เสียงของเครื่องดูดฝุ่นที่กำลังทำงานดังหนวกหูจนแทบไม่ได้ยินเสียงจากอีก ฝั่งของโทรศัพท์
หวื่อ
"ครับ ครับ แม่ ผมเข้าใจ แต่ว่า
ผมมาเรียนนะ แถมยังอยู่หอพัก แค่นี้ก็จะเอา ตัวเองไม่รอดแล้ว ไม่ใช่อย่างงั้น เออ นั่นแหละ แต่ว่า
"
หวื่อ
"หลบไปหน่อยสิ" เสียงของหญิงสาวดังขึ้น ชายหนุ่มที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ยก ขาหลบเครื่องดูดฝุ่นเก่าๆเครื่องนั้น
"แม่ ฟังผมอธิบายก่อนสิ ไม่ใช่ เดี๋ยว คือ
"
แต่แล้วก็มีเสียงดังกริ๊ก ตามด้วยสัญญาณที่แปลว่าอีกฝ่ายวางสายไปแล้ว "เฮ้อ
" ชายหนุ่มถอนหายใจพลางล้มตัวลงบนโซฟา
"มีอะไรเหรอ อากัง?" หญิงสาวถาม
"ไม่มีอะไรหรอก วิเวียน" ชายหนุ่มตอบ "แม่น่ะ
"
"คุยอะไรกันน่ะ ทำหน้ายุ่งเชียว" หญิงสาวถาม แต่ยังไม่ละสายตาจากเครื่องดูดฝุ่น
"เกี่ยวกับเด็กคนนึงน่ะ" ชายหนุ่มพูดอย่างเบื่อๆ
"เด็ก?"
"ใช่" ชายหนุ่มตอบ "เด็กผู้หญิงที่น่าจะพอนับได้ว่าเป็นลูกพี่ลูกน้อง แต่ว่ามีความ เกี่ยวข้องกับฉันห่างกันไปกี่ร้อยทอดก็ไม่รู้ บังเอิญพ่อฉันที่ตายไปกับพ่อเขาเป็นตำรวจ เหมือนกัน เลยรู้จักกัน ฉันเองเคยเจอหนนึงตอนเขาอายุสี่ขวบ"
"แล้วมีเรื่องอะไรเหรอ" หญิงสาวถามอย่างเป็นห่วง พลางปิดเครื่องดูดฝุ่น
"เด็กคนนี้มีแม่เป็นชาวญี่ปุ่น ก็เลยไปโตที่ญี่ปุ่นมากกว่า แต่แม่เขาก็เสียไปแล้ว เมื่อ ไม่นานมานี้พ่อก็ถูกคนร้ายฆ่าตายไปอีกคน"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ชายหนุ่มก็หยุดพักนิดหน่อย เขาเริ่มนึกถึงพ่อที่เกือบจำไม่ได้ขึ้นมา พ่อของเขาเองก็เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่เหมือนกัน
เขายังพอจำได้ หลังจากพ่อทิ้งภรรยา เขา และน้องสาวอีกสามคนเอาไว้หลายปี แม่ก็ แต่งงานใหม่กับนักธุรกิจ แล้วก็มีความสุขมากเหมือนทุกวันนี้ แต่แม่ก็ยังไม่ลืมพ่อของเขา อยู่ดี
"นี่ อากัง แล้วตกลงมันมีอะไรเกี่ยวกับเธอรึเปล่า" หญิงสาวถามอีกครั้ง ชายหนุ่ม เพิ่งจะได้สติ
"อ๋อ
อืม" เขารีบพูด "แม่บอกว่าจะส่งมาอยู่กับฉันน่ะ"
"ดีจังเลย" หญิงสาวยิ้ม "เด็กผู้หญิงเหรอ
ท่าทางจะน่ารักมากเลยนะ"
"เธอก็รู้ว่าฉันไม่ชอบเด็ก" ชายหนุ่มบ่น "แล้วเด็กคนนั้นไม่รู้ทำตัวยังไง ทำให้บ้านที่ อุปการะไว้ทนไม่ไหว แม่เลยต้องมาพึ่งฉัน"
"เหรอ
" หญิงสาวพูดเบาๆ "แต่ว่าเด็กคนนี้คงจะไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้นหรอกน่า ฉันว่านะ"
"ว่าแต่ เธอมาทำอะไรที่นี่เนี่ย" ชายหนุ่มถาม
"ก็ช่วยเธอทำความสะอาดไง" หญิงสาวตอบ "ผู้ชายอยู่คนเดียวห้องก็ต้องสกปรก อยู่แล้วล่ะ"
"ไม่ใช่อย่างงั้น เธอก็รู้อยู่แล้วนี่" ชายหนุ่มเริ่มทำท่าหงุดหงิด "คุณหนูวิเวียนขอ อนุญาติคุณพ่อก่อนออกจากบ้านรึยังล่ะครับ"
"ขออะไร
ไม่เห็นรู้เรื่องเลย" เธอหัวเราะคิก "ก็แค่เดินออกมาเฉยๆเอง"
"หนีออกมาอีกแล้วใช่มั้ย!" ชายหนุ่มตะโกน
"ทำไมเหรอ" หญิงสาวถามอย่างไม่ใส่ใจขณะผูกถุงขยะ
"ก็พ่อของเธอรังเกียจฉันจะตาย ท่านไม่ชอบคนเอเชียนี่" ชายหนุ่มพูดเบาๆ
"ไม่เป็นไรหรอกน่า" เธอยิ้มให้เขา "เธอเองนอกจากเป็นคนดีแล้วยังเรียนเก่งอีกต่าง หาก ท่านต้องมองเห็นความดีของเธอเข้าสักวัน"
ชายหนุ่มไม่ตอบ เวลาที่เขาเถียงกับเธอมันมักจะจบลงด้วยคำพูดหวานๆอย่างนี้เสมอ
"ว่าแต่ เด็กผู้หญิงที่น่ารักคนนั้นชื่ออะไรล่ะ" เธอถาม
"นางิสะ
มั้ง" เขาตอบ
"ชื่อน่ารักจัง" หญิงสาวพูด "ถึงจะยังไม่เจอกันแต่ชักถูกชะตาแล้วสิ อีกอย่างพ่อของ เราทั้งสามคนยังเป็นตำรวจเหมือนกันด้วย..."
"น่าจะอยู่แถวนี้นี่นา"
ชายหนุ่มพูดอย่างสงสัย พลางมองไปทั่วอาคารสนามบิน
"อากังมาช้าเองนี่" หญิงสาวพูด "นัดไว้ที่นี่แน่เหรอ"
"อืม
"
"งั้นอากังรอที่นี่นะ เดี๋ยวฉันลองไปหาแถวเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ดู" หญิงสาว บอก
"เดี๋ยว
วิเวียน!"
ชายหนุ่มเรียกเอาไว้ แต่ก็ไม่ทัน เขาจึงถอนหายใจ
"ให้ตายเถอะ ยุ่งจริงๆเลย" เขาบ่นพึมพำ
เขาเดินไปเรื่อยๆตามทางเดินที่กว้างใหญ่ของสนามบิน
"เด็กคนนั้นพลัดหลงกับแม่รึเปล่านะ
"
เสียงซุบซิบดังขึ้นข้างหลัง
ชายหนุ่มรีบหันไปมองทันที
เด็กหญิงอายุราวสิบปียืนพิงราวเหล็กอยู่ เธอสะพายเป้ใบเล็กๆ ก้มหน้านิ่ง ผม ของเธอสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ หน้าตาบ่งบอกว่าเป็นชาวตะวันออก แต่ใบหน้านั้นกลับ เรียบเฉยและเศร้าสร้อย
คนนี้ล่ะมั้ง
ชายหนุ่มคิด แล้วเดินเข้าไปหา
เขาสับสนอยู่นิดๆว่าจะคุยกับเธอรู้เรื่องรึเปล่า แต่เข้าใจว่าเธอเองก็มีสายเลือด ของคนชาติเดียวกับเขาอยู่ครึ่งตัว จึงคิดว่าน่าจะพอถูไถไปได้
"หนีห่าว
" เขาพูด
ไร้ปฏิกิริยาตอบรับ
"โอฮาโย
" เขาลองอีก
นี่ก็ไร้ปฏิกิริยาตอบรับเหมือนกัน
"อากัง เจอแล้วเหรอ" เสียงใสของวิเวียนดังมาแต่ไกล ทั้งชายหนุ่มและเด็กหญิง หันไปมองพร้อมกัน
"อืม
" ชายหนุ่มตอบ
"สวัสดีจ้ะ" หญิงสาวลองคุยดู "พี่ชื่อวิเวียน"
เด็กหญิงมองหน้าเธอ
"สวัสดีค่ะ หนูชื่อ นางิสะ ยินดีที่ได้รู้จัก" เด็กหญิงกล่าว
"พูดอังกฤษได้หรอกเรอะ
" ชายหนุ่มถอนหายใจ เขาไม่น่าคิดมากเลย
"พี่ขอเรียกหนูว่านางิสะจังนะ" วิเวียนพูดแล้วยิ้มให้ "พี่ชื่อวิเวียน ส่วนนี่ อากัง พี่ชายของหนูจ้ะ" เด็กหญิงมองหน้าเขา
ชายหนุ่มย่อตัวลง
"สวัสดี" เขาพูด "วิเวียนเรียกฉันว่าอากัง แต่เธอจะเรียกฉันว่า โก ก็ได้ เวลาออก เสียงแบบญี่ปุ่นน่าจะเรียกง่ายกว่าล่ะ ตอนที่เจอกันครั้งก่อนเธอก็เรียกอย่างนี้"
แต่เด็กหญิงก็ยังไม่พูดกับเขา
"เป็นอะไรน่ะ" ชายหนุ่มถามหญิงสาว แต่เธอก็ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
