|
“สวัสดีจ้ะ!” เสียงใสๆ เอ่ยทักทายในยามเช้า “สะ...สวัสดีค่ะ” คนโดนทักละล่ำละลักตอบอย่างตกใจเล็กน้อย เด็กสาวผู้เอ่ยทักยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตรให้อีกครั้ง ผมสีดำเหยียดตรงที่สไลด์นิดๆ พองามยาวประบ่าของเธอปลิวไปตามแรงลมจนเธอต้องรีบรวบมันเอาไว้ ดวงตากลมโตสดใสบัดนี้หรี่ลงเล็กน้อยเพื่อป้องกันฝุ่นผงเข้านัยน์ตา จากนั้นเธอจึงค้อมศีรษะเล็กน้อยให้ก่อนจะเดินผ่านเด็กหญิงกลุ่มนั้นไป “วันนี้รุ่นพี่ต้นน้ำก็ยังlสวยสง่างดงามเหมือนเดิมเลยเนอะ” เด็กหญิงที่ได้รับการทักทายยามเช้าเอ่ยกับเพื่อนข้างๆ เธอ สายตามองตามร่างสูงระหงที่เดินผ่านหน้าไปด้วยแววตาเลื่อนลอยเล็กน้อย “เหอะๆๆ” เด็กสาวอีกคนหนึ่งซึ่งเดินตามหลังสาวสวยคนนั้นมาติดๆ กระแทกเสียงในลำคอพลางกรอกตาไปมา ไม่น่าเชื่อว่าจะกลายเป็นแบบนี้ไปได้... วันนี้เป็นวันเปิดภาคการศึกษาใหม่ ซึ่งในปีนี้แพรวและต้นน้ำขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่แล้ว ไม่น่าเชื่อว่าเวลาจะผ่านมาเร็วขนาดนี้ และที่ไม่น่าเชื่อยิ่งกว่าก็คือ ทำไมใครๆ ถึงลืมไอ้ต้น เด็กหญิงมาดทอมบอย คนที่ใครๆ เคยกรี้ดกร้าดว่าเท่นักหนากันไปได้ง่ายดายขนาดนี้ แพรวนับถือความบ้าของต้นน้ำจริงๆ เพราะความบ้านั้นส่งผลให้เกิดความมุ่งมั่นอย่างเหลือเชื่อ นับตั้งแต่เมื่อสองปีก่อนตอนที่ต้นน้ำตั้งมั่นว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ตอนนั้นแพรวไม่คิดสักนิดเลยว่ามันจะทำได้ แต่ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ต้นน้ำก็ลงมือทำตามที่พูดทันที เริ่มด้วยการลาออกจากชมรมเทควันโด(ซึ่งทำให้รุ่นพี่ในชมรมเทควันโด้บางคนถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความเสียดาย) เลิกเล่นกีฬาทุกอย่างและหันไปเพียรพยายามสมัครเป็นเชียร์ลีดเดอร์แทน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ประสบความสำเร็จในช่วงแรกแต่แล้วก็เป็นจริงเมื่อตอนอยู่ชั้นม.3 จนได้ เออ...เอากับมันสิ ผมที่เคยสั้นก็ปล่อยไว้ยาว แม้ว่าจะเพียงแค่ยาวเลยช่วงไหล่ไปเพียงห้าหกเซ็นติเมตร แต่ก็ทำให้ธาราธรพ่อของต้นน้ำถึงกับร่ำไห้ เพราะเขาเองเป็นคนที่พยายามให้ต้นน้ำตัดผมสั้นให้เหมือนผู้ชายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้มาตั้งแต่เด็ก แต่แน่นอนว่าไม่ว่าใครก็ไม่สามารถขัดขวางความตั้งใจบ้าๆ ของต้นน้ำได้ พ่อของเธอจึงต้องยอมรับชะตากรรมที่ได้เห็นต้นน้ำเริ่มกลายร่างเป็นเด็กผู้หญิงจริงๆ จนได้ไปตามระเบียบ กิริยาท่าทางที่แสดงออกจากที่เคยโผงผางเอะอะโวยวายราวกับก็อดซิล่าบุกโลก ต้นน้ำก็เลิกทำทั้งหมด เปลี่ยนมาพูดจาสุภาพเรียบร้อยแม้กระทั่งกับเพื่อนในห้อง ท่วงท่าการเดินจากที่เคยก้าวยาวๆ เดินเร็วเหมือนผู้ชาย ก็เปลี่ยนเป็นก้าวช้าๆ ยืดหลังตรงและยิ้มหวานให้กับผู้คนรอบข้างแทน แรกๆ ก็ยังมีเพื่อนๆ ที่งุนงงกับการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่แค่ไม่นานทุกคนก็เคยชินและยอมรับได้อย่างง่ายดาย จนแทบไม่มีใครจำได้แล้วว่าต้นน้ำเคยเป็นเด็กแก่นแก้วเหมือนทอมบอยมากขนาดไหน จริงอยู่ที่คนเราเมื่อโตขึ้นก็อาจจะเปลี่ยนแปลงกันได้บ้าง อย่างตัวแพรวเองนั้นตอนนี้ก็ไม่ได้ถักเปียสองข้างอีกแล้ว เธอตัดผมสั้นลงเล็กน้อยแล้วเปลี่ยนมารวบเป็นหางม้าไว้แทน เหล็กดัดฟันที่เคยใส่ตั้งแต่สมัยประถมก็เอาออกไปแล้ว มีเพียงใบหน้าที่ยังคงความหมวยเอาไว้เช่นเดิม ก็แน่ล่ะว่านั่นมันเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่สำหรับต้นน้ำ จะไม่มีใครนึกสงสัยกันหน่อยหรือไงว่านี่มันจะเปลี่ยนมากเกินไปแล้วนะ! แพรวถอนหายใจเฮือกใหญ่ เอาเถอะ ถึงอาจจะพอมีคนที่ติดใจสงสัยอยู่บ้าง แต่ถ้าให้พูดอย่างเป็นกลางจากที่เห็นแล้ว คนอื่นๆ คงชอบต้นน้ำเวอร์ชั่นเรียบร้อยมากกว่าเวอร์ชั่นโวยวายล่ะนะ ยิ่งต้นน้ำคงความเป็นทอมบอยเอาไว้เพียงแค่ปีเดียวแล้วด้วย ดังนั้นเวลาที่ผ่านมาถึงสองปีนี้ก็คงทำให้ใครๆ พากันลืมเลือนภาพลักษณ์เมื่อก่อนไปกันสิ้นหมดแล้ว รุ่นน้องเข้าใหม่บางคนถึงขนาดร่ำลือกันว่าต้นน้ำคงเป็นคุณหนูจากตระกูลที่ร่ำรวยและเก่าแก่เป็นแน่แท้ ก็ว่ากันเข้าไปนั่น แต่ใครเลยจะรู้ว่าทั้งหมดที่เห็นน่ะมันเป็นเพียงแค่เปลือกนอก เพราะว่า... “เฮ้ย! ไอ้แพรว คันหลังว่ะ เกาให้หน่อยดิ” ต้นน้ำเอ่ยกับแพรวเมื่อทั้งคู่นั่งลงที่โต๊ะในห้องเรียนแล้ว “เกาเองสิ” “ได้ไงเล่า ภาพลักษณ์เสียหมด” ต้นน้ำกระซิบบอก “ชิ!” แพรวต้องจำใจยอมทำให้อย่างช่วยไม่ได้ จริงๆ แล้วแพรวก็เพิ่งมาตระหนักเอาตอนที่ต้นน้ำลงทุนเปลี่ยนแปลงตัวเองนี่แหละว่า ความจริงหน้าตาของต้นน้ำก็สวยน่ารักเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดั้งเดิมก็เป็นคนผิวขาวเนียน แต่เมื่อก่อนดันชอบวิ่งเล่นกลางแดดท้ามะเร็งผิวหนังอยู่ตลอดเวลาผิวก็เลยคล้ำจนเหมือนเด็กผู้ชาย แต่เมื่อช่วงหลังมานี้เลิกทำตัวแบบนั้นแล้ว ผิวที่เคยขาวก็เลยกลับมาเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลอีกครั้งหนึ่ง ยิ่งพอมาไว้ผมยาวขึ้นแบบนี้แล้ว ก็ทำให้ดูเหมือนลูกผู้ดีที่ไหนสักที่ได้ไม่ยากเลย ซึ่งจากที่แพรวพิจารณาแล้วนั้นเธอก็ได้ข้อสรุปว่า