สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

เทพพิทักษ์กาลเวลา ภาคที่1 กำไลท่องเวลา

ตอนที่ 18 : ตะลุยแดนมังกร งานประลองยุทธ 7 ด่าน ตอนที่2 ( 100 เปอร์เซ็น)


     อัพเดท 19 มิ.ย. 54
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/อดีต ปัจจุบัน อนาคต
Tags: แฟนตาซี, เวทมนต์, ข้ามเวลา
ผู้แต่ง : พายุเหนือ ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ พายุเหนือ Email : uswinbig(แอท)hotmail.com
My.iD: http://my.dek-d.com/bigho003
< Review/Vote > Rating : 95% [ 20 mem(s) ]
This month views : 25 Overall : 35,807
581 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 56 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
เทพพิทักษ์กาลเวลา ภาคที่1 กำไลท่องเวลา ตอนที่ 18 : ตะลุยแดนมังกร งานประลองยุทธ 7 ด่าน ตอนที่2 ( 100 เปอร์เซ็น) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 2757 , โพส : 23 , Rating : 102 / 21 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


  
 
  ท่ามกลางแสงสว่างสีขาวที่เจิดจรัสของประตูแห่งกาลเวลา

 ป่านขยับร่าง กระโดดปราดออกมา พร้อมเตรียมระวังตัวอย่างเต็มที่
 
 การข้ามเวลากลางท้องฟ้า จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เหตุใดเมื่อสัมผัสและได้รับธนูฤเวทย์ของพ่อแผน จึงทำให้เกิดการข้ามเวลาขึ้นมา


  
เมื่อชายหนุ่มได้กระโดดออกมายืนอย่างเต็มตัว มองเห็นเบื้องหน้าเป็นป่าไม้ขนาดใหญ่ รกทึบเต็มไปหมด มีโขดหินระเกะระกะอยู่ไปทั่ว
 
มีทั้งโขดหินก้อนเล็ก โขดหินก้อนใหญ่ สภาพข้างหน้า เป็นป่าเบญจพรรณที่มีต้นไม้ ทั้งไม้สัก ไม้เต็ง ไม้รัง และไม้อื่นๆ ที่ไม่รู้จักชื่อ ขึ้นสลับปะปนกันอยู่ทั่วไป

 
 
ป่านหันมองไปรอบๆตัว อย่างระมัดระวัง มองฝ่าทะลุ เข้าไปยังป่าไม้ ที่ปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ ก่อนออกเดินสำรวจไปยังเบื้องหน้า

 ชายหนุ่มพลันได้ยินเสียง เหมือนคนกำลังต่อสู้กันอยู่เบื้องหน้าไกลๆ


  
ในขณะที่ประตูแห่งแสงที่อยู่ด้านหลังของป่าน ยังคงส่องสว่างสีขาวเจิดจ้าอยู่ เป็นประกายสีขาวเรืองรอง

  
  
ชายหนุ่มสำรวมจิต ร่ายพระเวทย์มหากำบังมหาสะกด เป่าพร่วดไปรอบๆตัว
  ป้องกันภูตผีปีศาจและสิ่งที่มองไม่เห็น กันไว้ดีกว่าแก้ กลุ่มควันสีขาวกระจายรอบตัวป่าน พรึบ ลอยออกปกคลุมไปทั่วบริเวณ

  จากนั้นป่านกลั้นหายใจ ท่องมหาเวทย์สะท้านฟ้า บทพระพุทธคุณสะท้านไตรภพเดินหน้าสามห้องแล้วถอยหลังสามห้องในอึดใจเดียว แล้วพลิกบทกลับตาลปัตรอีก 3 คาบ ตามเคล็บลับอนุโลม ปฎิโลม

  
 
จากนั้นร่างของป่าน มีแสงสว่างสีขาวเจิดจ้าครอบคลุมทั่วทั้งร่างกาย การตั้งพระเวทย์ถูกต้อง ใช้หัวใจพระคาถาถูกที่ และถูกเคล็ดลับ ตามกลบทวิชา  

 
ร่างของป่านเลือนหายวับไป จากร่างมนุษย์ปกติ กลายเป็นเงาใสๆ เหมือนกระจกใส แล้วเลือนหายไปจนมองไม่เห็นในที่สุด วิชาหายตัวที่คู่กับวิชาล่องหนสำแดงเดช

  
 
 ร่างของป่านที่เดินวิชาหายตัวเต็มที่ จนสายตาปกติของมนุษย์และสายตาพิเศษมองไม่เห็น เร่งก้าวเดินไปข้างหน้า

 ซักชั่วอึดใจหนึ่ง ได้เดินมาถึง บริเวณที่ได้ยินเสียงการต่อสู้ ดังแว่วออกมาให้ได้ยินๆด้อย่างชัดเจน

 
 ภาพที่ปรากฏชัด อยู่ที่ข้างหน้าของชายหนุ่ม เห็นเงาร่างของชายสองคน กำลังต่อสู้ปะทะดาบกันอย่างดุเดือด เช้ง เช้ง เปรี้ยง ปร้าง เสียงดัง ตูม ตูม สนั่นหวั่นไหว ไปทั่วทั้งบริเวณ

  
 
ร่างของชายหัวเถิกคนหนึ่ง นุ่งโสร่งลายยาว หน้าตาหล่อแบบลูกครึ่งพม่า-ญี่ปุ่น จมูกงองุ้ม คางยาว มีหนวดสั้นหนวดจิ๋ม ใต้จมูกเหมือนชาลี แชปปลิ้น รูปร่างผอมสูง ใส่เสื้อชาวซามูไร ดูแปลกตา สวมเสื้อทรงนักดาบซามูไร แต่นุ่งโสร่งแบบพม่า ลายตาหมากรุกสี่เหลี่ยม

 
 
 สองมือของชายผอมสูงไว้หนวดจิ๋ม แบบชาลีแชบปลิ้น มือถือดาบซามูไรยาวขาวคมกริบ ตวัดฟาดฟันใส่อีกฝ่ายอย่างไม่หยุดมือ นับสิบๆ ดาบ เงาดาบฟันเป็นเส้นวงรีบ้าง เป็นเส้นโค้งบ้าง บางทีเงาดาบ ฝ่าอากาศ ซี่ ซี่  ทะยาน สะท้านฟ้า วกกลับเหมือนนางแอ่นเหินบิน พุ่งไปข้างหน้าแล้ววกกลับ อ้อมเข้ามาโจมตี ด้านหลัง อีกครา

  เสียงดาบปะทะกัน ดังกังวาน เช้ง เช้ง  เห็นเหมือนโลหะกระทบกันจนไฟแลบ แตกเป็นสะเก็ดไฟ แปลบๆ

 
 
 
“ ฮ่าฮ่า เจ้าจะต้านเพลงดาบแม่น้ำ สามพันสาย ดื่มโลหิต ของข้า ท่านสุกี้ผู้หล่อเหลา สะท้านใจสาวน้อยวัยกำดัด และแม่ม่ายอกอึ๋ม ได้ไม่นานหรอก ไอ้ขุนแผน วิชาอาคมหมื่นภูตกัดกร่อนวิญญาณของข้า กำลังจะกลืนกินดวงจิต ของเมียและลูกสาวของเจ้าแล้ว ฮาฮา ”

 
 
ร่างของชายอีกคน ที่ต้านรับเพลงดาบซามูไร ได้พลิกดาบฟ้าฟื้นคู่กาย เข้าปะทะดาบต่อดาบอย่างแรง แล้วร่ายรำเพลงดาบ  6  กระบวนท่าตั้งรับ ใช้วิชาเพลงดาบ มหาขุนเขาไกรลาสกวนกเษียรสมุทร

 บังเกิดแสงสว่างสีขาว วาบ กลายเป็นเงาพายุดาบ ม้วนเป็นลูกคลื่นของพลังดาบ มีเงาลางๆของรูปมหาภูเขาที่พลิกคว่ำเอายอดเขาลง แต่ฐานภูเขาตั้งขึ้น สว่างเรืองรองอยู่ลางๆ  เคร้งๆ เช้งๆ เสียงประกายไฟแลบเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

  
 
 สองเงาร่าง ที่พันตูเพลงดาบฟาดฟัน พัวพันกันอย่างชุลมุนวุ่นวาย เดี๋ยวแยกออกจากกัน เดี๋ยวเข้าปะทะกัน ดาบซามูไรยาวขาวคมกริบปะทะดาบฟ้าฟื้นอันเกรียงไกร อย่างไม่แตกหัก คู่คี่ก้ำกึ่งกัน เปรี้ยง เช้ง เช้ง


  
“ ไอ้คนสารเลว สุกี้ ยามาโมจิโร่ มาม่า เจ้าคนชั่ว ปล่อยลูกและเมียของข้า เดี่ยวนี้ เจ้ามันชั่วมาก วางยาพิษจนครอบครัวเมียข้า จนตายสิ้นทั้งตระกูล  และยังสังหารทหารกรุงศรีอีก นับพันคน ฆ่าล้างหมู่บ้านไป 20 กว่าแห่ง แถมยังจับตัวลูกและเมียข้ามาเป็นตัวประกัน ในยามที่ข้าขุนแผนออกไปสู้กับบิดาเจ้า มิซุย โมจิโรยามา อย่างยุติธรรม’


 “  ฮาฮา เจ้ามันโง่เอง เจอแผนล่อเสือออกจากถ้ำ แล้วยังโง่อีก ยอมมอบตำราสีทองให้ข้าซะดีๆ ไม่อย่างงั้นลูกสาวเจ้าจะต้องถูกกลืนกินดวงจิต ตายก็ไปผุดไปเกิดไม่ได้ ตกเป็นวิญญาณรับใช้แห่งมหามนต์ดำหมื่นภูตกร่อนวิญญาณของข้า ฮาฮา”


  
ป่านได้ฟังคำของคนทั้งสอง แล้วได้หันไปมองเห็น เงาร่างอีกสองสายที่นอนฟุบร่าง อยู่ที่โคนไม้สักใหญ่อายุร้อยกว่าปี ต้นหนึ่งที่อยู่อีกด้านของการต่อสู้

  
 
เห็นหญิงสาวอายุประมาณ 20 กว่าปี หน้าตาสวยงามแบบหญิงไทย กุลสตรีไทยสมัยก่อน นอนกอดเด็กหญิง อายุ 5 ขวบคนหนึ่ง อยู่ที่พื้นดิน

 
 
ตลอดทั้งร่างสตรีนางนั้น ถูกไอหมอกสีดำมีควันเป็นรูปหัวกะโหลก นับสิบนับร้อยหัวกะโหลก ลอยพุ่งไปวนเวียนไปมาดูน่ากลัวยิ่งนัก มีเสียงวิญญาณกรีดร้องโหยหวนแว่วออกมา จากควันดำนั้น กรี๊ด  โอ๊ย  กรี๊ด  โอ้ย  หิวเลือด ข้าหิวเลือด วี๊ด  วี๊ด


  
เงาร่างหญิงสาวผู้เป็นมารดาเด็กหญิง 5 ขวบ ดิ้นรนด้วยความกระเสือกกระสนและทรมานอย่างแสนสาหัส เอาร่างกายตัวเองบดบังลูกน้อยในอ้อมอก ที่ร้องไห้ตัวสั่นระริก ในอ้อมกอด ด้วยความเจ็บปวดจากการถูกดูดกลืนวิญญาณ

  
   
ขุนแผนตวัดดาบฟ้าฟื้น ฉับ ฉับ แล้วว่าพระคาถาประกบดาบฟ้าฟื้นทันที
  เสียงครืนๆ ฟ้าร้องดังมาแต่ไกล เมฆดำลอยปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ
 
 ขุนว่าพระคาถาอีกครั้ง พร้อมฟาดฟันดาบฟ้าฟื้นสุดแรงเกิด ใส่ร่างผอมสูงของศัตรูคู่อาฆาต ที่ถือดาบซามูไรยาวสีเงินคมกริบ


  
เปรี้ยง เปรี้ยง ฟ้าผ่าลงมาที่ยัง ปลายดาบฟ้าฟื้น เพิ่มอานุภาพแห่งคมดาบเป็นร้อยเท่าพันทวีคูณ พลังดาบพร้อมแสงแห่งสายฟ้าที่หงิก หงิก งอ งอม้วนพันเข้าตามคมดาบสีปีกแมลงทับของดาบฟ้าฟื้น 
 
 พลังดาบและพลังสายฟ้าฟาดเอาเข้าที่ดาบซามูไรยาว เปรี้ยง เช้ง กระแทกจนร่างผอมสูง นั้นกระเด็นกระดอนถอยกลิ้งไปด้านหลัง 20 วา ในทันที

  
 
ขุนแผนกระโดดปราด กลับมาที่ร่างของสองแม่ลูก แล้วเอาดาบฟ้าฟื้นที่ยังมีพลังสายฟ้าพันอยู่รอบๆ ฟาดฟันเข้าที่กลุ่มหมอกควันหัวกะโหลกสีดำ  เล็งระยะไม่ให้ถูกตัว สองคนแม่ลูกที่ถูกร้อยรัดมนต์ดำ อยู่ข้างใน เปรี้ยง โครม

 
 
พลังดาบฟ้าฟื้น กระแทกสะท้อนถอยหลังออกมา ควันหมอกดำยุบหายไปเพียงส่วนเสี้ยว แล้วกลับคืนมาตามเดิม เสียงโหยหวนของเหล่าวิญญาณร้ายกรี๊ดร้องออกมา อย่างเจ็บปวด วี๊ดๆ วี๊ด


  ร่างที่อยู่ข้างในหมอกดำ ผู้เป็นมารดาของเด็กหญิงน้อย มีเลือดไหลซึมออกมาจากมุมปากนาง  แล้วร้องว่า

 
 
 
“ พี่ขุน พี่แผน ช่วยลูกของเราด้วย นวลจะทนไม่ไหวแล้วพี่ขุน โอ๊ยเจ็บปวดเหลือเกิน”

  
 
“ แม่นวล น้องอดทนหน่อย อดทนไว้นะ พี่แผนจะช่วยเจ้าสองคนแม่ลูกให้ได้”

 
 
 ร่างอันผอมสูงของสุกี้ในชุดโสร่งพม่า  ได้กระโดดกลับมา ขวับ พลางขว้างท่อนกระดูกสีขาว 3 ท่อน ใส่ขุนแผน  บึม บึม บึม เกิดควันดำคละคลุ้ง

 
 
บังเกิดเป็นดวงวิญาณอาฆาต ผีตายโหง ผีตายห่า ผีตายทั้งกลม ผีหัวขาด ผีกระสือ ผีกระหัง ผีตกต้นไม้ตาย ผีจมน้ำตาย ผีลากไส้ ผีแหวะอก ผีสาวถูกข่มขืนตาย ผีชายหนุ่มถูกอัดถั่วดำตาย สารพัดผี พุ่งเข้าโจมตีขุนแผนทันที


  
“ ฮา ฮา ไม่มีประโยชน์ ไอ้ขุนแผน ข้าจะพัวพันเจ้าไว้  ให้เจ้าดูลูกเมียตายตก ไปต่อหน้าของเจ้า วิชาของข้าไม่มีอะไรจะทำลายได้นอกจาก มหาเวทย์ธนูฤเวทย์ที่อยู่ในตำราสีทอง ซึ่งต้องฝึกไม่ต่ำกว่า 15 – 30 ปี ให้ได้ขั้นที่15 ใน 21ขั้น  ไอ้ขุนแผนเอ็งเพิ่งได้รับตำรามาไม่กี่วัน ไม่มีทางฝึกได้สำเร็จ  ไม่มีทางช่วยลูกเมียของเอ็ง ได้แน่ฮ่าฮ่า”

 
 
ขุนแผนร่ายเวทย์กำกับดาบฟ้าฟื้น ว่า พระคาถาเทพอาวุธทั้ง 5ประการกำกับอีกที

  
  
 
‘ สักกัสสะวชิราวุธธัง  เวสสุวรรณนัสสะ คะทาวุธธัง ยมมะนัสสะ นัยยะนาวุธัง นารายัสสะ จักราวุธธัง อาฬาวะกัสสะ ทุสาวุธัง ปัญจะอาวุธธานัง ภัคคะ ภัคขา วิจุณณัง วิจุณนา โลมังมาเมนะ คัจฉะอะมุมหิ โอกัสสาติ  ถาหิเพี้ยง”


  จากนั้นขุนแผน
ฟาดฟันดาบฟ้าฟื้น ที่มีแสงสว่างจ้าเรืองรอง สลับสีเขียวปีกแมลงทับเลื่อมพร่าย ตูมๆ ใส่บรรดาฝูงผีร้ายที่พุ่งเข้าใส่ นับสิบนับร้อยดาบในอึดใจเดียว แสงสีขาวเจิดจ้าบาดตาและสีปีกแมลงทับเลื่อมพร่ายที่เกิดจากพลังเวทย์พลังมนต์ กระจายไปทั่วทั้งบริเวณ

  
 บรรดาเหล่าฝูง
ผีร้ายที่ถูกดาบฟ้าฟื้นฟันใส่ ร่างแตกกระจาย ร่างสลาย ร่างขาดสะบั้น  ร่างฉีกขาดเป็นชิ้นๆ เป็นท่อนๆ ส่งเสียงร้องโหยหวน อ๊าก อ๊าก กรี๊ด กรี๊ด กลายเป็นฝุ่นผง กลายเป็นผงธุลีไปก็มี ร่างสลายกลายเป็นควันดำจางๆ ไปก็มี


  
ขุนแผนได้ตวาดกลับ ใส่สุกี้คนโฉดว่า


  
“ ไอ้สุกี้คนชั่ว เจ้าลืมแล้วรึไง ว่ามีสิ่งหนึ่งที่อยู่เคียงคู่กับตำรา สิ่งที่ทรงอานุภาพ กว่าตำราสีทองเล่มเล็ก ที่ถูกฉีกมาจากคัมภีร์เล่มใหญ่ สิ่งที่มีอิทธิฤทธ์คู่กันกับพระมหาคัมภีร์”


  
สุกี้ยังคงขว้างท่อนกระดูกมนต์ดำ และหัวกะโหลกสีขาวลงอาคมมาร เข้าใส่ขุนแผนไม่หยุดมือ ทำให้มีร่างผีร้ายกลุ่มใหม่จำนวนมากขึ้นกว่าเดิม พรึบปรากฎขึ้นแล้ว เข้าโจมตีขุนแผนอีกครา บึม บึม


 “  ไอ้ขุนแผน เอ็งหมายถึง อะไรสิ่งที่คู่กับมหาคัมภีร์ 1 ในสามวิเศษแห่งไตรภพ อีกของวิเศษ 2 อย่างคืออะไร บอกข้ามาแล้วจะไว้ชีวิตลูกเมียเอ็ง ถ้ายอมมอบให้กับข้า สุกี้จ้าวแห่งมนต์มาร”


 “  ไอ้สุกี้คนชั่ว เจ้าไม่มีทางได้รู้แน่ ด้วยสิ่งนั้น ข้าจะตามหา และรับศิษย์อีก 1คน มาจัดการกับเจ้า ไอ้สุกี้  อีก ประเดี๋ยวศิษย์ของข้าก็มาถึงแล้ว”

 
 
 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าของป่าน เกิดขึ้นและดำเนินต่อเนื่องรวดเร็วมาก การต่อสู้ของคนทั้งสองฝ่าย และการกระโดดเข้ามาช่วยลูกเมียของขุนแผน เกิดขึ้นในชั่วอึดใจเดียว

 
 
 เมื่อป่านตั้งสติได้ และคิดด้วยไวปัญญา จึงกระโดดร่างที่คนมองไม่เห็นปราด ตรงเข้าไปที่ร่างของสองแม่ลูกทันที

 
 
 ป่านสำรวมจิตระลึกคุณอาจารย์ทั้งสิ้นทั้งหมด รวมทั้งขุนแผน กำหมัดขวาขึ้นมา ยกตั้งท่าเตรียมชกไปข้างหน้า แสงสว่างสีทองดำนิล เรืองรอง วาบ อาบทั่วลำแขนขวาของชายหนุ่ม ธนูมนต์ของขุนแผนที่ฝึก มาทั้งชีวิตสำแดงเดช


  
 ป่านตวัดหมัดขวา ที่แฝงพลังมนต์ธนูฤเวทย์ ของขุนแผง แสงสีทองดำนิลสว่างกระจายวาบวาบ แสงสีแดงทับทิมเจิดจ้า ของกำไลมหาเทพไหลร่วมเข้ามาในพลังหมัดด้วย  กลายเป็นแสงสีดำนิลทองมีประกายทับทิมแดงจ้าล้อมรอบ ตูม วาบ ตูม วาบ  ตูม

 
  
เมื่อพลังหมัดของชายหนุ่ม ที่มีแสงเจิดจ้าดำนิลทองสว่างแดงทับทิม ปะทะเข้ากับกลุ่มหมอกสีดำหัวกะโหลก เสียงกรีดร้องหวีดเสียงของเหล่าวิญญาณร้ายได้ดังระงมโหยหวน กรี๊ด กรี๊ด โอ๊ย อ๊าก ช่วยด้วยยยย ทรมานเหลือเกิน โอ๊ย โอ๊ย วี๊ด วี๊ด

  
  
กลุ่มหมอกควันสีดำ ที่มีเหล่าวิญญาญร้ายสิงสู่ บังเกิดภาพ เหล่าวิญญาณนับร้อยนับพัน นับหมื่นวิญญาณ ที่ถูกสุกี้ ฆ่าสังหารแล้วร้อยผูกมัดวิญญาณด้วยอาคม เข้ามาไว้ใช้ ยืนร้อนดิ้นพล่าน ทุรนทุราย บ้างล้มกลิ้งม้วนไปมา ร้องโอดโอย บ้างกระเสือกระสนคืบคลาน อยู่ตามไอหมอก พยายามดิ้นหนีอย่างสุดแรงผี  ดิ้นกันไปดิ้นกันมา


  
มีเปลวเพลิงเปลวไฟอันร้อนแรงแห่งมนต์ธนูฤเวทย์ของขุนแผน เข้าเผาผลาญ อยู่อย่างไม่หยุด จนกลายเป็นไอ กลายเป็นควันดำจางลง จางลง แล้วหายไปทั้งกลุ่มใหญ่

 
 
ร่างของสองแม่ลูก ที่ถูกมนต์ดำคลุมดวงจิตอยู่ ได้ดิ้นเฮือก เหมือนปลาที่ได้น้ำ กวางที่เป็นอิสระจากบ่วงนายพราน

 
 
 ผู้เป็นมารดา สูดลมหายใจเข้าปอด อย่างลึกๆทันที เหมือนคนที่ใกล้จะขาดใจตายเพราะขาดลมหายใจอยู่รอมร่อ  ร่างน้อยของเด็กหญิงวัย 5 ขวบ ร้องไห้ลั่นจ้า ออกมา หลังจากดิ้นรนอยู่ในมนต์มาร จนเกือบสิ้นชีวิตลง มีเสียงร้องดังเต็มเสียง ออกมาเป็นคราแรก

  
  
ป่านกำกับพระเวทย์อีกครา พร้อมทั้งคลายวิชามหาเวทย์สะท้านภพ ภาคหายตัว แล้วปรากฎกายให้ทุกคน ที่อยู่ในที่นั้นได้เห็นร่าง 

 
 
สตรีผู้เป็นมารดา ได้ส่งร่างของเด็กหญิงวัย 5 ขวบ ให้ป่านทันที เมื่อเห็นผู้ช่วยเหลือ แล้วกล่าวว่า

  
 
 
“ขอบคุณท่านผู้มีพระคุณ ร่างของเรา ถูกพิษร้ายแทรกซึมถึงหัวใจ และพลังวิญญาณผีร้ายกัดกร่อนพลังชีวิตของเราจนหมด ช่วยลูกสาวเราด้วย เถิด ท่านผู้มีพระคุณ เราคงจะไม่รอดแล้ว เราใช้พลังชีวิตของเราด้วยพระมนต์รักษาชีวิต ที่พี่ขุนสอนให้ ปกป้องลูกสาวของเราไว้ได้…..อึก..อัก.”.

 
 
แม่นวลภรรยาขุนแผน นางพลันมีเลือดซึมออกมาจาก ทวารทั้ง 5 ทันที เลือดสีดำไหลออกจาก 2 ตา สองหู ไหลออกทางจมูกและปาก ดูน่าเวทนายิ่งนัก

 
 
 ป่านพยายามท่องมนต์ บทโพชฌังคะพระปริตร และกำกับมหาเวทย์ดับพิษจากเหล็กไหล แสงสีเขียวเลื่อมปีกแมลงทับไหลออกจากมือป่านไม่ขาดสาย

 
 
ร่างของหญิงผู้เป็นมารดากระอีกเลือดสีดำออกมาอึกใหญ่ พร่วด  แล้วร้องครวญครางด้วยความทรมาน จากพิษวิญญาณร้ายของมนต์ดำ


  
ขุนแผนได้รวมพลังเวทย์ทั้งหมด ฟาดดาบฟ้าฟื้นใส่สุกี้ เปรี้ยงๆ 10 ดาบรวด ทำลายเศษกระดูก เศษกะโหลกของเหล่าผีร้าย จนแตกกระจาย กลายเป็นฝุ่นผงสีดำๆ กระจายอยู่ไปทั่ว บริเวณ

 
 
 ขุนแผนขว้างผ้ายันต์สีแดงผืนใหญ่ พรึบ สีแดงกระจาย เงายันต์ขนาดยักษ์ 10
x10เมตร ครอบคลุมร่างของสุกี้ทันที พรึบ  แล้วขุนแผนโยนดาบฟ้าฟื้นขึ้นไปบนท้องฟ้า กำกับพระเวทย์อาคมอีกครั้ง

   
 
ฉับพลันเสียงฟ้าร้องดัง ครืน ครืน สายอัสนีบาตฟาดเปรี้ยง เข้าที่ดาบฟ้าฟื้น แล้วพลังสายฟ้านับสิบนับร้อยสาย ฟาดตามลงมาอีก เปรี้ยง เปรี้ยง

 
 
ดาบฟ้าฟื้นที่ลอย อยู่กลางท้องฟ้า รวมพลังพิโรธจากฟ้าดิน ส่องแสงสว่างขาวหงิกหงิก งองอ เป็นเส้นสาย นับสิบนับร้อยสาย ม้วนพันเป็นประกายอยู่รอบดาบฟ้าฟื้นจนเรืองรอง ไปครึ่งฟากฟ้าเป็นภาพที่น่าตกตะลึงยิ่งนัก

 
 
พลังแห่งดาบฟ้าฟื้นเจิดจ้า เจิดจรัส วาบ ยิ่งกว่าทุกครั้ง แสงสีขาวปะปนแสงแห่งสายฟ้า สว่างโร่

 จนป่านต้องหันหลังให้ แล้วเอามือปิดตาเด็กหญิงวัย 5ขวบ พร้อมทั้งเอาร่างบังเงาทับร่าง ของผู้ที่เป็นมารดาของเด็กหญิง ที่นอนอยู่ที่พื้นดินไม่ให้โดนแสง เพราะสายตาจะถูกทำลาย

 
 
ไวยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ หลังดาบฟ้าฟื้นเจิดจรัสแสงแห่งฟ้าดิน พลังดาบพุ่งเข้าโจมตีสุกี้เต็มๆ ร่างนั้นถูกกลืนหายไป ในสายแห่งแสงสว่างสีขาวครึ่งฟากฟ้า เสียงตูม ตูม เปรี้ยง เปรี้ยง


  
แผ่นดินสั่นสะเทือนหวั่นไหว ไปหมด ครืน ครืน ก้อนดินก้อนหิน เศษฝุ่นผงกระจุยกระจาย ตลบอบอวลไปทั้งทั่วบริเวณ


  
เพียงชั่วขณะ เมื่อฝุ่นผงเริ่มเบาบางลง บังเกิดเป็นหลุมลึกขนาด ลึก 10 เมตรยาว 10เมตร และที่ก้นหลุมนั้นเอง

 ร่างของสุกี้ยืนเปลือยกายทั้งตัว โชว์ร่างอันผอมเกร็ง เห็นกระดูกเป็นซี่ ซี่เสื้อผ้าท่อนบน แหลกสลายเป็นผุยผงไปหมด โสร่งที่นุ่งเหลือเพียงคืบเดียวกะรุ่งกะริ่ง ปิดท่อนล่างกันอุจาดตา

 
 
ร่างของสุกี้นั้น ตามตัวสักยันต์ดำมืด ไปทั่วทั้งกายา ยันต์รูปร่างแปลกทั้งยันต์มอญ ยันต์พม่า ยันต์ขอมลาว ยันต์ขอมใหญ่ปรากฏอยู่ทั่วร่างกาย

 สารพัดยันต์ ทั้งยันต์เสือดำ ยันต์สิงห์แดง ยันต์วัวพยนต์  ยันต์ลิงลมม้วนหาง ยันต์พระฤาษีบดยา ยันต์พระกาฬ7ร่าง  ยันต์แม่ทัพปราบพสุธา ยันต์มหาทะมื่นใหญ่ ตรงกลางอกสักยันต์ราหูอมจันทร์ขนาดใหญ่ ด้านแผ่นหลังสักยันต์ทศกรรณ์ 10 หน้า ยี่สิบมือ ถืออาวุธครบ มือ ทั้งขวาน ดาบ พระขรรข์ หอก โตมร กริช ลูกตุ้มหนาม ศรมหากบิลพรหม ตะบองใหญ่ กงจักร ตรีศูล สารพัดอาวุธนับสิบๆอย่าง จนดำมืดไปทั้งหลัง

 
 
“ ฮา ฮา ไอ้ขุนแผน ไม่มีอาวุธใดในใต้หล้า จะฆ่าข้าได้  ไม่ว่าอาวุธของมนุษย์ ยักษ์ เทพ มาร พรหม ร่างของข้า สำเร็จพลังเวทย์มหายักษา จากตระกูลเทพวงค์พรหม แม้กระทั่งบัลลังค์กษัตริย์แห่งพม่า ข้าแค่เอื้อมมือหยิบ ก็ตกมาเป็นของข้าได้ง่ายๆ เหมือนปลอกกล้วยเข้าปาก ฮาฮา”


 “  แต่ตำราสีทองจะพาข้าไปถึงมหาคัมภีร์ใหญ่ เอ็งจะต้องมอบมาให้ข้า เสียดีๆ คราวนี้เจอสุดยอดวิชาของข้าซะ เตรียมตัวตายได้ไอ้ขุนแผน กับไอ้หนุ่มแปลกหน้าขนอ่อนที่เข้ามาขวางข้า ฮาฮา”


  
ร่างของสุกี้ พลันขยับมือ ร่ายมนต์ดำออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง จนบังเกิดหมอกสีดำมืด มีเสียงโหยหวนกรี๊ดร้องออกมาอีกครา


 หมอกควันดำกระจายเต็มไปทั่วทั้งหลุมนั้น เสียงหวีดร้องดังขึ้นมาเรื่อยๆ


 แต่ขุนแผนกลับไม่สะทกสะท้าน สะบัดดาบฟ้าฟื้นที่ลอยกลับมาอยู่ในมือขวาแล้วตวาดว่า


  
“  ไอ้สุกี้ คนโฉดลูกไม้ตื้นๆ แค่นี้หลอกข้าไม่ได้หรอก”


  
แล้วฟาดดาบฟ้าฟื้นไปในทันใด ตูม หมอกดำกลับระเบิดออกมาเพียงครั้งเดียว แล้วก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย


  
ณ ก้นหลุมลึกนั้น ไม่มีเงาร่างใดหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงหลุมเปล่า ที่ถูกแรงฟาดของสายฟ้าจากดาบฟ้าฟื้นจนเป็นหลุมลึกและใหญ่เท่านั้น


  
 
“ มันหนีไปแล้ว ไอ้สุกี้ นี่คงบาดเจ็บช้ำใน ถึงแกล้งหลอกแล้ววิ่งหนีหางจุกตูดไปเลย หรืออาจไปตามพ่อมันมาช่วย ซามูไรจากแดนอาทิตย์อุทัยช่างร้ายกาจนัก”

 
 
ขุนแผนกล่าวพลางเดินไปพิจารณา ที่ก้นหลุมอีกครา เพื่อความไม่ประมาท สุกี้มันเป็นศัตรูที่เจ้าเลห์และกลอกกลิ้งมาก อาจทำเป็นแกล้งหนีแล้วซุ่มอยู่ในหลุม เพื่อลอบทำร้ายอีกครั้ง

 
 
ขุนแผนตรวจดูอย่างถี่ถ้วน จนแน่ใจแล้วรีบวิ่งกลับมา ประคองร่างของมารดาของเด็กหญิง 5 ขวบ กอดร่างอันอ่อนแอนั้นไว้แน่น น้ำตาซึมออกมาพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรุ่มว่า


  
“ แม่นวล แม่นวลเอ๋ย แข็งใจไว้อีกซักนิดหนึ่งนะ พี่แผนจะช่วยชีวิตของยอดรักของพี่ให้ได้”

 
 
ร่างของสตรีที่นอนแน่นิงในอ้อมกอดของขุนแผน สั่นระริกด้วยความเจ็บปวด แล้วเอ่ยปากอย่างอ่อนล้าว่า


 “  พี่ขุนจ๊ะ พี่แผนของนวล นวลไม่รอดแล้ว.... นวลเสียใจ ....ที่จะไม่ได้อยู่ดูแลลูกแก้วกับพี่แผน... นวลเจ็บปวดไปทั้งกาย ..คงไม่อาจอยู่ได้อีกนาน.”


 “  พี่แผนรับปากนวลนะ .. ดูแลลูกสาวของเรา ให้ดี ...เลี้ยงลูกแก้วให้เติบใหญ่ ให้ลูกได้มีความสุขบนโลกนี้นานๆ.. นวลรักและห่วงใย พี่แผนกับแก้ว ลูกของนวลมาก....แต่นวลบุญน้อย..ไม่อาจอยู่ดูแล...แก้ว.....กับพี่แผนได้”


  
เมื่อกล่าวมาถึงคำนี้ ร่างของนวลมารดาของน้องแก้วในวัย 5ขวบ ได้มีเลือดสีแดงซึมออกมาจากริมฝีปากไหลเป็นทางยาว ไหลจนชุ่มไปทั้งอกเสื้อ เลอะ ไปยังอ้อมแขนและอ้อมกอดของขุนแผน

 
 
น้องแก้วตัวน้อยในอ้อมกอดของป่านร้องไห้จ้า สะอึกสะอื้น ดิ้นรนจะเข้าไปหามารดาที่นอน อยู่ในอ้อมกอดของขุนแผน

 
 
“ พี่จะเลี้ยงดูลูกแก้วของพวกเราให้เติบใหญ่  พี่แผนสัญญา ..พี่จะรักลูก รัก แก้วลูกสาวของเราให้มากที่สุด”

 
 
ขุนแผนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว แต่สองแก้มอันหล่อเหลา กลับมีน้ำตาของลูกผู้ชายไหลซึม ออกมาอาบสองแก้มอันทรนง

 
 
  ขุนแผนตรวจดูอาการของแม่นวลแล้ว ว่า ไม่มีทางรอดชีวิตแน่ พิษร้ายแล่นสู่หัวใจ และอาการบอบช้ำก็สาหัส เพราะเป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้านธรรมดา

  
 
พลังเวทย์ของป่านขับพิษร้ายที่อยู่ในร่างออกมาจนหมด แต่อาการหนักหนาสาหัส เกินเยียวยา เพียงยื้อชีวิตได้เพียงชั่วครู่ ป่านไม่มีความรู้ในวิชาหมอวิชาแพทย์ ขนาดพ่อแผนเองยัง ไม่สามารถช่วยได้เลย

 
 
ชายหนุ่มอุ้มน้องแก้ววัย 5ขวบไว้จนแน่น น้องแก้วกลับร้องไห้ฮัก ฮัก แต่ไม่ดิ้นไปหามารดา สองตาน้อยๆมีน้ำตาคลอเบ้า  แล้วมองที่ร่างของมารดา มือคู่น้อยสองข้างยื่นไปข้างหน้า กวักไปมา เพียงเบาๆ แล้วร้องว่า

  
 
  
“ หา แม่ .. หาแม่..  แม่... แม่.. ..แม่ย๋า  ...แม่ย๋า...”

