สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

เรื่องจริงทะลุโลก (Extension)

ตอนที่ 474 : 10 เรื่องของสัตว์ลึกลับที่หลายคนอาจไม่รู้


     อัพเดท 31 ต.ค. 55
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/ความรู้รอบตัว
Tags: ความรู้, เรื่องจริง, ลึกลับ, สยองขวัญ, เกม, การ์ตูน, เรื่องแปลก
ผู้แต่ง : Cammy ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Cammy Email : navaporn13(แอท)yahoo.co.th
My.iD: http://my.dek-d.com/cammy
< Review/Vote > Rating : 94% [ 325 mem(s) ]
This month views : 7,040 Overall : 1,573,330
20,792 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 4311 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
เรื่องจริงทะลุโลก (Extension) ตอนที่ 474 : 10 เรื่องของสัตว์ลึกลับที่หลายคนอาจไม่รู้ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 12458 , โพส : 29 , Rating : 22 / 5 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


 

Cryptids เป็นสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ยังไม่ได้เป็นที่รู้จัก หรือไม่เป็นที่ยอมรับจากชุมชนทางวิทยาศาสตร์ สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีอยู่ทั่วโลก ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือเยติ, เนสซี อย่างไรก็ตามหลายคนเชื่อว่าบนโลกยังมีสัตว์ที่ยังไม่ได้ระบุสายพันธ์อยู่ที่ห่างไกลของโลก สถานที่ไม่เคยมีใครสำรวจมากก่อน เป็นต้นว่าแอนตาร์กติกา แคนาดา รัสเซีย เวียดนาม และคองโก ซึ่งต่อไปนี่คือรายงานบางส่วนที่น่าสนใจเกี่ยวกับสัตว์ลึกลับขนาดใหญ่ที่ปรากฏตัวให้หลายคนได้เห็น และยังเป็นที่ท้าทายต่อนักวิทยาศาสตร์จนถึงปัจจุบัน ว่ามันมีจริงหรือ?

 

10. Gigantopithecus


            ไจแกนโทพิเธคัส เป็นลิงเอปไร้หางขนาดใหญ่ซึ่งเป็นประเภทลิงที่สูญพันธ์ไปเมื่อ 100,000 ปีที่ผ่านมา (แต่พึ่งถูกพบซากเร็วๆ นี้) ซากดึกดำบรรพ์ของมันถูกพบในอินเดียและเวียดนาม สายพันธุ์ของมันอาศัยอยู่ที่เดียวกับพวก
โฮมินิดอื่นๆ แต่ไจแกนโทพิเธอคัสมีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งจากการตรวจสอบฟอสศิสพบว่ามันมีขนาดใหญ่ถึง 3 เมตร (9.8 ฟุต) และน้ำหนักถึง 540 กิโลกรัม (1200 ปอนด์)

ไจแกนโทพิเธคัสถูกค้นพบโดยบังเอิญครั้งแรก ในปี 1935 โดยนักบรรพชีวินชาวเยอรมัน ชื่อ ราล์ฟ ฟอน เคอนิกสวาลด์ เมื่อเขาพบคอลเลกชันของกระดูกและฟะนในร้านเภสัชกรในประเทศจีนที่นำมาบดทำเป็นยาแผนโบราณ ซึ่งมันถูกเรียกกระดูกมังกร พบมากในทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเอเชีย ต่อมาในปี 1955 กระดูกมังกรถูกพบกว่า 47 ชุดในการจัดส่งของในจีน ในปี 1958 มีการค้นพบกระดูกขากรรไกรด้วย ฃและอื่นๆ ตามถ้ำหลายแห่ง ในตอนกลาง และตอนใต้ของประเทศจีน ได้พบฟันของไจแกนโทพิเทคัส มากกว่า 1300 ซี่ ทำให้เชื่อว่าสถานที่พบเคยเป็นแหล่งอาศัยของไจแกนโทพิ

                ขากรรไกรของไจแกนโทพิเธอคัสเทอะทะมีฟันเคี้ยวขนาดใหญ่มาก ฟันกรามจะแบนและการจัดเรียงแสดงความสามารถในการบด อีกทั้งฟันจำนวนมากผุซึ่งมีความคล้ายครึงกับหมีแพนด้ายักษ์ ซึ่งเชื่อว่าอาหารพวกมันคือไม้ไผ่ หากแต่จากการตรวจสอบจากรอยขีดข่วนของฟันจากกล้องจุลทรรศน์พบพืชยังคงฝังอยู่ที่ฟัน เชื่อว่าสิ่งมีชีวิตนั้นกินเมล็ดพืช ผัก ผลไม้และไม้ไผ่เป็นอาหาร

การค้นพบไจแกนโทพิเธอคัสได้ก่อให้เกิดทฤษฏี cryptozoologists ที่ว่ามันคือตัวจริงของเยติและบิ๊กฟุต ซึ่งเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตดังกล่าวได้อพยพข้ามทะเลไปสู่ทวีปอเมริกาเหนือ ในต้นศตวรรษที่ 20 ใครๆ ก็คิดว่าเจ้าลิงดังกล่าวคือบรรพบุรุษของมนุษย์เพราะหลักฐานฟันกลามมีลักษณะใกล้เคียงกับของมนุษย์ หลายคนยังเชื่อว่าไจแกนโทพิเธอคัสยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน  อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่จะค่อนข้างแน่ใจว่าไจแกนโทพิเธคัสตายและสูญพันธุ์ไปนานแล้ว

 

9. Pteranodon Photo


               เทอราโนดอน เป็นไดโนเสาร์อีกชนิดหนึ่งที่มีหงอนแข็งที่หัว ขนาดของปีกกว้างมาก วัด ตามยาวได้ถึง 6 เมตร อาศัยอยู่ตามหน้าผาสูง มีน้ำหนักตัวประมาณ 17 กิโลกรัม เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่บินได้ ซึ่งโครงสร้างโดยทั่วไปมีลักษระค่อนไปทางไดโนเสาร์มากกว่านกและสูญพันธ์ไปนานแล้ว มันอาศันอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือโดยเฉพาะ
รัฐแคนซัส, รัฐแอละแบมา, เนแบรสกา, รัฐไวโอมิงและรัฐเซาท์ดาโคตา อย่างไรก็ตามในช่วง 200 ปีที่ผ่านมาคนพื้นเมืองได้อ้างว่าพวกเขาได้พบสิ่งมีชีวิตที่คล้ายเทอราโนดอน ซึ่งคล้ายกับนกในตำนานพื้นบ้านอเมริกัน ซึ่งเรียกว่า ธันเดอร์เบิร์ด และพบเห็นรอยเท้าขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าเป็นของนกดังกล่าว

