|
บทที่ 511 : มีลงก็มีขึ้น สู่โลก กับ อ๊ะ! โดนหลอก ?
“เริ่มทำการเชื่อมต่อกับดาวเทียมสังหาร รุ่นที่ 1135 เครื่องที่ 105 ณ บัดนี้”
หุ่นยนต์ขับยานนั่งอยู่บนเก้าอี้ควบคุม สองแขนมีสายปลั๊กเชื่อมต่อกับที่วางแขน ดวงตาเปล่งแสงวิบวับตลอดเวลา จนพอผ่านไปชั่วครู่ ก็ค่อยเริ่มรายงาน “จะใช้เวลาอีก 5 นาที 12 วินาที ถึงจะทำการปลดล็อครหัส 150 ชุด เสร็จสิ้น ขอให้ผู้โดยสารทุกท่านพักผ่อนได้ตามสบายครับ”
ต่อให้หุ่นยนต์หนุ่มไม่บอก พวกเขาต่างแยกย้ายกันไปนั่งพักตั้งแต่ต้น
เมธัสหันไปมองหกเซียนแบล็คไลท์ที่กำลังนั่งพักผ่อนฟื้นฟูร่างกายที่เสียหายในขณะที่ฝ่าดงมิสไซล์ เข้ามาภายในดาวเทียมสังหาร ‘ร่างนั้นมันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียละนะ’
แม้อาวุธปกติจะทำลายร่างเนื้อของผู้ฝึกวิชาสลัดหมอกมิได้ แต่ในทางตรงกันข้าม ลำแสงจากซันไชน์แคนนอนกลับเป็นอาวุธสังหารพวกเขา นี่อาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผู้ฝึกวิชาสลัดหมอกขั้นสูง ต้องสวมเสื้อคลุมดำตลอดเวลา
ชายหนุ่มเลื่อนสายตามองไปยังหุ่นยนต์ขับยานอีกตัวที่บัดนี้กำลังถูกมายุและซิสเตอร์ล็อคแขนขาเอาไว้ และกำลังปิดระบบของอีกฝ่าย
มายุที่ใช้ปลั๊กตรงแขนขวาเสียบใส่ตรงท้ายทอยของหุ่นยนต์ที่ควบคุมดาวเทียมสังหารก่อนหน้านี้พลันโพล่งขึ้น “มาสเตอร์ มายุทำการปิดระบบของไพล็อตเบอร์สองเสร็จแล้วค่ะ จะให้เริ่มเปิดระบบใหม่เลยมั้ยคะ”
เมธัสพยักหน้า แล้วทันทีที่ไพล็อตเบอร์สองเดินเครื่องอีกครั้ง มนุษย์คนแรกที่อยู่เบื้องหน้าจะกลายเป็นเจ้านายของอีกฝ่ายไปโดยปริยาย
ไพล็อตเบอร์สองได้โค้งศีรษะทักทายเขา “อรุณสวัสดิ์ครับผู้โดยสาร วันนี้จะให้ผมรับใช้ท่านอย่างไรครับ”
เมธัสชี้นิ้วไปยังที่นั่งของหุ่นยนต์ขับยานที่ยังว่างอยู่พร้อมออกคำสั่ง “ช่วยแก้ไขข้อมูล เพื่อให้ผมใช้งานดาวเทียมสังหารดวงนี้ที”
ไพล็อตเบอร์สองได้พยักหน้ารับ แล้วไปเริ่มต้นทำงาน ซึ่งส่งผลให้รหัสล็อคทั้งหมดจะถูกปลดภายใน 1 นาที
ไพล็อตทั้งสองตัวพูดพร้อมกัน “ทำการแก้ไขข้อมูลเสร็จแล้วครับ”
เมธัสออกคำสั่งให้สองหุ่นยนต์ค้นหาข้อมูลที่ถูกบันทึกเอาไว้ แล้วพอได้รับรู้ข้อมูลทั้งหมดที่เกิดขึ้น ก็ต้องถึงกับอึ้งไปในทันที
“คำสั่งล่าสุดคือ ให้กำจัดทุกสิ่งที่ขึ้นมาบนอวกาศ เพื่อป้องกันมิให้ผู้ติดเชื้อดาร์คโซลก่อความวุ่นวาย และคอยทำลายเหล่าแบล็คโกสต์ที่ติดกับยานขึ้นมา ผู้สั่งประธานาธิบดีแห่งเนอิอัซ”
เมื่อเปิดภาพบันทึกที่เหลือได้ทำให้พวกเมธัสต้องตาค้าง เพราะสิ่งที่พวกเขากำลังเห็นอยู่นั้น มันเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้
หน้าจอบานหนึ่งได้ฉายภาพอุกกาบาตหลายสิบลูก ที่ถูกยานขนาดเล็กช่วยดันมาให้ตกลงไปยังพื้นโลกในตำแหน่งใกล้เคียงกัน ทว่าพอมันเข้าไปในหมอกสีดำชั่วครู่หนึ่ง กลับไม่เกิดการระเบิดขึ้นตามที่คำนวณไว้ ในขณะที่กองยานทั้งหมดกำลังจะสั่งการให้นำอุกกาบาตที่ใหญ่กว่ามา สิ่งหนึ่งได้ปรากฏขึ้นเหนือหมอกดำ
กองทัพไททันที่มีปีกนับร้อยตน ได้แบกก้อนอุกกาบาตที่ส่งลงไปกลับขึ้นมาแล้วโยนใส่ฝูงยานในอวกาศที่อยู่ใกล้ เพียงชั่วพริบตาที่ยานเหล่านั้นระเบิดออก ไททันจำนวนมหาศาลก็ได้ทะลักออกมาจากแรงระเบิดเหล่านั้น นั่นคือความวุ่นวายสูงสุดที่เกิดขึ้นบนจอภาพ หลังจากนั้นก็ได้กลายเป็นสงครามอวกาศกับฝูงไททัน
“พวกเราไม่มีพันธมิตรหลงเหลือตั้งแต่ต้นแล้วสินะ”
หนึ่งในหกเซียนแบล็คไลท์พึมพำด้วยท่าทีสิ้นหวัง ส่วนห้าเซียนที่เหลือต่างนั่งทอดอาลัยตายอยาก
เมธัสไม่ยอมถอดใจกับปัญหา “ไพล็อต จงค้นหาสถานที่ที่ยังมีการทำงานของอุปกรณ์สื่อสาร ยานรบ ดาวเทียม สถานีอวกาศ มหานครจันทราและอะไรก็ได้ที่ยังติดต่อได้เดี๋ยวนี้”
ไพล็อตทั้งสองตัวตอบพร้อมกัน “รับคำสั่งจะเริ่มเปิดการเชื่อมต่อไปยังเครือข่ายทั้งหมด ณ บัดนี้”
แว้บ!
ที่เบื้องหน้าได้มีหน้าจอขึ้นมาบานหนึ่ง แสดงตำแหน่งปัจจุบันของดาวเทียมสังหารอยู่บนแผนผังวงโคจรของสุริยจักรวาล
ชายหนุ่มได้แต่ทนรออย่างใจจดใจจ่อ รวมไปถึงกลุ่มหกเซียนแบล็คไลท์ที่เริ่มหันมามองด้วยสายตาที่มุ่งหวังถึงอนาคต
“เชื่อมดาวเทียมสังหารรุ่นที่ 1135 เครื่องที่ 125 สำเร็จ เปลี่ยนคำสั่งและข้อมูล อีกฝ่ายเริ่มรับคำสั่งของผู้โดยสารคนปัจจุบัน”
แว๊บ!
ได้ปรากฏหน้าจอขึ้นมาอีกบานหนึ่ง ฉายภาพหุ่นยนต์ขับยานสาว ขึ้นมารายงานตัว แล้วเริ่มช่วยเหลือไพล็อตทั้งสองทำหน้าที่เข้าแทรกแซงระบบของดาวเทียมสังหารดวงอื่นๆ กระนั้นเรื่องราวกลับไม่ง่ายอย่างที่ต้องการ เพราะดาวเทียมสังหารดวงอื่นๆ เริ่มเปิดระบบต่อต้านการแทรกแซง เปลี่ยนทิศทางลอยเข้ามาทางดาวเทียมทั้งสองดวง พร้อมเปิดฉากโจมตีใส่ดาวเทียมเครื่องที่ 125 และ 105
เมธัสต้องรีบหันไปบอกต่อพวกพ้องร่วมรบ “ผมจะออกไปช่วยป้องกันดาวเทียมสังหารของฝั่งเรา ฝากหกเซียนปกป้องที่นี่ในฐานะฐานทัพหลักด้วย”
“ได้ ต่อให้ต้องตายพวกเราก็จะปกป้องที่นี่เอาไว้” หกเซียนแบล็คไลท์เร่งพยักหน้า เพราะนี่คือความหวังสุดท้ายของพวกเขาเช่นกัน
เขาเร่งหันไปบอกมายุ “มายุ ซิสเตอร์ช่วยไพล็อตยึดระบบการควบคุมดาวเทียมสังหารดวงอื่นๆ เดี๋ยวนี้”
“ค่ะ มาสเตอร์/ฟาเธอร์” สองหุ่นยนต์สาวเร่งทำงานในทันที
เมธัสเปิดระบบทำงานของชุดสูท แล้วพุ่งกายออกไปยังทางออกของดาวเทียมพร้อมกับหกเซียนแบล็คไลท์ในทันที
...
