|
ติ๊ง ... ต่อง
เนื่องจากเข้าทำเนียบ Top Ten ไม่รู้เนื้อรู้ตัวตั้งแต่เมื่อคืนที่แล้ว ทำให้โตะจาย ... ทำรายม่ายถูก เลยติ๊บให้ Reader ที่น่ารักทุกคนอีกตอนแล้วกันนะ ...
... และ ... อะแฮ้ม! ขอ Break 2 วันค้าบ !
.......................................
ภาค 1 ...... วิถีเซียน
ตอนที่ 7 .... หมอน้อย เวลาเช้ามาเยือน เมื่อตื่นขึ้นและออกมาหน้าถ้ำก็เจอเข้ากับผลไม้กองใหญ่หลากหลายชนิด เง็กโฮ้วสงสัยว่ามาจากไหนกันแน่ พลันมีเสียงดัง เจี๊ยกที่ชะง่อนหินด้านข้าง เมื่อหันไปมองก็เจอเจ้าจ๋อตัวใหญ่เมื่อวานที่ทำแผลให้ยกมือโบกมา ข้างๆมีพรรคพวกอีก 3 ตัวโบกมือมาด้วย จึงโบกมือตอบ พวกมันเห็นว่าเด็กน้อยรับรู้แล้วว่าใครเอามาให้ก็จากไป ทำให้เจ้าของถ้ำยิ้มด้วยความยินดีและเลือกผลไม้กินอย่างสนุกสนาน เมื่ออิ่มแล้วก็ไม่ได้ไปไหน นึกถึงลิงขึ้นมาได้ก็เลยเอาผ้าสีเหลือง ออกมาและร่างภาพฝูงลิงกำลังกินผลไม้บนต้นไม้ในป่า ภาพที่ร่างมีเจ้าจ๋อที่นำผลไม้มาให้เป็นตัวชูโรง ร่างเสร็จก็ถือโอกาสทบทวนวิชาปักไหมที่ฝึกสำเร็จเมื่อคืนทันที คราวนี้มันนำเข็มมาร้อยไหมแต่ละสีที่จะใช้มาวางไว้ด้านข้าง แล้วเริ่มใช้พลังบังคับเข็มให้ลอยและพุ่งทะลุผ้าไปมาเมื่อหมดสีก็เปลี่ยนเข็มใหม่ ทำให้เกิดภาพที่น่าพิศวงคือเด็กน้อยนั่งถือผ้ามีเข็มลอยพุ่งทะลุไปมาอยู่ตลอดเวลา ภาพนี้เสร็จเมื่อก่อนเที่ยงหนึ่งชั่วยาม เง็กโฮ้วนำของไปไว้ในถ้ำรวมทั้งผลไม้ด้วย ลงจากเขามุ่งหน้าไปยังน้ำตกที่ฝึกว่ายน้ำเมื่อวาน ระหว่างทางเจอเสือกำลังตะครุบกวางอยู่แต่ไกล เมื่อเข้าไปใกล้ก็เกิดความคิดขอแบ่งขึ้นในใจ จึงหักท่อนไม้วิ่งเข้าหาเสือที่กำลังตั้งท่าจะแทะกวางอยู่ เอาไม้ตีก้นเสือด้วยพลังพอเหมาะทำให้เสือร้องด้วยความเจ็บปวดกระโจนหนีไป มันจึงเอามีดตัดขากวางหนึ่งขาและจากมา ถึงน้ำตกก็หาไม้ก่อไฟและแล่เนื้อกวางออกย่างกินอย่างมีความสุข นับว่าได้วิธีหากินโดยไม่ต้องล่าเหยื่อแล้ว ต่อไปภายหน้าความหิวโหยจะถูกขจัดด้วยความสามารถใหม่นี้ เง็กโฮ้วฝึกว่ายน้ำอีกครึ่งวันจนคล่องแคล่วจึงเลิก เมื่อขึ้นจากน้ำผ้าก็แห้งทันทีด้วยพลังที่แผ่ออกมาจากร่าง ขยับตัวนิดเดียวก็ไปปรากฏอยู่บนยอดไม้ไกลตา เห็นเลือนหายและปรากฏอีกไม่กี่ครั้งก็กลับที่พักแล้ว หน้าถ้ำมีกองผลไม้สดๆวางอยู่แสดงว่าเจ้าจ๋อนำมาทิ้งไว้ให้ได้แต่นึกขอบคุณพวกมัน