ในวันที่ 25 กรกฏาคม 1977 กลุ่มเด็กสามคนจากแมนฮัตตัน ฮิลลินอยด์ได้อ้างว่าถูกนกยักษ์สองตัวไล่ล่า ซ้ำยังคว้าเด็กสิบขวดชื่อมาร์ลอน โล มันบีบบนไหล่ของเด็กด้วยกรงเล็บของมันและยกเขาขึ้นจากพื้นดิน ก่อนที่จะล่อนบนฟ้าไประยะหนึ่งไปก่อนที่จะปล่อยเขาลงมา

ความลึกลับของธันเดอร์เบิร์ดยังคงเป็น  cryptozoologists ยังคงเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้ สิ่งมีชิวตดดังกล่าวที่รูปร่างเหมือนจิ้งจกซึ่งคล้ายกับนิคโธซอรัส (สัตว์เลื้อยคลานบินได้) อย่างไรก็ตามในปี 1950 ได้มีภาพถ่ายประหลาดที่ถูกตีพิมพ์ใน “เชื่อหรือไม่” ของอเมริกา ที่เป็นภาพถ่ายของกลุ่มทหารในยุคสงครามกลางเมืองอเมริกายินอยู่เหนือซากนกขนาดยักษ์ ที่รูปร่างคล้ายคลึงกับเทอราโนดอน โดยอ้างว่านกดังกล่าวถูกยิงโดยทหารในช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกันในปี 1864 ใกล้เมืองวิกส์บูร์ก, มิซซิสซิปปี้ ซึ่งพาดหัวอ้างสิ่งมีชีวิตนี้ว่า “นกที่ไม่มีใครรู้จักหรือสัตว์ประหลาด?


           นอกเหนือจากภาพข้างบน ยังมีภาพที่สองด้านล่าง ซึ่งต่อมาภาพทั้งสองเป็นที่นิยมนำมาโพสในอินเตอร์เน็ต เชื่อว่าภาพทั้งสองเป็นฉากเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่าเป็นภาพปลอม เพราะภาพแสดงให้เห็นตำแหน่งทหารยืนอยู่เหนือซากแตกต่างกัน (โดยเฉพาะขาทหารที่ยืนอยู่ที่ปากนก) การแต่งตัวซึ่งดูแล้วผิดหลักธรรมชาติ
อย่างไรก็ตามภาพปลอมทั้งสองภาพยังคงเป็นภาพที่ได้รับความนิยมในหมู่คนชอบสัตว์ลึกลับจนถึงปัจจุบัน


                8. Pennsylvania White Bigfoot


              เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการถ่ายวีดีโอการปรากฏตัวของบิ๊กฟุตที่ดีที่สุด ซึ่งถูกเรียกว่าเพนซิลเวเนียส
ไวต์ บิ๊กฟุต เป็นคลิปที่ปรากฏในเมืองคาร์บอนเดล เมืองขนาดเล็กในเพนซิลเวเนียส โดยในคลิปจะเป็นการสำรวจป่ายามคำคืน โดยมีไฟฉายส่งตลอดทาง จนกระทั่งถึงท้ายคลิป ไฟฉายก็ได้ส่งตรงหน้าของสัตว์ชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายบิ๊กฟุต แต่ขนมีสีขาว ซึ่งมันก็ตกใจและหนีไปอย่างรวดเร็ว

http://www.youtube.com/watch?v=U7g4xtScS5U

ในเดือนกรกฏาคม 2008 สถานนีท้องถิ่นในเพนซิลเวเนียส มีการรายงานการพบเห็น “สัตว์สีขาว” หลังจากได้รับอีเมลไม่ระบุเชื่อ โดยกล่าวว่ามันเป็นสัตว์ที่สูงประมาณ 6 ถึง 7 ฟุต (1.8 -2.1 เมตร) และตัวปกคลุมไปด้วนขนสัตว์สีขาวทั้งหมด อีเมลดังกล่าวได้กล่าวถึงป่าที่พบว่าเป็นป่าในเมืองคาร์บอนเดล ใกล้เหมืองรกร้าง

ในปี 2010 เริ่มมีรายงานการพบเห็นบิ๊กฟุตสีขาว จากกลุ่มเด็กและวัยุร่นในเมืองคาร์บอนเดล เจ้าของบ้านเริ่มได้ยินเสียงแปลกๆ รบกวนในป่า อีกทั้งยังมีการพบมนุษย์ประหลาดที่เคลื่อนไหวในสนามหลังบ้านของเขา จึงทำการสำรวจและสามารถจับภาพวีดีโอได้ โดยพวกเขาได้ถ่ายสิ่งมีชีวิตสีขาวขนาดใหญ่รูปร่างเหมือนบิ๊กฟุต ในวีดีโอได้จับภาพใบหน้าของเหมือนมนุษย์ของมันได้ ก่อนที่สิ่งมีชีวิตดังกล่าวจะหนีไปอย่างรวดเร็ว

จากการวิเคราะห์วีดีโอคลิปพบว่าเป็นคลิปที่แปลกประหลาดเพราะว่าดูจากภาพสิ่งมีชิวตดังกล่าวมีขนาดใหญ่มาก ซึ่งไม่สามารถปลอมตัวได้อย่างง่ายดาย มีสันคิ้ว ข้อต่อหางปลาไหล และจมูกดูเหมือนของจริง ไหล่สูงมาและแขนยาว มีความเร็วเร็ว มีขนสีขาวบนหัวและหูที่เล็ก วีดีโอยังแสดงมห้เห็นใบหน้าของสัตว์ก่อนที่หนีไปอย่างรวดเร็สวทำให้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่หน้ากาก ซึ่งวีดีโอดังกล่าวชัดเจนมากจนไม่เชื่อว่าเป็นของปลอม

 

7. Cat Sìth and the Kellas Cat


               แมวซิธเป็นสิ่งมีชีวิตจากตำนานเซลติกที่มีลักษณะเป็นแมวสีดำขนาดใหฯที่มีจุดสีขาวบนหน้าอกของมัน แมวดังกล่าวถูกเล่าขานในตำนานต่างๆ
ว่ากันว่าเป็นแมวผีสิงในที่ราบสูง เป็นร่างแปลงของแม่มด อย่างไรก็ตามในหลายศตวรรษที่ผ่านมามีรายงานพบแมวดังกล่าวในสก็อตแลนด์ หากแต่ส่วนมากมักเป็นสัตว์ที่ใกล้เคียงกันเช่นสุนัข ไม่ได้พบแมวซิธตัวจริง นอกจากนี้แมวซิธยังปรากฏในเรื่องสั้น “แมวดำ” ของเอดการ์ อัลเลน โพ