ต้นน้ำคงจะได้กรรมพันธุ์ทางด้านรูปร่างหน้าตามาจากคุณแม่ที่เสียไปแล้วเป็นแน่แท้ เพราะหากอาศัยเพียงหน้าตาพอไปวัดไปวาได้อย่างธาราธรพ่อของต้นน้ำนั้น คงไม่สามารถให้กำเนิดลูกสาวหน้าตาแบบนี้ออกมาได้ แพรวเคยถามว่าต้นน้ำทำได้อย่างไร คำตอบที่ได้กลับมาก็คือ “ฉันก็เลียนแบบนางเอกละครในทีวีน่ะสิ ยากอะไร ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!” ต้นน้ำตอบพลางยืดอกเท้าสะเอวอย่างภูมิใจเต็มพิกัด...แน่นอนว่ากิริยานี้ทำตอนที่ไม่มีใครคนอื่นเห็นนอกจากแพรวเท่านั้น ช่างเป็นคำตอบของคนบ้าคนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง “เฮ้ย! ไอ้แพรว ทำไมฉันถึงไม่มีแฟนซะทีวะ” ต้นน้ำหันมาบ่นกับเพื่อนสนิทต่อ หลังจากที่แพรวจัดการเกาหลังแบบขอไปทีให้แล้ว “บ่นอะไรของแกน่ะ ก็เห็นคบมาตั้งหลายคนแล้ว นั่นไม่เรียกแฟนเรอะ” “มันก็คล้ายๆ อ่ะ แต่ยังไม่ทันได้ตกลงเป็นแฟนกันก็หายไปก่อนทุกทีนี่นา ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน” ต้นน้ำพูดอย่างเซ็งๆ พลางทำท่าเอียงคอนิดๆ ดูน่ารักในสายตาคนอื่น แต่ดูน่าถีบเป็นอย่างมากในสายตาของแพรว เพราะเธอรู้ดีว่านี่มันเสแสร้งแกล้งทำชัดๆ “แกอยากรู้เหตุผลจริงๆ เรอะ?” แพรวยื่นหน้าเข้ามาใกล้แล้วพูดอย่างเบื่อๆ ต้นน้ำพยักหน้าตอบอย่างกระตือรือร้น ดวงตากลมโตจ้องเขม็งดูใสซื่อบริสุทธิ์ แต่สำหรับแพรวมันดูเป็นแววตาของคนที่ซื่อบื้อสุดๆ ต่างหาก *************************** 5...4...3...2...1...แอ็กชั่น! ผู้เคราะห์ร้ายรายที่หนึ่ง... เด็กชายหนุ่ย(นามสมมติ) เป็นเด็กผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกับต้นน้ำที่อาศัยอยู่ในซอยเดียวกัน เขาเคยเล่นกับต้นน้ำมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ในตอนนั้นคิดว่าต้นน้ำเป็นเด็กผู้ชายมาตลอด จนกระทั่งต้นน้ำเปลี่ยนตัวเองไปเป็นสาวหวานแล้วนั้น เพียงครั้งแรกที่ได้เห็นเขาก็ตกหลุมรักต้นน้ำขึ้นมาทันที หลังจากเด็กชายหนุ่ยเพียรพยายามทำเป็นบังเอิญเดินมาทักทายอยู่หลายครั้ง ทั้งสองคนก็เริ่มพูดคุยเรื่องเก่าๆ ตั้งแต่ครั้งยังเด็กกันมากขึ้น ตัวต้นน้ำเองนั้นหลังจากเล็งไปเล็งมาอยู่สองสามทีแล้วก็พบว่า เด็กชายหนุ่ยนั้นแม้ว่าจะไม่เข้าเป้าที่เธอตั้งเอาไว้ทั้งหมด แต่ก็ยังพอกล้อมแกล้มไปได้บ้าง ลูกชายร้านขายยาหน้าปากซอย เรียนโรงเรียนรัฐบาลแต่ก็เป็นโรงเรียนมีชื่อทีเดียว หน้าตาตี๋ๆ ไม่ได้ดูดีมากมาย แต่ก็พอถูไถไปได้ ไม่แน่นะ...โตขึ้นอาจจะหล่อกว่านี้ก็ได้ หน้าตี๋ๆ ยิ่งกำลังอินเทรนด์...