  
 
 
ป่านได้กอดน้องแก้ววัย 5ขวบ ไว้แน่นในอก ภาพที่เห็นทำให้ชายหนุ่มนิ่งครุ่นคิดในใจว่า

 
“ ทำไมเรามาช้าเกินไป ช่วยเหลือได้แต่น้องแก้ว แต่แม่นวลกับช่วยเหลืออะไรไม่ได้เลย การข้ามกาลเวลา แค่ช่วยให้ทำได้ในบางเรื่องเท่านั้น แก้สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นแล้วในอดีตไม่ได้ ทำได้ในส่วนที่ทำให้อดีต เดินไปตามความจริงที่ปรากฎในประวัตศาสตร์”


 
ในขณะนั้นเอง ขุนแผนที่ได้กอดร่างของแม่นวล หันขวับไปทางด้านหลังแล้วหันกลับมาพูดว่า

 
“ เจ้าทองมันส่งข่าวมาแล้ว  กระซิบมาบอกที่ข้างหูข้า ว่า ไอ้สุกี้ มันกลับไปพาพ่อของมัน พร้อมทหารพม่าอีก 3พันคน มุ่งมาทางนี้ เจ้าหนุ่มศิษย์ของข้า  เอาตำราสีทองมาให้ข้าดูเร็วเข้า”


  
ป่านเมื่อได้ฟังคำของขุนแผน ได้ขยับร่างของน้องแก้วน้อย ที่ยังสะอื้นไห้ในอ้อมกอด ให้อุ้มได้ถนัดเข้าที่  อีกมือหนึ่งได้ล้วง ไปยังกระเป๋าสะพายข้างเอว แล้วล้วงเอาตำราสีทองเล่มเล็ก ออกมา ส่งให้ขุนแผน


  
เมื่อขุนแผน ได้รับตำราสีทองเล่มเล็ก ได้เปิดอ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะใช้อีกมือล้วงเอาอีกเล่มที่เหมือน กันจากในอกเสื้อด้านใน ฉีกหน้าสุดท้ายออกมา จากเล่มของตน แล้วเอวนิ้วชี้กัดจนเลือดไหลออกมา  ประกบคาถาเป่าพร่วด ควันสีทองกระจายพรึบ กระดาษใบสุดท้ายของเล่มของขุนแผน ไปประกบเพิ่มเป็นหน้าสุดท้ายของเล่มป่าน

 
เมื่อทำเสร็จทุกกระบวนความ ขุนแผนได้สั่งชายหนุ่มว่า

 
 
“ไม่มีเวลา แล้ว เจ้าเอาแก้วลูกสาวของข้าหลบไปก่อน ฝากเจ้าเลี้ยงดูชั่วคราว เมื่อภัยในครานี้ผ่านพ้นไป เจ้าค่อยเอาลูกแก้วมาคืนข้า เมื่อถึงเวลานั้น ตำราหน้าสุดท้ายจะมีข้อความบอกเจ้าเอง ว่าจะให้ทำประการใด รีบไปก่อน เอาลูกแก้วหนีไปก่อน มีศัตรูสำคัญมาพร้อมกับไอ้สุกี้ด้วย รีบไปเจ้าหนุ่ม ไปได้แล้ว เมื่อเจ้ามีตำราสีทองเล่มนี้ เจ้าคือศิษย์รักของข้า ขอบใจเจ้ามาก ศิษย์ข้า”

 
 
เมื่อป่านได้ฟังคำของขุนแผน จึงกล่าวว่า


 
 
“ ครับท่านอาจารย์ ผมจะดูแลน้องแก้วน้อยให้ดีที่สุด ผมสัญญาครับ”


 
จากนั้นป่านได้รีบก้มกราบที่เท้าคุณแผนอีกครั้ง โดยมีน้องแก้วน้อยดิ้นขลุกขลัก ติดอยู่ในอ้อมแขนทำให้กราบได้ทุลักทุเลพอสมควร

 
ขุนแผนลูบศีรษะของน้องแก้วน้อยที่เริ่มดิ้นอีกครั้ง


  
“ ป๋อย๋าา.. หาป๋อ .. จาหาป๋อ...”

 
 
ขุนแผนยิ้มอย่างเอ็นดูน้องแก้วน้อยแล้วกล่าวว่า

 
  
“ แก้วเอ๋ย แก๋วของพ่อ ไปอยู่กับพี่เขา แล้วพ่อจะไปรับเจ้านะ ดวงใจพ่อเอ๋ย”


 
“ เอาละรีบไปได้แล้ว เจ้าสุกี้มันจ้องจะเอาเจ้าแก้วมาเป็นเครื่องข่มขู่ข้ามามาตลอด รีบไปด่วน รีบไปเดี๋ยวนี้เลย”


  
ป่านรับคำของขุนแผน แล้วลุกยืนขึ้น หันกายหันร่างกลับ แล้ววิ่งย้อนไปตามทาง ที่เข้ามาในป่า น้องแก้วน้อย ในอ้อมกอดรัดคอ ของชายหนุ่มจนแน่น แล้วหันมองร่างของขุนแผน ที่ยืนอุ้มร่างของแม่นวลไว้ในอ้อมแขน สองตาคู่น้อยร้องไห้ น้ำตาไหลย้อย สะอึกสะอื้นฮักๆ อีกครา

 
 
 มองร่างของบิดาและมารดาที่ไกลออกมา ไกลออกมา จนลับสายตา เมื่อป่านวิ่งพ้นออกมาจากป่าแห่งนั้น


  
ประตูแห่งแสง ยังคงเจิดจ้าและเรืองรองสว่างดุจดาวประกายพรึก คอยอยู่ข้างหน้า มีหมอกขาวปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ ล้อมรอบประตูแสงออกมาประมาณ 10เมตร มหาเวทย์มหากำบังใหญ่ที่ป่านสะกดอาถรรพ์ของพื้นที่ ยังคงลอยวนไปมาสำแดงมนต์อยู่


  
ป่านกั้นไม่ให้มีสิ่งใด คนใดหรือสัตว์ใดหลงเข้ามาในบริเวณนั้น และหลุดเข้าไปในประตูแห่งกาลเวลา จะได้ไม่มีปัญหาเกิดขึ้น ให้ต้องแก้ไขกันในทีหลัง

 
 
เมื่อมาถึง ประตูแสงแห่งกาลเวลา ชายหนุ่มก้าวเท้ายาวๆสลับกันและกระโดด หายเข้าไปในประตูแห่งแสงทันที

 เมื่อร่างของป่านที่อุ้ม น้องแก้วน้อยวัย 5 ขวบที่ยังคงสะอื้นไห้ไม่หยุดปาก หายลับเข้าไปในประตูกาลเวลา แสงสว่างเจิดจ้าสีขาวได้หายวับไปในทันที วับ


 
บริเวณนั้นกลับคืนสู่สภาพเดิม หมอกสีขาวค่อยๆจางลง จางลงแล้วหายไปในที่สุด ทิ้งไว้แต่สภาพของป่าที่รกทึบตามเดิม


 
ป่านได้หยุดเล่าเหตุการณ์ลง เมื่อมาถึงตอนนี้ เรื่องราวที่เหลือได้เกิดขึ้นดังที่ทุกคน ได้เห็นว่าชายหนุ่มได้อุ้มร่างของเด็กหญิงวัย 5ขวบ ออกมาจากประตูแห่งแสงกลางนภากาศ


 
 
“ เรื่องเป็นเช่นนี้นี่เอง ท่านพี่ป่าน ถึงได้พาน้องแก้ว มาจากอีกสถานที่อีกแห่งหนึ่ง แต่น่าประหลาดใจมากเลยนะท่านพี่ ”

  
“ เรนยังคงพิศวงไม่หาย ท่านพี่เป็นใคร เป็นอะไรกันแน่ ทำไมถึงได้น่าอัศจรรย์ใจมากจริงเลย”


 
เรนกล่าวขึ้นมา ท่ามกลางความเงียบ ที่แต่ละคนกำลังนั่งฟังกันอยู่ อย่างใจจดใจจ่อ ฟังกันอย่างระทึกในการต่อสู้ที่เกิดขึ้น
 
 จิ๊บดรุณีงามเมื่อได้ฟังได้กล่าวเสริมมาว่า

 
“ ศิษย์พี่ ผู้น้องก็สับสนเช่นกันเจ้าค่ะ ผีเสื้อหมูเจ้าเก่งแบบน่าตกใจ มากเลยเจ้าค่ะ มีทั้งแม่นางแพรว แม่นางแก้ว แล้วยังมีแม่นางแก้วน้อยอีกคน ผู้น้องงงเจ้าค่ะ แต่ชอบน้องแก้วน้อยมาก อยากมีลูกสาวมานานแล้ว มามะมาเป็นลูกสาวของเผ่าแม้ว นะเจ้าค่ะ”

 
จิ๊บดรุณีสาว อดใจไม่ได้อดใจไม่ไหวในความน่ารักน่าเอ็นดู ขยับเดิน เข้าไปลูบแก้มน้องแก้วน้อย ที่อยู่ในอ้อมกอดของขุนแผน อย่างเบามือ 1ครา

 
 
ขุนแผนอมยิ้มเล็กน้อย เมื่อเห็นดรุณีสาวชุดแดงแอบย่องเข้ามาลูบแก้มอันน่ารักน่าชังของน้องแก้ววัย 5ขวบ

 
 
“ เอาละ เมื่อเรื่องราวมาถึงตอนนี้ ข้าจะเล่าให้ฟังต่อเอง เมื่อเจ้าป่านพาเจ้าแก้วหลบออกมา แม่ของเจ้าแก้วได้สิ้นลมหายใจ ในอ้อมกอดของข้าเอง ข้าพาร่างของนวลเมียข้ากลับมายังฝั่งไทย เรื่องราวที่เกิด อยู่ในป่าลึกเขตแดนฝั่งไทยและพม่า มีรายละเอียดมาก เล่าสามวันไม่จบ ไอ้สุกี้ไล่ล่าข้าต่อถึง 3วัน3 คืน  ข้าใช้พระเวทย์ถนอมร่างของแม่นวลไว้ และได้ต่อสู้กันอย่างแตกหักกับไอ้สุกี้และพ่อมัน ซามูไรชาวญี่ปุ่น”

 
“เมื่อไม่มีห่วงใดมาทำให้ข้าพะวักพะวง ในครั้งนั้น ข้าได้สังหารพ่อนักดาบซามูไรของไอ้สุกี้ จนร่างแหลกสลายไม่มีชิ้นดี ไอ้สุกี้ได้บาดเจ็บสาหัสช้ำใน หลบหนีกลับไปฝั่งพม่า ร่างของมันฟันแทงไม่เข้า แต่บาดเจ็บอยู่ก่อน ในการปะทะกับข้าตอนที่เจ้าป่านอยู่ด้วย แต่ข้าก็บาดเจ็บสาหัสเอาการ ทุ่มพลังเวทย์จนแทบหมดตัว พลังกายก็หมด เหน็ดเหนื่อยมาก พ่อไอ้สุกี้มันเก่งมาก บวกกับทหารพม่าอีก3พันกว่าคน ตามมาล่าสังหารข้า ตายหมดทั้งกองทัพ ไอ้สุกี้หายไปเกือบสิบห้าปี บัดนี้มันกลับคืนมาอีกครั้ง ข้าถึงต้องฝากเจ้าแก้วไว้ที่เจ้าป่าน”

  
 
ขุนแผนเล่าต่อให้ฟังอย่างยืดยาว การต่อสู้ในครั้งหลังที่ป่านได้จากมา ดุเดือดมาก ทั้งเพลงดาบ เพลงอาวุธที่ต้องสู้กับทหารพม่าทั้ง 3พันคน จำต้องต้องใช้พระเวทย์และอาคมหลายอย่าง เอามาใช้ต่อสู้กับไอ้สุกี้และพ่อของมันที่เชี่ยวชาญเพลงดาบซามูไรขั้นสุดยอด จนขุนแผนต้องทุ่มท่าเพลงดาบสังหาร เพลงดาบลับในเพลงดาบกรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี ใช้ไปเกือบครบทุกกระบวนท่า จึงสามารถปลิดชีวิตพ่อไอ้สุกี้และทำร้ายมันจนบาดเจ็บสาหัส ไอ้สุกี้ใช้มนต์ดำหนีเอาชีวิตรอดไป ทิ้งให้ทหารพม่าที่เหลือ 3พันคนเป็นผู้รับท่าสังหาร ของขุนแผนจนตกตายไปจนสิ้น ตายกันอย่างอนาถ เป็นผีตายแทนไอ้สุกี้ ทุกทั่วตัวทหารพม่า ที่ตามไอ้สุกี้ไปตามฆ่าขุนแผนในครั้งนั้น

 
 
หลังจากที่ขุนแผน พาร่างที่บาดเจ็บและอุ้มร่างแม่นวลที่ขุนแผนซ่อนไว้ในพุ่มไม้ ก่อนการต่อสู้ขั้นแตกหักกับไอ้สุกี้

 
 
ขุนแผนได้กลับมายังกรุงศรี และเผาร่างแม่นวลอย่างเดียวดาย ที่วัดแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ขอบเมืองกรุงศรีอยุธยา ครอบครัวแม่นวลถูกสังหารทิ้งอย่างเหี้ยมโหด โดยไอ้สุกี้ ฆ่าล้างหมดทั้งวงค์ตระกูล จึงไม่เหลือญาติมิตรให้ต้องแจ้งข่าวและมาร่วมงาน

 
 
ขุนแผนได้เล่าต่อว่า ไอ้สุกี้เป็นลูกชายคนโตของชาวซามูไรญี่ปุ่น ในสมัยนั้น ที่ถูกส่งมาประลองฝีมือ ที่เมืองพม่า แสดงวิชาเพลงดาบจนเป็นที่โปรดปราน ของกษัตริย์พม่าในยุคนั้น จนยกพระราชธิดาให้เป็นเมีย และมีลูกคือไอ้สุกี้  ซึ่งมันนับเป็นเชื้อพระวงค์ชาวพม่าคนหนึ่ง แต่ไม่ได้ขึ้นครองบัลลังค์เพราะมีเชื้อชาวต่างชาติ แต่นักรบแม่ทัพ เหล่าขุนศึก ที่เก่งกล้าของพม่าและอาจารย์ดีทั้งเมืองพม่าได้รับไอ้สุกี้เป็นศิษย์ จนสืบวิชาของพม่าและเมืองข้างเคียง ที่เก่งกล้าทางอาคมมนต์ดำ และวิชาการต่อสู้ของแดนอาทิตย์อุทัยไว้จนหมดสิ้น

 
 
วิชาการที่ลี้ลับทั้งสองสาย สองดินแดนได้มารวม อยู่ที่ตัวไอ้สุกี้จนหมด และมันห่วงแต่การตามล่าแย่งตำราสีทอง จึงไม่ได้สนใจที่จะนั่งบัลลังค์ของกษัตริย์แห่งพม่า ทั้งที่มีโอกาศชิงบัลลังค์ได้หลายครั้ง  และในช่วงที่ ป่านต้องท่องไปตามกาลเวลาต่างๆ ในคราวที่อยู่ในช่วงยุคกรุงศรี และยุคโชกุนของญี่ปุ่น
 
 ป่านได้ปะทะกับสุกี้หลายครั้ง และได้รู้ความโดยบังเอิญว่า สุกี้ศัตรูคนสำคัญของขุนแผน มีอายุยาวนานด้วยพระเวทย์และมนต์ดำ และเป็นอาจารย์ลับคนสำคัญของบุเรงนอง กษัตริย์พม่า ที่ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาจนแตก

 โดยมีสุกี้เป็นคนวางแผน และช่วยเหลืออยู่อย่างลับๆ บุเรงนองที่มีฉายาผู้ชนะสิบทิศ ชนะตลอดกาลก็เพราะได้รับการถ่ายทอดวิชาที่สำคัญมาจากสุกี้นี้เอง แต่เป็นความลับในประวัติศาตร์ไม่มีบุคคลล่วงรู้ เพราะสุกี้กำชับไม่ให้บอกใครแม้แต่ชายาและโอรสของบุเรงนองก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้


  
เมื่อขุนแผนเล่าจบอีกช่วง น้องแก้วน้อยในอ้อมกอดได้ดิ้นและตื่นขึ้นมาพอดี ร้องไห้จ้าขึ้นมาทันที สะอึกสะอื้น ฮัก ฮัก ขุนแผนจึงกระชับอ้อมกอดให้เข้าที่ แล้วลูบที่ศีรษะเบาๆแล้วกล่าวว่า

 
 
“ ลูกเอ๋ย เจ้าดวงใจและแก้วตาของพ่อ ปลอดภัยแล้วนะ ไม่มีใครทำร้ายลูกของพ่อได้อีกแล้ว เจ้าป่านจะดูแลเจ้าแทนพ่ออีกช่วงหนึ่ง เจ้าป่านจะดูแลแก้วตาดวงน้อยของพ่อเอง”


“  ครับท่านอาจารย์ ป่านจะดูแลน้องแก้วน้อยเอง จะตามใจทุกอย่างและไม่ขัดใจน้องครับ ท่านอาจารย์”


  
ป่านกล่าวออกมา อย่างมุ่งมั่นและเคร่งขรึม เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ป่านยังสะเทือนใจไม่หาย

  
 
“  หา หา ป่าน.. ห๊า ..หา ป่าน”

 
 
 น้องแก้วน้อยร้องออกมา เมื่อป่านยื่นหน้าเข้าไปดูใกล้ๆ ขุนแผนจึงส่งลูกสาวสุดที่รักตัวน้อยมาให้ป่านอุ้มอีกครั้ง

  
 
เมื่อชายหนุ่มรับน้องแก้วน้อย มาไว้ในอ้อมแขนอย่างเต็มตัว ขยับอุ้มให้เข้าที่ น้องแก้วตัวน้อยรัดคอชายหนุ่มไว้อย่างเต็มที่ ทันใดนั้นมีเสียงหนึ่งดังออกมา ซ่า ๆ


  
ป่านรู้สึกร้อนๆ อุ่นๆ ที่บริเวณท้องแขนและกลางอกเสื้อของตน แล้วเปียกเฉอะแฉะไปในทันที


 
“  อ้าว แล้วกัน น้องแก้วน้อย ฝากรักพี่ป่านซะแล้ว แฉะเลยตู อะนะ คนเก่งไม่ร้องนะไม่ร้อง”

 
 
 เมื่อป่านกล่าวออกมา น้องแก้วน้อยขยับจะร้องไห้อีกครั้ง ที่ทำแฉะใส่ตัวชายหนุ่ม แต่ป่านรีบปลอบเกรงน้องตัวน้อย จะเสียใจและร้องไห้มากไปกว่านี้

 
 
“ ไม่เป็นไรจ้า น้องคนดี น้องแก้วน้อยคนเก่ง ฉี่ก็ไม่เป็นไร ประเดี๋ยวพี่ป่านทำความสะอาดเองนะโอ๋ โอ๋ อย่าร้องนะจ๊ะคนเก่ง แต้ช้าแต้”


 
เมื่อขุนแผนเห็นน้องแก้วน้อยทำเลอะจึงกล่าวกับแก้วบุตรสาวว่า


 
“ เจ้าแก้วเอ๋ย ไปเอาชุดเสื้อผ้าของเจ้า ที่ตอนเป็นเด็กมา พ่อแผนเก็บไว้ 2 หีบใหญ่ ในกระท่อมของเจ้านะ”


 
“ จ๊ะพ่อแผน งันเดี๋ยวแก้วไปเอามานะจ๊ะ มิน่า ละจ๊ะ พ่อแผนไม่ยอมให้ทิ้ง เก็บไว้อย่างดีเลย”

 
 
 สาวแก้วบุตรีขุนแผน รับคำแล้วขยับกายลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วเดินมุ่งออกจากลานกว้างไปพร้อมแม่ลาวทอง ที่ชวนกันเดินออกไปด้วยกัน

  
 
เมฆหัวหน้าผู้คุมสั่งให้ไอ้ดำและไอ้ชัย ไปยกถังน้ำมา 1ใบ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก ให้กับป่าน

 
 
“ เอาถังน้ำใบใหญ่ และตักมาให้เต็มนะโว้ย ไอ้ดำ ไอ้ชัย”


  
“ จ๊ะพี่เมฆ ไปไอ้ชัยไปกัน ไปกับข้า”


  
ป่านอุ้มน้องแก้วน้อย ออกมายังด้านข้างของฝ่ายหญิง เรนและจิ๊บเข้ามาช่วยกันดูแลน้องแก้วน้อย ส่วนน้องสาวหญิงงามอันดับหนึ่ง นั่งปวดหัวหนักกว่าเดิม สองตาเริ่มพร่าเลือน ทั้งสงสัยทั้งพิศวงประหลาดใจ จนคิดว่าตัวเองยังคงฝันอยู่ นั่งบีบขมับตัวเองอีกรอบ


  
เมื่อเจ้าดำและเจ้าชัยช่วยกันยกถังน้ำใบใหญ่มาให้ จากนั้นส่งให้ป่าน แล้วปลีกตัวกลับไปยังฝั่งฝ่ายชาย เพื่อคุยสนทนากับเมฆลูกพี่ของตน ถึงการใช้ตะกรุดและเคล็ดลับต่างๆเพิ่มเติม

 
 
ฝั่งผู้คุมที่เหลือพากันรุมล้อม รอบเมฆหัวหน้าผู้คุม แล้วคุยกันเสียงเอะอะจนวุ่นวาย แย่งกันขอของดีจากเมฆเพิ่มเติม เสียงเอ็ดตะโร่พอสมควร แล้วหัวเราะฮาฮา มาเป็นระยะๆ

  
 
 ส่วนขุนแผนเมื่อส่งน้องแก้วน้อยให้ป่าน ได้หยิบสมุดปูมโหรออกมาจากในย่ามแดงอีก 1 เล่ม นำออกมาตรวจดู และเขียนอะไรบางอย่าง ลงไปในหนังสือนั้น แล้วจับมือคำนวณยามสามตา อยู่อย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่มีใครกล้ารบกวน

  
 
 เมื่อถังน้ำมาถึง ป่านจับน้องแก้วน้อย ถอดซิ่นสีเขียวตัวน้อยออก แล้วถอดเสื้อที่เลอะเทอะเปื้อนน้ำอุ่นๆ ของน้องแก้วน้อยออกจากตัว  จัดแจงตักน้ำสะอาดล้างตัวน้อยแก้วน้อย และหยิบสบู่สมุนไพรโบราณ ที่เจ้าชัยหยิบติดมือเอามาให้พร้อมถังน้ำ มีสบู่ กับยาสระผมมะกรูดน้ำเหลืองใส ใส่ขันไม้ใบเล็กๆมาด้วย


  
ป่านตักน้ำ ราดตัวน้องแก้วน้อย ซู่ ซู่ แล้วจัดแจงอาบน้ำให้น้องแก้วน้อยอย่างสะอาด เอาสบู่ถูทั่วทั้งตัว ที่เปื้อนทั้งฝุ่นและเปื้อนฉี่ จนเรี่ยมเร้เลไลย์ เอาน้ำตักราด โครมโครม แล้วสระผมน้องแก้วน้อยอย่างเบามือ ค่อยๆเช็ด ค่อยๆสระผมให้  


  
 น้องแก้วน้อยหัวเราะเอิ้ก เอิ้ก ลืมความเศร้าประสาเด็ก เอามือน้อยจุ่มลงในถังน้ำ ขยับร่างวัย 5ขวบ จะปีนลงถังน้ำ ไปเล่น ป่านรีบคว้าตัวเอาไว้พลางกล่าวยิ้มๆว่า


  
“  ไม่ได้นะจ๊ะ ลงไปเดี๋ยวน้ำจะเลอะเทอะ และเสียหมด เอามาอาบให้แก้ว น้องน้อยของพี่ป่านดีกว่านะจ๊ะ”

 
 
เรนและจิ๊บ คอยช่วยกันตักน้ำให้ น้องแก้วน้อยอีก 2 คน กลายเป็นผู้ใหญ่สามคนช่วยกันอาบน้ำให้น้องแก้วน้อย ท่ามกลางเด็กหญิงตัวเล็กที่มีรอยยิ้ม ตัวขาวเปลือย  โชว์ก้นขาวๆ หัวเราะคิกคัก ใช้มือคู่น้อยวักน้ำ ในถังใส่คนทั้งสาม จนเปียกปอนไปตามๆกัน

  
 
เมื่ออาบใกล้จะเสร็จ น้องแก้วบุตรีขุนแผน ได้หอบเสื้อผ้าวัยเด็ก เดินกลับเข้ามาหอบอยู่ในอก สองสามชุด เผื่อเลือก

 เมื่อมาถึง น้องแก้วเห็นคนทั้งสามกำลังอาบน้ำให้น้องแก้วน้อยจนเกือบเสร็จ จึงรีบวางเสื้อผ้าในมือไว้ที่เสื่อข้างๆ คนทั้งสาม วิ่งพร่วดพราด เข้าไปอุ้มน้องแก้วน้อยแล้วห่มด้วยผ้าถุง ของสตรีในยุคกรุงศรี ยุคโบราณ ผืนใหญ่


  
 น้องแก้วน้อยหัวเราะเอิ้กเอิ้ก ดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอดของน้องแก้ว ซึ่งเมื่อปกปิดร่างกายของเด็กหญิงตัวน้อย ที่น่ารักน่าชังจนมิด ด้วยผ้าถุงสตรีผืนใหญ่  แล้วหันมากล่าวว่า

 
 
“ พี่ป่านจ๊ะ ใครขัดถูขี้ไคล้ ให้น้องแก้วน้อย จนสะอาด พี่ป่านเหรอจ๊ะ”

 
“ ใช้จ๊ะ พี่ป่านเองจ๊ะ อาบน้ำสระผม จนหายสกปรกเลยจ๊ะ”


  
ผลั๊วะ  ปั๊ก เสียงไม้คมแฝกอันโตเท่าข้อมือเด็ก หักสะบั้น จนตกอยู่ใกล้ๆข้างกายป่าน


 “ โอ๊ย เจ็บนะเนี่ย ตีพี่ป่านทามมาย โอ๊ย ถึงอยู่ยงคงกระพัน แต่ตีทีเผลอมานเจ็บนะ ไม่ได้ว่าคาถาป้องกันตัว “

 
 
ไม่ทันขาดคำคมแฝกอีกท่อนขนาดพอกัน ก็พลัวะๆ อีกรอบ คมแฝกอันที่สองหักกระจายคามือน้องแก้วไปอีกอัน
 
 แต่ป่านตั้งตัวทัน หลับตาท่องคาถาทันที พร้อมกลั้นลมหายใจ ไม้จึงหักสะบั้นแหลกละเอียด เมื่อกระทบศีรษะของชายหนุ่ม แสงปีกแมลงทับกระจายบางๆ เพราะป่านคุมพลัง ไว้กลัวไปกระทบน้องแก้ว ทั้งตัวเล็กและคนใหญ่

 
 
 ชายหนุ่มห่วงใยบุตรสาวขุนแผน เกินกว่าจะกล้าหลบหลีก ปล่อยให้ตีโครม โครม เพราะถึงอย่างไรก็ทำอันตรายป่านไม่ได้อยู่ดี แค่เจ็บๆคันๆ

 
 
บุตรสาวของขุนแผน ซึ่งยื่นส่งร่างน้องแก้วน้อย ให้เรนที่ยืนงง อยู่ด้านข้างอุ้มแทน ไปในทันทีเมื่อได้ฟังคำของป่าน แล้วคว้าคมแฝกมา หวดที่หัวชายหนุ่มจนหักไปสองอันรวด ในเวลาไม่กี่วินาที


  
จากนั้นน้องแก้วได้หันกลับ ไปรับร่างของน้องแก้วน้อย ที่หัวเราะชอบใจ เอิ้ก เอิ้ก ดังว่า 

  " เอายีก เอายีก ..ดู ..ดู ..ยีก.."

  เสียงหัวเราะดังกว่าตอนที่อาบน้ำ เมื่อเห็นป่านถูกฟาดกบาลจนไม้หักคามือ บุตรีขุนแผนที่ รับร่างน้อยนั้นคืนมาจากเรน รับมาอุ้มอีกครา แล้วกล่าวว่า

 
 
“ นี้ไง คือรางวัลให้พี่ปาน พี่ปานลามก พี่ป่านบ้า แอบดูร่างเปลือยของแก้ว นี้แอบจับอะไรไปมั้ง เห็นหมดเลยใช่ไหม บอกมานะพี่ป่าน บอกแก้วมานะ”


  
เมื่อป่านได้ฟังคำของน้องแก้ว ได้ร้องออกมาว่า


 “ อ้าๆ พี่แค่อาบน้ำให้เองนะ น้องแก้วน้อยเป็นเด็กนะ 5 ขวบเอง แล้วพี่ป่านจะดูไปทามมาย อะ”

 
 
น้องแก้วตวาดแหวกลับมาในทันทีว่า

 
 
“ เด็กแค่ไหนก็ดูไม่ได้ ทั้งนั้นนะ ก็โตขึ้นมาเป็นตัวแก้วนี่ พี่ป่านมาแอบดูอย่างนี้ แก้วเสียหายหมดนะ มาจับล้างอะไรไปมั้งนะนี่ แก้วเป็นกุลสตรีอยุธยานะ แม่ลาวทองสอนมาดี ไม่ให้ผู้ชายถูกเนื้อต้องตัว จนกว่าจะแต่งงานนะ ไอ้พี่ป่าน ลามก ฉวยโอกาสใช่ไหม”


 “  เออ แฮะ ลืมคิดไปเลย ก็น้องแก้วน้อย มีติ๊ดเดียวเอง พี่ป่านล้างเหมือนล้างตัวให้ลูกสาวนะ แต่ เอ๋พี่ป่านยังไม่มีลูกสาวนิหว่า อะหะ”

 
 
ป่านกล่าวตอบพลางเกาหัวแกรกๆ แล้วกล่าวต่อว่า

 
 
“ ก็เห็นหมดเลยนะ ก็พี่ป่านถอดเสื้อออก ถอดซิ่นที่เปื้อนสกปรก ที่น้องแก้วน้อยทำเลอะไว้นะ แก้ผ้าน้องแก้วน้อย หมดเลยอะ”

 
 
 ไม่ทันขาดคำของป่าน น้องแก้วบุตรีขุนแผน ได้ยื่นมือขวาเข้ามาหยิกที่ต้นไหล่ขวา ของป่าน หยิกและบิดอย่างแรงม้วนไปมา จนป่านร้องว่า


 “   โอ๊ยๆ อย่าหยิกพี่ป่านจิ  เจ็บนะเนี่ย จะตั้งวิชาป้องกันเดี๋ยวไปสะท้อนกลับ น้องแก้วบาดเจ็บ พี่ป่านก็ไม่กล้าตั้งอาคมกลัวน้องเจ็บ โอ๊ย กรรม ซวยจริงตู”

 
 
“ เห็นหมดเลย รึ พี่ป่านนี่ แก้วอายนะ ห้ามทำอีกนะ ทำอีกแก้วตีตายเลยนี่”


 “  จ๊ะไม่กล้าแล้ว จ๊ะ เข็ดแล้วจ๊ะ  ต้องเสียผี ไหมหว่า อะนะ 5ขวบนี่ เสียไก่กี่ตัวหว่า”


  
ป่านลดเสียงคำสุดท้ายเบาลง กลัวน้องแก้วได้ยิน จะหันมาทุบป่านอีกรอบ


  
เมื่อน้องแก้วได้กลับมาอุ้มน้องแก้วตัวน้อย ที่โหนตัวไปมา ที่อกของตน น้องแก้วน้อยหัวเราะเอิ้ก เอิ้ก ตะก่ายจะปีนเดินมาหาป่าน แต่หญิงสาวจับไว้แน่น วางร่างของเด็กหญิงน้อย ไว้ที่ตักของตนเองแล้วอบรมอย่างยืดยาวว่า


  
“ น้องแก้วน้อย ห้ามให้ผู้ชายถูกตัวนะจ๊ะ ห้ามเปิดเผยของสงวนให้ชายใดได้เห็น ห้ามเด็ดขาด เป็นกุลสตรีต้องรักนวลสงวนตัว รู้รอบคอบป้องกัน จำไว้นะจ๊ะ”

 
 
ป่านมองที่น้องแก้ว แล้วกล่าวออกมาว่า


  
 
‘ เออนะ ตัวเองอบรมตัวเอง ก็มีด้วย งิ ปวดขะหมองจริงๆ ห้ามแตะตัวน้องอายุ 5ขวบเนี่ยะนะ อุ้มต่อจะโดนน้องแก้ว ถีบไหมหว่า อิอิ”

 
 
น้องแก้วน้อยวัย 5ขวบ พยักหน้ารับคำตัวเองตอนโต หงึกๆ จนน้องแก้วยิ้มออกมา จัดแจงแต่งตัวชุดใหม่ ให้น้องแก้วน้อยจนเรียบร้อย ในชุดเสื้อคอกระเช้าตัวใหม่สีเหลืองอ่อน ผ้าถุงผืนเล็กสีเขียวเข้ม

  พอน้องแก้วเผลอ หันไปคุยตอบเรนและจิ๊บ ที่มาช่วยกันแต่งตัวเด็กหญิงน้อยจนน่ารัก สดใส เหมือนนางงามน้อยๆ นางงามเด็กที่น่ารักมากๆคนหนึ่ง

 
 
เมื่อได้ทีเผลอ น้องแก้วน้อยวัย 5ขวบ ค่อยย่องๆ ออกมาแบบเด็กซน แล้ววิ่งยิ้มหัวเราะมาทีป่านแล้วร้องว่า

  
 
 
“ ป่าน .. อุ้ม ..อุ้ม... อุ้ม..ยอง อุ้มยอง”

  
 
ป่านเห็นเข้ายิ้มหัวเราะร่า แล้วคว้าร่างเด็กหญิงที่สะอาดหอมสดชื่น ในชุดใหม่ และอาบน้ำใหม่ขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน แล้วหอมแก้ม น้องแก้วน้อยเบาๆ 1 ทีแล้วกล่าวว่า

 
 
“ น้องแก้ว คือแก้วตา นะ เป็นทั้งน้องสาว เป็นลูกสาวด้วย คนนี้ 5 ขวบต้องเป็นลูกสาวนะ พี่ป่านรักน้องคนนี้มาก จะดูแลและรักษาคำมั่นสัญญาตลอดไป  ปกป้องน้องแก้วด้วยชีวิตจ๊ะ”


  
เมื่อชายหนุ่มกล่าวจบลง ได้หันไปเห็น ภาพของขุนแผน ที่นั่งนิ่งๆอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ ใบหน้าของผู้เป็นอาจารย์ นั้นนิ่งเฉย แต่แววตาทอแสงวูบ แสดงถึงความหมดห่วง ความไว้วางใจและพึงพอใจเป็นอย่างมาก ฉายออกมาอย่างชัดเจน

 
 
 ส่วนน้องแก้วบุตรีของขุนแผนเมื่อหันมาเห็นน้องน้องแก้วน้อยวิ่งมาอยู่ในอ้อมแขนของป่าน ได้แต่ทำหน้าบึ้ง แล้วแก้มที่แดงเหมือนลูกท้อก็งอนจนแก้มป่อง แล้วพูดว่า


  
“ ลูกใครนี่ เผลอแล้ววิ่งไปหาผู้ชาย น่าขายหน้าจริงๆเลย เดี๋ยวเหอะ จะตีคนอุ้มให้ตายคามือเลย”

  
 
“ อ้าวแล้วกัน น้องแก้วนิ ตัวเองวิ่งมาให้พี่ป่านอุ้มเองแท้ๆ ยังจะมาว่าพี่อีก กรรมจริงตู”

 
 
  หลังจากนั้น ขุนแผนได้สั่งให้พักกินอาหารกันก่อน เวลาล่วงเลยมานาน จนบ่ายโข สมควรหยุดการประลองและการสอบ ที่เสร็จสิ้นกันไปแล้ว เหลือเพียงการสรุปคะแนนและการให้รางวัลแก่ศิษย์ทั้งสองคน

 
 
 เมื่อแม่ลาวทองและสตรีอีกนางหนึ่งคือ แม่จำเรียงภรรยาของเมฆหัวหน้าผู้คุม เป็นผู้ช่วยนำเอาอาหารเที่ยงที่เกินเวลามานาน มาตั้งเป็น สามสำรับ สำรับแรก จัดให้ขุนแผนกินคนเดียวบนแคร่ไม้ไผ่ อีกสองสำรับแบ่งให้ฝ่ายชาย 1สำรับ และฝ่ายหญิง 1สำนับ แยกกันนั่งกินกันอยู่คนละฝั่ง


  
ป่านนั่งกินข้าวอยู่ฝั่งฝ่ายชาย พร้อมกับเมฆและผู้คุมอีก 6 คน นั่งล้อมวงกันกินอาหารกันเป็นกลุ่ม เสียงสนทนากันดังเอ็ดตะโร่ สลับเสียงหัวเราะเฮฮาของเหล่าผู้คุมทั้งหมด

  
 
น้องแก้วได้เดินมาแย่งน้องแก้วน้อยกลับคืนไป พาไปอุ้มและกินอาหารของฝั่งฝ่ายหญิง


  
 น้องแก้วน้อยนั่งอ้าปากกินข้าว ที่เรนและจิ๊บช่วยกันป้อนข้าว คำโตๆไม่ขาดปาก

  
 
อ้ำ อ้ำ แล้วเคี้ยวตุ้ยๆ เศษข้าวติดตามสองแก้มเล็กๆขาวๆ อาหารรสไม่เผ็ดถูกจัดขึ้นมาทีหลังโดยแม่ลาวทอง


  
ฝั่งสตรีคุยกันเงียบๆ น้องสาวเรนเริ่มปรับตัวและทำใจได้ในเรื่องประหลาดๆ เข้ามาช่วยป้อนข้าวให้กับน้องแก้วน้อยอีกคน