                อย่างไรก็ตาม กว่า 100 ปีที่ผ่านมา คนหลายร้อยคนได้มีการพบเห็นแมวจากัวร์สีดำที่มีลักษณะคล้ายๆ กันในสหราชอาณาจักร ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่าเดรัจฉานจากโบลมิน (The Beast of Bodmin) เป็นแมวปีศาจที่พบในคอร์นวลล์อังกฤษ ซึ่งมันจากฆ่าสัตว์เลี้ยงปศุสัตว์ของชาวบ้าน มีลักษณะคล้ายกับเสือดำการปรากฏของแมวปีศาจดังกล่าวทำให้เกิดกระแสข่าวลือมากมาย จนถึงปี 1984 ที่สก็อตแลนด์ นักล่าสัตว์คนหนึ่งชื่อรอนนี่ ดักลาสได้ยิงแมวขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง ซึ่งต่อมาเรียกว่า “แมวเคลลาส” จากการตรวจสอบดีเอ็นเอของสัตว์พบบว่าเป็นลูกผสมระหว่างแมวป่าและสายพันธ์ย่อยของแมวบ้านในประเทศ

                การค้นพบแมว เคลลาสเป็นหลักฐานที่พิสูจน์ให้เห็นว่าตำนานแมวดำสก็อตแลนด์เป็นของจริง จากลักษณะของแมวอธิบายได้ว่ามันมีความยาวกว่า 65 ซม. (25) นิ้ว ขาหลังที่มีประสิทธิภาพและหางกลมม้วนใหญ่ที่ยาวกว่า 30 ซม. (12 นิ้ว) และหางดังกล่าวืทำให้มันโดดเด่นจนหลายคนเชื่อว่าแมวดังกล่าวเป็นลูกผสมระหว่างแมวดำกับกระต่าย

                คล้ายกับแมวซิธในตำนาน แมวเคลลาสเป็นแมวที่มีขนสีขาวที่ฐานรอบคอหรือบนหน้าอก อีกทั้งยังมีพฤติกรรมไม่เหมือนแมวป่าชนิดอื่นๆ ในสก็อตแลนด์ ชอบปีนต้นไม้ ปัจจจุบันซากดังกล่าวถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์เอลจิน ในสก็อตแลนด์

 

              6.  Patterson-Gimlin Massacre Story


            ภาพยนตร์สั้นของแพจเจอร์สัน-กิมสัน ถือว่าเป็นภาพเคลื่อนไหวที่มีชื่อเสียงของสองเดินสองเท้าลึกลับ(ที่เชื่อว่าเป็นบิ๊กฟุต) ที่ถ่ายทำเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 1967 โดยโรเจอร์ แพตเตอร์สัน และโรเบิร์ต กิมสัน บนบลัฟ ครีกด้านนอกของรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ปรากฏร่างของบิ๊กฟุตขนาดใหญ่เดินในริมลำธารโดยถ่ายในระยะห่าง 120 ฟุต (37-10เมตร)  ถือว่าเป็นวีดีโอหนึ่งที่บ่บอกหลักฐานการมีตัวตนของบิ๊กฟุต  และวีดีโอดังกล่าวได้รับการตรวจสอบโดยนักวิทยาศาสตร์หลายคน

ในปี 2009 มีทฤษฏีหนึ่งโผล่ออกมาเมื่อมีคลิปที่มีชื่อเสียงถ่ายทำโดยแพตเตอร์สัน, กิมสัน และคนอีกหกคน เป็นวีดีโอแสดงให้เห็นการสังหารหมู่บิ๊กฟุต ซึ่งแตกต่างจากบิ๊กฟุตอื่นๆ เพราะพวกเขาจับบิ๊กฟุตในที่โล่ง (ปกติแล้วคลิปบิ๊กฟุตมักมาแบบหลบซ่อนหลังต้นไม้หรืออำพรางตัวทำให้มองเห็นไม่ถนัด) ในบลัฟ ครีก แคลิฟอร์เนีย สถานที่เดียวที่เจอบีกฟุตในปี 1967 (ฟิล์มมีการเปิดเผยในปี 2006)

http://www.youtube.com/watch?v=liwWXEqyxvo&feature=relmfu

จากภาพในคลิปกล้องจะสั่น และเห็นภาพสิ่งมีชีวิตสามตัว (เชื่อว่าเป็นครอบครัวบิ๊กฟุต) กำลังขุดทรายและถูกโจมตีโดยฉับพลันจากกระสุนปืนจากแนวต้นไม้ บิ๊กฟุตหนึ่งในนั้นถูกยิงตายทันที  อีกตัวเข้าป่า ส่วนที่เหลือเดินแปลกๆ ก่อนที่จะหลบหายตัวไปในแนวต้นไม้ ก่อนที่ภาพสุดท้ายจะจับภาพชายสองคน (Bob Titmus, Dale Moffit) ผู้ชายคนหนึ่งจูงสุนัขยืนอยู่ใกล้ร่างบิ๊กฟุตเปื้อนเลือด

คลิปดังกล่าวเป็นที่นิยม อีกทั้งผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์แล้วก็ยังไม่สามารถระบุว่าเป็นจริงหรือของปลอมส่วนซากบิ๊กฟุตนั้นคาดคะเนว่าบิ๊กฟุตดังกล่าวถูกยิงสองครั้ง (ครั้งเดียวที่ขา) และยังแสดงภาพผู้ชายคนหนึ่งลากซากศพวางบนผ้าใบกันน้ำหรือผ้าใบคลุมสระว่ายน้ำแล้วตัดมันขึ้นมา

 

                5.Waheela, Shunka Warakin, and Amarok


           เราสามารถรู้เรื่องราวของสัตว์ลึกลับที่นานกว่าศตวรรษได้ผ่านคติชนตำนานพื้นบ้านในแต่ละพื้นที่ ในบางกรณีสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน(คล้ายกัน)หากแต่มีลักษณะกายภาพและชื่อแตกต่างกันในแต่ละวัฒนธรรม หนึ่ง ดังในกรณีของวาฮีลา เป็นสัตว์ลึกลับรูปร่างเหมือนหมาป่าที่มีรายงานว่ามีการพบเห็นในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศแคนาดาและพื้นที่มิชิแกนและอลาสกา รูปร่างลักษณะหใญ่กว่าหมาป่าทั่วๆ ไป  สูงประมาณ 3.5 ฟุต (1 เมตร) จากหัวไหล่

เชื่อว่าตัวจริงวาฮีลา คือ พวกแอมฟิซิโอนิดส์ (Amphicyonids) หรือสุนัขหมี อาจเป็นสัตว์ยุคก่อนประวัติศาสตร์  จากรายงานพบว่า Waheela นั้นมีขาสั้นกว่าสุนัขป่า แต่ร่างกายของมันใหญ่ หูมีขนาดเล็กและมีนิ้วเท้าห่างกว่าหมาป่าทั่วไป อีกทั้งไม่ชอบอยู่ตัวเดียว ชอบอยู่เป็นกลุ่มสองหรือสาม อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมหนาวเย็นในภาคเหนือซึ่งเป็นสถานที่รกร้างคนเพราะกันดารและเชื่อว่ามันยังอาศัยอยู่ในหุบเขา นาฮานนีทางตะวันตกเฉียงเหนือของแคนาดาและหุบเขาชายไร้หัวหนึ่งในสถานที่ที่ยังไม่มีการสำรวจของโลก