อืม ทั้งสองคนนัดเจอกันที่สนามเด็กเล่นใกล้บ้านในตอนเย็นหลังเลิกเรียนอยู่หลายครั้ง ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้สวย...จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง “เฮ้ย! เป็นเด็กเป็นเล็กมาทำจี๋จ๋าอะไรกันแถวนี้วะ! เกะกะลูกตาเฟ้ย!” ชายหนุ่มวัยรุ่นตอนปลายท่าทางเอาเรื่องคนหนึ่งที่เดินผ่านมาพบทั้งสองคนตะโกนเสียงดังเข้ามาให้ได้ยิน แต่ทั้งสองคนก็ทำเป็นไม่สนใจ “บอกว่าเกะกะไง!” วัยรุ่นคนนั้นยังคงพูดหาเรื่องไม่หยุด ก่อนจะเดินตรงเข้ามาตรงหน้าทั้งสองคน “ไอ้ตี๋! พาแฟนแกไปที่อื่นไป๊! ข้าจะสูบบุหรี่ตรงนี้เข้าใจมั้ย!” “ไปกันเถอะต้นน้ำ” หนุ่ยกระซิบเสียงเบากับต้นน้ำอย่างหวาดๆ “ไม่ต้องหรอก สนามเด็กเล่นนี่มันที่สาธารณะนะ” ต้นน้ำพูดอย่างไม่เกรงกลัว “พูดอะไรนะนังเด็กนี่ เดี๋ยวปั๊ด!” ชายหนุ่มตะคอกก่อนจะเงื้อมือขึ้นในอากาศ ไม่ทันรอให้ได้เงื้อจนสุดมือดี ต้นน้ำก็ใช้หมัดข้างที่ถนัดต่อยตู้มเข้าให้ที่ใบหน้าของชายคนนั้นจนหงายหน้าไป ก่อนจะตามด้วยลูกกระโดดถีบซุปเปอร์พาวเวอร์แอ็กแท็ก(ชื่อนี้ต้นน้ำตั้งขึ้นเองตอนอยู่ชั้นป.3)ที่แสนจะชำนาญจากการฝึกฝนเทควันโดมาตั้งแต่เด็ก เด็กชายหนุ่ยได้แต่นั่งอึ้งมองดูสถานการณ์ตรงหน้าตาไม่กะพริบ “วันหลังยังกล้าซ่าส์กับเด็กๆ อีกมั้ย ห๊า! ว่าไง!” ต้นน้ำตะคอกใส่ชายหนุ่มที่บัดนี้นอนตัวงออยู่บนพื้น โดยที่ยังคงโดนฝ่าเท้าของต้นน้ำเหยียบกระแทกลงไปซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุด ต้นน้ำก้มลงไปกระชากคอเสื้อของชายคนนั้นที่ตอนนี้แทบจะไม่ได้สติแล้วด้วยมือทั้งสองขึ้นมา ก่อนจะพูดใส่หน้าเสียงดัง “แล้วก็...สูบบุหรี่มันทำให้เป็นมะเร็งโว้ย! เลิกได้แล้วไอ้บ้า!” พูดจบต้นน้ำก็ผลักร่างนั้นลงกับพื้นตามเดิมอย่างแรง ปัดฝุ่นออกจากมือสองสามที แล้วจึงหันหน้ากลับมายิ้มหวานให้กับเด็กชายที่น่าจะนั่งอยู่ด้านหลัง ทว่า...เด็กชายหนุ่ยได้หายตัวไปจากตรงนั้นแล้ว และตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาต้นน้ำก็ไม่ได้เจอหน้าเขาอีกเลย ********************************** ผู้เคราะห์ร้ายรายที่สอง... พจน์(นามสมมติ) หนุ่มแรกรุ่นวัยสิบหกปี ผู้ซึ่งเข้ามาเรียนเทควันโด ณ โรงยิม ‘ธาราธร’ ของพ่อของต้นน้ำ เพียงแค่เข้ามาเรียนวันแรกเขาก็ตกหลุมพราง เอ๊ย! ตกหลุมรักต้นน้ำผู้ซึ่งแวะมาหาบิดาของเธอที่นั่นในวันหยุดสุดสัปดาห์ทันที หากสงสัยว่าแล้วเด็กหนุ่มคนอื่นๆ ที่มาเรียนที่นี่เล่า เหตุใดจึงไม่ต้องตาต้องใจกับความสวยน่ารักของต้นน้ำกันบ้าง