 สตรีงามทั้ง 4 มะรุมมะตุ้มน้องแก้วน้อย วัย 5ขวบ ผลัดกันอุ้ม ผลัดกันดึงเปลี่ยนกันไปมา จนน้องแก้วน้อย ลืมความเศร้าด้วยความไร้เดียงสา หัวเราะคิกคิก ไปกับจิ๊บดรุณีชุดแดงที่หัวเราะคิกคักกันอย่างรื่นเริง

 
 
ช่วงพักนี้เอง เมื่อป่านอิ่มอาหารก่อนคนอื่น เนื่องจากกินเร็ว ฝั่งทางสตรียังรับประทานกันไปได้ไม่ถึงครึ่งสำรับ

 ฝ่ายชายกำลังกินกันอย่างเอร็ดอร่อย เพราะมีการวิ่งไปนำเอาหมูป่าย่าง มาอีกครึ่งตัว เมฆเข้าป่าไปล่ามาแต่เมื่อวาน ย่างทิ้งไว้จนเกรียม เป็นสูตรเฉพาะ ข้างนอกไหม้เกรียมข้างในเหนียวนุ่ม หนังหมูป่ากรอบกรุ๊บ เคี้ยวเพลิน เนื้อหมูป่าย่างหมักเกลือและเครื่องเทศอีกสองสามอย่าง หอม เนื้อหมูป่าร้อน ๆ หวานเค็มมันกำลังอร่อยลิ้น มีน้ำจิ้มใส่พริกแดงสดพริกเขียวหั่นฝอย บีบมะนาวกระเทียมใส่น้ำปลาหมักสูตรอยุธยาโบราณ  รสเค็มๆเปรี้ยวๆเผ็ดๆ จิ้มเนื้อหมูป่าย่างเข้ากันได้ดี  กินไปเปล่าๆก็อร่อยไปอีกแบบ


  
ป่านกินขาหมูป่าย่างเสร็จจนอิ่มเปล้  กินเร็วกว่าเพื่อน เพราะอยากจะอ่านหนังสือเล่มล่าสุดที่ขุนแผนให้มาเมื่อกี้นี้ ตอนเอาน้องแก้วน้อยไปให้ขุนแผนอุ้ม ป่านเปิดอ่านผ่านๆ มีข้อความที่น่าสนใจและสะดุดตาชายหนุ่มมาก


  
เมื่อปลีกตัวได้และอยู่ในช่วงของการพักรับประทานอาหารกัน ป่านขยับออกจากวงอาหาร ดื่มน้ำฝนใสสะอาดในขันใหญ่ที่ยกมาตั้งไว้ข้างวงกินข้าวของฝ่ายชาย

 
 
ชายหนุ่มนั่งลงที่เสื่ออีกผืนหนึ่ง ที่ตั้งติดแคร่อาวุธ เอนหลังพิงแคร่ แล้วหยิบเอาหนังสือหนังปกดำขึ้นมาเปิดอ่าน ชายหนุ่มก้มหน้าก้มตาอ่านข้อความในหนังสือด้วยความสนในเป็นอย่างยิ่ง อ่านตั้งแต่หน้าปกที่เขียนไว้ว่า

       
       
ตำนานสวรรค์ที่ถูกปิดบัง  เขียนโดย อารยันตะ

         ศิษย์รุ่นที่ 17 แห่งองค์อนันตะนาคราช ท้าวสหัสบดีพรหมผู้หมุนกงล้อพระธรรมจักร

 

จากนั้นป่านเปิดไปยังหน้าแรกของสมุดปกหนังสีดำ เห็นข้อความที่เขียนไว้ข้างในว่า

  

                      อารัมภบท และบทนำสรรเสริญครูและพระอาจารย์

 
 
เรามีนามว่า อารยันตะ เป็นศิษย์รุ่นที่ 17 แห่งองค์อนัตตะนาคราช ท้าวสหัสบดีพรหม ผู้หมุนกงล้อพระธรรมจักร ผู้เป็นองค์ปฐมบรมบูรพาจารย์แห่งตัวข้า ผู้อยู่ใต้เบื้องพระบาท ผู้เป็นข้ารองพระบาทแห่งพระองค์ท่าน บรมครูผู้สอนพระกรรมฐานแห่งฌาน สายฌานและสายวิชาสมถพระกรรมฐานหลวงของสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น และพรหมโลกทั้ง 16 ชั้น

 
 
ขอประณตน้อมสองมือกราบไหว้ เทิดทูนบูชา เหนือเศียรเกล้า แห่งพระคุณมหาศาล มากที่ยิ่งกว่าพื้นพิภพ จบมหาสมุทธ กว้างและไกลจนสิ้นขอบเขตอนัตจักรวาล

   
 
ลูกอารยันตะขอพระองค์ท่านจงสถิตย์อยู่เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ปกเกล้าคุ้มเกศาอยู่ชั่วกาลนิรันดร์ ขอรัศมีธรรมรัศมีความเมตตา ขององค์ปฐมบูรพาจารย์ จงคุ้มครองตัวข้าพเจ้า และลูกหลาน ที่เกิดมาภายหลัง  ให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข สถาพรใต้เงาพระพุทธศาสนาด้วยเทอญ

 
 
โอม โอม โอม นมัสศิวายะนะมะ ทะมะศิวะ กฤษณะ ศิวะทะมะ นัสมัสวายะวะศิ โอม โอมโอม

 
 
ขอพระบารมีผู้เป็นบิดาแห่งสามโลก จงคุ้มครองผู้ที่ได้อ่านข้อความในบันทึกนี้ ให้มีความเจริญรุ่งเรือง หมดทุกข์ หมดโศก หมดโรค หมดภัย หมดเคราะห์ เสนียดจังไร ทั้งสิ้นทั้งปวงเทอญ


  
โอม ศรีคะเณศะยะนะมะ โอมมะนะยะ คะเณสะศรียะ โอม โอม โอม

 
 
ขอบารมีแห่งองค์พระพิคเณศ มหาเทพผู้ทรงความอมตะนิรันดร์กาล ผู้เป็นมหาอุปราชแห่งไตรจักร พี่ชายของข้าพเจ้าอารยันตะ จงคุ้มครองน้องชายคนนี้ให้ดำรงความถูกต้องและความยุติธรรมแห่งสามภพได้สำเร็จ  เป็นหนึ่งในกงล้อเล็ก ที่หมุนตามกงล้อใหญ่แห่งพระธรรมจักรได้สำเร็จในกาลนี้ด้วยเทอญ

 
 
ขอสรรเสริญคุณพระครูบาอาจารย์ของข้าพเจ้าทั้งสิ้นทั้งมวลทุกพระองค์ คุณแห่งรัตนะทั้ง 5ประการ ขอนอบน้อมด้วยเศียรเกล้า สาธุการจงบังเกิด ประสิทธิเมจงสำเร็จ

     
  
บทที่1  กำเนิดแห่งจอมสวรรค์ผู้ครอบครองภพทั้งสาม

   
 
เราอารยันตะ ขอสาธุการนมัสการกราบไหว้คุณพระศรีรัตนะตรัยแก้วทั้งสามประการคุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรมเจ้า คุณพระสังฆเจ้า และคุณบิดาและมารดร อีกทั้งคุณครูผู้สอนศิลปะวิทยาการพระเวทย์ อาคม ฤทธิ์และวิชาการทั้งสิ้นทั้งมวลที่ข้าพเจ้าอารยันตะได้ศึกษามา


  
สาธุการ สาธุการ สาธุการ

 

   บันทึกนี้มีนามว่า ตำนานสวรรค์ที่ถูกปิดบัง เป็นเรื่องราวอันเร้นลับ ที่เราจะนำมาเปิดเผย หากมีข้อบกพร่องอันใด ขอความบกพร่องและความผิดนั้นจงตกอยู่ที่เราอารยันตะแต่เพียงผู้เดียว

 เรื่องราวทั้งหมดนี้ เราจารึกและเขียนขึ้นเพื่อบูชาพระคุณแห่งครูบาอาจารย์ และเป็นคู่มือให้กับผู้พิทักษ์กาลเวลารุ่นต่อไปคือ รุ่นที่สองจำต้องเข้าใจและศึกษาจากบันทึกนี้ เพื่อพิทักษ์ให้กาลเวลาเดินไปโดยปกติ แก้ไข และซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดแห่งกาลเวลา 

 
 
ผู้พิทักษ์กาลเวลาจะต้องอยู่ในเงามืดแห่งช่วงกาลเวลาต่างๆ มีหน้าที่พิทักษ์ธรรม แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงส่วนใดให้ผิดเพี้ยน ของทุกกาลเวลา และประวัติศาสตร์ได้ กำไลมหาเทพจะเตือนผู้พิทักษ์แห่งกาลเวลาเอง


  
เรื่องแรกที่จะต้องศึกษาและจดจำ คือเรื่องของกำเนิดแห่งจ้าวสวรรค์ มหาเทพผู้ครองทั้งสามภพ ผู้เป็นองค์ปฐมแห่งบูรพาจารย์ของผู้พิทักษ์กาลเวลาทุกรุ่น

 
 
เราอารยันตะจะเล่าความตั้งแต่สมัยที่เนิ่นนาน สมัยเริ่มต้นแห่งเหล่าทวยเทพบนสวรรค์ ที่ตอนนั้นยังไม่มีชั้นพรหมโลก

 

    ในอดีตกาลอันไกลโพ้น ไกลเนิ่นนานจนมิอาจจะนับคำนวณเวลาได้ โลกมนุษย์ที่เราท่านอาศัยอยู่นี้ ตั้งอยู่ในจักรวาลที่เรียกว่า มงคลจักรวาล
 
  อาณาเขตแห่งจักรวาลนี้ นับโลกมนุษย์เป็นจุดศูนย์กลาง รายล้อมด้วยดาวนพเคราะห์ทั้ง 7 ดวง คือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ รวมกับดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ เกิดเป็นดาวตัวแทนแห่งวันทั้ง 7

 ต่อมามีการค้นพบดาวยูเรนัส ดาวเนปจูนและดาวพลูโตในภายหลังของเหล่ามนุษย์  ซึ่งรวมอยู่ในอาณาบริเวณของระบบสุริยะจักรวาลของเรา

  
 
 อันมงคลจักวาลเป็นเพียงจักรวาลเดียวในหมื่นๆระบบสุริยะจักรวาล ที่จะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ และบังเกิด ณ จักรวาลนี้เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ส่วนจักรวาลอื่นไม่มีไปบังเกิด จึงได้เรียกว่า มงคลจักรวาล

   
 
ในโลกปัจจุบันของเรา เรียกว่า ภัทรกัป ได้มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติ และสั่งสอนพระธรรมอันประเสริฐ 5 พระองค์ พระพุทธเจ้าของเราเป็นองค์ที่ 4 และจะมาบังเกิดในอนาคตอีก 1พระองค์คือพระศรีอาริยะเมตไตร หรือพระศรีอาริย์

  ในคำสอนทางพระพุทธศาสนา มีอจินไตยอยู่ 4 อย่าง คือ

1.พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หนึ่ง

2.ฌาณวิสัยของผู้ได้ฌานหนึ่ง

3.เรื่องของกรรมวิสัยและวิบากกรรมหนึ่ง

4.ความคิดเรื่องโลกวิสัยและการกำเนิดของโลกหนึ่ง

 
 
เป็นเรื่องที่บุคคลไม่บังควรพึงคิด เมื่อบุคคลคิดจะมีสวนแห่งความเป็นบ้าและเดือดร้อน เพราะเรื่องอจินไตยทั้ง 4 นี้ ลึกซึ้งและมีรายละเอียดมากกว่าบุคคลธรรมดาจะคิดออก ไม่ควรจะนำมาคิด แต่เรียนรู้ไว้ได้บางส่วน ลึกซึ้งเกินสติปัญญาคนธรรมดา

  
 
 แต่ผู้พิทักษ์กาลเวลา จำต้องศึกษาบางส่วน จึงจะทำหน้าที่ของตนเองได้ดีและไม่บกพร่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตำนานแห่งสวรรค์ เรื่องราวของมหาเทพผู้ ครองทั้ง3 ภพ ในทุกกาลเวลาที่ต้องท่องเที่ยวไป 
 
 จำต้องรู้ว่า ตำแหน่งจ้าวแห่งสวรรค์นี้ ของไทยเราเรียกว่า ตำแหน่งองค์อินทร์ ทางฮินดูเรียกว่า พระศิวะ ทางกรีก เรียกว่า ซุส หรือเซอุส  ส่วนทางประเทศจีนจะเรียกว่า เง็กเซียนฮ่องเต้ ซึ่งเรียกกันไปมากมายหลายอย่าง

 แต่แท้ที่จริงนั้นเป็นเพียงตำแหน่งของกษัตริย์ผู้ครองสวรรค์ และปกครองภพทั้งสามนี้คือ โลกมนุษย์ โลกสวรรค์ และโลกแห่งนรกหรือนรกภูมิ

 
 
 การขึ้นครองตำแหน่งองค์อินทร์ แต่ละครั้ง ขึ้นอยู่กับบุญที่ได้สร้างสมมา องค์อินทร์แต่ละองค์ สร้างสมบุญบารมีมาไม่เท่ากัน บางองค์สร้างบุญมามาก บำเพ็ญบารมีนับชาติไม่ถ้วน จะครองบัลลังค์นาน และอยู่จนครบอายุขัยทิพย์

 บางคนสร้างบุญมาเพียงพอจะเป็นองค์อินทร์แต่ขาดปัจจัยหรือวิสัยบางอย่าง ต้องลงจากตำแหน่งก่อนครบวาระไปก็มาก และที่สำคัญ คือการครองราชย์ด้วยธรรม จึงจะอยู่ได้นาน

 
 
ถ้าองค์ใดประพฤตผิดทำนองครองธรรม ใช้อำนาจไปทางไม่ชอบ เช่นไปเป็นชู้กับเมียคนอื่น ตามประวัติศาสตร์สวรรค์ มักจะไปเป็นชู้กับเมียฤาษี จนโดนฤาษีสาบให้เสื่อมฤทธิ์ไปก็มี ทำให้ต้องหลุดจากตำแหน่งในภายหลัง

 จนมีชื่อเสียอยู่ในโลกของมนุษย์เรา ทำให้มีการเข้าใจผิดคิดว่าเป็นบุคคลเดียวกระทำการโดยตลอด บางครั้งองค์อินทร์กลายเป็นตำแหน่งที่คนรุ่นหลังคิดว่าเป็นคนละองค์กับพระศิวะ


   
ความจริงแล้วในตำแหน่งนี้ บางครั้งมีผู้ขึ้นครองบัลลังค์ทีเดียวถึง 2องค์ แบ่งกันนั่งคนละครึ่ง ได้มีอยู่หลายครั้ง

 

   องค์พระศิวะหรือองค์อินทร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในบรรดาองค์อินทร์ทั้งหมด คือพระศิวะที่มีผิวกายสีม่วง มีเพียงองค์เดียวอยู่บนสวรรค์ ตามรูปบูชาที่เห็นกันอยู่ทั่วไปในโลกมนุษย์

 
 
ทรงห่มกายด้วยหนังเสือ มีดวงตาที่สาม มีพระจันทร์เสี้ยวเป็นปิ่นปัก มีงูห้อยอยู่ที่คอ มีรูปแม่พระคงคาอยู่บนมวยผม ทรงตรีศูล ทรงสี่มือบ้าง ทรงสองมือบ้าง

 

  พระองค์นี้คือองค์ปฐมบรมบูรพาจารย์ แห่งตัวเรา อารยันตะ และผู้พิทักษ์กาลเวลาทุกรุ่น ที่จะสืบต่อเนื่องกันไป


  
 บัดนี้ เราจะเล่าความแห่งประวัติ ความเป็นมาแห่งจอมกษัตริย์แห่งสวรรค์ ที่ถูกปิดบังมาโดยตลอด เราคือ อารยันตะ ศิษย์รุ่นที่ 17 นี่นั่งฟังความจากตัวพระองค์ท่านเอง ที่ได้สอนบรรดาศิษย์ทั้งหลาย ในสายพระกรรมฐานสวรรค์หลวง

  
 
 ในบรรดาวงค์เทพที่ปกครองสวรรค์ ที่เหล่ามนุษย์รู้จักกันดี จะมี 2 วงค์ คือวงค์พระนารายณ์ซึ่งเป็นวงค์ของพระลักษณ์และพระราม และวงค์พรหมของทศกรรณฐ์ ในศึกรามเกียรติ์

 แต่ยังมีวงค์ที่สามอยู่ แต่ไม่ค่อยเป็นที่ทราบกันนึกว่าเป็นวงค์เดียวกับพระนารายณ์นั้นคือ วงค์พระศิวะหรือวงค์พระสยมภู

 
 
   อันบรรดาเหล่าเทพทั้งหลายจะแบ่งออกเป็น 9 ตระกูลใหญ่ ตระกูลนาคราช ตระกูลหงส์ ตระกูลช้าง ตระกูลสินธพ และตระกูลยักษ์ 5 ตระกูลใหญ่ กับ 4 ตระกูลลับซึ่งเป็นที่ปกปิดอยู่

 

  ตระกูลทั้ง 9 นี้จะมี 5 ตระกูลใหญ่ ขึ้นสลับผลัดเปลี่ยนกัน ครองตำแหน่งเจ้าแห่งสวรรค์ หรือองค์อินทร์ และมี 4 ตระกูลลับ รอจ่อคิวขึ้นครองบัลลังค์อยู่ ความนี้ ท่านพี่ของเรา หรือองค์พระพิคเณศยังไม่เฉลยความ ยังให้เป็นปริศนาอยู่

  
 
ในยุคแรกของสวรรค์ของโลกเราในสมัยพุทธกาลนี้ ตระกูลแรกที่ขึ้นครองบัลลังค์เจ้าแห่งสวรรค์ คือ ตระกูลนาคราช  ตระกูลนาคราชเมื่อบังเกิดขึ้นในสวรรค์ในคราแรก จะมีพญานาคราชเป็นพาหนะเกิดมาพร้อมกันกับการกำเนิดเป็นเทพของทั้ง 9พระองค์

  
 
ซึ่งยุคแรกจะมีเทพที่มีพญานาคราชเป็นพาหนะ มีเพียง 9 พระองค์ และนี่คือประวัติแห่งทวยเทพยุคเริ่มต้น ส่วนน้องอีก เกือบ 9 หมื่นองค์ อยู่ในตระกูลนาคราชแต่ไม่มีพาหานะดั่งพี่ชาย


  
ในยุคนั้น มีเทพบิดาและเทพมารดาอยู่ 2 พระองค์ ทรงมีลูกชาย 9 หมื่นกับ 2 พระองค์ ลูกชายคนโตคือองค์อินทร์องค์ปัจจุบัน หรือ มาฆะมานพที่ปกครองดาวดึงค์ และเพื่อนสหายอีก 32 คนที่ร่วมทำบุญกุศลในสมัยว่างพระศาสนา

 
 
   ลูกชายคนรอง จะคือองค์พระศิวะผู้มีผิวกายเป็นสีม่วง ทั้ง 2พระองค์ เป็นพี่น้องที่รักกันมาก จึงผลัดกันขึ้นนั่งบัลลังค์แห่งจอมสรรค์ แต่นี่เป็นความลับของพระองค์ท่านทั้งสอง

 
 
 ในยามปกติที่องค์อินทร์ครองราชย์ จะมีกายสีเขียว เพราะดวงแก้วอัญมณีวิเศษที่มีชื่อว่าแก้วอมรินทราธิราช ที่จะตกทอดให้ กับผู้ที่ขึ้นครองตำแหน่ง จนมีกายสีเขียวหมดกันทุกองค์

 
 
 เมื่อใดที่องค์พระศิวะผู้มีกายสีม่วงขึ้นครองราชย์ จะเป็นองค์อินทร์ที่แตกต่างเพราะมีกายสีม่วงอ่อนบ้างเข้มบ้าง จนเป็นที่รู้จักในนามองค์พระศิวะผู้ทรงจันทร์เสี้ยว ทรงสถิต ณขุนเขาไกรลาศ  ความที่ปกปิดอยู่ตรงนี้

  
  
ทั้งสองพระองค์ท่าน องค์พระศิวะผู้มีกายสีม่วงจะปราถนาและบำเพ็ญเพ็ญบารมีพระโพธิสัตว์มาเนิ่นนาน แสนยาวนาน มักจะลงมาเกิดในโลกมนุษย์อยู่เป็นประจำ

 ยามนั้นเอง องค์พี่ชายคนโตจะนั่งในตำแหน่งพระศิวะด้วย  รูปกายและหน้าตาจะเหมือนกันทุกประการเป็นกายสีม่วงแต่เป็นรูปร่างแทน

 
   
 บางครั้งยามองค์พี่ชายคนโตดำรงในตำแหน่งองค์อินทร์กายสีเขียว แล้วต้องลงมาเกิดในโลกมนุษย์ องค์พระศิวะกายสีม่วงจะเนรมิตเป็นกายสีเขียวมรกต นั่งบัลลังค์แทนพี่ชายคนโต

  
 
 ทำให้ในโลกแห่งสวรรค์ บางครั้งเกิด มีจอมสวรรค์ปรากฏเป็น 2 พระองค์ เช่นในตำนานรามเกียรติ ที่มีทั้งองค์พระศิวะ และองค์อินทร์

   
 
จะขอกล่าวถึงผู้เป็นจอมสวรรค์จ้าวแห่งสามภพ ผู้มีพระกายเป็นสีม่วงในส่วนที่น้อยคนทั้งเทพและมนุษย์จะล่วงรู้

  
 
องค์พระศิวะผู้มีพระกายเป็นสีม่วงนี้ ในสมัยแรกเริ่มที่ยังไม่มีชั้นพรหม พระองค์ท่านเป็นเทพบุคคลแรกในโลกยุคภัทรกัป เรานี้ เป็นผู้ค้นพบชั้นพรหม

  
 
 พระองค์ท่านเล่าให้ฟังว่า ท่านทรงนั่งหลับตานิ่งๆ แล้วทำใจเฉยๆ  ร่างของพระองค์จึงเบาขึ้นและลอยสูงขึ้น สูงขึ้น จนขึ้นมาอยู่บนพรหมโลกเป็นพระองค์แรก เสวยพรหมสมบัติอันประณีตกว่าเทพสมบัติ

 
 
หลังจากนั้น พระองค์ท่านทรงได้กลับลงมายังชั้นสวรรค์เทวโลก และได้สอนให้เทพองค์อื่นทำตามวิธีที่พระองค์ท่านทรงค้นพบ จึงบังเกิดเป็นพระพรหมกันมากมาย สืบต่อเนื่องกันมาจนถึงทุกวันนี้


  
 พระองค์ท่านเป็นผู้ให้กำเนิดฌาน เป็นเทพบิดาแห่งฌาน และทรงบำเพ็ญฌานต่อเนื่องยาวนาน มากกว่าเทพพรหมองค์อื่นใด ในสวรรค์ สรรพสายฌานก่อกำเนิดต่อเนื่องไม่ขาดสาย

 
 
และทรงดำรงตำแหน่งพระวิษณุหรือพระนารายณ์ ด้วย ให้กำเนิด ฌานวิษณุ ต่อมากลายเป็นตำแหน่ง ผู้ใดเข้าฌานจนได้ฌานวิษณุต่างๆ เช่นฌานวิษณุเบอร์ 7 ฌานวิษณุเบอร์9 เมื่อมาสอบก็จะได้ตำแหน่งพระนารายณ์ หรือพระวิษณุ กลายเป็นตำแหน่งเพิ่มขึ้นมาอีกตำแหน่ง

  
 
 ต่อมาพระองค์ท่านทรงมาเกิดเป็นมนุษย์ ในสมัยสงครามสวรรค์ครั้งแรก คือมหาภารตะยุทธ  พระองค์ทรงมีนามว่าพระกฤษณะ ที่ทั้งสองฝ่าย ปานฑพ และฝ่ายเการพ ต่างแย่งชิงพระองค์มาช่วยทำสงคราม


  
 ฝ่ายพระอรชุนเลือกตัวพระองค์ที่รับปาก มาเป็นสารถีขับรถศึกให้และไม่ใช้กำลังฤทธ์ของพระองค์ นอกจากพระสติปัญญา

 ส่วนอีกฝ่ายเลือกกองทัพของพระองค์ การสงครามนั้นเป็นที่ลือลั่นไปทั้งสามภพ องค์พระกฤษณะทรงใช้พระปัญญาช่วยให้ฝ่ายพระอรชุน 5 พี่น้อง ชนะในสงครามเทพครั้งที่ 1


  
 สงครามแห่งสวรรค์ครั้งที่สอง คือรามเกียรต์ ที่พระลักษณ์พระรามรบกับ ทศกรรณฐ์จอมยักษ์ ก่อสงครามเทวดา เพื่อแย่งชิงนางสีดา ที่คนไทยและชาติต่างๆรู้จักกันดี 

   ในศาสนาฮินดูนับถือพระกฤษณะเป็นเทพเจ้า และเป็นพระวิษณุแบ่งภาคมาเกิด แต่อันที่จริงก็คือตัวพระองค์ท่านลงมาเกิดเอง


  
ต่อไปจากนี้ ตัวเราอารยันตะ ขอกล่าวพระนามขององค์พระศิวะผู้เป็นองค์ปฐมบรมบูรพาจารย์ว่า องค์ปู่กฤษณะ พระองค์ท่านทรงบำเพ็ญบารมีมุ่งเป็นพระพุทธเจ้าองค์สุดท้าย แต่ในปัจจุบันยุคพระศาสนาองค์พระสมณโคดมจะเป็นอย่างไร จะกล่าวในบทต่อไป

  
 
   เมื่อเรื่องราวนี้เป็นเรื่องของโลกสวรรค์ ที่เป็นจริง หากผู้ใดมาล่วงรู้ข้อความในบันทึกนี้ นอกจากผู้พิทักษ์กาลเวลา จงถือเสมือนว่า ฟังตำนานแห่งสวรรค์ หรือนิทานที่แต่งขึ้นมา อย่าได้เอาไปโจมตีกันให้เกิดความขัดแย้งในพระศาสนาใด บาปกรรมจักตกแก่เราอารยันตะ และบาปนั้นจะย้อนกลับไปสู่คนที่ทำความแตกแยกให้ศาสนาต่างๆ เช่นกัน


  
ในเมื่อองค์ปู่กฤษณะ ทรงเป็นมหาเทพที่โด่งดัง ที่สุดในตำนานแห่งสวรรค์ พระศิวะผู้มีผิวกายเป็นสีม่วง ใครจะรู้ว่า พระศิวะคือตำแหน่งองค์อินทร์ พระนารายณ์หรือพระวิษณุก็เป็นตำแหน่งเช่นกัน


  
ตำแหน่งเจ้าแห่งสวรรค์ในยามที่ พระองค์ท่าน 2 พี่น้อง ไม่ได้ครองอยู่โดยตลอดเช่นกัน มักจะให้พี่น้องทั้ง 9 องค์ที่เกิดมามีนาคราช เป็นพาหนะประจำตัวที่ทรงอิทธิฤทธิ์มาก กว่าพี่น้องทั้ง 9 หมื่นที่เหลือ ผลัดกันขึ้นครองตำแหน่ง

 
 
บางครั้งที่หลายพระองค์พากันมาเกิดเพื่อบำเพ็ญ บารมีพระโพธิสัตว์ ได้มีเทพองค์อื่นขึ้นครองบัลลังค์ไปก็มาก 

 
 
 ยามที่องค์ปู่กฤษณะเข้าฌาน บางทีท่านขึ้นไปชั้นพรหมโดยไม่ได้กลับลงมายังโลกเทวะทั้ง6 ชั้น เวลาอันยาวนานแห่งพรหมโลก ตระกูลอื่นก็ขึ้นครองราชย์ได้เช่นกัน

  
 
มีอีกตระกูลนั้นคือ วงค์พรหม ตระกูลยักษ์ขึ้นครองบัลลังค์ ดังเช่นสมัยก่อนที่มฆมานพ ลงมาเกิดในโลกมนุษย์จะบำเพ็ญบุญ กลับขึ้นไปเป็นองค์อินทร์

 ตอนนั้นท้าวไพจิตตราสูร ครองสวรรค์ชั้นที่สองอยู่ จนเกิดการกินเหล้าฉลองเทพใหม่มาบังเกิด จนเมามายสลบไสล แล้วองค์อินทร์มฆมานพ จับเทพอสูรทั้งหลายโยนลงมา ยังสวรรค์ชั้นที่ 1

 
 
แล้วเกิดเทพนครที่เหมือนดาวดึงค์ขึ้นมา เพราะบุญของเหล่าเทพอสูรที่ยังมีกันอยู่มาก ต่างกันที่เทพนครที่ดาวดึงส์จะมีต้นปาริชาติที่ดมกลิ่นแล้วระลึกชาติได้ แต่เมืองเทพอสูรจะมีต้นไม้ที่ชื่อต้นแคฝอยแทน  ที่เหลือนั้นทั้งสองเมืองจะไม่แตกต่างกัน


  
ยามดอกปาริชาติบาน ท้าวไพจิตราสูรเห็นแต่ดอกแคฝอย จึงทำให้จดจำเรื่องราวแต่หนหลัง เป็นจุดกำเนิดของเทวาเทวะสงคราม ที่ตำนานสวรรค์ภาคมนุษย์โลกรู้จักกันดี


  
องค์ปู่กฤษณะทรงสั่งสอนลูกศิษย์เทพพรหม ที่อยู่บนสวรรค์ เรียกชื่อสำนักว่า สำนักพระกรรมฐานสวรรค์หลวง มีลูกศิษย์เป็นจำนวนมาก 

  
จึงมีเทพและพระพรหมบางองค์ ที่เรียนวิชาจนแก่กล้า ฤทธิ์มาก แล้วก่อกบฏ สวรรค์แย่งชิงตำแหน่งองค์อินทร์ เพื่อขึ้นนั่งบัลลังค์แทนที่ ก่อกบฏสำเร็จก็มีมาก ที่ไม่สำเร็จก็มีเยอะ ใครทำไม่สำเร็จ จะถูกตัดหัวเทพ ตัดหัวพรหม แล้วถีบลงมาเกิดยังบนโลกมนุษย์เพื่อชดใช้กรรม

  
 
แต่คนที่ทำสำเร็จก็มี โดยมากพวกที่ทำสำเร็จ คนใกล้ตัวทั้งนั้น แต่ครองบัลลังค์ได้ไม่นาน ก็ถูกปราบจับ และลงโทษไปตามกฎแห่งสวรรค์ เทพและพระพรหมกบฏ เป็นศิษย์ของพระองค์ท่านทั้งนั้น
 
  ที่ท่านถ่ายทอดวิชาให้ ถ่ายทอดฤทธ์ให้ แล้วก่อกบฏแย่งบัลลังค์ จับปู่กฤษณะมัดไว้ และขึ้นนั่งบัลลังค์แทน กว่าจะเหล่าเทพและพรหมองค์อื่นที่จงรักภักดีจะมาช่วยได้ทัน ก็มีเหตุการณ์ที่น่าแตกตื่นใจหลายอย่าง

  
 
ตำนานสวรรค์ที่ถูกปกปิดนี้ เร้นลับและเหลื่อเชื่อกว่ามนุษย์ในโลกปัจุบันจะเข้าใจ ว่า


  
โลกแห่งสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น ที่อยู่เบื้องบน มีการแก่งแย่งชิงบัลลังค์ เจ้าแห่งสามภพ อยู่ตลอดมา
 
 สงครามแห่งเหล่าเทพไม่แตกต่างสงครามของมนุษย์  มีการฆ่ากันด้วยอิทธิฤทธิ์ การรบระหว่างเทพและอสูร การยึดเมืองของฝ่ายเทพในสมัยก่อนพระพุทธศาสนามาบังเกิด ไม่แตกต่างจากเหล่ามนุษย์

 แม่ทัพสวรรค์บางคน เมื่อยึดเมืองฝ่ายอสูรได้ ก็ปิดเมืองฆ่าสังหารเหล่าเทพอสูร จนตกตาย บางคนก็ข่มขืนลูกเมียฝ่ายอสูรต่อหน้า สามีอสูร ทำให้ความแค้นสองฝ่ายยิ่งลึกล้ำ  แต่ก็เป็นกรรมชั่วอย่างหนึ่งที่ แม่ทัพสวรรค์คนนั้นต้องรับกรรมที่ก่อไว้เช่นกัน

 
 
ฝ่ายอสูรก็เช่นกันเมื่อยึดเมืองเทพๆได้ ก็ปล้นสมบัติเทพ และจับเอานางฟ้านางสวรรค์ไปเป็นเมียก็มากมาย สังหารเหล่าเทพบุตรทั้งหลายตายไปนับไม่ถ้วน  เป็นการหมดบุญของเทพอย่างหนึ่ง ไม่มีใครกล้านำมาเปิดเผย ในด้านนี้ของสวรรค์

 
 
มีเพียงเราอารยันตะที่จดจารึกเรื่องราวเหล่านี้ จากคำขององค์ปู่กฤษณะในยามสอนลูกศิษย์บ้าง จากคำพูดพี่ชายของเราองค์พระพิศคเณศบ้าง 

 เราจำคำได้ดีครั้งหนึ่ง องค์ปู่กฤษณะ ทรงเล่าให้ฟังว่า ท้าวเวสสุวรรณหรือท้าวกุเวร ซึ่งเป็นจตุโลกบาลทางทิศเหนือ ทรงเป็นลูกครึ่งระหว่างเทพกับยักษ์

  พ่อขององค์ท่านจับตัวแม่ของท่านซึ่งเป็นเทพธิดาฝั่งสวรรค์ฝ่ายขวา ไปเป็นเมีย ในสงครามที่ฝ่ายฝั่งอสูรได้ยึดเมืองสวรรค์ได้สำเร็จ ด้วยที่มีอิทธิฤทธิมากกลับยังฝั่งซ้ายของสวรรค์ ซึ่งเป็นเขตฝั่งเทพอสูร

   
 
แม่ที่เป็นเทพธิดาของท่านต้องอยู่กับพ่อท้าวมหายักษาของท้าวเวสสุวรรณ มานานหลายปีสวรรค์ แล้วได้กำเนิดมาเป็นท้าวเวสสุวรรณ จนลูกโตเป็นได้สิบกว่าขวบสวรรค์

 
 
เมื่อพ่อท้าวเวสสุวรรณเผลอ ผู้เป็นมารดาได้หอบลูกหนีกลับมาอยู่ฝั่งสวรรค์ฝ่ายเทพของตนตามเดิม


   
 ท้าวเวสสุวรรณทรงเป็นยักษ์ใจดี เมื่อเติบใหญ่จึงได้ครองตำแหน่งโลกบาลฝ่ายอุดร

   
   
 ข้อสังเกตของท่านพี่ของเรากล่าวให้เราฟังว่า พวกลูกครึ่งเกิดมาจะมีฤทธิเดชที่มากมายมหาศาลเป็นพิเศษ

 ได้เชื้อหลายฝ่าย อย่างเช่น มัจฉานุ ลูกขององค์ปู่หนุมาน  ทำไมเราจึงเรียกองค์หนุมานว่าปู่หนุมาน ก็เพราะว่าท่านพี่ของเราองค์พระพิศคเณศเป็น 1 ใน 2 ศิษย์เอกขององค์ปู่หนุมานนั้นเอง


 ผู้พิทักษ์แห่งกาลเวลาต้องเรียนรู้เรื่องของสวรรค์อย่างเจนจบ ในบทต่อๆไป

  
 
 เรื่องที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งนั้นก็คือ องค์พระศิวะผู้มีผิวกายสีม่วงหรือองค์ปู่กฤษณะ ทรงมีลูกกับแม่พระอุมาซึ่งต่อมากลายเป็นตำแหน่งเช่นกัน ทั้งหมด 11 คน เป็นชายโดยทั้งสิ้น


  
แต่คนทั่วไปจะรู้จักกันแค่ 2 คน คือพระพิฆเนศ และพระขันทกุมาร อีก 9 คนที่เหลือไม่มีชื่อในตำนานแห่งสวรรค์

 
 
และเราอารยันตะคือบุตรชายคนเล็กสุด คนที่สิบเอ็ดของปู่กฤษณะ ในตำแหน่งองค์พระศิวะผู้มีผิวกายสีม่วงและท่านแม่ซึ่งตำแหน่งในตอนนั้นคือพระแม่อุมาเทวี


  
 เหตุการณ์ที่ทำให้โลกสวรรค์เปลี่ยนแปลง และท่านพ่อท่านแม่ต้องลงมาจากสวรรค์ ท่านแม่ต้องกลืนยาพิษเพื่อจะจุติร่างก่อนกำหนดหมดอายุขัยสวรรค์

 ท่านพ่อกลืนเช่นกัน แต่ไม่ตายเนื่องจากฤทธิ์เยอะเกิน แต่คอเป็นสีดำ เรายังจำคำบอกเล่าจากท่านพี่ของเรา องค์พระพิศคเณศได้ดี

