่อยากเอาออกก็พักการเรียนไปคลอดลูกให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยกลับมาเรียนใหม่ ส่วนเรื่องลูกผมจะรับผิดชอบเองก็ได้”

“อาจารย์ยอมรับลูกของเราแล้วเหรอคะ”

“ก็ไม่ได้อยากจะยอมรับหรอกนะ แต่ในเมื่อจ๋าค้านหัวชนฝาว่าจะไม่ทำแท้ง ผมก็ต้องหาทางออกอื่นมาทดแทน”

“อาจารย์จะทำอะไรกับลูกของเราคะ”

“เรื่องนั้นจ๋าไม่ต้องรู้หรอก แต่ผมรับรองว่าเขาจะถูกเลี้ยงดูอย่างดี ขอเพียงแค่จ๋าอย่ามายุ่งกับผมอีกก็พอ”

“ไม่! จ๋าไม่ยอม จ๋าต้องได้เป็นเมียของอาจารย์อย่างถูกต้องเท่านั้นจ๋าถึงจะยอม”

“จะตะโกนทำไมล่ะ”

“ก็ตะโกนให้ทุกคนในที่นี่ได้รู้ไปเลยไงคะว่าจ๋าเป็นเมียของ

อาจารย์และเรากำลังจะมีลูกด้วยกัน” ธนายุทธกระชากแขนเรียวแล้วตะคอกเสียงเครียดลอดไรฟัน ดึงเธอไปที่ห้องพัก “ไปคุยกันที่ห้อง”

“ไหนๆ ก็คุยมาตั้งเยอะแล้วก็คุยให้มันจบตรงนี้ไปเลยดีกว่า”

เสียงที่สามที่แทรกขึ้นมาทำให้สันหลังของธนายุทธเย็นวาบ เขาหันกลับไปมองด้วยลักษณะที่เรียกได้ว่าศีรษะแทบเคล็ด เบิกตาโตเต็มขนาดด้วยความตกใจ

“หงส์!

“อาจารย์หงส์!

“ฉันขอยกเลิกงานแต่งงาน นายกับฉันขาดกันตั้งแต่วันนี้” เธอไม่สนอาการไก่ตื่นของหญิงร้ายชายเลวคู่นี้ พูดจบก็สะบัดหน้าเดินจากไปโดยไม่ยอมให้น้ำตาที่แทบจะทะลักออกจากดวงตาไหลออกมาให้คนทั้งคู่ได้เห็น

“หงส์ฟังติ๊กก่อน ติ๊กอธิบายได้นะ”

“หยุดอยู่แค่นั้นเลยนะ! อย่าให้ฉันต้องเกลียดนายมากไปกว่านี้เลย” เธอตะคอกเสียงเครียดโดยไม่หันไปมองทางด้านหลังเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังวิ่งตามลงมา “ไม่ต้องอธิบายอะไรให้ฉันฟังทั้งนั้น นายไปจัดการชีวิตอันบัดซบของนายให้ได้ก่อนที่เรื่องมันจะไปถึงหูของอธิการบดีเถอะ ฉันไม่อยากให้นายต้องตกงาน เดี๋ยวจะไม่มีปัญญาเลี้ยงดูลูกที่กำลังจะลืมตามาดูโลก”

“แต่คุณกำลังเข้าใจติ๊กผิดนะ เด็กในท้องของจ๋าไม่ใช่ลูกของผม ผมแค่สงสารก็เลยอยากจะรับอุปถัมภ์เอาไว้ก็เท่านั้นเอง ไม่เชื่อคุณก็ถามจ๋าเขาดูสิ” ธนายุทธคลี่ยิ้มยินดีเมื่อเห็นคนรักยอมหันกลับมามอง เขากางแขนออกเมื่อเธอก้าวขึ้นบันไดมาหาเพราะคิดว่าเธอหลงเชื่อคำพูดของตนจึงน้ำตาริน

ฉาด! ฉาด!