ลักษณะของ วาฮีลา ยังคล้าย Shunka Warakin ซึ่งเป็นสัตว์ที่กล่าวถึงในนิทานพื้นบ้านอเมริกาที่กล่าวว่าลักษณะคล้านหมาป่า ในปี 1886 เจ้าสัตว์ดังกล่าวได้ถูกยิงโดยคนที่ชื่ออิสราเอล แอมมอน ฮัทชิน ใน ซัน รานค์รัฐมอนแทนา ศพลึกลับดังกล่าวมีลักษณะคล้าย Shunka Warakin ในตำนาน ต่อมาสัตว์ตัวนั้นถูกตั้งชื่อว่า “Ringdocus” ซึ่งตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑ์ Henry's Lake ในไอดาโฮ แต่ซากดังกล่าวไม่ได้รับการตรวจโดยนักวิทยาศาสตร์ และมันก็หายไปในปี 1980 หากแต่ในปี 2007 ซากมันก็พบอีกครั้งแรกมีการตรวจสอบดีเอ็นเอหากแต่ยังไม่สามารถบอกว่ามันคือตัวอะไร

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2006 ในการ์ฟีลด์ เคาน์ตี้ มอนทานา สัตว์ตัวใหญ่ (หนักกว่า 106 ปอนด์) ถูกยิงหลังจากมันอาละวาดฆ่าแกะกว่า 106 ไปทั่ว สิ่งมีชีวิตดังกล่าวไม่ลักษณะเหมือนหมาป่าปกติ มันมีขนสีแดง-สีเหลือง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเป็นสัตว์ยุคก่อนในประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตรอดจนถึงยุคปัจจุบัน

ทั้งวาฮีลา และ Shunka Warakin คล้ายกับอมาร็อก หมาป่ายักษ์ในตำนานเอลกิโม ที่ชอบออกหากินในเวลากลางคืน โดยเอลกิโมนั้นเป็นคนพื้นเมืองที่อาศํยอยู่ใกล้กับสถานที่ปรากฏตัวของสุนัขหมีป่า ซึ่งได้รับรายงานว่าพบเห็นอมาร็อกในภูมิภาคอาร์กติกของเกาะกรีนแลนด์ แคนาดา สหรัฐอเมริกา และรัสเซีย มันมีลักษณะชอบล่ามนุษย์ หากมนุษย์อยู่ตัวคนเดียวในเวลากลางคืน ซึ่งมันแตกต่างตรงที่มันชอบอาศัยอยู่ตัวเดียวและไม่เดินทางเป็นฝูง

4. Tom Slick and the Yeti

 
             ในปี 2011 ได้มีการเปิดเผยว่ากระทรวงต่างประเทศของอเมริกาได้ออกฎระเบียบในปี 1950 สำหรับผู้ที่คิดเดินทางไปเทือกเขาหิมาลัยในประเทศเนปาลและทิเบตเพื่อค้นหาเยติว่า นักเดินทางทุกคนจะต้องจ่ายค่าใบอนุญาต และถ้าเห็นสัตว์จะต้องการถ่ายภาพหรือถ่ายในขณะที่มันมีชีวิตอยู่ สิ่งมีชีวิตจะต้องไม่ถูกดฆ่าหรือถูกยิง เว้นว่าจะอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินจากการป้องกันตัวเองที่สุดในนั้น ส่วนรัฐบาลเนปาลได้จัดเยติเป็นสัตว์สงวนพันธุ์ทั้งๆ ที่ยังไม่มีมีหลักฐานการมีตัวตนของเยติ

ข่าวดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าอเมริกาและรัฐบาลอื่นๆ ทั่วโลกเชื่อว่ามีเยติในเทือกเขาหิมาลัยตั้งแต่ปี 1950 ประเด็นความน่าสนใจเริ่มขึ้นเมื่อเอริค ซิปตันรักไต่เขาชาวอังกฤษนักไต่เขาอังกฤษกับคณะเดินทางไปสำรวจยอดเขาเอเวอร์เรสได้พบรอยเท้าเยติบนธารน้ำแข็ง เขาจึงประกาศว่าเมื่อก่อนเขาไม่เชื่อว่าเยติมีจริงแต่ตอนนี้เมื่อมาพบด้วยตาของตนเอง เขาเชื่อว่ามีจริง บางทีจะเป็นสัตว์ใหญ่จำพวกลิงเอปอาศัยอยู่ตามภูเขาสูง เชื่อว่าอาศซัยอยู่ยอดเขาประมาณ 6,000 เมตร (20,000 ฟุต) เหนือระดับน้ำทะเล ในปี 1956 ร้อยโทโปแลนด์ Sławomir Rawicz ผู้เขียนหนังสือThe Long Walk ได้อ้างว่าขณะที่เขาและพรรคพวกข้ามภูเขาหิมาลัยในปี 1940 ก็ได้พบสัตว์เดินสองเท้าสองตัวที่เชื่อว่าเป็นเยติขวางเส้นทางของพวกเขา

ในปี 1950 ทอม ซลิคราชาน้ำมันจากรัฐเท็กซัส และนักผจญภัยได้เกิดความสนใจในเรื่องเยติ เขาสรุปว่าเยติมีสองชนิดคือตัวสีดำสูงประมาฯ 8 ฟุต (2.4 เมตร) และสีแดงขนาดเล็ก และเขาก็เคยเห็นเยติทั้งระยะใกล้และไกล ในปี 1959 เขาได้พบเยติในขณะไปประเทศเนปาล เขาได้เห็นไกล ปรากฏว่าสักสองสามนาที สิ่งมีชีวิตดังกล่าวสูว 5 หรือ 6 ฟุต (1.5-1.8 เมตร) มีขนสีแดง หลังจากสัตว์หายไป เขาและลูกทีมก็ค้นพบบริเวณที่มันปรากฏก็พบกองอุจจาระที่เชื่อว่าเป็นของสัตว์ดังกล่าวที่ถ่ายออกมาไม่นาน

ทอม ซลิคได้เก็บตัวอย่างและส่งมันไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการในฝรั่งเศส การวิเคราะห์พบปรสิตที่ชื่อว่า whipworm หรือพยาธิแส้ม้า เป็นพยาธิตัวกลมชนิดหนึ่งในลำไส้มนุษย์ แต่พยาธิแส้ม้าดังกล่าวไม่สามารถจำแนกตารมวิทยาศาสตร์ได้ว่ามาจากสัตว์สายพันธ์ใหม่ แสดงให้เห็นว่าเจ้าของอุจจาระนั้นเป็นสัตว์ลึกลับที่คนไม่รู้จัก ถ้าเรื่องดังกล่าวเป็นจริงอุจจาระนั้นเป็นหลักฐานว่าเยติมีอยู่จริงในเนปาล ปัจจุบันหลักฐานอุจจาระดังกล่าวอบู่ในพิพิธภัณฑ์นานาชาติ Cryptozoology ในพอร์ตแลนด์ รัฐเมนต์