 
 ท่านพี่เราเล่าให้ฟังว่า 
 

 “ ท่านพ่อของเราทรงเป็นจอมเทพผู้เกรียงไกร และเป็นพระพรหมองค์แรกของโลกยุคภัทรกัปนี้ ทรงดำรงตำแหน่งองค์อินทร์เนิ่นนาน และบ่อยครั้งมาก  และทรงมีสิ่งหนึ่งที่เป็นของประจำกาย เมื่อพระองค์ท่านสำเร็จวิชาการใด จะจารึกลงในคัมภีร์เล่มหนึ่ง  ซึ่งเป็นพระคัมภีร์ที่ตกทอดให้กับองค์อินทร์ รุ่นต่อไป ที่ได้รับการสืบตำแหน่งอย่างชอบธรรม ได้ด้วยบุญที่สั่งสมมา และท่านพ่อพิจารณาว่าสมควรจะได้รับพระคัมภีร์เล่มนี้”

 
 
เราอารยันตะเมื่อได้ฟังคำของพี่ชายจึงกล่าวต่อไปว่า


  
“ ท่านพี่หมายถึง ตำราที่ท่านพ่อตอนบำเพ็ญตบะฌานถึงขั้นสุดยอด บำเพ็ญอิทธิฤทธ์และสร้างพระคัมภีร์เล่มนี้ จนโลกทั้งสามสะเทือนหวั่นไหว ไม่มีเทพพรหมองค์ใดจะสร้างได้เหมือน เป็นสิ่งที่มีนามว่า พระคัมภีร์มหาเวทย์มหาปราบ หรือ พระคัมภีร์สามภพ”

 
 
ท่านพี่เราตอบว่า


  
“ ใช่แล้ว เป็นตำราที่เป็นของประจำตัวองค์อินทร์ ที่เป็นสายของท่านพ่อเราเท่านั้น หมายถึง องค์อินทร์ที่เป็นลูกหลาน หรือลูกศิษย์สืบเชื้อสายตระกูลเทพวงค์สยมภู และตระกูลนาคราชแต่เดิม”

 
 
“ ตำราเล่มนี้ถูกสร้างด้วยอำนาจฌานชั้นสูง และอิทธิฤทธิ์ขั้นสุดยอดของท่านพ่อ ที่กลายเป็นสิ่งวิเศษสุด ของสามวิเศษไตรภพ เป็นตำราที่มีอยู่จริงแต่ ชาวมนุษย์โลกน้อยคนนักจะได้ล่วงรู้”

 
 
เราอารยันตะ ได้ถามท่านพี่ของเราต่อไปว่า


 “  เหตุไฉนตำรานี้จึงวิเศษมาก เช่นนั้นเล่าท่านพี่ ทำไมจึงเป็นที่แย่งชิงกันมาก จนมีการก่อกบฏหลายครั้ง เมื่อมีโอกาสได้ครอบครอง พระคัมภีร์สามภพนี้”

 
 
ท่านพี่ของเราตอบว่า

 
 
“นี่เป็นความลับประการหนึ่งของสวรรค์  ว่าการที่ทรงอิทธิฤทธิ์เช่นนี้ ก็เพราะเวลาที่ท่านพ่อสำเร็จสุดยอดแห่งฌานฤทธิ์ ได้นำอิทธิฤทธิ์นั้นสร้างเป็น ตำรามหาเวทย์มหาปราบเล่มนี้  ถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆก็คือ พระตำราเล่มนี้ คือกำลังฌานและกำลังฤทธิ์ของทั้งพ่อทั้งหมดที่มีอยู่ในขณะที่สร้าง ถอดออกมาจากร่างเหมือนถอดเสื้อ แล้วบังเกิดเป็นตำราเล่มนี้ ถอดจนหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ และท่านพ่อต้องไปนั่งเข้าฌานเพื่อฟื้นฟูกำลังฌานและอิทธิฤทธ์ทั้งหมดใหม่ตั้งแต่ต้น เหมือนเริ่มนับ 0 นับ1ใหม่”


 “  เพราะฉะนั้น  ผู้ที่ได้ตำราเล่มนี้ไปครอง คือได้ครอบครอง อิทธิฤทธ์ทั้งหมดของท่านพ่อของเรา สามารถปราบได้ทั้งสามโลก ปราบได้ทั้งไตรภพ ถ้าศึกษาจนเจนจบ และสามารถดึงเอากำลังพระเวทย์และกำลังฤทธิ์และกำลังฌาน ที่ถูกสร้างเป็นตำรามาใช้ได้อย่างสมบูรณ์”

 
 
เราอารยันตะจึงได้กล่าวขึ้นว่า


  
“ท่านพี่หมายถึง การได้ครองตำรา แล้วต้องหลอมรวมและดึงพลังออกมาจากตำราใช่ไหมท่านพี่”

 
 
ท่านพี่ของเราตอบว่า

 
 
“ ใช่แล้ว ตำราเล่มนี้แม้ได้ครอบครองก็ต้องใช้เวลาศึกษา อยู่นานพอควรถึงจะค่อยๆดึงกำลังวิเศษในตำรามาเป็นของตัวเองได้ การที่องค์อินทร์บางคน ที่ได้ครอบครองตำรานี้ ในคราวอยู่ในตำแหน่ง จึงทำให้ปราบได้ทั้งสามภพ เมื่อครบวาระต้องออกจากตำแหน่ง ต้องคืนให้ท่านพ่อ หรือไม่ต้องให้กับองค์อินทร์องค์ต่อไป  แต่จะไม่ยอมคืน ก็ไม่ได้ เมื่อคืนแล้วกลับเสียดาย มีบางคนที่เป็นน้องของท่านพ่อ  ถึงกับกระชากออกจากเอวท่านพ่อ ในงานฉลองวันไหว้ครูสายพระกรรมฐานสวรรค์หลวงของเรา จนเป็นที่แตกตื่นไปทั้งสวรรค์ และตกใจกันมากในบรรดาศิษย์ทั้งหลายที่มาร่วมพิธีในวันนั้น”

 
 
เราอารยันตะได้ตอบท่านพี่ของเราว่า


  
“ ใช่แล้วท่านพี่ ท่านอาคนนั้น เป็นคนที่เข้าไปไหว้ท่านพ่อก่อนหน้าของน้อง 1 คน ตอนแรกก็ไหว้ธรรมดาตามธรรมเนียมสวรรค์ เมื่อท่านพ่อและท่านแม่เผลอ เพราะนั่งคู่อยู่ด้วยกัน  ท่านอาคนนั้นกระชากตำราที่ห้อยอยู่ที่เอวของท่านพ่อ ต่อหน้าต่อตาของน้องเลยท่านพี่ และเป็นครั้งแรกที่น้องได้ยินชื่อเต็มของพระคัมภีร์วิเศษนี้ ทำให้ทั้งเทพและพระพรหมที่มาร่วมงานในวันเกิดของท่านแม่ ถึงกลับเงียบสนิทไปทั้งบริเวณสวรรค์ ทั้งชั้นนั้นเลย เหล่าเทพเทวดาตกตะลึงกันจนพูดอะไรกันไม่ออก”


  
ท่านพี่ของเราได้กล่าวต่อว่า

  
 
“ อันคัมภีร์สามภพนี้ ได้ถูกแย่งชิงกันไปหลายครั้ง ทำให้หน้าแรกถูกฉีกขาดไป 1แผ่น จากเหตุการณ์พิเศษในครั้งหนึ่ง อันนี้ยังไม่เฉลยให้เจ้าฟัง เพราะมีความนัยซ้อนอยู่หลายชั้น แต่ให้เจ้ารู้ความโดยคร่าวๆ เพราะหน้าแรกนั้น ได้กลับมาอยู่ที่เจ้าแล้ว น้องของพี่”


 เราอารยันตะได้ฟังเช่นนั้น จึงได้กล่าวว่า

 
 
“ ท่านพี่หมายถึงตำราสีทองเล่มเล็ก ที่เป็นของประจำตัว ผู้พิทักษ์แห่งกาลเวลาฉะนั้นหรือ
แล้วเหตุใดจึงไม่นำกลับ ไปรวมกับตำราเล่มใหญ่ หรือ คัมภีร์แห่งสามภพเล่า”

 
 
ท่านพี่ของเราได้กล่าวต่อไปว่า

 
 
“ เหตุที่ยังไม่ไปรวมกับเล่มใหญ่ เราะยังไม่ถึงเวลาที่สมควร และตำราเล่มเล็กสีทองนี้ เมื่อฝึกสำเร็จ จะนำพาไปค้นหาเล่มใหญ่ ที่ถูกกระชากไปในงานวันเกิดของท่านแม่”


  
เราอารยันตะได้ถามต่อไปว่า

 
 
“ แล้วทำไมไม่เอาคืน จากท่านอาคนนั้นในวันเลยละ ท่านพี่”

 
 
ท่านพี่ของเราได้ตอบว่า


  
“ วันนั้นเป็นงานวันเกิดและวันไหว้ครูประจำปี ของสำนักพระกรรมฐานสวรรค์หลวง เจ้าได้ยินท่านพ่อ กล่าวว่าอย่างไรละ อารยันตะ”

 
 
เราได้ตอบท่านพี่ของเราว่า

 
 
“ วันนั้นได้ยินท่านพ่อพูดออกมา หลังจากดูอะไรบางอย่าง ที่มือของท่านพ่อว่า
คืน ตำรามหาเวทย์มหาปราบให้เขาไป แค่นั้นเอง”


  
ท่านพี่ของเราจึงกล่าว่า


  
“ เป็นนัยยะซ้อน เป็นความแฝง การหายไปของตำราวิเศษแห่งสามภพ  จะอยู่ที่ใคร จะอยู่ที่ท่านอาคนนั้นหรือใครคนใด ไม่มีใครทราบได้ นอกจากท่านพ่อและท่านแม่ แต่มีเรื่องหนึ่งที่เจ้าจะต้องรู้”

 
  
“ นั้นคือก่อนที่ตำราสามภพจะถูกฉีกขาดไปในหน้าแรก ตำรานั้นได้แยก ออกมาจากเล่มใหญ่ เป็นคัมภีร์องค์กฤษณะ  3 เล่ม ที่มีพลังหนึ่งในสาม ของเล่มใหญ่ และคัมภีร์สามเล่มนั้นอยู่ที่ใดเจ้ารู้ใช่ไหม อารยันตะ”

 
 
เราอารยันตะได้ตอบท่านพี่ของเราในทันทีว่า


  
“ ท่านพี่หมายถึง คัมภีร์พระกฤษณะ 3เล่ม ที่ท่านพ่อและท่านแม่มอบให้กับ ท่านพี่จงจรจักรติดตัวไว้ใช่ไหมท่านพี่”

 
 
เมื่อความที่เราอารยันตะสนทนากับพี่ชายของเรา องค์พระพิศเณศมาถึงตอนนี้ หมายความถึงพี่ชายเราอีกคนหนึ่ง ที่ท่านแม่รักที่สุด ในบรรดาลูกชายทั้ง 11 คน และพี่ชายของเราคนนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้น ของการสะท้านสะเทือนสวรรค์ทั้งสามภพ
  
 
   เรื่องพี่ชายของเราคนนี้จะมีในบทต่อไป ในต้นเหตุแห่งสวรรค์กำสรวลเรื่องราวที่เป็นจุดกำเนิดแห่งการเปลี่ยนแปลงทั้งสามโลก

  
  ผู้พิทักษ์กาลเวลารุ่นต่อไป จำต้องเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดโดยกระจ่าง อันวิชาหรือสำนักพระกรรมฐานสวรรค์หลวงนี้ มีอยู่จริง และสืบต่อเนื่องกันอยู่บนสวรรค์ในโลกแห่งพระพุทธศาสนาองค์ปัจจุบัน

 
  เราอารยันตะจะนำมาเปิดเผยไปที่ละส่วน สายวิชาของสำนักเราคือ การฝึก สมถพระกรรมฐานที่เป็นการบำเพ็ญฌานของพระฤาษี นั้นเอง เกิดจากการเพ่งกสิณ 10 อย่าง

 


การเพ่งกสิณทั้ง 10 อย่างนี้ 4 อย่างแรก คือการเพ่งดิน น้ำ ลม ไฟ มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า มหาภูตกสิณ เป็นกองกสิณที่ทำให้มีฤทธิ์มาก  ทำได้หลายอย่างแสดงฤทธิ์ เป็นกสิณกองใหญ่ เป็นหลักของกำลังแห่งฌาน กำลังแห่งฤทธ์
ที่เหลือคือการเพ่งสีแดง สีเหลือง สีเขียว สีขาว แสงสว่าง และอากาศ 

  
ผู้พิทักษ์กาลเวลา จะฝึกในแนวกลับตาลปัตร แต่หลักใหญ่จะเกิดจากการฝึกปฐวีกสิณ

  
สำหรับบุคคลอื่น เลือกฝึกเอาได้ตามกองกสิณที่ถูกจริตและเลือกเอาเอง เราจะอธิบายความถึงการฝึกขึ้นต้น จนไปถึงขั้นกลางและขั้นสูง

 
 การเพ่งกสิณเป็นวิธีที่จะทำให้ได้ฌานเร็วที่สุด เร็วกว่าการทำสมาธิแบบอื่น ที่ต้องนั่งฝึกจนได้ฌาน อาจเป็น 1ปี สิบปีหริอหลายสิบปี  ขึ้นอยู่กับบุญและวาสนา ของแต่ละบุคคล ที่ทำมาในอดีตชาติ

 
บางคนสั่งสมมาหลายสิบชาติจนถึงหลายร้อยชาติ บางคนก็นับชาติไม่ถ้วน เมื่อมาเกิดใหม่จะทำได้เร็วกว่าบุคคลอื่น เนื่องจากมีของเก่าอยู่เต็มเปี่ยม

  
 

 กสิณไฟแบ่งออกเป็นเพ่งไฟธรรรมดา การเพ่งดวงอาทิตย์ที่ร้อนแรง ถ้าไม่รู้วิธีฝึกจะทำให้ตาบอด และกสิณไฟสายพระกรรมฐานหลวง คือการเพ่งไฟนรก ที่มีความร้อนแรงกว่าเพ่งดวงอาทิตย์  7 เท่า การเพ่งไฟนรกนี้ มีแต่เหล่ายมทูต และพยายมราช ที่จะสำเร็จมากกว่า เทพพรหมองค์อื่น เพราะเป็นหน้าที่ ที่ต้องทำเป็นประจำ

 
 
องค์ปู่กฤษณะได้เคยดำรงตำแหน่ง ท้าวพยายมองค์ใหญ่ องค์ที่ 3แห่งจักรพิภพนี้ จึงมีกองทหารพยายมประจำพระองค์ อีกกอง อันมียมทูต ผู้ช่วยพยายม และตำแหน่งพยายมประจำขุมใหญ่ อีก 18 ตำแหน่ง  และตำแหน่งพยายมแบบไม่เปิดเผย อีกนับไม่ถ้วน ใครจะรู้ว่า พยายมก็เป็นตำแหน่ง ที่มีการสอบ และเลื้อนขั้นไปตามลำดับ โดยมีกำลังแห่ง ฌานพยายมเป็นหลัก

 
 
ตำแหน่งพยายมจะซับซ้อนมาก ยามที่องค์ปู่กฤษณะ ไม่อยู่ ตำแหน่งจะตกเป็นของพยายมแต่ละยุค เรียงตามลำดับของตน แต่ยามใดที่ปู่กฤษณะท่าน เอื้อมมือมาหยิบเอาบัญชีพยายม หรือบัญชีบาปของมนุษย์มาตรวจดู ในแต่ละครั้ง

 
 
ท่านจะรับตำแหน่งพยายมองค์ใหญ่ โดยอัตโนมัติ ผู้ที่เป็นพยายมอยู่ในขณะนั้น ถอยชั้นลดตำแหน่งลงไป 1ขั้น กลายเป็นพยายมองค์รองแทน

  
 
ซึ่งปัจจุบันตำแหน่งพยายมนี้ เป็นของน้องชายท่านที่เป็น 1 ใน น้องทั้ง 9หมื่น นั้นเอง ท่านอาของเราเอง ท่านอาของเรา มีหลายคนที่ดำรงตำแหน่งสำคัญๆในสวรรค์


  
แต่มีท่านอาบางคนแหกกลุ่ม ไปเป็นฝ่ายเทพอสูรก็มาก ที่โด่งดังที่สุดก็คือพระราหู 

 
 
คือ ท่านอาที่ เราอารยันตะ ทั้งกลัวเกรงและแอบนับถือ ท่านในใจ เพราะเป็น 1 ในเทพนพเคราะห์ทั้ง 8  ที่เราอารยันตะ ต้องไหว้ในหมู่คุณเทพเจ้าทั้ง 7  คือ เทพประจำวันทั้ง 7 +วันพุธกลางคืนคือพระราหู อันเป็นเทพเจ้าประจำดวงเกิด ของเราอารยันตะ อันนี้แอบท่านพี่  เรื่องของเทพผู้ใหญ่ เราเป็นเพียงผู้น้อยหรือเด็กจึงไม่อยากเกี่ยวข้อง

 
 
  เราอารยันตะ ปัจจุบันเราเกิดเป็นมนุษย์ในยุคกึ่งพุทธกาล นับถือพระพุทธศาสนา แต่เราจำความในเรื่องของท่านพ่อ ท่านแม่ และท่านพี่เราได้

  
 
เพราะท่านพี่มักจะมาสนทนากับเรา  เล่าความให้เราฟังบ่อยๆ และเราได้ติดตามท่านพ่อ ท่านแม่ อยู่บ่อยครั้ง ในยามที่เรายังคงเป็นมนุษย์อยู่นี้

 
 
  เราได้ติดตามฝึกวิชาในสายพระกรรมฐานหลวง และตัวเรา คือ ผู้สร้างกำไลมหาเทพท่องเวลา ขึ้นมา ในยามที่สำเร็จกำลังแห่งฌาน พระพรหมสายสร้าง

 
 
หลังจากท่านพี่ ถีบเราลงไปเกิดในโลกมนุษย์เป็นฤาษี  3  ชาติรวด เพราะเราทำความผิดประการหนึ่ง และลงโทษแทน ท่านพ่อท่านแม่ ที่เรายามอยู่บนสวรรค์ ไม่ยอมฝึกกำลังวิชาฤทธ์ ไม่ยอมเข้าฌาน มัวแต่อยู่กับเหล่านางสนมกำนัลของเรา อยู่กับชายาของเรา ที่มีมากนับไม่ถ้วน แค่ 9 หมื่นคนเอง 

 
 
  การกลับมาบังเกิดบนสวรรค์ หลังจากถูกลงโทษเรา เราได้สำเร็จเป็นพระพรหมชั้นที่ 6  ขึ้นไปชั้นพรหมได้เพียงไม่นาน ก็กลับลงมาอยู่ที่เทวโลก ตามนิสัยเดิมของเรา

  
  เพราะ
อยู่ชั้นพรหมโลกนานไม่ได้ เหล่าชายาและนางสนมของเรา แก่ตายกันไปจนหมด ต้องเสียเวลาไปตามกลับมาอีกนานพอสมควร

 
 
 ท่านพี่มักจะขึ้นไปทำ มหาฌาน ยังชั้นพรหม ท่านพี่ทำไว้ได้หลายเส้น ทรงอิทธิฤทธ์มาก เท่าที่ท่านพี่ เล่าครั้งล่าสุด ทำไว้ 4 เส้นได้แล้ว  ขึ้นไปแต่ละครั้ง นานมาก

 
 
จึงทำให้ตำแหน่ง องค์อินทร์ สลับผลัดเปลี่ยนไปเป็นของตระกูลอื่น ดังเช่นท่านพ่อและท่านแม่ ของเราที่มักขึ้นชั้นพรหมอยู่บ่อยครั้ง


  
กำไลมหาเทพท่องเวลา สร้างจากกำลังฤทธิ์ เป็นพระฤาษี 3 ชาติล่าสุดของเรา ท่านพี่ถีบเราลงไปเกิดในป่าลึก ไปเป็นลูกของพระฤาษีท่านหนึ่งที่หอบหิ้วเราคือลูกชาย ในภพนั้นมาจากในเมืองหลวง 
 
 
เราจึงเข้าฌานตั้งแต่เล็ก และไม่ได้เจอสตรีเลย ตั้งแต่เป็นเด็กจนแก่ตายอยู่ในป่า เป็นเวลาถึง 3 ชาติ ในการบำเพ็ญตะบะของเรา ท่านพี่แอบไปคุม ไม่ให้เราได้เจอหญิงใด เพราะรู้ว่าถ้าเราเจอสตรีงาม เราคือฤาษีตบะแตก เสร็จสตรีไปซะทุกครั้ง

 
 
เมื่อกลับมายังชั้นเทวโลก เราได้สร้าง กำไลมหาเทพท่องเวลาขึ้นมา เพื่อเป็นที่ระลึก จารึกรูปท่านพี่ไว้ที่กำไล เมื่อสร้างเสร็จ จึงนำไปอวดท่านพี่ของเรา


  
 ท่านพี่เรานำกำไลนั้นไปชุบต่อ ใช้กำลังอิทธิฤทธ์ของท่าน เพิ่มพลังแห่งการท่องเวลาลงไป และกำลังวิเศษนานัปประการ สามารถไปได้ในทุกกาลเวลา

 
 
แบ่งเอาหน้าที่มหาเทพผู้รักษากาลเวลา มาให้เราทำงานแทน ไม่น่านำไปอวดท่านพี่เลย เลยได้งานมาทำยาว แอบบ่นอุบอิบในใจ

  
 
การที่เราได้สร้างกำไล ขึ้นมานี้เพราะเรารู้ว่า อิทธิฤทธ์และกำลังแห่งฌาน 3 ชาติ ฤาษีของเรา อีกไม่นานจะต้องสลายไปอยู่ดี เพราะเราจะเสื่อมด้วยกามราคะ เนื่องจากเรามีชายาและนางสนม รออยู่ที่วังของเราอีกมากมาย  ถ้าไม่นำมาสร้างของวิเศษ ตบะและกำลังฤทธิ์นั้นจะเสื่อมไปโดยไม่มีประโยชน์

  
 
เรากับท่านพี่ของเรา ต่างกันที่ ท่านพี่จะเรียนรู้วิชาทุกชนิด เจนจบในศาตร์ของพระศิวะ หรือศิวะศาสตร์

 
 ที่
ต่อมาได้ถูกถ่ายทอดไปยังโลกมนุษย์บางส่วน และถูกเรียกกันจนผิดเพี้ยนกันไปว่าไสยะศาตร์  และมีการต่อเติมวิชา กันไปอีกหลายอย่าง ตามความสามารถของผู้ตีความ ผู้ใดจะรู้ความเป็นมาของคำนี้ นอกจากวงค์พระศิวะ

  
 
เรากลับเป็นพระพรหมสายสร้าง เมื่อเข้าฌานจะบังเกิดอาวุธและของวิเศษหลายอย่าง แต่ใช้ไม่เป็น สร้างเป็นอย่างเดียว นับว่ามีเทพและพรหมน้อยคนมากที่จะเป็นแบบเรา คนอื่นจะสร้างของวิเศษแล้วใช้เองเป็นด้วย  

 
 
เราจึงนำไปให้ท่านพี่ของเราเสมอ จนเป็นที่โปรดปราน ของท่านพี่เราองค์พระพิศคเณศ

  
เราอารยันตะได้บันทึกเรื่องของเราให้ผู้พิทักษ์กาลเวลารุ่นที่สองทราบไว้ว่า

   
 
 ในโลกสวรรค์แห่งสวรรค์ปัจจุบัน  เมืองสวรรค์ดาวดึงส์เปรียบเสมือนเมืองหลวงของไทย คือกรุงเทพ ส่วนสวรรค์ชั้นที่ 3-4-5-6 เหมือนเมืองขนาดใหญ่ ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม แต่ไม่ใช้เมืองหลวง เช่นเชียงใหม่ ที่มีความสวยงามและธรรมชาติที่สดใส มากกว่ากรุงเทพ


  
 การเป็นพระพรหม คือมนุษย์และเทพ เข้าฌานจนสำเร็จ แล้วไปอยู่ยังพรหมโลก เปรียบได้ไปอยู่วัดในโลกมนุษย์นั้นเอง

  
 
 การเป็นพระพรหม เหมือนเทพที่ไปถือศีลภาวนา บางองค์บวชไม่สึก อยู่วัดยาว หรือก็คือพระพรหมที่ไปชั้นพรหม แล้วอยู่โดยตลอดไม่กลับมานั้นเอง และทุกวันนี้ มีพระภิกษุอยู่บนสวรรค์ด้วย มีพระหลายองค์เมื่อบวชในพระศาสนา ตายไปแล้วบังเกิดชั้นพรหม แต่ยังคงเป็นพระอยู่ ไม่สึกจากการเป็นพระ  

 ทำให้โลกสวรรค์เบื้องบน มีการทำบุญตักบาตรของชาวสวรรค์เกิดขึ้น บางองค์ก็สึกออกมาเป็นเทพ เป็นนักรบและขุนพลสวรรค์ ก็มีอยู่มากเช่นกัน แต่ใครจะรู้เล่าว่าเรื่องเช่นนี้มีอยู่จริง


  
พระที่อยู่บนสวรรค์นั้นท่านก็เผยแพร่ธรรมและสอนชาวสวรรค์เหมือนชาวโลกเช่นกัน


  
สำหรับสายพระฤาษี หรือสายพระพรหม บางองค์อยู่ที่ชั้นพรหมโลกเพียงชั่วคราว เบื่อการเข้าฌาน ก็กลับมาอยู่ยั้งเทวโลกก็มาก  ที่อยู่แล้วไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครก็มีมาก

  
 
แต่บางองค์ดังเช่นเรา เมื่อกลับมาเทวโลก ก็มีลูกมีเมียตามปกติ ตามบุญของตนที่มีอยู่ บางองค์มาแบบไม่ได้ตั้งใจ ลงมาเที่ยวชั้นเทวโลก เจอนางฟ้าที่สวยมากๆ ก็ลุ่มหลงในความงาม จนฌานขาดไปก็เยอะ


  
เมื่อพระพรหมองค์ใด มีสัมพันธ์กับเหล่านางฟ้า ฤทธิ์ก็ถอยเหาะกลับชั้นพรหม ไปไม่ได้ก็มีเยอะเป็นประจำ และได้อยู่กับคู่ของตนที่ชั้นสวรรค์นี้เอง


  
  แต่มักจะมีชื่อว่าท้าวนำหน้า จากการบำเพ็ญฌานของตน และกลายเป็นเทพองค์หนึ่ง แต่เทพที่มาจากการเป็นพระพรหมมาก่อน มักจะมีอิทธิฤทธ์เหนือกว่าเทพธรรมดา ที่ไม่เคยฝึกฌาน นั่งสมถพระกรรมฐานอยู่ดี

  
 
 เพราะท่านพ่อของเราเอง ยามรับตำแหน่งองค์อินทร์ ก็เหมือนลงมาจากชั้นพรหม ออกจากการจำศีล มาเป็นกษัตริย์แห่งสวรรค์แทน จนบังเกิดเป็นพวกเรา 11พี่น้อง

 
 
  และท่านพ่อของเราเมื่อดำรงจ้าวแห่งสามภพ ก็เหมือนกษัตริย์เทพทั่วไป  เพราะบนสวรรค์ เทพองค์ใดมีเมียมาก จะนับว่ามีหน้าและมีตามาก เป็นระบบกษัตริย์ ยิ่งมีมาก ยิ่งดังมาก

  
 
ทรงมีพระชายามาก และมีบุตรมาก กับสตรีอื่น นอกจากท่านแม่ของเรา ท่านพ่อทรงมีเมียนับไม่ถ้วนและบุตรมากมายนับไม่ถ้วนเช่นกัน แต่มีท่านแม่ของเราในตำแหน่งมเหสีเอก  และมีเรา 11 พี่น้อง เป็นบุตรที่เกิดกับท่านพ่อและท่านแม่บนสวรรค์นั้นเอง

 
 
บางครั้งท่านพี่เองก็ต้องมีปัญหามาให้แก้ ยามที่ลูกของท่านพ่อกับสตรีอื่นมาทวงสิทธิ์ อยากนั่งบัลลังค์องค์อินทร์ มั้งเพราะเกิดเป็นลูกท่านพ่อเช่นกัน ก่อกบฏไปก็มาก เพราะลูกของท่านพ่อทุกคน จะมีฤทธิ์มาแต่กำเนิด เพราะท่านพ่อฤทธิ์มาก มีลูกกับใคร ลูกคนนั้นจะเก่งกันมากเมื่อโตขึ้น

 
 
 ความที่ท่านพ่อยามเข้าฌาน ก็มีฤทธ์เยอะมาก ลงมาเกิดในโลกมนุษย์ก็มากเช่นกัน เพื่อบำเพ็ญบารมี  แต่ยามออกฌาน เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ ก็มีเมียเยอะมาก และเหตุนี้เอง ที่มีผิวกายสีม่วง เราได้ยินจากปากของท่านแม่ว่า


  
 การมีสีผิวกายสีม่วงของท่านพ่อ เพราะมีราคะจับผิวกาย จนกลายเป็นสีม่วงเนื่องจาก มีเมียเยอะมาก มีนับไม่ถ้วนเป็นล้านคน เป็นอย่างต่ำ

 
  
ทั้งสวรรค์ ในปัจจุบันนี้ มีเทพที่มีผิวกายเป็นสีม่วงพระองค์เดียว คือ ท่านพ่อของเรา แต่เราก็ได้ยินศิษย์รุ่นพี่ ของเราเล่าความ ให้ฟังว่า การมีผิวกายสีม่วง เกิดมาจากยามที่ ท่านพ่อของเราไปเกิดเป็นมนุษย์ ได้อาบว่านแช่ว่าน จนเก่งกล้าสมารถ  จนผิวกายเป็นสีม่วงเช่นกัน

  
 
การลงมาเกิดของท่านพ่อ ที่ลงมานับชาติไม่ถ้วน ทำให้เกิด ฌานอีกฌานหนึ่ง นั้นคือ ฌานนินจา เพราะท่านพ่อของเรา เป็นผู้คิดค้นวิชานินจา ยามท่านลงไปเกิดบนโลกมนุษย์เพื่อบำเพ็ญบารมี ใครจะรู้เล่านอกจากเราและศิษย์ในสาย

 
 
วิชาสายพระกรรมฐานหลวง เป็นสายสมถะกรรมฐาน เป็นขั้นโลกียะ มีได้เสื่อมได้จาก 3 อย่างคือ 1.ไม่ผึก ไม่เข้าฌานเป็นประจำก็เสื่อม  2. มีราคะมาก หรือ มีเมียมากก็เสื่อม 3. โกรธจัดๆก็เสื่อมฌาดขาดหมด

  
 
แต่ถ้ามีเมีย แล้วกลับมาฝึกใหม่ ก็มีกำลังฤทธิ์ขึ้นมาใหม่  ไม่ใช้สายหลุดพ้น แบบวิปัสสนากรรมฐานของพระพุทธเจ้าของเรา นั้นคือสายสติปัฐฐานสี่ กาย เวทนา จิต ธรรม จะบังเกิดขึ้นในโลกก็ต่อเมื่อมีพระพุทธเจ้ามาประกาศพระศาสนาเท่านั้น

  
 
แต่สายสำนักกรรมฐานสวรรค์หลวงก็เป็นสายที่ พระโพธิสัตว์ ทุกพระองค์จะมาฝึกฤทธิ์ เข้าฌาน เพื่อประกอบในการบำเพ็ญพระบารมีด้วย สายของเราจะอยู่ก้ำกึ่ง ระหว่างอจินไตยข้อฌานวิสัย และข้อพุทธวิสัย เป็นเรื่องที่ละเอียดและลึกซึ้งมาก

  
 
เราอารยันตะได้บันทึกเรื่องนี้ ในเวลาที่เรายังท่องเที่ยว อยู่ในโลกมนุษย์ ข้ามกาลเวลา ข้ามดินแดนและอาณาจักรมากมาย  เรื่องของสวรรค์ที่ถูกปิดบัง  การเข่นฆ่าแย่งชิงกันของเหล่าเทวดา ที่สังหารกันเลือดทิพย์กระจาย  การถูกตัดคอเหล่าเทพกบฏ การตัดคอของพระพรหมกบฏ ที่ถูกเสียบประจานไว้ที่บนสวรรค์ ใครจะกล้านำมาเปิดเผย
 
 การจับองค์อินทร์มัดแล้วแย่งบัลลังค์ เพื่อฆ่าทิ้งของด้านมืดบนสวรรค์ การวางยาพิษบิดาเทพของตัวเอง การพกอาวุธเพื่อลอบปลงพระชนม์ และเหตุการณ์อีกนับไม่ถ้วน ดั่งเช่นโลกมนุษย์ การขึ้นครองบัลลังขององค์อินทร์ทรราชษ์ ที่จับเอาลูกเมียเทพองค์อื่นมาบำเรอตน จะมีใครกล้านำมาให้ชาวโลกรู้

 
 
 เพราะโลกสวรรค์ ก็อยู่ในกามภพ เวียนว่ายเกิด ไม่ได้ดับสิ้นกิเลสของตน แต่ผู้พิทักษ์กาลเวลาจงจำไว้สม่ำเสมอว่า ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม ใครก่อกรรมทำชั่วย่อมได้รับผลกรรมของตนเองไม่ช้าก็เร็ว ดุจบุคคลหว่านพืชได้ย่อมได้ผลนั้น

 
 
แต่วิชาประจำตัวของเราอีกอย่างหนึ่ง ที่ผู้พิทักษ์กาลเวลาทุกรุ่น ต้องสืบทอดต่อเนื่องไม่ให้ขาดสาย นั้นคือ ฌานพยายม ซึ่งมีสิทธิพิเศษหลายประการ ยามลงมาเกิดในโลกมนุษย์

 
 
ในครั้งแรกตอนมาบังเกิดยังโลกมนุษย์ เรามีวิชาสองสาย คือสายท่านอาจารย์ขุนแผน และอีกสายคือ สายพระกรรมฐานหลวง ของท่านพ่อท่านแม่เรานั้นเอง จะมีในบทต่อไป

  
 
ฌานพยายมเมื่อหลับตาฝึก จะเป็นสีแดงเจิดจ้าไปทั้งผืน เป็นฌานเร้นลับที่รวมระหว่างการเพ่งไฟและการเพ่งสีแดงมารวมกัน

 สายฌานในสำนักพระกรรมฐานหลวงแบ่งออกไปเป็น 108 ฌานหรือที่เรียกกันว่าฌานพระฤาษี ฌานที่สำคัญ และโด่งดัง จะมีดังนี้


  
1.ฌานวิษณุเมื่อได้แล้ว ฝึกจนเจนจบจะไปบังเกิดเพระนารายณ์หรือพระวิษณุ จ่อคิวเรียงลำดับตามคะแนน ใครได้เต็ม 100 และสมบูณ์ทุกองค์ฌาน จะได้ตำแหน่งก่อนไปตามวาระ

 2.ฌาณอมรินทร์ เป็นฌานที่ผู้จะดำรงตำแหน่งองค์อินทร์ทุกคนต้องฝึกเพื่อสามารถใช้แก้ววิเศษอัมรินทราธิราชได้ แต่ลูกศิษย์บางคนไม่ได้ตำแหน่ง ก็ฝึกฌานนี้ได้เช่นกัน เหมือนเป็นฌานมาตรฐาน เป็นวิชาหลัก เช่นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ที่มนุษย์ในสมัยปัจจุบันเรียนกัน

 3.ฌานพยายม เป็นฌานฤทธิ์สีแดง ที่ผู้ที่ทำงานในนรกต้องฝึกทุกคน ไม่ว่าจะเป็นยมทูตที่มีเป็นจำนวนมากในนรกภูมิ  ผู้ช่วยพยายมและ พยายมในขุมต่างๆ เพื่อใช้ในการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เหมือนเป็นวิชาสายตรงของทหารตำรวจ ที่เรียนจ.ป.รไปเป็นทหาร เรียนจบ ร.ร.นายร้อยที่สามพรานไปเป็นตำรวจ

4.ฌานจักรวาล นี่เป็นฌานหลักอีกฌานที่ต้องเรียน เพื่อที่จะเหาะไปท่องเที่ยว หรือไปทำภาระกิจต่างๆของเหล่าเทพพรหม ที่มีหน้าที่ต้องทำ ฌานจักรวาล ภาพรวมในสมาธิยามหลับตา คือการเพ่งไปยังท้องฟ้าในยามค่ำคืน จะเพ่งความเวิ้งว้างของจักรวาลที่กว้างใหญ่ มีดวงดาวต่าง เป็นแสงสว่างในสายฌาน นับหมื่นนับแสนดวง ผู้สำเร็จ จะสามารถดึงดูดเอาพลังงานแห่งจักรวาลมาใช้ได้ ขึ้นอยู่กับระดับที่ฝึก

 ในขั้นต้นต้องดึงดูดพลังของดวงดาว 1 ดวงมาเป็นของตนได้ จากนั้นจะพัฒนาการดึงดูดขยายไปเป็นสิบเป็นร้อยเป็นพัน และเป็นหมื่นๆดวง