แต่เขาคิดผิดถนัด ร่างสูงใหญ่ของเขาถึงกับเซตามแรงมือของเธอ ได้ลิ้มลองรสเลือดเค็มๆ ที่อยู่ในปาก

“ไอ้หน้าตัวเมีย” เธอแค่นเสียงลอดไรฟันทั้งน้ำตา  “ ฉันมัน

โง่ที่ไปรักผู้ชายหน้าตัวเมียอย่างนาย แต่ก็ยังโชคดีที่ได้รู้ความจริงก่อนจะถึงวันแต่งงาน”

ธนายุทธโกรธที่ถูกหญิงสาวที่กำลังจะแต่งงานด้วยตราหน้าว่าเป็นหน้าตัวเมีย แต่เขาก็พยายามข่มอารมณ์ไว้จนถึงที่สุด เพราะถึงอย่างไรเขาก็รักเธอมากที่สุด ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ตัดสินใจเลือกเธอเป็นภรรยาแน่นอน

“ติ๊กไม่ยกเลิก ต่อให้หงส์เกลียดโกรธติ๊กแค่ไหนติ๊กก็จะแต่งงานกับหงส์ เพราะติ๊กรักหงส์”

“ความรักของนายมันไม่ทำให้ผู้หญิงอย่างฉันปลื้มจนตาบอดหรอกนะ ต่อให้นายรักฉันจนตายแทนฉันได้ ฉันก็รับการกระทำที่เรียกว่านอกใจของนายไม่ได้หรอก”ใจของเธอเจ็บปวดกับคำว่ารักของเขาเหลือเกินในตอนนี้ มันไม่ได้ทำให้หัวใจพองโตเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว

“ติ๊กสัญญาว่าติ๊กจะเลิกกับผู้หญิงทุกคนถ้าหงส์ให้โอกาสติ๊ก”

ใจเธอเจ็บปวดซ้ำสองกับคำขอร้องของเขา เพราะมันทำให้เธอเข้าใจได้ทันทีว่านอกจากนักศึกษาคนนี้แล้วเขายังมีผู้หญิงอื่นอีก

“โอกาสของนายหมดตั้งแต่สิบนาทีที่ผ่านมาแล้ว”

“โธ่หงส์ ขอโอกาสผมสักครั้งนะครับ” ธนายุทธยังมั่นใจว่าเธอทำไปทั้งหมดเพราะความโกรธ ถ้าเขาง้อหนักๆ เข้าเดี๋ยวเธอก็ต้องใจอ่อน

“ฉันให้โอกาสนายได้ทุกเรื่องยกเว้นเรื่องที่นายนอกใจฉัน จำคำพูดของฉันใส่สมองของนายไว้ด้วย” แล้วเธอก็หมุนตัวเดินจากไปทันที ไม่สนใจอดีตคนรักที่เดินตามหลังมาเงียบๆ

เมื่อเดินมาถึงรถก็เปิดประตูขึ้นไปลองสตาร์ทดูอีกครั้ง   เมื่อมันยังมีอาการเหมือนเดิมจึงหยิบกระเป๋าสะพายลงจากรถ

“ให้ผมไปส่งนะหงส์” ธนายุทธจับมือของคนรักไว้ก่อนที่เธอจะเดินไป

“ไม่ต้องยุ่ง”

“หงส์” เขาไม่เลิกตามตื๊อถึงแม้จะโดนเธอตะโกนใส่หน้า

“ไสหัวไปซะ เราจบกัน” เธอโบกมือเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่เหลืออยู่เพียงคันเดียว ก้าวขึ้นนั่งแล้วบอกสถานที่  “พี่ไปหน้าโรงเรียนนายร้อยค่ะ”

“ผมไม่ยอมจบเพียงแค่นี้หรอกนะหงส์ ผมจะไม่ยกเลิกงานแต่งงานของเราเด็ดขาด”

ธนายุทธบอกกับหญิงสาวที่ซ้อนอยู่ท้ายรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

“ให้ฉันตายซะยังดีกว่าถ้าต้องแต่งงานกับนายรีบไปเลยค่ะพี่” เธอไม่อยากจะฟังไม่อยากได้ยินคำพูดของเขาอีกจึงเร่งเร้าคนขี่มอเตอร์ไซค์ให้รีบไป

ชายหนุ่มมองตามด้านหลังของเรือนร่างระหงที่ห่างออกไปทุกทีๆ แล้วหมุนตัวเดินกลับเข้าที่พักเพื่อตั้งหลัก

เอี๊ยดดด..ดด..ดด.... 

ธนายุทธหันไปมองตามเสียงรถเบรกที่ดังสนั่นหวั่นไหว และหัวใจแทบจะหลุดลอยไปจากหัวอก                

โครมมมม...มม..!!!

