ภาพแรเงา
เสียงไซเรนของรถพยาบาลดังใกล้เข้ามาทางปากซอยทำให้ปอฝ้ายใจชื้นขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจคงจะจัดการเรียกรถพยาบาลจากโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดเพื่อมายังที่เกิดเหตุ
พ่อเพิ่งจะวางสายไปก่อนหน้านี้ด้วยอาการร้อนรนตื่นตกใจเสียยิ่งกว่าลูกสาว แม้ว่าปอฝ้ายจะย้ำอยู่หลายครั้ง ว่าปลอดภัยดี อย่างน้อยพ่อก็น่าจะอุ่นใจที่ลูกสาวยังกดโทรศัพท์ถึงพ่อเพื่อบอกข่าวได้ โดยก่อนหน้านั้นปอฝ้ายได้แจ้ง 191 เพื่อขอความช่วยเหลือไปแล้ว แม้ว่าจะต้องใช้เวลาตั้งสติอยู่นานพอสมควรกว่าที่จะยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาได้
เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลมาถึงเกือบจะพร้อมกับกำลังตำรวจจาก สน.ที่ดูแลท้องที่ ปอฝ้ายรู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงที่รวบรวมเอาไว้จนถึงนาทีนี้ได้หมดลงในแทบจะทันทีที่ทุกคนเข้ามาถึงภายในห้องโถงของตัวบ้าน
น้อย..อดทนเอาไว้นะ หมอมาแล้ว
ปอฝ้ายทรุดลงนั่งข้างๆ ร่างของหญิงสาวที่นอนเหยียดยาวบนพื้นห้อง ที่เปรอะไปด้วยสีแดงของเลือดซึ่งไหลออกมาจากบาดแผลบริเวณหน้าอก เลือดยังคงซึมออกมาไม่หยุดจนชุ่มผ้าขนหนูผืนเล็กที่ปิดบาดแผลเอาไว้ ปอฝ้ายกวาดตามองอีกสองร่างที่นอนหงายในลักษณะเดียวกัน เพียงแต่สองคนนั้นไม่ได้สติแล้ว โดยที่หญิงสาวก็ไม่แน่ใจนักว่าอีกสองคนจะยังคงมีชีวิตอยู่หรือไม่ เพราะมีเลือดไหลออกมาจากร่างของชายทั้งสองคนนองอยู่เต็มพื้นเช่นกัน
แต่ที่สำคัญ ปอฝ้ายกำลังภาวนาให้หนึ่งในสองคนนั้นรอดชีวิต แต่ดูเหมือนเขาจะหยุดหายใจไปแล้ว หรือไม่ลมหายใจก็คงจะแผ่วเต็มที จนไม่อาจจะสังเกตเห็นได้ น้ำตาที่แห้งเหือดไปแล้วเมื่อหลายนาทีก่อนจึงกลับเอ่อขึ้นมาอีก
คุณ...
เสียงเรียกของน้อยสั่นเครือ และมีท่าทีเหมือนกำลังพยายามจะบอกอะไรออกมา
อย่าเพิ่งพูดอะไร ฉันเข้าใจ ปอฝ้ายน้ำตาร่วงพรูขณะกระซิบบอก
ร่างของน้อยถูกเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลช้อนขึ้นเปล โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลสถานการณ์ และเก็บหลักฐานอย่างรวดเร็ว ปอฝ้ายได้ยินเสียงกระซิบแผ่วๆ จากน้อยก่อนที่จะถูกนำออกไปจากจุดเกิดเหตุ
ขอโทษ...