  
แต่ผู้ที่สามารถดึงดูดพลังงานแห่งห้วงจักวาล ได้โดยไม่มีขอบเขตจำกัด ต้องสำเร็จฌานจักวาลทั้ง 21 เบอร์เสียก่อน คงมีแต่พระองค์ปู่กฤษณะ เพียงพระองค์เดียวที่สำเร็จถึงขั้นนี้

 
 
 ฌานในสายสำนักพระกรรมฐานหลวงเป็นการเพ่งกสิณ 10 อย่าง  แต่ต้องให้ได้ฌานหลักคือจตุฌานหรือ ปัญจมฌานก่อน แล้วจึงฝึกสายฌาน 108 สายฌาน พระฤาษี ทั้ง 108 ฌานจะเกิดขึ้นต่อเนื่องให้ศึกษากันอย่างไม่ขาดสาย


  
ฌานทั้ง108 สายเป็นเพียงชื่อหลัก หรือชื่อคอร์สของวิชา มีสายฌานนับร้อย นับพัน นับหมื่นให้ศึกษาสุดแต่ความชอบและจริตของผู้ฝึกวิชา

 
 
ป่านสะดุ้งเฮือก จากการอ่านตำนาน หนังสือหนังปกดำในมือที่อ่าน ถูกแย่งออกไปจากมือชายหนุ่ม


  เมื่อเงยหน้าขึ้นมามอง เห็นน้องแก้วน้อย ยืนหัวเราะเอิ้กเอิ้ก ดึงเอาหนังสือหนังปกดำ ไปอยู่ในมือขวาน้อยๆ แล้วร้องว่า


  
 “ ป่าน .. มา นี่...ย้องแก้ว ..จาเล่น...กา..ป่าน”


  
ป่านยิ้มออกมา แล้วดึงร่างที่ซุกซนมาไว้ในอ้อมกอด พลางกล่าวว่า


  
“  น้องแก้วน้อย คนเก่ง คืนหนังสือมาให้ พี่ป่านนะคนเก่ง เล่นไม่ได้ อยากเล่นใช่ไหม พี่ป่านจัดให้นะ”

 
 
 แล้วชายหนุ่มก็ค่อยๆ ดึงหนังสือปกดำคืนมาจากน้องแก้วน้อย  แล้วแอบเก็บเข้ากระเป๋าอย่างรวดเร็ว พลางดีดนิ้วมือขวา แปะ ในทันใดนั้นเอง ร่างของกุมารทองธาตุทั้ง 4 พลันปรากฏขึ้นอีกครา ที่หน้าชายหนุ่ม


  
 “ ใคร จะเล่นกับน้องแก้วน้อยบ้าง ใครจะเป็นพี่เลี้ยงน้อง เอาตามสมัครใจนะ หุหุ”

 
 
   “ หนูน้ำแข็งใส เล่นจ้าพ่อจ๋า   อิอิ อิอิ”


   
กุมารทองวารีชูมือขวาคนแรก ส่วนมือซ้ายปิดจักกะแร้ไว้ ทั้งที่ไม่มีขนจักกะแร้ เลียนแบบอี๊ดโปงลาง


  
“  หนูลมเย็นต่างหากละ  อิอิ หนูจาเล่นกะน้องเอง จ้า”

  
 
กุมารทองวายุชูมือสองข้างแล้วส่ายเอวเต้น แบบเต้น ฮู ลา ฮูบ  ฮูบ


  
 “  หนูไก่ปิ้งเป็น พี่เลี้ยงจ้า อิอิ  น้องแก้วน้อย พี่สาวแก้วใหญ่ เป็นหน้าที่ของหนูไก่ปิ้งจ้า อิอิ”


   
กุมารทองอัคคีเต้นท่าหนอน  กาดึ๊บ กาดึ๊บ เข้ามาใกล้ป่าน


  
“ หนูใหญ่เองพ่อจ๋า หนูเก่งที่สุด ต้องดูน้องดิ ใครม่ายเก่ง ถอยปาย เดี๋ยวจาขวาง ขาหย่าย อิอิ อึบ อึบ”

 
 
กุมารทองตัวพี่ใหญ่ แสดงตัวเป็นขาโจ๋ ข่มเหล่าน้องๆกุมารทองที่เหลือ


 เฮเฮ ฮาฮา เหล่ากุมารทองทั้ง 4 ตนไล่เบียดกันฮือเข้าแย่งกัน มะรุ้มมะตุ้ม ยื้อแย่งน้องแก้วน้อยจากป่าน มือเล็กที่มีกำไลทองที่ข้อมือ 8ข้าง ชูสลอนร้องกันว่า

 
 
 “ น้องแก้วน้อยมานี่ จ้า มาหาพี่ไก่ปิ้งดีกว่าจ้า”

 
 
“ ไม่ๆ มาหาพี่ลมเย็นดีกว่าน้า พี่ลมเย็น เป่ากบเก่งจะพาน้องแก้วน้อยเป่ากบกันน้า”


  
“ หาพี่น้ำแข็งใสดีกว่า  ทำน้ำแข็งให้น้องแก้วน้อย อมเล่นได้จ้า เย็นๆชื่นใจชื่นใจ”


 “  พวกจิ๊บจ้อย ถอยปาย ข้าเป็นพี่ใหญ่ต้องเลี้ยงน้องแก้วน้อย เองซิ”


  
เหล่า 4 กุมารทอง ต่างยื้อเเย่งกัน เป็นคนพาน้องแก้วน้อยไปเล่น ต่างแย่งกันจนวุ่นวาย เจ้าตัวพี่ใหญ่ผลักน้องกุมารทองที่สามและสี่ เซถลาออกไป ร้องโวยวายประสาเด็ก เจ้ากุมารทองตัวที่สองเลยร้องว่า


 “  พ่อจ๋า หน้าที่ต้องเป็นของหนูไก่ปิ้ง ตามที่พ่อจ๋าแบ่งไว้แต่ต้นนะพ่อจ๋า”

 
 
ป่านเห็นการยื้อแย่งของเหล่า 4 กุมารทอง เลยส่งน้องแก้วน้อยที่หัวเราะเอิ้กๆ  ดิ้นขลุกขลุก ในอ้อมกอด ส่งให้เจ้ากุมารทองอัคคีแล้วพูดว่า


 “  ลูกสอง หน้าที่เจ้านะ ทำให้ดีดูน้องแก้วน้อย และคุ้มครอง น้องแก้วน้อยแทนพ่อด้วย อีกแรงนะ”


 “  จ้า พ่อจ๋า  อิอิ หนูไก่ปิ้งมีหน้าที่รักษาน้องแก้วน้อย อยู่แล้วจ้า”


 “ พ่อจ๋า ลำเอียง ไม่ให้นู๋มีน้องเลี้ยงเลย  อาจารย์ปู่ขุนแผน น่าจะมีลูกสาวเยอะๆ นู๋จาได้ดูน้องมั้ง อึบอึบ”

 
 
ป่านหันไปดุเจ้ากุมารทองตัวพี่ใหญ่ว่า


  
“ เจ้าตัวยุ่ง ขืนท่านอาจารย์มีลูกสาวเยอะกว่านี้ พ่อป่านก็บักโกรกนะซิ  แค่นี้จะไปไหนมาไหน จะต้องแบกกี่คน แล้ว นะ เนี่ย”


  
ชายหนุ่มกล่าว พลางหันไปชำเลืองมอง สตรีทั้ง 4นาง ที่กำลังพุดคุยหัวเราะต่อกระซิก กันอยู่ทางฝั่งฝ่ายหญิง

 
 
 น้องแก้วบุตรีขุนแผน หันหน้านวลผ่อง มามองดูน้องแก้วน้อยแวบหนึ่ง แล้วหันไปคุยสนทนาต่อกับจิ๊บดรุณีสาวชุดแดง อย่างถูกคอ

  
 
น้องแก้วน้อย หัวเราะเอิ้กเอิ้ก เมื่อกุมารทองอัคคี รับร่างน้อยไปจากป่าน แล้วก้มลงคลานสี่ขา พลิกร่างน้องแก้วน้อยขึ้นกลางหลังแล้วร้องว่า


  
“  ฮี่ ฮี่ ฮี่ กับ กับ กับ ม้าเหล็กมาแล้วจ้า ม้าเล็ก คึก คึก สู้คำราม กึกก้อง แข่งกับม้าเหล็ก ฮี่ฮี่ ฮี่ กับ กับ กับ”

  
 
ร่างของกุมารทองอัคคี ควบตะบึง คลานปราดๆ ไปรอบๆลานกว้าง โดยมีน้องแก้วน้อยอยู่บนหลัง ที่หัวเราะยิ้มแก้มปริ คิกคิก แล้วเกาะติดหลังกุมารทองอัคคีไปอย่างสนุกสนาน โดยมีกุมารทองอีก 3 ตน ล้อมหน้า ล้อมหลัง แลบลิ้นปลิ้นตา แยกเขี้ยว วิ่งตะบึ่งหัวเราะกันฮาฮา

  
 
สามกุมารทองที่เหลือ ผลัดกันเล่นขี่ม้าส่งเมือง  เอาน้องแก้วน้อยขึ้นขี่หลังไปรอบๆ เล่นสนุกกันประสา พี่ชายเด็ก เลี้ยงน้องสาว  5 ขวบ จนน้องแก้วน้อยทั้งหัวเราะทั้งยิ้ม ผลัดกัน ปีนป่ายขึ้นหลังกุมารทองทั้ง 4 ตน ขาน้อยเดี๋ยวตะก่ายปีน เดี๋ยวเขย่าร่างที่ขี่ โครมโครม มือน้อยรัดคอเจ้ากุมารทองตัวพี่ใหญ่ รัดจนเจ้าตัวยุ่งร้อง แอ๊ก แอ๊ก แกล้งน้องแก้วน้อยทำเป็นลม นอนคว่ำหน้านิ่งๆ อยู่กลางลาน พอน้องแก้วน้อยทำหน้าสงสัย เลยเอามือน้อยขาวผ่อง จี้เอว  เจ้าตัวอ้วนกลมหัวเราะก๊าก แล้วเลื้อยเป็นงูบ้าง คลานกาดื้บ กาดื้บเป็นหนอนบ้าง จนสนุกสนานเฮเฮ กันไปทั้งกลุ่ม สามกุมารทองที่เหลือเดี๋ยวเต้นเป็นลิง เต้นแร้งเต้นกา หมุนร่างขวับๆ อยู่รอบตัวน้องแก้วน้อย

   
 
เมื่อป่านเห็นน้องแก้วน้อย ถูกดูแลอย่างดีโดย 4 กุมารทอง ชายหนุ่มก็รู้สึกวางใจ หันไปมองขุนแผนที่คำนวณปูมโหรเสร็จพอดี แล้วเก็บเข้าไปในย่ามแดง ที่อยู่บนพานเงินข้างกาย แล้วหันมากล่าวว่า

 
 
  “ เอาละ เจ้าปานกับเจ้าเมฆ มาสรุปคะแนนและรับของรางวัล จากการสอบได้แล้ว”


  
เมฆและป่านรับคำผู้เป็นอาจารย์ เดินเข้ามานั่งคู่กันต่อหน้าขุนแผน

  “ เจ้าป่านชนะ 2 ใน 3ครั้ง ได้รับธนูมนต์ของข้าไปแล้ว เจ้าเมฆก็ทำคะแนนได้ดี ดังนั้นมีรางวัลให้กันทั้ ง 2  คน ถึงเจ้าเมฆจะไม่ได้ธนูมหาเวทย์ของข้า เจ้าอยากได้อะไรละ เจ้าเมฆ”


  
“ สุดแต่พ่อครู จะให้รางวัลขอรับ ตามแต่เห็นสมควรเพราะกระผมสอบผ่านแค่1ครั้ง ในสามรอบ”

 
 
“ รางวัลมี  2 รางวัล เป็นรางวัลพิเศษที่ ตั้งใจเรียนและตั้งใจสอบ”


 “  รางวัลแรกคือ ของที่ข้าตั้งใจทำมานานเกือบ 15 ปี กับอีกอย่างคือ ของประจำกาย ที่ข้าสร้างมาเพื่อให้ศิษย์ไว้เป็นของประจำกาย ฮาฮา”


  
“ โอโห ของขลังอะไรกันเนี่ยเจ้าดำ อยากได้ชะมัดเลยทั้งสองอย่าง”


 “ นั้นซิเจ้าชัย ต้องเป็นของสุดยอดมากๆ เลยนะเนี่ย เจ้าว่าพี่เมฆจะได้อะไรว่ะ”


 ฝ่ายเมฆหัวหน้าผู้คุม ได้ฟังคำของขุนแผนก็รู้สึกดีใจแต่เลือกไม่ถูก คิดในใจว่า


  
“ เอ๋ เราจะเอาอะไรดี อืม น่าคิดมาก ของที่ตั้งใจสร้าง กับของที่คู่กาย เอ๋ เป็นของอะไรกันแน่”


  
ส่วนป่านนั้นเฉยๆ เพราะตัวเองได้รับ ของวิเศษจากขุนแผนมามากแล้ว อยากให้เมฆได้ของดีมากกว่าจึงกล่าวว่า


  
“ ยกของ ทั้งสองอย่างให้ครูเมฆ ก็ได้ครับพ่อแผน ป่านได้มามากแล้ว”

  
 
เมฆได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า

  “ ไม่ได้หรอก ต้องได้คนละสิ่งถึงจะยุติธรรม ข้าเป็นคนตรง ไม่เคยเอาเปรียบใคร แบบลูกผู้ชายชาวกรุงศรี  ถ้างันข้าจะเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับตัวข้า นั้นคือ อะไรก็ได้ที่ท่านพ่อครูจะให้ขอรับ แฮะ แฮะ คิดไม่ออกขอรับ”


 ขุนแผนได้ฟังจึงยิ้มออกมาแล้วกล่าวว่า


  
“ ถ้างั้นเอาของ ที่ข้าตั้งใจสร้างมากว่า 15 ปีก่อน เจ้าป่านรับไปก่อน  ฮาฮา สิ่งที่ของของที่ข้าตั้งใจสร้างมากับมือ ”


  
 แล้วขุนแผนหันไปพยักหน้าให้กับแม่ลาวทอง ที่ยืนอมยิ้มอยู่ข้างๆ แม่ลาวทองรับคำของสามีแล้วเดินหาย ออกไปจากลานกว้าง ได้เพียงชั่วครู่


    ไม่นานนักแม่ลาวทอง
ก็กลับมา ในมือทั้งสองข้าง ยกเอาตะกร้าขนาดใหญ่ สานด้วยไม้ไผ่อย่างดี เหนียวทน ขนาดที่พอดีกับกลางหลัง จะสะพายได้อย่างสะดวก มีเชือกผ้าที่ถักด้วยมือติดอยู่สองเส้น เหมือนกับสายเป้สนาม ที่สวมใส่พาดระหว่างไหล่ซ้ายและไหล่ขวา

  
 
เมื่อมาถึงได้ส่งยื่นตะกร้าสาน ให้กับขุนแผน ขุนแผนรับมาแล้วเรียกป่านเข้าไปรับ ชายหนุ่มรับมาแบบงงๆ คิดในใจว่า

 
 อารายกานเนี่ย ตะกร้าไม้ไผ่สาน ลงอาคม อารายหนอ เอาไว้ดูดศัตรูลงในตะกร้าชะมะ ต้องใช้บทไหนหว่า


  
ส่วนเมฆนั้นคิดไปไกลถึง ต้องเป็นตะกร้ามหาเวทย์แน่ๆ ท่านอาจารย์คงเอาไว้ใส่ตำราสุดยอดคาถา หรือ ใส่ดาบธรรมดาลงไปต้องล้วงมากลายเป็นดาบวิเศษแน่ๆ


  
ฝ่ายผู้คุมที่เหลือทั้ง 6 คน ต่างคิดไปกันต่างๆนานา มีเจ้าดำกับเจ้าชัยเป็นตัวชูโรง


  
“  เอ็งคิดว่า เป็นอะไร ว่ะ ไอ้ดำ”


 “  ข้าก็ ไม่รู้แต่ข้าคิดว่า สุดยอดของที่ท่านขุนแผนสร้างมา กว่า 15 ปี นี้ต้องเป็นของชั้นเลิศแน่ๆ ข้าอยากได้มั้ง จังเลย”


  
“ นั้นซิไอ้ดำ ข้าก็อยากได้จนตัวสั่น ไปหมดแล้ว ว่ะ”


  
ขุนแผนรับตะกร้าสานขนาดใหญ่มา แล้วลูบคลำอยู่นานพอสมควร จึงส่งให้กับป่าน


 “  เจ้าป่านรับไป นี่เป็นของสุดรักสุดหวงของข้าทีเดียว ข้ามอบให้เจ้าป่านมัน ใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ เหมาะกับเจ้าป่านมาก”

 
 
 ป่านรับตะกร้าไม้ไผ่สาน มาแล้วมองดูข้างใน เป็นมีผ้านวมอย่างดี รองรับอยู่ภายใน เอามือลูบคลำดูนิ่มสบายมาก ทั้งสงสัย ทั้งงงว่า จะใช้อย่างไรจึงถามขุนแผนว่า


  
“  ใช้อย่างไรครับพ่อแผน ป่านสงสัยจะใช้แบบใดกันหนอ ครับ”

 
 
 “ วิธีใช้อยู่ด้านข้าง ของตะกร้าเจ้าลองอ่านดูซิ  ทั้งสองด้านมีวิธีบอกอยู่”


  
ป่านพลิกด้านข้าง แล้วอ่านออกมาดังๆ เห็นเป็นลายสานไม้ไผ่ เป็นตัวหนังสืออย่างสวยงาม อ่านด้านซ้ายแล้วมาอ่านด้านขวาต่อเนื่องกัน ว่า

   แก้วตา        ดวงใจพ่อ


  
ป่านยิ่งงงเต็ก ยิ่งอ่านยิ่งงงงัน หันไปมองขุนแผน ซึ่งหัวเราะดังๆแล้วกล่าวว่า

 “ เจ้าป่าน ลองเอาใส่ที่กลางหลัง ของเจ้าซิ แล้วจะรู้เอง”

 
 
ชายหนุ่มจึงหยิบตะกร้าไม้ไผ่ ขึ้นใส่กลางหลัง สวมใส่ในทันที เมือสะพายเป้หลัง ตะกร้าไม้ไผ่สานพอเหมาะกับหลังของป่านพอดี ใส่สบายเหมือนชาวเขาเผ่าอีก้อแบกตะกร้าของชนเผ่า


  
ขุนแผนกวักมือเรียก กุมารทองอัคคี ที่แบกน้องแก้วน้อย อยู่บนหลังเหมือนขี่ม้า คลานควบตะบึงเข้ามา ที่ขุนแผนเมื่อถูกเรียก   ฮี่ฮี่ ฮี่ กับ กับ กับ

 
 
 เมื่อมาถึง ขุนแผนอุ้มน้องแก้วน้อย มาจากหลังของกุมารทองอัคคี แล้วอุ้มลูกสาววัย 5 ขวบที่น่ารักน่าชัง หอมแก้ม 1ครั้ง แล้วจับยกอุ้มน้องแก้วน้อย ใส่วางลงไปในตะกร้าไม้ไผ่สาน ที่อยู่กลางหลังของป่าน

  
 
น้องแก้วน้อยหัวเราะชอบใจอีกครั้ง ก่อนเอนลงนอนในตะกร้าไม้ไผ่สาน แล้วจับเกาะสองไหล่ของป่านหัวเราะเอิ้กเอิ้ก

 
 
“ นี่ยังไงละเจ้าป่าน แก้วตา และดวงใจของพ่อ จะได้นั่งนอนอย่างสบาย ทั้งผ้านวมทั้งตะกร้า ข้าสาน สุดฝีมือเชียวละ ทั้งเบา ทั้งเหนียวคงทน เจ้าแก้วน้อย นอนหลับได้สบายๆ  แม้ยามเจ้าวิ่งกระโดดไปมา ต่อสู้กับใครก็ไม่เป็นไร ลงอาคมกันกระเทือนเอาไว้แล้ว ลงอาคมสุดฝีมือ  รับรองเจ้าแก้วน้อยหลับปุ๋ย หลับสนิทแน่ๆ”

 
 
ป่านอ้าปากค้างหวอ เมื่อได้ฟังคำของผู้เป็นอาจารย์


  
“  ไอ ย้า ให้น้องแก้วน้อยนี่เอง อ้า อ่า... รางวัล เนี่ยะ เตรียมให้ครายกานแน่ ท่านอาจารย์...”

 
  
เมื่อทุกคนในสถานที่นั้น เห็นชายหนุ่มยืนตัวตรง มีน้องแก้วน้อยอยู่ในตะกร้าสานที่กลางกลัง  ต่างพากันขำ หัวเราะฮาฮา โดยเฉพาะเจ้าดำกับเจ้าชัย ลงไปนอนขำกลิ้ง กันอยู่ที่พื้นดิน มือขวาทุบพื้นตุ้บ ตุ้บ จนฝุ่นกระจาย

.
 “  ฮาฮา เจ้าดำ เอ็งเอาไหมวะ อยากได้มาก เดี๋ยวข้าขอให้เอ็ง เป็นคนเลี้ยงน้องแก้วน้อยเอง ฮาฮา


 “ ไม่ ไม่เอาว่ะ ฮาฮา ข้าขอผ่าน สุดยอดเลย ความรักของท่านขุนแผน ที่มีต่อลูกสาวตัวน้อย ฮาฮา จะฉี่ จะหนัก ใส่ตระกร้าสานแน่ๆ ข้าไม่ไหวแล้ว น้ำตาเล็ด น้ำตาร่วงหมดแล้ว ฮาฮา”


  
ชายหนุ่มนึกขำบ้าง ยิ้มออกมาแล้วกล่าวว่า

 
 
  “ พ่อแผน รักน้องแก้วน้อยมาก อะจ๊าก  ป่านซามูไรพ่อลูกอ่อนมา แย้ว”

 
 
ภาพในความคิดของป่าน ชายหนุ่มพลันกลายเป็น ป่านแต่งชุดซามูไรสีดำ สะพายดาบซามูไรยาว 2 เ ล่ม มีตราโชกุนติดที่อกเสื้อเป็นรูปดอกซากุระ ห้ากลีบ สามแฉก ใส่กางเกงญี่ปุ่นยาวสีดำสนิท เดินท่าทางน่าเกรงขาม มีน้องแก้วน้อย ใส่ชุดโองาตะญี่ปุ่น เกาะอยู่ที่ตะกร้าไม้ไผ่ที่แบกอยู่กลางหลัง น้องแก้วน้อยไว้ผมทรงเด็กซามูไรน้อยญี่ปุ่น มีผมปรกอยู่กลางหน้าผากด้านหน้า ด้านหลังหัวเถิก หัวล้านน้อยๆ แบบลูกชายเด็กซามูไรแดนอาทิตย์อุทัย ยิ้มหัวเราะ เอิ้ก เอิ้ก


 “  เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย อะจ๊าก อะจ๊าก   ไดคุริว แก้วน้อย เจ้าจงตามพ่อไปสังหารศัตรูของท่านโชกุน อะจ๊าก”


 ป่านสะดุ้งเฮือกจากมโนภาพฟุ้งซ่านของตน เมื่อน้องแก้วน้อยกัดหูซ้ายของป่านอย่างเต็มแรง


 “  โอ๊ย  น้องแก้วน้อย อย่ากัดหูพี่ป่าน จิ มะช่าย หูหมูต้มจิ้มน้ำปลามะนาวนะ สงสัยท่าจะชอบกัดแล้วโตขึ้นชอบทุบด้วยคมแฝก  ไม่อ้าวน้า”

 
 
ป่านลูบคลำใบหูของตน ที่ถูกน้องแก้วน้อยกัดเล่น บ่นอุบอิบในลำคอ  พลางถอดตะกร้าสานจากกลางหลังมาวางไว้ที่เบื้องหน้าของตน

 แล้วอุ้มร่างน้องแก้วน้อยขึ้นมาฟัด ด้วยความหมั่นเขี้ยว ฟัด ฟัด ฟัด ฟัดหอมซ้ายหอมขวาฟัดซะจนน้องแก้วน้อยหัวเราะไม่ขาดปาก จนแก้มสีชมพูอ่อนๆเป็นรอยแดงๆ


  
“  นี่แนะ นี่แนะ ทีหลังห้ามกัดหูพี่ป่านอีกนะ นี่แนะนี่แนะ”


  
ส่วนน้องแก้วบุตรีขุนแผน ที่นั่งอยู่ข้างๆ แม่ลาวทอง หันมาทำตาเขียวใส่ป่าน แต่สองแก้มแดงระเรื่อ เมื่อเห็นชายหนุ่มฟัดน้องแก้วน้อยจนแก้มช้ำแดง

 “.. พี่ป่าน...”

  
 
 ขุนแผนที่ นั่งเอนพิงหมอนสามเหลี่ยม อยู่บนแคร่ไม้ไผ่ ได้เอ่ยปากขึ้นมา ขัดจังหวะ และหันไปมองที่เมฆ พลางกล่าวว่า


 “ เอาละ ครานี้ ถึงตาของเจ้าเมฆบ้าง ว่าอย่างไงเจ้าเมฆ จะเอาไหมของรางวัล ของเจ้า”


  
เมฆได้กลืนน้ำลาย เอื้อก ในลำคอ  แล้วกล่าวว่า


  
“ เอาขอรับพ่อครู แต่ไม่ต้องแบบพิเศษ เหมือนกับเจ้าป่านก็ได้ขอรับ เกรงใจนะขอรับ หน้าที่นี้มอบให้คนเดียวดูแลก็พอแล้วขอรับ แหะ แหะ ยอมแพ้เจ้าป่านตรงนี้ขอรับ”


 ขุนแผนหัวเราะฮาฮา อย่างชอบอก ชอบใจ แล้วกล่าวว่า

 “ ของเจ้าป่านนะ ข้าทำพิเศษให้  แต่ของเจ้าเอาไอ้นี่ไป ก็แล้วกัน อยากได้มานานแล้วไม่ใช้รึ”

 
 
ขุนแผนล้วงเอาวัตถุสีดำอันเล็ก สิ่งหนึ่งออกมาจากย่ามสีแดง แล้วส่งให้กับ เมฆหัวหน้าผู้คุม

 
 
 เมื่อเมฆรับมาจากขุนแผน ก็มองเห็นในมือของตน เป็นปลัดขิกสีดำสนิท ขนาดยาวประมาณ 3 นิ้ว ลงอักขระขอมสีขาวตัดสีดำ ดูกลมกลืนกับปลัดขิก แต่เด่นชัดและสวยงาม


  
ไอ้ดำและไอ้ชัยสองเกลอคู่หู ได้ยื่นหน้าเข้ามาดูใกล้ๆ แล้วร้องว่า


  
“ ว้า ไม่เห็นเจ๋ง  เลย พี่เมฆ  ไอ้ขิกอันเล็ก นิดเดียวเอง เอ็งว่าไหมไอ้ดำ ”


  
“ นั้นซิไอ้ชัย ไอ้ขิกไม้ อย่างนี้ข้ามีเยอะแยะ อันเท่า ขาเด็กข้าก็มี อยู่ที่บ้าน”

 
 
 เมฆผู้คุมได้หันมาตบผลัวะ เข้าที่หัวของสองสหาย คนละที ฉาด ฉาด

  
 
“ไอ้สองตัวนี้จะรู้อะไร นี้ละสุดยอดของขลัง ของลูกผู้ชายชาวกรุงศรี ละ”


  
 
“มันดียังไงละพี่เมฆ ข้าพกที 10 กว่าดุ้น แม่ค้าในตลาดยังเอา ไม้ไล่เขวี้ยงหัวเอาเลย”

 
 
“โถ่ ไอ้ดำ ก็เอ็งเล่นไปขอกินฟรี และ แตะอั๋งแม่ค้าปลากริมไข่เต่า นะซิ แล้วของที่เอ็งพกนะ ข้าทำเองกับมือ  ถากไม้มะขามตายซาก ข้างบ้าน ทำจนสวย แล้วมาหลอกเอ็งว่า ของของอาจารย์วัดโพธิ์เย็น ฮาฮา รับทรัพย์มา 10 ตำลึง”


  
“ อ้าว ไอ้เพื่อนบ้า นี่มาหลอกขายกันเองรึ ไอ้เรานึกว่าของจริง จะเอาไปจีบแม่พุดซ้อนซะหน่อย วิ่งหนีแทบไม่ทัน ไอ้เวรนี่ มาหลอกกันได้”

 
 
 ไอ้ดำด่าไอ้ชัยที่เสียรู้ ค่าโง่ อย่างเสียถาดเสียเท  เมื่อเกลอคู่ใจมาเฉลยเอาตอนนี้ จะทำอะไรมันก็ไม่ได้ ต่อหน้าขุนแผนและพี่เมฆ คิดในใจ อย่างขบเขี้ยว เคี้ยวฟันว่า จะต้องเอามันคืนซักวัน เอาให้เจ็บ ให้จำที่บังอาจมาหลอก คนฉลาดๆอย่างไอ้ดำ

 
 
“ พี่เมฆจ๋า มันดียังไงเล่าให้ฉันฟังบ้างซิจ๊ะ จะได้ไม่โง่เหมือนไอ้ดำที่ถูกคนหลอกง่ายๆ”

 
 
 ไอ้ชัยออดอ้อน เมฆผู้เป็นลูกพี่ใหญ่ แล้วแอบแขวะใส่เกลอคู่หู ที่นั่งหน้ามุ่ยอยู่ข้างกาย

 
 
 เมฆหัวหน้าผู้คุม ยกมือไหว้ไปทางขุนแผนอีกครั้ง แล้วพิจารณาปลัดขิกสีดำตัวจ้อย ในอุ้งมือขวาของตน พลางกล่าวว่า


 “  อันนี้เป็นปลัดขิก ทำจากไม้กัลปังหาดำ ใต้ทะเลลึก หายากมาก ที่จะเป็นของแท้  ด้านหัวของไอ้ขิกลงจารตัว  อุ  อุณาโลม ไว้ที่ด้านหน้าประธาน แล้วลงพระคาถาหัวใจโจร กัณหะ เนหะ ไว้ที่สองด้านข้างของลำตัวปลัดขิก มีคาถาหัวใจตะกั่วและหัวใจทองแดง กำกับหน้าและหลัง และมีมนต์พระฤาษีกำกับอีกครา ถ้าข้าจำไม่ผิด ไอ้ตัวนี้แหละ ที่บินหึ่งๆเหมือนแมลงภู่ ในคราแรก ที่ข้ายังไม่สำเร็จวิชาจากท่านพ่อครูขุนแผน ตอนนั้น ข้าเห็นไอ้ตัวนี้แหละ ไอ้ขิกตัวครู ถึงได้ติดตามมาเป็นลูกศิษย์ท่านผู้ครูขุนแผน หลังจากได้ยินกิตติศัพท์และชื่อเสียงอันโด่งดัง ท่านพ่อครูมานาน”


  
เมฆหยุดกล่าวลง แล้วสำรวมจิตหลับตาภาวนาพระคาถาในใจ  กำปลัดขิกสีดำในมือ อยู่ครู่หนึ่ง จึงได้ลืมตา แล้วกล่าวขึ้นมาว่า


  
“ ครบเครื่อง ยิ่งนัก ทั้งคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ รู้สึกว่าจะแรงกว่าสมัยแรกเป็นสิบๆเท่า ร้อยๆเท่า ท่านพ่อครูขอรับ ขออนุญาตลองวิชาลองของปลัดขิกตัวครู เจ้าตัวนี้นะขอรับ”


 ขุนแผนหันไปมอง รอบทั้งบริเวณอยู่เที่ยวหนึ่ง แล้วหันมาพยักหน้าอนุญาต เมฆหัวหน้าผู้คุม แล้วกล่าวเสริมว่า


 “ เจ้าป่าน คอยแก้วิชาเจ้าเมฆด้วย เข้าใจนะ”


 
“ ครับพ่อแผน ป่านพอมองออกและเข้าใจวิธีแก้ ครับ”

 
 
 ป่านหันไปมองรอบบริเวณเหมือนขุนแผน มองไปยังกลุ่ม 3 สตรีจากแดนมังกร อยู่ครู่หนึ่ง ก็หันกลับไปมองที่เมฆหัวหน้าผู้คุมอีกครา

  
 
เมฆหันไปกล่าวกับ 2 ลูกน้องคนสนิทคู่ใจ ว่า

 “ข้าจะปลุกปลัดขิก พวกเอ็งค่อยจดจำมนต์ดีๆ ละกัน ว่าครั้งเดียว ตามครูสอน เป็นมนต์พระฤาษีของจริง  แต่เนื้อหามนต์ ค่อนข้างโลดโผน แต่เข้มขลังตามแบบ ปลัดขิกลูกผู้ชาย  ที่นำไปปลุกเสกปลัดขิก ได้ทุกชนิด ใช้ได้หลายทาง ค้าขายดี เมตตา มหานิยม และมหาเสน่ห์สุดๆ ข้อห้ามคือ ห้ามเอาไว้กับตัวเวลาอยู่ร่วมกุ๊กกิ๊กกับหญิง และถ้าหญิงมีระดูห้ามเอาไว้กับตัว  แต่ของท่านพ่อครูขุนแผน จะมีมนต์ฤาษีแฝงเพิ่ม อีกเป็นร้อยเป็นพันบท นี่ละที่สุดยอดละสุดเข้มขลัง ข้าแค่ปลุกให้ตื่นเท่านั้น”


 “ จ๊ะพี่เมฆ ฉันกับเจ้าดำ จะจำไว้จ๊ะ ไอ้ดำ แบ่งกันจำคนละท่อนตามเดิม ข้าท่อนหน้า เอ็งท่อนหลัง นะโว้ย ”


 “ เออ  ไอ้ชัย เอ็งอย่าจำมั่วนะโว้ย ครั้งที่แล้วผิดไป 2 ตัวอักขระ  วิ่งแทบป่าราบ ตอนไปลองวิชาลนไฟเอาผึ้งหลวง รังโตเท่าหม้อแกง 3 หม้อรวมกัน  ดันจำผิดซะนี่”

 
 
จากนั้น เมฆหัวหน้าผู้คุม ก็พนมมือหลับตา เอาปลัดขิกสีดำใส่ไว้ในมือตรงกลางระหว่างสองมือ แล้วว่า คาถาปลุกปลัดขิกออกมา 2 ท่อน ติดต่อกัน


  
“ อมน้ำสามจอก ขึ้นไปถอกบนหลังคา ถอกข้างถอกเบี่ยง ถอกเยี่ยวรดผ้า ถอกค้าคนกิน อมมะจักกะพันสวาหะ”

 
 
“ โอมน้ำสามจอก ตูจะกรอกขึ้นบนหลังคา อมมะถอกขาว ถอกเขียว ถอกเยี่ยวรดผ้า ถอกฆ่าคนตาย ถอกขายคนกิน ถอกอินทนิล ถอกนอกฟ้าป่าหิมพานต์ ถอกกินบ้านเมือง โอมอีจอกจักรัตน์ ยกกระบัตรเมืองนนท์ ขุนพลนพบุรี ถือด้ายแหกผี ตีกระเชียงถอกแตด หนามขี้แรดเกี่ยวช้าง คนผีกว้างสะบัดเดียก ผีสะบัดถอก นอนหงายแตดแห้ง นอนตะแคงแตดชุ่ม โอมลุ่มลุ่มทำเนงเอาเถิด โอมน้ำมันสามจอก รดถอกไม่เน่า ขี้เปาน้ำมะเหนียก ขี้เปียกน้ำมะนาว แหกๆ แยกๆ พลุบพลัวะ..”