เมื่อเห็นรถสิบล้อบรรทุกดินคันหนึ่งชนรถมอเตอร์ไซค์คันที่คนรักของตนนั่งซ้อนไปกับตา ทั้งรถและคนกระเด็นลอยไปคนละทิศละทางก่อนจะกระแทกตกลงบนพื้นแล้วกลิ้งตกไปข้างทางอีก

“หงส์!!!” สองขายาวแกร่งแบบนักกีฬาออกวิ่งพร้อมกับเสียงเรียกอันตื่นตระหนกสุดเสียง

 

โรงพยาบาล

“ลูกสาวผมปลอดภัยแล้วใช่ไหมครับคุณหมอ” ไช่ถินถามอาการของลูกสาวคนโตจากนายแพทย์ที่เดินออกมาจากห้องไอซียูด้วยความร้อนใจ

“คนเจ็บอาการโคม่านะครับคุณพ่อ ทางที่ดีญาติๆ ควรทำใจ

ไว้ด้วยนะครับ” นายแพทย์สูงวัยบอกกับครอบครัวของลูกศิษย์

“อาการหนักขนาดนั้นเลยเหรอคะอาจารย์” อารียาถามเสียงสั่น พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่หลั่งน้ำตาออกมาให้คนในครอบครัวใจเสียมากไปกว่านี้

“อาการของพี่สาวเธอคงต้องพึ่งปาฏิหาริย์เท่านั้นถึงจะฟื้นขึ้นมาได้ ถึงแม้ว่าหมอจะช่วยสุดความสามารถแล้วก็ตาม”

บิดาผู้รักลูกสาวสุดหัวใจร่างสั่นเทา ถ้าไม่มีธนายุทธกับลูกชายคนโตประคองไว้ร่างสูงใหญ่ของเขาคงลงไปนั่งกองอยู่บนพื้นแล้ว

“ลูกสาวของผมต้องปลอดภัย เธอกำลังจะแต่งงาน เธอกำลังมีความสุขมากๆ เธอจะยอมทิ้งความสุขไปแบบนี้ได้อย่างไร”

“หมอไม่อยากให้ความหวังแบบลมๆ แลงๆ นะครับคุณพ่อ” หมอใหญ่มองดูบิดาของลูกศิษย์ด้วยความเห็นใจอย่างที่สุด แต่เขาก็ช่วยสุดความสามารถแล้วจริงๆ “คนเจ็บโดนชนอย่างแรงจนภายในบอบช้ำเกือบทั้งหมด แล้วยังตกลงไปในร่องน้ำข้างทางอีก ตอนนี้ระบบหายใจของเธอทำงานได้แค่ห้าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นนะครับ ถ้าเราถอดเครื่องช่วยหายใจออก”

“อย่าถอดนะครับคุณหมอ ได้โปรดช่วยให้ลูกของผมได้หายใจต่อไปนะครับ ผมเชื่อว่าเธอต้องฟื้น เธอจะไม่ทิ้งผมไปแบบนี้เด็ดขาด เธอต้องกลับมาหาพ่อที่รักเธอมากที่สุดคนนี้ ได้โปรดนะครับคุณหมอ ผมขอร้อง” บิดาในวัยหกสิบสองปีค่อยๆ คุกเข่าลงบน

พื้นเพื่อขอร้องอาจารย์หมอของลูกสาว

“เราจะย้ายคนเจ็บได้ไหมคะอาจารย์” อารียาถามอาจารย์ของตน เพราะอยากให้พี่สาวไปอยู่ที่โรงพยาบาลที่ตัวเองทำงานอยู่ จะได้มีเวลาดูแลได้เต็มที่กว่านี้

“เธอไม่เชื่อใจอาจารย์ของเธอเหรออารียา”

“ไม่ใช่ค่ะอาจารย์ หนูแค่อยากดูแลพี่สาวอย่างใกล้ชิดเท่านั้น”

“ถ้าอยู่ที่นี่พี่เธออาจจะอยู่ได้อีกสามวัน แต่ถ้าย้ายไปอาจจะอยู่ได้แค่วันเดียว เธอเลือกเอาก็แล้วกันว่าต้องการแบบไหน” อาจารย์หมอผู้ผ่านชีวิตมามากและเห็นการสูญเสียมาเกือบทุกรูปแบบบอกกับลูกศิษย์คนโปรด จากนั้นจึงเอื้อมมือไปตบบ่าบอบบางคล้ายปลอบใจ “อาจารย์จะดูแลพี่สาวของเธออย่างดี ถ้าเธอเชื่อใจอาจารย์ก็ไม่ต้องย้ายพี่เธอไปหรอก”