คุณได้รับบาดเจ็บตรงไหนครับ เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งเข้ามานั่งลงตรงหน้าปอฝ้าย และเริ่มซักถามตามหน้าที่
ไม่ค่ะ
ปอฝ้ายตอบไปด้วยความรู้สึกจริงๆ ในขณะนี้ที่ร่างกายไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่เจ็บปวด ไม่อาจจะนึกย้อนเหตุการณ์ใดๆ ได้ และไม่ต้องการตอบคำถามใดๆ
ร่างของชายสองคนที่นอนแน่นิ่งถูกหามออกไปด้วยความระมัดระวัง ปอฝ้ายมองตามร่างหนึ่งในสองนั้นไปด้วยความรู้สึกเต็มตื้น และปรารถนาที่จะเห็นเขากลับลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง
xxxxx
เสียงพระสวดท่ามกลางความเงียบและวังเวงบนศาลาภายในวัดที่ตั้งอยู่บริเวณท้ายซอย ยิ่งย้ำเตือนหนักหน่วงถึงความผิดพลาดและสูญเสียที่ไม่อาจจะไขว่คว้าคืนมาได้ ปอฝ้ายนั่งอยู่ที่เก้าอี้รับรองแถวหน้าสุดเคียงข้างด้วยพ่อและแม่ ที่นั่งประกบซ้ายขวาเหมือนเป็นการปลอบขวัญและให้กำลังใจอยู่ตลอดเวลา นับแต่วันที่เกิดเรื่อง
ปอฝ้ายอยู่ในชุดสีดำเช่นเดียวกับทุกๆ คนที่กำลังนั่งฟังพระสวดศพเป็นคืนแรก เมื่อเหลียวมองไปรอบๆ บริเวณศาลาตั้งสวดศพ มีเพียงผู้คนบางตานั่งกันอยู่เป็นกลุ่มๆ หลายคนกำลังกระซิบกระซาบกันทั้งที่มือยังประนมอยู่ คงจะเป็นเรื่องของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อนที่บ้านของปอฝ้ายนั่นเอง หญิงสาวไม่รู้จักใครเลยที่อาศัยอยู่บริเวณท้ายซอย และคนในครอบครัวของปอฝ้ายก็คงไม่รู้จักพวกเขาเหล่านั้นเช่นกัน รวมถึงคนที่นอนนิ่งอยู่ในโลงศพเบื้องหน้าด้วย
เขาตายแล้ว
คำอ้อนวอนภาวนาตลอดสองวันที่ผ่านมาไม่สัมฤทธิ์ผล ไม่ว่าจะพบเห็นหรือระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ขึ้นมาได้ ปอฝ้ายก็ไม่ลังเลที่จะอธิษฐานขอให้ชายคนหนึ่งที่กำลังอยู่ในห้องฉุกเฉินฟื้นขึ้นมา เขาถูกยิงในบ้านของปอฝ้ายถึงสามนัด ต่อหน้าต่อตาโดยที่ไม่อาจจะช่วยเหลือใดๆ ได้เลย
เมื่อดึงสายตากลับมายังกรอบรูปที่ตั้งอยู่ใกล้โลงศพ ซึ่งประดับประดาด้วยดอกไม้สดราคาแพงบานสะพรั่งล้อมรอบอย่างงดงาม เป็นสิ่งเดียวที่หญิงสาวจะมอบให้กับเขาได้ แด่ทุกสิ่งที่เขาได้พยายามทำด้วยความปรารถนาดีต่อเธอมาตลอด เป็นความปรารถนาดีที่งดงามที่สุดเท่าที่คนแปลกหน้าพึงจะมีต่อกัน ปอฝ้ายเพิ่งจะได้เห็นใบหน้าของเขาชัดๆ เป็นครั้งแรก ภาพของชายวัยกลางคนในชุดทหารลายพราง สวมหมวกเบเร่ต์สีเขียว ใบหน้าค่อนข้างเหลี่ยมแลดูมุ่งมั่นอย่างชายชาติทหาร ภายในบ้านของเขามีเพียงภาพถ่ายใบนี้ใบเดียวเท่านั้น ซึ่งแทบไม่เหลือเค้าของความเข้มแข็งคมสันบนใบหน้าของเจ้าของ ในช่วงเวลาที่เขาใกล้จะถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
แกเคยอยู่หน่วยรบพิเศษ
เคยไปสงครามเวียดนาม