"เอาล่ะจ้ะ" หญิงสาวพูด "ต่อไปนี้ นางิสะจังไปอยู่ที่บ้านของอากัง เอ่อ โกจัง
นะ แล้วว่างๆพี่จะไปเยี่ยมหนูที่นั่นนะจ๊ะ"
เด็กหญิงพยักหน้า วิเวียนยื่นมือให้เธอจับ เด็กหญิงมองอย่างระแวงนิดหน่อย แต่แล้วก็จับเอาไว้ แล้วหญิงสาวก็จูงเธอไป โดยไม่รอชายหนุ่มที่ตามมา
"จริงๆเลยนะ
" ชายหนุ่มพูดอย่างหมั่นไส้นิดๆ
"สัมภาระมีแค่นี้เองเหรอ" ชายหนุ่มถามเมื่อเด็กหญิงวางเป้ลงบนโซฟา เธอพยักหน้า ให้ ทว่ายังไม่ยอมพูดอะไร
"ที่บ้านยังมีชุดสมัยพี่เด็กๆอยู่
" วิเวียนพูด "เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่เอามาให้นะ"
"ห้องน้ำอยู่ไหน?" เด็กหญิงถาม
"ทางโน้นน่ะ" ชายหนุ่มชี้ไปที่ห้องน้ำเล็กๆข้างประตูทางเข้า
เด็กหญิงเดินไปโดยไม่พูดไม่จา ชายหนุ่มและหญิงสาวได้ยินเสียงประตูห้องน้ำปิดดัง ปัง แล้วชายหนุ่มก็ถอนหายใจ
"ฉันว่าฉันรู้สาเหตุที่บ้านอุปการะไม่ยอมรับเลี้ยงซะแล้วสิ" เขาพูดเนือยๆ "จะรอดมั้ย เนี่ย
"
หญิงสาวมีสีหน้าเป็นกังวลในตอนแรก แต่วินาทีต่อมาก็กลับมายิ้มแย้มเหมือนเดิม
"ไม่เป็นไรน่าอากัง เด็กคนนี้ยังกลัวอยู่ และปรับตัวไม่ได้เท่านั้นเอง แต่ที่จริงเขาเป็น เด็กดีมากนะ"
"ว่างั้นเหรอ
" ชายหนุ่มทิ้งตัวลงบนโซฟา "ถ้าเธอพูดอย่างงั้นก็คงจะใช่มั้ง"
"แหงสิ" วิเวียนยิ้มอีก "ก็ฉันไม่เคยโกหกใครนี่นา"
"วันนี้พี่กลับก่อนนะ"
วิเวียนพูดขึ้นในขณะที่เด็กหญิงและชายหนุ่มกำลังทานอาหารเย็นที่เธอเพิ่งทำเสร็จ ใหม่ๆ
"ถ้าทำได้จะรีบมาก่อนมื้อเช้า หลับฝันดีนะ บ๊ายบาย"
"บ๊ายบาย
" เด็กหญิงพึมพำเบาๆ แต่วิเวียนก็ได้ยินและก้มลงหอมแก้มเธอครั้งหนึ่ง ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง
ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกหมั่นไส้มากขึ้นอีก
"พวกผู้หญิงนี่รักเด็กจริงๆเลยนะ" เขาพึมพำกับตัวเอง "ทีเราไม่เห็นสนใจขนาดนี้ เลย
"
"อิ่มแล้ว
" เด็กหญิงพูด ก่อนจะเดินเอาจานไปวางไว้ที่อ่างล้างจาน
"จะนอนแล้วเหรอ" ชายหนุ่มถาม "เธอนอนที่เตียงนะ เดี๋ยวฉันนอนโซฟาเอง
"
แต่ยังไม่ทันทีเขาจะพูดจบดี เด็กหญิงก็ปีนขึ้นเตียง ห่มผ้าห่มและนอนอยู่เงียบๆ หัน หน้าเข้ากำแพง จึงไม่สามารถบอกได้ว่าหลับหรือเปล่า
ชายหนุ่มมองเธอนิดหน่อย ก่อนที่จะเดินไปล้างจาน
"
ไม่น่ารักจริงๆด้วยสิแฮะ
" เขาบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ
โซฟาเก่าๆนี้อยู่คู่ห้องมานานเท่าไรไม่รู้ อีกทั้งยังนอนไม่สบายเลย ชายหนุ่มพลิกตัวไป มาอย่างหงุดหงิดเพราะปวดเมื่อยไปทั้งตัว
"ฮึ้ย
" เขาบ่นเบาๆอย่างรำคาญ
ในที่สุดเขาก็ลุกจากโซฟา พลางเดินไปที่ตู้เย็นเพื่อหาน้ำดื่ม
"อือ
"
ชายหนุ่มสะดุ้งโหยงเมื่อมีเสียงของใครบางคนดังขึ้น เขารีบหันไปมองทันที
จริงสิ ในห้องนี้ไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียวแล้วนี่ เขาคิด
เด็กหญิงเองก็นอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง เหงื่อแตกพลั่กทั้งที่เป็นคืนในฤดูหนาว ผ้าห่มตกลงมากองอยู่ที่พื้น
"เดี๋ยวก็หวัดกินกันพอดี
" ชายหนุ่มบ่นพึมพำและลองเอามืออังที่ฮีทเตอร์เพื่อตรวจ ว่าอุ่นพอรึเปล่า ก่อนที่จะเดินไปหยิบผ้าห่มขึ้นมา
"
อือ
อือ
"
เด็กหญิงยังครางไม่หยุด เขาสงสัยว่าเธอเป็นอะไรรึเปล่า จึงเข้าไปมองใกล้ๆ
เด็กหญิงกำลังร้องไห้
ชายหนุ่มมองเธออีกครั้งก่อนจะห่มผ้าห่มให้ ทว่าเธอก็ยังไม่หยุดครางอย่างทรมาน สีหน้าฟ้องว่าเธอกำลังฝันถึงอะไรที่น่ากลัวเอามากๆอยู่ เขาลังเลว่าจะปลุกดีรึเปล่า แต่ก็คิด ว่าไม่ เพราะวันนี้เธอนั่งเครื่องบินยาวคงยังไม่ได้พักผ่อน จึงทำเพียงแค่เอามือลูบผมของ เธอนิดหน่อย แล้วจึงพบว่าเหงื่อออกจนผมชื้นไปหมด ในที่สุดสีหน้าของเธอก็สงบลง และ หายใจยาวๆเป็นสัญญาณว่าหลับสนิท
ชายหนุ่มถอนหายใจ
"ทำไมถึงไม่ยอมร้องไห้ต่อหน้าคนอื่นนะ
" เขาพูดกับตัวเอง "ยังเด็กอยู่อดทนได้ขนาด นี้ก็นับว่าเยี่ยมแล้วล่ะ พอหลับอยู่ไม่รู้ตัวเลยร้องไห้ออกมาสินะ"
เขารู้ดีว่าเด็กคนนี้เสียใจและถูกความทุกข์อันมหาศาลกดดันไว้ขนาดไหน
ชายหนุ่มหยิบกล่องบุหรี่ในลิ้นชักขึ้นมา เขาต้องซ่อนมันไว้เพราะว่าวิเวียนบอกให้เขาเลิก มาหลายครั้งแล้ว แต่เขาก็แอบมาสูบตอนดึกๆคนเดียวทุกที
ชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วจุดไฟแช็ค ควันกลิ่นแสบจมูกอบอวลไปทั่ว
แล้วเขาก็นึกถึงเรื่องที่แม่ของเขาเล่าให้ฟัง
เมื่อหลายเดือนก่อน นางิสะไม่สบายจึงขออาจารย์กลับมานอนพักที่บ้าน แล้วจึงโทรศัพท์ ไปบอกพ่อ แต่พ่อไม่ว่างมารับ จึงกลับบ้านเองคนเดียว
เธอนอนหลับสนิทอยู่คนเดียวในห้องเงียบๆเพราะร่างกายอ่อนเพลียจากพิษไข้ แต่แล้ว เธอก็ได้ยินเสียงคน
ในตอนแรกนั้น นางิสะคิดว่าเป็นขโมย จึงแอบเข้าไปหลบอยู่ในตู้เสื้อผ้าตามที่พ่อเคยสอน เอาไว้ ไม่กี่นาทีต่อมา ก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง
นางิสะจำจากเสียงได้ว่าหนึ่งในนั้นเป็นพ่อของเธอ เสียงหลายเสียงตะโกนใส่กัน เหมือนกำลังโต้เถียงกันอยู่ แต่ฟังไม่ชัดว่าพวกเขาคุยอะไร เธอจึงแอบแง้มประตูออก เล็กน้อยเพื่อให้เห็นได้ชัดเจน
ในจังหวะนั้นเอง เสียงปืนก็ดังขึ้น
นางิสะเห็นพ่อของตัวเองล้มลงไปต่อหน้าต่อตา
เลือดของเขาไหลออกมาจนพรมปูพื้นกลายเป็นสีแดงฉาน
เธอตกใจมากซะจนกรีดร้องไม่ออกด้วยซ้ำ
คนพวกนั้นมองดูพ่อของเธออย่างเย็นชา เธอเห็นว่าพ่อของเธอนอนนิ่งไม่กระดุก กระดิก พวกเขารออยู่ตรงนั้นอีกหลายนาที แล้วจึงเข้าไปพลิกตัวเขาดู คนพวกนั้นก็พูด คุยกันนิดหน่อย ก่อนจะเดินออกจากบ้าน หลังจากมีเสียงสตาร์ทรถ นางิสะก็รอจนกระทั่ง แน่ใจว่าพวกมันไปกันหมดแล้วจริงๆ จากนั้นจึงออกมาจากตู้ แล้วรับโทรศัพท์ไปหาคนแรก ที่นึกออก