สองชั่วโมงผ่านไป
“ระบบดาวเทียมสังหารทั้งหมด 12 ดวง ได้ตรวจพบการทำงานของเครื่องจักรที่มหานครจันทรา แต่ที่นั่นปิดสัญญาณติดต่อ ทำให้ทางเราไม่อาจจะแทรกแซงเข้าไปได้ครับ”
ไพล็อตแสดงภาพซากเมืองมหานครจันทรา ที่บัดนี้มีไททันนั่งนอนกระจายอยู่เกลื่อนพื้นผิวดวงจันทร์
‘ผลจากการต่อสู้ ทำให้ชุดสูทเริ่มเสื่อมสภาพ แบบนี้คงต้องหลีกเลี่ยงการปะทะกับพวกไททัน...’
เมธัสที่เห็นสถานะสภาพของชุดสูทผ่านอายแมพย่อมเกิดความเคร่งเครียดพอสมควร กระนั้นพอมองไปยังพวกหกเซียนแบล็คไลท์ พวกเขาล้วนมีสีหน้ายินดี ดวงตาเปี่ยมล้นความกระหายต่อสู้กับไททัน
นี่มิใช่เรื่องแปลกเลยแม้แต่น้อย เพราะชาวยูซอนที่ฝึกวิชาสลัดหมอกจนสำเร็จถึงขั้นนี้ ล้วนตั้งสมาธิจิตเอาไว้เพียง กำจัดไททัน ส่งผลให้เวลาพบเห็นเป้าหมาย พวกเขาจะเริ่มคึกคักเป็นพิเศษ และในผืนแผ่นดินยูซอน ที่นั่นแทบจะไม่หลงเหลือแบล็คโกสต์ให้พวกเขาต่อสู้ด้วยอีกแล้ว
เมธัสลองถามอีกฝ่าย “พวกเราจะออกเดินทางเลยไหม”
“เอาสิ สำหรับพวกไททันให้พวกเราจัดการกับมันเองนะโอดิน”
“ใช่ เพราะพวกมันคือเหยื่อของเรา มีเพียงแต่ได้ฆ่ามันเท่านั้น ถึงจะดับความอยากที่อัดแน่นนี้ได้” หกเซียนแบล็คไลท์เริ่มเดินไปยังบริเวณทางออกของดาวเทียมโดยไม่รอเขา
เมธัสหันไปสนใจเรื่องอื่น “ไพล็อต ดาวเทียมทั้งสิบสองดวง สามารถเคลื่อนที่ไปอยู่รอบดวงจันทร์ได้ไหม”
“ได้ครับ แต่กว่าจะครบจะต้องใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เพราะผลจากการปะทะครั้งล่าสุด ทำให้พลังงานแสงอาทิตย์ที่สะสมเอาไว้เริ่มลดน้อยลง อีกทั้งแร่ไลท์นัสและแร่อื่นๆ ที่ใช้ในการสร้างมิสไซล์เหลือเพียง 12%...”
ไพล็อตจากดาวเทียมสังหารที่เหลือเริ่มเปิดตารางวัตถุดิบ ตัวเลขที่แสดงปริมาณของอาวุธที่สามารถผลิตออกมาใช้ต่อสู้ได้ในทันที
“ขอแผนที่มหานครจันทราใส่ในอายแมพของผมด้วย และให้เริ่มเคลื่อนที่ดาวเทียมสังหารจับกลุ่มสามดวง ไปบินรอบดวงจันทร์ โดยตั้งระยะห่างเอาไว้ที่ 120 กิโลเมตร โจมตีเฉพาะไททันที่เคลื่อนไหวเข้าหาดาวเทียมสังหารเท่านั้น”
เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการทั้งหมด เขาก็ค่อยพาไพล็อต มายุและซิสเตอร์ร่อนลงสู่ผิวดวงจันทร์...
...
ณ มหานครจันทรา
เมืองที่ถูกจัดสร้างอยู่ในโดมโลหะขนาดใหญ่ มีตึกอาคารมากมายสุดคณนานับ ทว่ากลับไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดหลงเหลืออยู่นอกจากฝูงแบล็คโกสต์ที่กระจุกอยู่รวมกัน และฝูงไททันที่กำลังเข้าปะทะกับหกเซียนแบล็คไลท์
‘พวกนั้นลุยกันเละเลยแฮะ’
เมธัสมองฉากปะทะอันดุเดือดของหกเซียนที่กำลังโค่นแมงมุมยักษ์ด้วยมือที่เปลี่ยนเป็นอาวุธเช่น ดาบ ค้อน หรือแส้ กะเทาะผิวเกราะของแมงมุมไททัน แล้วเริ่มดูดละอองหมอกดำเพิ่มพลัง ให้ต่อสู้ได้รุนแรงและบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม
“มาสเตอร์ พวกเขาเป็นมนุษย์จริงหรือเปล่าคะ”
มายุหันมาถามเขาด้วยสีหน้ากังวล ส่วนซิสเตอร์ก็เริ่มขยับปากคล้ายกำลังท่องบทสวดมนต์ให้กับคนทั้งหก
เมธัสดันหลังของสองสาวพลางพูดด้วยน้ำเสียงปลอดโปร่ง “เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ก่อนอื่นพวกเรารีบไปหาข้อมูลให้มากที่สุดจะดีกว่า ไพล็อต คุณสามารถแทรกแซงข้อมูลในเครื่องจักรทุกระบบเลยไหม”
ไพล็อตส่ายหน้า “ผมสามารถแทรกแซงเฉพาะยาน พาหนะ และหุ่นยนต์รบที่เกี่ยวข้องกับอวกาศ ส่วนระบบจัดการเมืองต้องให้หุ่นยนต์ควบคุมระบบของทางกองทัพ หรือรัฐบาลเท่านั้นครับท่านผู้โดยสาร”
“มาสเตอร์ เรื่องนั้นให้มายุจัดการได้ค่ะ เพราะผู้อำนวยการเคยพัฒนาระบบแทรกแซงให้กับมายุแล้วค่ะ” มายุรีบยกมือเสนอตัว
“ดี ถ้างั้นเราก็ไปกันได้เลย” เมธัสอุ้มเพียงมายุกับซิสเตอร์ ทะยานไปตามผิวดวงจันทร์ ส่วนไพล็อตที่มีระบบการบินได้ไล่ตามหลังเขามาติดๆ
...