ก็ต้องขอชี้แจงเสียหน่อยว่า นั่นเป็นเพราะโรงยิมแห่งนี้ก็ไม่ได้มีนักเรียนมากมายอะไร ส่วนใหญ่ก็เป็นนักเรียนเก่าๆ ซึ่งรู้ซึ้งถึงธาตุแท้ของต้นน้ำเป็นอย่างดีจนไม่กล้าเฉียดเข้าใกล้กันอยู่แล้ว ส่วนนักเรียนเข้าใหม่ก็มักจะเป็นเด็กวัยประถมเป็นส่วนมาก น้อยนักที่จะมีหนุ่มๆ แบบนี้หลงมาสักคนหนึ่ง เมื่อมีนักเรียนเข้าใหม่ โดยเฉพาะเมื่อเป็นเด็กหนุ่มเยี่ยงนี้แล้ว ต้นน้ำมีหรือจะพลาดที่จะจัดการเช็คประวัติให้เรียบร้อยก่อนจะย่างกรายเข้าไปแสดงตัวในโรงยิม เรียนในโรงเรียนเอกชนชายล้วนที่มีชื่อ และดูท่าทางจะเรียนเก่งเสียด้วยเพราะตั้งเป้าในอนาคตไว้ว่าจะเป็นวิศวกร ฐานะทางบ้านก็ร่ำรวยพอประมาณ หน้าตาผิวพรรณก็ดูเกลี้ยงเกลาทีเดียว เสียแต่ว่าผิวคล้ำไปสักนิด แต่ก็ไม่เป็นไรพอให้อภัยได้ หลังจากได้พบสบตากันสองสามครั้ง ชายหนุ่มก็ขอต้นน้ำออกเดท และมีหรือที่เด็กสาวอย่างต้นน้ำจะพลาดโอกาสนี้ เอ่อ...ไม่ใช่สิ ตอนแรกก็แกล้งทำเป็นเล่นตัวนิดหน่อยพอเป็นพิธี แต่พอถูกชวนเพียงครั้งที่สองก็ตกลงยอมไปนั่งกินไอศกรีมที่ร้านใกล้ๆ โรงยิมอย่างง่ายดาย ความสัมพันธ์ดูเหมือนจะราบรื่น แม้ว่าจะมีอุปสรรคเล็กน้อยเป็นธาราธรพ่อของต้นน้ำนั่นเองที่มีทีท่าเสียอกเสียใจเหลือเกินที่ต้นน้ำจะคบกับเด็กผู้ชายแทนที่จะหาภรรยา(เป็นพ่อประสาอะไรก็ไม่ทราบได้...) แต่แล้วเขาก็กลับมาร่าเริงได้อีกครั้งเมื่อแพรวผู้ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับต้นน้ำเอ่ยปลอบใจด้วยคำพูดที่ว่า “คุณพ่อไม่ต้องกลุ้มไปหรอกค่ะ หนูพนันร้อยเอาสิบบาทเลยว่าไม่เกินเดือนหมอนี่ต้องเผ่นหนีแน่” และแล้ววันที่คุณพ่อรอคอยก็มาถึง เมื่อในวันหนึ่งหนุ่มพจน์ขาดคู่ซ้อมเพราะคนไม่พอเข้าพอดี และในวันนั้นต้นน้ำก็มานั่งยิ้มหวาน(ที่พยายามปั้นขึ้น)ให้กำลังใจตามปกติ ธาราธรจึงเสนอขึ้นมาทันทีด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ “ต้นไปซ้อมกับพจน์หน่อยสิลูก คนไม่ครบแน่ะ” “ต้นน้ำเล่นเทควันโดเป็นด้วยเหรอครับ ไม่เห็นเคยบอกเลย ปกติเห็นเอาแต่นั่งดูเฉยๆ” พจน์พูดกับต้นน้ำอย่างทึ่งๆ เล็กน้อย “เอ่อ...ก็พอได้น่ะค่ะ” ต้นน้ำอ้อมแอ้มตอบ แต่ไม่ลืมทำเป็นเหนียมอายเล็กน้อยดูน่ารักพอเป็นพิธี “ไปเปลี่ยนเสื้อสิลูก” ธาราธรเร่งเร้า “แหม...อย่าดีกว่าค่ะพ่อ หนูไม่ได้เล่นนานแล้ว คุณพ่อเป็นคู่ซ้อมให้เขาเองไม่ดีกว่าเหรอคะ” ต้นน้ำพยายามเลี่ยง ธาราธรคิดในใจว่า...