[NCT][MarkRen] OS/SF : STILL

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 592 Views

  • 12 Comments

  • 44 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    592

    Overall
    592

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ
‘เกลียดอ่ะ’ ‘หือ…’ มาร์คเขยิบยุกยิกเข้าใกล้คนตัวเล็ก ‘…เกลียดจริงดิ’ ตากลมเหมือนลูกหมาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาหวาน


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
[NCT] OS/SF : STILL


MARK LEE x RENJUN

#MARKREN
 

Rating : PG


Author : Mylandmark










ตัวเล็กจะเดินช้าไปถึงไหน มานี่มา” 

มาร์คไม่พูดเปล่าแต่เข้าไปจับจูงข้อมือเล็กที่ถ้าหากเขาสัมผัสคนตรงหน้าแรงอีกนิดก็อาจจะแตกหักบุบสลายได้ง่ายๆ

 

เหรินจวิ้นตวัดสายตาหวานที่ตอนนี้แฝงแววขุ่นเคือง สะบัดข้อมือหนีคล้ายรังเกียจคนตรงหน้าซะมากมาย

 

ใช่เขาเกลียดมาร์ค ลี

 

เกลียดจนไม่อยากจะมองหน้า

 

เกลียดจนทนไม่ได้ ที่ต้องมีคนๆนี้มาอยู่ใกล้ๆ!



------------------------


-TALK-

ฝากเจ้าตัวเล็กกับพี่มาร์คด้วยนะคะ
เก๊าชอบคู่นี้อ่ะ ก๊าวใจแรงงงงงง (พูดแบบนี้ทุกคู่อ่ะ) 555555
อ่านเสร็จแล้วเม้นติชมเป็นกำลังใจหรือจะด่าไรต์บ้างก็ได้เน้อ
พร้อมรับฟังและจะนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไปค่ะ

เจอกันกับ #MARKREN เรื่องต่อไปเร็วๆนี้ฮับผม :]

twitter : boicebeer


(c)  Chess theme

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 24 ก.ย. 59 / 05:53

บันทึกเป็น Favorite






[NCT] OS/SF : STILL

MARK LEE x REN JUN

#MARKREN


Author : Mylandmark




แสงแดดจัดในฤดูร้อนของภูมิภาคคันไซประเทศญี่ปุ่นสาดส่องลงมาให้ความอบอุ่นที่ดูเหมือนจะมากเกินไปหน่อยในความรู้สึกของมาร์ค ลี  ร่างสูงพรียวกระชับหมวกสแนปแบ็คบนศีรษะให้เข้าที่ จัดผมหน้าม้าเต่อนิดๆของตัวเองเล็กน้อย หยุดรอสัญญาณไฟคนข้ามถนนที่ตอนนี้กลายเป็นสีแดง เป็นสัญญาณว่าให้หยุดรอก่อน

 

หยุดรอเหรอ...

 

เขาหยุด... และรอมานานแล้ว

 

แต่มันจะนานจนสายเกินไปไหมนะ...

 

เจ้าของใบหน้าเข้ารูปหันไปมองคนที่เดินหน้ามุ่ยตามมาข้างหลัง ทันเห็นดวงตากลมโตไร้เดียงสาที่จ้องแผ่นหลังเขาพอดีก่อนที่ตาหวานคู่นั้นจะเสมองไปทางอื่น ปากจิ้มลิ้มบึนเล็กน้อยเหมือนจะบอกเค้าว่า

 

เชอะ

 

ตัวเล็กจะเดินช้าไปถึงไหน มานี่มามาร์คไม่พูดเปล่าแต่เข้าไปจับจูงข้อมือเล็กที่ถ้าหากเขาสัมผัสคนตรงหน้าแรงอีกนิดก็อาจจะแตกหักบุบสลายได้ง่ายๆ

 

เหรินจวิ้นตวัดสายตาหวานที่ตอนนี้แฝงแววขุ่นเคือง สะบัดข้อมือหนีคล้ายรังเกียจคนตรงหน้าซะมากมาย

 

ใช่! เขาเกลียดมาร์ค ลี

 

เกลียดจนไม่อยากจะมองหน้า

 

เกลียดจนทนไม่ได้ ที่ต้องมีคนๆนี้มาอยู่ใกล้ๆ!

 

ไม่ต้องมาจับ!” เผลอตวาดออกไปเสียงดังจนคนญี่ปุ่นที่ยืนอุ้มลูกรอข้ามถนนอยู่หันมามองอย่างสงสัย เด็กหญิงแก้มแดงในอ้อมกอดแม่มองมาที่เหรินจวิ้นตาโต ก่อนจะตาแดงและกลายเป็นร้องไห้จ้าเพราะตกใจ

 

คนตัวเล็กหน้าจ๋อยลงไปเล็กน้อย มองหน้าคนญี่ปุ่นคนนั้นอย่างขอลุแก่โทษ โค้งศีรษะแทนคำกล่าวขอโทษเบาๆ ดูน่าเอ็นดูในสายตาคนมองอย่างมาร์ค ลีที่ยืนขำเล็กๆ ชายหนุ่มไม่ได้มีท่าทีโกรธขึ้งหรือสลดลงไปเพราะกิริยาคนตัวเล็กแม้แต่น้อย

 

แป๊บเดียวสัญญาณรูปคนสีแดงก็เปลี่ยนเป็นสีเขียว มาร์คฉวยข้อมือคนตรงหน้าแบบเนียนๆก่อนจับจูงให้เดินกึ่งวิ่งตามกันมา ไม่ได้หันไปมองหรอกว่าเหรินจวิ้นกำลังสาปแช่งเขาด้วยภาษาจีนหรือเกาหลี

 

ก็เขารู้หรอก ว่าเหรินจวิ้นแค่แสดงออกไปแบบนั้นเพราะความเข้าใจผิด

 

 

 





 

พี่มาร์คปีหน้าไปเที่ยวบ้านยูตะซังกันเถอะจู่ๆคนตัวเล็กที่นั่งจิ้มมือถืออยู่บนโซฟายาวตัวเดียวกันก็หันมายิ้มหวานให้ชนิดที่ว่าใจแทบแกว่ง

 

มาร์คจำยูตะซังได้ดี คนๆนี้เป็นอาจารย์ที่โรงเรียนของเขาทั้งคู่ มาจากโอซาก้า สอนภาษาญี่ปุ่นได้เทอมเดียวก็ย้ายกลับโอซาก้าบ้านเกิด พวกเขาชอบยูตะซังมากเพราะอาจารย์เฟรนด์ลี่และเป็นคนตลก เรียกได้ว่าสนิทสนมกับนักเรียนแทบจะทั้งโรงเรียนนั่นแหละ

 

เหรินจวิ้นที่เป็นคนจีนแต่ต้องย้ายตามครอบครัวมาอยู่เกาหลี ยิ่งสนิทกับยูตะซังเข้าไปใหญ่ เหมือนเป็นคนต่างชาติที่มาอยู่เกาหลีเหมือนกันล่ะมั้งเลยคุยกันได้ง่าย แต่พอเขาจะเข้าไปแจมด้วยก็โดนกีดกันตลอดเหมือนแกล้งกัน

 

บางทีไอก็มาจากแคนาดาไหม พวกยูลืมไปแล้วเหรอ?