คราวนี้อาหารไม่ต้องหาเองแล้ว ตั้งหน้าฝึกวิชาอย่างเดียวเป็นดีที่สุด เด็กน้อยล้วงเอาเนื้อกวางที่ย่างเผื่อไว้เมื่อตอนเที่ยงออกมากินจนอิ่มตามด้วยผลไม้ นั่งพักให้หายอึดอัดอยู่ครู่ใหญ่ก็เริ่มลงมือฝึกวิชา เวลาผ่านไปพร้อมกับความก้าวหน้า การปักผ้าของเง็กโฮ้วใช้เข็มได้ครั้งละ 2 เล่ม ขณะปักมีเข็มลอยว่อนอยู่ตรงหน้าสองเล่มมุดผ้าสวนกันไปมาน่าสนุกสนานอย่างยิ่ง ผ้าผืนนี้เป็นผืนที่ 6 แล้วและกำลังจะเสร็จ เป็นภาพอาทิตย์กำลังขึ้นเหนือขอบฟ้า มีหมู่นกโบยบินออกหากิน ตัวที่บินบนฟ้าอย่างโดดเดี่ยวคือนกหงส์สวรรค์ มีการใช้ขนจริงเข้าแซมด้วยเลยดูโดดเด่นสวยงามหาที่เปรียบไม่ได้ นกอื่นๆเป็นภาพประกอบทำให้ภาพมีคุณค่ามหาศาล ผู้ที่เสนอราคาสู้ไม่ได้คงต้องเสียใจกินไม่ได้นอนไม่หลับไปหลายคืน เด็กน้อยกะว่าพรุ่งนี้จะกลับบ้าน แต่ต้องรอบอกเจ้าจ๋อก่อนไม่รู้ว่ามันจะเข้าใจหรือเปล่า ยามเช้า เมื่อตื่นขึ้นมาก็รีบออกมาหน้าถ้ำ เห็นพวกเจ้าจ๋อกำลังจะลงจากเขาไปพอดี จึงส่งเสียงเรียกไว้ พวกนั้นหันกลับมา จึงเข้าไปหาเจ้าจ๋อและบอกว่า จะกลับบ้านแล้ว ไม่ต้องเอาผลไม้มาอีก โดยทำมือประกอบตามแต่จะ คิดได้ เห็นเจ้าจ๋อทำท่างงจึงทำท่าว่าจะไปพร้อมกับชี้มือไปที่ท้องฟ้าไกลๆ แล้วชี้ที่ผลไม้พร้อมกับทำมือบ๊ายบายเหมือนตอนลากัน มีเสียงเจี๊ยก จากคู่สนทนาแล้วพวกมันก็หันกลับปีนลงเขาไป เสียงเด็กน้อยบ่นกับตัวเองเบาๆ ไม่รู้ว่ามันจะรู้เรื่องหรือเปล่า และเพื่อไม่ให้มันเสียใจจึงเก็บผลไม้ที่พวกมันหามาใส่ถุงแบกกลับบ้าน ออกจากป่าเที่ยวนี้ เง็กโฮ้วไม่ได้หนังสัตว์มาเลย แต่ได้ผ้าปักสำเร็จมา 6 ผืน หากตีค่าเป็นเงินแล้วมากมายกว่าหนังสัตว์เป็น 100 ผืนเสียอีก มันใช้ความเร็วผ่านบ้านฟากงกงไปอย่างรวดเร็วโดยไม่มีใครมองเห็น ครั้นเข้าบ้านและเอาของเก็บแล้วก็เดินช้าๆย้อนกลับมาตามที่ตกลงกันไว้ เจ้าเสือน้อยนั่งคิดทบทวนวิชาอยู่หน้าบ้านตอนเช้า มีคนเดินมาที่ประตูหน้าบ้าน 3 คน เป็นการประคองกันมา เสียงพูดดังมาให้ได้ยินว่า นั่นไง อยู่พอดี เข้าไปเถอะ เง็กโฮ้ว พวกข้าพาบิดามาให้ช่วยรักษาหน่อย เจ้าของบ้านลุกขึ้นยืนรอ ผู้มาเป็นสองพี่น้องตงฟา ตงเฉียบ และ ตงกุ่ยซึ่งเป็นบิดาของทั้งสอง มีอยู่บ้านห่างไปห้าหลัง เมื่อแขกมาถึงแคร่ก็ทักทายและเชิญนั่ง มีอะไรกันเหรอตั่วเจ่ก