ในตอนเย็นมีชาวบ้านบริเวณท้ายซอยที่รู้จักกับคนตาย หรือที่พอจะคุ้นหน้ากันอยู่บ้างเข้ามาช่วยงาน หลังจากที่ครอบครัวของปอฝ้ายไปรับศพมาจากโรงพยาบาล หลายคนที่อยู่แถวนี้มานานกระซิบเล่าประวัติคนตายให้คนที่ไม่เคยรู้ได้ฟัง รวมถึงปอฝ้ายและครอบครัวที่รับเป็นเจ้าภาพงานศพทุกคืนจนกว่าจะเผา
เมียแกหนี ตอนนั้นลูกสาวยังเล็ก หน้าตาจิ้มลิ้ม แม่มันทิ้งได้ลงคอ อยู่กับแกได้ไม่นานลูกสาวก็ป่วยตาย
แกไม่มีญาติเลยหรือคะ ปอฝ้ายอดที่จะสงสัยไม่ได้
ไม่มีหรอกค่ะ ฉันก็เห็นแกอยู่ของแกคนเดียวมาตลอด หลังจากลูกสาวตาย
น่าละอายเหลือเกินที่ปอฝ้ายไม่เคยคิดใส่ใจถึงความเป็นมาเป็นไปของเขาก่อนหน้านี้ แม้แต่ความปรารถนาดีที่เขาพยายามจะหยิบยื่นมาให้ก็ยังถูกปฏิเสธ อย่างไม่มีเยื่อใย
แม่ยื่นมือมาโอบไหล่และเขย่าเบาๆ โดยไม่มีคำพูดใดๆ เล็ดรอดออกมา ขณะที่ปอฝ้ายกำลังยกมือข้างหนึ่งเพื่อป้ายน้ำตาที่รื้นขึ้นมา แม่ก็คงไม่ต่างกันที่ต้องรู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ มาจุกอยู่ที่ลำคอ จนไม่สามารถจะเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาได้ ปอฝ้ายเหลือบแลไปที่พ่อก็เห็นเพียงใบหน้าด้านข้างที่ขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน สีหน้าบ่งบอกอารมณ์ที่หลากหลาย ปอฝ้ายแน่ใจว่า พ่อก็คงเจ็บปวดไม่แพ้กัน
xxxxx
ชุดสีหวานๆ สำหรับสาววัยรุ่น บางชุดยังดูเหมือนของใหม่ที่เคยสวมใส่เพียงไม่เกินครั้งหรือสองครั้ง บางชุดที่ดูกลางเก่ากลางใหม่ แต่ด้วยเนื้อผ้าและการตัดเย็บอย่างดีทำให้ยังดูดีน่าสวมใส่ ทั้งหมดถูกเลือกออกมาจากตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่สูงติดเพดานห้องนอน แล้วส่งให้กับ น้อย เด็กสาวจากที่ราบสูงซึ่งเข้ามาอยู่เมืองกรุงได้เพียงไม่นานนัก
คุณปอให้น้อยจริงๆ หรือคะ
จริงสิ ไม่ได้ใส่มาตั้งนานแล้ว เอาไปซักก่อนนะ แล้วค่อยใส่
น้อยยืนมองทุกชุดด้วยความรู้สึกยังไม่หายตื่นเต้น ปอฝ้ายสังเกตจากดวงตาที่เป็นประกายบ่งบอกว่า น้อยซึ่งเป็นเด็กจากต่างจังหวัดแต่ก็มีรสนิยมไม่ต่างจากสาวชาวกรุง เพราะทุกชุดที่ยื่นให้กับน้อยเป็นของดีมียี่ห้อทั้งนั้น ที่สำคัญ น้อยโชคดีตรงที่มีรูปร่างและวัยใกล้เคียงกับปอฝ้าย แม้จะเตี้ยกว่าแต่ก็พอนุ่งได้อย่างไม่น่าเกลียด
คุณปอใจดีจังเลยค่ะ
ปอฝ้ายพลอยรู้สึกชุ่มชื่นไปด้วย เมื่อได้เห็นดวงตาสุกใสปลาบปลื้มของน้อย
นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา ปอฝ้ายก็กลายเป็นคนสำคัญที่สุดในบ้านสำหรับเด็กรับใช้ซึ่งมีอยู่เพียงคนเดียว น้อยจึงได้รับข้าวของเป็นการตบรางวัลอีกหลายครั้ง เพราะบริการดีถูกใจเจ้านายน้อยประจำบ้าน จนนายคนอื่นๆ แทบจะหมดความหมาย อันที่จริงทั้งบ้านก็มีนายอีกเพียงสองคน คือพ่อและแม่ ส่วนพี่ชายของปอฝ้ายเป็นนักเรียนนายเรือต้องพักที่โรงเรียนเหมือนนักเรียนประจำจะกลับบ้านทุกสุดสัปดาห์เท่านั้นเอง
