สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

สรุปเนื้อหา สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

ตอนที่ 2 : สาระที่ 2 : หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิต ในสังคม และวัฒนธ


     อัพเดท 22 ก.ค. 54
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/ความรู้เรื่องเรียน
Tags: สังคม
ผู้แต่ง : KNAFRA ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ KNAFRA
My.iD: http://my.dek-d.com/anything-blabla
< Review/Vote > Rating : 70% [ 3 mem(s) ]
This month views : 1,442 Overall : 24,662
226 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 268 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
สรุปเนื้อหา สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ตอนที่ 2 : สาระที่ 2 : หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิต ในสังคม และวัฒนธ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 15374 , โพส : 11 , Rating : 431 / 93 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


สาระการเรียนรู้ที่ 2  : หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิต ในสังคม และวัฒนธรรม

โดย อ.คมกฤษณ์  ศิริวงษ์            อ.สุทัศน์  ภูมิรัตนจรินทร์

------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สังคม  หมายถึง  กลุ่มคนที่อยู่รวมกัน โดยมีลักษณะดังต่อไปนี้

–         ประกอบด้วยกลุ่มคน

–         มีความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกภายในกลุ่ม

–         มีอาณาเขตที่แน่นอน

–         มีระเบียบกฎเกณฑ์ และลักษณะการดำเนินชีวิตในแบบเดียวกัน

–         มีจุดมุ่งหมายไปในแนวทางเดียวกัน

ประเภทการรวมกลุ่มทางสังคม มี 2 ประเภท  คือ 

1.        กลุ่มปฐมภูมิ

2.        กลุ่มทุติยภูมิ

                ฝูงชน  (Crowd) หมายถึง  กลุ่มคนที่มารวมตัวกันเพื่อจุดประสงค์ใด จุดประสงค์หนึ่ง เมื่อเสร็จสิ้นจุดประสงค์แล้วก็แยกย้ายจากกันไป โดยความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง

                วัฒนธรรม  คือ วิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในสังคม ซึ่งเป็นระเบียบกฎเกณฑ์ที่คนส่วนใหญ่ในสังคมยึดถือปฏิบัติรวมกัน วัฒนธรรมเป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ มนุษย์จะอยู่โดยปราศจากวัฒนธรรมไม่ได้

                ลักษณะของวัฒนธรรม

1.        เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

2.        เป็นสิ่งที่ได้มาจากการเรียนรู้

3.        เป็นแบบแผนในการดำเนินชีวิต

4.        เป็นมรดกทางสังคม

5.        เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้

                ประเภทของวัฒนธรรม

1.        วัฒนธรรมทางวัตถุ                           2.  วัฒนธรรมทางจิตใจ

                ปัจจัยหรืออิทธิพลที่ก่อให้เกิดวัฒนธรรม

1.        สิ่งแวดล้อมทางภูมิศาสตร์

2.        ลัทธิ  ศาสนา  ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณี

3.        ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

                เนื้อหาของวัฒนธรรม

1.        คติธรรม คือ ความเชื่อ ค่านิยมในการดำเนินชีวิต

2.        เนติธรรม คือ กฎหมาย  กฎเกณฑ์  ระเบียบต่างๆ

3.        วัตถุธรรม คือ สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ

4.        สหธรรม คือ มารยาทที่ควรปฏิบัติต่อกันในสังคม

                โครงสร้างทางสังคม หมายถึง  การกำหนดความสัมพันธ์ของกลุ่มคนที่มาร่วมตัวกันในสังคม และมีการปฏิบัติต่อกันตามหน้าที่ของแต่ละกลุ่มตามระเบียบแบบแผนของสังคม

                องค์ประกอบของโครงสร้างทางสังคม

1.        การจัดระเบียบทางสังคม

2.        สถาบันทางสังคม

                กลุ่มทางสังคมที่เป็นระเบียบ  ได้แก่

1.        ครอบครัว

2.        กลุ่มเพื่อน

3.        ชุมชน

                ความสัมพันธ์ของกลุ่มสังคมที่เป็นระเบียบ  มี 2 ลักษณะ

1.        แบบปฐมภูมิ  เป็นแบบใกล้ชิด  สนิทสนม  เป็นกันเอง

2.        แบบทุติยภูมิ  เป็นไปตามระเบียบ  ระบบ  อย่างเป็นทางการ

                กระบวนการจัดระเบียบทางสังคม  ได้แก่

1.        บรรทัดฐาน

2.        สถานภาพและบทบาท

3.        การขัดเกลาทางสังคม

                บรรทัดฐาน  หมายถึง  ระเบียบแบบแผนที่สังคมกำหนดไว้ เพื่อให้สมาชิกในสังคมยึดถือเป็นหลักปฏิบัติตนในสถานการณ์ต่างๆ มี  3 ประเภท  คือ

1.        วิถีประชา คือ แนวปฏิบัติต่างๆ ที่กระทำอยู่เป็นประจำจนเกิดความเคยชิน

2.        จารีต หรือกฎศีลธรรม คือ แนวทางการประพฤติของสมาชิกในสังคมที่เกี่ยวข้อกับระบบศีลธรรม

3.        กฎหมาย คือ ระเบียบข้อบังคับของรัฐที่กำหนดให้บุคคลต้องปฏิบัติตาม หากฝ่าฝืนจะได้รับการลงโทษตามกฎหมาย

                สถานภาพ (Status) คือ ตำแหน่งที่ได้จากการเป็นสมาชิกของกลุ่ม เป็นสิทธิและหน้าที่ของบุคคลมีอยู่เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นและสังคมส่วนรวม สถานภาพจึงมีลักษณะเป็นนามธรรม บุคคลเมื่อเกิดมาในสังคมย่อมมีสถานภาพ ซึ่งแต่ละบุคคลย่อมมีหลายสถานภาพ สถานภาพจึงเป็นสิ่งเฉพาะบุคคลที่ทำให้บุคคลแตกต่างจากผู้อื่น และมีอะไรเป็นเครื่องหมายของตัวเอง

                ประเภทของสถานภาพ

1.        สถานภาพที่ติดตัวมา (Ascribed status) คือ สถานภาพที่บุคคลได้มา โดยสังคมเป็นผู้กำหนด เช่น  เด็ก,  ผู้ใหญ่,  คนชรา  หรือสถานภาพที่ติดตัวมา  เช่น  เป็นหญิง,  เป็นชาย

2.        สถานภาพที่ได้มาด้วยความสามารถ (Achieved status) เป็นสถานภาพที่ต้องดิ้นรนขวนขวายด้วยความสามารถของตัวเอง เช่น ตำแหน่งผู้แทนราษฎร,  ทหาร,  ตำรวจ

                บทบาท (Role) คือ การปฏิบัติตามสิทธิและหน้าที่ ของสถานภาพ (ตำแหน่ง) บทบาทจึงเป็นตัวกำหนดความรับผิดชอบของบุคคลในสังคม สังคมยิ่งซับซ้อนมากขึ้นเท่าไร บทบาทก็จะยิ่งแตกต่างกันมากขึ้นเท่านั้น

                การขัดเกลาทางสังคม (Socialization) หมายถึง กระบวนการอบรมสั่งสอนสมาชิกของสังคมให้รู้ระเบียบแผนของสังคม เพื่อเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติในสังคม โดยมีตัวแทนในการขัดเกลาทางสังคม ได้แก่

1.        ครอบครัว

2.        กลุ่มเพื่อน

3.        โรงเรียน

4.        กลุ่มอาชีพ

5.        สื่อมวลชน

                สถาบันสังคม (Social Institutions) หมายถึง  กระบวนการรวมกลุ่ม หรือวิธีการต่างๆ ที่ได้จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นระเบียบ มีระบบ และมั่นคง องค์ประกอบของสถาบันสังคมประกอบด้วย

1.   สถานที่

2.    บุคคล

3.     มีระเบียบข้อบังคับ

                สถาบันสังคมที่สำคัญมี  7 สถาบัน  ดังนี้

1.        สถาบันครอบครัว

2.        สถาบันศาสนา

3.        สถาบันการศึกษา

4.        สถาบันเศรษฐกิจ

5.        สถาบันการเมือง การปกครอง

6.        สถาบันนันทนาการ

7.        สถาบันสื่อมวลชน

                สถาบันครอบครัว  ครอบครัวประกอบด้วยบุคคลที่มาอยู่รวมกันโดยการสมรส หรือความผูกพันทางสายโลหิต  ประเภทของครอบครัว

1.        ครอบครัวเดียว

2.        ครอบครัวขยาย

3.        ครอบครัวซับซ้อน

                หน้าที่พื้นฐานของสถาบันครอบครัว

1.        สร้างสรรค์สมาชิกใหม่

2.        ให้การเลี้ยงดูสมาชิกใหม่ให้เจริญเติบโตขึ้นมาในสังคม

3.        ให้การอบรมสั่งสอนแก่เด็กให้รู้จักระเบียบของสังคม

4.        กำหนดสถานภาพ

5.        ให้ความรักความคุ้มครอง และความมั่นคงทางด้านจิตใจแก่สมาชิก ทำให้สมาชิกมีพลังใจในการฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ให้ลุล่วงไปได้

                สถาบันศาสนา  เป็นสถาบันที่กำหนดแนวทางความประพฤติปฏิบัติของบุคคลในสังคม เป็นที่พึ่งพาทางใจที่ทำให้บุคคลที่ยึดถือ และปฏิบัติตามเกิดความสุขความสงบ

                หน้าที่พื้นฐานของสถาบันศาสนา

1.        เป็นสถาบันที่ช่วยควบคุมสังคมให้สงบสุข ตามบทบัญญัติทางศาสนา

2.        สร้างความสามัคคี ศาสนาช่วยทำให้บุคคลมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  หรือมีความสามัคคีในการกระทำกิจกรรมต่างๆ

3.        เป็นที่พึ่งทางใจ

4.        ให้การศึกษาอบรมแก่สมาชิกให้ประพฤติอยู่ในขอบเขตของศีลธรรม

                สถาบันทางการศึกษา เป็นกิจกรรมพื้นฐานของมนุษย์ในสังคม การที่สังคมจะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีการถ่ายทอดสิ่งต่างๆไปสู่คนรุ่นใหม่ ตลอดจนให้มีการปฏิบัติตามที่กลุ่มคาดหวังไว้ ซึ่งแต่ละสังคมจำต้องมีการอบรมสั่งสอนสมาชิกใหม่

                หน้าที่พื้นฐานของสถาบันการศึกษา

1.        ให้ความรู้ในการประกอบอาชีพ เพื่อให้บุคคลสามารถประกอบอาชีพต่างๆ ได้

2.        ถ่ายทอดวัฒนธรรมของสังคม เพื่อที่จะได้ปฏิบัติตนได้ถูกต้องเหมาะสม

3.        ให้ความรู้วิทยาการใหม่ๆ เพื่อนำไปพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้า

4.        สร้างความรู้สึก ทัศนคติที่ดี เพื่อเป็นพื้นฐานของบุคคลในการพัฒนาความสามารถ

5.        เตรียมบุคคลให้สามารถเผชิญปัญหาด้วยสติปัญญาให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงในสังคม

                สถาบันเศรษฐกิจ  เป็นสถาบันที่กล่าวถึงวิธีการอยู่รอดของมนุษย์ในด้านต่างๆ ตั้งแต่การผลิต, การจำแนก แจกจ่าย,  การแลกเปลี่ยน,  การบริโภค,  การบริการ

                หน้าที่พื้นฐานของสถาบันเศรษฐกิจ

1.        ช่วยให้ประชาชนมีการกินดีอยู่ดี

2.        สร้างรายได้

3.        สร้างงาน

                สถาบันพื้นฐานของสถาบันการเมืองการปกครอง

1.        ขจัดความขัดแย้งในสังคม

2.        รักษาความสงบภายในเพื่อควบคุมสังคมให้เป็นระเบียบ

3.        กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติ เพื่อให้ประชาชนปฏิบัติตาม

4.        ความมั่นคงปลอดภัยของชาติ

5.        มีความสัมพันธ์ กับต่างประเทศ

6.        หารายได้เพื่อมาพัฒนาประเทศ

                สถาบันนันทนาการ  หมายถึง  การพักผ่อนหย่อนใจ เพื่อ ผ่อนคลายความตึงเครียดที่ได้รับจากการประกอบอาชีพ

                หน้าที่พื้นฐานของสถาบันนันทนาการ

1.        ช่วยให้สมาชิกของสังคมมีร่างกายแข็งแรง

2.        ช่วยให้สมาชิกของสังคมมีสุขภาพจิตดี

3.        ช่วยให้สมาชิกของสังคมมีความสามัคคี

4.        ปลูกฝังความมีระเบียบวินัยให้แก่สมาชิกของสังคม

                สถาบันสื่อสารมวลชน เป็นการสื่อข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ระหว่างบุคคลในสังคมเพื่อให้สมาชิกมีความรู้เพิ่มเติม