นางิสะนั่งอยู่ข้างๆพ่อของเธอตลอด แต่เมื่อรถพยาบาลมาถึง มันก็สายเกินไป
ชายหนุ่มพ่นควันออกทางหน้าต่างห้องน้ำ
เขาเองก็เคยพรากจากคนที่เขารักมาเหมือนกัน ตอนที่พ่อของเขาเสีย กับตอนที่เขา ต้องจากบ้านเกิดมาเรียนที่นี่คนเดียว
เขาทิ้งก้นกรองลงในชักโครก แล้วไม่ลืมเปิดพัดลมระบายอากาศทิ้งไว้
เขารู้ว่าถ้าวิเวียนรู้คงจะโกรธมากแน่ๆ แม้ว่าปกติเธอจะใจดียิ่งกว่านางฟ้า แต่พอจะเข้ม งวดขึ้นมาล่ะก็น่ากลัวเอาการ
เขาหัวเราะตัวเอง เขาเพิ่งสัญญากับวิเวียนเมื่อไม่นานมานี้ว่าจะเลิกสูบบุหรี่ แต่ถึงจะอยาก เลิก เขาก็ยังหยุดสูบมันไม่ได้ โดยเฉพาะเวลาที่รู้สึกไม่สบายใจแบบนี้
บางทีบุหรี่อาจจะเป็นสิ่งที่แสดงถึงความอ่อนแอของคนก็ได้
ในตอนเช้าวันนั้น เด็กหญิงตื่นขึ้นมาเพราะเสียงกรุ๊งกริ๊งที่ดังมาจากครัว
"ตื่นแล้วเหรอ" ชายหนุ่มถาม ในมือถือช้อนที่กำลังคนอะไรบางอย่างในแก้วกาแฟ
เขายื่นแก้วนั้นให้เด็กหญิง เธอทำหน้างงๆอยู่ก่อนจะรับถ้วยนั้นมา
"นมผสมน้ำผึ้งน่ะ" เขาบอก "หน้าหนาวกินอะไรอุ่นๆหน่อยคงรู้สึกดีขึ้น"
เด็กหญิงมองของเหลวในถ้วยอย่างลังเล ก่อนจะลองจิบดู
ในตอนนั้นเองออดก็ดังพอดี
"หวัดดีจ้ะ นางิสะจัง"
วิเวียนปรากฏตัวที่ประตู หน้าตาของเธอยิ้มแย้ม ในมือถือถุงใส่ของพะรุงพะรังจน เกือบเดินเข้าประตูมาไม่ได้
"ฉันเอาชุดสวยๆมาให้เต็มเลย" วิเวียนบอก "นางิสะจังรีบทานข้าวเช้าแล้วมาลองชุด กันนะ
"
แต่แล้วชายหนุ่มก็สังเกตว่ามีอะไรผิดปกติ
"วิเวียน
" เขาพูด "ขอดูหน้าเธอหน่อยซิ"
"ไม่มีอะไรหรอกน่า
" หญิงสาวตอบและยิ้มให้ แต่ชายหนุ่มไม่หลงกล เขาวิ่งเข้าไปหาเธอ แล้วเอามือปัดผมออก แก้มของเธอข้างหนึ่งช้ำเป็นรอยแดง
"นี่เกิดอะไรขึ้น" เขาถาม
หญิงสาวยิ้มเศร้าๆ แล้วจึงพูดเบาๆ
"ท่าทางเมื่อวานคุณพ่อจะอารมณ์ไม่ดีน่ะ ก็เลย
"
ชายหนุ่มกัดฟัน
"รีบกลับบ้านเดี๋ยวนี้เลยนะ!" เขาสั่ง "ถ้าพ่อของเธอรู้ว่าเธอมาที่นี่อีกล่ะก็
"
"ฉันไม่เป็นไรหรอก" วิเวียนบอก
"
ฉันไม่อยากให้เธอเจ็บตัวเพราะฉันนะ" ชายหนุ่มพูด แต่เสียงอ่อนลง "เพราะฉะนั้น
"
"ขอร้องล่ะนะ
อากัง
" หญิงสาวกล่าวเบาๆด้วยสายตาอ้อนวอน
แน่นอนว่าชายหนุ่มใจอ่อนอีกครั้ง
"ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกล่ะ" เขาบอกอย่างหัวเสีย
"ขอบคุณมาก" หญิงสาวยิ้มให้เขาแล้วเดินไปที่ครัว
"นี่เป็นชุดที่พี่ชอบมากเลยนะ"
เด็กหญิงมองชุดที่หญิงสาวยื่นให้อย่างสงสัย
"ชอบรึเปล่า ถ้านางิสะจังชอบล่ะก็เอาไปได้เลยจ้ะ"
ชายหนุ่มนั่งมองหญิงสาวต่างรุ่นคุยกันอย่างเข้าอกเข้าใจ เขาไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพวก ผู้หญิงถึงชอบเรื่องน่าเบื่อๆอย่างพวกการแต่งตัวแบบนี้ได้ แต่ก็เพราะแบบนี้แหละที่ทำให้ ผู้ชายอย่างเขามีความสุขที่ได้มองผู้หญิงแต่งตัวสวยๆ
เขาเริ่มรู้สึกเบื่อๆ เลยลองหยิบชุดที่อยู่ในถุงที่ใกล้มือเขาที่สุดมาดู
ชุดที่เขาหยิบขึ้นมานั้นเป็นชุดผ้าฝ้ายบางๆ สีขาว จีบระบายเป็นชั้นๆ ดูเบาสบาย
เด็กหญิงจ้องมองชุดนั้นอย่างสนใจ
"อ้าว อยู่นั่นเองเหรอ" วิเวียนพูด "ชุดนั้นเป็นชุดโปรดของพี่เลยนะ ถึงออกจะบางเกิน ไปสำหรับตอนนี้ แต่เหมาะจะใส่เดินเล่นชายทะเลมากเลย"
ชายหนุ่มส่งชุดนั้นให้เด็กหญิงที่กำลังจ้องมองมันอยู่ เธอค่อยๆลูบไปตามเนื้อผ้าเบาๆ วิเวียนคงจะสังเกตเห็น จึงพูดขึ้นมา
"นี่ ชุดนั้นฉันยกให้นางิสะจังนะ"
เด็กหญิงหันไปมองอย่างตกใจ
"แต่
" เธอพูดเบาๆ "พี่วิเวียนชอบชุดนี้มากไม่ใช่เหรอคะ?"
"ไม่เห็นเป็นไรเลย" หญิงสาวยิ้ม "หน้าร้อนมาถึงเมื่อไร พี่จะให้อากังพานางิสะจังไปเที่ยว ทะเลด้วยกันสามคนนะ ตอนนั้นก็ใส่ชุดนี้ไปด้วยล่ะ"
"ใครบอกว่าจะพาไป
หา?" ชายหนุ่มพูดค้าน แต่รู้ว่าไม่มีใครฟังเขาอยู่ดี แล้วอีกอย่าง ใน เมื่อสองคนนี้มีท่าทางดีใจขนาดนี้ เรื่องแค่นั้นทำให้เป็นจริงก็ไม่เลวเหมือนกัน
ในเย็นวันนั้นวิเวียนกลับบ้านเร็วกว่าปกติ หลังจากที่เธอกลับไป เด็กหญิงก็ซึมลงอย่าง เห็นได้ชัด เอาแต่นั่งอยู่ข้างๆถุงใส่เสื้อผ้าที่วางอยู่เต็มพื้น
ชายหนุ่มถอนหายใจ แล้วหยิบไฟแช็คขึ้นมาจุดบุหรี่
เด็กหญิงหันไปมองเขานิดหน่อย แล้วถอนสายตากลับมานั่งเงียบๆเหมือนเดิม
ควันสีขาวลอยขึ้นไปสูงถึงเพดาน แต่ชายหนุ่มไม่สนใจ พักนี้เขามีเรื่องให้คิดเยอะเหลือเกิน ไหนจะเรื่องการเรียน เรื่องเกี่ยวกับวิเวียน แล้วยังเรื่องของเด็กคนนี้อีก
"หยุดสูบบุหรี่ซะที"
เด็กหญิงกล่าวขึ้นทั้งที่ยังหันหลังให้เขา เธอนั่งกอดเข่าอยู่เงียบๆ
ชายหนุ่มมองอย่างแปลกใจ
"ฉันต้องรอให้วิเวียนกลับไปก่อนนะ กว่าจะได้สูบแต่ละทีน่ะ" เขาพูด
"ฉันไม่ชอบ
" เด็กหญิงพึมพำ
"อย่าทำตัวเป็นวิเวียนอีกคนสิ" ชายหนุ่มพูดอย่างรำคาญ "แค่นี้ฉันก็เบื่อจะแย่อยู่แล้วนะ"
เขารู้ตัวว่าพูดจาไม่ดี แต่ก็ไม่อยากสำนึกผิดนัก
เด็กหญิงเงียบไปพักใหญ่ ชายหนุ่มเริ่มสังหรณ์แล้วว่ามีอะไรผิดปกติ
"เหมือนคนพวกนั้น"
เด็กหญิงพึมพำ
"หา?" ชายหนุ่มถามเป็นเชิงสงสัย
"คนพวกนั้นก็สูบบุหรี่เหมือนกัน
"
เขาไม่ได้พูดอะไร รอให้เด็กหญิงต่อประโยคของเธอให้จบ
"พวกคนที่ฆ่าพ่อ"
ชายหนุ่มยังเอาแต่เงียบ เขาหมุนมวนบุหรี่ในมือเล่นอย่างชั่งใจ เสียงสะอื้นของเด็ก หญิงติดขัดเหมือนไม่อยากให้ใครได้ยิน
จ๋อม
เด็กหญิงหันไปมอง แล้วพบว่าบุหรี่ที่สูบไปแค่ครึ่งมวนกำลังตกลงสู่ก้นแก้วน้ำใสๆ บนโต๊ะ