โครงสร้างของมหานครจันทราจะแบ่งออกเป็น 12 ชั้น โดยชั้นบนสุดไล่ลงมา 6 ชั้นจะเป็นของประชาชนที่อพยพมาอยู่อาศัยรวมประมาณ 30 ล้านคน ส่วนสามชั้นต่อมาจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรมผลิตสิ่งของอำนวยความสะดวกไปจนอาหาร ส่วนสามชั้นล่างสุดจะเป็นของเจ้าหน้าที่รัฐบาล กองทัพ และผู้มีอำนาจ ซึ่งนอกจากเมืองนี้แล้ว ยังมีเหมืองอีก 5 แห่ง ใช้ในการขุดแร่ด้วยหุ่นยนต์ แต่จะทำก็ต่อเมื่ออยู่ในกรณีที่ยึดครองโลกกลับคืนมามิได้
กระนั้นแผนการทั้งหมดเป็นอันต้องล้มพับ เพราะหลังจากที่อยู่อาศัยได้ประมาณครึ่งปี คนทั้งหมดก็ต้องพบกับภัยพิบัติไททันบุกอวกาศ
จากข้อมูลของดาวเทียมสังหาร ในตอนนั้นมีดาวเทียมสังหารมากกว่า 12 ดวง แต่ทั้งหมดล้วนพังไปในช่วงกำจัดไททันที่อยู่ในอวกาศ อีกทั้งยังมีไททันบางตัวและยานอวกาศบางลำ ที่โดนอัดกระเด็นให้ตกลงสู่ผิวโลก ทำให้เกิดแผ่นดินไหวน้ำท่วมใหญ่ และมีไททันกระจายไปทั่วทั้งโลก
ณ ห้องแห่งหนึ่ง
เครื่องฉายภาพได้แสดงภาพของนักวิทยาศาสตร์ชราที่ใบหน้าผอมซีด ดวงตาไร้วิญญาณ ได้ยืนอยู่เคียงข้างครีเอทบอร์ดขนาดพิเศษที่กำลังสร้างบางสิ่ง บอกเล่าเหตุการณ์อย่างละเอียด “...พวกเราเองก็เศร้าเสียใจต่อความผิดพลาดนี้ แต่พวกเราก็ไม่อาจจะช่วยอะไรได้อีกต่อไป และหวังว่าลูกหลานของเราที่สามารถรอดพ้นจากหายนะนี้ได้จะขึ้นมาสู่มหานครจันทรา เพื่อนำสิ่งนี้ลงไปกอบกู้โลก ซึ่งผมคิดว่า อีก 150 ปี ข้างหน้ามันจะต้องสร้างเสร็จรอคุณมาเอามันไปใช้อย่างแน่นอน”
ชายชราที่กล่าวจบก็หยิบปืนพกขึ้นมาทาบขมับของตนเอง แล้วภาพบันทึกก็หายไป
เมธัสมองดูซากศพของชายชราด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ‘ขอให้ไปสู่สุขคติเถอะ’
“มาสเตอร์ นี่คงเป็นอาวุธที่เขาว่ามั้งคะ” มายุยืนอยู่ข้างครีเอทบอร์ดขนาดใหญ่ ชี้ใส่ปลอกแขนเวพลิ้งค์ที่วางอยู่บนพื้น
เมธัสต้องส่ายหน้าพลางเดินเข้าไปใกล้ “เฮ้อ ผมเองก็ไม่รู้หรอกนะว่าคุณสร้างอะไรเอาไว้ แต่หวังว่ามันจะใช้งานได้จริงๆ นะ”
นี่เป็นอีกหนึ่งห้องวิจัยที่ไม่มีใครบุกรุกเข้ามา ในชั้นที่ 12 ซึ่งมันเป็นชั้นล่างสุดของกลุ่มผู้นำที่แอบมามุดหัวหลบภัย กับนักวิทยาศาสตร์ที่ใช้วิจัยอาวุธรุ่นใหม่ต่อสู้กับแบล็คโกสต์ พวกเขาต่างขังตนเองเอาไว้ในห้อง เพื่อซ่อนตัวจากฝูงแบล็คโกสต์ที่พวกเมธัสเพิ่งจะฆ่าล้างไปจนหมดทุกชั้น แต่ละห้องจะมีคำบรรยาย พรรณนา และสาปแช่งชาวเนอิอัซที่ก่อให้เกิดมหันต์ภัยนี้ เช่น ‘พลังสะอาดบ้านใครถึงทำเอาโลกต้องถึงวิกฤติ’ , ‘สูบเงินพวกข้าให้ซื้ออุปกรณ์สร้างพลังงานไร้มลภาวะเป็นพิษ แต่ดันทำเอาทั้งโลกดำมืดเนี่ยนะ’ เป็นต้น
หากไม่ใส่ใจกับวาจาตัดพ้อก่อนตายของเหล่าผู้นำและนักวิจัย เมธัสก็สามารถพึงพอใจกับอาวุธสุดทันสมัยของแต่ละห้อง กระนั้นผลกลับกลายเป็นว่า บางห้องได้ให้ชุดเพาเวอร์สูทที่ดีน้อยกว่าของวาโซลไนท์ในปัจจุบัน บางห้องก็มีเพียงอาวุธที่ออกแบบผิดพลาดจนใช้งานไม่ได้ และที่แย่หนักเป็นพิเศษคือ อาวุธบางชิ้นถึงกับระเบิดทำเอาเสื้อสูทที่เพิ่งจะได้มาต้องเสียหายจนเกือบจะใช้การไม่ได้...
“มายุ ซิสเตอร์ ไพล็อตออกจากห้องไปก่อน หากมันระเบิดขึ้นมา ผมจะได้รับเคราะห์เพียงคนเดียว”
เมธัสไล่สามหุ่นยนต์ออกไป ยืนรออยู่นอกห้อง ส่วนตัวเขาก็ค่อยๆสวมเวพลิ้งค์อันใหม่ด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นใจ
‘ตายเป็นตาย อย่างมากก็พักฟื้นอยู่ที่นี่จนกว่าจะฟื้นชีพใหม่ได้ก็แล้วกัน’
วิ้ง!!
เวพลิ้งค์ได้เปล่งแสงสีทองเจิดจ้า แล้วทั่วร่างต้องบังเกิดความรู้สึกราวกับไฟฟ้าช็อต จนต้องล้มลงไปทั้งยืน
…………
…………
หน้าจอบานหนึ่งได้สลับภาพไปมาเป็นระยะ
ผู้ประกาศข่าวสาวกำลังเอ่ยด้วยเสียงหวานใส “นี่คือการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ชาติ ที่ได้พบกับซากโบราณสถานที่อาจจะรุ่งเรืองที่สุดในอดีตกาล ในตอนนี้มีศาสตราจารย์จากหลายสาขาให้ข้อมูลกับทางเราในหลายทฤษฎี เช่น โบราณสถานแห่งนั้น เป็นสถานที่ที่พวกมนุษย์ต่างดาวได้ใช้อยู่อาศัยเมื่อประมาณเกือบหนึ่งแสนปีก่อน แต่ก็มีบางท่านบอกว่า โบราณสถานแห่งนี้ ถูกสร้างโดยบรรพบุรุษของชาวเนอิอัซ ดังนั้น จะไม่ให้คนจากประเทศอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยว จนกว่าทางเนอิอัซจะศึกษาจนครบถ้วน...”
แว่บ!
นักวิทยาศาสตร์วัยกลางคนคลี่ยิ้ม “นี่คือวิทยาการใหม่ล่าสุดของบริษัทเรา ที่ขอเสนอพลังงานสะอาด ซันไชน์ ไม่ต้องกังวลกับมลภาวะเป็นพิษ ไม่ต้องห่วงเรื่องทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่เริ่มหมดลง หยุดพูดเรื่องปัญหาน้ำมัน ถ่าน ไฟฟ้า เพราะนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ท่านจะได้ใช้พลังงานที่ประหยัดที่สุด ดีที่สุด ด้วยแร่ที่เราไม่เคยเห็นคุณค่ามาก่อน แบบที่เรียกได้ว่าพลังงานจากแสงอาทิตย์ ลม น้ำ ให้เทียบเท่าไม่ได้ ขอให้คุณเชื่อเรา บริษัทซันไชน์ จะมอบพลังงานนี้ไปสู่ทั่วโลก...”
แว่บ!
ผู้ประกาศข่าวหนุ่มพูดเสียงเครียด “ประชาชนทุกท่าน ทางรัฐบาลเนอิอัซขอประกาศอพยพ ให้ทุกท่านที่อยู่ในบริเวณภาคกลางไปอยู่ตามเมืองผลิตพลังงานซันไชน์ และขอให้ทุกท่านเชื่อมั่นในตัวพวกเรา เพราะทางรัฐบาลได้ผลิตอาวุธกำจัดแบล็คโกสต์สำเร็จแล้ว อีกไม่เกิน 15 วัน เราจะควบคุมโรคระบาดแบล็คโกสต์ได้อย่างแน่นอน และหากผู้ใดเริ่มมีเส้นเลือดสีดำขึ้นตามร่างกาย แม้แต่นิดเดียวขอให้รีบไปยังศูนย์แพทย์ฉุกเฉิน เพื่อรับวัคซีน...”
แว่บ!
นายทหารหนุ่มที่มีเส้นเลือดสีดำขึ้นตามใบหน้า มีน้ำเสียงอ่อนล้า “ขอประกาศให้ประชาชนทั้งหมดหนีไปอยู่ที่เหมืองซันไชน์ด่วน ขอย้ำว่าทางกองทัพทำงานผิดพลาด และขอให้ผู้กล้าชายหญิงเนอิอัซทุกคน ไปสมัครเป็นทหาร เพื่อทำลายปีศาจร้ายจากนรกพวกนั้น ไม่ให้มันทำลายมาตุภูมิของพวกเรา...”
‘เฮ้อ... ดูไปดูมา ก็มีแต่ข่าวซ้ำๆ แต่ที่มั่นใจคือ จุดที่ตั้งของโบราณสถานมันอยู่พิกัดเดียวกันกับจุดตั้งประตูและมาเธอร์ ท่าทางพวกเขาจะเจอวิทยาการของรัฐบาลโลกมิตินาเดีย แล้วดันไปดัดแปลงมั่วซั่วจนเกิดผลลัพธ์แบบนี้’
วิ้ง!
หน้าจอภาพหลายสิบบานได้แสดงภาพของพื้นผิวดวงจันทร์ที่มีไททันจำนวนมากกระจายตัวอยู่เกือบทุกพื้นที่
‘อืม พวกไพล็อตทำงานไวดีเหมือนกัน เลิกสนใจข่าวพวกนี้ดีกว่า ดูไปก็ไม่ได้ความรู้เพิ่มเติมแล้ว...’