ตามปกติแล้ว น้อยจะอยู่เฝ้าบ้านคนเดียวในตอนกลางวัน เพราะพ่อกับแม่จะออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อไปทำงาน ส่วนปอฝ้ายก็จะออกจากบ้านตามแต่เวลาที่จะต้องเข้าห้องเรียน ถ้าวันไหนไม่มีเรียนปอฝ้ายก็จะอยู่กับน้อยสองคน จึงทำให้ปอฝ้ายกลายเป็นคนที่สนิทสนมกับน้อยมากที่สุดในบ้าน
หลังจากได้เป็นเจ้าของชุดสวยๆ น้อยก็ไม่ค่อยจะยอมอยู่เป็นเพื่อนเจ้านายคนโปรดเช่นเคย ปอฝ้ายจึงต้องอยู่เฝ้าบ้านคนเดียวเป็นประจำในวันที่ไม่มีเรียน เพราะน้อยจะถือโอกาสที่มีคนอยู่บ้านและขออนุญาตออกไปข้างนอก โดยไม่พลาดที่จะแต่งชุดสวยที่เคยเป็นของเก่าของปอฝ้ายมาก่อน
น้อยออกไปข้างนอกไม่นานนักก็จะรีบกลับมา เพราะมีงานบ้านต้องทำในแต่ละวัน บางครั้งก็จะกลับมาเล่าให้ปอฝ้ายฟังว่าออกไปเปิดหูเปิดตาที่ไหนมาบ้าง แต่เรื่องนี้ไม่ค่อยจะเป็นที่สบอารมณ์ของแม่มากนัก ผู้ใหญ่มักจะไม่ค่อยชอบคนเที่ยวเตร่ แต่สำหรับปอฝ้ายกลับรู้สึกเห็นใจน้อยเพราะอยู่ในวัยเดียวกัน
xxxxx
ปอฝ้ายขับรถยนต์เข้ามาจอดที่หน้าบ้าน แล้วออกจากรถเพื่อลงมาเปิดประตูรั้ว สนามหญ้าหน้าบ้านลงต้นไม้เอาไว้แลดูครึ้มตาและริมรั้วด้านนอกก็ปลูกต้นโมกเอาไว้ตลอดแนว ปอฝ้ายไขกุญแจบ้านแล้วจึงหันหลังกลับไปเพื่อกลับขึ้นรถ แต่ก็ต้องชะงักค้างแม้จะไม่ถึงกับตกใจ แต่ก็หยุดยืนนิ่งอยู่หลายอึดใจ
ชายวัยเลยเกษียณคนหนึ่ง เขาสวมเสื้อผ้าเก่าโทรม แม้ไม่ขาดรุ่งริ่ง แต่ก็เดาแทบไม่ได้ว่าเสื้อเชิ้ตตัวนั้นเคยเป็นสีอะไรมาก่อน มือข้างหนึ่งของชายวัยชรามีไม้เท้าที่ช่วยค้ำยันให้ยืนตรงได้ ใบหน้าที่ล้อมไว้ด้วยหนวดเคราค่อนข้างหนามองตรงมาที่หญิงสาวเช่นกัน
ดวงตาสีหม่นๆ คู่นั้นมีความนัยอะไรบางอย่างแฝงอยู่
คุณลุง มาหาใครคะ ปอฝ้ายตัดสินใจถาม
มาหาคุณหนู มาบอกข่าวไม่ค่อยดี
ข่าวอะไรกันคะ คุณลุง
ปอฝ้ายเริ่มไม่แน่ใจว่าตนเองคิดถูกหรือคิดผิดที่ตัดสินใจสนทนากับคนแปลกหน้าที่ดูเหมือนว่าเริ่มต้นก็พูดจาไม่ได้สรรพเสียแล้ว แต่เสียงแหบต่ำของเขากลับมีกระแสบางอย่างที่ดึงให้หญิงสาวต้องยืนนิ่งฟังต่อไป
อย่าไว้ใจใครให้มากเกินไป เดี๋ยวจะเดือดร้อน
ยายปอ คุยกับใครอยู่น่ะลูก
เสียงที่แทรกขึ้นมาทำให้ทั้งปอฝ้ายและชายแปลกหน้าเหลียวมอง การสนทนาจึงจบลงเพียงแค่นั้น เพราะชายชรารีบเดินกะโผลกกะเผลกจากไปโดยมีไม้เท้าช่วยพยุงเดิน ขาของเขาเสียไปข้างหนึ่งนั่นเอง
หนูคุยกับใคร แม่รีบเร่งตรงเข้ามาหาอย่างไม่ไว้วางใจ
ไม่รู้เหมือนกันค่ะแม่ แกเดินเข้ามาตอนที่หนูกำลังเปิดประตู แต่ตอนที่ขับรถมาถึงหนูไม่เห็นแกเลยนะคะ ไม่รู้เดินมาตอนไหน
เขามาพูดอะไรกับเราล่ะ
หนูก็ฟังไม่ค่อยเข้าใจหรอกค่ะ ก็พอดีคุณแม่เดินออกมาเสียก่อน
ปอฝ้ายยังคงครุ่นคิดถึง คำเตือน ที่ค่อนข้างจะไม่มีที่มาที่ไป แต่เพียงไม่นานก็จัดการสลัดมันทิ้งไป
แม่ออกมาทำไมคะ
ออกมามองหาน้อยน่ะสิ คงจะยังไม่กลับ พอเห็นว่าวันนี้แม่อยู่บ้านก็เลยหายไปตั้งแต่สามโมงได้มั้ง หมู่นี้ชักจะเที่ยวเก่ง มีเวลาว่างเป็นแว่บทุกที