 

เวลาบอกคนตัวเล็กแบบนี้ทีไรอีกฝ่ายก็หัวเราะคึคึแล้วมองหน้าเขาแบบ จะเรียกว่าไงดี กวนประสาทน่ะ!

 

คนเกาหลีที่ย้ายไปอยู่แคนาดาไม่นับสิ ตาบ๊อง

 

พอเจอสวนมางี้มาร์คลีก็ได้แต่กลอกตาบน จ้า จ้า ไม่นับก็ไม่นับ คนน่ารักของมาร์คว่าอะไรมาร์คไม่ขัดใจอยู่แล้ว

 

ประชดคืนมาน่ารักขนาดนี้ก็ต้องได้รางวัลถูกมะ?

 

เหรินจวิ้นที่พยายามกลั้นยิ้มจนแก้มตุ่ยฟาดแขนคนปากดี

 

เกลียดอ่ะ

 

หือ…’ มาร์คเขยิบยุกยิกเข้าใกล้คนตัวเล็ก ‘…เกลียดจริงดิตากลมเหมือนลูกหมาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาหวาน

 

เหรินจวิ้นจ้องตาสู้ ยิ้มใส่คนตรงหน้าทั้งปากทั้งตา จริงทั้งๆที่เขินจนหน้าร้อนไปหมด

 

เกลียดจริงเหรอ...เจ้าของทรงผมหน้าม้าเต่อเด็กแนวเขยิบก้นเข้าไปใกล้จนชิดคนตัวบาง ตอนนี้ใบหน้าทั้งสองห่างกันไม่เกินสองเซน

 

เกลียดจริงจริ๊งเรื่องเล่นล่อเอาเถิดเหรินจวิ้นไม่ยอมง่ายๆหรอกบอกเลย!

 

คนที่เราชอบบอกว่าเกลียด โอยยยย... ปวดใจเลยอ่ะ ลองจับดูๆมือใหญ่แกล้งโอดโอยทำหน้าทำตาน่าหมั่นไส้ จับมือคนตัวเล็กหมับมาแตะตรงหน้าอกของตัวเอง

 

ถ้าจะจับผิดข้างขนาดนี้ล่ะก็นะ... นี่มันข้างขวาไหมเหรินจวิ้นตีหน้านิ่งกลั้นขำ

 

มาร์คลียิ้ม ตากลมพราวระยับ อ้าวเหรอ งั้นไหนลองข้างนี้

 

จับมือบางลากผ่านเสื้อยืดเนื้อบางสีขาวที่สวมอยู่จากหน้าอกขวาย้ายไปหน้าอกซ้าย โอ๊ยยย ถ้าจะให้ลูบขนาดนี้ก็ถอดเสื้อให้จับเลยไหม คนบ้า!

 

ตึกตักๆ

 

จังหวะตึกตักส่งผ่านความรู้สึกอบอุ่นมาที่มือของเหรินจวิ้นก่อนจะอุ่นวาบเข้าไปในหัวใจคนตัวเล็ก ตาของทั้งสองยังมองสบกันไม่หลบไปไหน ส่งผ่านความรู้สึกดีๆที่มีเพียงทั้งสองที่รู้

 

รู้สึกถึงหัวใจเราไหมมาร์คที่ตอนนี้ก็หน้าแดงเหมือนกันยังแกล้งคนตรงหน้าต่อ

 

เหรินจวิ้นกลอกตาแกล้งเบ้ปาก ไม่เห็นรู้สึกเลยอ่ะ

 

นั่นไง! ว่าแล้วว่าต้องไม่รู้สึกมาร์คลี พูดเสียงดังเหมือนรู้อยู่แล้วว่าคนตัวเล็กต้องมาไม้นี้ วงแขนรัดคนข้างๆมานั่งบนตักให้ประจันหน้ากันใกล้ๆยิ่งกว่าเดิม

 

จ้องหน้าคนในอ้อมแขนยิ้มๆ โหนกแก้มที่ยิ้มกริ่มถูกระบายด้วยสีแดงเรื่อ

 

จะรู้สึกได้ไงเนอะ ก็หัวใจมาร์คอยู่กับตัวเล็กหมดแล้วอ่ะ

 

โอ๊ยยยยยย!! ตายไปเลย ยอม! ยกนี้เหรินจวิ้นแพ้!

 

ไม่เสี่ยวเปล่า ยังมุดหัวทุยๆมาคลุกอยู่ที่หน้าอกคนตัวเล็กทำท่าแนบหูเหมือนจะฟังเสียงหัวใจตัวเองจากหน้าอกของเหรินจวิ้นยังไงอย่างงั้น

 

เหรินจวิ้นหัวเราะคิกคักทั้งจั๊กกะจี้ทั้งขำมุกเสี่ยวของคนตรงหน้า

 

ครู่เดียวก็เงยหน้ามาสบตากันเหมือนเดิม ดวงตากลมเหมือนลูกหมาจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมหวาน ใบหน้าค่อยๆลดช่องว่างลงจนริมฝีปากสัมผัสกันอย่างแผ่วเบาในที่สุดพร้อมๆกับความรู้สึกนุ่มละมุนของความรู้สึกที่อบอวลไปทั่วห้อง

 

 






 

 

ตัวเล็กร้อนไหม แล้วหมวกไปไหนทำไมไม่ใส่มาร์คที่กลับมาจากซื้อบัตรเข้าชมปราสาทฮิเมจิเอ่ยถามคนตัวเล็กที่ยืนรออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ คนตรงหน้าทำเป็นไม่ได้ยิน แกล้งมองไปทางตัวปราสาทที่เผยตัวอย่างองอาจสง่างามผ่านแมกไม้ราวกับเรียกให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสด้านใน

 