เมธัสที่นั่งอยู่ในห้องบัญชาการได้ปิดหน้าจอฉายภาพข่าว แล้วหันไปเปิดการติดต่อกับหกเซียนแบล็คไลท์ “ผมได้พิกัดทั้งหมดของไททันบนพื้นผิวดวงจันทร์จากดาวเทียมแล้ว ขอให้โชคดีกับการต่อสู้ ส่วนพวกอาวุธสนับสนุนจะอยู่บนยานขนส่งขนาดเล็กที่ผมให้ไพล็อตขับไป น่าจะถึงที่หมายอีก 30 นาที”
“ขอบใจมาก ข้าจะไปต่อละ ฮ่าฮ่า” หนึ่งในหกเซียนแบล็คไลท์ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงระรื่น
เขามองไปยังหน้าจอบานหนึ่ง ก็พบเห็นกลุ่มหกเซียนแบล็คไลท์ ได้ทะยานร่างพุ่งเข้าหาไททันร่างกิ้งก่าที่กำลังนอนอยู่ แล้วเริ่มเปิดฉากสังหารโหดแบบทุกครั้ง
พวกเมธัสได้อยู่ในมหานครจันทราเป็นวันที่ 28 เขากับหกเซียนแบล็คไลท์ได้แบ่งกันทำงาน โดยอีกฝ่ายจะไปไล่ล่าแบล็คโกสต์ทั้งหมดบนดวงจันทร์ ส่วนเขาจะคอยซ่อมแซมมหานครจันทรา และจัดเตรียมยานอวกาศสำหรับกลับลงสู่โลก และเริ่มต้นจัดตั้งเครื่องติดต่อทั้งหมด เพื่อสงครามครั้งสุดท้าย
“ดาวเทียมสังหารสิบดวงแรกที่เติมแร่ ซ่อมแซมและติดตั้งอาวุธครบแล้ว ให้ออกไปอยู่รอบโลก เริ่มทำการค้นหาตำแหน่งเมืองทั้งหมด ส่วนอีกสองดวงคอยดูแลหกเซียนแบล็คไลท์ไปก่อน หากมีเหตุผิดพลาดรีบแจ้งผมในทันที”
“ครับ/ค่ะ” หุ่นยนต์ไพล็อตทั้งสิบสองตัวต่างขานรับคำ
เมธัสค่อยผุดลุกขึ้นจากที่นั่ง เพื่อไปตรวจสอบสิ่งของต่างๆ ที่จะนำลงสู่พื้นโลก ส่วนภายในห้องบัญชาการหลัก เขาได้ใช้หุ่นยนต์ควบคุมระบบ และหุ่นยนต์สื่อสาร ทำงานแทนต่อไป กระนั้นพอออกมาจากห้องได้ครู่หนึ่งมายุพลันติดต่อเข้ามาให้เขาไปพบเธอที่ห้องสร้างยารักษาโรคดาร์คโซล
...
ณ โรงงานผลิตยา
เมื่อตอนที่เขาเข้ามาในห้องนี้เป็นครั้งแรก เขาต้องถึงกับยืนค้างไปเกือบสามวินาที เพราะสิ่งที่เห็นนั้นเป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อ
หุ่นยนต์พยาบาลหนึ่งตัวทำการผลิตยาอยู่ในห้องกระจก ด้วยวิธีการโคลนนิ่งแต่ส่วนสมองที่หลั่งสารต่อต้านดาร์คโซล นำไปติดเชื้อดาร์คโซลจากหมอกดำที่ดูดออกมาจากร่างของแบล็คโกสต์ระดับดราก้อนตัวหนึ่งซึ่งโดนจับตรึงด้วยโลหะที่คล้ายถูกหลอมให้รัดร่างกายของมัน และตามร่างมีเสาแสงปักแทงเอาไว้หลายร้อยแท่ง ทำให้ตกอยู่ในสภาพที่ไม่มีวันเติบโตและไม่มีวันตาย เพราะทุกจุดที่เสาแสงทิ่มแทงมิใช่จุดชีวิต
สมองที่ติดเชื้อดาร์คโซลจะถูกใส่เข้าไปในเครื่องสร้างวัคซีน แล้วยาทั้งหมดจะถูกส่งไปยังโกดังเก็บยา
มายุได้เดินเข้ามารายงาน “จากที่มายุไปตรวจสอบมา ในตอนนี้เรามียารักษาทั้งหมดหนึ่งแสนสองหมื่นกล่อง แต่ละกล่องจะมี 30 ขวดค่ะมาสเตอร์”
เมธัสยิ้มด้วยความโล่งใจ “อีกสามวันการถ่ายโอนร่างใหม่ของซิสเตอร์ให้เป็นแบบมายุจะเสร็จสิ้น แล้วจากตารางงาน อีกห้าวันยานอวกาศก็จะสร้างเสร็จ แล้วในตอนนั้นพวกเราจะได้กลับโลก มายุไปเตรียมขนย้ายวัตถุดิบเอาไว้เลยนะ”
มายุพยักหน้า แล้วโพล่งถามด้วยสีหน้าห่วงใย “แล้วมาสเตอร์จะไปฝังมูนไลท์ต่อไหมคะ”
“ไปสิ วันนี้ผมว่าจะฝังรวดเดียวสิบก้อน เพื่อที่จะได้ใช้เทพศาสตราชิ้นใหม่ได้อย่างสบายใจเสียที”
เมธัสมองไปยังเวพลิ้งค์ ซึ่งหลังจากค้นหาส่วนผสมของสิ่งที่สร้างขึ้นชิ้นล่าสุดด้วยครีเอทบอร์ดเครื่องนั้น จึงพบว่า นอกจากแร่ชื่อแปลกๆ ที่ไม่เคยเห็นแล้ว ยังมีแร่พิเศษที่ใช้สร้างเทพศาสตราผสมอยู่ด้วย เพียงแต่นักสร้างอาวุธคนนี้ ไม่ได้แบ่งสร้างออกเป็นสิบชิ้น หากแต่ใช้ทั้งสิบชิ้นสร้างเป็นอาวุธชิ้นเดียว
ทว่าจากบันทึกวิธีการสร้างเทพศาสตราสุดขั้วชิ้นนี้ได้ระบุว่า ทั้งแร่พิเศษและแร่ประหลาดไม่สามารถถูกหลอมด้วยไฟร์บอล และอัดแร่ให้เข้ารูปด้วยฮิทบอลธรรมดา จึงต้องสร้างครีเอทบอร์ดขนาดพิเศษ เพื่อใส่ซุปเปอร์ไฟร์บอล ซุปเปอร์ฮิทบอลและเซนเซอร์บอลซึ่งใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการหลอมสร้างและถลุงแร่อย่างแม่นยำ ที่นายช่างผู้นี้ไปสร้างขึ้นมาเป็นการเฉพาะ กระนั้นก็ยังต้องใช้เวลาในการหลอมสร้างนานถึง 150 ปี
‘ด้วยอาวุธชิ้นนี้ เราคงล้มมินิมาเธอร์ได้ไม่ยากนัก แต่กับมาเธอร์... เฮ้อ ไม่อยากจะคิดถึงมันเลย’ ชายหนุ่มที่รับรู้ถึงสภาพแท้จริงของมาเธอร์แล้วนั้น เขาต้องรู้สึกว่าตนโง่มากนัก ที่เคยคิดจะบุกฝ่าเข้าไปเพียงลำพัง
...
ติ๋ง!
โลหิตสีแดงเข้มได้หยดใส่ผลึกสีดำที่มีเส้นใยสีทองเรืองรอง ซึ่งทันทีที่โลหิตถูกดูดซึมเข้าไป ผลึกสีดำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม
ติ๋ง!! แว้บ!!
ยิ่งโลหิตหยดใส่มากขึ้นเท่าใด ผลึกมูนไลท์ก็ยิ่งเปล่งแสงสีแดงฉานสลับสีทอง พอมันเปล่งแสงถึงขีดสุด นิ้วชี้ที่มีบาดแผลยาวเกือบสองเซนติเมตร ก็ค่อยๆ เลื่อนลงไปสัมผัสกับผลึกมูนไลท์ที่เริ่มละลายเข้าไปในบาดแผล และช่วยปิดแผลไม่ให้เหลือแม้แต่ริ้วรอย
กระนั้นชายหนุ่มที่ฝังมูนไลท์ด้วยวิธีใหม่ ร่างกายกลับเกร็ง หายใจเข้าออกถี่รัว บนร่างบังเกิดเส้นเลือดสีดำขึ้น ลมหายใจได้ออกมาเป็นไอเย็น พูดเสียงสั่น “ตะ... ตอนนี้แหละมายุ”
“ค่ะ มาสเตอร์” หุ่นยนต์สาวได้เปิดกล่องโลหะสีเงิน หยิบหลอดยาออกมาหลอดหนึ่งพร้อมทิ่มแทงใส่เข้าที่ฝ่ามือขวาของชายหนุ่ม ที่มีรอยมีดบาดอย่างฉับไว
ฉึก!! ว้าบ!!