ดูไอ้ลูกคนนี้มันนะ พออยู่กะหมอนี่แล้วทำเป็นพูดจาไพเราะทุกทีเชียว พออยู่บ้านไม่เห็นเคยเป็นแบบนี้ “เถอะน่าครับต้นน้ำ ผมอยากเห็นต้นน้ำใส่ชุดฝึกจังเลยครับ ต้องน่ารักแน่ๆ ผมสัญญาว่าจะออมแรงไว้นะครับ ไม่เจ็บตัวแน่นอนรับประกันเลย” พจน์ยิ้มหวาน พยายามหว่านล้อมด้วยอีกคน ต้นน้ำได้แต่ยิ้มเฝื่อนๆ ให้ ส่วนพ่อของต้นน้ำแอบหัวเราะหึๆ ในลำคอ ไม่ได้รู้อะไรซะเล้ยไอ้หนุ่มดวงซวยเอ๋ย...ธาราธรคิด เมื่อเริ่มต้นฝึกในตอนแรกนั้น ต้นน้ำพยายามใช้แรงน้อยๆ และพยายามเตะไม่ให้โดนพจน์มากนัก แต่มองปราดเดียวไม่ว่าใครก็รู้ว่าต้นน้ำกำลังฝืนตนเองอยู่ เพียงแต่คนละความหมายกับที่พจน์เข้าใจเท่านั้นเอง จนกระทั่งเด็กหนุ่มเอ่ยขึ้น “ตามสบายเลยครับต้นน้ำ ใช้แรงได้เต็มที่เลยครับ ไม่ต้องเกร็งไปหรอก ถึงจะไม่ได้เล่นมานาน แต่ทำตัวสบายๆ เดี๋ยววิชาก็ฟื้นขึ้นมาเองแหละครับ” เขาพูดพลางยิ้มให้อย่างจริงใจ “จะดีเหรอคะ?” ต้นน้ำบอกเสียงเบา “เอาเลยครับ เต็มที่เลยครับ” พจน์ตอบพร้อมด้วยรอยยิ้ม...น่าสงสารเหลือเกิน ไม่ได้รู้ชะตากรรมของตัวเองเอาเสียเลย ต้นน้ำจึงเริ่มเล่นอย่างเต็มที่ ครู่เดียวชายหนุ่มเองก็เริ่มรู้สึกนิดๆ แล้วว่าหญิงสาวคนนี้ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ผ่านไปไม่กี่นาทีต้นน้ำก็เริ่มลืมตัวว่ากำลังซ้อมอยู่กับชายหนุ่มที่เป็นเป้าหมายของตนเอง จนกระทั่งในวินาทีที่หนุ่มน้อยผู้น่าสงสารเปิดช่องว่าง “ย๊ากกกก!” เสียงต้นน้ำตะโกนก้องพร้อมกับลูกเตะกระโดดกลับหลัง อีกท่าหนึ่งของลูกสาวคนนี้ที่ธาราธรภูมิใจนำเสนอทีเดียว ขอเสริมรายละเอียดอีกสักนิดว่า ก่อนหน้าที่ต้นน้ำจะเลิกเล่นเทควันโด้ไปนั้นเธอพิ่งสอบได้สายดำมาหมาดๆ แถมท่านี้เป็นท่าถนัดท่าหนึ่งของต้นน้ำเสียด้วย แต่ชายหนุ่มหาได้รู้ไม่... ต้องใช้เวลาหลายสิบนาทีทีเดียวกว่าที่หนุ่มพจน์ผู้น่าสงสารจะฟื้นขึ้นมาได้ และหลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้มาที่โรงยิมแห่งนี้อีกเลย แม้ว่าจะเหลือชั่วโมงฝึกอยู่ก็ตามที ******************************* เหยื่อ...เอ๊ย! ผู้เคราะห์ร้ายรายที่สาม หนุ่มต้น(นามสมมติ) โอ้...ชื่อเดียวกันเสียด้วย ครานี้ต้นน้ำนึกว่าจะได้เจอเนื้อคู่เป็นแน่แท้แล้ว เขาเป็นนักเรียนในโรงเรียนชายล้วนชื่อดังที่อยู่ใกล้ๆ กับโรงเรียนของต้นน้ำ อายุมากกว่าต้นน้ำสองปี เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาดีพอจะไปประกวดหนุ่มดัชชี่ได้เลยทีเดียว แต่เนื่องด้วยทางบ้านมีกิจการพันแปดร้อยล้านรอให้เขากลับไปสืบทอดกิจการอยู่ ดังนั้นเขาจึงเอาดีทางด้านการเรียนเพียงอย่างเดียว เมื่อจบมัธยมก็วางแผนจะไปเรียนเมืองนอกเมืองนาเอาไว้เรียบร้อย แหม...