ตอนออกจากบ้านยูตะซังก็ใส่ให้ไปรอบนึงแล้วนี่นาเด็กหนุ่มจับคนตัวเล็กหันหลังราวกับไร้น้ำหนัก เปิดเป้ที่เหรินจวิ้นสะพาย คว้าหมวกแก๊ปสีเขียวอ่อน จ้องสมุดวาดเขียนหน้าปกรูปมูมินที่นอนนิ่งอยู่ในกระเป๋า มองเส้นผมสีน้ำตาลที่บอกว่าเจ้าตัวจะไม่หันหน้ามามองเขาแน่นอนของเจ้าของสมุดอย่างชั่งใจ แต่ก็ตัดสินใจล้วงมือหยิบออกมาอย่างแผ่วเบาก่อนจะนำมาสอดไว้ตรงช่องว่างระหว่างกระเป๋ากับหลังตัวเอง รูดซิปปิดอย่างแนบเนียน หมุนตัวคนตัวเล็กและใส่หมวกจัดผมด้านหน้าให้อย่างอ่อนโยน

 

ดวงตากลมจ้องมองคนตรงหน้าอย่างห่วงใย มีหมวกก็ไม่รู้จักใส่ แดดร้อนขนาดนี้เดี๋ยวก็ได้เป็นลม ยิ่งบอบบางอยู่ แต่เหรินจวิ้นกลับหันหน้าไปทางอื่น คล้ายไม่อยากรับความเอาใจใส่อะไรจากคนตรงหน้าแม้แต่นิดเดียว

 

ที่จริงทริปนี้มันควรจะล่มๆไปซะด้วยซ้ำ!

 

แต่โทรศัพท์ทางไกลจากโอซาก้าไปเกาหลีในเช้าของสองวันก่อนทำให้เหรินจวิ้นเทยูตะซังไม่ลง ที่ยอมมาด้วยก็เพราะคิดถึงยูตะซังหรอกนะ ไม่ได้อยากมากับเจ้าหมาตรงหน้าสักนิด

 

แล้วอะไรคือการที่ลากเขาออกมาเที่ยวปราสาทฮิเมจิโดยที่ไม่ถามความเห็นกันสักนิด ยูตะซังก็ยังไม่เจอ แล้วยังต้องออกมาตะลอนๆร้อนๆขนาดนี้อีก โมโหมากบอกเลย

 

ยังไม่ได้ทาครีมกันแดดสินะ หน้าแดงหมดแล้วเห็นไหมมาร์คลีพูดยิ้มๆ จิ้มแก้มใสของคนหน้างอ ควักครีมกันแดดบีบใส่มือก่อนทาให้คนตัวเล็กที่เอาแต่ปัดป้องขัดขืนจนสำเร็จจนได้ทั้งหน้าทั้งแขน

 

ร่างสูงเพรียววิ่งห่างออกไปซื้อน้ำก่อนยัดใส่มือคนตัวเล็กหนึ่งขวด คว้าข้อมือบางให้เดินไปด้วยกันอีกครั้ง ดูแลความเรียบร้อยให้คนน่ารักเสร็จแล้ว ไปเที่ยวได้

 

เหรินจวิ้นสะบัดมือออก เลิกทำอย่างนี้เถอะสายตาจริงจังที่จ้องหน้าทำให้มาร์คนิ่งไปเหมือนกัน แต่ก็ปัดความรู้สึกเสียใจทิ้งไปแทบจะทันที

 

เขาปล่อยให้เวลามันผ่านมาเนิ่นนานเกินไป โอกาสมีแค่ช่วงนี้เท่านั้น เขาต้องรีบก่อนที่จะเสียเหรินจวิ้นไปตลอดกาล

 

ไม่ ไม่เลิกทำ แล้วก็ไม่เลิกกันด้วยพูดเหมือนเด็กเอาแต่ใจแต่สายตาและหน้าหงอยๆก็เข้ามาทำปฏิกิริยากับใจของคนฟังมากมายเช่นกัน

 

หมายความว่ายังไง ไม่เลิกกัน?

 

ก็พี่มาร์คไม่ได้จะมา...

 

ไม่สิ! เลิกคิด!

 

พอได้แล้ว เลิกโง่สักทีเหรินจวิ้น คนๆนี้ไม่ได้รักนายจริงๆหรอก ลืมเรื่องวันนั้นไปแล้วเหรอ?

 

 

 

 




มาร์คลีเคาะประตูห้องเป็นจังหวะสามครั้ง เท่านั้นก็ได้ยินเสียงน่ารักตะโกนออกมาว่าไม่ได้ล็อค ให้เข้ามาได้เลย ชายหนุ่มปิดประตูตามหลัง ปลดเป้ ถอดหมวกสแนปแบ็คออกจากศีรษะ ก้าวช้าๆทำท่าเหมือนคนหมดแรง ก่อนจะไปทิ้งตัวนอนยาวบนพื้น แต่ศีรษะหนุนอยู่ที่ตักคนตัวเล็กที่นั่งวาดอะไรยุกยิกอยู่ในสมุดแถมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

 

เหรินจวิ้นตัวเล็กของพี่มาร์คน่ารักชะมัด

 

กินน้ำไหม เดี๋ยวหนูไปเอาให้มือบางที่ยักวาดอะไรบางอย่างเอ่ยถามแต่ไม่ได้ละสายตาจากงานตรงหน้าสักนิด

 

กินอย่างอื่นได้ไหม คิดถึง ไม่ได้กินมานานแล้วไม่พูดเปล่า ตะแคงข้างเข้าหาแล้วกอดเอวคนนั่งวาดรูป ท่านี้มันวาบหวิวไปมั้ย? ทั้งดมทั้งหอมยุกยิกๆจนเหรินจวิ้นทั้งเขินทั้งหมั่นไส้

 

ลามกตลอด!

 

ได้สิ รามยอนใช่ไหม ไม่ได้กินมานานแล้วเนอะ คิดถึงเหมือนกันแกล้งพูดแล้วลุกพรวดจน คนลามกกลิ้งไปชนกับโต๊ะดังโป๊ก เหรินจวิ้นที่ยืนมองยิ้มขำจนตาปิด เขี้ยวเล็กๆออกมาทักทายน่ารักน่าชังซะจนอยากจับฟัด

 

ฮือออ... หัวแตกแล้วมั้งเนี่ยมาร์คแกล้งร้องโอดโอยจับหัวตัวเอง

 

เว่อละ หัวแข็งขนาดนี้จะแตกได้ไงคนตัวเล็กอ่อนใจเข้ามาจับหัวลูบให้ป้อยๆ พูดไปอย่างนั้นแต่ก็กลัวมาร์คจะเจ็บจริงอยู่ ก็เสียงโป๊กเมื่อกี้มันเบาซะที่ไหนล่ะ

 

หัวยังไม่แตก แต่ที่จะแตกคืออย่างอื่นคนตัวสูงลุกขึ้นมานั่งกอดคนตัวเล็กอ้อนๆ คำพูดคำจากับการกระทำไว้ใจได้ซะที่ไหน สองแง่สองง่ามตลอด

 

ทะลึ่งละ เหรินจวิ้นแกล้งยีหัวแรงๆ

 