ทั่วร่างของชายหนุ่มเริ่มเปล่งแสงเรืองรองวูบหนึ่ง แล้วเส้นเลือดดำเข้มทั้งหมดก็เลือนหายไป กระนั้นความเหนื่อยล้าที่ประเดประดังเข้ามาก็ทำเอาเขาต้องเอนกายพิงกับเก้าอี้ หยิบขวดน้ำขึ้นมาดื่มไปจนหมดขวด
“มาสเตอร์ ท่าทางการฝังมูนไลท์สิบเม็ดในวันเดียว จะไม่ใช่ความคิดที่ดีนะคะ”
เมธัสมองไปยังสแกนเพลท ดูตัวเลขที่เพิ่มขึ้นทีละห้าหมื่นเศษ ทำให้เขาต้องเผยอยิ้มพลางพูด “นี่ก็ก้อนที่เก้าแล้ว ขออีกก้อนเดียวผมก็จะพักแล้ว”
มายุมีสีหน้าบึ้งตึง ตวาดใส่เขา “มาสเตอร์!!!”
ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ พร้อมยกมือซ้ายไปลูบศีรษะของนางพยาบาลส่วนตัว ให้เธอต้องอ่อนใจ แล้วค่อยหยิบมีดสั้นอันคมกริบ เพื่อใช้วิธีฝังมูนไลท์แบบใหม่ที่เขาค้นพบในห้องวิจัยอื่นๆ
นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งได้ค้นพบว่า ผู้ฝังมูนไลท์ไปแล้วนั้น จะหลงเหลือเศษซากมูนไลท์อยู่ตรงผิวหนัง ทว่าส่วนที่อยู่ใต้ผิวหนังกลับไม่มีมูนไลท์หลงเหลืออยู่ จึงสันนิษฐานว่า มูนไลท์ที่ถูกดูดกลืนเข้าไปในร่างหลอมรวมเข้ากับกระแสพลังไลท์ของผู้ฝัง ฉะนั้น หากใช้วิธีหยดเลือดเพื่อกระตุ้นให้มันทำงาน แล้วเปิดปากแผลที่มีขนาดพอดี มันก็จะถูกดูดกลืนเข้าไปโดยไม่เหลือเศษซากเหนือผิวหนังที่กลืนเข้าไปได้ไม่หมด ซึ่งมูนไลท์ที่จะใช้วิธีนี้ จะต้องมีส่วนที่ยังเปล่งแสงสีดำเท่านั้น
แม้วิธีการนี้จะได้ค่าพลังทุกหน่วยในมูนไลท์หนึ่งก้อน ทว่าความอันตรายของมันก็เพิ่มทวีคูณ ขนาดเขามีพลังไลท์อยู่มหาศาล แต่เชื้อดาร์คโซลที่อยู่ในมูนไลท์กลับยังมีผลกระทบต่อเขาได้ จึงจำใจต้องใช้ยารักษาดาร์คโซลอย่างสิ้นเปลือง เพื่อพิชิตมิติอันบ้าคลั่งนี้
...
ณ ท่ามกลางหมอกมืด
บุรุษในชุดคลุมดำวิ่งหนีสุดกำลังพร้อมตะโกน “แฮ่กๆ ข้าไม่ไหวแล้ว พวกเจ้ารีบวิ่งหนีไป!”
ฉัวะ!!
ทันทีที่พูดเสร็จร่างของอีกฝ่ายก็กลายเป็นเศษเนื้อ เผยให้เห็นร่างมินิมาเธอร์ที่มีความสูงเหลือเพียง 160 เซนติเมตร แต่มีหางม้าที่ท้ายทอยเป็น 5 เส้น กำลังกระโดดพร้อมสะบัดมือไม่กี่ครั้ง ร่างของคนในชุดคลุมดำสามคนก็ถูกอัดให้แหลกเละ
มินิมาเธอร์ที่ลงสู่พื้นได้หยุดนิ่งพร้อมหันหน้าไปมา มองดูสิ่งต่างๆ รอบด้าน ก็พบเห็นแสงสว่างเรืองรองของรถหุ้มเกราะกำลังวิ่งไปยังทิศทางหนึ่ง มันจึงเริ่มวิ่งตามไปอย่างฉับไว ซึ่งนี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของความพินาศแห่งมหานครวาโซล
...
ณ ห้องวิจัยแห่งหนึ่ง
เมธัสได้เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม “ซิสเตอร์ร่างกายใหม่ให้ความรู้สึกอย่างไรบ้าง”
ซิสเตอร์ที่สวมชุดแม่ชีแบบเดิมแต่ผมสีน้ำตาลอ่อนของเธอกลายเป็นยาวจรดเอว ได้หันมาโค้งหลังให้กับเขาพร้อมตอบอย่างสุภาพ “มันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาด สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิ กลิ่น เสียงโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบทำงานแบบเมื่อก่อน จนคิดว่าน่าจะแย่ลงในบางเรื่อง แต่ฉันก็รู้สึกค่อนข้างดีระคนสับสนค่ะฟาเธอร์”
มายุที่ยืนอยู่ด้านข้างต้องยิ้มร่าเริง “เหมือนมายุเลย ตอนแรกมายุก็ไม่ค่อยชินอยู่เหมือนกัน เพราะมันเหมือนกับว่าพวกเรากำลังมีชีวิตไม่ใช่หุ่นยนต์ เลยนะ”
“ถ้าไม่มีปัญหาอะไร มายุก็พาซิสเตอร์ไปทดสอบร่างกายใหม่ให้ชำนาญเถอะ”
เมื่อสองสาวโค้งรับคำสั่ง เดินจากไปอย่างร่าเริง ชายหนุ่มก็ค่อยมองห้องวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบหุ่นยนต์และสิ่งมีชีวิตเทียมกลุ่มหนึ่ง ที่ในช่วงไททันบุกมหานครจันทรา ได้ติดแหงกอยู่ในห้องแห่งนี้ จึงร่วมแรงร่วมใจกันคิดค้นจักรกลชีวะสำเร็จสองร่าง โดยยังไม่ระบุเพศและใบหน้าเอาไว้ เพราะเนื่องจากขาดซันไชน์ 20 ลูก ใส่ฐานวางซันไชน์ขนาดเล็ก ทำให้การวิจัยนี้ต้องยุติลงกลางคัน ซึ่งจากข้อความสุดท้ายที่ทิ้งเอาไว้ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์ทั้งกลุ่มจะออกไปหาซันไชน์จากโกดังเก็บซันไชน์ กระนั้นการที่เขาพบว่า แผงวางซันไชน์ขนาดเล็กยังคงกลวงโบ๋ มันก็เป็นการบอกโดยนัยว่า นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ได้ล้มเหลวในภารกิจสุดท้าย
‘น่าเสียดายที่อีกฝ่ายสร้างเอาไว้เพียงสองร่าง ไม่งั้นเราคงจะได้ทัพหลักในศึกนี้มากกว่าเดิม’
วิ้ง!
ใบหน้าไพล็อตพลันปรากฏขึ้นบนอายแมพ “รายงานด่วน เมืองที่ผู้โดยสารสั่งให้ดูแล ปัจจุบันเกิดความวุ่นวายผิดปกติครับ”
เมธัสสะดุ้งเฮือก เร่งวิ่งออกจากห้อง “ขอภาพสถานการณ์ปัจจุบัน”
อายแมพได้แสดงภาพของเมืองวาโซล บริเวณนอกเมืองที่มีนักรบมากมายเสียชีวิต ด้วยมินิมาเธอร์ที่มีหางม้า 5 เส้น กำลังกำจัดมนุษย์ทั้งหมดที่เข้าขวางทาง
มายุที่เห็นเขาวิ่งผ่านไปต้องเร่งวิ่งตามมาพร้อมถาม “มาสเตอร์ เกิดอะไรขึ้นคะ”
เมธัสพูดสั้นๆ “ผมจะไปวาโซล เอาไว้เสร็จธุระที่นั่นแล้วจะกลับมา”
สิ้นคำตอบ เวพลิ้งค์พลันเริ่มเปล่งแสงเรืองรอง แล้วขยายเป็นชุดเกราะสีเงินสลับขาวขึ้นมาปกคลุมร่างกาย...
...
ณ เมืองวาโซล
ครืน!!