นอกจากนี้ทอม ซลิคยังให้ทุนแก่คณะนักสำรวจค้นหาเยติแต่ผลก็เหมือนกับคณะนักสำรวจอื่นๆ คณะนักสำรวจจากรัสเซีย เชคโกสโลวาเกีย และญี่ปุ่น เดินทางไปค้นหาเยติแต่ก็ไม่พบอะไรไปมากกว่าคณะนักสำรวจชุดที่แล้วๆ มา อีกทั้งยังแอบขนชิ้นส่วนมือมัมมี่ที่เชื่อว่าเป็นของเยติกลับไปที่อังกฤษเพื่อวิเคราะห์ด้วย อย่างไรก็ตามเขาก็ได่เสียชีวิตลงในปี 1962 จากอุบัติเหตุเครื่องบินตกในมอนแทนาเส้นทางไปแคนาดา ในขณะอายุเพียง 46 ปีเท่านั้น

 

                3. Mokele-mbembe and Sauropods


           โมเคลลี มเบมเบ้ เป็นหนึ่งในสัตว์ลึกลับที่หลายคนรู้จักทั่วโลก เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหฯที่ได้รับรายงานว่ามันปรากฏตัวในทะเลสาบเทเล ในส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของคองโก ทะเลสาบดังกล่าวถูกล้อมรอบด้วยป่าพรุที่ยังไม่เคยได้รับการสำรวจเพราะอยู่ห่างไกลและเส้นทางเดินทางยากลำบาก

ดร.รอย พีแมคคาล นักชีววิทยาเกษียณที่ตามล่าโมเคลลี มเบมเบ้ได้กล่าวสภาพแวดล้อมของทะเลสาบเทเลว่า “มันเหมือนจุดสิ้นสุดของโลก มันเหมือนทำให้คุณย้อนอดีตไปสมัยก่อนประวัติศาสตร์” ในปี 2007 US-based สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าได้พบหลักฐานว่ามีประชากรกอริลล่าอาศัยอยู่ในลุ่มแม่น้ำทะเลสาบเทเลถึง 125,000 ตัว

นอกจากนี้ในหลายปีที่ผ่านมามีการพบสัตว์เลื่อยคลานขนาดใหญ่ในทะเลสาบเทเลซึ่งเป็นได้อธิบายว่า มันเหมือนครึ่งช้างครึ่งมังกร ดูเหมือนช้างขนาดใหญ่หรือแรดที่มีคอยาวหางยาวและหัวเล็ก ซึ่งนั้นคือลักษณะของโมเคลลี มเบมเบ้ ถ้านำมาเชื่อมต่อกันพบว่าตัวจริงของมันอาจจะเป็นซอโรพอด ไดโนเสารคอยาวชนิดหนึ่ง มีขนาดใหญ่มาก หางยาวแต่หัวเล็ก ส่วนใหญ่แล้วจะมีคอยาวอย่างน้อย 5 เมตร มีอยู่หลายหลายชนิด อาศัยอยู่ในยุคไดโนเสาร์ พบในทุกทวีปรวมทั้งทวิปแอนตาร์กติกา

โมเคลลี มเบมเบ้เป็นสัตว์ที่ตัวเป็นสีเทา พบทั้งในบกและในน้ำ และห่วงดินแดน หากพบมนุษย์ที่รุกรานดำแดนของมัน มันจะแผดเสียงดุและวิ่งเข้าหาเพื่อฆ่าผุ้บุกรุกที่บุกดินแดนของตน

ตั้งแต่ปี 1900 มีหลายคนพยายามตามหาโมเคลลี มเบมเบ้ แต่ส่วนใหญ่ล้มเหลวหมด ในปี 1919 ทีการส่งคนจากสถาบันสมิธโซเนียนไปแอฟริกาและได้พบรอยเท้าขนาดใหญ่และเสียงประหลาดดังก้องป่า แต่การเดินทางกับยุติลงกลางคันเพราะหัวรถจักรตกรางและพิ้นที่น้ำท่วมซึ่งอุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในสถานที่ที่ชาวบ้านอ้างว่าเห็นไดโนเสาร์ ในปี 1979 มีรายงานว่าชนเผ่าแอฟริกันได้ฆ่าโมเคลลี มเบมเบ้ที่ติดกับดักและกินมันเป็นอาหาร

ทุกวันนี้หลายคนได้ยินเรื่องราวของโมเคลลี มเบมเบ้มากมาย หากแต่ก็ไม่มีใครมีหลักฐานการมีตัวตนของมันแบบจะๆ อย่างมากก็เป็นภาพวีดีโอที่หลายฝ่ายบอกว่าน่าจะเป็นช้างมากกว่าไดโนเสาร์ อย่างไรก็ตามหลายฝ่ายเชื่อว่าน่าจะมีสัตว์ลึกลับสายพันธ์ใหม่ๆ ในดินแดนที่ไม่มีใครสำรวจอย่างทะเลสาบเทเลอยู่ก็เป็นไปได้

 

2. Ebu Gogo and Homo floresiensis


              โฮโม ฟรอเรสไซเอนซิสเป็นสายพันธุ์มนุษย์ที่สูญพันธุ์ประเภทใหม่ที่พึ่งถูกค้นพบ ตามความเชื่อเดิม ทุกสปีชีส์ในสกุลยกเว้น โฮโม เซเปียนส์ (
Homo sapiens) มนุษย์สมัยใหม่ ได้สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว Homo neanderthalensis ซึ่งแต่เดิมเชื่อกันว่าเป็นสปีชีส์ที่ใกล้ชิดกับมนุษย์สมัยใหม่มากที่สุด สูญพันธุ์ไปเมื่อ 24,000 ปีที่แล้ว แต่ในปี 2003 ได้มีการค้นพบสปีชีส์หนึ่งคือโฮโม ฟรอเรสไซเอนซิสบนเกาะฟลอเรสของอินโดนีเซีย โครงกระดูกบางส่วนที่เชื่อว่ามี 9 ร่างถูกกู้รวมถึงกระโหลกที่สมบูรณ์พร้อมอาวุธเครืองมือหิน จากการตรวจสอบก็พบว่าโฮโมชนิดดังกล่าวอาจมีชีวิตอยู่จนถึง 12,000 ปีก่อน