“ขอบคุณค่ะอาจารย์” อารียายกมือไหว้อย่างนอบน้อม  ในฐานะหมอคนหนึ่งเธอเข้าใจความหมายของคำพูดท่านดีว่าไม่ได้หมายถึงพี่สาวของตนจะปลอดภัย แต่ท่านจะช่วยดูแลจนสุดความสามารถต่างหาก

“วันนี้เธอพาครอบครัวกลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ ปล่อยเรื่องทางนี้ให้เป็นหน้าที่ของหมอดีกว่า เชื่อใจหมอนะครับคุณพ่อ คุณพ่อกลับไปพักผ่อนก่อนนะครับ” บอกกับลูกศิษย์แล้วบอกกับบิดาของเธอพร้อมกับค่อยๆ ดึงให้ลุกขึ้น

“พ่อไม่กลับ พ่อจะอยู่เฝ้าหงส์เขาจนกว่าเขาจะฟื้น”

“กลับบ้านกันเถอะเฮีย พรุ่งนี้เราค่อยมาเยี่ยมลูกกันใหม่นะ”

เมตตาบอกกับสามีด้วยเสียงสั่นเครือ เจ็บปวดใจที่ลูกสาวอยู่ในอาการโคม่าไม่พอ ยังต้องมาเจ็บปวดใจกับอาการหัวใจสลายของสามีอีกคน

“แล้วถ้าลูกฟื้นขึ้นมาคืนนี้ล่ะ ลูกอาจจะกลัวที่ไม่เห็นใครอยู่เป็นเพื่อนนะตา”

“ผมจะอยู่เป็นเพื่อนหงส์เองครับเตี่ย” ธนายุทธรับอาสาเพื่อให้บิดาของคนรักกลับบ้านไปพักผ่อน

“เตี่ยกลับไปพักผ่อนแล้วค่อยมาพรุ่งนี้เถอะจ้ะ คืนนี้นกจะอยู่กับติ๊กเอง ถ้าพี่หงส์ฟื้นนกจะรีบโทรไปบอกเตี่ยทันทีเลยดีไหมจ๊ะ” อารียาถือโอกาสนี้อยู่ด้วยอีกคนเพราะมีเรื่องข้องใจที่ต้องการคุยกับธนายุทธให้ได้

“กลับเถอะเตี่ย ถ้าเตี่ยไม่กลับแม่ก็คงไม่กลับเหมือนกัน” ลูกชายคนโตที่เป็นห่วงน้องสาวไม่ต่างจากบุพการีทั้งสองเอ่ยขึ้น “เราอยู่ก็ช่วยอะไรคุณหมอเขาไม่ได้หรอก พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่นะเตี่ยนะ”

ลูกสาวอีกสี่คนต่างก็ช่วยกันเกลี้ยกล่อมบิดาคนละประโยคสองประโยคจนเป็นผลสำเร็จ และเดินทางกลับไปพร้อมกันยกเว้นอารียา

เมื่อทุกคนกลับกันไปหมดแล้วอารียาจึงเรียกคนรักของพี่สาวออกไปที่สวนหย่อมของโรงพยาบาล เธอมองเขาด้วยสายตาคลางแคลงใจอย่างเปิดเผย

“ตอนนี้ทุกคนไม่อยู่แล้ว บอกฉันมาตรงๆ ดีกว่าว่าเกิดอะไร

ขึ้นระหว่างนายกับพี่หงส์ก่อนจะเกิดเรื่อง”

“ฉันไม่เข้าใจคำถามของเธอ”

“อย่ามาไขสือนะติ๊ก ฉันเคยเห็นกับตาว่านายนอกใจพี่สาวฉัน”

“เธอเป็นคนบอกหงส์เหรอ”

“ใช่ฉันบอกพี่หงส์เอง ทำไม ฉันบอกพี่หงส์ไม่ได้เหรอ”

“เธอบอกเขาทำไม แล้วมันมีอะไรดีขึ้นมาไหม หรือว่าเธอพอใจที่เห็นพี่สาวเธอเป็นแบบนี้” เขาระเบิดอารมณ์ใส่เพื่อนเรียนร่วมรุ่นอย่างเดือดดาล“ถ้าเธอไม่บอกหงส์เขาก็คงไม่สะกดรอยตามฉัน และมันคงไม่เป็นแบบนี้”

ฉาด!