กุ่ยกงกงเป็นอะไรไป เด็กน้อยสอบถามตงฟาที่เป็นพี่ใหญ่ บิดาเดินไม่ถนัด เห็นฟากงกงบอกว่าเจ้านวดให้แล้วเดินได้ พวกเราเลยพาให้ช่วยนวดให้หน่อย ตงฟาบอกกับเด็กน้อย ทำให้เจ้าตัวพยักหน้าและบอกว่า งั้นให้เง็กโฮ้วลองดูก่อนนะเผื่อจะหายและเดินได้เหมือนฟากงกง เจ้าของบ้านตัวน้อยนั่งข้างๆผู้ป่วย ลงสำรวจอาการเหมือนทำกับฟากงกงก็ทราบสาเหตุว่าเส้นตีบตันเหมือนกัน แต่เป็นมากกว่าเลยเดินลำบาก จึงนวดให้พร้อมกับใช้ลมปราณช่วยกรุยจุด ผ่านไปพักใหญ่ก็หยุด ให้กุ่ยกงกงลองขยับขาก็ขยับได้ และเมื่อลองเดินดูก็เดินได้เหมือนคนปกติ ทั้งคนป่วยและคนพามาต่างส่งเสียงชมเชยลูบหน้าลูบหลังหมอตัวเล็กเป็นการใหญ่ หลังจากนั้น ข่าวคราวก็ไปเกินคาดจากนวดหายกลายเป็นรักษาได้ทุกโรคเพราะผลการพูดแบบปากต่อปาก เจ้าตัวต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นคนเจ็บทยอยกันมาบ้านอยู่เรื่อยๆ ดีที่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของผู้ชราที่เดินไม่ค่อยถนัด สาเหตุจากเส้นตีบตัน ทำให้มันมีความชำนาญในการรักษามากขึ้น บางคนเป็นโรคแปลกๆเช่นซูบซีด เล่นเอาหมอเหงื่อตก จะบอกว่ารักษาไม่ได้ก็สงสาร ต้องใช้ปราณตรวจหาสาเหตุอุตลุดจึงรู้ว่าเป็นโรคเกี่ยวกับอวัยวะภายใน ใช้เวลาทบทวนหาเรื่องที่ได้เรียนไปพักใหญ่จนเจอสมุนไพรที่น่าจะเข้ากับโรคนี้ จึงมอบให้นำไปต้มกิน ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์คนไข้ก็เดินมารายงานตัวด้วยหน้าตาสดใสสมบูรณ์แข็งแรงผิดไปเป็นคนละคน ทีนี้ช้างฉุดก็ไม่อยู่แล้ว เง็กโฮ้วกลายเป็นหมอน้อยของคนในย่านนี้ไปเป็นที่เรียบร้อย การเป็นหมอทำให้หมดโอกาสที่จะเข้าป่าไปนาน แต่มีผลดีคือเริ่มรู้วิธีการรักษาโรค เดิมทีมีแต่ตำราสมุนไพร ตำราต้มยา ตำราฝังเข็ม ไม่มีตำราทางการแพทย์เลย ด้วยไหวพริบชั้นเลิศสามารถประยุกต์ความรู้มารักษาโดยใช้ปราณเป็นพื้นฐาน เกิดเป็นการรักษาแนวใหม่ขึ้นมา ผู้มาหาที่เจ็บป่วยกลับหายเป็นปกติสุขภาพแข็งแรง ทำให้ชื่อเสียงขจรขจาย ชั่วเวลาเพียงเดือนเศษมีผู้ป่วยจากเมืองอื่นเดินทางมาให้รักษาอยู่เรื่อยๆ ไม่เพียงแต่คนชราเท่านั้นมีคนหนุ่มคนสาวเพิ่มขึ้นด้วย เรื่องกระดูกหักไม่ว่าจะเป็นแขน ขา มันก็รักษาได้โดยใช้ความรู้ที่รักษาเจ้าจ๋อมาปรับปรุงให้เข้ากับคน