กำแพงเมืองทั้งห้าชั้นได้พังทลายเป็นแนวยาว ทะเลโลหิตได้สาดกระจายไปทั่ว ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมหาศาล
เวอัสและซอร์ดต่างมีสภาพไม่ต่างไปจากผ้าขี้ริ้ว มีผู้คนจำนวนมากช่วยกันอุ้มหนีออกห่างจากแบล็คโกสต์ปริศนา
จูโน่ที่ยืนอยู่บนเชิงกำแพงที่ยังไม่พังทลายเร่งตะโกนสั่งให้ผู้คนอพยพ แล้วเตรียมซันไชน์แคนนอนกระหน่ำยิงใส่แบล็คโกสต์อย่างต่อเนื่อง ทว่าผลกลับเป็นมันไม่สะดุ้งสะเทือน อีกทั้งยังหยิบก้อนหินที่อัดไอทมิฬล้อมรอบ แล้วขว้างใส่ซันไชน์แคนนอนพังจนหมดสิ้น
มันยังคงมุ่งตรงไปยังแท่นที่ตั้งซันไชน์อย่างเพลิดเพลิน วินาทีนั้นวิคตอเรียพลันปรากฏร่างขึ้นมาท่ามกลางเสียงร้องเตือนของเพื่อนสาว
วิคตอเรียมีท่าทีหวาดกลัว ทว่าเธอก็ยังคงต้องการที่จะปกป้องเมืองแห่งนี้ “ข้าไม่ยอมให้เจ้าทำลายมันก่อนที่เขาจะกลับมา!!”
พรึ่บ!!
อิสตรีผมเงินที่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักจนบัดนี้สามารถแยกร่างได้ถึง 24 ร่าง กระนั้นมันกลับไม่มีคุณค่าแม้แต่น้อย เพราะมินิมาเธอร์เพียงสะบัดมือครั้งเดียว ภาพลวงตาทั้งหมดก็ได้สลายหายไป ทว่ายังคงไม่โดนร่างแท้จริงของเธอ
วิคตอเรียที่ปรากฏขึ้นอยู่ด้านหลังของมินิมาเธอร์ ชุดสูทส่วนแขนได้ขยายกำลังขึ้น เพื่อแกว่งดาบเทวะสุดแรงเกิด
เคร้ง!!
ดาบเทวะได้แตกร้าว สองมือที่จับด้ามดาบต้องสั่นเทา สีหน้าซีดเซียว เดินถอยหลังไปด้วยความตื่นตระหนก เพราะมันกำลังหันมามองเธอ และยกมือขวาขึ้นทำท่าจะสะบัด แต่วินาทีนั้นกลับบังเกิดแสงสีแดงบางอย่างซึ่งกำลังตกลงมาจากฟากฟ้า มุ่งหน้ามาทางนี้
อาจจะเป็นไปโดยสัญชาตญาณ มินิมาเธอร์ได้เงยหน้ามองขึ้นไปยังเบื้องบน ทว่าบางสิ่งได้ปิดใบหน้าของมัน
ตูม!! ครืน!!!
แรงลมที่ตามมาได้พัดเอาฝุ่นควันและร่างของหญิงสาวลอยกระเด็นไป ซากอาคารโดยรอบต้องสั่นไหวจนบางหลังที่เสียหายต้องพังลง
ทุกสายตาต้องจับจ้องไปยังมนุษย์ชุดเกราะสีเงินที่มีไอควันพวยพุ่งออกมา กำลังใช้มือซ้ายกดศีรษะของแบล็คโกสต์ที่ร่างกายกำลังจมอยู่ในพื้นดิน
กริ๊ก!
หมวกเกราะเหล็กได้แยกออก เผยให้เห็นใบหน้าของโอดิน ทำให้ผู้คนที่พบเห็นล้วนร้องอุทานด้วยความตื่นเต้นยินดี
“ลาก่อนมินิมาเธอร์” เมธัสเงื้อหมัดขวาขึ้นแล้วพลันมีกรงเล็บงอกออกมาจากหลังมือ
“ก๊าซ!!!” มินิมาเธอร์อ้าปากคำรามก้องพร้อมสะบัดแขนขวาขึ้นจากพื้น
ตูม!! ครืน!!!
ทันทีที่กรงเล็บเงินกับหมัดขวาสีดำปะทะกันได้ก่อให้เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
……….
……….
พื้นดินโดยรอบแตกร้าวเป็นวงกว้างยิ่งกว่าเดิม ฝุ่นดินที่กระเด็นขึ้นถูกแรงอัดกระจายไปรอบด้าน
แม้จะเกิดการปะทะราวกับนภาถล่มแผ่นดินทลาย ทว่าหนึ่งหมัดหนึ่งกรงเล็บที่เพิ่งจะผละออกจากกัน กลับไม่มีร่องรอยของความเสียหายใดๆ
‘ทั้งพลังและความแข็งแกร่งยังเท่ากันหรือนี่...’
ฟุ่บ!!!
ไม่ทันที่จะคิดจบ หมัดซ้ายอันทรงพลังได้ทะลวงพื้นดินขึ้นมาหาเขา ทว่าเมธัสไม่คิดที่จะแลกหมัดสร้างผลกระทบต่อตัวเมือง จึงใช้สองมือเข้าไปจับหมัดซ้ายของอีกฝ่าย อาศัยท่อแดชของชุดเกราะหมุนตัวกลับหลังผสานจังหวะโจมตีของมัน แล้วเหวี่ยงมันออกไปจากเมือง
ตูม!!
มินิมาเธอร์ลอยกระเด็นออกไปตกอยู่เขตรอบนอกกำแพง กลิ้งไปกับพื้น แล้วมันได้ร้องคำรามด้วยความเดือดดาลดังลั่น
เมธัสไม่สนใจอีกฝ่าย เร่งออกคำสั่ง “ดาวเทียมสังหาร 105 ยิงเลเซอร์ใส่เป้าหมายเดี๋ยวนี้”
“รับทราบ” เสียงของไพล็อตเบอร์สองดังขึ้น
พริบตานั้นพลันมีลำแสงเลเซอร์ยิงลงมาจากท้องฟ้า ใส่ร่างของมินิมาเธอร์ที่เพิ่งจะยันกายลุกขึ้นยืน
เปรี้ยง!! ครืน!!
เมธัสที่ลอยตัวอยู่บนอากาศไปหยุดยืนบนเชิงกำแพง ต้องมองดูสภาพของศัตรูที่แทบไม่เกิดความเสียหายใดๆ ‘นี่อีกฝ่ายไม่รู้สึกอะไรเลยงั้นรึ...’
“บัดนี้ถึงขีดจำกัดของปืนเลเซอร์แล้วครับ” เสียงของไพล็อตดังขึ้นอีกครั้ง
เมธัสที่ได้พักชั่วครู่ได้เริ่มเร่งพลังของชุดเกราะพลางถาม “ดาวเทียมสังหารดวงที่ใกล้ที่สุดจะมาถึงเมื่อไหร่”
“113 จะมาอยู่ในพิกัดพร้อมยิงปืนเลเซอร์ ภายในเวลา 15 นาที 30 วินาที ครับ”
“จงปิดระบบยิงเลเซอร์ และรอคำสั่งโจมตีครั้งต่อไป”
เมธัสที่พูดจบต้องเร่งกระโดดออกจากที่เดิม เพราะมินิมาเธอร์ที่เริ่มวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาเขาได้เหวี่ยงแขนอย่างรุนแรง สร้างแรงอัดอากาศทำลายกำแพงไปอีกแถบใหญ่
“จงออกมา ทวินซอร์ดออฟเจโนไซด์!!”
เมธัสกางแขนออกไปด้านข้าง ปล่อยให้คมดาบยืดยาวออกมาจากฝ่ามือ จนพอด้ามดาบสีฟ้าอ่อนผุดออกมา สองมือเร่งกุมมันเอาไว้แน่น แล้วร่างของชายหนุ่มก็คล้ายพญาเหยี่ยวที่ถลาลงเข้าหามินิมาเธอร์
กี๊ซ!!
ปลายคมดาบกรีดผิวแผ่นอกของมินิมาเธอร์ก่อให้เกิดประกายแสงเป็นรูปกากบาท
มินิมาเธอร์ต้องถอยร่นไปตั้งตัว แล้วค่อยถีบตัวกระโดดชกใส่เขาอย่างบ้าคลั่ง
เมธัสไม่คิดหลบหนี ทำเพียงโยนดาบขึ้นสู่อากาศ เอนกายเล็กน้อยพร้อมใช้สองมือหยิบยืมแรงของมินิมาเธอร์ จับทุ่มมันลงสู่พื้นดิน พอยกมือขึ้นดาบทั้งสองก็พุ่งกลับเข้ามา เพื่อให้เขาเปิดฉากฟาดฟันใส่กลางอกของมันอย่างต่อเนื่อง
ผู้คนที่มองดูจากที่ห่างไกลต่างต้องกัดฟันแน่น หวังว่าโอดินจะสามารถทะลวงเกราะของแบล็คโกสต์ตัวนี้ได้
วิ้ง!
สัญญาณตรงหน้ากากพลันร้องเตือนว่า ทวินซอร์ดออฟเจโนไซด์จะใช้งานได้อีกไม่เกิน 5 ครั้ง ต้องเข้าสู่ช่วงซ่อมแซม
‘อีกนิดเดียวเท่านั้น ขอให้ฟันเข้าทีเถอะ!!’