ในขณะที่แม่ยังคงบ่นเรื่องเที่ยวเตร่ของสาวใช้ ปอฝ้ายก็เริ่มนึกถึงเสื้อผ้าชุดเก่าที่ให้กับน้อย หรือนั่นจะเป็นสาเหตุทำให้น้อยอยากออกไปนอกบ้าน ถ้าต้องอยู่แต่ในครัวก็คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะแต่งตัวสวยๆ
รู้อย่างนี้ รับคนแก่ๆ แบบยายสายดีกว่า ซื้อวิทยุดีๆ ให้เครื่องหนึ่งก็จบแล้ว
แม่เดินนำเข้ามาถึงในครัวแล้วก็ยังไม่เลิกบ่น ทำให้หญิงสาวอดยิ้มขำไม่ได้ เมื่อนึกถึงคนทำงานบ้านคนเก่าที่ลาออกไปเพื่อกลับไปอยู่ที่บ้านเกิดเพราะอายุมากแล้ว ยายสายติดละครวิทยุซึ่งจะออกอากาศทางคลื่น เอ.เอ็ม.เป็นประจำทุกวัน และแทบจะทั้งวันด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นห้องครัวจึงเปรียบเสมือนโรงละครโรงใหญ่สำหรับยายสาย แน่นอนว่ายายสายย่อมไม่เคยที่จะคิดเยื้องย่างไปทางไหนให้แม่ต้องหงุดหงิดใจ หรือแม้จะไหว้วานให้แกออกไปไหน แม่บ้านวัยเลยกลางคนก็จะต้องรีบร้อนกลับมา เพื่อไม่ให้พลาดละครวิทยุเรื่องโปรด
ครอบครัวของปอฝ้ายรับน้อยเข้ามาทำงานก็เพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนของหลานสาวยายสาย ซึ่งเคยทำงานอยู่ด้วยกันในโรงงานแถบชานเมือง แต่น้อยไม่ค่อยจะพอใจสภาพชีวิตในโรงงานมากนัก จึงรีบมาสมัครทำงานที่บ้านของปอฝ้ายเมื่อได้ข่าวจากหลานสาวของยายสาย
ทีหน้าทีหลังอย่าไปยืนคุยกับใครที่ไม่รู้จักอีกนะลูก แม่บอกตามตรงว่าแม่ไม่ไว้ใจ
สีหน้าของแม่ยังไม่คลายกังวล ปอฝ้ายจึงรีบรับคำในทันที
แม่ไม่ต้องเล่าเรื่องนี้ให้พ่อฟังนะคะ เดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต แม่ก็รู้นี่คะว่า...เอ้อ...พ่อไม่ค่อยชอบพวกคนที่อยู่ทางท้ายซอย
ปอฝ้ายเอ่ยอย่างระมัดระวัง อันที่จริงพ่อไม่ได้รู้สึกเพียง ไม่ค่อยชอบ หากแต่รังเกียจคนเหล่านั้น ทุกครั้งที่จำเป็นหรือมีเหตุการณ์ให้ต้องเอ่ยถึงผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณท้ายซอย พ่อจะกล่าวถึงด้วยถ้อยคำดูแคลน โดยที่ลูกสาวก็ไม่สู้จะเข้าใจนักว่าคนเหล่านั้นมีความผิดอะไร นอกจาก จน
xxxxx
ก่อนที่ประตูรั้วหน้าบ้านจะถูกปิด เสียงแหบสั่นจากทางด้านหลังทำให้หญิงสาวชะงัก แล้วจึงหันไปหาอย่างแน่ใจว่ายังจำเสียงนี้ได้ แม้จะเคยได้ยินเพียงครั้งเดียวเมื่อเย็นวานนี้ก็ตาม
คุณลุง ปอฝ้ายเอ่ยทักทาย มาตอนไหนคะเนี่ย
ลุงยืนอยู่ตรงนั้น นานแล้ว
ชายชราชี้ไปยังข้างซุ้มต้นโมกริมรั้ว ซึ่งมีความสูงเท่าๆ กับหนึ่งช่วงตัวคนพอดี
คุณลุงมาดักรอหนู งั้นหรือคะ ปอฝ้ายอยู่ในชุดนักศึกษาและเตรียมตัวจะออกจากบ้านแต่เช้าราวๆ หกโมงเศษตั้งคำถามด้วยความคลางแคลง แม้จะไม่ได้รู้สึกกลัวภัยอันตรายจากชายผู้นี้เลยก็ตาม
ใช่... แกตอบหางเสียงค่อนข้างหนักเพื่อย้ำอะไรบางอย่างที่ผู้ฟังไม่อาจเข้าใจได้
เอ...คุณลุงคะ หนูไม่คิดว่าคุณลุงจะคิดกับหนู เหมือนที่พวกหนุ่มๆ มาดักรอสาวๆ หรอกนะคะ
หญิงสาวเอ่ยอย่างไม่ค่อยสบายใจนักเมื่อคิดได้ถึงเรื่องนี้
เปล่า...