กลางคืนต้องแวบไปหาตัวยาในป่าเขามาตุนไว้ ผลได้เหล่านี้นับว่ามีคุณค่าต่อเจ้าตัวอย่างมหาศาล หยูเหวินนำผ้าปัก 6 ผืนของมันไปขาย แต่ละผืนได้เงินไม่ต่ำกว่าผืนละ 5,000 ตำลึง หักค่าหนังสือยังเหลือเงิน 33,000 ตำลึง ทำให้กลัวถูกปล้นกลางทาง ต้องว่าจ้างคนให้มาส่งกลับบ้านเป็นเงิน 500 ตำลึง เง็กโฮ้วนำไปแจกให้ลุงป้าทั้งหลายบ้านละ 100 ตำลึง มันมอบให้ผู้นำสินค้าไปขาย 1,500 ตำลึง โดยบอกว่าเป็นค่าเสี่ยงชีวิตและบังคับให้รับเอาไว้ คราวนี้มันมีเงินเก็บรวมกับของเก่าเป็นเงินถึง 21,400 ตำลึง มากเกินจะเก็บในบ้านได้จึงใช้เวลายามค่ำคืนแบกวิ่งไปเก็บยังภูเขาที่พัก โดยซ่อนไว้ในโพรงลับตาและเอาหินก้อนใหญ่ปิดทับ สภาพของเด็กน้อยที่พยายามช่วยรักษาคนป่วย ทำให้หยูเหวินที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่คิดหาทางช่วยเหลือ ตอนเอาของไปขายก็ให้ลูกน้องเที่ยวหาตำราของหมอที่มีอยู่ไม่ว่าลูกหลานจะเก็บไว้หรือมีขายในร้านขายหนังสือ ซื้อหามาได้หลายเล่ม เง็กโฮ้วอ่านและศึกษาบางเล่มให้ความรู้เพิ่มจากที่ตัวมีอยู่ บางเล่มช่วยให้มีการประยุกต์การรักษา นับว่าเป็นประโยชน์ต่อทั้งหมอมือใหม่และคนไข้ วันนี้เจ้าตัวน้อยว่างงาน เพราะคนเจ็บทั้งหลายถูกฝีมือที่เฉียบขาดกำจัดโรคให้อย่างรวดเร็ว เลยไม่มีใครเจ็บป่วยอีก เรียกอีกอย่างว่าป่วยไม่ทันการรักษา หมอน้อยนั่งหน้าบ้านมีเวลาทบทวนวิชาต่างๆที่ร่ำเรียนมาเต็มที่ ใช้เวลา 2 ชั่วยามในการลำดับวิชาและคิดค้นเพิ่ม เนื่องจากมันเรียนจนชำนาญและสามารถหาจุดอ่อนของวิชาที่เรียนพบจึงพยายามคิดเสริมในส่วนที่ขาด เป็นการเสริมส่งให้มันย่างเข้าสู่ระดับปรมาจารย์อย่างไม่รู้ตัว เมื่อคืนนี้คิดการปักผ้าด้วยเข็มสามเล่มสำเร็จและเมื่อลองทำดูก็ได้ผล งานปักผ้าแต่ละภาพเสร็จภายในไม่ถึงสองชั่วยาม มันนั่งคิดว่าถ้าทำวันละสามผืนต้องขายได้เงินมหาศาล ลุงป้าทั้งหลายคงสบายกว่านี้ เลยตั้งใจทำผ้าปักด้วยความคิดอยากช่วยเหลือเป็นแรงหนุน ความดีของเง็กโฮ้วสร้างความไม่พอใจให้กับเด็กเกเรหลายคนในหมู่บ้าน บิดามารดาของเด็กพวกนี้ไปทำงานต่างเมือง พวกมัน 5 คน อายุมากกว่าคนละประมาณ 1-2 ปี เด็กเกเรเหล่านี้ถูกผู้อาวุโสในบ้านดุด่าที่ไม่ช่วยงานบ้านทำตัวไม่เป็นประโยชน์ โดยยกเด็กน้อยเป็นตัวอย่าง เมื่อถูกดุด่าหลายๆครั้ง ทำให้พวกนี้รวมตัวและปรึกษากันหาทางกลั่นแกล้ง