"นั่นมวนสุดท้ายแล้ว" ชายหนุ่มพูด "ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันไม่ได้ซื้อมาสำรองไว้หรอก สบายใจได้"
เสียงประตูห้องน้ำปิดดังปัง เด็กหญิงเอาแขนปาดน้ำตา แล้วกลับมานั่งเงียบๆตาม เดิม
ชายหนุ่มมองภาพของตัวเองในกระจก
"ที่วิเวียนบอกก็คงจริง" เขาพึมพำ "เด็กคนนี้ไม่ได้เป็นเด็กไม่ดีหรอก
แต่บางทีก็ เข้าใจยากเหมือนกันนะ แต่ก็อย่างว่า ผู้หญิงก็คือผู้หญิง ถึงจะยังเด็กก็เถอะ ไม่ว่าคนไหน ก็ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่
"
เขาล้างหน้า น้ำเย็นเฉียบไหลลงมาตามคาง
ก็ดี เลิกสูบบุหรี่ หน้าจะได้ไม่แก่เร็ว เขาคิด แถมไม่ต้องปิดบังให้วุ่นวายอีกต่างหาก
"อากังยังจำเรื่องของคุณพ่อได้มั้ย"
วิเวียนถามขึ้นขณะที่ออกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ
"จะว่าได้ก็ได้ จะว่าไม่ได้ก็ไม่ได้" ชายหนุ่มตอบพลางมองดูเด็กหญิงที่ใส่ชุดกระโปรง ซึ่งเคยเป็นของวิเวียนวิ่งดูโน่นดูนี่ตามประสาเด็ก
"เอาให้แน่นอนกว่านั้นหน่อยสิ" วิเวียนพูดอย่างสงสัย
"หน้าของพ่อน่ะฉันจำไม่ได้แล้ว
" ชายหนุ่มพูด "แต่ก็ยังมีบางเรื่องที่จำได้ ตอนเด็กๆ ฉันชอบเล่นกับพ่อบ่อยๆน่ะ"
"เหรอ
อย่างเช่นอะไรบ้างล่ะ" เธอถามอีก
"อืม
ก็ตอนที่ฉันไปทะเลาะชกต่อยกับพวกเด็กๆแถวบ้านจนฟกช้ำดำเขียวไปทั่วตัว กลับ มาถูกพ่อด่ายับแถมโดนตีอีกต่างหาก"
หญิงสาวหัวเราะร่วน
"ไม่เห็นตลกเลย เจ็บจะตาย" ชายหนุ่มพูดอย่างโกรธๆ "พอแม่เข้ามาจะช่วย พ่อก็บอกว่า เป็นเด็กผู้ชายเข้มแข็งน่ะก็ดีอยู่หรอก แต่อย่าใช้กำลังในทางที่ผิด อย่างงี้น้องๆจะพึ่งพาได้ยัง ไง
"
"เป็นคุณพ่อที่น่ารักจัง" วิเวียนพูดหลังจากหยุดหัวเราะแล้ว
"งั้นเหรอ
ฉันเองก็ไม่รู้หรอก เพราะตอนที่พ่อตายน่ะ ฉันอายุแค่เจ็ดขวบเองมั้ง" ชายหนุ่ม กล่าวขึ้นลอยๆ แต่นั่นกลับทำให้หญิงสาวดูเศร้าลงในทันที
"แล้วทำไมอากังถึงไม่กลับไปเยี่ยมบ้านบ้างล่ะ" เธอถาม
"ก็
" ชายหนุ่มเสยผมสีดำสนิทที่มัดเป็นหางม้าไว้ข้างหลังของตัวเอง "ตอนที่แม่แต่งงาน ใหม่ ฉันเองก็โตแล้ว ถึงพ่อเลี้ยงจะเป็นคนดีมากแต่ก็ยังรู้สึกยังไงๆอยู่ ก็เลยแยกออกมาอยู่คน เดียว ไปๆมาๆพ่อเลี้ยงก็ส่งฉันมาเรียนที่นี่ เพราะมีคนรู้จักอยู่ที่นี่พอดี แล้วผลการเรียนของฉัน ก็ยังพอเอาตัวรอดไปได้"
หญิงสาวไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ยิ้มให้เขาเท่านั้น
"แต่ฉันมันไม่รักดีเท่าไรหรอกนะ" ชายหนุ่มบอก "เมื่อไม่นานมานี้ยังไปก่อเรื่องจนถูกพัก การเรียนเลย"
"ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อยนี่" วิเวียนค้านขึ้นมา "ที่อากังโดนพักการเรียนน่ะเป็นเพราะว่าไป ช่วยคนที่ถูกพวกนักเรียนอันธพาลรีดเงิน แล้วเกิดมีเรื่องทะเลาะกันไม่ใช่เหรอ"
"มันก็ใช่" ชายหนุ่มยิ้มให้ "แต่ว่าการใช้กำลังมันไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ฉันเองก็ อยากเรียนกฎหมายด้วย เพราะฉะนั้นมาชกต่อยแบบนี้ยังไงมันก็
"
วิเวียนทำท่าเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ ทั้งสองยังค่อยๆเดินไปพลาง คอยดูแลเด็กหญิงตัวเล็กๆที่วิ่งไปมาอยู่ข้างหน้าด้วย
ในวันนี้อากาศหนาวเย็นมาก ดูเหมือนหิมะใกล้จะตกแล้ว ท้องฟ้าสีขมุกขมัวทั้งวัน ต้นไม้เอง ก็ปลิดใบจนเหลือแต่กิ่งก้าน เด็กหญิงนั่งยองๆลงริมแปลงดอกไม้ที่ว่างเปล่า พลางถูมือไปมา เพื่อบรรเทาความหนาว
"นางิสะจังชอบดอกไม้รึเปล่า" วิเวียนถาม "พอถึงฤดูใบไม้ผลิ ที่นี่จะมีดอกไม้บานเต็มไป หมดเลยนะ"
เด็กหญิงพยักหน้าให้โดยไม่ได้หันมามอง เธอนั่งเงียบๆอยู่อย่างนั้นคนเดียวแล้วกอดแขน ตัวเองเอาไว้เพื่อให้อบอุ่นขึ้น
วิเวียนหันไปมองหน้าพี่ชายจำเป็นที่กำลังยืนมองอย่างเบื่อๆ
"หนาวจังนะ" หญิงสาวพูดแล้วนั่งลงข้างๆ "ท่าทางอีกไม่กี่วันหิมะคงจะตก
"
เด็กหญิงมองแสงอาทิตย์ที่ส่องลอดก้อนเมฆสีขาวปนเทาหนาทึบบนท้องฟ้า
"นางิสะจัง
รู้จัก วินเทอร์ บลู มั้ย"
เด็กหญิงหันมามองวิเวียน
"วินเทอร์บลูน่ะ หมายถึงความเหงาที่เกิดขึ้นในฤดูหนาว" วิเวียนอธิบาย "เวลาหน้าหนาว จะมีบางครั้งที่ท้องฟ้าสีมัวๆ มีหมอกลงหนา แล้วอากาศก็หนาวมากใช่มั้ยล่ะ"
"
ค่ะ" เด็กหญิงตอบ
"เพราะฉะนั้น บางครั้งเวลาเรามองท้องฟ้าในฤดูหนาว หรือรู้สึกถึงบรรยากาศที่แสนจะ วังเวงของมันขึ้นมา บางทีอาจจะรู้สึกเหงาขึ้นมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้ เขาจึงเรียกอาการนี้กัน ว่าวินเทอร์ บลูน่ะจ้ะ"
เด็กหญิงมองไปที่ท้องฟ้าอีกครั้ง แล้วก็มองไปรอบๆตัว เสียงกิ่งไม้ที่ทิ้งใบหมดเสียด สีกันเมื่อลมหนาวพัดผ่าน เหมือนกับเสียงดนตรีน่ากลัวๆที่ฟังแล้วทำให้ขนลุกพิกล
"กลับกันรึยัง" วิเวียนถาม "ถ้าอยู่ตรงนี้นานไปเดี๋ยวจะเป็นหวัดเอานะจ๊ะ"
เด็กหญิงจับมือหญิงสาวเอาไว้เพื่อยึดให้ลุกขึ้น แล้วทั้งสามคนก็เดินไปท่ามกลางยามเย็น ที่แสนมืดครึ้มของฤดูหนาว
"เฮ้อ
"
ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างหงุดหงิด พลางโยนหมากฝรั่งผสมนิโคตินสำหรับเลิกบุหรี่ที่รส ชาติแย่สุดๆเข้าปาก
หลายวันแล้วหลังจากที่เขาสูบบุหรี่มวนสุดท้าย ตอนนี้ก็เริ่มลงแดง เขารู้สึกแย่อยู่เหมือน กันที่ติดบุหรี่ซะขนาดนี้ แต่จะทำยังไงได้ล่ะ
ตื้ด ตื้ด ตื้ด
ตื้ด ตื้ด ตื้ด
เด็กหญิงนั่งอยู่ที่มุมห้องพลางอ่านหนังสือภาพเก่าๆของตัวเอง เธอเผลอสะดุ้งตอนที่ ชายหนุ่มเดินออกมาจากห้องน้ำ
ตื้ด ตื้ด ตื้ด
"ทำไมไม่รับล่ะ" ชายหนุ่มพูดอย่างหงุดหงิดพลางยกหูโทรศัพท์ "
สวัสดีครับ"
เด็กหญิงมองออกไปนอกหน้าต่างที่มีมู่ลี่สีขาวบังตา วันนี้ท้องฟ้าดูอึมครึมกว่าทุกวัน
