 |
 |
|  | - ทำไมคน บางครั้งร้องไห้ แต่ไม่มีน้ำตา สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะน้ำตาที่แท้ต้องเกิดจากความตื้นตันของจิตที่หัวใจ เมื่อจิตใจซึ้งในความเศร้า จึงส่งสัญญาณลงสู่ไต อวัยวะผู้กำหนดธาตุน้ำ และธาตุน้ำเป็นมารดาของไขในกระดูก ไขกระดูกส่งสัญญาณคลื่นสู่ส่วนสมอง สมองสั่งการให้น้ำตาไหล พร้อมกับส่งน้ำมูกลงมาเป็นพี่เลี้ยงเปิดทางผ่านช่องโล่งของโพรงจมูก ลงมาสมทบ ก่อให้เกิดอาการสะอื้น เพิ่มปริมาณธาตุน้ำของหยินลงส่วนปากเป็นน้ำลายฟูมปากด้วยพร้อมกันทั้งระบบ - หากการร้องไห้ที่ไม่เกิดจากแรงดลใจมากเพียงพอ จากจิตใจ หัวใจก็จะไม่ส่งสัญญาณกระตุ้นสู่ไต ไตจึงไม่ส่งน้ำตามาที่ตา การร้องไห้ชนิดนี้ จึงมิใช่การเศร้าโศกที่แท้จากใจ เป็นการร้องไห้ แบบเสแสร้งเป็นบทของพวกดารานักแสดงแห่งโลกมายา - แต่ทำไมบางครั้งคนเราดีใจจนน้ำตาไหล สาเหตุเพราะน้ำตาจากการร้องไห้เวลาเศร้าเกิดจากประจุลบ - พลังหยินของสภาวะจิตใจ แต่ในกรณีที่คนเราดีใจ ตื่นเต้น ตื้นตัน ปลาบปลื้มใจนั้น หัวใจอิ่มเอิบด้วยประจุบวกของ พลังหยาง + น้ำตาที่ออกมา จึงต่างกับน้ำตาร้องไห้ที่ปัจจัยผลักดันเป็นหยินกับหยาง ดังนั้น น้ำตาไหลเมื่อดีใจเป็นหยางจะเกิดขึ้นเร็ว สั้น และควบคู่กับอาการขนลุก (หยาง) ดังนั้น น้ำตาไหลเมื่อดีใจเป็นหยางจะเกิดขึ้นเร็ว สั้นและควบคู่กับอาการขนลุก (หยาง) ดังนั้น ร้องไห้แบบความโศกเศร้า น้ำตาเกิดจากพลังหยิน (ไต) ร้องไห้แบบความปลาบปลื้มดีใจ น้ำตาเกิดจากพลังหยาง ทำไมบางคนร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา ไม่มีน้ำมูก สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะร่างกายคนเราทุกคนนั้นมีหัวใจเป็นศูนย์กลางของระบบการหมุนเวียนของเลือด หัวใจจึงจัดได้ว่า เป็นอวัยวะที่มีคุณสมบัติเป็นแกน ประธานและบริสุทธิ์กว่าอวัยวะอื่นทั้งหมด หัวใจเชื่อมโยงกับดวงตา ดวงตาเป็นประตูสะท้อน สภาวะจิตใจและอารมณ์ของมนุษย์ เมื่อใดที่คนเรามีความสุขสมบูรณ์อยู่เย็นเป็นสุข ดวงตาก็จะเปล่งประกาย แวววาวและมีชีวิตชีวาแสดงว่า พลังในร่างกายสมดุลดี แต่เมื่อใดที่คนเรากลับมีความทุกข์และกังวล เมื่อนั้น ทั้งแววตาและผิวพรรณก็จะหมอง เมื่อเป็นเช่นนั้น คนเมื่อรู้สึกเศร้าสร้อยทุกข์โศก สลดใจ และเมื่อได้เวลาน้ำตาก็จะไหลออกจากตา โดยธรรมชาติ น้ำตาจัดเป็นผลิตผลของพลังหยิน พลังหยินคือ พลังจากน้ำ พลังน้ำมาจากอวัยวะ ที่หยินที่สุดก็คือ ไต ดังนั้น ในกรณีที่คนเรา บางครั้งร้องไห้โฮออกมา แต่กลับไม่มีน้ำตาไหลออกตามมา ก็เพราะว่า พลังบริสุทธิ์จากส่วนหัวใจเป็นตัวควบคุม และกำหนดปัจจัยน้ำในไต หากหัวใจไม่รู้สึกโศกเศร้าด้วยแล้ว พลังบริสุทธิ์จากหัวใจก็ไม่ไหลลงไปกระตุ้นไตให้ปอดปล่อย พลังหยินในรูปของน้ำตาออกมา ทำให้ไม่มีน้ำตาไหล ออกจากตา เพราะไตถูกหัวใจควบคุมปิดกั้นไว้ ธาตุแท้ของธาตุน้ำคือ ขวัญกำลังใจและความตั้งใจ ธาตุแท้ของธาตุไฟคือ อาลัยวิญญาณเมื่อทั้งสองทั้งธาตุน้ำและธาตุไฟผสมร่วมกัน กล่าวคือ อารมณ์ของจิตใจและความรู้สึกอาลัยของวิญญาณผสม กลมเกลียวรวมกันเป็นหนึ่ง เมื่อนั้นคนเราจึงจะรู้สึกโศกเศร้า อย่างแท้จริง 100% และนั่นแหละทั้งสองพลัง จึงจะร่วมกันกลั่นผลิตน้ำตา ทำให้น้ำตาไหลหลั่งออกจากเบ้าตาได้ หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งเมื่อทั้งหัวใจและไตทำงานร่วมกัน น้ำตาจึงจะเกิดขึ้นมาได้ แต่หากขาดปัจจัยหนึ่งปัจจัยใดในทั้งสองแล้ว น้ำตาก็จะไม่สามารถรวมตัวกันกลั่นเป็นหยดน้ำตา เพราะคลื่นจิตวิญญาณจากพลังบริสุทธิ์ของหัวใจ ไม่ไหลลงสู่ไต ซึ่งเป็นศูนย์รวมแห่งขวัญและกำลังใจคนที่ร้องไห้จึงร้องออกมา แต่ไม่มีซึ่งน้ำตา - การร้องไห้แต่ไม่มีน้ำมูกก็เช่นกัน การหลั่งของน้ำมูกนั้นถูกกำหนดโดยระบบประสาทส่วนสมอง สมองเป็นอวัยวะภายใน น้ำมูกของคนเรานั้นจะไหลออกก็ต่อเมื่อได้รับสัญญาณกระตุ้นจากสมองส่วนบนขับลงสู่ส่วนล่าง ผลักดันให้ไขในกระดูกตื่นตัวในขณะที่ช่องรูจมูกเป็นโพรงระบายทางออกเชื่อม จากส่วนสมองลงสู่จมูก ในแง่ของนามธรรม ไตนั้นสัมพันธ์กับไขกระดูกและกระดูกนั้น เป็นตัวห่อหุ้มไขกระดูกไว้ในแกนกลาง ไขกระดูกสัมพันธ์กับธาตุน้ำ ไตกำหนดน้ำ ดังนั้น น้ำมูก น้ำตาไหลร่วมคู่ขนานกัน โดยอวัยวะไตทั้งสองเป็นพี่น้องในตระกูลธาตุน้ำเดียวกัน อันเป็นส่วนสะท้อนของคลื่นพลังทั้งสองรวมกันเป็นพลังจิตและพลังวิญญาณอันละเอียดรวมเป็นหนึ่ง ดังนั้น ถ้าคนเราร้องไห้ ไม่มีน้ำตา ไม่มีน้ำมูกแสดงว่า มิใช่การร้องไห้ที่เกิดจากแรงดลใจด้วยความโศกเศร้าจากส่วนลึกของหัวใจหรือไม่มีพลังหยินจากหัวใจ แต่ในกรณีที่คนเราดีใจหรือซึ้งใจ ในบางครั้งถึงกับน้ำตาไหลนั้น ก็เพราะน้ำตาที่หลั่งออกมานี้แตกต่างกับน้ำตาที่ร้องไห้ก็คือ เป็นน้ำตาโดยพลังหยางของหัวใจแทน หากร้องไห้เศร้าจะได้รับการกระตุ้นจากพลังหยินของหัวใจ น้ำตาทั้งสองกรณีคือ น้ำตาที่เศร้าเกิดจากพลังหยิน ของหัวใจ ส่วนน้ำตาที่ปลื้มดีใจจนน้ำตาไหลเกิดจากพลังหยางของหัวใจ ปรากฏเป็นน้ำตาเหมือนกัน แต่พลังกระตุ้นหยิน-หยางต่างกัน ทั้งนี้ยังได้รับอิทธิพลพลังไอร้อนจากความรู้สึกที่ส่งขึ้นไปกระทบ ขั้วหยินของส่วนสมอง ซึ่งจะสะท้อนกลับลงสู่ ดวงตาและโพรงจมูก เพื่อเบิกทางระบายออกร่วมกันในบางครั้ง การร้องไห้เพราะความเศร้าโศก อาจนำไปสู่อาการตาลายหรือถ้าอาการหนักอาจถึงขั้น ตาบอดได้ เพราะพลังความร้อนเกินสะสมจากส่วนล่าง ระเหยสู่บน อันเป็นพลังหยางมากเกิน เพราะพลังหยาง อาจพัฒนาเป็นธาตุไฟความร้อนแรงเกินจนตาบวมและบอด ในขณะที่ความเย็นส่วนบนไม่มีที่อยู่เพียงพอ เพราะถูกไล่ที่ต้องไหลลงล่าง ทำให้ส่วนขาเท้าเย็นบางครั้งเกิดอาการบวม การบวมแสดงว่า ธาตุน้ำ ไม่สามารถดับลดธาตุไฟลงได้ เพราะปริมาณน้อยกว่า บางครั้งธาตุลมเข้าแทรก ทำให้เกิดอาการน้ำตาไหลไม่หยุด ธาตุลมพัดเสริมส่งให้ธาตุไฟเพิ่มความร้อนแรง มากขึ้นอีกกลายเป็นวงจร ของการหมุนของไฟก่อให้เกิดลมพายุนำไปสู่ฝนตกหนักเปรียบได้เช่นเดียวกันกับการร้องไห้ที่มีทั้ง น้ำตาและน้ำมูกไหลรวมกัน ตามหลักการของแพทย์จีน
|
|
|