ช่างเป็นเหยื่อที่เหมาะเจาะสำหรับต้นน้ำเหลือเกิน เขาได้พบเจอต้นน้ำครั้งแรกในงานประจำปีของโรงเรียนของต้นน้ำเมื่อตอนช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งจะอนุญาตให้คนนอกซื้อบัตรเข้ามาชมงานได้ ในครั้งนั้นต้นน้ำแสนสวยของเราก็ได้ทำกิจกรรมที่สำคัญมาก นั่นคือการเฝ้าร้านขายลูกชิ้นปิ้งของห้องของเธอ ด้วยว่าเพื่อนๆ คิดว่าหน้าตาของต้นน้ำคงจะเป็นเครื่องมือในการเรียกลูกค้าได้เป็นอย่างดี และก็ได้ผลเสียด้วย เพราะใครๆ ต่างก็พากันหลงกลการพลิกโฉมของต้นน้ำจากหน้ามือเป็นหลังเท้ามาได้พักใหญ่ๆ จนลืมเลือนภาพลักษณ์เก่ากันไปหมดแล้ว ต้องยอมรับจริงๆ ว่าหน้าตาของต้นน้ำในยามที่ทำตัวเรียบร้อยนั้นช่างน่ารักโดดเด่นเหลือเกิน จึงไม่แปลกที่หนุ่มต้นจะติดกับเข้าอีกคน หลังจากกว้านซื้อลูกชิ้นปิ้งจนเกือบหมดร้านแล้วเขาก็ได้เบอร์โทรศัพท์ของต้นน้ำมาเป็นการตอบแทน แน่นอนว่าส่วนหนึ่งต้นน้ำก็เต็มใจให้อยู่แล้ว เพราะหลังจากการพิจารณาใบหน้าอันหล่อเหลาและการใช้จ่ายเงินอย่างไม่กลัวขนหน้าแข้งร่วงของเขาแล้ว ต้นน้ำก็ได้ข้อสรุปแทบจะในทันทีว่านี่แหละคือเป้าหมายของเธอ ทว่าหลังจากคุยโทรศัพท์กันได้ระยะหนึ่ง เพียงครั้งแรกที่ทั้งคู่นัดออกไปดูหนังด้วยกันในช่วงปิดเทอมก็เกิดเรื่องเข้าอีกจนได้...ซึ่งไม่น่าแปลกใจเท่าไร ภาพยนตร์เรื่องที่ดูนั้นเป็นหนังรักโรแมนติกที่คู่รักนิยมพากันมาดูทั่วไป ซึ่งเป็นแนวที่ต้นน้ำชื่นชอบมากทีเดียว เพราะเธอชอบอยู่แล้วทั้งหนังและละครน้ำเน่าๆ แบบนี้ แต่ในระหว่างที่พระเอกกับนางเอกบนจอกำลังพลอดรักกันอย่างซาบซึ้งนั่นเอง หนุ่มต้นก็เริ่มเอื้อมมือมาจับมืออันบอบบาง(?)ของต้นน้ำทีละน้อย ตอนแรกต้นน้ำก็ไม่ค่อยรู้สึกอะไรหรอก แต่สักพักเธอก็เริ่มเอะใจ เพราะไม่ใช่แค่จับมือเฉยๆ แต่ดูเหมือนว่าจะพยายามลูบไล้อย่างน่าขนลุกด้วย ต้นน้ำจึงชักมือกลับทันที ถ้าแค่ครั้งเดียวยังพอว่า แต่เมื่อเห็นว่าต้นน้ำไม่ได้ว่าอะไรไปมากกว่านั้น หนุ่มต้นก็นึกกระหยิ่มใจว่าต้นน้ำคงจะเล่นตัวไปอย่างนั้นเองจึงได้ลองใหม่อีกครั้งหนึ่ง ภาพเหตุการณ์หลังจากนั้น เหล่าพยานที่ได้พบเห็นต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าช่างน่าสยดสยองเกินกว่าจะบรรยายได้ และสภาพของชายหนุ่มหลังจากที่หญิงสาวได้เดินปึงปังออกไปจากโรงหนังแล้วนั้นดูไม่ได้เลยจริงๆ บางคนถึงกับบอกว่าผ้าขี้ริ้วที่บ้านยังดูดีกว่านี้อีก ส่วนเรื่องที่ว่าหลังจากนั้นหนุ่มต้นต้องใช้เวลาพักฟื้นอีกกี่เดือนนั้นต้นน้ำก็ไม่อาจรู้ได้ เพราะเธอไม่ได้ทราบชะตากรรมของเขาอีกเลยนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา แต่แหล่งข่าวของเราสืบทราบมาว่า ผู้ปกครองของหนุ่มต้นนั้นรีบส่งลูกชายของตนไปเรียนเมืองนอกแทบจะในทันทีที่เขาก้าวเท้าออกจากโรงพยาบาลเลยทีเดียว...