วันนี้เห็นว่าไม่มีคนมารักษาและตัวต้นเหตุที่ทำให้พวกมันถูกด่ากำลังอยู่ตามลำพัง จึงพากันมาที่บ้านตรงเข้าหาเด็กน้อยที่นั่งปักผ้าอยู่บนแคร่ เจ้าของบ้านหยุดทำงานตั้งแต่มีคนมาหน้าบ้านแล้ว มองดูท่าทางก็รู้ว่าพวกนี้มาอย่างไม่เป็นมิตร จึงเก็บของไว้และนั่งดูผู้บุกรุกที่เข้ามาใกล้พลางถามออกไป เซี่ยวงู้ตั่วกอและพวกไปไหนมาเหรอ ข้ากับพวกมาหาเจ้า มีเรื่องที่ต้องสะสาง เจ้าเป็นต้นเหตุให้พวกเราถูกดุด่า จะว่าพวกข้าไม่ดีไม่ได้นะ เฮ้ย! พวกเราสั่งสอนมัน เซี่ยวงู้ที่ตัวโต กว่าและสูงกว่าเจ้าของบ้านประมาณหนึ่งฝ่ามือ พูดขึ้นและบอกเพื่อนๆให้ทำร้ายเป้าหมาย พวกมันทั้งหมดเข้ารายล้อมแคร่และลงมือทุบตีทันที เง็กโฮ้วระวังตัวก่อนแล้ว เมื่อถูกรุมตีก็ปล่อยปราณออกคุ้มครองตัวโดยไม่กระแทกเหมือนที่ทำกับเสือใหญ่ มันไม่ต้องการทำร้ายพวกเดียวกัน จึงเอามือปิดป้องทำให้อันธพาลทั้งหลายทุบตีโดนมือที่ป้องกัน แม้จะไม่มีพลังกระแทกแต่ความเข้มแข็งของพลังทำให้มือไม้ของเจ้าเด็กเกเรเหมือนกับทุบโดนก้อนหิน พวกมันต่างร้องโอดโอยสะบัดมือเร่าๆและถอยห่าง ตามองดูผู้ที่มันตีอย่างตกใจ เด็กน้อยเห็นพวกมันหยุดก็เอามือลงและพูดด้วยความขุ่นเคืองว่า พวกเจ้ามาทุบตีข้าทำไม เซี่ยวงู้เอามือถูกันไปมาเพื่อคลายความเจ็บปวดและตอบว่า ข้าไม่พอใจเจ้า จะทำไม เดี๋ยวพวกข้าจะทุบตีเจ้าอีก ถ้างั้นข้าไม่เกรงใจอีกแล้วนะ เด็กน้อยตอบกลับไปทำให้พวกนี้โกรธและลืมความเจ็บปวด ตรงรี่เข้ารุมทำร้ายอีกครั้ง
คราวนี้เจ้าของบ้านคิดสั่งสอนให้หลาบจำจึงปล่อยพลังปราณให้มาก กว่าเดิม เมื่อกำปั้นกระทบกับแขนที่ยกขึ้นป้องกัน พวกเด็กเกเรก็พากันส่งเสียงร้องลั่น ถอยกลับอย่างลนลานเอามือทั้งสองข้างลูบกันไปมา บางคนที่ทุบ แรงมือก็เริ่มเขียวและบวม ต่างมีสีหน้าเจ็บปวด พวกมันเริ่มถอยไปหาประตูเตรียมจากไป พวกท่านทำตัวไม่ดีแล้วยังมาทำร้ายข้า วันนี้เห็นแก่ที่เรารู้จักกันมานาน ข้าจะไม่ทำอะไรมาก แต่ถ้ายังทำร้ายข้าอีกข้าจะโต้ตอบ แล้วอย่ามาว่าข้าใจร้ายนะ กลับไปซะ เซี่ยวโฮ้วพูดพร้อมกับโบกมือไล่ พวกอันธพาลทั้งหลายแม้ใจไม่ยินยอมแต่ทำอะไรไม่ได้ก็เลยพากันจากไป เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เด็กน้อยไม่ไว้วางใจที่จะทิ้งของมีค่าทั้งหลายไว้ในบ้าน