พลังแห่งความมุ่งมั่นผสานกับพลังแห่งศาสตรา สองคมดาบได้แหวกอากาศใส่จุดเดิมอีกครั้ง
กิ๊ซ!!
ในที่สุด ผลพวงจากความอุตสาหะและกล้าหาญก็อุบัติขึ้น
บนหน้าอกของมินิมาเธอร์ได้มีรอยกากบาทขนาดใหญ่ที่มีรอยร้าวกระจายออกไปรอบร่าง จนราวกับเปลือกไข่ต้มที่โดนตอกจนมีรอยปริไปทั้งฟอง
มินิมาเธอร์คำรามก้องพร้อมกวัดแกว่งหมัดและเท้าอย่างต่อเนื่อง จนทำเอาคล้ายจะเกิดพายุ ที่รุนแรงจนพื้นดินและแนวกำแพงชั้นที่ 5 ยังต้องพังทลาย เหล่านักรบที่คอยชมมองต่างต้องกระโดดหลบหนีกันจ้าละหวั่น
ส่วนเมธัสนั้นไม่อาจละทิ้งโอกาสนี้ไปได้ ต้องเร่งพลังของชุดเกราะทั้งหมด รับแรงกระแทกที่ฟาดมาจนเขายังเกือบจะกระเด็น สองเท้ายันพื้น สองแขนเหวี่ยงสุดแรง เพื่อให้สองดาบที่เกือบเป็นอาวุธสุดท้าย ได้ฟันใส่จุดเดิม
เปรี๊ยะ!!! แกร๊ก!!
เมื่อเกราะดำช่วงอกได้แตกออก ไอหมอกดำได้พวยพุ่งออกมาอย่างหนาแน่น จนบดบังสายตาของเมธัส ซึ่งมินิมาเธอร์ได้อาศัยช่วงนี้โจมตีมั่วซั่วอย่างต่อเนื่องจนเขาต้องถอยร่นออกมา ส่วนยูนิคอร์นเร่งร้องเตือนว่า อีกฝ่ายกำลังจะหนีไป
แว้บ!! ซ่า!!
ในขณะที่กำลังลำบาก ลำแสงหลายสิบสายจากกระบอกปืนใหญ่แสงได้พุ่งเข้ามาสลายหมอกดำให้กับเขา จนทำให้มองเห็นมินิมาเธอร์ที่กำลังวิ่งหนีไปยังเขตหมอกมืด
“ไม่ให้หนีไปหรอก!!”
เมธัสพุ่งตามหลัง ทว่าในขณะที่ใกล้จะถึงระยะโจมตี มินิมาเธอร์พลันดึงหางม้าจากท้ายทอยออกมาสองเส้น ฟาดใส่เขาอย่างรุนแรง
ฟั่บ!!
เขาใช้พลังของท่อแดชหลบหางม้าที่สะบัดไปมาดุจแส้ แล้วตั้งใจทิ่มแทงดาบทั้งสองเล่มใส่ช่องโหว่ที่กลางหน้าอก ทว่าร่างกายของมินิมาเธอร์กลับมีการเปลี่ยนแปลงขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อย จึงทำให้ดาบคู่แทงผิดจังหวะ กระแทกร่างของมันให้ลอยไป
ชายหนุ่มต้องเร่งโจมตีอีกครั้ง ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้น มันได้ขว้างหางม้าทั้งสองเส้นในมือใส่ แต่เมธัสย่อมสามารถเบี่ยงตัวหลบพร้อมเสียบปลายดาบคู่ใส่รูโหว่ที่กึ่งกลางหน้าอกของมัน แล้วตะโกนก้อง “เฟลมออฟเจโนไซด์!!!”
พริบตานั้นใบดาบคู่ที่เสียบใส่ร่างของมินิมาเธอร์ได้เปล่งแสงเรืองรองพุ่งออกรอบด้าน ซึ่งมันทำให้เกิดแสงสว่างเจิดจ้า
“ก๊าซ!!!” มินิมาเธอร์กรีดร้องดังลั่น พริบตานี้ทั้งปาก บาดแผล และดวงตาของมันได้เปล่งแสงสว่างออกมาวูบหนึ่ง
ตึง!!
ร่างของมินิมาเธอร์ได้ล้มลงไปกับพื้น ส่วนทวินซอร์ดออฟเจโนไซด์ได้หดหายเข้าไปในมือของเมธัส ทว่าเสียงหนึ่งพลันดังขึ้นจากเบื้องหลัง
มันเป็นเสียงร้องของอิสตรีที่เขาคุ้นเคย ‘นาตาชาเรอะ’
เมธัสต้องเร่งมองไปยังต้นเสียง ที่ดังขึ้นจากบริเวณซากกำแพงเมือง ก็พบเห็นวิคตอเรียล้มลงไปนอนอยู่กับพื้น ซึ่งบริเวณทรวงอกมีหางม้าสองเส้นของมินิมาเธอร์กำลังแทรกซึมเข้าไปในร่างของเธอ
ชายหนุ่มเร่งทะยานเข้าไปหวังจะดึงมันออก ทว่ามันกลับซึมเข้าไปในร่างของเธอจนหมดสิ้น มีเพียงนาตาชาที่ล้มลงอยู่ด้านข้างต้องส่งเสียงกรีดร้อง
“วิคตอเรีย เธอไม่น่าเข้ามารับมันแทนฉันเลย” นาตาชาเดินเข้าไปจับร่างกายของเพื่อนสนิท
เมธัสเงยหน้าหันไปมองหาจูโน่พร้อมร้องตะโกน “ผู้อาวุโส ผมขอยาขวดนั้นด่วน!!”
“ได้!!!” จูโน่รีบทะยานร่างจากไปในบัดดล
วิคตอเรียที่พยายามจะพูดบางอย่าง กลับมีไอดำออกมาจากปาก เพียงชั่วพริบตาทั่วร่างได้ปล่อยไอสีดำออกมาปกคลุม ดูดร่างของนาตาชาเข้าไปด้วย
เมธัสรีบเข้าไปคว้ามือของเครีเซียและฟลอราที่กำลังตกตะลึงออกห่างให้ไกลที่สุด
“นั่นกำลังจะเป็นแบล็คโกสต์แล้ว ทั้งหมดรีบฆ่ามันก่อนที่จะกลายเป็นดราก้อนหรือไททัน” ผู้คนรอบด้านที่เห็นต้องเร่งตะโกนออกคำสั่งโจมตี
เมธัสรีบตะโกนห้าม “อย่าเพิ่งโจมตี พวกเธอยังมีสิทธิ์รอด”
ต่อให้เป็นวาจาของอัศวินโอดิน ทว่าเหล่านักรบที่เหลือรอดก็มิอาจจะเชื่อฟัง มีหลายคนที่ถืออาวุธเตรียมพร้อมที่จะโจมตีใส่วิคตอเรียและนาตาชา
ในขณะนั้นเองก้อนไอดำทมิฬได้ส่งเสียงกรีดร้องออกมาเป็นสองเสียง
“โอดิน ฆ่าข้าเลย”
“โอดิน อย่าให้ฉันต้องทุกข์ทรมานเลย”
เมธัสพูดอย่างจริงจัง “อย่าเพิ่งตัดใจสิวิคตอเรีย นาตาชา จงทำใจให้เข้มแข็งเอาไว้ รีดเร้นพลังไลท์ที่มีออกมา เพื่อฟื้นฟูกลับสู่สภาพเดิม ผมเชื่อว่าพวกคุณจะต้องทำได้”
“ไม่! ข้ากำลังจะสูญเสียจิตใจแล้ว... อ๊าก!!!”
ก้อนร่างไอทมิฬได้กลิ้งออกไปด้านข้าง แล้วเริ่มขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็นไททันร่างมนุษย์หญิงสาว ซึ่งที่มือซ้ายพลันปรากฏโลหะดำที่หลอมออกเป็นดาบยื่นออกมา ฟันใส่พวกเมธัสที่ยืนอยู่ใกล้
ฟิ้ว!! ตึง!!
ท่ามกลางฝุ่นดินที่กระจายไปรอบด้าน เมธัสได้ใช้เพียงมือซ้ายจับคมดาบดำ ดวงตาเต็มไปด้วยความแน่วแน่ “จงสู้กับมันสิวิคตอเรีย นาตาชา ผมเชื่อว่าพวกคุณจะต้องกลับมาเป็นมนุษย์ได้อีกครั้ง”
“ใช่แล้ว พวกเธอต้องทำได้นะ” ฟลอราและเครีเซียร้องตะโกนหนุนเสริม
ไททันหญิงสาวคล้ายจะตั้งสติได้วูบหนึ่ง มือซ้ายที่สั่นไหวได้เหวี่ยงแขนขึ้นพร้อมโยนดาบออกไปด้านหลัง จากนั้นค่อยล้มลงนั่งกับพื้น เปล่งเสียงของนาตาชากับวิคตอเรียสลับกัน “ขอโทษนะทุกคน... แต่พวกฉันไม่ไหวแล้ว... ข้ารักเจ้านะโอดิน... ลาก่อนวีรบุรุษของฉัน”
เมื่อสิ้นวาจาอำลา ไททันสาวได้ชูหมัดขวาขึ้นหวังชกใส่ศีรษะของตนเองให้แตกกระจุย
เปรี้ยง!! โครม!!