รอยยิ้มปรากฏที่ริมฝีปากซึ่งมีหนวดเคราสีเทาๆ ล้อมรอบอยู่ ทำให้เห็นร้อยยิ้มนั้นไม่ชัดเจนนัก วันนี้ชายชรายังอยู่ในชุดมอซอเหมือนเมื่อวาน ต่างกันตรงที่ไม่มีกลิ่นเหล้าเท่านั้นเอง อาจเพราะยังเช้าก็เป็นได้
ผมมีเรื่องไม่ค่อยดีในบ้านของคุณหนูจะมาบอก
เรื่องอะไรคะ ปอฝ้ายกวาดสายตาไปทั่วใบหน้าของเขา เครารุงรังที่ไม่ค่อยได้รับการเอาใจใส่ปกคลุมอยู่เกือบครึ่งใบหน้าดูแล้วเหมือนภาพเขียนที่แรเงาด้วยดินสอ ดูไม่ชัดเจน คุมเครือ คล้ายภาพขาวดำเก่าๆ ที่ถ่ายไว้หลายสิบปี
แล้วคุณลุงรู้ได้ยังไงว่า ในบ้านหนูมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
คนใหม่ที่มาอยู่ เป็นคนไม่ดี จะนำเรื่องเดือดร้อนมาให้ ระวังไว้ให้ดี ระวังตัวเองด้วย
คำเตือนนั้นทำให้ปอฝ้ายถึงกับนิ่งขึงไป สมองสับสนด้วยความไม่เข้าใจ คนใหม่ที่มาอยู่หรือ นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ แล้วคุณลุงรู้ได้อย่างไรในเมื่อไม่มีใครในบ้านที่รู้จักกับคุณลุงมาก่อน
คุณลุงคะ คุณลุงพูดเหมือนเมื่อวานอีกแล้ว แต่หนูไม่เข้าใจว่า...
ปอฝ้ายพูดค้างอยู่แค่นั้น การสนทนาก็ต้องสะดุดลง เพราะมีเสียงฝีเท้าหนักๆ อย่างรีบเร่งจากภายในรั้วบ้านตรงมาทางที่ทั้งสองคนยืนอยู่...พ่อนั่นเอง
ใครกันน่ะยายปอ พ่อถามเสียงดังอย่างไม่สบอารมณ์นัก
เอ้อ...หนูกำลังจะไปแล้วค่ะพ่อ
ปอฝ้ายเลี่ยงไม่ยอมตอบอันที่จริงก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาเป็นใคร แม้จะยังติดใจในเรื่องที่ชายชราเตือน แต่ปอฝ้ายก็เห็นว่าความรู้สึกของพ่อสำคัญกว่า พ่อไม่ปรารถนาที่จะให้คนในครอบครัวไปข้องแวะกับคนที่เราไม่ควรจะเสียเวลาด้วย
อ้าว ลุงอีกแล้วเหรอ แม่ออกมาสมทบอีกคนในชุดทำงาน
คุณรู้จักหรือ พ่อถามทันควันด้วยสายตาคลางแคลง
เปล่าค่ะ เมื่อวานฉันเห็นแกมายืนอยู่หน้าบ้าน เอ้อ...กำลังคุยอยู่กับยายปอ
มาขอเงินเราใช่ไหม ยายปอ เมื่อวานก็คงให้ไปแล้วล่ะสิ ถึงได้มาดักรอแต่เช้าอีก พ่อว่าอย่างหงุดหงิด พวกนี้จะมีอาไร้...
คุณลุงทำท่าจะผละจากไปเหมือนเมื่อวาน แต่ถูกพ่อเรียกเอาไว้
เดี๋ยวสิ
พ่อคะ คุณลุงแกแค่เดินผ่านมาเท่านั้นเอง ปอฝ้ายก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงต้องแก้ตัวให้กับชายชรานิรนามคนนี้ด้วย แต่ความรู้สึกลึกๆ ข้างในก็สั่งให้พูดออกไปแล้ว
ต้องการอะไร ถึงมาด้อมๆ มองๆ แถวนี้
พ่อหันไปเล่นงานชายชราขาพิการอย่างไม่ไว้หน้า เพราะเขาจัดเป็นคนประเภทที่ไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะต้องข้องแวะด้วยแม้แต่น้อย แต่สำหรับเพื่อนบ้านที่อยู่บริเวณปากซอยด้วยกันแล้ว พ่อจะทักทายอย่างอารีอารอบ และแสดงน้ำใจทุกครั้งที่มีโอกาส
ผมไม่ต้องการอะไร เสียงของคุณลุงฟังดูหนักแน่นไม่สั่นพร่าเป็นครั้งแรก เหมือนว่าพยายามเน้นทุกถ้อยคำที่เปล่งออกมา
ดี... พ่อกระแทกเสียงอย่างมีอารมณ์ อย่าให้มีครั้งที่สามนะ เรื่องจะไม่จบแค่นี้