หนุ่มหน้าม้าเต่อแกล้งตีหน้าซื่อ จริงๆไม่ต้องทำหน้าก็ดูเซ่อๆเด๋อๆอยู่แล้วอ่ะเนอะ เจ้าของดวงตาหวานแอบคิดแล้วขำในใจ

 

หัวเราะอะไร แค่จะบอกว่าใจแตก หัวใจแตกสลายแค่เนี๊ย ทะลึ่งตรงไหน คิดลึกไปเองยังมาว่าเค้าอีก

 

ดูสิ ยังแถไปได้ พี่มาร์คนี่จริงๆเลย

 

หัวใจแตกสลายหรา เสี่ยวมาก ปล่อยก่อน เดี๋ยวไปต้มรามยอนมาให้แกะมือใหญ่ออก พอพูดถึงรามยอนก็เพิ่งรู้สึกว่าหิวจริงๆแหละ ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินอะไรเลย มัวแต่นั่งวาดรูปจนลืมเวลา

 

อื้อ ไม่ปล่อยๆ ไม่กินรามยอน กินอย่างอื่นกันเหอะตากลมวิบวับใส่คนในอ้อมแขน รู้เลยยยยยย รู้เลยยยยยยว่าคิดอะไร

 

เหรินจวิ้นตาโต จ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็งเหมือนไม่เชื่อที่ได้ยิน หืมมม จะทำจริงดิ นี่มันกลางวันแสกๆเลยนะ

 

มาร์คยิ้มร้ายกาจ โถๆๆๆ เด็กน้อย เวลาและแสงแดดไม่ใช่อุปสรรคสำหรับพี่เลยจ้ะคนดี

 

ตวัดร่างบางลงที่พื้นอย่างอ่อนโยน จ้องลึกเข้าไปในดวงตาสวย ใบหน้าเคลื่อนลงต่ำหางตาเห็นสมุดวาดเขียนที่เปิดทิ้งไว้แวบๆ เลยหันไปดู

 

ไอ้ตัวการ์ตูนกลมๆนี่คือ มูมิน?’ คนใต้ร่างยิ้มจนเห็นเขี้ยว พยักหน้าหงึกหงักยิ้มๆ

 

หนูวาดเก่งนะเนี่ย พี่มาร์คดูแว้บเดียวรู้เลยว่าเป็นมูมิน

 

 ‘แล้วดูตัวเล็กทำ ปกติมันสีขาวไม่ใช่เหรอ นี่เล่นระบายสีซะเป็นสีรุ้งเลย เจ็ดสีละมั้งนั่น

 

เว่อ!’

 

ชายหนุ่มเอื้อมมือไปปิดสมุด เหลือไว้แค่หน้าปกสีชมพูที่มีตัวการ์ตูนมูมินสีขาวแปะอยู่กลางปก เอาล่ะๆ มูมินจะมาดูผู้ใหญ่ทำแบบนี้ไม่ได้ หลับตาซะนะลูกนะ โอ๋เอ๋ๆ

 

เหรินจวิ้นหัวเราะจนตัวสั่น มุมน่ารักๆแบบนี้ชอบจัง

 

เอาล่ะ หยุดวาดรูปแล้วมาทำการบ้านกันดีกว่าเนอะตัวเล็กเนอะ

 

 

 






 

ชั้นสาม นี่เพิ่งจะชั้นสามจริงดิ...

 

เหรินจวิ้นเบะปากเหมือนจะร้องไห้ ถอดหมวกบนศีรษะขึ้นมาพัดใส่หน้า ปฏิเสธไม่ได้ว่าปราสาทฮิเมจิสวยและสง่างามเหมือนในรูปที่เคยเห็นในอินเตอร์เน็ตจริงๆ แต่ต้องไม่ใช่การมาปีนขึ้นปราสาทในหน้าร้อนเปรี้ยงและนักท่องเที่ยวมากมายขนาดนี้ บันไดก็อย่างชัน ก้าวพลาดก็หลายรอบ ถึงแต่ละครั้งที่เกือบตกบันไดจะมีมือใหญ่คอยจับเอาไว้ไม่ให้เป็นอันตรายก็เถอะ แต่เหรินจวิ้นก็ยังไม่โอเคอยู่ดี ไม่ได้อยากจะญาติดีหรือให้มาถูกเนื้อต้องตัวซะหน่อย

 

คนสกปรก!

 

มาร์คที่ดูจะตื่นตาตื่นใจกับสิ่งปลูกสร้างที่แสนมีคุณค่าทางวัฒนธรรมหันมาเจอคนข้างๆทำหน้าจะร้องไห้ เหงื่อไหลจนหน้าหวานวาววับไปหมด ก็ถอดหมวกของตัวเองออกพัดให้คนตัวเล็กอีกแรง

 

มือใหญ่ล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาซับๆให้อย่างอ่อนโยนโดยอีกฝ่ายก็เบี่ยงหน้าหนีไม่ยอมง่ายๆ แต่มาร์คก็พยายามซับจนสำเร็จ ใบหน้าได้รูปยิ้มนิดๆกับอาการของเด็กพยศที่ครั้งนี้ดูจะพยศนานเหลือเกิน

 

ดื้อแบบนี้เดี๋ยวก็ไม่มีใครรักหรอกขอโยนหินถามทางดูปฏิกิริยานิดนึงแล้วกันนะ

 

ได้ผล...

 

เหรินจวิ้นตวัดสายตามองหน้าเขาทันควัน ไม่เห็นจะแคร์ ไม่รักก็ไม่ต้องรัก

 

มาร์คยิ้มกริ่ม เมื่อเหรินจวิ้นติดกับใส่อารมณ์กับประโยคที่เหมือนจะเติมเชื้อไฟของเขาเต็มเปา

 

ไม่ทันแล้ว ก็รักไปแล้ว แล้วก็จะไม่เลิกรักด้วย ใส่หมวกจนเข้าที่ มองคนที่เข้าแถวด้านหน้าที่ทำท่าจะขยับ คล้ายไม่ได้ใส่ใจกับความรู้สึกที่พูดออกไป แต่จริงๆแล้วเขายังไม่อยากบีบคั้นคนข้างๆมากเกินไปต่างหาก

 

มาร์คขยับตัวจับมือเล็กให้นิ้วสอดประสานกันแนบแน่น

 

ไปต่อกันนะ เอ่ยคำที่เหรินจวิ้นไม่แน่ใจว่าเป็นประโยคให้ชวนไปปีนปราสาทต่อหรือให้ความสัมพันธ์ดำเนินต่อไปกันแน่ ตอนนี้เขาสับสนจริงๆว่ามาร์ค ลีจะเอายังไงกับเขากันแน่

 

 

 

 







วันนี้เมื่อหนึ่งปีก่อน

 