โถ...ช่างน่าสงสารเสียนี่กระไร ******************************* “ทำไมชีวิตรักของฉันถึงได้มีแต่เรื่องนะ ทำไมถึงไม่ราบรื่นเหมือนคนอื่นเขาบ้าง มันช่างน่าน้อยใจนัก” ต้นน้ำพร่ำบ่นพลางเอาสองมือเท้าคาง “ฉันว่าบางทีดวงแกอาจจะไม่สมพงศ์กับผู้ชายก็ได้ ลองเปลี่ยนมาคบผู้หญิงดูสิ อาจจะรุ่งก็ได้นะ” แพรวบอกลอยๆ พลางจัดหนังสือในกระเป๋าเรียนให้เข้าที่เข้าทาง “ได้ยังไงกันเล่า!” ต้นน้ำร้องสวนทันที “แล้วทำไมจะไม่ได้ล่ะ?” แพรวถามโดยที่ยังไม่ได้ละสายตามากจากข้างในกระเป๋าเรียนของเธอ “ก็มีละครเรื่องไหนมั่งที่นางเอกมีแฟนเป็นผู้หญิงกันเล่า!” ต้นน้ำตอบหน้าตาเฉย “..............” “ทำไมเหรอ?” “เฮ้อ...ช่างมันเหอะ” แพรวพูดพลางถอนใจ “แต่ทำไมเวลามีผู้หญิงมาสารภาพรักกับแก ก็ไม่เห็นแกรังเกียจอะไรเขานี่” “ก็ไม่ได้รังเกียจหรอก แต่ก็ไม่ได้ชอบอยู่ดีนั่นแหละ และฉันก็ถือคติว่า ‘มีคนชอบย่อมดีกว่ามีคนเกลียด’ เป็นไง คมมั้ย?” “เอาเหอะ อยากคิดอะไรทำอะไรมันก็เรื่องของแก ฉันเบื่อที่จะเถียงอะไรด้วยแล้ว” แพรวบอกอย่างเซ็งๆ ก่อนจะหันไปหยิบหนังสือที่จะใช้เรียนวันนี้มาเปิดดูคร่าวๆ ในตอนนั้นเอง เสียงเด็กสาวหลายคนวี้ดว้ายก็ดังแว่วเข้ามาให้ได้ยิน และเริ่มดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ “มีดารามาแถวนี้รึไง?” ต้นน้ำเอ่ยถามทันที แน่นอนว่านอกจากจะบ้าละครแล้ว ต้นน้ำยังบ้าดาราเอามากๆ อีกด้วย แพรวหันไปมองหน้าเพื่อนสาวที่ชะเง้อคอมองไปที่ประตูห้องเรียนเล็กน้อยด้วยสายตาเบื่อสุดๆ ก่อนจะเอ่ย “สงสัยจะเป็นคนๆ นั้นล่ะมั้ง?” “หา? ใครเหรอ?” ต้นน้ำหันควับมาถาม คิ้วเลิกขึ้นสูง ดวงตากลมโตเบิกกว้างอย่างสนใจใคร่รู้ “นั่นไง” แพรวบอกพลางพยักเพยิดไปทางประตูด้านหน้าห้อง เด็กสาวร่างสูงโปร่งผู้หนึ่งก้าวเท้าเข้ามาให้ห้องเรียน เธอมีผิวสีขาวสะอาดตา ริมฝีปากเรียวบาง จมูกโด่งเป็นสัน ดวงตาเล็กเรียวแต่ทว่าไม่ได้มีชั้นเดียวเหมือนคนเชื้อสายจีนทั่วไป ประกอบกับขนตาที่ยาวงอนตรงปลายเล็กน้อยโดยธรรมชาติทำให้ดวงตาคู่นั้นดูมีเสน่ห์และชวนหลงใหลที่สุดบนใบหน้านั้น ผมเหยียดตรงที่ยาวสยายถึงกลางหลังพลิ้วไสวไปตามแรงลมในทุกย่างก้าวที่เธอคนนั้นเดินเข้ามา ดูราวกับกำลังโฆษณาแชมพูสระผมอยู่ก็ไม่ปาน...ประโยคหลังนี้เป็นสิ่งที่ต้นน้ำคิดอยู่ในใจ ณ เวลานั้น
|