เมื่อมันออกจากบ้านจะนำสิ่งของติดตัวโดยใส่ถุงสะพายไว้ข้างหลังตลอดเวลา วันรุ่งขึ้นมีผู้มาขอรับการรักษาจากต่างเมืองอีกหลายราย มีทั้งเดินไม่ได้ ขาหัก แขนหัก อ่อนเพลียและโรคต่างๆอีกหลายโรค ทำให้มันต้องวุ่นวายกับคนไข้ พวกเจ็บป่วยธรรมดาตอนนี้ไม่เหลือบ่ากว่าแรงของมัน ที่ยุ่งยากก็คือโรคที่ไม่รู้สาเหตุที่ทำให้ต้องพิจารณาหาสมุนไพรมารักษาให้ตรงกับโรคหรือใกล้เคียง โชคดีที่มีพลังปราณกล้าแข็งจนใช้ตรวจสอบจุดในร่างได้อย่างง่ายดาย เลยทำให้วินิจฉัยโรคได้ใกล้เคียงความจริงจนสมุนไพรที่ใช้ตรงกับโรค เวลาที่ใช้รักษาผ่านไปหลายวัน เมื่อคนไข้หมดมันก็คิดที่จะไปเที่ยวเล่นในป่าบ้างเพราะไม่ได้เข้าไปเป็นเดือนแล้ว จึงฝากลุงข้างบ้านให้บอกกับคนอื่นๆว่ามันจะเข้าป่าครึ่งเดือนเพื่อหาสมุนไพร และเก็บของพกติดตัวเดินทางเพื่อเข้าป่า ผ่านบ้านใดก็มีคนทักทายตลอดทาง ตอนนี้มันเป็นที่รักและเอ็นดูของทุกๆคนในเมืองไปแล้ว ป่าทำให้เด็กน้อยมีความสุข ความสงบร่มรื่นสร้างความสงบให้กับจิตใจ อันตรายในป่าสำหรับคนอื่นนั้นไม่มีความหมายใดๆสำหรับมัน มันนับตัวเองว่าเป็นส่วนหนึ่งของป่า ความดีใจทำให้มันส่งเสียงร้อง วู้ออกมาดังสะท้านยาวไกลเนื่องจากเป็นการเปล่งด้วยพลังภายใน เสียงนี้ดังไปทั่วป่าและก้องขึ้นท้องฟ้ากระทบโสตของนกอินทรีสีน้ำตาลตัวใหญ่ที่กำลังบินร่อนหาเหยื่อ ทำให้คิดว่ามีสัตว์อื่นท้าทาย ด้วยความโกรธมันจึงร่อนถลาจากความสูงนับ10 ลี้ลงมาหาผู้ท้าทาย จ้าวเวหาร่อนลงมาสอดส่ายสายตามองหาสัตว์ที่มันคิดว่าเป็นศัตรู เห็นมีบางอย่างเคลื่อนที่อยู่บนยอดไม้ไกลตาจึงร่อนไปหาอย่างรวดเร็ว สิ่งที่พบเป็นสัตว์ที่ตัวไม่เล็กนักมีความว่องไวในการเคลื่อนที่จึงโฉบเข้าโจมตีทันที เจ้าเสือน้อยหลังจากกู่ร้องด้วยความดีใจ ก็พลิ้วกายขึ้นไปบนยอดไม้และวิ่งเล่นไปทั่วอย่างมีความสุข มันวิ่งไปๆโดยไม่สนใจว่าจะไปที่ใดเพราะมันกลับภูเขาที่พักได้ถูกต้อง ขณะกำลังวิ่งอย่างเพลิดเพลินก็มีสัตว์ใหญ่จู่โจมลงมาจากกลางอากาศ ทำให้ต้องดีดตัวหลบอย่างว่องไว เมื่อออกห่างไป 5 วาก็พบว่าที่ทำร้ายมันเป็นนกอินทรียักษ์ มันก็ไม่ได้หวาดกลัวเพราะแม้แต่เสือตัวใหญ่ยังเอาไม้ตีวิ่งหนีมาแล้ว นกยักษ์โจมตีพลาดมันก็เหินขึ้นฟ้าและวกกลับมาหาศัตรูอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นก็พุ่งดิ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็ว