วันนี้เป็นวันเกิดพี่มาร์คฮะ ผมเตรียมของขวัญไว้ให้พี่มาร์คเรียบร้อยแล้ว มันน่ารักแล้วก็มีชิ้นเดียวในโลกด้วยนะ ผมมองนาฬิกาบนฝาผนัง สี่โมงสี่สิบห้าแล้ว ผมนัดกับพี่มาร์คไว้ตอนห้าโมง เราจะสั่งพิซซ่าแล้วก็ไก่ทอดมากินกันที่นี่ เป็นการฉลองวันเกิดแบบเรียบง่ายแต่แค่คิดก็มีความสุขมาก

 

ผมยิ้มจนรู้สึกว่าตัวเองบ้าไปแล้ว นี่ผมคิดถึงพี่มาร์คแล้วยิ้มแบบนี้มากี่ชั่วโมงแล้วนะ ตั้งแต่อาทิตย์ก่อนที่เตรียมของขวัญเสร็จใช่ไหมนะ หรือว่าตั้งแต่ซื้อสมุดเล่มนั้นมา หรือว่าตั้งแต่เริ่มวาดหน้าแรกกัน

 

ใช่แล้วฮะ ของขวัญชิ้นนี้พี่มาร์คเคยเห็นมันแล้ว แต่พี่เค้าไม่รู้หรอกว่าผมวาดไปทำไม เอ... จะเรียกว่าเซอร์ไพรส์ได้ไหมนะ

 

ผมหยิบเครื่องดื่มที่แช่ไว้จนเย็นออกมาวางเตรียมไว้บนโต๊ะ หยิบโทรศัพท์จะโทรสั่งพิซซ่า แต่ยังไม่ทันได้กดเบอร์ เสียงริงโทนที่ตั้งไว้เฉพาะพี่มาร์คก็ดังขึ้นซะก่อน

 

ผมกดรับแทบจะทันที ไม่รู้ปลายสายได้ยินเสียงตื๊ดแรกหรือยัง ถึงไหนแล้วพี่มาร์ค

 

เสียงกระหืดกระหอบของอีกฝ่ายทำให้ผมนิ่วหน้า มีอะไรหรือเปล่า เกิดอะไรขึ้นเหรอ

 

ตัวเล็ก วันนี้พี่คงไปไม่ได้แล้ว เพื่อนพี่มีเรื่องนิดหน่อย ตอนนี้อยู่สถานีตำรวจอดตกใจไม่ได้ ต้องเป็นเรื่องที่ไม่นิดหน่อยแน่ๆ เพราะไปถึงสถานีตำรวจเลยนะ

 

แล้วพี่เป็นอะไรหรือเปล่าผมรู้สึกหน่วงๆ ใจโหวงๆแปลกๆ เป็นห่วงคนตัวใหญ่ของผม

 

หวังว่าพี่มาร์คจะไม่เป็นไรจริงๆนะ...

 

ปลายสายเงียบไปสักพัก ผมได้ยินเสียงกุกกักครู่หนึ่งก่อนที่คำถามของผมจะได้รับคำตอบ พี่ไม่เป็นไร แค่นี้ก่อนนะเสียงตื๊ดอันเป็นสัญญาณของการกดตัดสายดังขึ้น

 

จะว่ายังไงดี มันอาจจะฟังดูงี่เง่า แต่นอกจากความเป็นห่วง ผมยังรู้สึกไม่สบายใจแบบแปลกๆ มันแปลก... แปลกแบบที่ทำให้ผมไม่สามารถทนนั่งอยู่เฉยๆแบบนี้ได้เลย

 

หลังจากที่หยิบกระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์มือถือออกมา ผมกดล็อกห้อง เก็บคีย์การ์ดใส่กระเป๋าเป้ สองเท้าที่รู้สึกว่าไม่มั่นคงสักนิดก้าวออกเดิน

 

พี่มาร์คบอกว่าอยู่สถานีตำรวจ ก็คงเป็นสถานีตำรวจโซลนั่นแหละ เพราะพี่มาร์คมีแต่เพื่อนที่นี่ทั้งนั้น ถ้าจะเกิดเรื่องอะไรก็คงไม่ไปเกิดที่อื่น

 

ผมเดินกึ่งวิ่งออกจากคอนโด รอรถบัสที่ป้ายอยู่ครู่หนึ่งก็ได้ขึ้นรถ ไม่เกินสิบนาทีก็คงถึง ผมบีบมือตัวเองแน่น ไม่รู้ว่าความรู้สึกตอนนี้คืออะไร แต่ไม่สบายใจเลยจริงๆ

 

รถบัสติดอยู่ที่เดิมมาห้านาทีแล้ว ผมชะเง้อมองไปหน้ารถก็เห็นว่าข้างหน้ามีอุบัติเหตุ รถคงจะติดอีกนาน และผมก็ร้อนใจเกินกว่าที่จะนั่งใจเย็น เลยตัดสินใจขอลงเพื่อเดินต่อ เหลือระยะทางอีกไม่ไกลก็จะถึงสถานีตำรวจโซลแล้ว

 

ผมก้าวเท้าไปตามฟุตบาท ผ่านตึกแถวที่เรียงกันเป็นพรืด แต่สิ่งหนึ่งที่ปรากฎตรงหน้าห่างออกไปประมาณห้าสิบเมตรกลับทำให้ขาของผมเหมือนถูกแช่แข็ง ชาหนึบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

 

ร่างสูงของผู้ชายที่แม้จะเห็นแค่ปลายนิ้วผมก็จำได้แม่น กำลังเดินประคองผู้หญิงคนหนึ่งออกมาจากตึกที่ห่างออกไปประมาณห้าสิบเมตรที่ว่า ถึงแม้จะเป็นการประคองกันอย่างใกล้ชิดขนาดนั้น แต่ผมก็สามารถหาเหตุผลมาแก้ตัวแทนผู้ชายคนนั้นได้แน่นอน ถ้าหากสถานที่ที่พวกเขาพากันเดินออกมาเป็นสถานีตำรวจอย่างที่เขาได้พูดกับผมเมื่อไม่กี่นาทีก่อนจริงๆ

 

แต่ตอนนี้ผมไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เพราะไม่ว่าจะมองกี่ที อ่านป้ายหน้าตึกนั้นกี่ที ผมก็อ่านมันผ่านสายตาที่พร่ามัวไปด้วยหยดน้ำตาได้แค่ว่า

 

โรงแรม...

 




 

 

 

มาร์คลอบมองคนที่เดินอยู่ข้างๆที่ดูจะเงียบลงไป จากที่ทำตัวเคร่งขรึมเย็นชากับเขาอยู่แล้ว ตอนนี้เหมือนสถานการณ์มันยิ่งแย่ลงกว่าเดิมไปอีก

 

เห้อ..

 

ร่างสูงวิ่งนำหน้าไปที่ร้านของฝากที่อยู่ตรงข้ามปราสาท สั่งซอฟครีมสองอันเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงน่าฟัง เร่งคนขายให้ทำให้เร็วอีกนิดเพราะกลัวคนตัวเล็กจะรีบเดินห่างออกไป

 

อาริกาโตะโกไซมัสเขากล่าวเป็นภาษาเจ้าถิ่นแล้วโค้งให้พ่อค้าเล็กน้อย ได้รับรอยยิ้มน่ารักจากคนญี่ปุ่นกลับมาเป็นของแถม

 

พอดีกับที่เหรินจวิ้นที่เดินเหม่อๆมาถึงพอดี ร่างสูงยื่นซอฟครีมไปให้แทบจะจรดจมูกคนตรงหน้าอย่างคนต้องการเรียกร้องความสนใจ

 

เจ้าของใบหน้าหวานผงะไปนิดหนึ่ง เดินหลบรัศมีมือที่ยื่นของชายหนุ่มแล้วออกเดินต่อเหมือนคนไม่รู้จักกัน มาร์คมองตามอึ้งๆ แต่เพียงแป๊บเดียวก็สาวเท้าเดินตามจนทันกัน

 

ตัวเล็กกินสิ จะได้หายร้อน หนุ่มหน้าม้าเต่อยังไม่ละความพยายาม จับมือบางมาจับซอฟครีมแล้วก็หันไปกินของตัวเอง ยิ้มกริ่มอย่างมีความสุขเสียเต็มประดา

 

เหรินจวิ้นไม่มองมาทางมาร์คสักนิด มีเพียงเสียงถอนหายใจอย่างกระแทกกระทั้นให้คนตัวสูงกว่าได้ยิน เผลอแป๊บเดียวร่างบางก็เดินดุ่มๆไปที่ถังขยะและทิ้งซอฟครีมอันนั้นลงถังอย่างไม่ใยดีแล้วออกเดินต่อ

 

มาร์คมองตาม อดรู้สึกน้อยใจไม่ได้ ก้อนสะอื้นเหมือนจะมาจุกอยู่ที่คอ แต่เขาเลือกกระพริบตาถี่ๆแล้วยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

อดทนไว้มาร์ค นายทำได้

 

พวกเขาเดินมาถึงสถานีรถไฟ ชายหนุ่มร่างสูงกุลีกุจอซื้อตั๋วก่อนวิ่งมายื่นให้อีกคนที่ใจร้ายกับเขาเหลือเกิน

 

ทั้งสองก้าวเข้าไปจับจองที่นั่ง เมื่อเห็นมาร์คนั่งตรงไหน คนตัวเล็กก็เลื่อนไปนั่งอีกฝั่งที่ไกลออกไป แต่มาร์ค ลีไม่ยอม ตามไปนั่งข้างๆแล้วโอบไหล่กดคนตัวเล็กไม่ให้ลุกหนีไปไหนจนได้

 

เวลาของเขาใกล้หมดแล้ว... เขารู้...

 

ใต้ความเฉยชาและความเงียบที่แสดงออก เหรินจวิ้นรู้สึกหน่วงในหัวใจเกินกว่าที่ใครจะรู้ ทำไมคนๆนี้ต้องกลับมาทำอย่างนี้ ทำไมต้องกลับมาทำดีกับผมแบบนี้ เวลาหนึ่งปีที่ห่างหายกันไปมันช่วยเยียวยาจิตใจให้ดีขึ้นแล้วแท้ๆ

 

ไม่น่าเลย

 

ไม่น่าตัดสินใจไปที่สนามบินทั้งๆที่มีเพียงพาสปอร์ต เพราะผมรู้ดีว่าตั๋วเครื่องบินอยู่ที่ผู้ชายคนนั้น อดปฏิเสธไม่ได้ว่าดีใจอยู่ลึกๆที่เห็นมาร์ค ลี ยืนอยู่ที่สนามบินในตอนนั้น เหมือนกำลังรอให้ผมไปเช่นกัน รอทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะมีหวังหรือเปล่า

 

ไม่น่าปล่อยให้ทริปนี้เกิดขึ้นตามกำหนดเดิมเลยจริงๆ

 

มีเพียงความเงียบและภาพวิวทิวทัศน์ที่ผ่านหน้าต่างให้เห็นเท่านั้น มาร์คคิดจนหัวแทบแตกว่าจะเริ่มต้นยังไงดี ให้คนดีของเขาไม่หนีเขาไปอีกเหมือนที่เคยทำตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา

 

เหรินจวิ้น...มาร์คเอ่ยฝ่าเสียงกึกกักของรถไฟแต่น่าแปลกที่เขาได้ยินเสียงลมหายใจและเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะของคนในอ้อมกอดชัดเจนยิ่งกว่า

 

นานแค่ไหนแล้วนะที่เขาไม่ได้เรียกคนตัวเล็กด้วยชื่อนี้  มาร์คอดยิ้มขื่นๆออกมาไม่ได้

 

คนที่ได้ฟังชื่อตัวเองออกมาจากปากอีกฝ่ายก็รู้สึกมาก มันเป็นความรู้สึกที่ไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร แต่มันทำให้เขาอยากร้องไห้เหลือเกิน

 

เพียงเท่านั้นร่างเล็กก็สะอื้นจนตัวโยน น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลอาบหน้า ไม่มีเสียงฟูมฟาย มีเพียงน้ำตาที่ไหลเงียบๆเท่านั้นที่บอกความรู้สึกของเจ้าตัว

 

มาร์ค ลีหันไปมองคนข้างๆนิ่ง เสียใจ... เสียใจที่ทำให้คนที่รักร้องไห้อีกแล้ว

 

ไม่เอา ไม่ร้องไห้สิครับ คนเก่งเขาเลือกปลอบอย่างอ่อนโยน มือที่กุมไหล่จับคนในอ้อมแขนโยกไปมาเบาๆ

 

“เราดีใจที่ตัวเล็กยอมมาทริปนี้กับเรานะ เมื่อวานที่สนามบินเราดีใจมาก ขอบคุณนะตัวเล็ก

 

เลิกกันเถอะเหรินจวิ้นพูดทั้งเสียงสะอื้น แต่คนฟังชาหนึบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าได้รูปซีดเผือด

 

“หนูทนเห็นหน้าพี่ไม่ได้แล้ว หนูขอโทษที่ไม่ได้บอกให้ชัดเจน วันที่เจอพี่กับผู้หญิงคนนั้นหน้าโรงแรมหนูก็ไม่ได้พูดทั้งๆที่มันน่าจะจบตั้งแต่ตอนนั้น แล้วหนูก็ยังเอาแต่หลบหน้ามาตลอดหนึ่งปีทั้งๆที่พี่พยายามจะตามมาบอกเลิกกับหนูตลอด แต่หนูทำใจไม่ได้จริงๆ ฮือ..”