                หน้าที่พื้นฐานของสถาบันสื่อมวลชน

1.        ถ่ายทอดข่าวสารให้ประชาชนทราบ

2.        ให้ประชาชนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแสดงทัศนกคติต่างๆ

3.        ให้ความบันเทิงแก่ประชาชน

4.        เป็นผู้นำมวลชนในการแสดงความคิด

5.        เป็นแหล่งถ่ายทอดวัฒนธรรมของสังคม

                ค่านิยม หมายถึงสิงที่คนสนใจ สิ่งที่คนปรารถนาจะเป็นจะได้ แบ่งออกเป็น  2 ประเภท

1.        ค่านิยมของบุคคล

2.        ค่านิยมของสังคม

                ค่านิยมที่ดีในสังคมไทย

4.        ความจงรักภักดีต่อชาติ  ศาสนา  พระมหากษัตริย์

5.        ความกตัญญูกตเวที

6.        การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

7.        ความซื่อสัตย์

8.        ความสุภาพนอบน้อม

                ค่านิยมที่ควรแก้ไขในสังคมไทย

9.        ความมีวินัย

10.     การตรงต่อเวลา

11.     ความเชื่อถือโชคลาง

12.     ชอบการพนัน

13.     ชอบพิธีการ

14.     การไม่กล้าเสี่ยง

                ลักษณะของสังคมไทย

1.        เป็นสังคมเกษตรกรรม

2.        มีการศึกษาต่ำ

3.        มีความรักความผูกพันในถิ่นกำเนิด

4.        ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณี

5.        มีโครงสร้างทางสังคมที่มีชนชั้น

6.        เทิดทูนสถาบันชาติ  ศาสนา  พระมหากษัตริย์

                ลักษณะของสังคมเมือง

1.        มีความหนาแน่นของประชากรมาก

2.        ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกเป็นแบบทุติยภูมิ

3.        มีระดับการศึกษาสูง

4.        มีอาชีพหลากหลาย และรายได้สูง

5.        มีมาตรฐานการครองชีพสูง

6.        มีการแข่งขันกันสูง

7.        มีความตื่นตัวทางการเมืองสูง

8.        มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเร็ว

                ลักษณะของสังคมชนบท

1.        มีอาชีพทางการเกษตรกรรมมาก

2.        มีการพึ่งพาธรรมชาติมาก

3.        ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณี

4.        มีความสัมพันธ์กันแบบปฐมภูมิ

5.        มีชีวิตความเป็นอยู่คล้าย ๆ กัน

                ลักษณะของสิ่งที่เป็นปัญหาสังคม

1.        เป็นสภาวการณ์ที่สมาชิกในสังคมไม่พึงปรารถนา

2.        มีผลกระทบต่อคนเป็นจำนวนมาก

3.        มีความต้องการที่จะปรับปรุงแก้ไข

                ตัวอย่างที่เป็นปัญหาสังคมไทย  ได้แก่

1.          ปัญหาความยากจน

2.          ปัญหาการกระจายรายได้

3.          ปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวง

4.          ปัญหายาเสพติดให้โทษ

5.          ปัญหาการว่างงาน

6.          ปัญหาสิ่งแวดล้อม

7.          ปัญหาโรคเอดส์

                การเปลี่ยนแปลงทางสังคมไทย  แบ่งได้ดังนี้คือ

1.        เปลี่ยนแปลงครั้งก่อน ร.4 แต่เดิมเชื่อถือผีสาง เทวดา พวกผีฟ้าหรือต้อนรับทุกศาสนาเข้ามาเปลี่ยนเทวดา  นำไปสู่การเชื่อถือเรื่องวิญญาณ สู่ประเพณี  เช่น  เผาเทียนเล่นไฟ  พอมาสมัยอยุธยาความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนเปลี่ยนจากพ่อกับลูกมาเป็น นาย–บ่าว ให้ชายเป็นใหญ่ในครอบครัว

2.        หลัง ร.4 อารยธรรมตะวันตกเข้ามา ผู้หญิงเริ่มมีบทบาทมากขึ้น มีอำนาจทางบ้านเรือนมากขึ้น เปลี่ยนสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม

3.        การเปลี่ยนทางสังคมและวัฒนธรรมปัจจุบัน อิทธิพลตะวันตกยิ่งมาก ความเชื่ออุดมการณ์ก็เปลี่ยนไป ความเท่าเทียมมีมากขึ้น ความสัมพันธ์ในครอบครัวลดลง แต่ถึงอย่างไร ความรักความอบอุ่นในครอบครัวยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อเยาวชนและวัฒนธรรมของชาติอย่างมาก

                การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

                สุโขทัย  พ่อปกครองลูก  มีพ่อขุนเป็นผู้นำ รับผิดชอบทุกด้าน ประชาชนมีหน้าที่ทำตามความสัมพันธ์ ใกล้ชิด

                อยุธยา  เป็นแบบเทวราชา หรือสมมติเทพ  มีการปกครองแบบจัตุสดมภ์ มีผู้รับผิดชอบคือ  จตุสดมภ์ภ์  เวียง  วัง  คลัง  นา

                สมัยรัตนโกสินทร์  ปกครองแบบเทวราชา  ตอนต้นแบบอยุธยา  จน ร.5  จึงมีการปฏิรูปสังคมเศรษฐกิจและปกครองจัดระเบียบตามตะวันตกจน 2475 จึงเปลี่ยนการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย โดยคณะราษฎร์  แบ่งอำนาจเป็น  3 ฝ่าย

15.     บริหาร  –  รัฐบาลรับผิดชอบ

16.     นิติบัญญัติ  –  ออกกฎหมายโดยรัฐสภา

17.     ตุลาการ  –  ให้ความยุติธรรมโดยศาล

                ทางเศรษฐกิจ  แบ่งเป็นมีแบบแผน และไม่มีแบบแผน

1.        ไม่มีแบบแผน  ตั้งแต่อยุธยา – 2504

2.        มีแบบแผน  หลัง 2504  เมื่อมีการจัดตั้ง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

                แนวโน้มของเศรษฐกิจ

1.        เศรษฐกิจ – ชนบทและเมืองจะต่างกันมากขึ้นในด้านรายได้

2.        เสียเปรียบดุลการค้าต่อเนื่อง เนื่องจากสั่งวัสดุเข้ามามากเสียเปรียบ

3.        แรงงานเกษตรจะเป็นแรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น รายได้ดีมากกว่า

4.        ชนบทมีพื้นที่ทำกินน้อยลง เนื่องจากการขยายตัวทางอุตสาหกรรม

5.        สังคมเน้นจากเกษตรเป็นอุตสาหกรรม

6.        ใช้เครื่องจักรกลมากขึ้น แรงงานลดความสำคัญลง

7.        เน้นทักษะมากขึ้น

8.        คมนาคมขยายตัวอย่างมาก

                แนวโน้มด้านสังคม

1.        มีความเป็นปัจเจกชนมากขึ้น เน้นส่วนบุคคลมากกว่าส่วนรวม

2.        เสมอภาค หญิงเลี้ยงตัวเองได้

3.        ครอบครัวแตกแยกมากขึ้น

4.        วัยรุ่นมีพฤติกรรมต่างไปจากเดิม

5.        ยังยึดถือโชคลาง แต่เป็นการแข่งขัน

6.        มีค่านิยมในด้านสร้างปัญหา เช่น เห็นแก่เงิน  นิยมต่างชาติ

                แนวโน้มด้านการเมือง

1.        มีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้นทุกรูปแบบ โดยผ่านการเลือกตั้ง

2.        มีประชาธิปไตยมากขึ้น

3.        ขาดแรงกระตุ้นให้สร้างผู้นำอย่างแท้จริง ประชากรไม่ค่อยสนใจการเมือง

4.        เป็นนักปฏิบัติมากกว่านักอุดมการณ์ ใช้อารมณ์ตัดสิน แต่หากเกิดปัญหามักจะมีผู้แก้ไขเสมอมาดั่งอยุธยาไม่สิ้นคนดี

5.        คนมีฐานะจะมีส่วนร่วมมากเมืองมากขึ้น เพราะมีเงินและพวกมาก

 

ภูมิปัญญาไทย

 

                ภูมิปัญญา คือ เป็นผลึกขององค์ความรู้ที่มีกระบวนการสั่งสมสืบทอด กลั่นกรองกันมายาวนาน มีรูปแบบที่หลากหลาย แต่ก็ได้ประสมประสานกัน ภูมิปัญญาจัดว่าเป็นเอกลักษณ์ (Identity) ของสังคม

ลักษณะของภูมิปัญญา

 

1.        ภูมิปัญญาพื้นบ้าน เป็นองค์ความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ที่สั่งสมและสืบทอดกันมา อันเป็นความสามารถและศักยภาพในเชิงแก้ปัญหา การปรับตัวเรียนรู้และสืบทอดไปสู่คนรุ่นใหม่ จึงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติเผ่าพันธุ์หรือเป็นวิถีของชาวบ้าน

2.        ภูมิปัญญาชาวบ้าน หมายถึง พื้นเพรากฐานของความรู้ชาวบ้าน ที่เกิดจากการสั่งสมการเรียนรู้มาเป็นระยะเวลายาวนาน มีลักษณะเชื่อมโยงผสมผสานกลมกลืนกันไปหมดในทุกสาขาวิชา  เช่น วิชาเศรษฐศาสตร์ เกี่ยวกับอาชีพ  ความเป็นอยู่  เกี่ยวกับการใช้จ่ายกับการศึกษาวัฒนธรรม

3.        ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นความรู้ที่มีอยู่ทั่วไปในสังคมชุมชน และในตัวของผู้รู้เอง หากมีการสืบค้นหาเพื่อศึกษาและนำมาใช้  เกิดการยอมรับ  ถ่ายทอดและพัฒนาไปสู่คนรุ่นใหม่

4.        ภูมิปัญญาไทย เป็นผลของประสบการณ์สั่งสม ของคนที่เรียนรู้จากปฏิสัมพันธ์สิ่งแวดล้อม  ปฏิสัมพันธ์ในกลุ่มชนเดียวกัน และระหว่างกลุ่มชุมชนหลายๆ ชาติพันธ์  รวมไปถึงโลกทัศน์ทีมีต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ ภูมิปัญญาเหล่านี้เคยเอื้ออำนวยให้คนไทยแก้ปัญหาได้ดำรงอยู่และสร้างสรรค์อารยธรรมของเราเองได้อย่างมีดุลยภาพกับสิ่งแวดล้อม

 

ลักษณะของภูมิปัญญาไทย  มีดังนี้

1.        ภูมิปัญญาไทยเป็นเรื่องของการใช้ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) ความเชื่อ (Belief) และพฤติกรรม (Behavior)

2.        ภูมิปัญญาไทยแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติแวดล้อม และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ

3.        ภูมิปัญญาไทยเป็นองค์รวมหรือกิจกรรมทุกอย่างในวิถีชีวิต

4.        ภูมิปัญญาไทยเป็นเรื่องของการแก้ปัญหา การจัดการ การปรับตัว การเรียนรู้ เพื่อความอยู่รอดของบุคคล ชุมชนและสังคม

5.        ภูมิปัญญาไทยเป็นแกนหลัก หรือกระบวนทัศน์ ในการมองชีวิตเป็นพื้นความรู้ในเรื่องต่างๆ

6.        ภูมิปัญญาไทยมีลักษณะเฉพาะหรือมีเอกลักษณ์ในตัวเอง

7.        ภูมิปัญญาไทยมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อการปรับสมดุลในพัฒนาการทางสังคม

 

สิทธิมนุษยชน

                สหประชาชาติได้จัดทำปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนตั้งแต่ ค.ศ.1948 เป็นกฎเกณฑ์ไม่ใช่กฎหมาย กติกาหลายข้อรวมทั้งปฏิญญาสากลได้ลงนามกันในทศวรรษ 1960 และบังคับใช้ใน ค.ศ. 1976 หลังจากที่ประเทศส่วนใหญ่ให้สัตยาบันแล้ว การให้สัตยาบันของประเทศต่างๆ หมายถึงพันธะที่จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงที่จะให้สิทธิแก่สหประชาชาติในการควบคุมตรวจตราว่า รัฐบาลเคารพสิทธิมนุษยชนของพลเมืองของตนหรือไม่

จุดมุ่งหมายสำคัญ

                เพื่อจะปกป้องพลเมืองแต่ละคนให้รอดพ้นจากการถูกรังแก ปฏิญญาสากลและระบุว่า สิทธิมนุษยชนเป็น “พื้นฐานแห่งเสรีภาพความยุติธรรม และสันติภาพในโลก”

                ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ประชาชนทุกคนมีเสรีภาพมีความเท่าเทียมกันในเกียรติศักดิ์ และสิทธิตั้งแต่เกิดมา และไม่ควรถูกเลือกปฏิบัติอันเนื่องจากสัญชาติ เผ่าพันธุ์ ศาสนา เชื้อชาติ  เพศ  ความคิดเห็นทางการเมือง  ความร่ำรวย หรือทรัพย์สิน สิทธิบางประการที่ระบุไว้ในปฏิญญาสากล คือ อิสรภาพจากการเป็นทาส อิสรภาพจากการถูกทรมาน การได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายโดยเท่าเทียมกัน อิสรภาพจากการถูกจับกุมตามอำเภอใจและสิทธิที่จะได้การพิจารณาคดีในศาลโดยยุติธรรม และการแสดงออก สิทธิที่จะได้รับการศึกษา สิทธิที่จะมีมาตรฐานการครองอาชีพอย่างเพียงพอ รวมทั้งการมีสุขภาพอนามัยดี การมีที่อยู่อาศัย และอาหารเพียงพอ สิทธิในการทำงาน จัดตั้งและเข้าร่วมในสหภาพแรงงาน

สิทธิมนุษยชน

                หมายถึง สิทธิที่มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ที่เท่เทียมกัน เป็นสิทธิที่ผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้ เช่น สิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองจากรัฐ  เรื่องชีวิต  ร่างกาย  ทรัพย์สิน  อนามัย  เป็นต้น

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

                รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้บัญญัติไว้ใน  หมวด 6  ส่วนที่ 80 มาตรา 199   กำหนดให้มีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติซึ่งประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่ง และกรรมการอื่นอีกสิบคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากผู้ซึ่งมีความรู้หรือประสบการณ์ด้านการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชนที่ประจักษ์ โดยต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของผู้แทนจากองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน

วาระในการดำรงตำแหน่ง

                กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งเพียงวาระเดียว

                อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

1.        ตรวจสอบและรายงานการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

2.        เสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมาย

3.        ส่งเสริมการศึกษาวิจัยเผยแพร่ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน

4.        ส่งเสริมความร่วมมือประสานงานระหว่างหน่วยราชการ องค์การเอก ชนและองค์การอื่นด้านสิทธิมนุษยชน

5.        จัดทำรายงานประจำปีเพื่อประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศและเสนอต่อรัฐสภา

6.        อำนาจหน้าที่อื่นตามนักกฎหมายบัญญัติ

               

พลเมืองดีในสังคมประชาธิปไตย

พลเมืองดีในสังคมประชาธิปไตย ควรมีลักษณะดังนี้

1.        มีความรู้ ความเข้าใจและเชื่อมั่นศรัทธาในการปกครองระบอบประชาธิปไตย

2.        มีความเข้าใจและตระหนักถึงสถานภาพและบทบาทของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานภาพและบทบาทของพลเมือง ตระหนักถึงความสำคัญของตนเองในฐานะพลเมือง ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย มีสถานภาพเป็นทั้งผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครอง

3.        มีความเข้าใจและตระหนักถึงสิทธิและเสรีภาพของตนเองและผู้อื่น ใช้สิทธิและเสรีภาพของตนเองอย่างมีความรับผิดชอบ เช่น ศึกษาผู้สมัครรับเลือกตั้งอย่างดีก่อนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

4.        มีความเข้าใจและตระหนักในหน้าที่ของพลเมือง มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีความรับผิดชอบปฏิบัติหน้าที่ของตนในฐานะพลเมืองของประเทศชาติและพลเมืองของท้องถิ่นอย่างครบถ้วนสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ

แนวทางการดำเนินชีวิตของพลเมืองดี

1.        เคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น

2.        เคารพเหตุผล รับฟังความคิดเห็นและเหตุผลของบุคคลอื่น ใช้เหตุผลและสติปัญญาในการตัดสิตใจ ไม่ดื้อดึงถือเอาความเห็นและเหตุผลของตนเองเป็นสำคัญ

3.        มีวินัยในตนเอง ควบคุมตนเองให้ทำในสิ่งที่ควรทำ และไม่ทำในสิ่งที่ควรละเว้น รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง พลเมืองในสังคมประชาธิปไตยมีความเป็นอิสระและปกครองตนเอง

4.        ใฝ่หาความรู้ ศึกษาแสวงหาความรู้และข่าวสารข้อมูลด้านต่างๆ ในสังคมประชาธิปไตย

5.        มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความกล้าหาญและเชื่อมั่นในความคิดและการกระทำของตนเอง กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น มั่นใจในการกระทำสิ่งที่ถูกต้อง

6.        เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ไม่เห็นแก่ตัว มีน้ำใจ ยอมเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ให้ความร่วมมือในกิจกรรมต่างๆ เพื่อสังคม             

รัฐ

ความหมายของรัฐ

                รัฐ หมายถึง กลุ่มคนที่รวมกันอยู่ในดินแดนอันมีอาณาเขตแน่นอน และมีรัฐบาลซึ่งมีอำนาจอธิปไตย หรืออำนาจสูงสุดในการดำเนินกิจการของรัฐทั้งในและนอกประเทศโดยอิสระ

                องค์ประกอบของรัฐ  มี  4 ประการได้แก่

1.        ประชากร หมายถึง ประชาชนที่ตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ในดินแดน หรือขอบเขตของรัฐนั้น

2.        ดินแดน หรือ อาณาเขต รัฐต้องมีดินแดน หรืออาณาเขตที่ตั้งที่แน่นอน จะมีขนาดเล็ก หรือใหญ่ก็ได้

3.        รัฐบาล รัฐจำเป็นต้องมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ปกครอง ซึ่งเรียกว่า “รัฐบาล” เป็นผู้ทำหน้าที่คุ้มครองรักษาความสงบภายใน ป้องกันการรุกรานจากภายนอก การจัดการ ฯลฯ

4.        อำนาจอธิปไตย หมายถึง อำนาจสูงสุดในการปกครองของรัฐ ซึ่งทำให้รัฐมีอิสรเสรีภาพ และความเป็นเอกราชในอำนาจอธิปไตยในรัฐ

                ประเภทของรัฐ  มี  2 ประเภท  คือ

                1.  รัฐเดี่ยว  คือ  รัฐที่มีรัฐบาลปกครองเพียงรัฐบาลเดียว โดยรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง หน่วยการปกครองอื่นๆ ภายในประเทศถือว่าอยู่ในฐานะเป็นตัวแทนของรัฐบาลกลาง เช่น ไทย  ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น  อังกฤษ  นอรเวย์  สวีเดน  ฯลฯ

                ข้อสังเกตลักษณะของรัฐเดี่ยว

1.1         ต้องมีรูปลักษณะการปกครองที่มีกฎหมาย ระเบียบแบบแผน เป็นแบบอย่างเดียวกันทั้งประเทศ

1.2         มีอาณาเขตไม่กว้างขวางเท่าใดนัก

1.3         รัฐบาลกลางรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางแห่งเดียว

                2.  รัฐรวม  คือ รัฐที่มีการปกครองโดยมีรัฐบาลสองระดับ ได้แก่ รัฐบาลที่ตั้งอยู่ที่เมืองหลวงของรัฐ ส่วนอีกรัฐบาลเรียกว่า รัฐบาลมลรัฐ หรือรัฐบาลท้องถิ่น ตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางของท้องถิ่น ซึ่งจะมีหน้าที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตประจำวัน

                ข้อสังเกตของลักษณะของรัฐรวม

            มีรัฐบาล 2 ระดับ รัฐบาลกลาง และรัฐบาลส่วนท้องถิ่น

            ส่วนใหญ่จะมีอาณาเขตกว้างขวาง

            รัฐบาลกลางจะไม่มีเอกภาพในการบริหาร เพราะรัฐบาลส่วนท้องถิ่นจะวางนโยบายปกครองตนเอง

            ประชาชนจะมีหลายเชื้อชาติ และหลายวัฒนธรรมมาอยู่รวมกัน

            ชื่อประเทศมักจะขึ้นต้นด้วย คำว่า  สหรัฐ  สหภาพ  สหพันธรัฐ  สมาพันธรัฐ

หน้าที่ของรัฐ

1.        ให้ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแก่ประชาชน

2.        ให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนในด้านต่างๆ

3.        ให้สวัสดิการแก่ประชาชน

4.        รักษาความสงบและความเป็นระเบียบเรียบร้อย

5.        รักษาอธิปไตย หรือความเป็นเอกราชของประเทศ

                ระบบการปกครองของรัฐ  จะมีระบบใหญ่ๆ  อยู่ 2 ระบบ

1.        แบบประชาธิปไตย

2.        แบบเผด็จการ

                การปกครองแบบประชาธิปไตย

                การปกครองแบบระบอบประชาธิปไตย หมายถึง ระบบการเมืองที่อำนาจสูงสุดในการปกครองเป็นของประชาชน และการได้มีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง โดยประชาชนและเพื่อประชาชน ซึ่งลักษณะการปกครองแบบประชาธิปไตย จะต้องประกอบด้วยหลักการขั้นพื้นฐาน  ดังนี้

–         ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในการปกครองของรัฐ

–         บุคคลมีคุณค่า และความเท่าเทียมกัน

–         บุคคลมีสิทธิ เสรีภาพ เป็นหลักประกันในการที่จะใช้เสรีภาพให้เป็นไปตามหลักการ  ขั้นมูลฐาน

–         เน้นหลักการประนีประนอมเพื่อหลีกเลี่ยงข้อขัดแย้ง

–         เน้นหลักศีลธรรม เพื่อให้ความสุจริต ไม่เห็นแก่ตัว และแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

–         ต้องให้ความสำคัญแก่บุคคล โดยรัฐบาลต้องให้ความคุ้มครองประชาชนให้อยู่รอดปลอดภัย

–         นำหลักการของเหตุผลมาพิจารณาในการขจัดความขัดแย้ง

–         ยึดหลักเสียงข้างมากในการตัดสินปัญหา

                รูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตย  มี  3 แบบ  คือ

            1.     แบบรัฐสภา  กำหนดให้รัฐสภามีอำนาจและความสำคัญเหนือกว่าคณะรัฐมนตรี โดยให้รัฐสภาทำหน้าที่ควบคุมนโยบาย และการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี ในขณะที่คณะรัฐมนตรีจะนำเอากฎหมายที่รัฐสภาบัญญัติไว้ไปปฏิบัติ ฝ่ายนิติบัญญัติอาจจะลงมติไม่ไว้วางใจฝ่ายบริหาร ถ้าหากแพ้มติในรัฐสภา รัฐบาลต้องลาออกจากตำแหน่ง อย่างไรก็ตามฝ่ายบริหารอาจประกาศยุบสภาได้ การปกครองในลักษณะนี้ทำให้ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารควบคุมการทำงานซึ่งกันและกัน เช่น ประเทศอังกฤษ ไทย ญี่ปุ่น

            2.     แบบประธานาธิบดี เป็นการปกครองแบบที่ใช้ระบบแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร และตุลาการ ทุกอำนาจจะถ่วงดุลซึ่งกันและกัน สมาชิกรัฐสภาและประธานาธิบดีจะต้องได้รับเลือกตั้งจากประชาชน แต่ละฝ่ายมีอำนาจและมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ประเทศที่มีการปกครองแบบนี้ คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งประเทศที่มีรัฐบาลแบบนี้ ประชาชนจะได้รับหลักประกันเรื่องสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่

            3.     แบบกึ่งประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภา เป็นการนำการปกครองทั้ง 2 แบบมาผสมผสานกัน เช่น ประเทศฝรั่งเศส

 

การกครองแบบเผด็จการ

            การปกครองแบบเผด็จการเป็นการปกครองที่รวมอำนาจการปกครองทั้งหมดไว้ที่คนเพียงคนเดียว หรือคณะบุคคล หรือพรรคการเมืองเดียว ซึ่งหลักของการปกครองแบบเผด็จการมีดังนี้

1.        ผู้นำคนเดียว หรือ คณะผู้นำของกองทัพ หรือของพรรคการเมืองพรรคเดียวมีอำนาจสูงสุดในการปกครอง

2.        ผู้นำ หรือคณะผู้นำสามารถที่จะอยู่ในอำนาจได้ตลอดชีวิต หรือความที่กองทัพหรือกลุ่มให้การสนับสนุน

3.        การรักษาความมั่นคงของผู้นำมีความสำคัญกว่าการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชน

4.        รัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้งสมาชิกสภา ไม่มีความสำคัญต่อกระบวนการปกครอง

                รูปแบบการปกครองเผด็จการ  มี  2 ประเภท คือ

1.        เผด็จการอำนาจนิยม  รัฐบาลหรือผู้ปกครองเข้ามาควบคุมสิทธิ และเสรีภาพทางการเมืองของประชาชน มักจะไม่ยอมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง แต่รัฐบาลหรือผู้นำยังคงให้สิทธิ และเสรีภาพแก่ประชาชนในด้านเศรษฐกิจ และสังคม เช่น การปกคราองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แบบอภิชนาธิปไตย หรือแบบคณะบุคคล