 เมื่อ เมฆหัวหน้าผู้คุม ท่องมนต์คาถา พระฤาษี ปลุกและใช้เสก ปลัดขิก ที่แสนจะโลดโผนจนจบ ฉับพลัน ปลัดขิกสีดำสนิทในมือพลันเรืองแสงสีขาว เรืองรอง ดิ้นขวับ พรึบ หายออกไปจากอุ้งมือของเมฆ


  
ณ สถานที่นั้นเอง มีเพียงป่าน ขุนแผน และเมฆ รวมทั้งน้องแก้วบุตรสาวขุนแผน ที่เห็นเพราะอานุภาพของตะกรุด 3กษัตริย์ที่ห้อยคอขาว ของนวลนางอยู่  มองเห็นเงาลางเลือนของปลัดขิกสีดำ ที่มีแสงสว่างพุ่งขวับ บินมายังหน้ากลุ่มของฝั่งสตรี อย่างรวดเร็ว

 
 
เมื่อมาถึงหน้าฝั่งของสตรี ร่างของเรน ที่นั่งอยู่ บังเกิดกำแพงสว่างปฐพีสีทองกั้นวูบ และมีกำแพงน้ำสีขาวเป็นสายยาว กั้นที่จิ๊บดรุณีชุดแดง จากนั้น กำแพงไฟลุกพรึบ กั้นที่ตัวน้องแก้วบุตรสาวขุนแผน ส่วนแม่ลาวทอง มีกำแพงสีขาวครอบคลุม จากอำนาจพระเวทย์ของขุนแผนอันเกรียงไกร

 
 
เงาปลัดขิกสว่าง เรืองรองแสง วาบ ส่ายหัวไปมาดุกดิ๊ก แล้วหายวับไปในชั่วอึดใจ

 
 
“  ว้าย อะไรนี่ ตัวอะไรนี่ เข้ามาดิ้นที่หน้าอกของเรา ว้ายๆ ตายแล้ว ”

 
 
ฉินซู่เจินน้องสาวเรน ร้องออกมาด้วยความตกใจ ที่มีของบางอย่างมาดิ้นไปมา อยู่ที่กลางหน้าอกของตน ตรงเนินขาวผ่อง กลางอกระหว่างปทุมมาลย์อันเต่งตึง ของสตรีงามอันดับหนึ่งของแผ่นดินจีน
 

 
 
 โฉมสะคราญน้องสาวของเรน รีบใช้มือขาวผ่อง ตะครุบสิ่งที่ดิ้นดุกดิก ไม่หยุด ล้วงลึกเข้าไปในอกเสื้อของตัวเอง ดึงออกมาเห็น เป็นปลัดขิกสีดำตัวน้อย ดิ้นหมือนปลาช่อนอยู่ในมือขาวนุ่มนิ่ม แล้วดีดหายขวับไปในทันที เหลือแต่มืออันว่างเปล่าของสตรีงาม ที่มองอยู่อย่างตกใจ

  
 
ปลัดขิกสีดำสนิทลงอักขระ ได้กลับมาอยู่ในมือขวา ของเมฆหัวหน้าผู้คุม ซึ่งว่ามนต์กำกับอีกครั้งก่อน เก็บเข้าชายพกของตัวเอง กันลูกน้องคนสนิทขอกันแบบไม่เกรงใจ ขอกันแบบหน้าด้านๆ ซึ่งเจออยู่เป็นประจำ จนต้องเสียของรักของหวง ให้เจ้าสองคู่หูลูกน้องคู่ใจ อยู่บ่อยครั้ง

 
 
ฉินซู่เจินสตรีงาม  หันมามองที่เมฆ นางพลัน รู้สึกหวาบหวามอย่างบอกไม่ถูก มองร่างอันกำยำบึกบึน และหล่อแบบเข้ม ตามแบบชายไทยอยุธยา ความรู้สึกหวั่นไหว ได้โหมกระหน่ำไปทั่วสรรพางค์กาย ร้อนวูบวาบไปทั้งตัว  ทั้งที่ตัวโฉมสะคราญเอง ก็ผ่านการติดตาม พัวพันของชายรูปงาม หล่อเหลาคมคาย มานับไม่ถ้วน ยังไม่รู้สึกอะไร เห็นบุรุษที่หล่อเหลา มาตามเอาใจอยู่เป็นประจำ ยังรู้สึกเฉยๆ ในแต่ละวัน เป็นสิบเป็นร้อยเป็นพันคน บนแผ่นดินมังกร

  
 
ร่างงามของฉินซู่เจิน ลุกพร่วดจากฝั่งสตรี เดินก้าวมาอย่างรวดเร็ว มาที่ฝั่งฝ่ายชาย นั่งลงที่ข้างๆของเมฆ ร่างอ้อนแอ่นที่เคยสะกด บุรุษทั่วทั้งแผ่นดินจีน เมื่อนั่งลงที่ข้างเมฆแล้วถลกคอเสื้อและชายเสื้อ ลงมาอย่างฉับพลัน เผยให้เห็นไหล่ขวาอันกลมกลึง หน้าอกขาวผ่องจนเห็นเนินหน้าอกอยู่รำไร เหมือนสตรีไทยสมัยปัจุบัน ที่ใส่เกาะอกโชว์หน้าอกขาวนวล เนียล ออกมาทันที แล้วกล่าวว่า

 “ ท่านเมฆ เราเจ็บหัวไหล่เหลือเกิน เจ็บตรงนี้ โอ๊ยปวดจังเลย ทำยังไงดีละค่ะ”

 บรรดาชายผู้คุมทั้ง 6 ที่อยู่ข้างเมฆ ถึงกับตาถลน เบิกกว้าง อ้าปากค้าง น้ำลายไหลย้อย โดยไม่รู้สึกตัวกันแทบทุกคน

 
 
 แม้แต่เมฆเองก็ตาลาย หัวหมุนไปในทันใด ทั้งความหอมกรุ่น เหมือนดอกไม้หอม กระจายฟุ้ง ตลบอบอวล ใบหน้างามที่น่าเวทนา ยามเจ็บปวด หน้าอกขาวผ่อง ไหล่กลมมน เมฆนั่งตะลึงมองอย่างแน่นิ่งไปอีกคน


  
“  เออ ข้า จะช่วยเจ้าได้อย่างไร เออ ข้าจะช่วยเจ้าเลย ทันทีนะ ทุกอย่างเลยจ๊ะ บุกน้ำลุยไฟ ข้าพี่เมฆจะช่วยน้องคนงาม เจ้าเองจ๊ะ ”


  
ฝ่ายแม่จำเรียงภรรยาของเมฆ เมื่อเห็นเหตุการณ์ รู้สึกฉิวในความเจ้าชู้ของสามีตน ชักมีดเล่มเล็กคมกริบ ออกมาจากชายเสื้อ ที่เอว ในทันที พลางร้องตวาดว่า

 
 
“  พี่เมฆ เจ้าชู้ใช่ไหม จะตัดให้เป็ดกิน  ตายแน่ ไอ้พี่เมฆๆ”

 
 
ฝ่ายแม่ลาวทอง ที่นั่งข้าง รีบยกมือห้ามปราม ฉุดดึงร่างของแม่จำเรียงเอาไว้ แล้วกล่าวว่า

 
 
“ แม่จำเรียงอย่าได้โมโหโกรธเจ้าเมฆเลย เขาลองวิชากันนะ ดูเหตุการณ์ไปก่อนนะ เชื่อแม่ลาวทองเถิด ไม่มีอะไรหรอก รับรอง ”

 
 
 ฝ่ายแม่จำเรียง เมื่อถูกห้ามปราม จึงหยุดร่างและตั้งสติขึ้นมา หันไปมองที่ขุนแผน ซึ่งกำลังพยักหน้าห้ามมาอีกคน จึงหยุดร่างลง แล้วกัดฟันกรอดๆ พึมพำว่า

 
 
“ ถ้าทำจริง เอาตายแน่ๆ คืนนี้ให้นอนนอกห้อง ไอ้พี่เมฆ ไม่ต้องเข้าไป 1 เดือน จะฟันฉับๆให้ดิ้นพราดๆ เลย”


 ฝ่ายเมฆหัวหน้าผู้คุม มัวแต่มองสาวงามจากแผ่นดินมังกรที่นั่งเอนร่างขาวผ่องหอมกรุ่น เข้ามาใกล้ทีละนิดทีละนิด  เพลิน ตะลึงงัน จนไม่ได้มองมาทางแม่จำเรียงภรรยาของตน ที่นั่งกระฟัดกระเฟียดอยู่ทางฝั่งสตรี


  
“ ข้าปวดจังเลยท่านเมฆ ตรงนี้ด้วย โอ๊ยๆ ปวดขาจังเลย โอ๊ยๆ ช่วยนวดที ตรงนี้นะ โอ๊ยๆ นวดเบาๆนะ ท่านเมฆ ตรงนี้ ตรงนี้นะ”

 
 
ฝ่ายฉินซู่เจิน ได้ยกขาขวาอันเรียวงามขาวผ่อง ขึ้นตั้งฉากถลกกระโปรงยาวสีเหลืองเข้มขึ้นมาจนเห็นขาอ่อนที่ขาวจั๊วะ ออกมา ถลกให้เห็นขาอ่อน แต่กระโปรงยาวยังปิดส่วนอื่นอยู่ ท่ามกลางเสียงครางฮือ ฮือ ของฝ่ายชายที่มองกันจนตาค้าง อ้าปากหวอ


  
“โอ้ โอ้ ขาวจังเลย ไอ้ดำเป็นบุญตาของข้าจริงๆ ขาว งามจริงๆยิ่งกว่าหญิงใดในกรุงศรี”


 
 
“ น้ำลายเอ็งไหลย้อย หมดแล้วไอ้ชัย เฮ้ยๆ เต็มขาข้าหมด ไอ้บ้า เปียกแฉะและเหม็นด้วย ไม่ได้แปรงฟันมากี่วันว่ะ เนี่ย ไอ้เวร ”

  
 
ยังไม่ทันที่สองสหายจะกล่าวอะไรกันต่อ และสายตาทุกคู่ของฝ่ายชายได้หันไปจับจ้องไปยังสตรีงามอันดับหนึ่งของแผ่นดินจีน ทั้งเคลิบเคลิ้มและหลงใหล ตกตะลึงและงงงัน ในภาพสวยงาม ที่บังเกิดอย่างไม่ทันตั้งตัว

 
 
บรรดาฝ่ายชายรวมทั้งเมฆ  ในตอนแรกไม่ได้ สังเกตความงามกันเท่าไร มัวแต่สนใจดู การลองวิชา และเกรงอกเกรงใจขุนแผน  จึงไม่ได้มองไปทางฝั่งสตรีมากนัก รู้เพียงแต่ว่า มีหญิงสาวสวยหลายคน นั่งกันจนละลานตาไปหมดแค่นั้นเอง


  
ป่านนั่งมองเหตุการณ์อยู่ เห็นว่า สมควรแก่การณ์แล้ว โดยไม่รอให้ขุนแผนสั่งความอันใด  ส่งน้องแก้วน้อยให้จิ๊บดรุณีชุดแดงเอาไปอุ้มแทน เสียงหัวเราะคิกคิก อย่างดีใจสลับเสียงเล็กๆ กิ้ว ก๊าว ของน้องแก้วน้อย ที่หันไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน จนสาวจิ๊บนั่งเอนเอียงร่าง ไปข้างหนึ่ง กอดรัดเล่นกับน้องแก้วน้อย กันพัลวัน คิกคิก


  
จากนั้นป่านจึงตวัดมือขวาวูบ ในทันใดนั้นเอง ร่างของกุมารทองปฐพีพลันปรากฏขึ้นที่ข้างๆของฉินซู่เจิน วับ


  
“ อิอิ อึบอึบ พี่สาวจ๋า มานี่มะ อิอิ ข้าชอบเล่นอยู่แล้ว เดี๋ยวยึดซะเลยอิอิ.

 
 
มือขวาของกุมารทองปฐพี ส่องแสงสว่างสีทองวาบๆ ล้วงเข้าไปในหน้าอกของฉินซู่เจิน ขวับเหมือนมือน้อย เป็นกระจกใส ล้วงลึกเข้าไปในทันที แล้วดึงออกมาในทันใดนั้นเอง  ปรากฎมีเงาร่างของปลัดขิกสีดำเรืองรองตัวจ้อย ดิ้นไปดิ้นมา ในอุ้งมือน้อยของกุมารทองตัวพี่ใหญ่


  
กุมารทองปฐพี เอาปลัดขิกสีดำเรืองรอง มามัดไว้ที่เอว ด้วยแสงสีทองน้ำตาลประจำตัว รัดม้วนพันๆหลายรอบ จนแน่นดิ้นไม่หลุด แล้วร้อง ฮิ่วๆ โห่ ฮิ่ว ๆ  วิ่งปุเลงปุเลง ตึง ตึง กลับมาที่ป่านนั่งอยู่  ร่างอ้วนกลมตัวเล็ก ยืนหัวเราะฮาฮา แล้วบอกว่า


  
“  พ่อจ๋า เอาไอ้ขิกให้หนูจ๋าได้มะ หนูจ๋าจะเอาไว้ไปจีบนางฟ้า ฮิ่ว ๆ อิอิ”

 
 
ป่านหัวเราะแต่ส่ายหน้า พลางกล่าวว่า


  
“ ไม่ได้ ไม่ได้ ตัวแค่เนี่ยนะ จะไปจีบสาวนางฟ้า เจ้าตัวยุ่งเอ๋ย ส่งมาให้พ่อป่าน ต้องสะกดด้วยมนต์ก่อน ไม่งั้นน้องสาวเรน ไม่หายจากต้องมนต์อาถรรพ์ของปลัดขิกตัวครู ”

 
 
แล้วป่านก็ตวัดมือขวาไปยังเบื้องหน้าของตน วูบ ปลักขิกแสงเรืองรอง ปลิวขวับมาที่มือของชายหนุ่มดุจมีแม่เหล็กดูดติด

 
 
ป่านหันมายกมือไหว้ขุนแผนอีกครา  ที่กำลังพยักหน้า รับความหมายเชิงอนุญาต ให้ป่านแก้วิชาของเมฆได้


 ชายหนุ่มท่องคาถาออกมาว่า


  
“ โอม ศิววะลึงค์ กำเนิดแห่งสรรพชีวิต  บิดาแห่งสรรพสิ่ง ทุกชีวิตกำเนิดเกิดาด้วย ของศักดิ์สิทธิแท่งนี้ จงสงบฤทธิ์เดช ลงด้วย เทอญ โอมโอมโอม ลูกน้อยบูชาคุณบิดา  อำนาจแห่งปลัดขิกจ้าวเวหา สะท้านใจสตรี สะกดจิตหญิงงาม ทั้งแผ่นดิน จงสงบลง ณ บัดดล  โอมโอมโอม ศิวะลึงค์”

 
 
แล้วชายหนุ่ม เป่าพร่วดลงมาที่ ปลัดขิกสีดำตัวจ้อย เรืองแสงในมือ พรึบ แสงสีขาวเรืองรองดับวูบ ปลัดขิกในมือสงบนิ่งไม่กระดุกกระดิก

 
 
แล้วป่านเป่ามนต์อีก 3คาบติดต่อกัน  พรึบๆ ปลัดขิกในมือของป่านได้หายวับไป กลับคืนไปสู่ชายพกของเมฆ ดิ้นตูมๆ อยู่เอวของเมฆเหมือนมีปลาช่อนขนาดใหญ่ดิ้นอยู่ในนั้น จนเมฆหัวหน้าผู้คุมต้องท่องคาถาสะกดอีกรอบ จึงหยุดนิ่งและไม่เคลื่อนไหว

  
 
ร่างของฉินซู่เจินที่นั่งอยู่ข้างเมฆ เริ่มเคลื่อนไหวอีกครา  รีบลุกขึ้นทันที จัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ด้วยความอาย ใบหน้างามกลายเป็นสีแดงแจ๊ด

 
 
สตรีงามจากแผ่นดินมังกร นางจำความได้ทั้งหมดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ไม่อาจบังคับจิตใจของตัวเองได้  ฉินซู่เจินรู้สึกโกรธและอับอายมาก จึงรีบจ้ำเท้า พร่วดพราด กลับมายังฝั่งฝ่ายสตรี แล้วกระแทกร่าง โครม นั่งลงข้างเรน สองมือกอดอก ใบหน้างามแดงจัด ทั้งอายทั้งโมโห เชิดงอน  จนผู้เป็นพี่สาวที่เอื้อมมือมาจับกุมสองมือของสตรีงาม บีบลงอย่างเบามือ 1 ครั้งด้วยความห่วงใย

  
 
เรื่องราวที่เกิดขึ้น ดำเนินไปในเวลาไม่ถึง 10 นาที ทางฝั่งสตรีเองก็ตกใจ ตะลึงจังงัง และไม่ทันตั้งตัวที่ น้องสาวของเรนก้าวเท้า ไปยังฝั่งตรงกันข้ามของฝ่ายชาย ห้ามไม่ทันเช่นกัน และเรนกับจิ๊บ เมื่อได้ยินคำของแม่ลาวทองภรรยาขุนแผน จึงนิ่งรอดูเหตุการณ์กันอยู่ อย่างสงสัยและเป็นห่วงฉินซู่เจิน


  
“ ซู่เจินเจ้าเป็นอะไรมากไหม รู้สึกไม่สบายตรงไหนบ้างไหม น้องสาวของพี่”

  เรนกล่าวถามด้วยความห่วงใย แต่ก็แปลกใจ ในการกระทำของน้องสาวตัวเอง  ที่ไปถลกอกเสื้อ ถลกกระโปรงยั่วยวนผู้ชาย อ่อยจน ฝั่งฝ่ายผู้คุมนั่งน้ำลายไหลยืดไ ปเป็นแถบๆ  จนกระทั่งเรื่องได้จบลง เมื่อเห็น ป่านได้แก้วิชาของเมฆ ฉินซู่เจินกลับเป็นปกติ ช่วยเหลือไว้ก่อน ที่จะมีอะไรเลยเถิดไปกว่านี้

 
 
ฉินซู่เจินนั่งนิ่งเงียบ ดวงตาทั้งคู่ส่อแววขุ่นเคืองใจ และเมื่อหันไปมองที่ป่าน ได้รู้ว่าเป็นคนช่วยเหลือ  ยิ่งขัดเคืองใจเข้าไปกันใหญ่ เนื่องจากมีอคติอยู่ในใจ ที่ทนอยู่เพราะกลับเองไม่ได้ ทั้งแอบกลัวตกใจ แต่มีเรนอยู่ใกล้ๆ จึงอุ่นใจได้ในระดับหนึ่ง

 แต่เมื่อโฉมพธูสาวงามแดนมังกร หันไปมองเจ้ากุมารทองตัวอ้วนกลม ที่วิ่ง ฮาฮา ไปร่วมกลุ่มกับ 3 กุมารทองที่เหลือที่กำลังเล่น ตี่จับกันอยู่ ข้างๆลานกว้าง  ดวงตาคู่งาม ทอแววขอบคุณ และประกายพิสดาร ได้ฉายขึ้นมาวูบหนึ่ง

 
 
จากนั้นเองฉินซู่เจิน ได้กวักมือของสาวงาม เรียกเจ้ากุมารทองตัวพี่ใหญ่ให้เข้ามาหาว่า


  
 
“ เจ้าตัวน้อย เจ้าช่วยเราไว้ใช่ไหม มานี่ซิ เราจะขอบใจเจ้า”


  
กุมารทองตัวพี่ใหญ่ส่ายเอว เฮ เฮให้น้องกุมารทองทั้งสาม แล้ววิ่งจู๊ด มาที่ฉินซู่เจิน หัวเราะอิอิ แล้วกล่าวว่า


 “ พี่สาวจ๋า พี่สาวคนสวยที่สุด อิอิ มีอะไรให้ หนูใหญ่ช่วยอีกรึจะ อิอิ อิอิ อิอิอึบอึบ ”

 ฉินซู่เจินก้มลงมองสำรวจที่ ร่างอ้วนกลมตัวน้อย ของกุมารทองปฐพีอยู่นาน ชั่วขณะ แล้วกล่าวว่า

 “ เจ้าช่วยเหลือเราไว้ใช่ไหม เจ้าตัวน้อย เรางงไปหมดแล้ว และอับอายมาก ที่ทำอะไรลงไปโดยไม่สามารถบังคับใจตัวเราได้ เจ้าตัวน้อยรู้ไหม ว่าเกิดอะไรกับพี่ซู่เจิน บอกพี่สาวนะ”

 
 
กุมารทองปฐพี เอาสองมือกุมพุงกลมน้อยๆของตน แล้วหัวเราะ อิอิ อึบอึบ เต้นส่ายเอวไม่หยุด ว่า


 “ พี่สาวคนสวยจ๋า เรื่องมันยาวนะ อธิบาย 10 วันก็ไม่จบเอาอย่างนี้ ละกัน อิอิ หนูใหญ่จัดให้”

  
 
กุมารทองปฐพี ได้ยืดกายขึ้น ยืนจังก้า เอาสองมือเท้าสะเอว สองตาทั้งคู่ทอประกายสีทองวาบๆ แล้วแสงสีทอง จากดวงตากุมารทองตัวพี่ใหญ่ ได้พุ่งสว่าง วาบ ลำแสงวิ่งพุ่งหายเข้าไปใน สองดวงตาของฉินซู่เจิน น้องสาวของเรนจนหมดในพริบตาเดียว


 ภาพต่างๆตั้งแต่ป่านนอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้แล้วได้พบ กับเรนและจิ๊บเป็นครั้งแรก ไหลเข้าสู่ห้วงความคิดของฉินซู่เจิน ภาพการไล่ล่าตะลุมบอนตามจับป่านของเหล่าชาวยุทธ การตกเหวของคนทั้งสาม  การวิ่งหนีอย่างสุดชีวิตของชายหนุ่ม ที่อุ้มเรนแบกจิ๊บติดกลางหลัง หลบหนีฝูงหมาป่าดุร้ายจำนวนมาก จนกระทั้งถูกล้อมจับ การตะลุมบอนที่มีการเข่นฆ่าจนเลือดแดงฉาน ของเหล่าชาวยุทธจักรและทางราชสำนักฉิน

  
 
จากนั้น ป่านพาสองศิษย์พี่น้องขึ้นหลังเทพปักษา จ้าวแห่งนภากาศ หลบหนีออกจากการตะลุมบอนการเข่นฆ่าต่อสู้สังหารกันแย่งกันจับตัวป่าน ของชาวยุทธจักรนับพันคน จนไปถึงหุบเหวใหญ่ การค้นพบดอกบัวสวรรค์ 5 สี และหินแก้วระยิบระยับ ผ่านเข้าสู่ห้วงสมองของฉินซู่เจินเป็นฉากๆ

  
 
ภาพที่เกิดขึ้นยังคงต่อเนื่องไม่ขาดสาย ภาพที่มองเห็นป่านพาเรนและจิ๊บ กลับไปยังเมืองเชียงใหม่ประเทศไทย การซื้อรถฮาเลย์ เดวิดสันคันใหญ่ สายฟ้าสีดำ การไปไหว้นัมสการพระธาตุหริภุญชัย การซื้อคอนโดมีเนียมชั้นที่20  ของพานทองคำเลควิวปาร์ค ตลอดจนการกำเนิดแห่งกุมารทองธาตุทั้ง 4และการบูชามหาเทพชุบตัวครั้งที่1 สรรพเรื่องราวอันแปลกและพิสดารทั้งหลาย ถูกถ่ายทอดเข้าสู่ความทรงจำของฉินซู่เจิน รวมทั้งเรื่องราวทั้งหมดของป่านและสองศิษย์พี่น้อง จนมาถึงการประลองสอบวิชาของขุนแผน แล้วมาสิ้นสุดถึงตอนที่ฉินซู่เจินเรียกกุมารทองตัวพี่ใหญ่ มาขอบใจและซักถาม วูบ วูบ วาบ วาบ

  
 
ฉินซู่เจินสตรีงามอันดับหนึ่งของแดนมังกร ถึงกับนั่งตะลึง นิ่งงัน มองภาพเรื่องราวต่างๆที่ถูกถ่ายทอดมาอย่างสับสน และตั้งสติไม่ทัน ต้องนั่งเหม่อลอยนานอยู่พักใหญ่ นิ่งค้าง เมื่อนางหายตกตะลึง ความคิดรวมตัวเป็นหนึ่งเดียว มีประกายสีทองน้ำตาลวูบหนึ่งเกิดขึ้นที่ดวงคู่งามของฉินซู่เจิน นางหันมามองร่างอ้วนเล็กกลม ที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง  แล้วกล่าวกับกุมารทองปฐพีว่า

 
 
 
“ เรื่องที่เห็น ทั้งหมดเป็นเรื่องจริง ใช่ไหม เจ้าตัวน้อย พี่ซู่เจินสับสนและงงไปหมดแล้ว”


 
 
“ จริงจ้า พี่สาวคนสวย อิอิ อึบอึบ หนูใหญ่ถ่ายทอดความทรงจำบางส่วน ของพ่อจ๋าให้พี่สาวคนสวยดูนะจ้า เล่านาน หนูขี้เกียจเล่า เลยใช้วิธีลัด อิอิ”


 
เจ้ากุมารทองตัวอ้วนกลม ยิ้มจนตาหยี หัวเราะฮาฮา ส่ายใบหน้ากลมดิ๊ก ไปมา แล้วชูมือสองข้างทำท่าลูกคลื่นในทะเล เล่นอย่างครื้นเครง อึบ อึบ

 
 
ฉินซู่เจิน นางพลันใช้ฝ่ามือขวาอันเรียวงามนุ่มนิ่ม นิ้วมือขาวยาวดุจลำเทียน ยื่นไปแตะที่แก้มตุ้ยนุ้ยอันอ้วนกลม ของเจ้ากุมารทองตัวพี่ใหญ่ สัมผัสอย่างเบามือ ลูบไล้ไปมาทั่วแก้มขาว อย่างละมุนละไม ช้าๆ พลางกล่าวว่า


  
“ ขอบใจเจ้ามากนะ ขอบคุณมากนะ เจ้าตัวน้อย พี่ซู่เจินจะจดจำความรู้สึกที่ดี ที่ได้รับการช่วยเหลือให้ไม่ได้รับความอับอาย ไปมากกว่านี้ เจ้าน่ารักมาก หล่อมากด้วย”

 
เจ้ากุมารทองตัวพี่ใหญ่ยืนเกาหัว แกรกๆ แบบเขินๆเมื่อถูกชมว่าน่ารักและหล่อเหลา


 
“ จ๊ะ พี่สาวจ๋า ดีจัง อิอิ พ่อจ๋าไม่เห็นชม หนูใหญ่ว่าหล่อเลย เรียกแต่ไอ้ตัวยุ่ง อึบอึบ”


  
แล้วร่างอันอ้วนกลมก็ หมุนบิดไปบิดมา เอาขาพันขาตัวเอง จนขาไข้ว หนีบกัน จนเสียหลักหกล้มก้นกระแทก โครม คราง อ๋อย ๆ จนฉินซู่เจินยิ้มหัวเราะขำ กิ๊ก กิ๊ก แล้วก้มลงอุ้มร่างอันอ้วนกลมมานั่งอยู่บนตักอันนุ่มนิ่มและหอมกรุ่น ของโฉมสะคราญ แล้วปลอบว่า

 
“ เจ้าตัวน้อย น่าขำจริง ถูกสาวชมหน่อยอาย จนหกล้มเลยเชียวนะเรา”

 
“ อิอิ อึบอึบ ไม่ได้เขินนะจ๊ะ พี่สาว คนสวย แค่สะดุดก้อนหินนะจ้า อึบอึบ”


 
เจ้ากุมารตัวอ้วนกลมแก้ตัวน้ำขุ่นๆ  แต่ก็ยอมนั่งอยู่บนตักของฉินซู่เจินแต่โดยดี กลิ่นหอมของดอกบัวสวรรค์ฟุ้งกระจาย เมื่อนั่งแนบชิด บนตักโฉมสะคราญ ทั้งสอง คุยสนทนากันต่อ ฉินซู่เจินป้อนคำถามบางอย่าง ให้กุมารทองตัวพี่ใหญ่ ซึ่งเอ่ยปากตอบคำถาม แบบหัวเราะอิอิอึบอึบ

 
 
แต่ได้ตอบหลายเรื่องที่ฉินซู่เจินสงสัย จนนางนั่งคิดและมองไปที่ เรนผู้เป็นพี่สาวและจิ๊บดรุณีสาวชุดแดง มองป่านอยู่ชั่วขณะ แล้วหันไปมองขุนแผน ดวงตาทอแววเลื่อมใส วูบ เมื่อรู้ว่าเป็นอาจารย์ของคนทั้งหมด ที่อยู่ในลานกว้างนั้น

  
 
ฝ่ายทางเมฆและผู้คุมทั้ง 6 คน เมื่อฉินซู่เจินย่ำเท้าก้าวพร่วดๆ กลับไปยังฝ่ายหญิง ผู้คุมทั้งหก ได้สติ สะตัง เช็ดปากเปื้อน น้ำลายที่ไหล จนวุ่นวายอยู่พักหนึ่ง เสียงคุยพีมพำแซ่ดดัง กันในหมู่คนทั้ง 7 ดังแว่วเป็นระยะๆ

 
“ สุดยอดเลยพี่เมฆ โอ้โห สุดเจ๋งมากๆ ทำอย่างไงให้ได้มั้งนะ เอ็งว่าไงไอ้ดำ”

 
 
“ พี่เมฆจ๋า ขอฉันยืมใช้ปลัดขิกตัวครู ซักวันจะได้ไหมจ๊ะ จะบีบนวดพี่เมฆทุกวัน ให้ได้ 3 เดือนเลยจ๊ะ”


 
ไอ้ดำทำสีหน้าอ้อนว้อน กับลูกพี่ใหญ่ของตัวเอง ทำตาปริบๆแบบน่าสงสาร พลางขยำบีบไหล่ให้เมฆอย่างแข็งขัน

 
“ ไม่ได้หรอกไอ้ดำ ของชิ้นนี้อาถรรพ์แรงมาก พ่อครูขุนแผน สร้างและปลุกเสกมานานเป็นสิบปี สามารถใช้ได้อีกหลายอย่าง เอาไว้ออกรบกับพวกพม่าก็ได้ คงกระพันชาตรีเป็นเลิศ และใช้แบบพิเศษอีกหลายประการ และมีข้อห้ามอีกหลายอย่าง ที่ข้าไม่ได้บอกตอนปลุกลองของ บอกแต่ข้อห้ามของพระคาถา 2 บท ที่ใช้ปลุกปลัดขิกเมื่อปลุกเสกจนสำเร็จ ขลังได้ที่”


เมฆส่ายหน้าให้กับลูกน้องคู่ใจ แล้วกล่าวต่อไปว่า


“ พ่อครูท่านทดสอบข้ามานานหลายปี  ท่านคงเห็นความจริงใจและความรับผิดชอบของข้า ถึงได้มอบให้ พลาดพลั้งผิดครู ขึ้นมาเอ็งจะนอนตายเหมือนหมาข้างถนน ลูกเมียชาวบ้านยุ่งไม่ได้เด็ดขาด ถึงไม่รู้ว่ามีผัวรึยัง ก็ห้ามยุ่ง ถ้าหญิงนั้นมีผัวแต่หลอกเอ็งว่าไม่มี ครูแรงมาก และจะต้องรับผิดชอบชีวิตของผู้หญิงนางนั้น เลี้ยงดูเขาไปทั้งชีวิต ถ้าทิ้งขว้างไม่ว่าสาเหตุใด ใครผิดใครถูก  เอ็งจะนอนหลับใหลตาย แบบตายหยั่งเขียด เหมือนกบแห้งตาย ของขลังแรงเหมาะกับคนที่ต้องรักษาสัจจะอย่างแน่วแน่ และมีคุณธรรมสูง เท่านั้น”

 
ฝ่ายไอ้ดำและไอ้ชัยเมื่อได้ฟัง จึงทำหน้าเสียดายอย่างสุดซึ้ง เพราะการรักษาสัจจะ มันทั้งสองคนจะทำหลุดสัจจะกันอยู่เรื่อย แค่ของกิน ยังกินผิดกินถูกอยู่เป็นประจำ จนต้องวิ่งกลับไปลงของใหม่กับเมฆบ่อยๆ จนโดนตบหัวทิ่มบ่อไปหลายครั้ง ที่ไม่รู้จักรักษาของดีให้อยู่กับตัว


 
ผู้คุมอีก 4คน ก็รู้สึกผิดหวังไปตามๆกัน เมื่อฟังคำของเมฆ แอบคิดว่าจะแอบยืมต่อจากไอ้ดำ ถ้าได้ปลัดขิกตัวครูมาใช้ ต่างมองหน้ากัน แล้วแอบกระซิบกระซาบ แอบชำเลืองมองทาง ฝั่งสตรี แอบดูฉินซู่เจินบ่อยๆ กัน แบบลิงมองดวงจันทร์ ล่อกแล่กกันไปทั้งกลุ่ม

 
จากนั้น เมฆหันมากล่าวต่อไปว่า


 
“  สาเหตุที่ข้าต้องการของขลังชิ้นนี้ เพราะเมื่อพกอยู่กับกาย คู่ครองของตนจะเพิ่มความรัก ความเสน่หาไม่จืดจาง แต่ต้องดีตอบกับเขาเช่นกัน ของขลังช่วยเพิ่มสีสัน เพิ่มความรักให้ชีวิต แต่ถ้าทำไม่ดีไม่ดูแล ทำเขาเสียใจบ่อยๆ ของขลังอะไรก็ช่วยไม่ได้ ของขลังจะเสื่อมไปเอง หรือหนีกลับไปหาผู้สร้าง พวกเอ็งคอยดูนะ ข้าจะพกไว้เฉยๆ”

 
เมื่อจบคำเมฆหันไปตะโกน เรียกแม่จำเรียง ภรรยาสาว หน้าตาสวยคมขำ ว่า


 
“ แม่จำเรียง มานี่หน่อย เร็วเข้า พี่มีอะไรจะบอกเจ้า”


 
ทางฝั่งสตรี ที่แม่จำเรียงนั่งอยู่ข้างกายแม่ลาวทอง ที่กำลังฮึดฮัด กระฟัดกระเฟียด ประสาสตรีขี้หึง หันขวับมาทางเมฆ แล้วกัดฟันกรอดๆ กล่าวว่า

 
“ ไอ้พี่เมฆ เดี๋ยวจะจัดการ ให้เข็ดหลาบ จะให้อดข้าวเย็น ไม่ให้นอนในมุ้งด้วย ปล่อยให้อดอยาก ซะ5-6วันหรือ ซักเดือน ข้าวปลาให้ไปหากินเอง ไปขอข้าวแม่ลาวทองกินเอง ยามที่ทำเจ้าชู้ให้เห็น อย่างครั้งที่แล้ว อดข้าวเย็นไปหลายวัน”


 จากนั้นแม่จำเรียงลุกขึ้น จากทางฝั่งสตรี แล้วเดินกุมบั้นเอว ที่มีมีดสั้นขาวคมเหน็บไว้ เคยไล่แทงเมฆบ่อยๆ ยามหึงหน้ามืด แต่แทงไม่เข้า แต่ก็เมฆก็จุกไปหลายวันเหมือนกัน

 
 เมื่อมาถึงสาวจำเรียง เดินใกล้เข้ามาแล้วทรุดร่างลงนั่งข้างกายเมฆ ที่มองภรรยาตัวเองแบบอมยิ้มหน่อยๆ

 
แม่จำเรียงเมื่อนั่งเสร็จ หันมามองหน้าเมฆ สามีของตน แล้วเอามือขวา ล้วงไปที่ชายพกอย่างเร็วและแรง ล้วงสิ่งหนึ่งขึ้นมา ขวับ จนผู้คุมทั้ง 6 ที่นั่งข้างตกใจ นึกเห็น ภาพแม่จำเรียงควงมีดสั้นไล่แทงลูกพี่ของตน ที่เห็นอยู่บ่อยๆ

 
 
สิ่งนั้นคือ ผ้าเช็ดหน้าลายปัก แบบไทยอยุธยาโบราณ สีเหลืองอ่อน มีกลิ่นน้ำปรุงกลิ่นมะลิหอมกรุ่น  เป็นข้าวของเครื่องใช้ นางกำนัลในพระราชวังกรุงศรี  ที่แม่จำเรียงเคยไปฝึกทำอาหารและขนมหวานไทย ฝึกทำน้ำอบน้ำปรุง กับเจ้าจอมมารดาเนื่อง ที่เป็นอาของตน อยู่หลายปีตั้งแต่สาวรุ่น ในวังในของกรุงศรี


 
“  พี่เมฆจ๊ะ เหนื่อยไหม หนาวฝนตก เช็ดเหงื่อหน่อยนะจ๊ะ ดูซิผิวหน้าหยาบไปเป็นกอง คืนนี้ น้องจำเรียง จะนวดหน้าให้นะค่ะ”


เสียงที่ได้ยิน ทำให้ไอ้ดำอ้าปากค้าง หันไปมองรอบตัว มองไปด้านใดก็ สว่างโร่

  ไหนว่ะ หนาวฝนตก แดดออกจะเปรี้ยง ปร้าง ร้อนจนเหงื่อไหลไคลย้อย เมียลูกพี่เมฆ ท่าจะแย่ ท่าจะตัวร้อนจัด  จะเอาพี่เมฆไปตอน ให้เป็ดกิน ไหมว่ะนี่  


ไอ้ดำแอบคิดในใจ แต่ไม่กล้าพูดออกมา กลัวลูกพี่ตนจะกระทืบ ตัวเองเล่นแก้กลุ้ม ยามโดนเมียหึงหวงแล้วมาระบายกับลูกน้อง


เมฆปล่อยให้ภรรยาของตัวเอง เช็ดใบหน้าจนแห้งสะอาด ยิ้มแล้วกล่าวว่า


 
 “ พี่ไม่เหนื่อยหรอกจ๊ะ แต่คิดถึงแม่จำเรียงยอดขมองอิ่มนะ คิดถึงนะ จุ๊บ จุ๊บ”


 ฝ่ายแม่จำเรียง เมื่อได้ยินคำพูดของเมฆ  อายจนหน้าแดง เอามือขวาตี เพี๊ยะ 1 ที แบบเบามือ กลัวสามีเจ็บ แล้วตอบว่า


 
“ บ้า บ้า บ้าจังเลย พี่เมฆนี่ คนอยู่กันเยอะนะ   คืนนี้จะนวดให้นะ กลัวพี่เมื่อย ทำงานทั้งวันคงเหนื่อยแย่เลย เหนื่อยมากไหมจ๊ะ ลำบากตรากตรำเพื่อคนข้างหลัง โถ่โถ่ น่าสงสารจังเลย หัวหน้าครอบครัวผู้แข็งขัน”


ไอ้ชัยอ้าปากหวอไปอีกคน เมื่อได้ฟังคำแม่จำเรียง หันไปมองลูกพี่ของตน ที่กำลังยิ้มกริ่ม แล้วแอบคิดในใจอย่างยาวนาน อีกคนว่า

 ไอ้ชัยท่าจะบ้าแล้ว บ้าแน่ ท่านพี่เมฆเนี่ยนะ เหน็ดเหนื่อย เห็นนอนเอนหลัง ไข้วห้าง กระดิกเท้าดิกๆ บนเตียงไม้ น้ำเย็นวางข้างกาย ผลไม้อีกตะกร้า ขนมบัวลอยไข่หวานอีกโถใหญ่ นั่งกินนอนกิน ในห้องหัวหน้าผู้คุมทั้งวัน ถ้าไม่ฝึกวิชา พี่เมฆจะนอนเล่นเป็นประจำ งานประจำคือด่า ลูกน้องเล่นยามเบื่อ แก้เซ็ง

 
ฝ่ายแม่จำเรียงมองหน้าสามีตัวเอง ใบหน้างามแบบสตรีไทยอยุธยา ยิ่งแดงจัดขึ้นเรื่อยๆ


 
“ พี่เมฆจ๋า คืนนี้ น้องจะตุ๋นไก่ดำผสมว่านกำลังพญาช้างสาร 7ตัว ที่เมฆปลูกไว้นะจ๊ะ เคยบอกสรรพคุณว่าแก้ปวดเมื่อย แก้เลือดลมเดินไม่สะดวก แก้กระษัย จะเอามาตุ๋นไก่อ้วนๆ ซัก 3ตัวนะจ๊ะ พี่เมฆจะได้กินทั้งคืน ”


 
ไอ้ดำแอบสะกิดไอ้ชัยเบาๆแล้วกระซิบว่า


“ ไอ้ชัย ว่านกำลังพญาช้างสารเจ็ดตัว นี่มันเพิ่มกำลังความคึกคัก ไม่ใช้ รึว่ะ หรือข้าจำผิด เอ็งเป็นคนจดตำราจากพี่เมฆจำได้ไหมว่ะ”

 
ไอ้ชัยแอบกระซิบตอบกลับมาว่า


“ เออ วะ นั้นซิ ว่านนี้เขาใช้ ให้คนแก่กิน หรือ คนที่ นกเขาไม่ขัน เป็นว่านยาที่พี่เมฆปลูกไว้ ปรุงยาทำเป็น ลูกกลอนสมุนไพรผสมน้ำผึ้ง ดีหมี ไข่เต่า รังนก นอแรด และว่านอีกสองสามชนิด ทำใส่โหล ส่งให้เจ้านายสูงศักดิ์สูงวัย ในรั้วในวัง กินทีละเม็ด จนฟิตปั๋ง เตะรั้ววังพังไปเป็นแถบๆรั้วไม้นะ เดี๋ยวหาว่าข้าขี้โม้ จนได้รางวัลเป็นทองคำแท่ง เป็นหีบๆเลยละ เอ๋ รึว่าคนละชนิดกัน แต่เห็นมีว่านสมุนไพรแบบเดียวนี้หว่า ที่สวนสมุนไพรนับพันชนิด หลังบ้านพี่เมฆ”

 
เมฆเมื่อได้ยินคำ ของแม่จำเรียงได้ยิ้มรับ จากนั้นเอามือขวาทำนิ้วมือเป็นปูไต่ ไล่ตั้งแต่ข้อมือขาวผ่องของภรยา ไต่ไปไต่มาถึงกลางแขน เรื่อยๆ จนถึงไหล่กลมมน จากนั้นสุดท้าย แตะเกาเบาๆ ที่แก้มอันแดงซ่านของแม่จำเรียง แล้วพูดว่า


“ จ๊ะ พี่จะรอกินกับข้าว ฝีมือแม่จำเรียงคนงาม คิดถึงนะ อยากอยู่ใกล้ๆทั้งวันเลย แก้มแม่จำเรียงงามเหมือนดอกบัวขาวนะ แม่บัวตูมบัวบานของพี่  คิดถึงอย่าไปนานนะ จุ๊บจุ๊บ”


 แม่จำเรียงใบหน้าสะท้านเขินอาย แดงระเรื่อสลับชมพู หลังได้ยินคำสามี ได้เอื้อมมือขวา ยืดแขนขาวนวล มาหยิกที่ต้นแขนของเมฆเบาๆ 1ครา แบบกลัวสามีเจ็บ แล้วกล่าวว่า


 
“ แหม พี่เมฆก็ น้องก็คิดถึง พี่เมฆมากนะจ๊ะ บ้า บ้า บ้านะ พี่เมฆ อย่าช้านะ กลับบ้านเร็วๆนะ เดี๋ยวน้องจะไปเด็ดว่านมาซักสิบต้น ตุ๋นไก่ดำคืนนี้ น้องไปก่อนนะจ๊ะ พี่เมฆจ๋า น้องจะไปทำไก่ดำตุ๋นรอนะ อย่านานนะ รีบกลับบ้านเร็วๆนะจ๊ะ อือ อือ..”