ร่างของไททันหญิงสาวได้ล้มลงไปนอนกับพื้น กระนั้นศีรษะของเธอมิได้ขาดกระเด็น มีเพียงรอยร้าวเล็กน้อย ด้วยหมัดของชายคนหนึ่ง ที่กำลังยืนอยู่บนใบหน้าของเธอ
เมธัสปลดเจโนไซด์กลับสู่สภาพปลอกแขนโยนไปให้กับเครีเซีย แล้วหันไปพูดกับพวกวิคตอเรีย “อย่ายอมแพ้สิ อย่ายอมแพ้ ชีวิตเป็นสิ่งมีค่า ไม่ว่าจะเคยเจอเรื่องทุกข์ยากแบบใดมาจงอย่าทิ้งชีวิต”
ไม่ว่าเมธัสจะตะโกนไปเท่าใด แต่ก็ไม่มีเสียงของพวกเธอดังตอบกลับมา
เขารู้แล้วว่า สติของทั้งสองเริ่มจางหาย จึงหันไปตะโกนบอกกับเครีเซีย “หากพ้นหนึ่งชั่วโมงไปแล้ว ผมยังไม่ออกมา จงทำลายร่างไททันนี้ทิ้งซะ”
ก่อนที่คนทั้งหมดจะทันเข้าใจ อัศวินโอดินได้กระโดดหายเข้าไปในปากของไททันหญิงสาว ทำเอาคนทั้งหมดต่างต้องร้องตะโกนด้วยความตกใจ
...
ท่ามกลางความมืดมิด จนแทบจะไม่เห็นแสงใด
เมธัสได้ปล่อยให้ร่างกายล่องลอยไปกับละอองดำ ที่พยายามรัดและแทรกซึมเข้าภายในร่างกายของเขา ซึ่งส่งผลให้เขารู้สึกเหมือนกับเป็นหนึ่งเดียวกับไททันและเชื่อมจิตกับสองสาว
เขาเร่งส่งเสียงผ่านทางจิตใจไปหาหญิงสาวทั้งสองนาง “ผมรู้นะว่าพวกคุณอยู่ตรงนั้น”
ดวงแสงสองสายได้พุ่งเข้ามาโอบล้อมร่างกายของเมธัส พวกเธอต่างส่งเสียงออกมาไม่ได้ และเริ่มอับแสงลงทีละนิดตลอดเวลา
เมธัสยกสองแขนขึ้น โอบกอดดวงแสงทั้งสองเอาไว้แน่นพร้อมเร่งเร้าพลังไลท์ในร่างกาย ร้องตะโกนสุดเสียง
“จงอย่ายอมแพ้!!”
เสียงตะโกนของเขาได้ดังก้องกังวานสะท้อนไปมาในห้วงความมืด ซึ่งส่งผลให้สองดวงจิตเปล่งแสงขึ้นมาวูบหนึ่ง
“ผมไม่รู้หรอกว่า ในชีวิตของพวกคุณ ได้ประสบพบเจออะไรมาบ้าง แต่อย่าให้สิ่งเหล่านั้นมาทำลายความต้องการมีชีวิตอยู่ต่อ”
สองดวงจิตที่โดนวาจากระตุ้นและสนองตอบต่อพลังไลท์ของเขา ได้เปล่งแสงมากขึ้น ทว่าผ่านไปเพียงชั่วครู่ก็เริ่มอ่อนแรงลง
ชายหนุ่มที่เห็นต้องร้องตะโกนอีกครั้ง “ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นจงมีชีวิตต่อไป”
ท่ามกลางเสียงสะท้อนไปมา ได้บังเกิดภาพในห้วงจิตบางอย่างกับสองสาว
มันเป็นภาพชัยชนะของชาววาโซล แผ่นดินกลับมาอุดมสมบูรณ์ ท้องฟ้าใสกระจ่างไร้ซึ่งหมอกดำ พวกเธอทั้งสองต่างจูงมือเด็กสาวที่มีหน้าตาคล้ายตนเอง เดินเล่นไปตามทุ่งหญ้ากับชายหนุ่มคนหนึ่งที่ไม่อาจมองเห็นหน้าได้ชัดเจน แต่ในใจของพวกเธอต่างรู้ดีว่าเป็นใคร
วิ้ง!!
สองดวงแสงเริ่มสว่างขึ้น แต่แล้วพริบตานั้น โอดินที่ทนมายาวนานกลับเริ่มมีเส้นเลือดขึ้นเต็มร่าง กระแอมไอออกมา “อ๊อก!!!”
ริมฝีปากได้พ่นละอองสีขาวออกมากลุ่มหนึ่ง แล้วแสงสว่างรอบร่างก็เริ่มจางหายลง สองแขนที่เคยโอบกอดสองดวงจิตก็ปล่อยออกพร้อมพูดด้วยรอยยิ้ม
“ผมคงไม่ไหวแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า”
ร่างกายของชายหนุ่มเริ่มจากไปไกลในความมืด ทำให้ดวงจิตของสองสาวเปล่งแสงเจิดจ้า แปรเปลี่ยนเป็นมือสองคู่เข้าไปจับมือของบุรุษหนุ่มพร้อมขานชื่อของอีกฝ่าย
“โอดิน!!”
แว้บ!!!
พริบตานั้นร่างของไททันพลันเปล่งแสงสว่างเจิดจ้า แล้วแตกแยกออกเป็นสองส่วนพร้อมกับหดเล็กลงเรื่อยๆ เผยให้เห็นวิคตอเรียในชุดเกราะสีดำ ตามร่างกายมีเส้นเลือดสีดำเข้มข้นเต็มไปหมด ให้โอดินนอนหนุนตัก ร้องตะโกนอย่างร้อนใจ “โอดินฟื้นสิ”
ส่วนนาตาชาที่มีสภาพไม่แตกต่างจากเพื่อนสาว กำลังกุมมือซ้ายของชายหนุ่มเอาไว้แน่น เปล่งเสียงร้องสะอื้นไห้ “อย่าตายนะคะโอดิน”
ผู้คนต่างตกตะลึง และสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
กระนั้นเมธัสพลันผุดลุกขึ้นพร้อมบิดขี้เกียจราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำเอาสองสาวต้องจ้องมองจนตาค้าง ซึ่งชายหนุ่มก็หันหน้าไปส่งยิ้ม “อ๊ะ! โดนหลอกแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า”
“คุณนี่ช่างขี้เล่นจริงๆ อิอิ” นาตาชาหัวเราะทั้งน้ำตา
วิคตอเรียกลับโกรธจนร้องลั่น “เจ้าบ้า กล้าหลอกข้างั้นเหรอ มาให้ข้าลงโทษเดี๋ยวนี้นะ”
เมธัสไม่รอให้อีกฝ่ายทำร้าย ชิงกระโดดหลบออกไปยืนเคียงข้างเครีเซีย ซึ่งพอเห็นหญิงสาวผมเงินกำลังจะตามมา เขาต้องรีบปั้นรอยยิ้มพร้อมพูด “ผมกลับมาแล้ว”
หญิงสาวผมเงินที่กำลังขุ่นเคือง ต้องมีสีหน้าอ่อนลง แล้วพูดเบาๆ “อย่าไปไหนนานอีกนะ...”
เขายิ้มรับพลางกระโดดขึ้นไปยืนอยู่บนหลังคาอาคาร ร้องตะโกนดังลั่น “พี่น้องทั้งหลาย จงเตรียมตัวเข้าสู่ศึกสุดท้าย เมื่อชัยชนะบังเกิดขึ้นโลกจะกลับไปเป็นปกติเช่นอดีตกาล!!”
เหล่านักรบและประชาชนที่เริ่มอพยพออกจากที่หลบซ่อน ต่างร้องตะโกนส่งเสียงด้วยความฮึกเหิมในบัดดล
‘มาเธอร์ ประตูมิติ... มิตินาเดีย อีกไม่นานผมจะกลับไป’
ชายหนุ่มทอดสายตามองไปยังทิศตะวันตก ที่นั่นคือจุดจบของมิติไลท์ และจุดเริ่มต้นของการกลับสู่มิตินาเดีย
Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone และ Android Phoneเตรียมพบกับ Dek-D Writer App เวอร์ชั่น iPad / Android Tablet เร็วๆนี้ ฟรี!
|
PS. งืมๆ งามๆ