“นายยังมีหน้ามาโทษฉันอีกเหรอติ๊ก ถ้านายไม่นอกใจพี่หงส์ เรื่องพวกนี้มันจะเกิดขึ้นไหม” เธอตบเขาสุดแรงแล้วต่อว่าด้วยความโมโห “ที่ฉันถามนายก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะโทษนายที่พี่หงส์ต้องกลายเป็นแบบนี้ฉันแค่อยากรู้ว่านายทะเลาะกับพี่สาวฉันหรือเปล่าเท่านั้น ทะเลาะอะไรกันทำไมพี่หงส์ถึงได้นั่งมอเตอร์ไซค์วินแทนที่จะขับรถของตัวเอง ฉันถามนายไม่ได้เหรอติ๊ก”

“เราไม่ได้ทะเลาะกัน หงส์เขามาหาฉันพอจะกลับรถก็สตาร์ทไม่ติด ฉันจะไปส่งเขาก็ไม่ให้ไปส่ง บอกว่าจะกลับเอง แล้วก็เป็นอย่างที่เห็นนั่นแหละ” ธนายุทธไม่กล้าบอกความจริงเพราะกลัวจะถูกกีดกันจากครอบครัวของคนรัก

แต่อารียาไม่เชื่อคำพูดของอีกฝ่ายสนิทใจนัก เพราะเธอได้โทรคุยเรื่องนี้กับพี่สาวทุกวัน และรู้ความเคลื่อนไหวของเขามากพอ

ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

“ฉันไม่เชื่อคำพูดของนายแต่ฉันก็ไม่คาดคั้นเอาความจริงจากนายเหมือนกัน แต่พี่หงส์เป็นคนจำฝังใจ ถ้านายรู้ตัวว่าทำผิดต่อเขาก็อย่ามาวนเวียนอยู่รอบๆ ตัวเขาเลยนะ บางทีที่พี่หงส์เขาไม่ยอมฟื้นขึ้นมาอาจเป็นเพราะว่าเขาไม่อยากเจอหน้านายก็ได้” พูดจบเธอก็เดินจากไปทันที

ธนายุทธทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หินอ่อนอย่างอ่อนแรง แผ่นหลังที่เคยยืดตรงงองุ้มลงไปอย่างหมดอาลัยตายอยาก แล้วปล่อยให้น้ำตาแห่งความเสียใจร่วงรินออกมาเงียบๆ คนเดียว

 

“หมดเวลาเยี่ยมแล้วค่ะคุณพ่อ”

“ครับคุณพยาบาล” ไช่ถินตอบรับคำพูดของพยาบาลเบาๆ ยกมือไหว้พระพุทธรูปที่เอามาตั้งไว้ตรงข้างเตียงของลูกสาว ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองลูกสาวของผมด้วยนะครับ แล้วกระซิบบอกที่ข้างหูของเธอเบาๆ ว่า “หงส์พ่อมารอรับลูกกลับบ้านทุกวันเลยนะ ลูกรีบตื่นมานะลูก” หลังจากนั้นจึงเดินออกไป

“สวัสดีคุณพ่อ” อาจารย์หมอกล่าวทักทายคุณพ่อของลูกศิษย์เมื่อเจอกันที่หน้าห้องไอซียูก่อนจะเดินไปตรวจอาการคนเจ็บด้านใน

“คุณหมอครับลูกสาวของผมดีขึ้นบ้างไหมครับ” สามวันแล้วที่ไช่ถินตั้งคำถามเดิมๆ กับอาจารย์หมอที่เป็นเจ้าของไข้

“หมอบอกคุณพ่อแล้วนะว่าให้ทำใจ”     อาจารย์หมอยังย้ำ

คำตอบเดิมด้วยท่าทางปลอบประโลมแบบเดิมๆ

“ผมหวังว่าอย่างน้อยสักหนึ่งเปอร์เซ็นต์ก็ยังดีครับคุณหมอ”

“ตอนนี้ยังไม่มีอาการที่ส่อแววไปในทางที่ดีขึ้นนะคุณพ่อ” เขาเก็บคำพูดที่อยากจะบอกว่าคนเจ็บอาการทรุดลงอีกเล็กน้อยเอาไว้แค่ในใจ“คุณพ่อมาเฝ้าอยู่หน้าห้องไอซียูแบบนี้ทั้งวันไม่มีประโยชน์หรอก กลับไปพักผ่อนซะ เมื่อมีอาการคืบหน้าหมอจะรีบแจ้งให้ทราบทันที”