 
เมฆหัวหน้าผู้คุมสะดุ้งเฮือก ผวาร่างกายอันบึกบึน กล้ามเป็นมัดมัด สยิวกาย 1ครั้ง ในใจคิดว่า


 
สิบต้นเลยรึ อ้าว งานเข้าแล้ว งานหนักนะ งานหนักแน่ๆ ไอ้เมฆเอ๋ย


 
ฝ่ายแม่จำเรียงเมื่อกล่าวจบ ได้เอาผ้าเช็ดหน้า มาเช็ดเหงื่อให้เมฆอีกครั้ง จนเกลี้ยงสะอาดอีกรอบ เช็ดอย่างทะนุถนอม เบามือ ใบหน้าแดงจัดขึ้นเรื่อยๆ แล้วรีบหันกายลุกขึ้น กลับไปยังบ้านของตนเตรียมทำอาหารสุดฝีมือ ให้กับสามีสุดที่รัก และไก่ดำตุ๋นสมุนไพรหม้อใหญ่ ไก่อ้วน 3 ตัว ไข่ไก่ต้มแบบยางมะตูมอีก 12 ฟอง และอาหารโปรดของเมฆอีก 3- 4 อย่าง


 
หลังจากนั้น เมฆได้หันมาคุยกับลูกน้องผู้คุมทั้ง 6 ของตนว่า


 
“ เป็นไง พวกเอ็งว่ายังไง ฮ่าฮ่า”


 
บรรดาผู้คุมทั้ง 6 ที่มีไอ้ดำกับไอ้ชัยเป็นหัวโจก มองหน้ากันเอง แล้วพยักหน้าพร้อมกัน แล้วพูดพร้อมกันแบบไม่ได้นัดหมาย พร้อมกับชูนิ้วหัวแม่โป้ง 6 ข้าง มาที่ด้านหน้าของเมฆ แล้วพูดดังๆว่า

 
     
“  สุดเยี่ยม ”


ฝ่ายขุนแผน เมื่อเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ได้จบลงด้วยดีแล้ว หันไปทางป่านแล้วกล่าวว่า


“เจ้าป่าน เรียกเพื่อนหญิงที่ติดตามเจ้ามา คนนั้น ที่โดนลองวิชาเข้ามาหาข้าหน่อย ข้ามีอะไรจะพูดด้วย”


 
“ครับ พ่อแผน  น้องเรน น้องบอกน้องสาวให้เข้ามานั่งตรงนี้ นั่งหน้าพ่อแผนอาจารย์ของพี่ป่าน พ่อแผนอยากจะคุยด้วย ช่วยบอกหน่อยนะน้องเรน”


เรนสตรีงาม เมื่อได้ฟังคำของขุนแผนและป่าน จึงลุกขึ้นแล้วก้าวไปหาฉินซู่เจิน ที่กำลังนั่งคุยสนทนากับกุมารทองตัวพี่ใหญ่ ที่นั่งอย่างเรียบร้อย อยู่บนตักของโฉมสะคราญอันดับหนึ่งของแผ่นดินมังกร

 
“ น้องซู่เจิน มาทางนี้ เข้าไปคุยกับท่านผู้อาวุโส อาจารย์ของท่านพี่ป่าน หน่อยนะ น้องซู่เจิน”


 
ฝ่ายฉินซู่เจินรับคำเรนอย่างไม่อิดเอื้อน ลุกขึ้นจากพื้นเสื่อที่นั่ง ขยับเอาร่างน้อยอันอ้วนกลมของกุมารทองตัวพี่ใหญ่ มาไว้ข้างๆ เมื่อยืนขึ้นเต็มกาย ฉินซู่เจินเดินจูงมือกุมารทองปฐพี มายังด้านหน้าของขุนแผน นางประสานมือคาราวะแบบอ่อนช้อย แล้วทรุดตัวลงนั่งกับพื้นดินแบบไม่กลัวเปื้อนฝุ่น และให้กุมารทองตัวพี่ใหญ่นั่งลงข้างกาย

 
“ ท่านผู้อาวุโสขุนแผน มีเรื่องอันใด ต้องการสนทนากับ ซู่เจินผู้อาภัพ เชิญกล่าวมาได้เลยค่ะ”

 
ขุนแผนจ้องมอง ใบหน้าที่สวยงามอันเลอโฉม ของฉินซู่เจิน มองอย่างพิจารณาแล้วกล่าวว่า


 
“ เจ้าคงคับแค้นใจมากซินะ นางสตรีผู้มาไกล เรื่องราวของเจ้าและหญิงอีก 2คน ที่ติดตามเจ้าป่านมา ข้าได้รับรู้ตั้งแต่เมื่อวาน มีคนผู้หนึ่งได้ขอกับข้าไว้ว่าวันนี้ ถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ให้ข้าปล่อยให้เรื่องราวนั้น ดำเนินไปอย่างราบรื่น ข้าถึงอนุญาตให้มีการลองวิชาทุกประเภทต่อหน้าของข้า”


ฉินซู่เจินได้ฟังคำของขุนแผน จึงมีสีหน้าประหลาดใจและสงสัย นางจึงถามขุนแผนว่า


 
“ ซู่เจินอยากฟังคำอธิบายได้ไหมค่ะ ท่านผู้อาวุโส”


 
ขุนแผนพยักหน้ารับคำแล้วกล่าวต่อว่า

  
 
“ในบรรดาสตรีทั้งหมดที่อยู่ใกล้ตัวเจ้าป่าน เจ้าเป็นเพียงผู้เดียวที่ไม่มีวิชาการต่อสู้ติดตัว และไม่มีของดีใดๆคุ้มกันตัวเอง คำว่า สตรีงามคือเภทภัย คือ ดวงชะตาของเจ้า ที่ถูกความงาม ที่ติดกายมาแต่กำเนิด สร้างความวุ่นวายและปัญหาให้เจ้ามาโดยตลอด ใช่ไหม หญิงอีก 2คน เจ้าป่านสร้างของขลัง ขึ้นมาเพื่อคุ้มครอง เจ้าแก้วของข้าก็มีของดีของข้าและของเจ้าป่าน รวมทั้งตัวเจ้าป่านที่จะคุ้มครองไปได้โดยตลอดทั้งชีวิตมัน แต่เจ้าละเจ้าเคยคิดไหมว่า เจ้าจะเป็นอย่างไร เมื่อสิ้นชีวิตบิดาของเจ้าลง ที่พึ่งหนึ่งเดียวคือบิดาของเจ้า ที่ไม่มีมารดาดูแลมาตั้งแต่เล็ก เนื่องจากสิ้นชีวิตเพราะการแก่งแย่งกันเป็นที่รักของบิดาเจ้า ชะตาช่างอาภัพนัก สองพี่น้องผู้ไร้มารดา”


 
ฉินซู่เจินและเรนได้นิ่งเงียบลงทันที สองพี่น้องนึกถึงภาพของมารดาที่ถูกวางยาจนตาย ความหลังที่น่ารันทด ผู้วางยาเป็นใคร ปมปริศนาการตายยังมีเงื่อนงำที่หาคำตอบไม่ได้ ทุกครั้งสองพี่น้องจะร้องไห้ กันนานนับชั่วโมง เมื่อผู้เป็นท่านพ่อของคนทั้งสอง ยังสืบหาคนร้ายไม่ได้ แต่มีแววขัดเคืองใจ ไม่แน่ใจและยุ่งยากใจ เกิดขึ้นในแววตา ที่ทรงอำนาจสูงสุดในแผ่นดินมังกร เมื่อสองพี่น้องถามถึง คนร้ายที่วางยาสังหารมารดาของตน

 
ฉินซู่เจินจึงกล่าวกับขุนแผนว่า


“ ท่านผู้อาวุโสขุนแผนได้โปรดชี้แนะ ว่า  ซู่เจินควรจะทำประการใดดี ล่ะค่ะ”


 
ขุนแผนได้จ้องมอง ใบหน้าที่งามขาวผุดผ่อง งามเป็นเลิศในปฐพี ของฉินซู่เจิน สองตาทอแวว เวทนา วูบ พลางกล่าวอย่างเนิ่นนานว่า

 
“ นางสตรีผู้อ่อนโยนข้างใน แต่เปลือกนอกแข็งกร้าว การประจบประแจง เอาใจบางครั้งทำให้ผู้คนหลงงมงาย ไปชั่วขณะ แต่ความงามของเจ้า จะทำให้เกิดการแก่งแย่งช่วงชิงเป็นเจ้าของ ครอบครองเจ้า ไม่มีวันสิ้นสุด ในบางขณะที่มีคนคุ้มกัน เจ้าจะปลอดภัย แต่ยามใดที่ เจ้าป่านต้องจากพวกเจ้าสตรี ทั้งสามคนไปทำตามหน้าที่ พิทักษ์ความยุติธรรม ในยุคห้วงกาลเวลาต่างๆ เจ้าอาจจะต้องตกอยู่ ในความทรมานและยากลำบาก คับแค้นใจ ยิ่งยามพ่อของเจ้าสิ้นชีวิตลง เจ้าต้องถูกเหล่าบุรุษที่มีอำนาจมีกำลังกองทัพอยู่ในมือ ช่วงชิงเรือนร่างที่งามสะคราญ เอาไปครอบครอง คนแล้วคนเล่า ใครมีกำลังฝีมือแข็งกล้าเยี่ยมยอด มีอำนาจในมือ ก็ยึดครองเจ้าได้สำเร็จ สตรีงามจนล่มเมืองคือเภทภัย ชาวเมืองชนชาติของเจ้าจะได้รับเดือดร้อนไม่สิ้นสุด ไฟสงครามเผาเมืองไปนับร้อยเมือง ชาวประชาล้มตายไปเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน เจ้าต้องต้องเป็นของบุรุษหลายคนในเวลาเดียวกัน ที่แก่งแย่งตัวเจ้า ผลัดชิงร่างกาย ผลัดแพ้ผลัดชนะ เจ้าต้องมีสามีไม่ต่ำกว่า 100 คนเพราะความที่เป็นหญิงสาวอ่อนแอ ไร้วิชาการต่อสู้ ไร้ซึ่งของดีคุ้มครองตัว ทำให้วุ่นวายไปทั้งแผ่นดิน ช่างน่าสงสารนัก นางสตรีผู้อาภัพมารดา”


 
 ฉินซู่เจิน เมื่อได้ฟังคำของขุนแผน ถึงกับหน้าซีดเผือด ใบหน้าขาวงาม ริมฝีปากแดงชมพูสั่นระริก ร่างอันอ้อนแอ้น แน่งน้อยสั่นระรัว  เพราะทุกวันนี้ แม้มีอำนาจของผู้เป็นท่านพ่อของนางปกป้อง ยังมีความวุ่นวาย คล้ายคลึงกับคำทำนายของขุนแผน เกิดขึ้นให้นางประสบอยู่เนื่องๆ นางจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่รุ่มร้อนว่า

 
“ ขอเชิญผู้อาวุโสขุนแผน ท่านช่วยชี้แนะทางออกด้วย ซู่เจินผู้อาภัพจะสำนึกพระคุณในครั้งนี้ไปทั้งชีวิต ได้โปรดชี้แนะทางสว่างด้วยเถิด”


 
ขุนแผน เมื่อได้ฟังคำของฉินซู่เจิน จึงได้เอ่ยปากกล่าวต่อ ด้วยสำเนียงที่เคร่งขรึมว่า

 
“ วาสนาของเจ้า ขึ้นอยู่กับวันนี้ นางสตรี เอ๋ย เจ้าต้องใช้สติปัญญาของเจ้า ไข้วคว้าโอกาสเดียวในชีวิตของเจ้า อันคำว่า รัก ย่อมทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ถ้าเจ้าใช้ความรักและความอ่อนโยนในใจ ที่มีให้เป็นประโยชน์ เจ้าได้ความรักอย่างไรที่ทำให้เจ้ามีความสุข เจ้าจงใช้สิ่งนั้นเถิด”


 
ฉินซู่เจิน เมื่อฟังคำของขุนแผน ได้นิ่งเงียบงันไปชั่วครู่ แล้วหันไปมองรอบกายของตนอีกครั้ง มองป่านด้วยความขัดเคืองใจ ที่นำมาพบกับความอับอาย อัปยศอดสู ที่ไม่เคยได้เจอมาก่อนในชีวิต  แต่นางก็ครุ่นคิดถึง คำพูดของขุนแผนอยู่ตลอดเวลา  นางหันไปสบตากับเรนพี่สาว ที่กำลังมองดูด้วยความเป็นห่วงเป็นใย แล้วกล่าวว่า


“ ในชีวิตของซู่เจิน นอกจากท่านพ่อ ก็มีแต่พี่ซวงเอ๋อเท่านั้น ที่รักและตามใจเป็นห่วงซู่เจิน เสียสละอะไรบางอย่าง ทั้งที่แค่กล่าวมาเพียงคำเดียว ซู่เจินก็จะไม่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง ที่ทำให้พี่ซวงเอ๋อต้องเสียใจในเรื่องบางเรื่อง เป็นเพราะซู่เจินเอาแต่ใจและได้รับความทะนุถนอมจากท่านพ่อและพี่ซวงเอ๋อ จนลืมนึกถึงความรักของพี่ซวงเอ๋อที่มีแต่ ให้ และให้ทุกอย่าง กับซู่เจิน”

 
 
ฉินซู่เจินมองไปที่เรนด้วยความรักอย่างสุดซึ้งใจ นางรักพี่สาวของนางมาก ตั้งแต่เด็กจนโตสองศรีพี่น้องฝากชีวิตไว้ให้กันและกัน ท่านพ่อของนางแม้รักนางมาก แต่มีภารกิจมากมาย การรวบรวมแว้นแคว้น ให้เป็นหนึ่งเดียวกันทั้งอาณาจักร เป็นสิ่งที่ท่านพ่อของนางตั้งเป็นปณิธานไว้เป็นที่หนึ่งใหญ่สูงสุด จึงมักทิ้งให้นางอยู่กับเรนพี่สาว ตลอดจนพี่เลี้ยง และเหล่าองค์รักษ์คุ้มกัน ในคฤหาสน์หลังงามบ้าง มาพักท่องเที่ยวที่ป้อมมังกรบินบ้าง เหมือนนกน้อยในกรงทอง ที่เลิศหรูแต่ไม่มีอิสระเสรีเท่าที่ควร


 
ฉินซู่เจินหันมามอง เจ้ากุมารทองตัวพี่ใหญ่ ที่นั่งหัวเราะ อิอิ  อึบอึบ เกาพุงกลมขาวเล่นอยู่ แกรกกราก ส่ายหน้าอ้วนน้อย ด๊อกแด๊กไปมา 

นางเอื้อมมือไปลูบที่ศีรษะผมดำทรงกลมเสียบปิ่นทอง เบาๆอย่างละมุนละไม แล้วกล่าวว่า


‘เจ้าตัวเล็ก  ที่น่ารัก เจ้าช่วยเหลือพี่ซู่เจินไว้ ขอบใจมากนะ แล้วถ้าพี่ซู่เจินมีภัย เจ้าจะมาช่วยพี่สาวคนนี้อีกไหม เจ้าตัวเล็ก”


 
“อิอิ อึบอึบ ถ้าหนูใหญ่เห็น จะมาช่วยได้ไหม ต้องพ่อจ๋าสั่งจ้า แต่พี่สาวใจดีกับหนูใหญ่ ถ้าหนูใหญ่รู้จะแอบมาช่วยนะจ๊ะ ถึงพ่อจ๋าจะไม่สั่ง แอบมาช่วย ในทันที อิอิ อึบอึบ’


 
ฉินซู่เจินฟังคำตอบ ของกุมารทองตัวพี่ใหญ่ จึงหันไปกล่าวกับป่านว่า


“ ท่านเป็นคนพาเรามา โดยเราไม่ได้ยินยอมพร้อมใจ แถมยังถูกเนื้อต้องตัวเราอีก ท่านต้องรับผิดชอบการกระทำของท่าน ด้วยการพาเราไปส่งคืนที่เราอยู่ พร้อมกับพี่สาวของเรา และห้ามมาถูกเนื้อตัวของเราอีกเด็ดขาด’


ป่านหันไปมองเรน เมื่อได้ฟังคำของฉินซู่เจิน แล้วกล่าวว่า

 
“ น้องเรน น้องสาวเจ้าจะกลับแล้ว แต่พี่ยังไม่เสร็จธุระเลย ต้องอยู่อีกซักพักแล้วจะพากลับนะ แล้วจะกลับยังไงละ อุ้มก็ไม่ได้ เออ อยากจะบอกว่า ปวดหัวละ กลุ้มจริงๆ คนสวยนี่ ไม่ได้พิศวาสซักหน่อย แค่แอบเป็นห่วงเป็นใย แอบคิดถึงกับพี่สาวเจ้าเท่านั้นเอง อิอิ”


 
ประโยคหลังแอบบ่น อุบอิบในลำคอ กลัวเรนจะได้ยินแล้วจะกระโดดเตะก้านคอของป่าน

  
ฉินซู่เจินเกิดประกายตาสีทองปนน้ำตาล วูบในดวงตา พลังแห่งกุมารทองปฐพีส่วนหนึ่งสถิตย์อยู่ที่นาง พลังความรอบรู้ของแม่พระธรณี ผู้รองรับสรรพสิ่ง สรรพชีวิต ภูมิปัญญาแห่งแผ่นดิน ซึ่งจะสลายหายไป หลังจากตัวนางแยกจากกุมารทองตัวพี่ใหญ่ ได้ 7 วัน ถ้ายังอยู่ด้วยกันพลังแห่งความรอบรู้จะคงอยู่กับนาง

  
ฉินซู่เจินได้เกิดความคิดขึ้นมา ในทันทีอย่างหนึ่ง นางรับรู้ว่าพี่สาวของนาง มีกุมารทองวายุสถิตย์อยู่ที่แหวนหยกที่ห้อยคอ เวี่ยเล้งเอ๋อ หรือ จิ๊บ มีกุมารทองวารีสถิต อยู่ที่สร้อยลูกปัด และน้องแก้วบุตรีของขุนแผน มีกุมารทองอัคคี สถิตอยู่ที่ตะกรุดสามกษัตริย์ ที่ทรงอานุภาพมากห้อยอยู่ที่คอ

 
ด้วยภูมิปัญญาแห่งแม่พระธรณี ที่ยังคงอยู่กับตัวของนาง ทำให้นางรู้ว่า การผูกความคุ้มครองเกิดจากการเอาเส้นผมของหญิงสาว นำไปผูกไว้ที่หน้าอกของกุมารทองแต่ละตน แล้วป่านกำกับพระเวทย์ กำกับวิชาบางแขนง ที่นางไม่รู้จัก แต่นางสังหรณ์ใจว่า ต้องมีวิธีบางอย่างที่จะทำให้เกิดความผูกพันธ์ระหว่างสตรีกับกุมารทอง

 
 ดังนั้นนางจึงดึงเส้นผมของตัวเองมา 1 เส้น แล้วนำไปวางทาบที่หน้าอก ที่ห้อยสังวาลย์ทองคำพาดเฉียงไขว้ด้วยสังวาลย์ประกายเพชรสองเส้น ของกุมารทองตัวอ้วนกลม

 
“ พี่สาวคนสวย  จะทำอะไรจ๊ะ  อึบอึบ อิอิ จักกะจี้ จังเลย อิอิ หนูใหญ่บ้าจี้ นะจ๊ะอิอิ อึบอึบ”

 
 
ฉินซู่เจิน นางวางทาบเส้นผมอยู่ชั่วขณะ ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง มีแต่กุมารทองตัวพี่ใหญ่หัวเราะดังขึ้นเรื่อย ๆ ฮาฮา ฮิฮิ ยักไหล่ดุกดิก แต่ก็ยอมให้นางวาบทาบมือ อันนุ่มนิ่มพร้อมเส้นผมยาว เข้าๆออกๆ ที่อกน้อยอย่างไม่ขัดขืน


 ฉินซู่เจิน หันไปมองที่ขุนแผน เห็นนั่งมองการกระทำของนาง อย่างเคร่งขรึม นางจึงถามว่า

 
" ผู้อาวุโสขุนแผน ด้วยความเคารพในผู้อาวุโส โปรดช่วยชี้แนะด้วย ซู่เจินผู้อาภัพ ขอร้องนะค่ะ ช่วยเหลือซู่เจิน นะค่ะ”

 
ขุนแผนนั่งนิ่งไปชั่วครู่ แล้วกล่าวว่า


 
‘นางสตรี ผู้มีความอ่อนโยนซ่อนภายใน เจ้าเคารพในตัวข้า เป็นสิ่งที่ข้ายึดมั่น ในความคิดที่ว่า จงให้ความช่วยเหลือ เมื่อได้รับการร้องขอความช่วยเหลือ ข้าจะบอกกับเจ้าว่า สิ่งใดที่หล่อเลี้ยงเจ้ามา และเจ้ามีสิ่งนั้น จงใช้ให้เป็นประโยชน์ สิ่งนั้นคืออะไร เจ้าต้องคิดเอาเอง แล้วเจ้าจะได้ในสิ่งที่ต้องการ”


 
ฉินซู่เจิน เมื่อฟังคำชี้แนะของขุนแผน จึงหันไปกล่าวกับป่านว่า


 
“ ท่านพาเรามา เราไม่ยินยอมพร้อมใจ และยังเอาเปรียบด้วยการโอบอุ้มเราลูบๆคลำๆ แต๊ะอั้งเรา  แถมยังมาตื้อ รบเร้าพัวพัน พี่สาวของเรา ท่านต้องชดใช้ให้เรา เราเกลียดท่านมาก ท่านเป็นจอมโจรชื่อดัง ผีเสื้อสำอาง เราสู้ท่านไม่ได้ กลับเองก็ไม่ได้ ท่านรังแกข่มเหงเรา ท่านช่างโหดร้ายนัก ดังนั้นสิ่งนี้คือของที่ท่าน ต้องให้แก่เราเป็นค่าเสียหาย ในการถูกเนื้อต้องตัวเรา”


ป่านฟังคำฉินซู่เจิน แล้วกล่าวว่า


 
“ อ้า นี่พี่ป่านไปรังแกเจ้าเมื่อไรกันนี่ ไปลูบๆ คลำๆตอนไหนหนอ นึกไม่ออก หรือลืมตัวลูบไปรึเปล่า คลำไปเยอะไหม เอ๋ จะปล้นอะไรจากพี่ป่านนี่ น้องสาวของเรน ชักสังหรณ์ใจทะเม่งๆละ”

 
 
เมื่อฉินซู่เจินกล่าวจบคำพูดกับป่าน นางได้เอาเส้นผมของนาง ขึ้นมาไว้ที่ข้างหน้า กำไว้ด้วยมือที่แสนจะนุ่มนิ่ม เส้นผมยาวสีดำ พาดอยู่ที่นิ้วเรียวงามกำมือหลวมๆ


  
ฉินซู่เจิน หลับตาลงแล้ว นึกถึงความรักทั้งหมด ที่พี่สาวมีให้นาง ความรักของท่านพ่อที่มีให้นาง ความรักและห่วงใยที่สุดซึ้งของเรน และนางมีให้กับพี่สาว ความรักของมารดาของนางที่ทะนุถนอมนางมา  ภาพของมารดาผู้ปราณี ยามยิ้มแย้ม ป้อนอุทกธาราจากทรวงอกอันอวบอิ่ม เข้าสู่ปากจิ้มลิ้มน้อยๆ ของนางยามเป็นเด็กทารก
 
 นางดูดดื่มน้ำนมอันหวานจืดอย่างกระหาย จ๊วบ  จ๊วบ มือน้อยขาวเล็ก ฝ่ามือแดงอมชมพู ยามเป็นทารกเกาะกุมพวงปทุมถันของมารดาไว้แน่น อีกข้างปัดป่ายปทุมมาลย์เล่น ไปมาประสาเด็กทารก

นั้นคือภาพความทรงจำอันไม่เคยรู้ลืม ฉินซู่เจินแตกต่างจากเด็กทารกทั่วไป ที่จดจำความทรงจำในสมัยเป็นทารกได้

 
 นางยังคงหลับตาอันงามซึ้งอยู่ แต่ได้ยกเส้นผมในมือขึ้นมา จุมพิตอย่างเบามือและลึกซึ้ง ถ่ายทอดความรักทั้งหมด ที่ได้รับมาลงบนเส้นผม
 
แล้วฉินซู่เจินได้ลืมตาขึ้น หยิบเอาแหวนหยกคู่แฝด ที่เหมือนกับของเรน ออกมาจากอกเสื้อ
1 วง

 
 
 จากนั้นฉินซู่เจิน ได้ยื่นเส้นผมยาวดำขลับ ของนางวางทาบลงที่ หน้าอกขาวกลมของกุมารทองตัวพี่ใหญ่ ที่อมยิ้มแก้มอ้วนป่อง ทำปากจู๋และมองที่นางด้วยความสงสัย ในการกระทำอีกครั้งหนึ่ง

  
 
เมื่อเส้นผมอันดำสนิทและมีกลิ่นหอมจรุง สัมผัสที่หน้าอกกุมารทองตัวพี่ใหญ่อีกครา แสงสว่างสีน้ำตาลทองสว่างวาบ

 ที่กลางหน้าอกเส้นผมยาวเหมือนกาน้ำของฉินซู่เจิน ถูกดูดเข้าไปในทันทีเหมือน ถูกมือของทารกน้อยที่ไข้วขว้า หาความรักจากมารดา วาบ วูบ วาบ

 
 
เจ้ากุมารทองตัวพี่ใหญ่ ได้ร้องลั่นออกมาทันทีว่า


“ โอ้ย แย่แล้ว แย่แล้ว พี่สาวคนสวย มัดหนูใหญ่แล้ว อ๊ากๆ ช่วยด้วย พ่อจ๋า ช่วยหนูใหญ่ด้วย อ๊าก อ๊าก”


  
“ หนูใหญ่ ไม่อยากเป็นกุมารในตะเกียง แงๆ แงๆ ช่วยด้วย แงๆ แงๆ อาละดิน อาละแดง อาละดำมาจับหนูใหญ่แล้ว พ่อจ๋า”


 
ในขณะที่กุมารทองปฐพีร้องโวยวายเสียงหลง ร่างอันอ้วนพุงกลม เริ่มหมุนเป็นวงกลมเหมือนพายุหมุน แล้วกลายเป็นแสงสว่างสีน้ำตาลทอง ม้วนพุ่งวาบเข้าไปที่แหวนหยกคู่แฝดที่อยู่ในมือของฉินซู่เจิน บังเกิดเป็นลายปฐพี แผ่นดินสีทอง ขึ้นรอบๆ แหวนหยกนั้น


  
ฉินซู่เจิน มองแหวนหยกลายแผ่นดินสีทอง ในมือแล้วยกขึ้นมา จุมพิตเบาๆอีกครั้ง แล้วพูดว่า

 
 
“ ความรักของข้าพเจ้าที่ได้รับ จากมารดาผู้ปราณีและพี่สาวผู้อ่อนโยนให้กับน้องสาว ขอมอบให้เจ้าตัวเล็กของข้าพเจ้า เจ้าตัวเล็ก รักน้องตัวเล็กนะ เจ้าเป็นน้องชายตัวเล็กที่ข้าพเจ้ารักเสมอน้องชายจริงๆ รักนะจุ๊บจุ๊บ”

 
 
เหมือนต้องมนต์สะกดแห่งวิชา แหวนหยกในมือพลันดิ้นไปมาดุ๊กดิ๊ก 2 –3 ครั้ง แล้วมีเสียงเล็กๆอู้อี้ออกมาว่า


 “  ฮือฮือ หนูจ๋ากลายเป็นกุมารในแหวนหยกแล้ว ฮือ ฮือ พี่สาวคนสวยมัดหนูจ๋าแล้ว ช่วยด้วยจ้า ปล่อยหนูออกไป ช่วยด้วย”

 
 
แล้วแหวนหยกลายปฐพีสีทอง ก็ดิ้นขลุกๆ 2-3ครั้งในมือของฉินซู่เจิน แล้วดีดวาบกระเด็นพุ่งออกจากมือของน้องสาวเรน พุ่งกระเด็นมาตกอยู่กลางลานกว้าง แล้วมีเสียงเพลงเจื้อยแจ้วออกมาว่า


 
“ไข่เอ๋ย ไข่เจียว นั้นมีหน้าที่ 10อย่างด้วยกัน

1. ไข่เจียวนั้นเป็นอาหาร 2. ไข่เจียวรักษาคุณค่าทางโภชนาการให้มั่น 3. ไข่เจียวช่วยพ่อแม่ครูอาจารย์ ได้ประหยัดสตางค์ ไม่ต้องจ่าย เงินมากนะ   4. ไข่เจียวนั้นต้องรสชาติ อ่อนหวาน ไม่จืดไม่จาง  5. ยึดมั่นในไข่เจียว   6. เป็นผู้รู้รักไข่มานาน
7. ต้องศึกษาให้เชี่ยวชาญการทอดไข่เจียวนั้น ต้องมานะบากบั่นไม่เกียจไม่คร้าน 8. รู้จักไข่เจียวประหยัด
9. ต้องซื่อสัตย์ตลอดกาล น้ำมันทอดไข่นั้น ต้องใส่ให้ครึ่งกระทะ กลายเป็นไข่เจียวกล้าหาญให้เหมาะกับการสมัยทอดไข่เจียว พาชาติพัฒนา
10. ทำไข่เจียวให้เป็นประโยชน์ รู้บาปบุญคุณโทษ สมบัติไข่เจียวต้องรักษา ไข่เจียวสมัยชาติพัฒนาจะเป็นไข่เจียวที่พาชาติไข่เจริญ  อิอิ ไข่เจียว ข้าใครอย่าแตะ อิอิ’



เมื่อจบเพลงไข่เจียว 10 อย่างลง แหวนหยกลายแผ่นดินสีทอง ลุกตั้งขึ้น เหมือนล้อรถ แล้วกลิ้งหมุนคลุ่กๆ เหมือนยางรถยนต์ ที่ถูกเด็กหัวจุก วิ่งคอยเอาไม้ที่ไร้สภาพมองไม่เห็น ตีให้เคลื่อนไปข้างหน้า หมุนติ้วๆ ไปอยู่ที่เบื้องหน้าของป่าน แล้วมีเสียงเล็กๆลอด ออกมาว่า


 
“ พ่อจ๋า ช่วยหนูใหญ่ด้วย ปล่อยหนูออกไป หนูออกไปไม่ได้ หนูจ๋ากลายเป็นกุมารในแหวนหยกแล้ว ถูกขังแล้ว ฮือ ฮือ โฮ โฮ อิอิ ใครช่วยหนูได้ ปลดปล่อยหนูจ๋าได้ ช่วยที แอ๊กๆ ออกไม่ได้ ออกยังไง ก็ออกไม่ได้ ใครช่วยได้ให้สิบบาท ช่วยด้วยจ้า”


ป่านนั่งตะลึง มองด้วยอ้าปากค้าง แล้วพูดออกมาว่า


 
“ ว่าแล้ว ทะเม่งทะเม่ง น้องสาวเรนเล่นปล้น กุมารทองประจำตัวพี่ป่านไปเลย เอาละซิ จะทำไงกันดีหนอ อืม ”


  
ชายหนุ่มหันไปมองที่เรน เห็นกำลังจ้องมามองมาที่ป่าน ในแววตามีประกาย ขอร้องให้อย่าได้ปฎิเสธที่จะให้กุมารทองปฐพีแก่ฉินซู่เจิน เพราะนางรู้ดีถึงอานุภาพแห่งความวิเศษของกุมารทองแต่ละตน