2.        เผด็จการเบ็ดเสร็จ หมายถึง การปกครองที่ผู้นำมีอำนาจสูงสุด และใช้อำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว พยายามที่จะสร้างอุดมการณ์เพื่อความชอบธรรมให้กับการใช้อำนาจ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ  และสังคม มีการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างรุนแรง  เผด็จการแบบนี้จะไม่ยอมให้มีฝ่ายตรงข้าม จะควบคุมการสื่อสารทุกชนิด ซึ่งเผด็จการเบ็ดเสร็จมี 2 ประเภท

1)       เผด็จการฟัสซิสต์

2)       เผด็จการคอมมิวนิสต์

ข้อดีและข้อเสียของการปกครองระบบประชาธิปไตย

                ข้อดี       

1.        ประชาชนมีโอกาสเข้าร่วมการบริหารประเทศ

2.        ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมาก

3.        ช่วยระงับข้อขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับประชาชน

                ข้อเสีย

1.        เกิดความล่าช้าในการตัดสินใจเพราะต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ มาก

2.        เสียค่าใช้จ่ายในการปกครองค่อนข้างมาก

3.        อาจนำไปสู่ความสับสนวุ่นวายได้

                ระบบเศรษฐกิจการเมืองของประเทศต่างๆ  อาจแบ่งได้   4  ระบบ  คือ

                ระบบ  ทุนนิยมประชาธิปไตย หมายถึง การที่ประเทศนำเอาระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยมาผสมผสานกับระบบเศรษฐกิจให้เสรีภาพกับบุคคลในการประกอบการมากที่สุด เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา  ออสเตรเลีย  ญี่ปุ่น

                ระบบ สังคมนิยมประชาธิปไตย  หมายถึง  ประเทศที่ใช้ระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย แต่ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม  โดยรัฐจะเข้าไปดูแลการผลิตทีสำคัญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ เช่น ประเทศนอร์เวย์  สวีเดน  อังกฤษ  ไทย

                ระบบ  สังคมนิยมเผด็จการ หรือเรียกว่า เผด็จการคอมมิวนิสต์ หมายถึง ประเทศที่ใช้การปกครองระบบเผด็จการทางการเมือง ควบคู่กับระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม โดยรัฐจะเป็นผู้ควบคุม กำหนดการวางแผนควบคุมทรัพยากร ดำเนินการผลิต การควบคุมราคาและดำเนินการแจกจ่าย หรือปันส่วนเองทั้งหมด  เช่น  สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีเหนือ  คิวบา

                ระบบ ทุนนิยมเผด็จการ หมายถึง ประเทศที่ใช้ระบบการปกครองแบบเผด็จการและใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมประเทศที่ระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบนี้ส่วนใหญ่ จะเป็นประเทศกำลังพัฒนา หรืประเทศที่เกิดใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่น  เกาหลีใต้ยุคประธานาธิบดีปักจุงฮี  และประเทศไทยยุคจอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์

 

วิวัฒนาการทางการเมืองปกครองของไทย

สมัยสุโขทัย

                ลักษณะการปกครองจะเป็นแบบ “บิดาปกครองบุตร” คือ พระมหากษัตริย์จะถือพระองค์เป็นพ่อของราษฎร มีหน้าที่ให้ความคุ้มครอง ป้องกันภัย และส่งเสริมความสมบูรณ์พูนสุขให้ราษฎร ส่วนการจัดการปกครองอาณาจักรสุโขทัย       แบ่งการปกครอง ดังนี้

1.        การปกครองราชธานี พระมหากษัตริย์ดำเนินการปกครองเอง และเป็นศูนย์กลางการปกครองอำนาจการวินิจฉัยสั่งการอยู่ที่หัวเมือง

2.        การปกครองส่วนภูมิภาค แบ่งหัวเมืองการปกครองออกเป็น  2 ประเภท คือ

            หัวเมืองชั้นใน ได้แก่  เมืองหน้าด่าน  หรือเมืองลูกหลวง จัดเป็นเมืองในเขตรอบพระราชธานี 4 ด้าน คือ เมืองศรีสัชนาลัย (สวรรคโลก)  สองแคว (พิษณุโลก)  สระหลวง (พิจิตร)  ชากังราว (กำแพงเพชร)

            หัวเมืองชั้นนอก หรือเมืองพระยามหานครที่มีผู้ปกครองดูแลที่ขึ้นตรงต่อสุโขทัย แต่อยู่ไกลออกไป เช่น  เมืองแพรก (สรรคบุรี) อู่ทอง (สุพรรณบุรี) ราชบุรี ตะนาวศรี แพร่ หล่มสัก  เพชรบูรณ์  ศรีเทพเมืองประเทศราช ส่วนใหญ่เป็นเมืองที่ชาวต่างชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม มีกษัตริย์ปกครองแต่ขึ้นกับสุโขทัยในฐานะประเทศราช เช่น นครศรีธรรมราช  ยะโอว์  ทวาย  เมาะตะมะ  หงสาวดี  น่าน  เวียงจันทร์

3.        การปกครองประเทศราช ให้เจ้าเมืองเดิมปกครองกันเองแต่ต้องส่งบรรณาการ

สมัยอยุธยา

                การปกครองในสมัยอยุธยาเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยได้รับอิทธิพลมาจากขอมและอินเดีย เป็นการปกครองแบบเทวสิทธิ์ หรือเทวราชา หรือสมมติเทพ ซึ่งถือว่าพระมหากษัตริย์เป็นเสมือนเจ้าชีวิต การจัดการปกครองในสมัยอยุธยา แบ่งออกได้ 3 สมัย คือ

                1.  สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (อู่ทอง)  แบ่งการปกครอง  คือ

                การปกครองส่วนกลาง  หรือราชธานีจัดการปกครองแบบจตุสดมภ์ ตามอิทธิพลของขอม คือ

                                เวียง        รับผิดชอบด้านรักษาความสงบเรียบร้อย และปราบปรามโจรผู้ร้าย

                                วัง            มีหน้าที่เกี่ยวกับราชสำนัก การยุติธรรม และตัดสินคดีต่างๆ

                                คลัง         ดูแลด้านงานคลังมหาสมบัติ การค้า และภาษีต่างๆ

                                นา           รับผิดชอบเกี่ยวกับด้านการเกษตร

                การปกครองส่วนภูมิภาค   แบ่งการปกครองออกเป็น  4 ส่วน  คือ

                เมืองหน้าด่าน                         สำหรับป้องกันราชธานี  4 ทิศ คือ  ลพบุรี  นครนายก  พระประแดง     และสุพรรณบุรี

            หัวเมืองชั้นใน                            เป็นเมืองที่เรียงรายตามระยะทางคมนาคม สามารถติดต่อกับราชธานีได้ภายใน2 วันเช่น  สิงห์บุรี  ปราจีนบุรี  ชลบุรี   ราชบุรี   เป็นต้น

            หัวเมืองชั้นนอก                         หรือเมืองพระยามหานครได้แก่เมืองที่อยู่ไกลออกไปตามทิศต่างๆ เช่น โคราช จันทบุรี  นครศรีธรรมราช  ตะนาวศรี  ฯลฯ  เมืองเหล่านี้  พระมหากษัตริย์จะส่งขุนนางที่ไว้วางพระทัยไปปกครอง

            หัวเมืองประเทศราช                  ได้แก่  มะละกา  ยะโฮว์

                2.  ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  ได้มีการปรับปรุงการปกครองครั้งใหญ่และใช้มาจนสิ้นสมัยอยุธยา การปรับปรุงการปกครองที่สำคัญ มีดังนี้

1.        แบ่งแยกการปกครองออกเป็น  2 ฝ่าย  คือ

1.1)     การปกครองฝ่ายพลเรือน  มีสมุหนายกเป็นหัวหน้า

1.2)     การปกครองฝ่ายทหาร  มีสมุหกลาโหมเป็นหัวหน้า    

2.        ยกเลิกเมืองหน้าด่านและการส่งพระราชวงศ์ไปปกครอง โดยแต่งตั้งขุนนางไปปกครอง

3.        จัดลำดับหัวเมืองชั้นนอก  เป็นหัวเมืองเอก โท ตรี ตามลำดับความสำคัญ โดยส่งขุนนางไปปกครอง

4.        หัวเมืองชั้นใน มีฐานะเป็นเมืองจัตวา ขึ้นตรงต่อราชธานี

5.        จัดวางระเบียบเกี่ยวกับการกำหนดศักดินา  ตำแหน่ง  ยศ และราชทินนามสำหรับบุคคลที่จะเข้ารับราชการ

                3.  สมัยพระเทพราชา  มีการเปลี่ยนแปลงจากสมัยพระบรมไตรโลกนาถเล็กน้อย โดยเปลี่ยนระบบการควบคุมอำนาจทางทหารฝ่ายเดียวไปเป็นแบบคานอำนาจสองฝ่าย สมุหนายกควบคุมดูแลหัวเมืองทางเหนือ สมุหกลาโหมดูแลหัวเมืองทางใต้

สมัยธนบุรี

                การปกครองสมัยธนบุรี ยังคงเลือกตามแบบอย่างสมัยอยุธยาเป็นหลัก

สมัยรัตนโกสินทร์

                การปกครองสมัยรัตนโกสินทร์ แบ่งได้ 3 สมัย  ดังนี้

1.        การปกครองสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ก่อนการปฏิรูปการปกครองในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังคงยึดหลักตามแบบอย่างในสมัยอยุธยา แต่ความเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของพระมหากษัตริย์ลดลง

2.        การปฏิรูปการปกครองในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

3.        สมัยประชาธิปไตย

                สาเหตุการปฏิรูปการปกครอง

1.        เพื่อป้องกันลัทธิจักรวรรดินิยม

2.        เพื่อพัฒนาประเทศตามแบบอย่างอารยประเทศ

3.        เพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

4.        เพื่อรักษาความอยู่รอดและรักษาเอกราชให้มั่นคง

                การปฏิรูปการปกครอง

1.        การปรับปรุงการบริหารราชการส่วนกลาง

1.1)     ยกเลิกตำแหน่งสมุหนายก สมุหกลาโหม  และตำแหน่งจตุสดมภ์

1.2)     จัดตั้งกระทรวงขึ้นทั้งหมด  12 กระทรวง  เมื่อ  พ.ศ.  2435 คือ

1)       มหาดไทย  บังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือ และเมืองลาว

2)       กลาโหม บังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายใต้ หัวเมืองฝ่ายตะวันออกและเมืองมลายา

3)       ต่างประเทศ จัดการเกี่ยวกับต่างประเทศ

4)       วัง  กิจการในพระราชวัง

5)       เมืองหรือนครบาล จัดการเกี่ยวกับเรื่องตำรวจและราชทัณฑ์

6)       เกษตรธิการ ว่าการเกี่ยวกับการเพาะปลูก เหมืองแร่ ป่าไม้

7)       คลัง  ว่าการภาษีอากรและงบประมาณแผ่นดิน

8)       ยุติธรรม  จัดการเรื่องชำระคดีและการศาล

9)       ยุทธนาธิการ  จัดการเกี่ยวกับเรื่องการทหาร

10)    ธรรมการ  ว่าการเรื่องการศึกษา การสาธารณสุข และสงฆ์

11)    โยธาธิการ ว่าด้วยเรื่องการก่อสร้าง  ถนน  คลอง  การช่าง  ไปรษณีย์โทรเลข  รถไฟ

12)    มุรธาธิการ เกี่ยวกับการรักษาตราแผ่นดิน และระเบียบสารบรรณ

1.3)     ตั้งสภาที่ปรึกษาในพระองค์ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็น “รัฐมนตรีสภา” ประกอบด้วยเสนาบดี หรือผู้แทนแต่งตั้งรวมกันไม่น้อยกว่า 12 คน จุดประสงค์เพื่อให้เป็นที่ปรึกษาและคอยทัดทานอำนาจพระมหากษัตริย์

1.4)     ตั้งองคมนตรีสภา ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกไม่น้อยกว่า 49 คน มีทั้งสามัญชน ขุนนางระดับต่างๆ และพระราชวงศ์ องคมนครี  สภานี้มีฐานะรองจากรัฐมนตรีสภา เพราะข้อความที่ปรึกษาและตกลงกันในองคมนตรีสภาแล้ว จะต้องนำเข้าที่ประชุมรัฐมนตรีสภาแล้วจึงจะเสนอเสนาบดีกระทรวงต่างๆ

2.        การปรับปรุงการปกครองส่วนภูมิภาค  ยุบหัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอก และหัวเมืองประเทศราช โดยให้จัดการปกครองแบบเทศาภิบาล โดยแบ่งการปกครองท้องที่ต่างๆ ออกเป็น  หมู่บ้าน  ตำบล  อำเภอ  เมือง (จังหวัด)  และมณฑล  โดยส่งข้าราชการจากส่วนกลางไปปกครอง