ข้างเง็กโฮ้วนั้นหักกิ่งไม้ยาวเหมาะมือมาถือไว้เป็นอาวุธรออยู่แล้ว นกอินทรีย์ที่ว่าไวแต่มันไวกว่า ครั้นฉากหลบอย่างฉิวเฉียดได้ก็ฟาดกิ่งไม้ใส่ลำตัวนกทันทีได้ยินเสียงดัง ผัวะ หลังจากนั้นก็มีเสียงร้องดัง แกว๊กลั่นท้องฟ้า เนื่องจากการตีครั้งนี้ไม่ได้เบาเลย เจ้าเด็กน้อยใส่พลังปราณที่มีความร้อนเข้าไปถึง 5 ส่วน ทำให้ด้านข้างลำตัวของนกอินทรีย์มีรอยไหม้เป็นแนวยาว การบินของมันดูขัดๆไม่คล่องแคล่วเหมือนตอนแรก เจ้าเสือน้อยยืนนิ่งมองดูนกยักษ์ที่บินกลับไปตั้งหลัก มือถือกิ่งไม้ห้อยอยู่ข้างลำตัวด้วยท่าทางเหมือนจอมยุทธ์ที่กำลังจะพิชิตศัตรู เมื่อรออยู่ชั่วครู่เจ้านกยักษ์ที่เริ่มหายจากการบาดเจ็บก็บินพุ่งมาเพื่อจิกอีกครั้ง ดูเหมือนคราวนี้มันจะจู่โจมเร็วกว่าครั้งก่อนๆ เมื่อเข้ามาเกือบถึงตัว เง็กโฮ้วก็ลอยตัวขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว สองมือเงื้อไม้ขึ้นเหนือหัวแล้วฟาดลงมาอย่างรุนแรงและรวดเร็ว เจ้านกยักษ์เห็นศัตรูหลบหายไปไม่ทันนึกอะไรก็โดนของแข็งฟาดเข้ากลางหัวอย่างแรงจนมันมึนและร่วงลงบนยอดไม้เสียงดังสนั่น ด้วยความที่ตัวของมันใหญ่ ยอดไม้ที่อยู่กันหนาแน่นก็ไม่อาจทานน้ำหนักได้จึงหักเสียงเกรียวกราว ตัวของมันจึงหล่นร่วงหายลับตาไป เด็กน้อยมองตามและร่อนตัวตามลงไปเบื้องล่าง เห็นที่โคนต้นไม้มีนกยักษ์นอนสลบอยู่ มีเสียงรำพึงว่า พลังตั้งแปดส่วนทำได้แค่สลบไม่ถึงตาย เจ้านี่แข็งแรงจริงๆ พวกเสือนั่นโดนแรงไม่ถึงครึ่งก็ไปไม่รอดแล้ว เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆก็ต้องตกใจกับความใหญ่โตมโหฬารของมัน ตอนสู้กันก็ไม่ได้สังเกตมากเพราะฉุกละหุก ขนาดของนกยักษ์ใหญ่กว่าตัวมันเกือบ 5 เท่า เดินดูรอบตัวแล้วก็สั่นหัวทำท่าจะจากไป แต่คิดได้ว่าถ้าเจ้านี่สลบอยู่เจอพวกเสือก็ตายแน่ ต้องทำให้มันฟื้นก่อนแล้วค่อยไปดีกว่า เด็กน้อยค้นหาสมุนไพรแก้บอบช้ำจากถุงที่อยู่กลางหลัง เอามาขยี้แล้วโปะไปที่รอยถูกตีตรงข้างลำตัวและหัวของมัน เอากระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุน้ำออกมา หาใบไม้ใหญ่ๆมาทำเป็นกรวยและค่อยเทน้ำใส่แล้วนำไปกรอกที่ปากของนกยักษ์หมดไปหนึ่งกรวย แล้วก็ถอยไปหักกิ่งไม้มาถือไว้และยืนดูพร้อมกับดื่มน้ำไปด้วย