                โฮโม ฟรอเรสไซเอนซิสได้ถูกเปิดตัวเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2004 และได้ตั้งชื่อเล่นว่า “ฮอบบิต” เนื่องจากขนาดร่างกายและสมองเล็ก คุณสัมบัติอื่นๆ ก็แตกต่างจากสายพันธุ์มนุษย์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบจัดฟัน กระดูกที่รูปร่างแตกต่างกัน (กระดูกต้นแขน) และความหนาของขา ความสูงของกระดูกที่หลงเหลืออยู่ประมาณ 1.06 เมตร (3 ฟุต) สภาพของโครงกระดูกมีรายละเอียดมากพอที่จะยืนยันได้ว่า มนุษย์พวกนี้ เดินสองขา อย่างแน่นอน สภาพของโครงกระดูกมีรายละเอียดมากพอที่จะยืนยันได้ว่า มนุษย์พวกนี้ เดินสองขาอย่างแน่นอน

                ถ้าคุณมองไปในประวัติศาสตร์และตำนานของเกาะฟลอเรส อินโดนีเชีย เราจะได้พบเรื่องราวมากมายที่อธิบายถึงมีชีวิตหนึ่งที่เรียกว่า อีบู โกโก (ebu มาจากคำว่าคุณยายและ gogo มาจากคำว่าพวกเขากินอะไร” คนตัวเล็กๆ ที่อาศัยบนเกาะที่มีความว่องไว ตัวเล็กประมาณ 1.5 เมตร (4.9 ฟุต) พวกเขามีจมูกกว้างและแบน ใบหน้าหน้ากว้างมีปากขนาดใหญ่ อีกทั้งพูดภาษาไม่วำกัน มีความสามารถเลียนแบบการพูดของมนุษย์เช่นเดียวกับนกแก้ว

                หลายคนอ้างว่าอีบู โกโกยังมีชีวิตอยู่ เมื่อเร็วๆ นี้ศตวรรษที่ 20 สิ่งมีชีวิตดังกล่าวก็ถูกกล่าวหาว่าเข้าใจผิดหรือหลอกลวง ไม่ก็สิ่งมีชีวิตถูกล่าจนสูญพันธ์โดยคนบนเกาะเพราะมันชอบขโมยอาหารและขโมยเด็ก อย่างไรก็ตามจากการค้นพบกระดูกโฮโมในปี 2003 ทำให้หลายคนเชื่อว่าตำนานอีบู โกโกที่พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเรื่องจริง

 

 

1. Ropen and Pterosaurs


               เทอโรซอร์
(กิ้งก่ามีปีก) เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีชีวติอยู่บนโลกเมื่อ 200-65.5 ล้านปีมาแล้ว ซึ่งเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังที่เริ่มมีการวิวัฒนาการเพื่อบิน หลายคนคิดว่าเทอโรซอร์เป็นไดโนเสาร์ความจริงแล้วไม่ถูกต้องเทอโรซอร์ไม่ได้เป็นไดโนเสาร์เพราะพวกมันไม่ได้สืบเชื้อสายจากบรรพบุรุษสุดท้ายของกลุ่ม  Saurischia และ Ornithischia

                ปาปัวนิวกินีถือว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับการสำรวจชอโฅก ซึ่งตั้งอยู่ในทิศตะวันตกเฉียงใต้ มหาสมุทรแปซิกิกและตรงครึ่งทางทิศตะวันออกของเกาะปาปัวนิวกีนีมีหมู่เกาะในทะเลจำนวนมาก ซึ่งหลายพื้นที่อยู่ห่างไกลมากและมีสายพันธ์สัตว์และพืชที่ยังไม่ได้รับการเปิดเผย ในหลายศตวรรษที่ผ่านมามีรายงานการพบสิ่งมีชีวิตลึกลับจำนสวนมากมาย หนึ่งในสิ่งมีชีวิตลึกลับที่สุดคือ “เมอเรย์” (Murray) ไดโนเสาร์ขนาดยักษ์ที่เชื่อว่าอาศัยในทะเลสาบเมอเรย์ที่ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในปาปัวนิวกินี เมอร์เรยได้รับการอธิบายลักษระว่าคล้ายกับ ไดโนเสาร์เทอโรพอด (theropod) (ไดโนเสาร์กินเนื้อเดินสองขา) เช่นไทแรนโนซอรัส

                โนเพนถือว่าเป็นสัตว์ลึกลับชนิดหนึ่งที่เชื่อว่าอาศัยอยู่ในบริเวณปาปัวนิวกินี ลักษณะของมันเป็นนกขนาดใหญ่ที่มีหางยาวและเรืองแสงได้ในระยะสั้นๆ อีกทั้งมันยังบินได้ การบินของมันเหมือนค้างคาว แต่รูปร่างเหมือนเทอโรซอร์การตามล่าโรเพนแบบจริงจังเริ่มขึ้นในปี 1977 เมื่อชุดทีมสำรวจตามล่าบนเกาะพะอุมบอยซึ่งเป็นเกาะภูเขาไฟที่ตั้งอยู่ในแผ่นดินใหญ่ของประเทศปากัวนิวกินีและเกาะนิวบริเตร หลังจากสืบถามคนบนเกาะ พวกเขาก็พบว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตหากินเวลากลางคืนขนาดใหญ่ อาหารคือปลาหรือสิ่งมีชีวิตที่มันจับได้ในตอนกลางคืน ด้วยการใข้แสดงสว่างเรืองของตัวมันในการควบคุมได้เป็นเยื่อหล่อ ขนาดตัวมันประมาณ 3 ถึง 4ฟุต (0.9-1.2 เมตร) และเคยมีรายงานการทำร้ายมนุษย์

                ในบางรายงาน โรเพนก็เป็นนกยักษ์ที่ปีกกางกว่า 10 ฟุต (3 เมตร) ในช่วงปลายปี 2006 พอล เนชั่น ชาวเท็กซัสได้สำรวจพื้นที่ภูเขาไฟในที่ห่างไกลแผ่นดินใหญ่ปาปัวนิวกินีและได้ถ่ายวีดีโอแสงไฟที่ชาวบ้านเรียกมันว่า “อินดาวา” (indava) แสงไฟที่มีเกิดจากก่ารเรืองแสงของโรเฟน ในปี 1990 สัตว์ลึกลับดังกล่าวก็ได้กลายเป็นที่สนใจในการตามล่าของสัตว์ลึกลับ และเชื่อว่าเทอโรซอร์อาศัยอยู่ร่วมกับมนุษย์มาช้านาน เห็นได้จากเนื้อหาในพระคัมภีร์มีตำนานที่กล่าวถึงเทอโรซอร์ อย่างไรก็ตามหลายคนเชื่อว่าโรเพนน่าจะเป็นค้างคาวขนาดยักษ์หรือพันธุ์นกโจรสลัดมากกว่า

 

 

 

 

อ้างอิง

http://listverse.com/2012/07/18/top-10-things-you-might-not-know-about-cryptids/

               

 


Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
เรื่องจริงทะลุโลก (Extension) ตอนที่ 474 : 10 เรื่องของสัตว์ลึกลับที่หลายคนอาจไม่รู้ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 12458 , โพส : 29 , Rating : 22 / 5 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1 | 2