"อ้าวครับ ไม่ได้คุยกันเสียนานนะครับ ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรหรือครับ
"
วันนี้อากาศหนาวมาตั้งแต่เช้าแล้ว
พยากรณ์อากาศบอกว่าหิมะจะตก
หิมะสีขาวบริสุทธิ์ที่จะปกคลุมเมืองที่แสนแห้งแล้งนี้ เหมือนกับผืนผ้าใบสีขาวที่โอบอุ้ม ทั้งความอบอุ่นและความเหงาเอาไว้
ถ้าข้างนอกกลายเป็นทุ่งหิมะเมื่อไร ออกไปปั้นตุ๊กตาหิมะสักตัวก็คงจะดี
อยากนอนเล่นท่ามกลางปุยหิมะสีขาว จ้องมองเกล็ดหิมะบางๆรูปดาวสีขาวที่ตกลงมา จากท้องฟ้า
ให้หิมะโอบอุ้มทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ ราวกับว่าทั้งเมืองกำลังจะหลับไหล
ตกสู่ห้วงภวังค์แห่งนิทรา
แสงแดดเริ่มหมดไปจากห้อง แต่ไม่มีใครเปิดไฟ ชายหนุ่มนั่งอยู่บนโซฟาเก่าๆที่มีแต่ รอยปะเพียงคนเดียว
"วันนี้วิเวียนไม่มาเหรอ"
เด็กหญิงถาม
"เห็นบอกว่าจะมาตอนเย็นน่ะ" ชายหนุ่มตอบ
"ข้างนอกจะมืดแล้วนะ" เด็กหญิงบอก "ไม่เปิดไฟเหรอ"
"ช่างมันเถอะน่า" เขาพูดอย่างหงุดหงิด
"เมื่อไรวิเวียนจะมานะ ฉันหิวแล้วล่ะ ยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้าเลย"
ชายหนุ่มไม่ตอบ เขาเพียงแต่ขยับตัวอย่างหงุดหงิด
"นี่ ออกไปรอพี่วิเวียนกันมั้ย ถ้าหิมะตกล่ะก็คงจะแย่" เด็กหญิงพูด
คราวนี้ชายหนุ่มไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เด็กหญิงเริ่มสังเกตถึงความผิดปกติ
"นี่
" เธอเรียก "เป็นอะไรน่ะ ไม่สบายรึเปล่า"
"พอทีเถอะน่า!" คราวนี้ชายหนุ่มตวาดใส่ ทำเอาเด็กหญิงสะดุ้งโหยง "น่ารำคาญชะมัด บ่นนั่นบ่นนี่อยู่ได้"
เด็กหญิงยืนอยู่เงียบๆ
"เป็นภาระจริงๆเลย
" ชายหนุ่มบ่นพึมพำ "ฉันเองก็ไม่ได้มีเหลือกินเหลือใช้นักหรอกนะ แล้วนี่ยังจะต้องมาเลี้ยงดูเธออีก อย่าเรื่องมากนักได้มั้ย"
เด็กปกติอาจจะร้องไห้ไปแล้ว แต่ไม่ใช่นางิสะ เธอยังยืนอยู่ที่เดิม โดยไม่มีอาการใดๆ ทั้งสิ้น
"ไปไหนก็ไปซะเถอะ ฉันอยากอยู่คนเดียว"
หลังจากที่ได้ยินประโยคนั้น เด็กหญิงก็ค่อยๆเดินออกไป ชายหนุ่มได้ยินเสียงปิดประตู ดังปัง บางทีอาจจะเป็นประตูห้องน้ำ
เขาคิด แล้วก็นั่งอยู่ตรงโซฟาเหมือนเดิม
"ไล่ออกเหรอครับ"
ชายหนุ่มทวนคำอีกครั้ง
"ใช่" เสียงของอาจารย์ที่เขาเคารพดังมาตามสายโทรศัพท์ "ฉันลองติดต่อทางโรงเรียนดู แล้ว ตั้งแต่ขึ้นเกรดสิบมา เธอก่อเรื่องไปนับครั้งไม่ถ้วน ถึงบางเรื่องจะไม่มีใครเอาเรื่องก็เถอะ แต่เฉพาะที่มันบานปลายใหญ่โตก็มีเกินสามเรื่องแล้ว ตามปกติเขาต้องให้ออกไปแล้วนะ แต่นี่เธอ มีผลการเรียนดีพอที่จะเข้ามหาลัยในไอวี่ลีกได้ เขาเลยอนุโลมให้เป็นการเฉพาะ"
"แล้วอยากให้ผมทำยังไง" ชายหนุ่มถาม
"ช่วยก่อเรื่องให้น้อยลงหน่อย" อาจารย์บอก "เรื่องที่เกิดขึ้นคราวนี้น่ะ ไม่แน่ว่าเขาจะเอา เรื่องรึเปล่า ถ้าเธอไปขอโทษซะก่อนก็คงจะช่วยให้ดีขึ้น"
"แต่ผมไม่ใช่คนผิดนี่นา" เขาเถียง "อาจารย์ก็ทราบดี คนที่ก่อเรื่องก่อนคือพวกนั้น"
"ใช่ ถ้าเกิดว่าเธอไม่ใช้กำลังน่ะนะ"
"ขอผมอธิบาย
"
"นี่ อากัง" เสียงเริ่มเปลี่ยนเป็นเข้มงวด "ฉันบอกหลายทีแล้วนะว่าการใช้กำลังน่ะไม่ใช่ ทางออกที่ดีที่สุด แล้วมันก็ไม่เคยช่วยแก้ปัญหาอะไรได้เลย คุณพ่อของเธอน่ะเชื่อในคำพูดนี้ มากนะ คิดเหรอว่าถ้าทำแบบนี้ คุณพ่อที่อยู่บนสวรรค์จะดีใจ"
"
"
"คราวนี้ฉันจะไกล่เกลี่ยให้ก่อน แต่จะไม่มีคราวหน้าแล้วนะ เธออยากเรียนกฏหมาย แต่มา ทำตัวแบบนี้ ฉันเองก็ไม่รู้จะพูดยังไงดี"
"
ครับ ขอบพระคุณมาก"
"แค่นี้นะ
"
"
"
เสียงประตูห้องเปิดออกดังแอ๊ด
ชายหนุ่มรู้สึกตัวขึ้นมาหลังจากนั่งเหม่ออยู่เป็นเวลานานเมื่อหลอดไฟในห้องกระพริบ สองสามครั้งก่อนจะสว่าง
"นี่ อากัง ทำไมประตูไม่ได้ล็อคล่ะ" เสียงวิเวียนถาม
"ฉันว่าฉันล็อคแล้วนี่นา
" เขาพูดเบาๆ "นี่กี่โมงแล้วเนี่ย"
"หกโมงครึ่ง จะมืดแล้วแหละ" หญิงสาวพูดพลางวางถุงของที่เพิ่งซื้อมาจากซูเปอร์ มาร์เก็ตลงบนโต๊ะ
หญิงสาวเองเริ่มสังเกตว่ามีอะไรผิดปกติ
"นี่ อากัง มีอะไรเกิดขึ้นเหรอ"
ชายหนุ่มถอนหายใจยาวๆก่อนจะตอบ
"ศาสตราจารย์ที่คอยจัดการเรื่องเรียนให้โทรมาน่ะ" เขาบอก "บอกว่าเรื่องคราวนี้ อาจจะทำให้ฉันโดนไล่ออกได้"
"แล้วเขาว่าไงอีก พอจะช่วยอะไรได้มั้ย" วิเวียนพูดอย่างเป็นห่วง
"เห็นบอกว่าจะช่วยไกล่เกลี่ยให้น่ะ
" ชายหนุ่มตอบ "แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้ผลรึเปล่า"
ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรต่อ แล้วห้องก็ตกอยู่ในความเงียบไปพักหนึ่ง
"จริงสิ" วิเวียนทำท่าเหมือนนึกขึ้นได้ "นางิสะจังไปไหนล่ะ"
"หืม
" ชายหนุ่มมองไปรอบๆห้อง "ไม่ได้อยู่ในห้องน้ำหรอกเหรอ"
"ไม่มีนี่" วิเวียนบอก "แต่เมื่อกี้ประตูห้องไม่ได้ล็อคเอาไว้นะ
"
แล้วทั้งคู่ก็มองหน้ากัน
"ออกไปข้างนอกเหรอ" ชายหนุ่มพูดอย่างแปลกใจ "ว่าแต่
เขาจะออกไปไหนล่ะ"
วิเวียนเดินไปดูที่ชั้นใส่ของหน้าประตูห้อง
"ร่มกับกระเป๋าไม่อยู่" เธอบอก "หิมะตกอยู่นี่นา ถ้าเอาร่มไปด้วยอาจหมายความว่าจะ ออกไปที่ไหนที่ไกลสักหน่อย"
"แล้วทำไมถึง
" ชายหนุ่มกำลังจะพูด แต่ก็ชะงักลงเมื่อนึกขึ้นได้ เขาจึงพูดเสียงอ่อย "ให้ตายเถอะ"
"มีอะไรน่ะ
" วิเวียนถามอย่างเป็นกังวล
"เมื่อกี้ฉันอารมณ์เสียเลยเผลอตวาดใส่เขา" เขาพูด "เขาคงจะโกรธแล้วเลยหนีออก ไปล่ะมั้ง
"
"เมื่อกี้ที่ว่าหมายถึงเมื่อไร" วิเวียนถาม
"น่าจะราวเกือบชั่วโมงก่อนได้มั้ง"
"เขายังเด็ก คงจะยังไปไหนได้ไม่ไกล" เธอทบทวนความคิด "แต่ว่าจะนางิสะจังตั้งใจ จะไปที่ไหนกันนะ
"