“ลูกสาวยังอยู่ในนั้นทั้งคนผมพักไม่ได้หรอกครับหมอ” ถึงแม้จะมีเวลาที่ทางโรงพยาบาลให้เข้าไปเยี่ยมได้ไม่นานนัก เขาก็พอใจที่จะปักหลักอยู่หน้าห้องไอซียูแบบนี้เป็นเพื่อนของลูกสาว

“ถ้าอย่างนั้นคุณพ่อควรทานอาหารให้เป็นเวลานะ อย่าให้อารียาเขามาต่อว่าผมว่าไม่ช่วยดูแลพ่อเขาเลยนะ”

“ครับคุณหมอ”

“แต่พยาบาลบอกหมอว่าตั้งแต่ที่คุณพ่อมาเฝ้าลูกสาวอยู่ที่หน้าห้องนี้สามวัน พวกเธอไม่เห็นคุณพ่อไปไหนเลยนอกจากเข้าห้องน้ำ...  อย่าห่วงแต่ลูกจนลืมดูแลตัวเองสิคุณพ่อ คุณพ่ออายุมากแล้วนะ ถ้าไม่ดูแลสุขภาพให้ดีจะทรุดได้ง่ายๆ นะ ถ้าไม่คิดถึงตัวเองก็คิดถึงคนอื่นๆ ในครอบครัวบ้างว่าเขาเป็นห่วงคุณพ่อแค่ไหน” อาจารย์หมอให้สติอย่างใจเย็น

“ขอบคุณครับคุณหมอที่ให้สติผม ผมจะลงไปหาข้าวกินแล้วขึ้นมาใหม่นะครับ แต่ถ้าช่วงนี้ลูกสาวผมเป็นอะไรขึ้นมาก็โทรเรียกผมนะครับ”

“ได้ครับ”อาจารย์หมอรับปากแล้วเดินจากไป

 

อาคารพักฟื้นผู้ป่วยชาย

“สวัสดีค่ะคุณประมวล ฉันแพทย์หญิงอารียาค่ะ” อารียากล่าวทักทายและแนะนำตัวกับคนขับรถมอเตอร์ไซค์วินที่ทำให้พี่สาวของตนประสบอุบัติเหตุ

“สวัสดีครับคุณหมอ” ประมวลไม่รู้เลยว่าหญิงสาวที่ทักทายตนนั้นไม่ใช่หมอประจำโรงพยาบาลแห่งนี้แล้วสูดปากด้วยความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่ศีรษะ

“ยังปวดที่ศีรษะอยู่เหรอคะ”เธอถามจากอาการที่เห็น

“ปวดมากเลยครับคุณหมอ ช่วยฉีดยาระงับปวดที่แรงกว่านี้ให้ผมได้ไหมครับ”

“มันจะค่อยๆ ดีขึ้นนะคะ อดทนนิดหนึ่ง” หญิงสาวทิ้งระยะการพูด ใช้สายตายากจะคาดเดามองคนเจ็บที่นอนอยู่บนเตียง
“คุณประมวลทราบไหมคะว่าผู้หญิงที่ซ้อนรถคุณประมวลอาการเธอหนักกว่าคุณมาก”

ใบหน้าที่ถูกความเจ็บปวดเล่นงานเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นยิ่งกว่าเดิม เม้มปากเข้าหากันอย่างลืมตัวขณะที่สายตาเหม่อลอยไปถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น

“คืนนั้นผมไม่น่ารับเธอเลยเพราะความจริงผมก็กำลังจะเลิกพอดี แต่ผมเห็นเธอกำลังทะเลาะกับแฟนของเธอ ผมกลัวว่าเขาจะทำร้ายเธอก็เลยเข้าไปรับเธอ ถ้ารู้ว่ารับแล้วเป็นแบบนี้ผมยอมให้เธอทะเลาะกับเขาต่อดีกว่า” ประมวลกล่าวอย่างรู้สึกผิด “แล้วตอนนี้อาการของน้องคนนั้นเป็นอย่างไรบ้างครับคุณหมอ”

“มีโอกาสรอดแค่ห้าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นค่ะ”