3.        การปรับปรุงการปกครองส่วนท้องถิ่น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจัดให้มีการบริหารงานราชการส่วนท้องถิ่นในรูปสุขาภิบาล ซึ่งมีหน้าที่คล้ายเทศบาลในปัจจุบัน ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2440 โดยโปรดเกล้าฯ ให้ตรา พ.ร.บ.สุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ. 116 (พ.ศ. 2440) ขึ้นบังคับใช้ในกรุงเทพฯ ต่อมาได้ย้ายไปที่ท่าฉลอม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าให้ตรา พ.ร.บ.สุขาภิบาล พ.ศ. 2448

                การปกครองในระบอบประชาธิปไตย

                สาเหตุการปฏิวัติการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

1.        อิทธิพลแนวความคิดประชาธิปไตย ซึ่งได้รับจากประเทศตะวันตก

2.        นักเรียนไทยที่ไปศึกษาในประเทศตะวันตกต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบประชาธิปไตย

3.        รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำได้

คณะราษฎร์ประกอบด้วย ทหารบก  ทหารเรือ  ทหารอากาศ ตำรวจ  และพลเรือน  ซึ่งมีพันเอกพระพหลพลพยุหเสนา เป็นหัวหน้าฯ และนายปรีดี  พนมยงค์ เป็นเลขาฯ  ได้ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นผลสำเร็จ  เช้าตรู่วันที่  24  มิถุนายน 2475

                ผลการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  มีสาระสำคัญดังนี้

1.        ยกเลิกการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เปลี่ยนมาเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

2.        มีกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด และเป็นหลักในการปกครองประเทศ

3.        พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชฐานะและพระราชอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ โดยพระองค์ทรงเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยโดยทางอ้อม  3 ทาง คือ

1)       อำนาจนิติบัญญัติ            ผ่านทางรัฐสภา

2)       อำนาจบริหาร  ผ่านทางคณะรัฐมนตรี

3)       อำนาจตุลาการ ผ่านทางศาลยุติธรรม

4.        มีการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ออกเป็น  3 ส่วน คือ

1)       ส่วนกลาง ได้แก่  กระทรวง  ทบวง  กรม

2)       ส่วนภูมิภาค  ได้แก่  จังหวัด  อำเภอ  ตำบล  หมู่บ้าน

3)       ส่วนท้องถิ่น  ได้แก่  เทศบาล  องค์การบริหารส่วนตำบล  องค์การบริหารส่วนจังหวัด  เมืองพัทยา  และกรุงเทพมหานคร

                การปกครองแบบประชาธิปไตยของไทยในปัจจุบัน

                ปัจจุบันประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข  ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ

                พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์

1.        พระราชอำนาจในการยับยั้งพระราชบัญญัติ พ.ร.บ. หรือกฎหมายที่นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย

2.        พระราชอำนาจในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน

3.        พระราชอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนครี ซึ่งประกอบไปด้วยประธานองคมนตรี 1  คน และองคมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 18 คน มีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา

4.        พระราชอำนาจในการสถาปนาฐานันดรศักดิ์ และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์

                สิทธิของระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย

1.        สิทธิที่จะพระราชทานคำแนะนำตักเตือน แก่รัฐบาล รัฐสภา ศาล หรือองค์กรอื่นๆ ที่ทรงเห็นว่าจะเกิดผลเสียหายแก่บ้านเมือง

2.        สิทธิที่ทรงจะได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ ในฐานะที่ทรงดำรงตำแหน่งพระประมุขของประเทศ

3.        สิทธิที่จะพระราชทานคำปรึกษาหารือ ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีปัญหาเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน อาจนำปัญหานี้ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อขอพระราชทานคำปรึกษาได้

4.        สิทธิที่จะพระราชทานการสนับสนุนการกระทำ หรือกิจการใดๆ ของรัฐ หรือเอกชนได้ หากพระมหากษัตริย์ทรงเห็นว่ากิจการนั้นๆ เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง

                พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์

1.        พิธีการและศาสนา

2.        สงเคราะห์ประชาชน

3.        พัฒนาสังคม

4.        การเมืองการปกครอง

                บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์

1.        ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน

2.        ทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งความต่อเนื่องของชาติ

3.        ทรงเป็นพุทธมามกะและอัครศาสนูปถัมภก

4.        ทรงส่งเสริมความมั่นคงของประเทศ

5.        ทรงแก้ไขวิกฤตการณ์ที่ร้ายแรงในประเทศ

6.        ทรงมีส่วนเสริมสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ

7.        ทรงมีส่วนเกื้อหนุนระบอบประชาธิปไตย

8.        ทรงเป็นผู้นำในการพัฒนาและปฏิรูปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

9.        ทรงเป็นพลังในการสร้างขวัญและกำลังใจของประชาชน

                การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล แบ่งออกเป็น  3 ส่วน

1.        ระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง ได้แก่  กระทรวง  ทบวง  กรม

2.        ระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค  ได้แก่  จังหวัด  อำเภอ  ตำบล  หมู่บ้าน

3.        ระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น  เป็นการกระจายอำนาจการปกครองไปสู่ท้องถิ่น  อันเป็นการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นการใช้สิทธิในการปกครองตนเองของท้องถิ่น

                การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นไทย  ปัจจุบันแบ่งเป็น  4 แบบ คือ

1.        เทศบาล

2.        องค์การบริหารส่วนจังหวัด

3.        องค์การบริหารส่วนตำบล

4.        ลักษณะพิเศษ

4.1)     กรุงเทพมหานคร

4.2)     เมืองพัทยา

                อำนาจตุลาการ  คือ  ศาล

                ศาลรัฐธรรมนูญ  มีอำนาจหน้าที่สำคัญ คือ

1.        วินิจฉัย กฎหมายขัดแย้งรัฐธรรมนูญหรือไม่

2.        วินิจฉัย ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่างๆ

                องค์การที่ทำหน้าในศาลรัฐธรรมนูญ เรียกว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และได้รับการแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของวุฒิสภา

                ศาลปกครอง มีหน้าที่รับพิจารณาคดีที่ประชาชนยื่นฟ้องหน่วยงานราชการ ตัวข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ  พนักงานรัฐวิสาหกิจที่ทำความเสียหายให้โดยศาลปกครองมี 2 ระดับ คือ

1.        ศาลปกครองชั้นต้น

2.        ศาลปกครองสูงสุด

                ตุลาการศาลปกครองได้รับการแต่งตั้ง โดยความเห็นชอบของสมาชิกวุฒิสภา

                ศาลยุติธรรม

                มีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีโดยทั่วไป โดยแบ่งเป็น  3 ระดับ  ได้แก่

1.        ศาลชั้นต้น

2.        ศาลอุทธรณ์

3.        ศาลฎีกา

 

                ศาลชั้นต้น  หมายถึง  ศาลที่รับพิจารณาคดีเป็นเบื้องต้นระหว่างคู่กรณีที่พิพาทกัน ปัจจุบันศาลชั้นต้น ได้แก่

1.        ศาลแพ่ง

2.        ศาลอาญา

3.        ศาลจังหวัด

4.        ศาลแขวง

5.        ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง

6.        ศาลแรงงาน

7.        ศาลภาษีอากร

8.        ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ

9.        ศาลล้มละลาย

                คณะกรรมการตุลาการ  ( ก.ต. ) มีอำนาจหน้าที่แต่งตั้งโยกย้ายถอดถอนผู้พิพากษาศาลยุติธรรม ประธาน ก.ต. คือ ประธานศาลฎีกา

                พรรคการเมือง  หมายถึง กลุ่มบุคคลที่มีแนวนโยบายทางด้านการเมืองเหมือนกัน แล้วจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองขึ้นมา มีหน้าที่ คือ

1.        ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง เช่น ส่งคนสมัคร ส.ส.

2.        เผยแพร่อุดมการณ์ประชาธิปไตย

3.        ควบคุมการทำงานของรัฐบาล

                คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกอบด้วย ประธานคณะกรรมการ 1 คน  และกรรมการ มีหน้าที่ จัดการเลือกตั้ง ควบคุมการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. รวมทั้งการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่น โดยมีสมาชกวุฒิสภา เป็นผู้ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้ง

บุคคลที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง  มีดังนี้

1.        วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือน  ไม่สมประกอบ

2.        เป็นภิกษุสามเณร นักพรต หรือนักบวช

3.        ต้องคุมขังหรือโดยหมายศาล หรือคำสั่งที่ชอบโดยกฎหมาย

4.        อยู่ในระหว่างเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

                ป.ป.ช. ย่อมจาก คณะกรรมกาป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ มีหน้าที่ตรวจสอบนักการเมือง หรือข้าราชกการระดับสูงที่ทุจริตหรือประพฤติมิชอบทางราชการ

 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

                รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุด และเป็นกฎหมายแม่บทของประเทศ มีอำนาจบังคับเหนือกว่ากฎหมายอื่นใด กฎหมาย กฎ ระเบียบใดๆ จะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้

                ในสังคมประชาธิปไตย การปกครองประเทศเป็นไปตามหลักนิติธรรมอันหมายถึง การใช้กฎหมายเป็นหลักในการปกครองประเทศ ถือว่ากฎหมายมีความสำคัญสูงสุด ผู้นำและผู้ที่มีอำนาจในการปกครองและบริหารประเทศต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่สามารถใช้อำนาจตามอำเภอใจ ต้องดำเนินการบริหารประเทศภายในกรอบของกฎหมาย เนื้อหาสระของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมีความสำคัญยิ่งต่อการจัดระเบียบการปกครองและการดำเนินการบริหารประเทศ ดังสรุปสาระสำคัญได้  3 ประการ คือ

               

1.  หลักการและรูปแบบการกครองประเทศ

                รัฐธรรมนูญจะกำหนดรูปแบบของรัฐ ระบอบการปกครองประเทศ หลักการ และนโยบายพื้นฐานที่สำคัญในการจัดระเบียบและดำเนินการปกครองประเทศไว้อย่างชัดเจน ได้แก่ การบัญญัติว่าประเทศนั้นเป็นรัฐเดี่ยว หรือรัฐรวม เป็นสหรัฐ สหพันธรัฐ สมาพันธรัฐ หรือสหภาพเป็นราชอาณาจักร หรือเป็นสาธารณรัฐ และมีการจัดระเบียบการปกครองประเทศตามแนวทางหรือระบอบการเมืองการปกครองแบบใด นอกจากนั้น ยังมีการกำหนดหลักการหรือนโยบายสำคัญของประเทศในในด้านต่างๆ เช่น  ด้านการเมือง  เศรษฐกิจ  และสังคม เป็นตน

                2.  กลไกในการปกครองประเทศ

                รัฐธรรมนูญจะกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสถาบันทางการเมืองการปกครอง และบุคคลสำคัญที่มีอำนาจหน้าที่ในการใช้อำนาจปกครองประเทศไว้อย่างชัดเจนและครบถ้วน เพื่อใช้เป็นหลักในการจัดกลไกในการปกครองบ้านเมือง  กำหนดระเบียบกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสถาบันที่ทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ องค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ ตำแหน่งที่สำคัญต่างๆ และขอบเขตอำนาจหน้าที่ของแต่ละตำแหน่ง

                3.  สิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ของพลเมือง

                รัฐธรรมนูญของประเทศประชาธิปไตยจะกำหนดสิทธิและเสรีภาพของพลเมืองไว้อย่างกว้างขวางและชัดเจนเป็นการรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ตลอดจนเป็นหลักประกันว่าสิทธิและเสรีภาพของพลเมือง จะได้รับการคุ้มครองจากรัฐ นอกจากการรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนแล้ว รัฐธรรมนูญยังบัญญัติเกี่ยวกับหน้าที่ที่ประชาชนถึงมีต่อประเทศชาติไว้ด้วย อาทิ หน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายหน้าที่ป้องกันประเทศ หน้าที่เสียภาษีอากร หน้าที่รับการศึกษาอบรม เป็นต้น

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

                ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 จนปัจจุบัน ประเทศไทยได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญรวมทั้งสิ้น  18 ฉบับ  ดังนี้

1.        พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475

2.        รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475

3.        รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  2489

4.        รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)  พุทธศักราช 2490

5.        รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  2492

6.        รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  2475 แก้ไขเพิ่มเติม  พุทธศักราช  2495

7.        รัฐธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  2502

8.        รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  2511

9.        รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  2515

10.     รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  2517

11.     รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  2519

12.     รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  2520

13.     รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  2521

14.     รัฐธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  2534

15.     รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  2534

16.     รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  2540

17.     รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  2549 

18.     รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  2550

 

สรุปสาระสำคัญรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550

 

องคมนตรี

ที่มา

:

พระมหากษัตริย์แต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย  

ประธานรัฐสภาเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานองคมนตรี 

ประธานองคมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งองคมนตรี

จำนวน

:

ประธานองคมนตรี 1  คน  และองคมนตรีอื่นอีกไม่เกิน  18  คน

หน้าที่

:

ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา

 

วุฒิสภา

ที่มา

:

1.        การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

2.        การสรรหาสมาชิกวุฒิสภา

จำนวน

:

150  คน

1.        จำนวน 76 คน มาจากการเลือกตั้งของแต่ละจังหวัด ๆ ละ 1 คน

2.        จำนวน 74 คน มาจากการสรรหาของคณะกรรมการสรรหาวุฒิสภา

วาระ

:

6  ปี และจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินหนึ่งวาระไม่ได้

1.        ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อสิ้นสุดวาระต้องมีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 30  วัน

2.        ส.ว. ที่มาจากการสรรหาเมื่อสิ้นสุดวาระต้องมีการสรรหาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน

หน้าที่

:

1.        พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านมาจากสภาผู้แทนราษฎร

2.        ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ

3.        ควบคุมฝ่ายบริหารด้วยการตั้งกระทู้ และขอเปิดอภิปรายทั่วไป (ส.ว. 1/3) 

4.        ให้ความเห็นชอบในการถอดถอนบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

คุณสมบัติ

:

1.        สัญชาติไทยโดยการเกิด

2.        อายุไม่ต่ำกว่า 40 ปีบริบูรณ์

3.        สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

4.        ไม่เป็นบุพการี  คู่สมรส  หรือบุตรของ ส.ส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

5.        ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองยังไม่เกิน 5 ปี

6.        ไม่เป็น ส.ส. หรือเคยเป็นส.ส. และพ้นจากการเป็น ส.ส.มาแล้วยังไม่เกิน 5 ปี

7.        ไม่เป็น ร.ม.ต. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและพ้นจากการดำรงตำแหน่งยังไม่เกิน  5 ปี

8.        ส.ว.ที่มีสมาชิกภาพสิ้นสุดมาแล้วไม่เกิน 2 ปีจะเป็น ร.ม.ต. หรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้

สภาผู้แทนราษฎร

ที่มา

:

มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

จำนวน

:

480 คน

1.        จำนวน 400 คนมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ๆ ละ 3 คน

2.        จำนวน 80 คน มาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วน โดยแบ่งเขตพื้นที่ประเทศออกเป็น

     8 กลุ่ม  กลุ่มละ 10 คน

วาระ

:

4  ปี

1.        ถ้าครบวาระให้จัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 45 วัน

2.        ถ้ายุบสภาให้มีการจัดการเลือกตั้งภายใน 45 – 60 วัน

3.        ห้ามควบรวมพรรคการเมืองในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎร

หน้าที่

:

1.        แต่งตั้งและควบคุมฝ่ายบริหาร

2.        ออกกฎหมาย (พระราชบัญญัติ)

คุณสมบัติ

:

1.        มีสัญชาติไทยโดยการเกิด

2.        อายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง

3.        เป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 90 วัน

4.        มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน หรือเคยเกิด หรือเคยศึกษา (ไม่น้อยกว่า 5 ปี)  หรือเคยรับราชการ และมีชื่อในทะเบียนบ้าน (ไม่น้อยกว่า 5 ปี)  ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง

5.        ไม่เป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภา และมีการสิ้นสุดสมาชิกภาพมาแล้วไม่น้อยกว่า 2  ปี

6.        ไม่เป็นผู้บริหาร หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น

7.        ไม่เป็นข้าราชการ  พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ

8.        ไม่เป็นคณะกรรมการในองค์กรอิสระ และองค์กรอื่นในรัฐธรรมนูญ

9.        ไม่เป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ฯลฯ

 

การร่างพระราชบัญญัติ

1.        ผู้เสนอ            -               1.1  คณะรัฐมนตรี

            ส.ส. จำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน

            ศาลหรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ (เฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับองค์กรฯ)

            ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 10,000 คน  (เกี่ยวกับสิทธิ และเสรีภาพของชนชาวไทย กับหน้าที่ของชนชาวไทย)

2.        ผู้พิจารณา       -               1.  สภาผู้แทนราษฎร

2.  วุฒิสภา

3.        ผู้ตรา               -               พระมหากษัตริย์

            ถ้าเห็นชอบพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย

            ถ้าไม่เห็นชอบ ทรงพระราชทานคืนมายังรัฐสภา

4.        มีผลบังคับใช้ -                ถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

คุณสมบัติของบุคคลที่มีสิทธิเลือกตั้ง

1.        มีสัญชาติไทย  ถ้าแปลงสัญชาติต้องได้สัญชาติไทยไม่น้อยกว่า 5 ปี

2.        อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 1 มกราคม ของปีที่มีการเลือกตั้ง

3.        มีรายชื่อในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง

คุณสมบัติของบุคคลที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง

1.        เป็นภิกษุ  สามเณร  นักพรต  หรือนักบวช

2.        อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

3.        อยู่ในระหว่างต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาล

4.        วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

คณะรัฐมนตรี

ที่มา

:

พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง

ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการฯ

จำนวน

:

นายกรัฐมนตรี 1 คน และรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 35 คน

วาระ

:

4  ปี

หน้าที่

:

บริหารราชการแผ่นดินตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

1.        ด้านความมั่นคง

2.        ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน (ส่วนกลาง , ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น)

3.        ด้านศาสนา สังคม สาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม

4.        ด้านกฎหมาย และการยุติธรรม

5.        ด้านการต่างประเทศ

6.        ด้านเศรษฐกิจ

7.        ด้านที่ดิน  ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

8.        ด้านวิทยาศาสตร์ ทรัพย์สินทางปัญญาและพลังงาน

9.   ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน

คุณสมบัติ

:

1.        มีสัญชาติไทยโดยการเกิด

2.        มีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปีบริบูรณ์

3.        สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี หรือเทียบเท่า

( 4-8   ตามคุณสมบัติของ ส.ว. ข้อ 5 – 9 ของ ส.ส. ฯ)

 

การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน

1.        การตั้งกระทู้ – ส.ส. หรือ ส.ว.ทุกคนมีสิทธิตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีในเรื่องที่เกี่ยวกับการงานในหน้าที่

2.        การเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ

            ส.ส. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติ  อภิปรายทั่วไป  เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และต้องเสนอชื่อ ผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปด้วย

            ส.ส.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 6 มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป  เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล

            ส.ว.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 มีสิทธิเข้าชื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไป  เพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริง หรือชี้แจงปัญหาเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่มีการลงมติ

3.        การถอดถอนออกจากตำแหน่ง

            ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า  20,000 คน มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอน ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  รัฐมนตรีฯลฯ ผู้ใดที่ร่ำรวยผิดปกติ  ใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง  ออกจากตำแหน่งต่อประธานรัฐสภา

 

ศาลรัฐธรรมนูญ

องค์กร – ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ที่มา   -  พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากบุคคลดังต่อไปนี้

1.        ผู้พิพากษาศาลฎีกา จำนวน 3 คน

2.        ตุลาการศาลปกครองสูงสุดจำนวน 2 คน

3.        ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์  จำนวน  2  คน

4.        ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์  จำนวน  2  คน

-    ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานศาลฎีการัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

จำนวน -  ประธานศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 1 คน และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  8  คน

วาระ    -   9  ปี  และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

คุณสมบัติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

1.        มีสัญชาติไทยโดยการเกิด

2.        มีอายุไม่ต่ำกว่า  45  ปี

3.        ไม่เป็น ส.ส. , ส.ว. , ข้าราชการเมือง ,  สมาชิกสภาท้องถิ่น ,  ผู้บริหารท้องถิ่น

4.        ไม่เป็น หรือเคยเป็นสมาชิก หรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่น ของพรรคการเมืองในระยะ 3 ปีก่อนดำรงตำหน่ง

 

หน้าที่  -  1.   พิจารณาและวินิจฉัยว่ากฎหมายใดขัดแย้งรัฐธรรมนูญ

                  2.   พิจารณาและวินิจฉัยความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างรัฐสภา  คณะรัฐมนตรี 

                      หรือองค์กร ตามรัฐธรรมนูญที่มิใช่ศาล

ศาลยุติธรรม

องค์กร    -  คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม

ที่มา         -  พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและการให้พ้นตำแหน่งของผู้พิพากษาศาลยุติธรรม  โดยความเห็นชอบ

                 ของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม

                    คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมประกอบด้วย

1.        ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน

2.        กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละชั้นศาล ได้แก่ ศาลฎีกา  6  คน  ศาลอุทธรณ์  4  คน  ศาลชั้นต้น  2  คน

3.        กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ  8  คนและได้รับเลือกจากรัฐสภา

ระดับของศาล  -  มี  3  ระดับ  คือ  ศาลชั้นต้น   ศาลอุทธรณ์   ศาลฎีกา

หน้าที่     1.  พิจารณาคดีต่าง ๆ ตามระดับชั้นของศาล

                2.  ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง  ส.ส.

                   และ ส.ว. 

                  ศาลอุทธรณ์ มีอำนาจพิจารณา และวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

                  สมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น   ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีหน้าที่พิจารณา

 

ศาลปกครอง

องค์กร    -  คณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง

ที่มา         -  คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองและรัฐสภาเห็นชอบแล้วให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบ

   บังคมทูลพระมหากษัตริย์เพื่อทรงแต่งตั้ง

จำนวน    -  ประธานศาลปกครองสูงสุด  จำนวน  1  คน และตุลาการศาลปกครอง  12  คน

หน้าที่     -  พิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ  หน่วยงานราชการของรัฐ  รัฐวิสาหกิจ  องค์กรปกครองท้องถิ่นหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน

ระดับของศาล        -  มี  2  ระดับ

1.        ศาลปกครองชั้นต้น

2.        ศาลปกครองสูงสุด

 

 

 

 

ศาลทหาร

หน้าที่     -   พิจารณาพิพากษาคดีอาญาทหาร

องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

                มี  4  องค์กร  คือ

1.        คณะกรรมการการเลือกตั้ง  (ก.ก.ต.)

2.        ผู้ตรวจการแผ่นดิน (ค.ต.ง.)

3.        คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

4.        คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

 

 

 

 

 

 

 

 

 


คณะกรรมการการเลือกตั้ง

ที่มา         -   1.  พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา

                         ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง

                         ประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง

                    2.  คณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้ง มีจำนวน 7  คน ได้แก่  ประธานศาลฎีกา ,  

                      ประธานศาลรัฐธรรมนูญ,  ประธานศาลปกครองสูงสุด ,  ประธานสภาผู้แทนราษฎร, 

                      ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ,  บุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือก  1  คน และบุคคล

                      ที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดคัดเลือก  1  คน

                      มีหน้าที่คัดเลือกกรรมการการเลือกตั้งจำนวน 3 คน เสนอต่อประธานวุฒิสภา

3.    ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีการพิจารณาสรรหากรรมการการเลือกตั้ง จำนวน 2 คน เสนอต่อ      

   ประธานวุฒิสภา

4.     วุฒิสภาให้ความเห็นชอบและประธานวุฒิสภานำความกราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์

    เพื่อทรงแต่งตั้ง

จำนวน    -  ประธานคณะกรรมการเลือกตั้ง  จำนวน  1  คน และกรรมการการเลือกตั้ง จำนวน  4  คน

หน้าที่     1.  จัดการเลือกตั้งและเพิกถอนการเลือกตั้ง ส.ส. , ส.ว. ,  องค์กรปกครองท้องถิ่น  รวมทั้งการ

                   ลงประชามติ

3.        ควบคุมการดำเนินการเกี่ยวกับพรรคการเมือง

 

ผู้ตรวจการแผ่นดิน

ที่มา         -  1.  พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา

                      ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง

                    2.  คณะกรรมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดิน มีจำนวน 7 คน (เหมือนกับคณะกรรมการสรรหา

                    คณะกรรมการเลือกตั้ง)  ทำหน้าที่สรรหาผู้ตรวจการแผ่นดิน จำนวน  3  คนเสนอต่อประธาน

                    วุฒิสภา

                   3.  วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ และประธานวุฒิสภานำความกราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์เพื่อทรง

                    แต่งตั้ง

จำนวน    -   ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน จำนวน  1  คน และกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน จำนวน  2  คน

วาระ       -  6  ปี และให้ดำรงตำแหน่งเพียงวาระเดียว

หน้าที่     -  1.  พิจารณาและสอบสวนหาข้อเท็จจริงตามข้อร้องเรียน  การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือละเว้น

                   การปฏิบัติตามกฎหมายของข้าราชการ  พนักงาน  หน่วยงานราชการ  รัฐวิสาหกิจหรือราชการ

                   ส่วนท้องถิ่น

                   2.  ดำเนินการเกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

                   3.  ติดตามประเมินผลและจัดทำข้อเสนอแนะในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ

 

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ

ที่มา

-

1.  พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของรัฐสภา

     ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการฯ

2.  คณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ  มีจำนวน

     5  คนประกอบด้วย ประธานฎีกา ,  ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ,  ประธานศาลปกครอง 

    สูงสุด , ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร  ทำหน้าที่

    สรรหาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ จำนวน 9 คน เสนอต่อ

     ประธานวุฒิสภา

3.  วุฒิสภาให้ความเห็นชอบและประธานวุฒิสภานำความกราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์

     เพื่อทรงแต่งตั้ง

จำนวน

-

ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ จำนวน 1  คน และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ จำนวน  8  คน

วาระ

-

9  ปี และดำรงตำแหน่งได้เพียง  1  วาระ

หน้าที่

-

1.  ไต่สวนและวินิจฉัยเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง หรือข้าราชการตั้งแต่

 

 

     ผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่าขึ้นไป  ร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริต

     ต่อหน้าที่

 

 

2.   ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนการดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 

     เพื่อส่งไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 

 

    

 

 

3.  ตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริง  รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและ

 

 

     หนี้สินของนายกรัฐมนตรี , รัฐมนตรี, ส.ส. ,  ส.ว. ,  ข้าราชการการเมือง,  ผู้บริหาร 

     ท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น

 

 

    

 

 

4.  กำกับดูแลคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 

คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

ที่มา

:

พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามความเห็นชอบของวุฒิสภา

 

 

ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการฯ

จำนวน

:

ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน 1 คน  และกรรมการตรวจเงินแผ่นดินอีก  6  คน

วาระ

:

6  ปี  และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

หน้าที่

:

1.  กำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน

 

 

2.  ให้คำแนะนำและเสนอแนะแก้ไขข้อบกพร่องเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน

 

 

3.  แต่งตั้งคณะกรรมการวินัยทางการเงินและการคลัง  เพื่อวินิจฉัยคดีทางวินัยทางการเงิน

 

 

    และการคลัง

คุณสมบัติ

:

1.  มีความชำนาญและประสบการณ์ด้านการตรวจเงินแผ่นดิน การบัญชี การคลังและอื่น ๆ

 

 

2.  มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ

1.        องค์กรอัยการ  -  มีอิสระในการพิจารณาสั่งคดี และการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม

2.        คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

-          ตรวจสอบและรายงานการกระทำ หรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

3.        สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

-          ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม  รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การตรวจสอบทรัพย์สินผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไปนี้

1.  นายกรัฐมนตรี                         2.  รัฐมนตรี

3.  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร                        4.  สมาชิกวุฒิสภา

5.  ข้าราชการการเมืองอื่น               6.  ผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น

มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินของตน  คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ  ทุกครั้งที่รับตำแหน่ง  หรือ พ้นตำแหน่ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


การถอดถอนจากตำแหน่งของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

1.        ส.ส. จำนวนไม่น้อยกว่า  1  ใน  4  และ ส.ว.  จำนวนไม่น้อยกว่า  1  ใน  4  มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภาให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

2.        ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 20,000  คน  มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภาให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

3.        ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

4.        เมื่อประธานวุฒิสภาได้รับรายงานจาก ป.ป.ช. แล้วจัดให้มีการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณามติถอดถอนผู้ใดออกจากตำแหน่ง  ต้องมีมติไม่น้อยกว่า  3  ใน  5  ของจำนวนสมาชิก

 

 

 

 

 

 

กฎหมาย

                ความหมายของกฎหมาย

                กฎหมาย  หมายถึง  ข้อบังคับ หรือกฎเกณฑ์ที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อควบคุมประพฤติของประชาชนให้ปฏิบัติตามเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามย่อมมีความผิดและถูกลงโทษ

                ที่มาของกฎหมาย  กฎหมายมีที่มาอยู่  2 ทาง  คือ

1.        มาจากจารีตประเพณี ที่มนุษย์ในสังคมได้ประพฤติและปฏิบัติมาเป็นเวลาช้านาน โดยไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน

2.        มาจากตัวบทกฎหมาย เป็นกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร ที่ตราขึ้นโดยผู้ที่มีอำนาจสูงสุดภายในรัฐนั้น

                ระบบกฎหมาย  มี  2 ระดับ คือ

1.            ระบบจารีตประเพณี คือ กฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร อาศัยจารีตประเพณีหรือคำ         พิพากษาของศาล โดยใช้เหตุผลของนักกฎหมายเป็นหลัก เช่น กฎหมายในประเทศอังกฤษ และประเทศในเครือจักรภพ

2.            ระบบลายลักษณ์อักษร คือ กฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร มีลักษณะเป็นตัวบทและประมวลกฎหมายที่เขียนหรือพิมพ์เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นหมวดหมู่ ซึ่งมีประวัติมาจากกฎหมายโรมัน โดยระบบกฎหมายแบบนี้นิยมใช้กันในประเทศต่างๆ

                ลักษณะของกฎหมาย

1.        เป็นกฎ หรือข้อบังคับที่ใช้ได้ทั่วไปในรัฐ หรือประเทศนั้น

2.        ต้องใช้บังคับตลอดไป จนกว่าจะมีกฎหมายอื่นมายกเลิก

3.        ต้องตราขึ้นโดยผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐ

4.        ต้องมีสภาพบังคับ

5.        ต้องไม่มีการบังคับย้อนหลัง

ความสำคัญของกฎหมาย

1.        เพื่อให้สังคมเป็นระเบียบแบบแผน

2.        เพื่อควบคุมพฤติกรรมของบุคคลในสังคม

3.        เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในสังคม

                ประเภทของกฎหมาย  กฎหมายถ้าแบ่งตามข้อความกฎหมาย  แบ่งได้  3  ประเภท คือ

1.        กฎหมายเอกชน คือ กฎหมายที่บัญญัติถึงความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชนในฐานะเท่าเทียมกัน เช่น ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายที่ดิน

2.        กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐกับเอกชน อันได้แก่ราษฎรทั่วไป ในฐานะที่รัฐเป็นฝ่ายปกครองที่มีอำนาจเหนือกว่าราษฎร กฎหมายมหาชน ได้แก่ กฎหมายรัฐธรรมนูญ  กฎหมายปกครอง  กฎหมายอาญา  กฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญ  ศาลยุติธรรม  กฎหมายว่าด้วยพิจารณาความอาญา

3.        กฎหมายระหว่างประเทศ คือ กฎหมายที่บัญญัติถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ หรือประชาชนในรัฐหนึ่งกับประชาชนอีกรัฐหนึ่ง โดยถือว่ารัฐนี้มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งกฎหมายระหว่างประเทศแบ่งออกเป็น 3 แผนก คือ

 

 

1)       กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง

2)       กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล

3)       กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา

                พระราชบัญญัติ  คือ กฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยคำแนะนำและยินยอมของของรัฐสภา

                กระบวนการในการจัดทำพระราชบัญญัติ

–         ผู้เสนอ ได้แก่ คณะรัฐมนตรี หรือ ส.ส. (อย่างน้อย  20 คน)  ประชาชน  50,000  คน

–         ผู้พิจารณา  ได้แก่  สภาผู้แทนราษฎร

1.        สภาผู้แทนราษฎร  โดย  พิจาณาเป็น  3  วาระ  คือ

               วาระที่  1  เรียกว่า  ขั้นรับหลักการ

                วาระที่  2 เรียกว่า  ขั้นแปรญัตติ

                วาระที่  3 เรียกว่า  ขั้นลงมติ

2.        วุฒิสภา  โดยมีการพิจารณาเป็น  3 วาระเช่นเดียวกัน

                                ผู้ตราได้แก่  พระมหากษัตริย์  มีผลบังคับใช้เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

                ประมวลกฎหมาย  มีศักดิ์เท่ากับพระราชบัญญัติ ซึ่งถูกตราขึ้นโดยฝ่ายนิติบัญญัติแต่แตกต่างจากพระราชบัญญัติ คือ ประมวลกฎหมายนั้นเป็นการรวบรวมบัญญัติของกฎหมายในเรื่องใหญ่ๆ มารวมไว้ที่เดียวกัน โดยจัดแบ่งเป็นบรรพ หรือภาคลักษณะ และหมวด เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลรัษฎากร เป็นต้น

                พระราชกำหนด  คือ  กฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี

                เงื่อนไขในการออกพระราชกำหนด

1.         ในกรณีที่มีความจำเป็นรีบด่วน อันถือว่าเป็นเหตุฉุกเฉินในอันที่จะรักษาความปลอดภัยสาธารณสุข หรือป้องปัดภัยพิบัติ

2.         เป็นกฎหมายชั่วคราว

                กระบวนการในการจัดทำพระราชกำหนด

–         ผู้เสนอ ได้แก่ รัฐมนตรีที่จะรักษาการตามพระราชกำหนด

–         ผู้พิจารณา ได้แก่ คณะรัฐมนตรี

–         ผู้ตรา ได้แก่  พระมหากษัตริย์

–         มีผลบังคับใช้ เมื่อประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

                พระราชกฤษฎีกา คือ กฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี

                พระราชกฤษฎีกา  มี  2  ประเภท

1.        พระราชกฤษฎีกาที่ออกโดยอาศัยอำนาจแหงกฎหมาย คือ  กฎหมายรัฐธรรมนูญ  พ.ร.บ. ให้อำนาจฝ่ายบริหาร คือ ค.ร.ม.ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดรายละเอียด ตามกฎหมายแม่บทนั้นๆ

2.        พระราชกฤษฎีกาที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจโดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เช่น พระราชกฤษฎีกา ค่าเช่าบ้านของข้าราชการ เป็นต้น

                กระบวนการจัดทำพระราชกฤษฎีกา

–         ผู้เสนอ  ได้แก่  รัฐมนตรีที่จะรักษาการตาม พ.ร.บ. ,   พ.ร.ก.  ที่ออกโดยพระราชกฤษฎีกา

–         ผู้พิจารณา  ได้แก่  คณะรัฐมนตรี

–         ผู้ตรา  ได้แก่  พระมหากษัตริย์

                กฎกระทรวง คือ กฎหมายที่ออกโดยรัฐมนตรีตามความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. ,  พ.ร.ก. ที่กำหนดให้ออกเป็นรายละเอียด

                กระบวนการในการจัดทำกฎกระทรวง

–         ผู้เสนอ  ได้แก่  รัฐมนตรีที่จะรักษาการตาม พ.ร.บ. ,   พ.ร.ก.  ซึ่งกำหนดให้ใช้กฎกระทรวง

–         ผู้พิจารณา  ได้แก่  คณะรัฐมนตรี

–         ผู้ตรา  ได้แก่  รัฐมนตรีผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.  หรือ  พ.ร.ก.  มีผลบังคับใช้เมื่อประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

                ประเภทของกฎหมายที่แบ่งตามลักษณะความคิด  แบ่งได้  2  ประเภท

1.        ความผิดอาญา การกระทำความผิดทางอาญา คือ การกระทำที่กระทบกระเทือนต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยตรงส่วนรวม ความผิดทางอาญากำหนดไว้ 5 สถาน คือ ประหารชีวิต จำคุก  กักขัง  ปรับ  ริบทรัพย์

2.        ความผิดทางแพ่ง คือ การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์จะไม่มีโทษทางอาญา เพราะเป็นเรื่องสิทธิและหน้าที่ โดยจะการปรับไหมหรือการปรับเป็นเงิน เป็นต้น

                กระบวนการยุติธรรมทางการศาล  มี   2  ประเภท

1.         กระบวนการยุติธรรมทางอาญา  คือ  ขั้นตอนในการดำเนินการเข้าสู่การพิจารณาของศาลอาญา

2.         กระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง  คือ  ขั้นตอนในการดำเนินการเข้าสู่การพิจารณาของศาลแพ่ง

                สภาพบุคคล  หมายถึง  การที่เด็กทารกคลอดมาจากครรภ์มารดาแล้วมีชีวิตอยู่รอด

                นิติบุคคล  คือ  บุคคลที่กฎหมายสมมติขึ้น เพื่อให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล มี 6 ประเภท  คือ

1.        กระทรวง  ทบวง  กรม

2.        วัดที่ได้จดทะเบียนตาม พ.ร.บ. สงฆ์

3.        ห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนแล้ว

4.        บริษัทจำกัด

5.        สมาคม

6.        มูลนิธิ

                กฎหมายมรดก  มีสาระสำคัญดังนี้

ก.       ความหมายของมรดก มีบรรดาทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตายตลอดจนสิทธิและหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบต่างๆ

ข.      ทายาทของผู้มีสิทธิรับมรดก มีกำหนด  2  ประการ  คือ

1.        ทายาทตามพินัยกรรม

2.        ทายาทโดยธรรม

ก)       ทายาทที่เป็นคู่สมรส  มีสิทธิรับมรดกได้เสมอแม้ว่าผู้ตายจะมีทายาทระดับใดก็ตาม