วิเวียนกวาดสายตามองไปรอบห้องเพื่อรวบรวมความคิด แล้วสายตาของเธอก็ไปหยุด อยู่ที่อะไรบางอย่าง
ชายหนุ่มมองตามไปอีกคน
"นั่นมัน
" เขาพูดเมื่อเห็นหนังสือภาพเล่มหนึ่งวางอยู่ที่พื้น "หนังสือที่เขาอ่านตั้งแต่ตอน กลางวันนี่"
วิเวียนเดินไปหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมา
"ฉันรู้จักหนังสือเล่มนี้
" เธอบอก "ตอนเด็กๆฉันก็เคยอ่านเหมือนกัน"
ชายหนุ่มจ้องมองเธออย่างให้ความหวัง
"มันเป็นเรื่องของเด็กคนหนึ่งที่อธิษฐานกับดวงดาวเพื่อที่จะขอให้ได้เจอแม่ของตัวเอง" วิเวียนพูด "หรือว่าบางที นางิสะจังอาจจะออกไปตามหาดวงดาวตามแบบของตัวละครในเรื่อง นี้ก็ได้นะ"
"พูดเป็นเล่นน่ะ" ชายหนุ่มบอก "นิทานเด็กๆอย่างนี้ยังจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงอีกเหรอ"
"เธอเองก็เคยเป็นเด็ก" วิเวียนพูด "แล้วทุกๆคนก็คงจะเคยเชื่อในเรื่องพวกนี้เหมือนกัน ถึงแม้ว่าโตมาแล้วอาจจะจำไม่ได้ก็เถอะ"
"งั้นเราควรจะทำยังไงดีล่ะ" ชายหนุ่มถาม "ในเมืองใหญ่อย่างนี้มีดาวให้เห็นซะที่ไหน ทั้ง ควันรถ ทั้งแสงไฟตามบ้านก็กลบแสงดาวหมดแล้ว"
"ไม่รู้สิ
คงจะต้องลองเสี่ยงดู" วิเวียนพูด "การที่เขาทิ้งหนังสือไว้ที่นี่อาจจะแปลว่าเขา จะกลับมาอีกก็ได้"
ชายหนุ่มยืนนิ่งๆเหมือนจะคิดอะไรสักพัก แต่แล้วเขาก็เดินไปหยิบเสื้อโค้ตออกมาจากตู้ เสื้อผ้า
"เดี๋ยวฉันจะลองออกไปตามหาดู" เขาบอก "ที่นี่พอตกดึกก็อันตรายมากแล้ว ถ้าไม่รีบหา ให้เจออาจจะแย่"
"แล้วฉัน
"
"เธออยู่ที่นี่เถอะ" ชายหนุ่มพูดพลางเปิดประตูห้อง "ถ้าเขากลับมาอย่างน้อยจะได้มีคน อยู่ที่นี่"
"อืม
" หญิงสาวตอบ "งั้นถ้าไงฉันจะช่วยออกไปหาตามที่ใกล้ๆนี่แล้วกันนะ"
ชายหนุ่มปิดประตูลง หญิงสาวมองไปที่นาฬิกาอย่างเป็นห่วง ก่อนที่จะเดินไปหยิบเสื้อ โค้ตของตัวเองบ้าง
ชายหนุ่มวิ่งฝ่าปุยหิมะสีขาว เขากวาดตามองฝูงชนที่เดินกันให้ขวักไขว่ แต่ก็ยังไม่เจอ ใครสักคนที่คล้ายกับน้องสาวบุญธรรมของเขา
เขามองท้องฟ้าที่มีหิมะสีขาวโปรยปรายลงมา ท้องฟ้าในคืนนี้สีดำสนิท ไม่มีวี่แววของ ดาวสักดวง
"บ้าชะมัด" เขาพึมพำกับตัวเอง เมื่อดูนาฬิกาก็พบว่าดึกมากแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะ ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือตามร้านค้าที่เขาเคยไปกับเด็กหญิงก็ไม่มี วี่แววของเธอเลย คำใบ้ที่ว่า "ตามหาดวงดาว" นั้นออกจะคิดเชื่อมโยงกันได้ยากอยู่มากเสีย หน่อย
ร้านค้าตามถนนเปิดไฟสว่างไสว แม้จะดึกแล้วแต่คนมากมายก็ยังเดินกันจนเต็มฟุตบาท
คนพวกนี้ทำไมไม่ยอมหลับยอมนอนกันเลยนะ ชายหนุ่มคิด เดินลำบากชะมัด
เขาเดินไปเกาะต้นไม้ริมทางเพื่อพักเหนื่อยครู่หนึ่ง เขามองไปบนท้องฟ้าที่ไร้ดาวอีกครั้ง แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าเขาไม่ได้มองหาดวงดาวอย่างนี้มานานมากแล้ว ทั้งที่ตอนเด็กๆเขาออกจะชอบ
คงจะเป็นเพราะเขามีเรื่องยุ่งๆให้จัดการมากมาย เลยไม่ได้ให้ความสนใจกับสิ่งเล็กๆน้อยๆ รอบๆตัวทั้งที่มันจะทำให้รู้สึกมีความสุขขึ้นได้
เขาไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเดินมาไกลเท่าไร ถ้าเกิดว่าเด็กหญิงที่เขาตามหาเดินมาไกลแบบนี้ บ้างก็ไม่แปลกที่จะกลับบ้านไม่ถูก
ชายหนุ่มมองไปตามตึกรามบ้านช่อง ร้านค้าหลายแห่งตกแต่งร้านให้เข้ากับเทศกาลคริสต์มาส ไฟกระพริบที่คุ้นตากันดีประดับอยู่ทั่วทุกแห่ง
ในตอนนั้นเอง เขาก็นึกอะไรออก
"จริงสิ
" เขาพูดกับตัวเอง "บางทีดวงดาวที่ว่าอาจจะหมายถึงสิ่งนั้นก็ได้"
ชายหนุ่มเดินผ่านประตูของจุดชมวิวที่มีชื่อที่สุดแห่งหนึ่งเข้าไป นักท่องเที่ยวจำนวนมาก กำลังยืนมองภาพของเมืองที่อยู่เบื้องล่างอย่างตื่นตาตื่นใจ ภายใต้ม่านหิมะนั้น เมืองทั้งเมือง ส่องแสงเป็นประกายด้วยแสงไฟจากบ้านเรือน ทำให้ความมืดมิดของยามค่ำคืนถูกเติมเต็มให้ กลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างประหลาด
แสงไฟดวงเล็กๆเป็นประกายไปจนถึงเส้นขอบฟ้าดูสวยงามราวกับดวงดาวที่อยู่บน ฟากฟ้า
ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้ร่างเล็กๆที่ยืนเกาะระเบียงอยู่
"ว่าไง" เขาถาม "ทำให้ต้องตามหาซะให้ทั่วเลยนะ"
เด็กหญิงรีบหันกลับมามองเขาอย่างตกใจ
"หลงทางรึไงเราน่ะ" ชายหนุ่มพูด
"อืม
" เด็กหญิงตอบ
"สวยจังนะที่นี่" เขามองวิวของเมืองที่อยู่เบื้องล่าง "แสงไฟเป็นประกายระยิบระยับ เหมือนกับดวงดาวเลย"
เด็กหญิงปล่อยมือจากราวระเบียงข้างหนึ่ง แล้วมองดูเขา
"แต่ใครจะนึกถึงบ้างนะ" ชายหนุ่มพูด "บนท้องฟ้าที่มืดสนิทเบื้องบนยังมีดวงดาวสีเงิน ที่รอคอยจะส่องประกายแสงให้สวยงามยิ่งกว่าถูกบดบังอยู่อีก"
ชายหนุ่มยื่นมือให้เด็กหญิงจับ เด็กหญิงลังเลนิดหน่อยแต่ก็จับมือนั้นเอาไว้
"ฉันเพิ่งนึกออกเมื่อกี้เอง" เขาพูด "ตอนที่พ่อของฉันเสีย ฉันเองก็เคยคิดจะออกไปตาม หาพ่อเหมือนกัน มีอยู่ครั้งหนึ่ง ฉันขึ้นรถเมล์คนเดียว ทั้งที่ไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่าจะไปที่ไหนดี ตอนนั้นฉันนั่งไปไกลมากจนเกือบจะกลับมาไม่ถูก ดีนะที่มีคนใจดีช่วยบอกทางกลับให้"
ชายหนุ่มมองหน้าเด็กหญิงที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ
"หลังจากกลับไปถึงบ้านก็รู้ว่าวันนั้นแม่ออกตามหาฉันทั้งวัน แจ้งตำรวจเอาไว้ด้วย น้องๆ เองก็แทบไม่มีใครดูแล พอเห็นสีหน้าเป็นห่วงของแม่ ฉันก็เลยสัญญากับตัวเองว่าจะเลิกทำให้ ทุกคนเป็นห่วงอีก หลังจากนั้นฉันก็ลืมความคิดที่จะออกไปตามหาพ่ออีกไปเลย"
เด็กหญิงมองออกไปข้างนอกจุดชมวิวอย่างรู้สึกผิด