ร่างของชายชราซอมซ่อขยับไม้เท้า ทำท่าจะมุ่งหน้าไปยังท้ายซอย แต่ก่อนที่จะจากไป เขายังคงพูดประโยคเดิมๆ
ผมแค่อยากจะมาเตือนให้คุณระวังคนในบ้านเอาไว้ ระวังจะมีเรื่องเดือดร้อน
ชายชราว่าแล้วก็หันหลังกลับเดินกะโผลกกะเผลกไปอย่างเชื่องช้า แต่พ่อของปอฝ้ายแทบจะลุกเป็นไฟกับคำเตือนอันไร้ค่าจากคนแปลกหน้า
พ่อจึงตะโกนอย่างเดือดดาลไล่หลังชายพิการไปอีกหลายคำ
ไปกันเถอะคุณ สายมากแล้ว แม่พยายามตัดบท แกคงจะสติฟั่นเฟือน คุณก็อย่าไปถือเลยนะคะ
พูดจาเลอะเทอะ
พ่อยังไม่วายฉุนเฉียว แม้ว่าคุณลุงเกือบจะลับสายตาไปแล้ว
xxxxx
ดอกไม้สดบานสะพรั่งไปทั่วทั้งศาลาที่ตั้งศพ รวมถึงบันไดทางขึ้นทุกทางไปสู่เมรุเผา ปอฝ้ายนั่งมองรูปภาพของคนที่หลับไปแล้วตลอดกาลอยู่ภายในโลงสีขาวเบื้องหน้าเป็นครั้งสุดท้าย
น้อยให้ปากคำกับตำรวจได้แล้ว
ปอฝ้ายเงยหน้าขึ้นมองพี่ชายคนเดียวที่เพิ่งจะเดินเข้ามา และกำลังยืนจ้องภาพถ่ายเช่นเดียวกันกับน้องสาว
แล้ว...คนร้ายล่ะคะ
ยังไม่รู้สึกตัว แต่พ้นขีดอันตรายแล้ว
พี่ชายทรุดลงนั่งข้างๆ ปอฝ้าย อยู่เบื้องหน้าภาพถ่ายของคนที่ทั้งสองพี่น้องแทบจะไม่รู้จัก เขาเริ่มต้นเล่าข่าวความคืบหน้า คล้ายกับต้องการให้เจ้าของภาพถ่ายได้รับรู้ด้วย
ตกลงว่าสองคนนั่นเป็นแฟนกัน เขาสูดลมหายใจยืดยาวก่อนจะเอ่ยประโยคต่อไป น้อยรับสารภาพว่าร่วมกันวางแผนที่จะยกเค้าบ้านเรา แต่เจ้าแฟนหนุ่มกลับไม่เดินตามแผนที่ตกลงเอาไว้
ปอได้ยินว่าคนร้ายเป็นคนขับมอเตอร์ไซด์รับจ้างแถวนี้ ชาวบ้านแถวนี้เขาว่าเคยเห็นน้อยซ้อนท้ายรถของคนร้ายอยู่บ่อยๆ
คงเพิ่งรู้จักกันที่นี่ ไม่รู้ว่าไปถูกกล่อมมายังไง ถึงได้คิดทำอะไรชั่วๆ พี่ชายว่าอย่างมีอารมณ์นิดหน่อย เมื่อวานนี้พี่ไปคุยกับเพื่อนกินเหล้าของลุงจ่าแก เขาหยุดนิดหนึ่งขณะเหลือบตาไปที่ภาพถ่ายของเจ้าของยศ จ่าสิบโท ซึ่งจ้องมองตอบกลับมาคล้ายกับกำลังตั้งใจฟัง
เพื่อนลุงจ่าแกว่า มันมากับพวกแล้วนั่งกินเหล้าที่ร้านของชำ พอเมาได้ที่ก็คุยว่าจะยกเค้าบ้านเรา แต่ที่ลุงจ่าแกดั้นด้นมาบอกพวกเราก็เพราะว่ามันเอ่ยชื่อ ปอ อยู่หลายครั้ง
ปอไม่อยากเชื่อว่าน้อยจะคิดร้ายกับปอได้ลงคอ
น้อยมันคงคิดแค่จะขโมยของแล้วหนี แต่ฝ่ายผู้ชายมันไม่ได้คิดแค่นั้น พี่ชายยื่นแขนมาโอบรอบไหล่อย่างให้กำลังใจ มันถึงได้มาวันที่ปออยู่บ้าน ทั้งที่นัดแนะกันไว้ว่าเป็นวันรุ่งขึ้น น้อยมันรู้ว่าปอต้องไปเรียนวันไหนบ้าง
ปอฝ้ายไม่มีความเห็นอะไรอีก รู้แค่เพียงว่าแขนที่โอบอยู่กระชับแน่นขึ้น
คนในภาพถ่ายยังคงจ้องมองกลับมาอย่างไม่ลดละ หากจะมีใครสักคนเชื่อในสิ่งที่เขาพยายามจะเตือน หรือไม่เขาก็ไม่ควรจะเข้าไปในบ้านของปอฝ้ายในวันนั้น เพียงแค่ยืนดูเหตุการณ์ที่ต้องเกิดขึ้นตามที่มันควรจะเป็น คิดถึงตรงนี้ปอฝ้ายก็เกือบจะสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกินเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่ทุกภาพยังตรึงอยู่ในความทรงจำของปอฝ้าย