มือใหญ่กร้านดำที่มีบาดแผลถลอกอยู่หลายส่วนยกขึ้นจรดหน้าผาก

“ขอให้ปาฏิหาริย์มีจริง ขอให้อำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยปกป้องคุ้มครองให้เธอแคล้วคลาดปลอดภัยด้วยเถอะสาธุ”

“คุณบอกว่าเธอทะเลาะกับแฟนเหรอคะ” อารียาดึงกลับมาที่ประเด็นที่ทำให้เธอต้องมาเยี่ยมเขาด้วยฐานะที่กำกวม

“ครับคุณหมอ”

“บอกหมอได้ไหมคะว่าพวกเขาทะเลาะเรื่องอะไรกัน... ผู้หญิงคนนั้นคือพี่สาวของหมอเองค่ะ” เธอบอกความจริงเมื่อถูกมองด้วยสายตาสงสัย“ส่วนผู้ชายคนนั้นคือคนที่พี่สาวของหมอจะแต่งงานด้วยเร็วๆ นี้ แต่มันก็มาเกิดเรื่องซะก่อน”

“พวกเขาทะเลาะกันเรื่องแต่งงานนี่แหละครับ ผมได้ยินผู้ชายบอกว่าจะไม่ยกเลิกงานแต่งงานเด็ดขาด ผู้หญิงก็เลยบอกว่ายอมตายดีกว่าต้องแต่งงานกับเขาครับคุณหมอ”

จิตใจที่ห่อเหี่ยวไร้เรี่ยวแรงยิ่งกว่าเดิมหลังจากฟังคำบอกเล่าของบุรุษวัยกลางคน เพราะพี่สาวของตนไม่ได้บอบช้ำเพียงร่างกาย แต่จิตใจก็บอบช้ำอย่างหนักไม่ต่างกัน

“ได้ยินแค่นี้เหรอคะ”

“ก็ไม่มากไปกว่านี้เท่าไหร่หรอกครับ        แต่พวกเขาน่าจะ

ทะเลาะกันมาก่อน เพราะผมเห็นพวกเขาเดินออกมาจากตึกด้วยหน้าตาเคร่งเครียด แล้วผู้หญิงก็ขึ้นไปสตาร์ทรถแต่รถสตาร์ทไม่ติดก็เลยเดินมาเรียกรถผมให้ไปส่งที่หน้าโรงเรียนนายร้อยครับ”ประมวลมองคุณหมอสาวที่ดวงตาเริ่มแดงด้วยความปวดใจเพราะสงสาร “ผู้ชายคนนั้น..” 

“เขาทำไมเหรอคะ” เธอเห็นความลังเลในแววตาคู่นั้นของเขา จึงถามออกไปเพราะเขาทำท่าจะไม่ยอมพูดต่อ

“ผมเคยเห็นเขากับนักศึกษาคนหนึ่งอยู่บ่อยๆ เธอชอบมาหาเขาที่ตึก วันที่เขากับพี่สาวของคุณทะเลาะกันผู้หญิงคนนั้นก็มาหาเขานะ”

“แน่ใจเหรอคะ”

“แน่ใจครับ เพราะเธอลงรถตรงหน้าวินผมพอดี” ถึงแม้จะเจ็บปวดศีรษะอย่างมากแต่เขาก็อดทนเล่าให้อีกฝ่ายฟังอย่างเต็มใจเพื่อลบล้างความรู้สึกผิดออกไปบ้าง “บางทีที่พี่สาวคุณบอกยกเลิกงานแต่งงานอาจจะเป็นเพราะเรื่องนี้ก็ได้นะครับ”

 

ไช่ถินค่อยๆ เดินโซเซห่างออกไปจากห้องผู้ป่วยรวมที่มีลูกสาวคนที่สองอยู่ในนั้น มันเป็นความบังเอิญที่ประจวบเหมาะ จึงทำให้เขาได้รับรู้ความเลวของชายหนุ่มที่จะมาเป็นลูกเขยอย่างไม่คิดไม่ฝัน

กูจะฆ่ามึงไอ้ติ๊ก! ไอ้ระยำ!  มึงกับกูคงอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้

แล้ว มึงต้องชดใช้ที่ทำให้ลูกสาวของกูเป็นแบบนี้ เขาพร่ำด่าอีกฝ่าย

ในใจด้วยความเคียดแค้นจนเดินมาถึงรถ ไม่สนใจกับอาการเจ็บปวดที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตรงหัวใจสักนิดเพราะคิดแต่เรื่องจะไปพบกับธนายุทธให้เร็วที่สุด