 

“หนูคิดว่าหนูเข้มแข็งขึ้นแล้ว หนูเลยมาทริปนี้ ทั้งๆที่รู้ว่าพี่จะต้องบอกเลิกแน่ แต่หนูก็ยังหวังโง่ๆว่าพี่อาจจะยังมีเยื่อใย แล้วก็อาจจะกลับมารักหนูอีก แต่หนูทำไม่ได้ หนูพยายามจะทำตัวให้น่ารัก แต่ไม่รู้ทำไมหนูถึงทำนิสัยแย่ๆกับพี่ตลอดทั้งวัน ทั้งๆที่พี่ก็ดูแลหนูอย่างดีหนูขอโทษนะพี่มาร์ค ฮรึก... ก่อนหน้านี้ที่เราห่างกัน หนูไม่มีความสุขเลย เอาแต่คิดวนไปวนมาถึงภาพวันนั้น หนูพยายามบอกตัวเองให้เกลียดพี่ แต่หนูก็หลอกตัวเองไม่ได้

 

มาร์ค ลีอึ้ง อ้าปากค้าง

 

แต่หนูไม่ชอบเลย ทำไมพี่ต้องมาทำดีกับหนูขนาดนี้ หนูรักพี่มาตลอด พอพี่จะบอกเลิกพี่กลับมาทำแบบนี้มันใช่เหรอ พี่ยิ่งทำดีหนูก็ยิ่งนึกถึงภาพวันนั้น ที่พี่เดินออกมาจากโรงแรมกับนังบ้านั่น หนูสับสน หนูไม่รู้ว่าอันไหนคือตัวจริงของพี่ พี่เป็นคนดีจริงๆหรือพี่หลอกกัน ยิ่งคิดหนูก็ยิ่งเจ็บ มันเจ็บตรงนี้…” ตัวเล็กของเขากำมือขึ้นทุบอักๆที่หน้าอกด้านซ้าย มันเจ็บที่รู้ว่าแม้พี่จะไม่รักหนูแล้ว แต่พี่ก็ยังพยายามทำดีกับหนูเสมอ พี่หวังว่าเลิกกันแล้วจะไปเป็นพี่ชายน้องชายกันได้อีกงั้นเหรอ นั่นมันบ้าสิ้นดี!”

 

ใช่! นั่นมันบ้าสิ้นดี!” เป็นเขาเองที่ตะโกนออกไปแบบนั้น

 

คนอื่นๆที่นั่งประปรายบนรถไฟโบกี้เดียวกันย้ายไปนั่งตู้อื่นกันหมดแล้วหลังจากที่ตัวเล็กของเค้าร้องไห้ฟูมฟายจนน่าตกใจขนาดนั้น

 

เหรินจวิ้นยกมือปาดน้ำตาเหมือนเด็กๆ ทั้งๆที่คนที่รักกำลังร้องไห้ แต่มาร์ค ลีก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงหยุดยิ้มไม่ได้เลย

 

นั่นมันบ้าจริงๆ…” เขาเอ่ยพึมพำในลำคอก่อนกระตุกคนข้างกายให้หันมาหา ตัวเล็กของเขาร้องไห้น่าสงสาร ตาหวานแดงก่ำ จมูก ปากแดงระเรื่อไปหมด

 

น่ารักเหลือเกิน...

 

วินาทีต่อมาเขากดริมฝีปากลงไปบนริมฝีปากจิ้มลิ้มนั้น แรกสัมผัสทำเอาหัวใจพองโตเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ เขาเฝ้าจูบริมฝีปากบางนั้น ละเลียดชิมความอ่อนหวานที่เคยสัมผัสอย่างอ้อยอิ่งแต่กลับลึกล้ำรุนแรงจนคนในอ้อมกอดสั่นสะท้าน สัมผัสด้วยความรู้สึกอัดแน่นทั้งหมดที่มี สัมผัสให้สมกับความคิดถึงที่เขาเฝ้าอดทนรอมาตลอดหนึ่งปี แม้คนในอ้อมกอดจะประท้วงอึกอักเขาก็ไม่สน เขาอยากดูดซับความเสียใจที่ตัวเล็กรู้สึกทั้งหมดมาไว้กับตัว และบดเบียดทุกความรู้สึกที่เขามีส่งต่อไปให้อีกฝ่ายได้รับรู้เช่นกัน ว่าเขารู้สึกกับเหรินจวิ้นเช่นไร

 

ความรู้สึกนี้มันคืออะไร ผมพยายามเฝ้าถามตัวเองซ้ำๆว่านี่มันอะไรกัน แต่ผมก็มัวเมาเกินกว่าที่จะหาคำตอบได้ สมองผมตอนนี้มันตื้อไปหมด เพราะพี่มาร์คที่เอาแต่ดูดดึงขบเม้มริมฝีปากและลิ้นของผมเหมือนจะไม่มีวันที่จูบนี้จะสิ้นสุดลง

 

นานหลายนาทีต่อจากนั้นคนตัวสูงก็ถอนริมฝีปากบวมช้ำจากแรงสัมผัสที่รุนแรงเหลือเกินสำหรับคนบอบบางในอ้อมกอด เขารู้ ครั้งนี้มันรุนแรงเกินกว่าครั้งใดๆที่เคยจูบกันมา คนตรงหน้ายังมีท่าทีมึนๆเบลอๆ ปากก็บวมเจ่อแดงช้ำไปหมด

 

ไม่ใช่ว่าพอปล่อยออกจากอ้อมกอดเหรินจวิ้นจะเป็นลมล้มพับไปหรอกนะ

 

ไม่ได้สิ อันตราย งั้นขอกอดไว้แบบนี้ก่อนดีกว่า

 

มาร์คกระชับอ้อมกอดแน่นเข้า จับศีรษะทุยให้เอนซบหน้าอกด้านซ้ายอย่างอ่อนโยน

 

“ขอโทษนะตัวเล็ก เรารุนแรงไปหน่อยเขาลูบผมสีน้ำตาลเบาๆ

 

ไม่มีเสียงตอบรับ แต่มาร์คไม่ถือสา ความรู้สึกเวลาไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ของตัวเล็กของเขาในตอนเช้ากับตอนนี้มันต่างกันแบบคนละขั้ว เขามั่นใจ

 

เราไม่รู้ว่ามันจะฟังเหมือนเป็นการแก้ตัวหรือเปล่า แต่เราจะเล่าความจริงเรื่องวันนั้นให้ฟัง สัญญาได้ไหมว่าตัวเล็กจะยอมฟังเรา”