#29 : ความคิดเห็นที่ 19167
ถ้าใครชอบเรื่องสัตว์ ลองเข้า animalsfocus.blogspot.com มีเรื่องแปลก ๆ ของสัตว์เยอะแยะเลย อ่านแล้วสนุกดี ได้ความรู้ด้วย
Name : vic [ IP : 113.53.131.107 ]
Email / Msn: -
วันที่: 9 ตุลาคม 2556 / 22:07

#27 : ความคิดเห็นที่ 16875
รู้จัก ไจแกนโทพิเทคัส อ่ะ ชอบมาก
Name : เอมม่า [ IP : 110.49.241.29 ]
Email / Msn: -
วันที่: 13 ตุลาคม 2555 / 17:17


#26 : ความคิดเห็นที่ 16372
พูดน้อยต้อยหนักนะเนี้ย
Name : หนอนเกรียมๆ [ IP : 125.27.53.68 ]
Email / Msn: tommy_lijensei(แอท)hotmail.com
วันที่: 30 กรกฎาคม 2555 / 17:25

#25 : ความคิดเห็นที่ 16370
ไรเตอร์! ไม่อยากวนนะครับแต่...มันจะมีต่อภาค2สินะ เออ! จบซักที เราก็รอตั้งตารอ จบแล้วสินะ
Name : หนอนเกรียมๆ [ IP : 49.48.16.38 ]
Email / Msn: tommy_lijensei(แอท)hotmail.com
วันที่: 29 กรกฎาคม 2555 / 18:05

#24 : ความคิดเห็นที่ 16366
อันดับศูนย์มันจะเป็นอะไรหว่า ตอบได้กว้างมากเลยนะนี้
Name : หนอนเกรียมๆ [ IP : 223.207.81.137 ]
Email / Msn: tommy_lijensei(แอท)hotmail.com
วันที่: 29 กรกฎาคม 2555 / 10:32

#23 : ความคิดเห็นที่ 16365
นั่นดิ ครับเลิกพูดถึงเกรียนเฮ้อ คนมันจะป่วน รำคาญอ่ะ

โอยข้อความซ้อน ไรทเตอร์ ฝาลบด้วยครับ 

ซ้อนกัน 

แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 29 กรกฎาคม 2555 / 01:27
Name : จิ้งจอกพเนจร< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ จิ้งจอกพเนจร [ IP : 110.169.227.226 ]
Email / Msn: seventoon(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 29 กรกฎาคม 2555 / 01:21

#22 : ความคิดเห็นที่ 16364
นั่นดิ ครับเลิกพูดถึงเกรียนเฮ้อ คนมันจะป่วน รำคาญอ่ะ
Name : จิ้งจอกพเนจร< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ จิ้งจอกพเนจร [ IP : 110.169.227.226 ]
Email / Msn: seventoon(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 29 กรกฎาคม 2555 / 01:21

#21 : ความคิดเห็นที่ 16363
นั่นดิ ครับเลิกพูดถึงเกรียนเฮ้อ คนมันจะป่วน รำคาญอ่ะ
Name : จิ้งจอกพเนจร< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ จิ้งจอกพเนจร [ IP : 110.169.227.226 ]
Email / Msn: seventoon(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 29 กรกฎาคม 2555 / 01:21

#20 : ความคิดเห็นที่ 16360
ผมว่าเลิกพูดเรื่อง"หนอนอันเล็กจ่อย"เถอะครับ สงสารไรเตอร์ เขียนบทความมาไม่มีใครเม้นเกี่ยวกับเรื่องที่เขียนเลย

อัพตอนไหนนะอยากอ่านต่อจริงๆ อย่าเล่นเกมเพลินนาครับไรเตอร์

เมกามันไปเหยียบรึยังเดียวก็รู้เองจากดาวเทียมที่ญี่ปุ่นกำลังจะส่งไปสำรวจ อิ อิ (^ ^)zZ
Name : หนอนอันเล็กจ้อย [ IP : 49.48.21.23 ]
Email / Msn: tommy_lijensei(แอท)hotmail.com
วันที่: 28 กรกฎาคม 2555 / 11:20

#19 : ความคิดเห็นที่ 16356
งงๆกะ หนอนอันเล็กจ้อย มาก ตั้งใจจะป่วนกระทู้หรือป่าวนิ - -"
Name : oIceJunGo< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ oIceJunGo [ IP : 101.109.136.45 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 27 กรกฎาคม 2555 / 21:44

#18 : ความคิดเห็นที่ 16351
ขอเดาว่ากำลังเล่น school day HQ อยู่ อันดับ 0 มันจะเป็นอะไรอะ อยากรู้จังๆ คงไม่ใช้พยานาคนาาา (U_U)zZ
Name : หนอนเกรียมๆ [ IP : 223.205.156.144 ]
Email / Msn: tommy_lijensei(แอท)hotmail.com
วันที่: 27 กรกฎาคม 2555 / 18:52

#17 : ความคิดเห็นที่ 16345
ขอเดาว่ากำลังปั่นงานอยู่แน่ๆเลย ( - )zZ จะรอดูนะครับ

ปล.ขอขอบคุณ ประโยค ดราม่า ต่างๆที่กล่าวมานะครับ ได้ประสบการณ์เยอะเลย ขอบคุณครับ
Name : หนอนเกรียมๆ [ IP : 125.27.55.168 ]
Email / Msn: tommy_lijensei(แอท)hotmail.com
วันที่: 26 กรกฎาคม 2555 / 18:46

#16 : ความคิดเห็นที่ 16343
มันเหยียบรึยังนะ? อืมมม......สุดยอดเลยครับไรเตอร์ เทอโรซอร์มันยังอาศัยอยู่กับมนุษอยู่เลยเหรอเนี้ย นึกว่าจะล่าลับไม่กลับมาแล้วซะอีก
ว้าวววววว เห็นบางช่องเข้าว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตต่างดาวอะไรนี้แหละ สันนิฐานไปได้เรื่อยเลยเนอะ
Name : หนอนอันเล็กจ้อย [ IP : 125.27.35.132 ]
Email / Msn: tommy_lijensei(แอท)hotmail.com
วันที่: 25 กรกฎาคม 2555 / 18:31

#15 : ความคิดเห็นที่ 16342
เห็นคนชื่อ หนอนอันเล็กจ้อย มา 2 สามเม้นละ รู้สึกว่า จะ พูดจา ขัดแข้งขัดขาตลอดเรยนะ - -*
Name : นั้งหน้าจออ่านแล้ว งง [ IP : 58.9.40.155 ]
Email / Msn: -
วันที่: 25 กรกฎาคม 2555 / 08:52

#14 : ความคิดเห็นที่ 16340
ตื่นเต้นๆๆๆอยากอ่านต่อจัง
Name : หนอนอันเล็กจ้อย [ IP : 101.109.144.119 ]
Email / Msn: tommy_lijensei(แอท)hotmail.com
วันที่: 24 กรกฎาคม 2555 / 19:06