"ถึงว่าบนโลกใบนี้จะไม่มีคุณพ่ออยู่แล้ว แต่มันก็ยังมีคนอื่นที่เป็นห่วงและรักเราอีกมากมาย บางที เราก็น่าจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขเพื่อตัวเองและพวกเขามากกว่าจะไล่ตามสิ่งที่ไม่มีทาง เป็นไปได้นะ"
ชายหนุ่มมองหน้าเด็กหญิงด้วยสีหน้าที่อ่อนโยน เด็กหญิงก้มหน้าต่ำลงแล้วพูดด้วยเสียง ที่แผ่วเบา
"ฉันขอโทษ
"
"ฉันเองก็ต้องขอโทษเหมือนกันที่ตวาดเธอ" ชายหนุ่มพูด "ตอนนั้นฉันอารมณ์เสียก็เลย พาลใส่เธอน่ะ เรื่องที่ฉันพูดก็อย่าเอาไปคิดมากนะ"
"อืม
" เด็กหญิงตอบรับ
"กลับกันดีกว่า" เขาบอก "วิเวียนคงจะเป็นห่วงแย่แล้วล่ะ ถ้าเห็นเธอเมื่อไรเขาคงจะดีใจ มาก"
แล้วเด็กหญิงก็ปล่อยมือจากราวระเบียง ชายหนุ่มค่อยๆจูงมือเธอไป ภายใต้ท้องฟ้าที่ ไร้ดวงดาว และสายลมแห่งฤดูหนาวที่หนาวเย็นราวกับจะชำแรกเข้าไปถึงข้างในจิตใจของทั้ง สองคน
ในตอนนั้น ภายใต้ปุยหิมะสีขาวและท้องฟ้าสีดำสนิท
มือที่อบอุ่นนั้นคอยจับมือฉันเอาไว้
ฉันรู้สึกได้ถึงความเข้มแข็งและความจริงใจที่ส่งผ่านมาถึง แม้จะอยู่ในความเงียบสงบ แม้จะปราศจากคำพูด
ฉันรู้ว่าถ้ายังจับมือนั้นเอาไว้ ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องไม่เป็นไร
สีหน้าเรียบๆของเขา ทำให้ฉันบอกไม่ถูกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ อาจจะคิดถึงใครบางคน ที่กำลังรออยู่ที่ไหนสักแห่ง
ฉันแอบเหลือบมองใบหน้าที่มุ่งมั่นนั้น โดยไม่ให้เขารู้ตัว
พลางกระชับมือให้แน่นขึ้นเมื่อลมหนาวพัดผ่านมา
ความอบอุ่นของมือนั้น ทั้งหวาน และปวดร้าว
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
มือนี้ก็จะยังคอยปกป้องฉันไว้เสมอ
ฉันรู้ ภายใต้ความอบอุ่นนี้ ฉันจะไม่เป็นอะไรแน่นอน
"โกจัง ฉันอยากให้หน้าร้อนมาถึงเร็วๆจัง" เด็กหญิงพูด "จะได้ไปเที่ยวกับวิเวียนด้วย กันสามคน"
"ใจร้อนจริงนะเธอเนี่ย" ชายหนุ่มบอก
"ฉันอยากไปทะเล อยากไปเล่นน้ำ ฉันว่ายน้ำเก่งนะ รู้มั้ย"
"ฉันเองก็ว่ายน้ำเก่งนะ" เขาเกทับ "ตอนเด็กๆฉันดำน้ำลงไปงมหอยตัวเปล่าได้เลย"
"งมมาทำไม" เด็กหญิงถาม
"เอามาทำของอร่อยๆไงล่ะ แถวบ้านเกิดฉันน่ะอาหารทะเลอร่อยที่สุดเลย"
"ฉันเองก็อยากไปเห็นบ้านเกิดของโกจังเหมือนกัน"
ในตอนนั้นเองก็เกือบจะถึงปลายบันได เด็กหญิงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น แล้วรีบวิ่งขึ้นไป ให้ถึงก่อน
"ฉันชนะ!" เธอบอกอย่างร่าเริง
"ยังไม่ทันบอกเลยนี่นาว่าจะแข่งกัน" ชายหนุ่มเถียง
เด็กหญิงวิ่งไปรออยู่ที่หน้าห้องพักแล้วกดออด
"วิเวียนอยู่รึเปล่านะ" ชายหนุ่มพูดอย่างสงสัยก่อนจะลองหมุนลูกบิดประตูดู แล้วประตู ก็เปิดออก แต่ในห้องมืดสนิท
เด็กหญิงมองเข้าไปในห้อง
"ไม่อยู่เหรอ
" เธอถาม
"คงจะออกไปแถวนี้แหละ" ชายหนุ่มบอก "เราไปตามหากันเถอะ"
"อืม!" เด็กหญิงรับคำแล้ววิ่งตามชายหนุ่มไป
แต่เธอไม่ได้สังเกตว่าชายหนุ่มเริ่มมีสีหน้าที่เป็นกังวลแล้ว
ชายหนุ่มแนบโทรศัพท์มือถือไว้กับหู แต่แล้วก็ถอนหายใจ พลางพับโทรศัพท์เก็บลง
"โทรไม่ติดเลย" เขาพูด "ไม่รู้ว่ามีอะไรรึเปล่า"
ทั้งสองคนเดินไปตามทางเดินแคบๆ ห่างไปไม่กี่บล็อกจากอพาร์ตเม้นท์ของพวกเขา
ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบๆตัว แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของวิเวียน
"อากาศหนาวจัง
" เด็กหญิงพูด "พี่วิเวียนจะเป็นยังไงบ้างนะ"
ชายหนุ่มยังไม่เลิกล้มความตั้งใจ เขาลองโทรหาวิเวียนอีกครั้ง และรีบเร่งฝีเท้าเดินไป ข้างหน้าจนเด็กหญิงเกือบตามไม่ทัน
ชายหนุ่มรอเสียงสัญญาณที่ปลายสายอย่างเป็นกังวล
ตื้ด
ปี๊บปิ๊บปิ๊บ
ชายหนุ่มยกโทรศัพท์ลงนิดหน่อย เมื่อมีเสียงดนตรีบางอย่างดังแทรกขึ้นมาแว่วๆ
"นั่นมันเสียงริงโทนของวิเวียนนี่
" เขาพูดเบาๆ
ตื้ด
ปิ๊บปิ๊บปิ๊บ
"วิเวียนคงจะอยู่ที่ไหนใกล้ๆแถวนี้" ชายหนุ่มบอกเด็กหญิง "ตามเสียงดนตรีนั้น ไปเถอะ"
เด็กหญิงพยักหน้าให้แล้วรีบวิ่งไปตามเสียงนั้น ชายหนุ่มยังฟังโทรศัพท์อยู่ขณะ ที่รีบเดินตามไป
ทั้งๆที่เป็นหน้าหนาว แต่มือของเขาที่กุมโทรศัพท์เอาไว้กลับเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
ทั้งที่โทรศัพท์ดังแล้ว แต่ทำไมวิเวียนถึงไม่รับ
อาจจะเป็นเพราะเธอทำโทรศัพท์หล่นหายไว้แถวนี้ หรือว่า
เสียงสัญญาณยังดังขึ้นเป็นระยะ เข้าค่อยๆเดินเข้าไปในซอกตึกเล็กๆที่วกวน ทุกครั้งที่เลี้ยวตรงมุมตึก เสียงนั้นก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
เขาเลี้ยวเข้าอีกโค้งหนึ่ง เสียงโทรศัพท์นั้นอยู่ใกล้มาก ในตอนนั้นเองเขาก็สังเกต เห็นเงาตะคุ่มๆอยู่ข้างซอกตึกเล็กๆ
เด็กหญิงหันไปมองหน้าเขา เขาพยักหน้าให้ แล้วเธอก็รีบวิ่งไปหาเงานั้น
"วิเวียน
" เด็กหญิงร้องเรียกในขณะที่เดินไปถึงซอกตึก แต่แล้วเธอก็หยุดชะงัก เธอก้มหน้าลงมองอะไรบางอย่างแล้วก็หยุดนิ่ง ชายหนุ่มสังเกตว่าสีเลือดหายไปจากใบ หน้าของเธอ
เขาลดโทรศัพท์มือถือลง มือของเขาที่เมื่อครู่ก่อนยังเต็มไปด้วยเหงื่อ กลับเย็น เฉียบ ชายหนุ่มค่อยๆเดินไปหาเด็กหญิง
"มีอะไร
"
เขาพยายามถาม แต่แล้วเสียงของเขาก็ขาดหายไปกลางคัน
สิ่งที่เขามองเห็นก็คือโทรศัพท์มือถือที่คุ้นตาว่าเป็นของวิเวียนตกอยู่ที่พื้น มันยังส่ง เสียงว่ามีสายเรียกเข้าไม่หยุด อะไรบางอย่างที่เปียกแฉะเหมือนกับน้ำแต่ข้นกว่าไหลนอง เต็มพื้น เขามองผ่านไหล่ของเด็กหญิงที่ยืนนิ่งอยู่ เพื่อจะเห็นอะไรบางอย่าง
เพื่อจะเห็นร่างที่ซีดเผือดและไร้ซึ่งชีวิตของหญิงสาวที่เขารักมากที่สุด
"วิเวียน!!!!!"