เสียงของน้อยกำลังทุ่มเถียงกับใครสักคนอยู่ข้างล่าง จากนั้นปอฝ้ายก็ได้ยินเสียงร้องของน้อยเหมือนคนที่กำลังถูกทำร้ายทำให้ปอฝ้ายต้องออกจากห้องนอนบนชั้นสองเพื่อลงไปดู วิ่งลงมาได้เพียงแค่กึ่งกลางบันไดที่จะลงสู่ห้องโถง ปอฝ้ายก็ต้องหยุดด้วยความตื่นตกใจกับภาพที่ปรากฏ
ชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ผิวคล้ำ ร่างสูง ผมยาวประบ่า กำลังตบตีน้อยอย่างทารุณโหดร้าย ปอฝ้ายจึงตะโกนห้ามเสียงดัง และวิ่งถลาลงไปเพราะคิดว่าตนเองจะสามารถระงับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในฐานะเจ้าของบ้าน แท้ที่จริงแล้วเป็นการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาด
เขากรากเข้ามาลากปอฝ้ายและฉุดกระชากกลับขึ้นไปชั้นบน การต่อสู้ดิ้นรนและพยายามจะกรีดร้องทำให้ปอฝ้ายถูกทำร้ายร่างกายอีกคน จนทรุดฮวบลงกองกับพื้น แต่ก่อนที่ปอฝ้ายจะถูกหิ้วขึ้นมาจากพื้น น้อยก็ตรงเข้ามากระชากคนร้ายและตบตี หยิกข่วนเขาอย่างแรง ปากก็ด่าว่าเขาต่างๆ นานา
และนั่นเป็นเหตุให้คนร้าย ดึงปืนที่เหน็บอยู่ตรงด้านหลังออกมา
สิ้นเสียงปืน น้อยก็ทรุดลงด้วยดวงตาที่เบิกค้าง ปอฝ้ายตัวแข็งทื่อเมื่อปลายกระบอกปืนหันมาหา
ลุกขึ้น...
ปอฝ้ายลุกขึ้นด้วยร่างอันสั่นเทิ้มเหมือนจับไข้ คนร้ายส่งสัญญาณให้เดินนำขึ้นไปข้างบน จึงจำใจต้องหมุนตัวหันหลังให้กับคนร้าย แล้วก้าวเท้าช้าๆ เดินนำไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ชายหนุ่มซึ่งเข้ามาก่อเหตุในบ้านของปอฝ้ายกลับร้องเสียงดังด้วยความเจ็บปวดอยู่เบื้องหลัง
ปอฝ้ายหันกลับมาเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าทำให้ต้องถอยกรูดอย่างไม่รู้ตัว
ชายชราขาพิการเข้ามาที่ห้องโถงตั้งแต่ตอนไหน ปอฝ้ายก็ไม่อาจจะรู้ได้ เขาปักมีดเล่มยาวลงบนกลางหลังของคนร้าย และกระชากมันออกมาหลังจากนั้น ดวงตาสีหม่นๆ ที่เคยเห็นกลับแข็งกร้าวได้อย่างน่าแปลกใจ
ในทันใด คนร้ายได้หันหลังกลับไปกระหน่ำยิงชายชราจนกระทั่งร่างของเขาทั้งสองทรุดลงเกือบจะพร้อมๆ กัน
ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดรอดออกมาพ้นลำคอของประจักษ์พยานที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว มีการฆาตกรรมถึงสามรายซ้อนในเวลาไม่กี่นาทีต่อหน้าต่อตา ปอฝ้ายเข่าอ่อน ก่อนจะน้ำตาไหลพราก
ได้เวลาแล้ว ไปกันเถอะ พี่ชายแตะที่แขนแผ่วเบาทำให้ปอฝ้ายตื่นจากห้วงแห่งภาพเหตุการณ์สั่นประสาท ขณะที่คนอื่นๆ กำลังเข้ามาเคลื่อนย้ายศพ
ปอฝ้ายถือกรอบรูปภาพ ขณะเดินตามรถลากบรรทุกโลงศพเวียนรอบเมรุเผาที่ไฟได้ถูกจุดไว้รอเรียบร้อยแล้ว
พี่เชื่อว่าลุงจ่าจะต้องภูมิใจ ที่จบชีวิตอย่างลูกผู้ชาย เพราะแกมีเลือดทหารเต็มตัว
นิ้วมือที่ประคองกรอบรูปเอาไว้เกิดอาการเกร็งแน่นขึ้น แม้ถ้อยคำสรรเสริญยกย่องนั้นจะมาจากใจจริง แต่สำหรับผู้ที่เป็นได้แค่เพียงฝ่ายรับโดยไม่มีโอกาสได้ตอบแทนอย่างปอฝ้าย ถึงอย่างไร คุณความดีที่เขาทำไว้ก็ไม่ควรได้รับรางวัลด้วยการขึ้นสู่เชิงตะกอน
end