เขาเปิดประตูรถเข้าไปนั่งประจำที่คนขับ แต่ขณะที่กำลังเสียบกุญแจรถอยู่นั้นหัวใจของเขาก็เจ็บแปลบจนสุดจะทน จนต้องเอนหลังกับเบาะแล้วกดที่หน้าอกด้านซ้ายไว้แน่น แต่อาการปวดกลับทวีความรุนแรงมากขึ้นจนเหงื่อผุดขึ้นเต็มตัว

ปวดจนเริ่มหายใจขัด ไม่มีแรงแม้แต่หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ลมหายใจเริ่มติดขัดมากขึ้นจนกลายเป็นหายใจไม่ออก ดวงตาเหลือกโตด้วยความทรมาน ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะเกร็งขึ้นเพื่อหาอากาศเฮือกสุดท้าย

และทุกอย่างก็ดับวูบลงไป

 

“อาจารย์เสียใจด้วยนะอารียา ตอนที่เราพบพ่อเธอพ่อเธอหัวใจหยุดเต้นแล้ว อาจารย์ได้ทำการปั๊มหัวใจและให้ยากระตุ้นหัวใจกับพ่อเธอแต่พ่อเธอก็ไม่ตอบสนองเลย”

อารียาทรุดลงไปกองกับพื้น กอดมารดาที่ร้องไห้ปริ่มใจจะขาดเอาไว้ทั้งน้ำตา ใครเลยจะคิดว่าเรื่องร้ายๆ แบบนี้จะเกิดขึ้นในครอบครัวของตนเกือบจะพร้อมๆ กัน และตอนนี้เธอก็สูญเสียบิดาไปแล้วหนึ่งคน

บิดาของเธอนั้นถูกพบศพโดยเจ้าหน้าที่ของหน่วยรักษาความปลอดภัยที่ได้รับแจ้งจากรถคันข้างๆ ว่าเห็นมีคนนอนหลับอยู่

บนรถตั้งแต่ตอนที่เอารถมาจอดจนกระทั่งจะกลับก็ยังเห็นนอนอยู่ เจ้าหน้าที่คนนั้นจึงไปเคาะเรียกแต่ก็ไร้การตอบรับ จึงโทรประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ จนสามารถเปิดรถได้ และพบว่าไม่หายใจแล้ว

“เรากลับบ้านกันก่อนนะแม่นะ ส่วนเรื่องทางนี้ปล่อยให้นกมันจัดการไปนะแม่นะ” ลูกชายคนโตของตระกูลปลอบใจมารดา พยายามกลั้นน้ำตาไม่แสดงความอ่อนแอออกมาให้ท่านได้เห็น

“แม่จะอยู่ที่นี่ แม่จะอยู่เป็นเพื่อนเตี่ยเขา แม่จะกลับบ้านพร้อมกับเตี่ยเขาลูก” เมตตาสะอื้นไห้ไม่หยุด

“แม่จ๋าอย่าร้องไห้สิจ๊ะ แม่ต้องเข้มแข็งไว้นะ แม่ยังมีพวกเราอีกห้าคนนะจ๊ะ” ลูกสาวคนสุดท้องร้องไห้ไปพูดไป กลัวเหลือเกินว่ามารดาจะตรอมใจจนจากไปอีกคน

“กลับบ้านก่อนนะแม่ ถึงอย่างไรเตี่ยก็จากพวกเราไปแล้ว เราควรกลับไปปรึกษากันว่าจะส่งเตี่ยครั้งสุดท้ายอย่างไรดีกว่านะแม่นะ” ในบรรดาพี่น้องห้าคนที่อยู่ในนี้ อารียาคือคนที่ตั้งสติได้ดีกว่าใครเพื่อน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะอาชีพหมอของเธอ และด้วยอาชีพหมอนี่เอง เธอจึงมีแผนที่จะส่งเตี่ยจากไปอย่างมีความสุขเอาไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว

Vote
ให้คะแนนตอนนี้

Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.

ส่งคะแนน

ตอนที่ 2 : 2View : 6099 , Rating : 98% / 9 vote(s)

1 พ.ย. 58

0 ความคิดเห็น


พิมพ์เลขที่เห็น