เสียงร้องที่ดังก้องและแสนเศร้าในครั้งนั้น ยังประทับอยู่ในหูของผู้ที่เคยเป็นเด็กหญิง ตัวเล็กๆคนนั้นอยู่เรื่อยมา
โกจังถูกห้ามไม่ให้แม้แต่ก้าวเท้าเข้าไปในงานศพของพี่วิเวียน
ไม่มีข่าวคราวอะไรอีกเลย หลังจากที่โกจังสืบเป็นเวลานานจนพบว่า วันที่วิเวียนออกไป ตามหาฉันข้างนอกนั่น ฆาตกรชายวัยรุ่นซึ่งเพิ่งออกมาคุกได้ไม่นานหลังจากรับโทษในข้อหาค้า ยาเสพติดกำลังป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้นพอดี
คาดว่าในตอนนั้นฆาตกรอาจจะเมายาอยู่ แต่ตามที่โกจังสืบมารายละเอียดไม่ได้ระบุเอาไว้ เมื่อเห็นวิเวียนที่ออกมาเดินอยู่คนเดียวกลางดึกจึงเกิดแผนการบางอย่างขึ้น
เท่าที่รู้มา วิเวียนถูกแทงซ้ำๆหลายครั้งด้วยมีดทหารเล่มหนึ่งซึ่งตกอยู่ในที่เกิดเหตุ ราว กับว่าฆาตกรมีความแค้นกันมานาน
วิเวียนเป็นได้เพียงแค่ผู้รับเคราะห์
หลายวันต่อมาฆาตกรก็ถูกจับตัว เขาถูกพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต แต่สุดท้าย ไม่กี่ เดือนหลังจากนั้น เขาก็ผูกคอตายในคุก
สิ่งที่ฉันจำได้ดีก็คือ
ในวันถัดมาหลังจากเหตุการณ์ทั้งหลายเริ่มคลี่คลาย
ฉันเห็นโกจังนั่งสูบบุหรี่และอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนโต๊ะ
กลิ่นบุหรี่อบอวลไปทั่วห้อง
พอฉันทักว่า 'เป็นอะไรรึเปล่า'
เขาก็จะพูดแค่ว่า 'ไง หิวแล้วเหรอ'
'ออกไปซื้อของกินที่ซูเปอร์มาร์เก็ตกันมั้ย'
ฉันยิ้มให้เขา โดยไม่ได้ทักเรื่องบุหรี่
'อืม
'
ฉันรู้ ฉันเป็นคนที่ทำลายทุกอย่าง
ทำลายอนาคตของคนทั้งสองคนที่รักกันมากที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็น
ฉันทำร้ายจิตใจของคนที่คอยปกป้องฉัน
ฉันเป็นผู้แย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างมา
แม้แต่ชีวิตของคนที่ดีกับฉันเหลือเกิน
ไม่มีทางเลือกใดให้ฉันได้แก้ตัว
ไม่มีคำพูดใดที่จะดึงฉันขึ้นมาจากวังวนของตราบาปที่ประทับอยู่ในจิตใจของฉัน
สิ่งที่ฉันพอจะทำได้
ก็คือคอยอยู่เคียงข้างเขาตลอดไป
แม้จะรู้ตัวว่าไม่มีทางคลายความเศร้าของเขาลงได้
แต่ฉันก็ยังดื้อรั้นอยู่อย่างนั้น
ฉันอยากเป็นกำลังใจให้ในวันที่เขาเหนื่อยอ่อน
อยากเป็นพลังให้เขาลุกเดินต่อไปในวันที่เขาท้อถอย
แม้ว่าฉันจะไม่มีความสำคัญอะไรต่อเขาเลย
แม้แต่นิดเดียว
"เอาอีกแล้วเหรอเนี่ย"
เสียงของศาสตราจารย์พูดอย่างเหนื่อยๆ
"ครับ"
ชายหนุ่มตอบ
"เรื่องชกต่อยน่ะ พอสักทีได้มั้ย" ศาสตราจารย์บอก "ถึงเธอจะเป็นนักศึกษา วิชากฏหมายแล้วก็เถอะ แต่ใช่ว่าการกระทำของเธอจะไม่ส่งผลอะไรถึงการเรียนเลย นะ"
"ผมทราบครับ ผมต้องขอโทษจริงๆที่ทำให้อาจารย์เดือดร้อน" ชายหนุ่มพูด "แต่ว่ายังไงๆ ผมก็จะยังยืนยันในการกระทำของตัวเอง"
"จะไม่สำนึกผิด ว่างั้นใช่มั้ย"
ศาสตราจารย์ถอยหายใจ ตั้งแต่มาเป็นผู้ปกครองให้เด็กหนุ่มคนนี้ เขารู้สึกราว กับตัวเองแก่ขึ้นอีกสิบปี แม้ว่าเขาจะอาวุโสมากแล้วก็เถอะนะ
"ทำไมเธอถึงคิดอย่างงั้นล่ะ" ชายชราถาม
"ท่านอาจารย์อาจจะคิดว่าความคิดของผมมันผิด" ชายหนุ่มพูด "แต่ใครๆก็รู้ว่า คนพวกนั้นน่ะเป็นคนเลวจริงๆ พยานน่ะมีก็จริง แต่ก็ไม่ยอมโผล่หัวออกมาช่วยกันเอา ผิดเจ้าพวกนั้น ดังนั้นก็เลยเอาผิดไม่ได้ แล้วอีกอย่าง
"
ชายหนุ่มพักหายใจนิดหน่อย
"การที่เราจะสั่งสอนพวกอยู่เหนือกฎหมาย บางครั้งเราก็ต้องทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย ด้วย เพราะพวกเขาเริ่มอยู่นอกกติกาก่อน การต่อสู้กันแบบนี้น่าจะยุติธรรมกว่านะครับ คนที่ทำผิดอย่างรุนแรงบางคนที่เอาผิดด้วยกฎหมายไม่ได้ก็มีอยู่มาก จริงมั้ยครับ"
ศาสตราจารย์ฟังคำพูดนั้นด้วยสีหน้าเรียบๆ ประโยคที่เพิ่งหลุดออกมาจากปากเด็ก หนุ่มคนนี้ ทำให้เขานึกถึงคำพูดของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งซึ่งเขาเคยเจอ
'มันสาสมแล้วหรือคะ ทั้งที่เหตุการณ์นั้นทำให้คนสูญเสียชีวิตไปมากมาย'
เด็กหญิงพูด
'หนูไม่เคยศรัทธาในกฎหมาย เพราะบางทีกฎหมายก็เอื้อประโยชน์ต่อคนผิด ทั้งโดย ตั้งใจและไม่ตั้งใจ
'
'ดังนั้นการที่จะเล่นกับคนที่อยู่นอกกฎหมาย บางครั้งเราก็ต้องทำตัวเป็นกฎเสียเอง'
เธอบอกกับชายชราตรงหน้า
'ขอบคุณมากสำหรับคำแนะนำ แต่หนูอยากจะจัดการเรื่องทุกอย่างตามแบบของหนู เองมากกว่าค่ะ'
ศาสตราจารย์มองชายหนุ่มอีกครั้ง จริงสินะ บางทีแบบนี้อาจจะดีกว่าก็ได้
เขาคิด
"นี่ อากัง"
"ครับ"
"เดี๋ยวคราวหน้ามาพบกันอีกนะ อาจารย์จะเป็นคนโทรไปเอง
" เขาพูดพลางมองไปที่ ซองจดหมายที่วางอยู่บนสุดของกองหนังสือบนโต๊ะทำงานของเขา มันเป็นซองสีขาวเรียบๆ ตรงแถบปิกผนึกมีสติ๊กเกอร์อันหนึ่งแปะทับไว้ เป็นสัญลักษณ์ที่ดูคล้ายตัว 'เอส' แล้วเขาก็ หันกลับมา
"อาจารย์มีคนผู้หนึ่งที่อยากให้เธอพบ แต่เธอต้องสัญญาว่าจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความ ลับก่อน
"
อากาศในตอนที่เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวเย็นเยียบจนแทบทนไม่ไหว หญิงสาวที่ยืนรออยู่บน บันไดหินถูมือกันเพื่อไล่ความหนาว เธอมองท้องฟ้าสีอึมครึมเบื้องบนด้วยสายตาที่แฝงแวว เศร้านิดๆ
"วินเทอร์ บลู
.?"
เธอพึมพำกับตัวเอง
ในตอนนั้นเอง ชายหนุ่มร่างใหญ่ที่ตัดผมซอยสั้นๆทั่วหัวก็เดินออกจากตัวตึก และสัง เกตเห็นเธอเข้า
"นางิสะ
" ชายหนุ่มร้องอย่างตกใจ "มาทำอะไรที่นี่"
"วันนี้ไฮสคูลเลิกเร็วน่ะ" เธอบอก "วันนี้โกจังมาช้าจังนะ"
"อือ
ฉันขอโทษนะ ที่ไม่ได้บอกไว้ว่าต้องอยู่ติดต่อธุระอีกหน่อย" เขาพูด "ยูนิฟอร์ม นั่นน่ะใส่แล้วไม่อุ่นหรอก เอาของฉันไป"
แล้วเขาก็ถอดเสื้อโค้ตมาใส่ให้หญิงสาว แต่มันก็ใหญ่ไปมาก หญิงสาวแอบอมยิ้มเล็กๆ
"เสื้อโค้ตของโกจังนี่อุ่นดีเนอะ" เธอพูด
"ไปเหอะ" ชายหนุ่มบอกพลางเคาะกำปั้นเบาๆลงบนกลางศีรษะน้องสาว "มายืนตรงนี้ นานแล้วล่ะสิ ไปหาร้านคอฟฟี่ชอปอุ่นๆดื่มอะไรร้อนๆดีกว่า"
"ไปหาศาสตราจารย์มาเหรอ" เด็กสาวถาม "มีอะไรรึเปล่า"
"ไม่มีอะไรหรอก" ชายหนุ่มตอบ "แต่
ถ้ามีก็คงบอกไม่ได้น่ะ"
หญิงสาวหัวเราะคิกคัก
ชายหนุ่มเหลือบมองท้องฟ้าเบื้องบน แสงอาทิตย์จางๆที่ผ่านก้อนเมฆหนาทึบนั้นทำให้ เขานึกถึงใครบางคน
เขาก้มลงมองน้องสาวอีกครั้ง ลมเย็นเฉียบพัดผ่านมา เด็กสาวกระชับมือที่เกาะแขน ของพี่ชายไว้
และที่จริงเธอคงจะกอดแขนของเขาไว้อย่างนี้ตลอดระยะทางที่แสนไกลซึ่งทั้งสอง กำลังจะเดินไป
ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าเขาเห็นฉันเป็นอะไร
แต่ฉันขอรู้สึกกับเขาแบบนี้ก็พอ
นั่นก็เป็นความสุขที่สุดแล้ว
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ไม่ว่าระยะทางจะไกลขนาดไหน
ขอเพียงแค่เดินไปด้วยกันอย่างนี้ตลอดไปก็พอ
อยากให้ละอองหิมะสีขาว
กลบฝังเมืองนี้เอาไว้
อยากให้ลมหนาวที่เสียดแทง
พัดผ่านหัวใจของฉันให้เย็นจนเป็นน้ำแข็ง
อยากให้หยุดเวลาเอาไว้แบบนี้
ท่ามกลางสายหมอกแห่งฤดูหนาว
เพื่อให้ฉันได้อยู่เคียงข้างเขาตลอดไป
<--+--+--&--X--&--+--+---> |