 ที่ถูกสร้างมาเพื่อเรนและจิ๊บ ตลอดจนน้องแก้วที่ได้กุมารทองอัคคีไปคุ้มครอง นางแอบหวังไว้ในใจให้ฉินซู่เจิน ได้รับการดูแลและคุ้มครองจากป่านอีกคน


  
ป่านหันไปมองที่ขุนแผน ที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่กลางลานกว้าง เห็นผู้เป็นอาจารย์พยักหน้าเบาๆ 1ครา จึงพูดกับตัวเองในใจว่า

 
 
“อืม  เอาไงดี ละนี่ เฮ้อ น่ากังวลใจจริงๆ เจ้าตัวยุ่งเป็นลุกกุมารทองที่เก่งที่สุด ในบรรดากุมารทองทั้ง 4 และสามารถ ตื่นได้เองแม้จะโดนสะกดด้วยพระเวทย์ และสามารถเรียกกุมารทองทั้ง 3 ที่เหลือมาช่วยให้ครบ 4 ธาตุ  ควบคุมธาตุทั้ง 3 ได้อีกต่อหนึ่ง ที่ตัวอื่นทำไม่ได้ สามารถเพิ่มอิทธิฤทธิ์ให้ตัวเอง จากการดึงดูดพลังของแม่พระธรณี ผู้รองรับสรรพสิ่งและสรรพชีวิต  และเคล็ดลับที่สำคัญคือ ความรัก ถ้าน้องสาวเรนรักเจ้าตัวยุ่งมากๆ พลังของเจ้าตัวยุ่งจะเข้ารักษานาง ยิ่งรักมาก เจ้าตัวยุ่งจะผูกพันมาก ถ้าน้องสาวเรนโกรธหรือ โมโหใครจัดๆ ละก้อเจ้าตัวยุ่งมันจะโมโหตามไปด้วย พลังของเจ้าตัวยุ่งอาจทำให้แผ่นดินไหวได้ง่ายๆ ถึงไม่ได้ผูกเจ้าตัวยุ่งไปคุ้มครองใคร แย่ละหวังว่าน้องสาวเรนคงไม่รู้เคล็บลับนี้นะ ไม่งั้นยุ่งแน่ๆ”


  
ชายหนุ่มนั่งคิด ทบทวนด้วยความวิตก แต่จะแก้ตอนนี้ก็ได้ เพราะป่านคือผู้สร้าง พลังทั้งหมดอยู่ที่ชายหนุ่ม นับแต่ผ่านการชุบตัวครั้งที่ 1 ได้พลังมาจากมหาเทพทั้ง 4 ทำให้ป่านมีบางสิ่งเปลี่ยนไป รอบรู้มากขึ้น แต่แอบซ่อนกำลังวิเศษไม่ได้แสดงออกมา  มีแต่ขุนแผนที่พอจะมองออก แต่ไม่อาจหยั่งวิชาของป่านได้ทั้งหมด เพราะอำนาจแห่งมหาเทพทั้ง 4 ไม่ใช่ที่มนุษย์คนใดในโลกจะประมาณการได้


  
เรนก็ส่งสายตาขอร้องมาอีกครั้ง  เสมือนคำขออย่างหนึ่ง ที่ป่านไม่เคยปฎิเสธ ความต้องการของเรน แม้ซักครั้งเดียว ขุนแผนก็พยักหน้าอนุญาต ทำให้ป่านได้แต่เก็บความวิตกกังวลซ่อนไว้ภายในใจ


  
ชายหนุ่มหันไปกล่าวกับขุนแผนว่า


 
‘ พ่อแผนครับ ป่านต้องให้เจ้าตัวยุ่งกับน้องสาวเรนใช่ไหมครับ”


 ขุนแผนถอนหายใจ ออกมาเฮือกหนึ่ง แล้วกล่าวว่า


 
“ เป็นสิ่งที่นางสมควรได้รับ เจ้าป่าน ความรักก่อให้เกิดความช่วยเหลือต่างๆ สิ่งที่เจ้ากังวลใจข้ารู้ดี แต่ซักวันหนึ่ง เจ้าจะรู้เอง ว่าเหตุใด ข้าถึงช่วยแนะเตือนสติ ถึงโอกาสเพียงครั้งเดียวในชีวิตของนาง ทำให้นางให้ได้รับสิ่งที่นางสมควรจะได้รับ การอับอายเป็นแค่เหตุที่ทำให้นางฉุกใจคิด เอาละ เรื่องนี้ปล่อยผ่านไปได้แล้ว เจ้าจะคอยแก้ไขเหตุการณ์ต่างที่จะเกิดขึ้นได้เสมอ  ข้าเชื่อเช่นนั้น”


 เมื่อขุนแผนกล่าวจบ แหวนหยกลายแผ่นดินสีทอง ม้วนติ้วๆอีกครา วิ่งหมุนกลับไปที่น้องสาวเรน พุ่งขวับ ดีดกลับไปอยู่บนฝ่ามือของฉินซู่เจิน แล้วมีเสียงเล็กๆออกมาว่า


 “ ทิ้งนองนอย จ๊ะทิ้งนองนอย หนูจ๋าคือกุมารทองไข่เจียว จงขอมา 3ประการ ว่าจะเอาไร ไข่เจียวหมูสับ ไข่เจียวแหนมเมืองหูหมู หรือไข่เจียวใส่หอมหัวใหญ่ มะเขือเทศสีแดงเรียกว่าไข่เจียวทรงเครื่อง  อิอิ เลือกได้ 3 อย่าง หนูคือ กุมารทองไข่เจียว ถูกขังมา 3พันปีแล้ว อิอิ อึบ อึบ”


 ฉินซู่เจินยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า


  
“เจ้าตัวเล็ก ต่อไปพี่สาวซู่เจินจะเรียกเจ้าว่า กุมารทองไข่เจียวนะ ตามที่เจ้าต้องการ น้องชายตัวเล็กของพี่ซู่เจิน ถ้าหิวเมื่อไหร่บอกนะ พี่ซู่เจินจะรักเจ้าเลี้ยงดูเอ็นดูเจ้าประหนึ่งตัวพี่ซู่เจินเอง”


  
พรึบ แสงสว่างสีทองน้ำตาล กระจายวาบ ร่างของกุมารตัวพี่ใหญ่ ออกมานอนเกลือกกลิ้งไปมาเอาหัวกลมน้อย หนุนตักฉินซู่เจิน ปิ่นทองคำเปล่งประกายเป็นแฉกๆ เสียงหัวเราะอิอิ อึบอึบดั่งลั่นว่า


“  พี่สาวจ๋า พี่ซู่เจิน หนูจ๋าหิวแล้วอยากกินขนมโก๋ ขนมเข่ง กล้วยทอด กล้วยปิ้ง สาหริ่ม ไอติมเซเวนเซ่น โดนัทไส้สตอเบอรี่ บลูเบอรี่ชีสเค้ก แล้วก็ถั่วลิสง อบเกลือตราเจดีย์คู่ เปปซี่ใส่น้ำเข็ง 1 ขวดใหญ่ อิ อิ แต่ว่านอนหนุนตักพี่สาวดีกว่า นิ่มมากเลยจ๊ะ หลับดีกว่า หลับแล้วนะจ๊ะ คร่อกฟี้ คร่อก ฟี้ ฟี้”

 
 
 แล้วเจ้ากุมารทองตัวพี่ใหญ่ ก็เอนตัวนอนหลับหนุนตักของโฉมสะคราญ ไปในเวลาเพียงไม่นาน สาวงามฉินซู่เจิน ลูบศีรษะน้อยที่ปักปิ่นทองอย่างนุ่มนวล เหมือนมารดาผู้อ่อนโยน ดูแลบุตรชายตัวน้อยที่ซุกซน และดื้อมาก

 
 
ในขณะนั้นเอง ที่ชายป่าแห่งหนึ่ง อยู่ไม่ไกลจากลานกว้าง ที่ขุนแผนและลูกศิษย์ทั้งหลาย นั่งชุมนุมกัน สอบวิชาประลองพระเวทย์ ทดสอบของขลังกันอยู่


  
ได้มีชายหนุ่มร่างกำยำ สูงสง่าในชุดสีฟ้าอ่อนชาวจีน ในสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ ยืนเอามือสองข้างไพล่หลัง มือขวาที่ข้างหลังจับมือซ้ายที่ข้อมือ

 สายลมที่ชายป่าพัดแรง กรรโชกชายเสื้อผ้าในชุดยาวแบบจอมยุทธให้สะบัดพึบพับ


  
ที่ไหล่ขวาของชายหนุ่มปริศนา เกาะไว้ด้วยนกเหยี่ยวสีน้ำตาลทองปนดำตัวหนึ่ง กรงเล็บอันแหลมคมเกาะจิกแน่นที่บ่าอย่างมั่นคง ดวงตาทั้งคู่มีประกายสีทองแวววาว สว่างวูบๆอยู่ตลอดเวลา เกาะอยู่อย่างสงบนิ่ง


  
ที่ข้อมือขวาของชายหนุ่ม มีกำไลทองคำมหาเทพท่องเวลา ที่มีแสงเรืองรองออกมา รัศมีของทองคำเหมือนเปลวไฟที่ลูกโชน เดี๋ยวโพลงสว่าง ลุกพรึบ สว่างจ้า เดี่ยวหรี่ลงเหมือนไฟใกล้มอดดับ สลับไปมา ต่างจากของป่านที่กำไลมหาเทพ สงบนิ่งเหมือนกำไลทองคำธรรมดา


  
ชายหน้าตาหล่อเหลาปริศนา ได้เพ่งมองดูเหตุการณ์ ในการประลองอยู่ตลอดเวลา นับแต่ขุนแผนและป่าน นำพาผู้คนทั้งหลายเข้ามาในลานกว้าง สองตาทอประกายพิสดาร วูบ เป็นระยะๆ
 
 ภาพที่อยู่ไกลกับเหมือนกับถูกซูมด้วยกล้องโทรทัศน์ เข้ามาให้เห็นภาพและเสียงต่างๆเสมือนว่า ชมดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นห่างเพียงแค่วาเดียว

 
 
เมื่อเหตุการณ์ ได้ดำเนินต่อเนื่อง มาถึงตอนที่ฉินซู่เจิน ได้ลูบศีรษะของกุมารทองปฐพี ที่นอนหลับปุ๋ย กร่นเสียงดัง เหมือนเด็กน้อยนอนหนุนตักแม่


  
ชายปริศนา ที่เหมือนกำลังลุ้นฟุตบอลโลก รอบเยอรมันตะวันตก เข้าชิงชัยเตะกับบราซิลในรอบตัดเชือกชิงแชมป์ฟุตบอลโลก แล้วเยอรมันตะวันตก ชนะคว้าแชมป์ที่1 ไปครอง ลุ้นอยู่จนเรื่องได้จบลง แล้วได้ถอนหายใจออกมา 1 เฮือก พลางกล่าวกับตัวเองว่า

 
 
“ เฮ้อ ซู่เจิน เอ๋ย ซู่เจิน ข้าช่วยเหลือเจ้าได้เพียงเท่านี้ ครั้งนี้ ข้าสามารถระงับเคราะห์ภัยของชาวโลกแผ่นดินจีน ที่ใหญ่หลวง ให้เหลือเพียงเฉพาะกลุ่ม ใครจะรู้ว่า อาณาจักรรัฐฉินอันยิ่งใหญ่ ที่สามารถรวม 7 แว่นแคว้นให้เป็นหนึ่งเดียว สืบต่อเนื่องไปได้เพียง 2 รัชกาลก็ต้องล่มสลาย เพราะเจ้า ฉินซู่เจินคือสาเหตุหลัก แต่ไม่มีใครล่วงรู้ โทษแต่เจ้าวเกา และหลี่ซือ เมื่อสิ้นบิดาเจ้า ความงามที่ล่มเมืองของเจ้า ทำให้ปั่นป่วนและเป็นกลียุค แต่ถึงอย่างไร เหตุการณ์นี้ทำให้ ไฟสงครามเล็กลงมาอย่างมาก”


  
ชายปริศนา ที่มีเหยี่ยวล่าสัตว์ตาเปล่งประกายสีทอง เกาะบ่า ยังคงรำพันกับตัวเองต่อไปว่า


  
“ ถึงแม้ข้าจะช่วยเจ้า ไม่ให้ตกเป็นของบุรุษ มากหน้าหลายตา นับร้อยคน แต่ที่เหลือเจ้าต้องลิขิตชีวิตของตัวเจ้าเองแล้ว ซู่เจิน ถึงอย่างไร เจ้าก็คือสาเหตุหลักแห่งการเปลี่ยนแปลงอำนาจของแผ่นดิน เซี่ยงหวี่หรือฉ้อป๋าอ๋อง พ่ายแพ้สงครามเพื่อชิงตัวเจ้า ได้เชือดคอตายกับสนมรักอีกคน แต่ก็เพราะพลาดรักที่ไม่ได้ครอบครองเจ้า หลิวปังน้องชายหลิวจงที่หลงรักเจ้าอีกคน ถึงช่วงชิงเจ้าไม่สำเร็จ แต่ก็ได้ครอบครองแผ่นดินจีนอันกว้างใหญ่ สถาปณาราชวงค์ฮั่นได้ ตั้งตัวเป็นใหญ่ในแผ่นดินขนานนามตัวเองว่า ฮั่นโกโจฮ่องเต้  โฉมงามคือเภทภัย รุ่นสองแม้อยู่ข้างกายเจ้าหลายปี แต่เจ้าไม่เคยแม้จะเหลือบแล รุ่นที่สอง เพราะหน้าตาอันแสนธรรมดา ทั้งที่คอยคุ้มครองเจ้ากับพี่สาวตลอดมา  เมื่อยามที่รุ่นสองจากไป ตามหน้าที่ของผู้พิทักษ์แห่งกาลเวลา ครั้งนี้เจ้าจะได้รับพลังของรุ่นสองไว้คุ้มครองตัวเอง แม้รุ่นสองจะเลือกได้ที่จะดึงพลังคืน แต่รุ่นสองก็ยังคงทิ้งกุมารทองปฐพีไว้กับเจ้า คุ้มครองเจ้าต่อไป ปัดเป่าเภทภัยของชาวจีนแผ่นดินมังกร ให้เหลือการแก่งแย่งตัวเจ้าที่ไม่สำเร็จ ความรักของมารดา ความผูกพันธ์ของเพศแม่ คือสิ่งที่ช่วยเจ้าได้ในที่สุด ซู่เจิน”


  
หลังจากรำพันกับตัวเองมาเป็นเวลานาน ชายหนุ่มปริศนาได้มองมาที่กลุ่มของป่านอีกครั้งแล้วพูดว่า


  
“ รุ่นที่สอง ถึงแม้จะลำบากเจ้าแล้ว แต่นี่คือหน้าที่พิทักษ์กาลเวลา ให้ดำเนินไปตามปกติ ระงับเภทภัยที่ใหญ่หลวง ซ่อมแซ่มส่วนที่ชำรุดของกาลเวลา ประเนื่องเหมือนตำรวจกาลเวลา ทำหน้าที่ของเจ้าให้ดี ถึงแม้จะต้องลำบากใจและรวดร้าวใจ เพราะการใกล้ชิดหญิงงามที่ล่มเมือง ย่อมทำให้เจ้าหวั่นไหวใจเป็นธรรมดา โดยเฉพาะคนที่เห็นเจ้าเหมือนก้อนหินเล็กๆและสนใจคนที่หล่อเหลาแต่อย่างเดียว ชาวโลกย่อมติดที่รูปโฉมเป็นธรรมดา ซู่เจินย่อมติดที่รูปโฉมเพราะนางงามเลิศเป็นหนึ่งในปฐพีมังกร เกินกว่าจะสนใจ ในคนที่หน้าตาธรรมดาเช่นเจ้า นี่คือชะตากรรม”

 
 
 เมื่อกล่าวจบ ชายปริศนา ได้เปิดประตูแห่งแสงขึ้นมา ด้วยกำไลมหาเทพเรืองรอง ที่ข้อมือขวา แล้วนกเหยี่ยวล่าสัตว์ ที่เกาะบ่าอยู่ได้สะบัดปีก พึบ พับ กางปีกยาว บินทะยานจากบ่าชายปริศนา ร้องเสียงดังกังวานก้อง แล้วบินทะยาน พึบ พึบ  ฟ้าว นำหน้าเข้าไป ในประตูแห่งแสง


  
ร่างของชายปริศนาได้เดินตาม สลับสองเท้าก้าวยาวๆ แต่สองมือได้กลับมา ไข้วไพล่หลังอยู่ หลังจากเปิดประตูแสงเสร็จ   ติดตามเหยี่ยวตาประกายทอง ที่บินนำ เข้าไปในประตูแห่งกาลเวลา

 

 เมื่อร่างนั้นหายไปในประตูแห่งแสงจนหมดสิ้น แสงสว่างอันเจิดจ้าของประตูกาลเวลาได้สว่างขึ้นอีกครั้ง แล้วหายวับไปในทันที ทิ้งไว้แต่ใบไม้เขียวสด สองสามใบที่ลอยเคว้งคว้างไปมา ลอยละลิ่วสู่พื้นดิน ตรงจุดที่ประตูแห่งแสงหายไป ใบไม้ปลิวร่วง เพราะแรงกรรโชกของลม ที่พัดไหวในป่านั้น


  
ร่างอันอ้วนกลมของกุมารทองตัวพี่ใหญ่ ยังคงนอนหลับอย่างสบาย บนตักที่นุ่มนิ่มและอบอุ่นของโฉมสะคราญฉินซู่เจิน

 ซึ่งคอยปัดไล่แมลงวี่แมลงวัน ที่บินมาตอมตามตัวอยู่ครั้งคราว ความรักของมารดานาง ได้ถูกถ่ายทอดไปที่กุมารทองตัวน้อย

 
 
ทางฝั่งฝ่ายหญิง เมื่อเหตุการณ์สงบลง ได้หันไปคุยกันเสียงจ้อกแจ๊กๆ เหมือนนกกระจอกแตกรัง จิ๊บยังคงเล่นกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับน้องแก้วน้อยอยู่ สลับพลางคุยสนทนา กับน้องแก้วบุตรีขุนแผน


  
เรนเดินมานั่งข้างฉินซู่เจิน นั่งมองเงียบๆที่น้องสาว สายตาทอแววห่วงใยและโล่งใจ ไม่ได้กล่าวอะไร แต่ยิ้มน้อยๆ ให้กับฉินซู่เจิน ที่ยกมือขวา เอานิ้วชี้มาไว้ที่ริมฝีปาก รูปกระจับบางสีชมพูอ่อน  ทำเสียง ซู่ ซู่ แล้วส่ายหน้า เป็นเชิงไม่ให้รบกวนการนอนหลับ ของกุมารทองตัวยุ่งจอมซน

 
 
 เรนพยักหน้ารับคำแบบไม่มีเสียง แล้วนั่งมองต่อไปอย่างเงียบๆ เอามือขวาเท้าคาง มองไปที่กลุ่มกุมารทองอีก 3 ตัว ที่ยังคงวิ่งเล่นกันอยู่อีกฟากของลานกว้าง ซึ่งกำลังเล่นกระโดด เหย็ง เหย็ง จุ๊บกันอยู่

 เจ้ากุมารทองวารีเป็นคนขีดเส้นเป็นช่องที่พื้น ตีเป็นตารางให้กระโดด แล้วเอาก้อนหินมาโยน  ใครใกล้เส้นที่สุดได้กระโดดก่อน เสียงเฮเฮ กันอยู่

  
 
กุมารทองวายุแอบห่อเป่าปาก เอาลมพัดหมุนไร้สภาพ ที่ก้อนหิน วูบ เจ้าตัวกุมารทองอัคคีไม่ทันเห็นจึงแพ้ไปในรอบแรก เฮฮากันประสาเด็ก


 ทางฝั่งชาย ฝ่ายเมฆและผู้คุมทั้ง 6 ยังคงสนทนากันดังลั่น เรื่องปลัดขิกไม่เลิกรา ถึงแม้ยืมไม่ได้แต่ขออ้อนวอนให้เมฆเอาออกมา ให้ดูอีกรอบ  


  
เมฆยิ้มหัวเราะลั่น พลางส่ายหน้าเดี๊ยะไม่ยอมเอาออกมา เกรงมือดีฉกชิ่งวิ่งราวไป ขี้เกียจวิ่งไล่เตะเจ้าพวกสมุนทโมนโดยเฉพาะ เจ้าดำตัวแสบยิ่งนัก ชอบมายืมของขลังไปใช้โดยไม่ได้บอกกล่าว จึงต้องกันไว้ก่อนเกรงพวกมันจะทำอะไรกันห่ามๆ


  
ขุนแผนเฝ้ามองเหตุการณ์ที่อยู่รอบตัว เมือเห็นสมควรแก่เวลาแล้ว จึงได้กล่าวออกมาว่า


  
“ เอาละเจ้าเมฆ ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องสอน พื้นฐานวิชาเพลงมวยพิทักษ์แผ่นดินแม่ และแสดงวิชาเพลงดาบกรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี ให้เจ้าป่านดูแล้ว เวลาช่างน้อยนัก แสดงวิชาอย่างช้าๆและให้ละเอียด ที่เหลือเจ้าป่านให้ไปศึกษาเพิ่มเติม จากตำราเพลงมวยและตำราเพลงดาบทั้งสองเล่ม ซึ่งลงวิชาและอาถรรพ์มากมาย แต่เจ้าป่านรู้วิธีที่จะทำให้สำเร็จวิชาจากตำราโดยเร็ว ตำราเพลงดาบได้จารึกเคล็ดพิชัยสงครามของกรุงศรี ไว้ 21กลยุทธ ที่ควรพึงศึกษาไว้ เจ้าป่านศึกษา ให้เจนจบทุกกระบวนวิชา”

 
 
ฝ่ายเมฆหัวหน้าผู้คุมได้ฟังคำของขุนแผน จึงลุกจากที่นั่ง แล้วพาร่างกำยำบึกบึนเดินมาที่กลางลานกว้าง โดยมีเจ้าดำกับเจ้าชัยเดินตามติดมาด้วย สองคู่หูเตรียมทำหน้าที่ประจำ


  
เจ้าชัยยกต้นกล้วยขนาดเท่าขาเด็ก 10 ต้นมาวางไว้กลางลาน ส่วนเจ้าดำและผู้คุมอีก 4คน ช่วยกันยกท่อนไม้มะขาม มา 10 ท่อน ไม้สัก 10 ท่อน ไม้ ขนาดไม้ยาวเท่าครึ่งเอวผู้ใหญ่ และหนาประมาณขาเด็กเช่นกัน


  
เจ้าดำได้นำผ้าพันมือสีขาว มาพันให้กับลูกพี่ของตนเอง ส่วนเจ้าชัยเดินมาหาป่านแล้ว ช่วยพันมือทั้งสองของป่านจนเรียบร้อย


จากนั้น ป่านและเมฆได้เดินมาอยู่ตรงกลางลานกว้าง เหมือนมวยฝ่ายแดงและฝ่ายน้ำเงินเดินมายังกลางเวที เตรียมจะเคาะระฆังจะชกกัน โดยมีไอ้ดำเป็นพี่เลี้ยงเมฆฝ่ายแดง และไอ้ชัยเป็นพี่เลี้ยงป่านฝ่ายน้ำเงิน



 

 



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
เทพพิทักษ์กาลเวลา ภาคที่1 กำไลท่องเวลา ตอนที่ 18 : ตะลุยแดนมังกร งานประลองยุทธ 7 ด่าน ตอนที่2 ( 100 เปอร์เซ็น) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 2757 , โพส : 23 , Rating : 102 / 21 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1

#23 : ความคิดเห็นที่ 351
ตัวละครจะดีเลวประการใด เนื้อเรื่องจะไปทางไหน ทุกอย่างเป็นสิ่งปรุงแต่งทางอารมณ์ ที่สะท้อนออกมาจากตัวผู้แต่งทั้งนั้น
ผมว่าเราผู้อ่านก็อ่านๆไปเถอะนะ มีให้อ่านดีกว่าไม่มีนะครับ ชอบไม่ชอบ เราเลือกได้นี้น่า ถือว่ามาศึกษาตัวตนของผู้แต่งนิยายละกันครับ ดูพัฒนาการในอนาคตนิยายของไทยกันดีกว่า..
เด็กวันนี้ จะเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า..เดียวเรื่องต่อๆไปก็จะเขียนได้ดีมากขึ้นไปเองนั้นละ
Name : DVDCM [ IP : 202.129.32.140 ]
Email / Msn: passkey1975(แอท)hotmail.com
วันที่: 2 มีนาคม 2554 / 11:52

#22 : ความคิดเห็นที่ 349
ยิ่งอ่านยิ่งไม่ชอบซู่เจิน นิสัยแย่มากๆนอกจากใจแคบ เอาแต่ใจ อคติแบบไม่มีเหตุผลทั้งที่ก็เห็นเหตุการณ์ที่เกิดและน่าจะรู้แล้วว่าป่านเป็นคนละคนกับโจรผีเสื้อหากมีสมองมากพอ ยังขี้โกงขโมยกุมารของป่านไปอีก พฤติกรรมไม่ต่างจากโจร แล้วไหนบอกว่าไม่ควรไปยุ่งกับชะตากรรม แต่ทำไมไปแก้ชะตาชีวิตของซู่เจินที่ต้องมีสามีเป็นร้อยได้ล่ะ นอกจากความงามล่มเมืองแล้วพฤติกรรมก็อาจเป็นส่วนหนึ่งด้วยหรือเปล่า
Name : kittykid [ IP : 124.122.81.100 ]
Email / Msn: -
วันที่: 1 มีนาคม 2554 / 16:10


#21 : ความคิดเห็นที่ 348
รำคาญน้องของเรนมาก สวยตายล่ะ
นิสัยไม่ดี เอาแต่ใจ เห็นแก่ตัว หลงตัวเอง
เกลียดป่านแต่ แฮ๊ปกุมารเขาไปเฉย
ขอบคุณ หรือแสดงไมตรีไม่มีเลย
แล้วเมื่อไรจะเลิกเข้าใจป่านว่าเป็นโจรปล้นสวาทซะที
ยังดีที่หนูใหญ่ออกมาเองได้ไม่งั้น น่าสงสาร
เจ้แกเล่นมัดเฉยไม่ขอ ไม่ถามเลย
Name : nuudee [ IP : 58.64.55.120 ]
Email / Msn: -
วันที่: 1 มีนาคม 2554 / 08:56

#20 : ความคิดเห็นที่ 347
อยากให้ป่านฝึกวิชาจนสลายพลังยาที่รุ่น1ให่มาได้อ่ะ จะได้หล่อ 555555
Name : นิรนาม [ IP : 124.120.55.91 ]
Email / Msn: -
วันที่: 1 มีนาคม 2554 / 08:18

#19 : ความคิดเห็นที่ 346
ผมมีข้อสงสัยนะ ที่บอกมันเป็นชะตากรรมผมไม่เห็นจะเป็นชะตากรรมตรงไหนเลยมันเกิดจากการบิดเบือนของรุ่นที่ 1 มากกว่านะครับเพราะเป็นคนบงการให้เรื่องต่างๆเกิดมากกว่าจะปล่อยให้เป็นชะตากรรมเพราะดูจากตอนนี้กะตอนก่อนหน้าที่ เอาพวกสมุนไพร หรือ ว่านต่างเอาไปให้เพราะเอกทาน ทำให้พระเอกรูปร่างเปลี่ยนแปลงยังงี้ชะตากรรมก็เปลี่ยนสิ เพราะว่าตามชะตากระเอกเราต้องเป็นคนหล่อสิแล้วทำแบบนี้มันเป็นการฝืนชะตามากกว่าสิครับ ไม่ได้ปล่อยให้เป็นชะตากรรมซะหน่อยจริงไหม ?? ผมว่ามันเป็นความคิดเห็นของคนๆนึงมากกว่าที่ชะตาเป็นคนกำหนดว่าไหมครับ ??
Name : excudo< My.iD > [ IP : 124.121.58.174 ]
Email / Msn: dark-rune99(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 1 มีนาคม 2554 / 01:05

#18 : ความคิดเห็นที่ 340
ไม่น่าอ่านจริงๆด้วย  ค้างอีกแล้ว โฮๆๆ 
รออ่านต่อค่าา

PS.  www.siem-bikeshop.com
Name : รัตนาวลี< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ รัตนาวลี [ IP : 125.25.136.48 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2554 / 18:04

#17 : ความคิดเห็นที่ 338
หึๆๆๆๆ.....คนชื่อเมฆทุกคนนะครับ
สำหรับเรื่องนี้ไม่เคยถอยอยู่แล้ว  ยิ่งกับเมียตัวเองยิ่งแล้วใหญ่
Name : เมย์กะเมฆ< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ เมย์กะเมฆ [ IP : 110.171.26.62 ]
Email / Msn: wallspail(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2554 / 01:01

#16 : ความคิดเห็นที่ 323
พี่ปาน ดทรหาต้อมด้วยนะ
Name : ต้อม [ IP : 61.19.65.20 ]
Email / Msn: venus-butterfly(แอท)hotmail.com
วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2554 / 11:35

#15 : ความคิดเห็นที่ 318
ซู่เจินนี่ก็ช่างมีอคติเหลือเกินนะ แต่บททดสอบแบบนี้ผุ้หญิงย่อมอับอายเป็นธรรมดา
Name : kittykid [ IP : 49.228.42.26 ]
Email / Msn: -
วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2554 / 21:20

#14 : ความคิดเห็นที่ 314
สนุกค่ะ ชอบ เพราะตัวเอกดันชื่อเหมือนกันอิอิ ป่าน หุ่นก็.......เหมือน เอ่อ.....ไม่สิ ไม่สิ คล้ายดีกว่า เพราะป่านนี้คงล้ำป่านนั้นไปเยอะเเล้ว คริคริ
เนื้อเรื่องโดยรวมสนุกค่ะ มีคำผิดบ้าง
ส่วนเนื้อเรื่องที่แทรกเป็นเกล็ด เยอะไปไหม แอบ งง แอบข้าม ยาวอ่ะค่ะ เรื่องนี้ไม่น่าจะนิยาย น่าจะมหากาพย์ วรรณคดี
เอาล่ะค่ะ ยังไงก็เป็นกำลังใจให้ป่าน (><) เขิลๆๆ 555
สู้ๆ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
เพราะเชื่อว่า สำหรับผู้เขียน คำติ-ชม คือสิ่งที่ท่านจะนำไปพัฒนางานเขียนอย่างแน่นอน
มีดถ้าไม่ลับก็ไม่คม เหมือนคน ไม่ฝึกฝนและจะก้าวหน้าได้อย่างไร สู้ๆ

PS.  ขอบคุณคร่าาา^^
Name : สายป่านนี้< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ สายป่านนี้ [ IP : 58.9.68.42 ]
Email / Msn: saiparnnee(แอท)gmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2554 / 00:58

#13 : ความคิดเห็นที่ 304
คิดเห็นว่าเอาศาสนาอิสลามออกจะดีกว่านะครับ เพราะศาสนาอิสลามนั้นเชื่อในพระอัลเลาะห์ มากครับ การที่นิยายเรื่องนี้เอาแค่พุทธ พราห์ม ฮินดู แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วนะครับ ส่วนรายละเอียดผมว่าตัดออกซะบ้างก็น่าจะดีนะครับ เนื้อหาบางอย่างนั้นใช่ว่าละเอียดแล้วมันจะดี สำหรับการเขียนนิยายแล้วลงรายละเอียดกับการเขียนรายละเอียดให้ถูกจังหวะนั้นผมว่าสำคัญมากกว่าที่นำรายละเอียดเช่นนี้มาลงนะครับทำให้ขาดรสชาติของนิยายที่ดีไปเยอะมากเลยครับ ย้ำตอนสุดท้ายแต่งได้ยืดและจืดชืดมากครับ ปล.ไม่รวมตอนอื่นนะครับเพราะตอนอื่นดีอยู่แล้วครับ
PS.  อยากให้นิยายทุกเรื่อง มีคุณภาพ ต้องโดนสับ สับ และสับ ฉับ ๆๆๆ
Name : ยอดคุง< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ยอดคุง [ IP : 182.93.215.51 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2554 / 20:39

#12 : ความคิดเห็นที่ 303
เนื้อหาสนุกดี แต่ไม่ค่อยชอบตรงเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาอิสลามเท่าไรนะ

ของศาสนาอื่นผมไม่รู้ แต่ของศาสนาอิสลามผมว่าไม่ควรเอามาแต่งด้วยถึงจะเป็นแค่ส่วนเล็กๆก็เถอะ

ปล. ผมไม่เคร่งมากเพราะงั้นจึงแค่ไม่ชอบ
ปล2. ถ้าเอาส่วนของศาสนาอิสลามออกได้ก็ดี
Name : ผู้ผ่านมา [ IP : 113.53.188.16 ]
Email / Msn: -
วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2554 / 19:36

#11 : ความคิดเห็นที่ 302
 อากกกกไม่อยาก
PS.  โพสดีกว่าไม่โพส
Name : mak663< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ mak663 [ IP : 182.53.191.2 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2554 / 17:22

#10 : ความคิดเห็นที่ 301
สงสัยคำว่า พยายม น่าจะเขียน พญายม หรือเปล่า เนื้อเรื่องเพิ่มเติมยังคงน่าสนใจทั้งส่วนที่เกี่ยวกับศาสนาและความเชื่อทั้งพุทธ พราหมณ์ และฮินดู
Name : kittykid [ IP : 49.229.36.140 ]
Email / Msn: -
วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2554 / 16:23

#9 : ความคิดเห็นที่ 300
ข้อมูลเยอะ มึนสนิท
Name : siverG< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ siverG [ IP : 110.164.29.123 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2554 / 15:43

#8 : ความคิดเห็นที่ 299
เยอะ....จนมึนไปหมดเลยตอนนี้
Name : เมย์กะเมฆ< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ เมย์กะเมฆ [ IP : 110.171.26.62 ]
Email / Msn: wallspail(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2554 / 01:03

#7 : ความคิดเห็นที่ 295
....
จาสอบอีกแร้วววว
ทามไมมานเร็วแบบนี้ โฮๆๆๆ
เอากำไลมายืมหน่อย จาแอบไปดูข้อสอบล่วงหน้า  T^T

PS.  www.siem-bikeshop.com
Name : รัตนาวลี< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ รัตนาวลี [ IP : 125.25.136.138 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2554 / 00:40

#6 : ความคิดเห็นที่ 291
รีบมาอ่านต่อทันที เรื่องน่าสนใจมาก ไรท์เตอร์หารายละเอียดเกี่ยวกับคัมภีร์และความเชื่อทั้งในทางศาสนาและลัทธิรวมทั้งคาถาอาคมต่างๆได้ดีและบรรยายได้ชวนติดตาม คำผิดยังคงมีประปราย คิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนุกได้ทั้งความรู้และความบันเทิง อย่าเพิ่งท้อกับเรื่องเม้นท์มากหรือน้อยนะ ยังไงก็ยังมีคนคอยติดตามอ่านจ้า
Name : kittykid [ IP : 49.230.18.99 ]
Email / Msn: -
วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2554 / 13:58

#5 : ความคิดเห็นที่ 289
อ่านตอนนี้แล้วอยากกินหมูป่าหันจังแฮะ......เล่นเขียนซะน่ากินขนาดนั้น
Name : เมย์กะเมฆ< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ เมย์กะเมฆ [ IP : 110.171.26.62 ]
Email / Msn: wallspail(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2554 / 01:43

#4 : ความคิดเห็นที่ 287
แล้วเอาแก้วในอดีตมาพบแก้วในยุคขุนแผนจะทำให้มีแก้วสองคนไม่วุ่นแย่เหรอ รีบมาอัพต่อเร็วๆน้า
Name : kittykid [ IP : 49.228.47.14 ]
Email / Msn: -
วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2554 / 19:52

#3 : ความคิดเห็นที่ 284
อ่า มิน่า เป็นงี้นี่เอง

PS.  www.siem-bikeshop.com
Name : รัตนาวลี< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ รัตนาวลี [ IP : 125.25.142.137 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2554 / 00:04

#2 : ความคิดเห็นที่ 283
กำลังสนุก จะรอ นะครับ
Name : นักอ่านเงา [ IP : 49.229.31.111 ]
Email / Msn: deody(แอท)hotmail.com
วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2554 / 00:03

#1 : ความคิดเห็นที่ 282
เสร็จไปอีก 1ตอนย่อยครับ - -* มีเวลาจะมาอัพเพิ่มนะครับ คำผิดอ่านข้ามไปก่อน เดี๋ยวมาแก้อีกครั้งครับ

 ตอนที่18 ตอนย่อยตอนแรก - -* ไม่เข้าด่านหนึ่งซักที - -* มีเวลาจะเขียนละเอียดนะครับ คนอ่านจะได้ไม่งงถ้ารีบตัดเข้าด่าน

                                           
                                   พายุเหนือ 10 กพ. 2554  22.15 นาที
Name : พายุเหนือ< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ พายุเหนือ [ IP : 118.172.88.98 ]
Email / Msn: uswinbig(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2554 / 22:17

หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

"หนังสือสดใหม่ ประจำเดือน ตุลาคม 2557"

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android