เพียงครู่เดียวเจ้านกยักษ์ก็เริ่มกระพริบตาจากนั้นก็ลืมตาขึ้นมา มันแปลกใจว่าอยู่ที่ไหน พักใหญ่ก็ขยับตัวค่อยๆลุกขึ้น เง็กโฮ้วก็มองดูมันเฉยอยู่ เมื่อมันเห็นเข้าก็จำได้ว่าเป็นศัตรูแต่เมื่อเห็นกิ่งไม้เข้าก็เกิดความเกรงกลัว มันรู้ว่าเจ้ากิ่งไม้นี้เองที่ทำให้มันลงมาอยู่ที่นี่ เจ้าเสือน้อยยกกิ่งไม้ขึ้นชี้มันและพูดว่า ยังจะสู้อีกเหรอ ทีนี้จะตีให้ขาลากเลยนะ เจ้านกยักษ์ไม่รู้หรอกว่าไอ้ตัวที่พูดเบื้องหน้าน่ะเป็นอะไร แต่มันกลัวไม้ในมือมากกว่าเลยส่งเสียง แกร๊กๆและถอยหลังออกห่าง เด็กน้อยเห็นเช่นนั้นก็นึกสนุกและรู้ว่ามันกลัวกิ่งไม้ในมือจึงยกไม้ขึ้นกวักเรียก มานี่ แต่ไม่ได้ผล เจ้านกยักษ์กลับถอยไปอีกก็ชักขัดใจพุ่งตัวเข้าใกล้พร้อมกับเงื้อไม้จะตีซ้ำ เจ้าตัวใหญ่กลัวจนลนลานหมอบลงกับพื้นทันทีเพราะถอยไม่ทัน เง็กโฮ้วเห็นมันกลัวมากก็สงสารเอากิ่งไม้ซ่อนไว้ข้างหลังเดินเข้าไปหามันแล้วเอามือน้อยๆลูบหัวมันเบาๆพร้อมกับพูดว่า โอ๋! นกน้อยๆ ไม่ต้องกลัวนะ ข้าไม่ทำอะไรเจ้าหรอก ไปเถอะ ข้าก็จะไปเที่ยวแล้ว ว่าแล้วก็เดินหลีกตัวนกอินทรีย์มุ่งหน้าไปในป่า พอไปได้ระยะหนึ่งก็ขึ้นสู่ยอดไม้และวิ่งต่อไปอย่างร่าเริง ขณะเดินทางได้พักใหญ่รู้สึกว่าถูกติดตามจากเบื้องบน เหลียวกลับไปดูก็เห็นนกอินทรีย์ยักษ์บินตามมาแต่ดูแล้วไม่ดุร้ายเหมือนก่อนจึงหยุดยืนดู เมื่อมันบินเข้ามาใกล้ก็ส่งเสียง แกร๊กเบาๆ แล้วร่อนลงมาหากิ่งไม้ที่แข็งแรงเกาะและมองตอบ ตามมาทำไมล่ะ ข้าจะไปเที่ยว เจ้าก็ไปตามทางของเจ้าสิ ไปเถอะ ชิ่ว ชิ่ว พูดบอกและไล่แล้วก็หันหลังกลับวิ่งต่อไป ครู่เดียวก็มีเสียงบินตามอีกจึงเงยหน้ามองดูก็เห็นนกยักษ์บินอยู่ข้างบน เลยนึกสนุกว่าเป็นไงเป็นกันขี่นกเล่นดีกว่า นึกแล้วก็ใช้พลังส่งตัวเหินขึ้นไปอยู่บนตัวนกและบอกมันเล่นๆว่า เอ้า! จะไปไหนก็ไป ขอนั่งบนนี้นะ เจ้านกยักษ์เมื่อเด็กน้อยขึ้นมาบนหลังแล้วก็ส่งเสียงร้องดังยาวนานและบินขึ้นฟ้าทันที
หมายเหตุ พิมพ์ Word มาดีแล้ว พอ Up มันเพี้ยนไป๋ ประหลาดบ้างบางวรรค บางตอนก็แล้วแต่ดิน ฟ้า อากาศนะครับท่านผู้ชม ...อิ...อิ...(ข้อยจนปัญญา)
Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone และ Android Phoneเตรียมพบกับ Dek-D Writer App เวอร์ชั่น iPad / Android Tablet เร็วๆนี้ ฟรี!
|