ข)      ทายาทที่เป็นญาติ  มี  6 อันดับ  ดังนี้

1.        ผู้สืบสันดาน  ลูก  หลาน  เหลน  ลื้อ

2.        บิดา  มารดา

3.        พี่น้องร่วมบิดามารดา

4.        พี่น้องร่วมบิดาเดียวกันหรือมารดาเดียวกัน

5.        ปู่  ย่า  ตา  ยาย

6.        ลุง  ป้า  น้า  อา

ญาติที่พ้นจาก  6  ระดับนี้  ไม่มีสิทธิรับมรดกเลย

 

กฎหมายแพ่งที่ควรรู้

กฎหมายบุคคล

การแจ้งเกิด                   ต้องแจ้งภายใน  15 วัน  หากไม่แจ้งจะเสียค่าปรับ  200 บาท  ถ้าไม่ทราบวัน  เดือน  ปีเกิด  ให้ถือเอาวัน  1  มกราคมของทุกปีนั้นเป็นปีเกิด

การแจ้งตาย                   ต้องแจ้งภายใน  24 ชั่วโมง  ถ้าไม่แจ้งเสียค่าปรับ   200  บาท

การตั้งชื่อ                       ไม่ควรเป็นภาษาต่างประเทศ  คำอุทาน  คำหยาบและต้องไม่พ้องจองกับพระปรมาภิไธย พระนามราชินี  พระราชทินนาม

ชื่อ – สกุล                      ถือเอาทางบิดา

สัญชาติ                         ถ้าบิดาเป็นคนไทย หรือเกิดในไทยถือสัญชาติไทย หญิงต่างชาติที่เคยแต่งงานกับชาวไทย

บรรลุนิติภาวะ               อายุครบ  20 ปีบริบูรณ์สมรสเมื่ออายุ  17 ปีขึ้นไป

อสังหาริมทรัพย์           ทรัพย์ที่เลื่อนไม่ได้  เช่น  ที่ดิน  บ้าน  โรงเรียน  ซึ่งรวมทั้งสิ่งต่างๆ ที่ในองค์ประกอบด้วย  เช่น  กรวด  ดิน  บริเวณนั้น

สังหาริมทรัพย์              ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้

การซื้อขาย                    ในการทำการซื้อขาย  แลกเปลี่ยน หรือทำนิติกรรมใดๆ เกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์ต้องมีการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงาน

โมฆกรรม                     คือ นิติกรรมที่เสียเปล่า ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสิทธิใดๆ จะเป็นโมฆะได้ ต้องเกิดจากเจตนาทำให้เข้าใจผิดหรือหลอกลวง

โมฆียกรรม                   คือ นิติกรรมที่สมบูรณ์จนกว่าจะถูกบอกล้างโดยเกิดจากการ ข่มขู่  ฉ้อโกง  การบอกล้างโมฆียกรรม  ต้องทำภายใน  1 ปี  นับจากทำสัญญา

การซื้อขาย                    คือ สัญญาที่ผู้ขาย  โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์ให้ผู้ซื้อและผู้ซื้อยอมให้ราคาให้ผู้ขายเป็นข้อแลกเปลี่ยน

การฝากขาย                   เป็นการขายทรัพย์ที่ตกลงว่าผู้ขาย อาจไถ่ทรัพย์คืนได้ ถ้าหลุดก็ไม่ต้องฟ้องร้องบังคับคดีใดๆ

การไถ่ทรัพย์                 ถ้าสังหาริมทรัพย์กำหนดเวลาได้ไม่เกิน 3 ปี ขยายเวลาไม่ได้ถ้าอสังหาริมทรัพย์กำหนดเวลาได้ไม่เกิน  10 ปี  ขยายเวลาไม่ได้ถ้าไม่กำหนดเวลาให้ถือราคาเท่าที่ขายฝาก

การเช่าทรัพย์                การเช่าอสังหาริมทรัพย์ได้ไม่เกินครึ่งละ 30 ปี  หากผู้เช่าผิดสัญญาติดต่อกัน 2 ครั้ง ถือเป็นการผิดข้อตกลงผู้ให้เช่าสามารถบอกเลิกสัญญา ทรัพย์จะเป็นของเจ้าของได้

การเช่าซื้อ                     เป็นการตกลงทำสัญญา โดยผู้เช่าอาจเปลี่ยนเป็นเจ้าของได้ เมื่อชำระค่าเช่างวดสุดท้าย และให้ผู้ให้เช่ามีสิทธิคิดดอกเบี้ย พร้อมเงินต้นได้ไม่เกินร้อยละ  15 ต่อปี

การกู้                             คิดดอกเบี้ยร้อยละไม่เกิน 15% ต่อปี  ถ้าเกินปรับ  1,000 บาท  หรือจำคุก  1 ปี  และได้แต่ต้นดอกเบี้ยไม่ได้

จำนอง                          ไม่ต้องส่งมอบทรัพย์แก่รับจำนอง และสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ต้องเป็นบางประเภท  เช่น  แพะ  สัตว์  พาหนะ  เรือกำปั่น

                ผู้รับจำนองจะยึดทรัพย์ได้ในกรณี

–         ขาดส่งติดต่อกันเกิน  5 ปี

–         ต้องไม่ไปจำนองรายชื่ออีก

–         ไม่ได้แสดงให้เห็นถึง จำนวนต้นชำระต่อศาลจำนอง

–         กำหนดราคารายละไม่เกิน  1,000 บาท  ถ้าเกินต้องใช้กฎหมายพาณิชย์แทน

–         โรงรับจำนำถ้าต้นไม่เกิน 2,000 บาท  คิดดอกเบี้ยได้ร้อยละ  24%  ต่อปีหรือ

–         ร้อยละ  2  ได้  ถ้ามากกว่าคิดร้อยละ  1.2 ,  5  หรืร้อยละ  15  ต่อปี

กฎหมายอาญา

ความผิดลหุ

–       จำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน  1,000 บาท  หรือทั้งปรับทั้งจำ

–       ถ้าเจตนามีโทษประหาร หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือ 15–20 ปี ถ้าประหารจะได้แก่ความผิด เช่น ฆ่าบุพการี  ฆ่าเจ้าพนักงาน  ฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน  หรือทำการฆ่าโหดร้าย

–       ฆ่าโดยไม่เจตนาต้องโทษ 3 – 15 ปี

–       ฆ่าโดยประมาท จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับ  20,000  บาท

–       ถ้าทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ จำคุกไม่เกิน  1 เดือน  หรือปรับ  1,000 บาท

ลักทรัพย์

–       ต้องโทษไม่เกิน  3 ปี  หรือปรับ  6,000  บาท

–       ถ้าทำให้เสียทรัพย์  ต้องโทษ  3 ปี  หรือปรับ  6,000  บาท

ทหาร

–       ชายไทยอายุ  16 ปีบริบูรณ์  ต้องขึ้นบัญชีกองเกินภายในเดือนพฤศจิกายนของทุกปีที่มีอายุครบ

–       อายุครบ 21 ปี  รับหมายเรียกในภูมิลำเนารับราชการ  2 ปี  จำคุก  3 ปี  หากไม่ไปรายงานตัว

บัตรประชาชน

–       ต้องร้องขอทำบัตรตั้งแต่อายุ  15 ปีบริบูรณ์  จนถึง  70 ปี

                บุคคลที่ไม่ต้องทำบัตรประชาชน

1.        พระมหากษัตริย์ พระราชินี

2.        พระบรมวงศานุวงศ์  ตั้งแต่ชั้นพระองค์เจ้า

3.        องคมนตรี

4.        ข้าราชการทุกฝ่าย

5.        กำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน  แพทย์ประจำตำบล  สารวัตรกำนัน

6.        พระภิกษุ  สามเณร  นักบวช  นักพรต

7.        กรรมการอิสลามแห่งประเทศไทยและกรรมการอิสลามประจำจังหวัด

8.        ผู้มีร่างกายพิการ เดินไม่ได้ หรือใบ ตาบอดทั้ง  2 สอง

9.        จิตวิปลาส

10.     ผู้ต้องขัง

 



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
สรุปเนื้อหา สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ตอนที่ 2 : สาระที่ 2 : หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิต ในสังคม และวัฒนธ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 15374 , โพส : 11 , Rating : 431 / 93 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1

#11 : ความคิดเห็นที่ 223
ขอบคุณนะค้ะ
Name : คุกคิ้กมิ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้งจิงกะเบล [ IP : 58.9.17.73 ]
Email / Msn: thapanee_zaa(แอท)hotmail.com
วันที่: 21 กรกฎาคม 2557 / 20:34

#10 : ความคิดเห็นที่ 205
ผมอยากได้เอกสารเเต่โหลดไม่เป็นอะไร ผมควรทำไงดี
Name : detprasit [ IP : 180.183.48.22 ]
Email / Msn: detprasit_surached(แอท)hotmail.com
วันที่: 1 เมษายน 2557 / 21:41


#9 : ความคิดเห็นที่ 182
ตามกฎกระทรวงกำหนดบุคคลซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2548 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกาเล่ม 123 ตอนที่ 23 ก วันที่ 6 มีนาคม 2549) ได้แก่
           1. สมเด็จพระบรมราชินี
           2. พระบรมวงศานุวงศ์ ตั้งแต่ชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไป
           3. ภิกษุ สามเณร นักพรต และนักบวช
           4. ผู้มีกายพิการไม่ได้ หรือเป็นใบ้ หรือตาบอดทั้งสองข้าง หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ 
           5. ผู้อยู่ในที่คุมขังโดยชอบด้วยกฎหมาย
           6. บุคคลซึ่งกำลังศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ และไม่สามารถยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวได้




cr.http://203.155.220.230/m.info/bmaservice/02/2_09.html
Name : janejan< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ janejan [ IP : 171.6.235.9 ]
Email / Msn: jannyferkim(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2557 / 00:17

#8 : ความคิดเห็นที่ 150
พี่ค่ะ ถามหน่อย ขอมูลได้อัพเดชรึป่าวค่ะ ?? คือ มันอิงอย่างนี้ตลอดเลยเหรอ

ที่ว่า บุคคลที่ไม่ต้องมีบัตรประชาชน
ได้แก่ ข้าราชการทุกฝ่าย ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เอิมมมมม -__- มันถูกต้องเหรอค่ะ
(ถามว่าข้อมูลนี้มีเหรอ บรรทัดสุดท้ายอ่ะค่ะพี่ ^^)

อยากรู้คำตอบที่แน่นอนอ่ะค่ะ วอนนะค่ะพี่ ^^
PS.  pungpung pungpond
Name : I"m pungpung pungpond< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ I"m pungpung pungpond [ IP : 171.7.87.246 ]
Email / Msn: pond-nana(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 1 พฤศจิกายน 2556 / 14:49

#7 : ความคิดเห็นที่ 144
ข้าน้ยขอกราบท่านอาจารย์ เป็นพระคุรยิ่ง
PS.  อย่าให้ฟ้ากำหนดชีวิตตน และจงใช้ใช่ตนลิขิตชีวิตเอง
Name : LadyFaT< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ LadyFaT [ IP : 118.172.78.248 ]
Email / Msn: etoon1994(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 14 ตุลาคม 2556 / 16:13

#6 : ความคิดเห็นที่ 105
ขอบคุณค่ะ
Name : dewja47 [ IP : 110.77.234.81 ]
Email / Msn: kai47171218(แอท)hotmail.com
วันที่: 8 พฤษภาคม 2556 / 11:20

#5 : ความคิดเห็นที่ 104
ขอบคุณค่ะ
Name : dewja47 [ IP : 110.77.234.81 ]
Email / Msn: kai47171218(แอท)hotmail.com
วันที่: 8 พฤษภาคม 2556 / 11:17

#4 : ความคิดเห็นที่ 85
ละเอียดมากเลยค้าบบบ สุดยอด
Name : พระอาทิตย์สองดวง [ IP : 113.53.70.190 ]
Email / Msn: -
วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2556 / 11:03

#3 : ความคิดเห็นที่ 72
อยากได้อะ
Name : สมพร [ IP : 49.48.200.146 ]
Email / Msn: lek.citclub(แอท)hotmail.com
วันที่: 23 ธันวาคม 2555 / 15:53

#2 : ความคิดเห็นที่ 32
สุดยอด
Name : Fps Russian [ IP : 180.180.181.184 ]
Email / Msn: -
วันที่: 21 มีนาคม 2555 / 12:17

#1 : ความคิดเห็นที่ 25
ขอยืมหน่อยย ^^
Name : IIIT [ IP : 125.25.248.101 ]
Email / Msn: ing-17(แอท)hotmail.com
วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2555 / 20:58

หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

Blood Incident ทีมผมไม่ (วุ่น) วายนะครับ

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android