#13 : ความคิดเห็นที่ 16339
อืมมมมมม เมกามันไปเหยียบดวงจันทร์มาจริงเร้อออออออ..............................................ล้อเล่นจ๊ะ (>TTT
Name : หนอนอันเล็กจ้อย [ IP : 125.27.32.162 ]
Email / Msn: tommy_lijensei(แอท)hotmail.com
วันที่: 24 กรกฎาคม 2555 / 18:57

#12 : ความคิดเห็นที่ 16338
ตอนอ่านเนื้อหาบทความ อ่านไปพยักหน้าไปเชิงรับรู้ (-   -)(_  _)(-   -)
พอเลื่อนลงมาอ่านเม้น  (=  =;)เถียงอะไรกันเนี่ย ไม่เกี่ยวกับบทความเลย
PS.  นิยม Y มีปัญหาไหม!
Name : A-Po-BlacK< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ A-Po-BlacK [ IP : 125.25.242.62 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 24 กรกฎาคม 2555 / 17:16

#11 : ความคิดเห็นที่ 16334
ว้ายๆ มีสัตว์น่ารักๆหลายตัวเลยอะ (^ TT ^)
Name : หนอนอันเล็กจ้อย [ IP : 125.27.61.190 ]
Email / Msn: tommy_lijensei(แอท)hotmail.com
วันที่: 23 กรกฎาคม 2555 / 20:15

#10 : ความคิดเห็นที่ 16333
เออ.....บทความนี้ผมเขียนเรื่องสัตว์ลึกลับน่ะครับ ไม่ใช่อเมริกา -_- ประเด็นหัวเรื่องอยู่ไหนเนี้ย
PS.  สนับสนุนฮาเร็ม ต่อต้านการเข้าวิน และบูชานิมพ์ดั่งเทพ
Name : cammy< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ cammy [ IP : 118.172.242.98 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 23 กรกฎาคม 2555 / 19:17

#9 : ความคิดเห็นที่ 16332
คหที่.ขอขอบคุณสำหรับประสบการณ์ดราม่าครั้งที่ 2 นะครับ กำลังเก็บค่าประสบการณ์
ผมเห็นด้วยกับแนวคิดของท่านโครตๆๆๆๆๆ เรียกว่ายอมรับในการเม้นเลยว่าไม่เข้าข้างฝ่ายใด มองได้ทะลุปรุแต่ยังไม่โปร่ง คือแนวคิด(แนวคิด)ผมคารวะ แต่.......ผมก็บอกไปแล้วไม่ใช้เหรอว่า"ใช้วิจารณญาณในการดูด้วยนะจ๊ะ"ผมว่ามันยังอยู่นะลองอ่านดูอีกทีซี (^ ^)zZ

งั้นง่ายๆเปลี่ยนจาก"อเมริกา" เป็น"รัฐบาลของอเมริกา"ละกันเพราะประชาชนมันไม่มีส่วนเห็นด้วย ถ้ามันไม่ปิดบังแล้วมันจะสร้าง แอเรีย 51 ขึ้นมาโดยห้ามคนนอกเข้าทำแมวอะไร เห็นว่าประธานาธิบดีเข้ายังไม่รู้เลยกับเรื่องที่เกิดขึ้นในนั้น

และที่สำคัญทีสุดที่ท่านเอ่ยวาจาดราม่ากับข้าน้อย แสดงว่า......ผมโครตเสียดายเลยนะเนี้ย ไม่มีใครใส่ใจเลยเหรอ อุสาหาความรู้มาเพิ่มเซลล์สมองเฉยๆเอง ทำไมดราม่ากับหนูอะ แง้ (T oT)zZ

ง่ายๆ.......ท่านยังไม่ได้ดูที่หนูบอกแน่เลยอะ?(; ;)zZ เสียดายจัง (_ _ )zZ

ขอโทษไรเตอร์เช่นกันครับที่เอ่ยวาจาสามหาว
Name : หนอนอันเล็กจ้อย [ IP : 125.27.61.190 ]
Email / Msn: tommy_lijensei(แอท)hotmail.com
วันที่: 23 กรกฎาคม 2555 / 19:02

#8 : ความคิดเห็นที่ 16331
คห.3 อเมริกาเคยไปเหยียบดวงจันทร์ จริงหรือไม่จริงไม่รู้.......
แต่เราคิดว่า คุณน่าจะเคารพสิทธิ์ในการเป็นผู้เข้าชมของคุณเองหน่อยนะ
เรื่องวิจารย์ เรื่องเม้นท์อะไรอ่ะ เม้นท์ได้ แต่อย่าไปเม้นท์อะไรที่เบียดเบียนความคิดคนอื่น
หรือไม่มีข้อเท็จจริงอะไรต่างๆนานาเลย ไม่ว่าอเมริกาจะหลอกหรือไม่หลอกใคร
เราควรจะมีวิจารณญารว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อเท่านั้นเอง ฟังหูไว้หู
ทักษะชีวิตมีแค่นี้ไม่พอ ตั้งขวนขวายนะ :)
Name : junie★cassiopeia< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ junie★cassiopeia [ IP : 113.53.70.194 ]
Email / Msn: danishaz(แอท)live.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 23 กรกฎาคม 2555 / 18:11

#7 : ความคิดเห็นที่ 16328
อยากให้ไรเตอร์มาสอน 10 วิธีการแปลบทความภาษาอังกฤษ ไม่ใช่เรื่องยาก

จังเลยครับ =w=
Name : Randomer< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Randomer [ IP : 61.90.93.115 ]
Email / Msn: hunter-gang(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 22 กรกฎาคม 2555 / 23:17

#6 : ความคิดเห็นที่ 16327
ให้ไปลองดูเฉ๊ยๆ ไม่ได้ให้เอามาเขี๊ยนนนนนน เผื่อจะได้ความรู้เพิ่ม โอยมึน
Name : หนอนอันเล็กจ้อย [ IP : 49.49.79.240 ]
Email / Msn: tommy_lijensei(แอท)hotmail.com
วันที่: 22 กรกฎาคม 2555 / 20:24

#5 : ความคิดเห็นที่ 16326
ก็บทความนี้แค่แปลนิ (แม้จะมั่วบ้าางก็เถอะ) แต่บทความบ่นการ์ตูนมันเขียนไปคิดไปด้วยเลยนาน
อเมริกาเหรอ ไม่รู้สิ แต่ที่แน่ๆ บทความนี้สัตว์ลึกลับ ไม่ใช่แอเรีย 51 หรือ ดวงจันทร์
PS.  สนับสนุนฮาเร็ม ต่อต้านการเข้าวิน และบูชานิมพ์ดั่งเทพ
Name : cammy< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ cammy [ IP : 118.172.250.98 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 22 กรกฎาคม 2555 / 20:11

หน้าที่ 1 | 2
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

"หนังสือสดใหม่ ประจำเดือน ธันวาคม 2557"

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android