 

มาร์คเผลอเพิ่มแรงกอดในขณะที่เหรินจวิ้นยังไม่ตอบ เพราะเขากลัวเหลือเกิน กลัวว่าเหรินจวิ้นจะไม่ยอมฟังแล้วหนีไป

 

สัมผัสกุกกักตรงอกข้างซ้ายทำให้เขายิ้มออก ตัวเล็กของเขาพยักหน้า

 

“วันนั้นเพื่อนของเรา จะเรียกว่าเพื่อนก็ไม่ถูก เพราะเราเพิ่งเจอเขาวันนั้นแหละ เพราะผู้หญิงคนนั้นเธอโดนแก๊งอันธพาลลวนลาม แล้วพอดีเราผ่านไปเจอก็เลยไปช่วย แล้วหลังจากนั้นก็พาไปโรงพักเพื่อแจ้งความ ก็ตอนที่เราโทรหาตัวเล็กนั่นแหละ”

 

เหรินจวิ้นพยักหน้าหงึกหงักกับอก ก่อนจะถามในจุดที่สงสัย “ตอนนั้นพี่มาร์คเงียบไปพักหนึ่ง ดูมีพิรุธมาก แล้วก็ตัดสายใส่หนูด้วย หนูเลยไม่สบายใจจนตามไป”

 

คนตัวสูงวางคางบนศีรษะของอีกฝ่ายก่อนเล่าต่อ “ตอนนั้นผู้หญิงคนนั้นออกมาตามเราเพราะตำรวจบอกว่ามีคนร้ายที่ก่อเหตุทำนองนี้ในย่านนั้นบ่อยๆโดนจับไปไม่นานมานี้ แล้วก็เพิ่งโดนปล่อยตัวไป จะให้เราไปช่วยยืนยันหน้าตา เพราะตอนนั้นเธอกลัวมาก จำหน้าตาคนร้ายไม่ค่อยได้”

 

“หลังจากนั้นเราเลยจะไปส่งเธอที่บ้าน แต่พอดีเธอพักอยู่โรงแรมนั้นที่ตัวเล็กไปเจอนั่นแหละ พอเดินไปส่งเธอก็บอกว่าเธอลืมซื้อของใช้ส่วนตัว ก็เลยพากันเดินออกมาอีกรอบ แต่ก็คงเป็นความซวยของเราจริงๆ ที่ผู้หญิงคนนั้นจะสะดุดขั้นบันไดล้มพอดีเราเลยประคองไว้ บิงโกเลยทีนี้ เมียเลาไปเจอแล้วคิดว่าเรามีกิ๊ก”

 

เหรินจวิ้นทุบไหล่คนช่างยั่วปั้กเข้าให้ โทษฐานเล่นไม่ดูเวล่ำเวลา มันใช่ไหม!? นี่ยังไม่ได้บอกว่าเชื่อแล้วก็ยกโทษให้เลยนะ

 

“เราเหมือนหัวใจจะสลายเลยตอนเห็นตัวเล็กวิ่งมาตัดหน้าแล้วก็ยืนร้องไห้เงียบๆแบบนั้น” มาร์คจับคนในอ้อมกอดโยกตัวเบาๆ

 

“ผู้หญิงคนนั้นก็ตกใจใช่ไหม” ตัวเล็กซุกอกเขางุดๆ คงจะเขิน

 

“แน่สิ แต่ไม่เท่าเราหรอกนะ” ความรู้สึกตอนนั้นมันแย่จริงๆ เขาได้แต่ยืนดูคนที่เขารักยืนร้องไห้โดยที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปกอด เพราะมันสับสนไปหมด ว่าควรทำอย่างไร กลัว กลัวว่าจะโดนทิ้งไป

 

แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ...

 

“หลังจากนั้นเราก็พยายามจะไปง้อตัวเล็ก แต่ตัวเล็กก็เอาแต่หลบหน้า” มาร์ค ลียิ้มขื่นๆ

 

เหรินจวิ้นเริ่มสะอื้นอีกครั้งเมื่อฟังมาถึงตรงนี้ “หนูนึกว่าพี่จะมาบอกเลิก หนูกลัว ว่าถ้าเจอกันแล้วพี่พูดว่าพี่รักผู้หญิงคนนั้น เราเลิกกันแล้วหนูจะอยู่ยังไง หนูต้องทนไม่ไหวแน่ๆ”

 

“เด็กโง่ดันคนตัวเล็กออกจากอ้อมกอดให้มาสบตากัน “เรารักตัวเล็กจะตาย เราจะบอกเลิกตัวเล็กได้ยังไง มีแต่ตัวเล็กแหละที่ใจร้ายกับเรา เราคิดถึงมากเลยรู้ไหม”

 

ถึงตอนนี้เป็นมาร์คเองที่ตาแดงๆคล้ายจะกำลังร้องไห้ แล้วก็ร้องจริงๆ

 

เหรินจวิ้นยิ้มทั้งน้ำตา มือบางยกขึ้นลูบศีรษะที่ปกคลุมไปด้วยเส้นผมนุ่มนิ่มสีน้ำตาลเบาๆ พี่มาร์คของหนูร้องไห้เหมือนเด็กๆเลย

 

“ตาบ๊อง คิดถึงก็ปล่อยเวลามาได้ตั้งหนึ่งปีเนอะ โง่ชะมัดเลย”

 

มาร์คจิ้มแก้มตัวเองที่เปื้อนคราบน้ำตา ส่งสัญญาณที่รู้กันสองคนก่อนที่คนรับสัญญาณจะพยักหน้านิดๆแล้วจรดริมฝีปากบางเบาลงบนแก้มที่เปื้อนคราบน้ำตาทั้งสองข้าง

 

“จริงๆแล้วที่เรารอมานานขนาดนี้ก็เพราะอยากให้ตัวเล็กเชื่อเราจริงๆ ไม่อยากให้คิดว่าเราแก้ตัว หลักฐานหรือพยานยืนยันก็ไม่มี”

 

เหรินจวิ้นหรี่ตามอง “พูดงี้แสดงว่ามีหลักฐานและพยาน?

 

มาร์คพยักหน้ายิ้มๆ

 



 

 

บ้านยูตะซังอยู่ในเมืองโอซาก้า เป็นบ้านสองชั้นน่ารักดูอบอุ่น ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ดูแข็งแรงคงทน ตอนเช้าทั้งสองลากกระเป๋าเข้ามาก่อนโอก้าซังจะบอกว่ายูตะซังมีงานด่วนที่โรงเรียนจะกลับมาอีกทีก็เย็นๆ ให้ทั้งสองคนออกไปเที่ยวกันก่อนได้

 

สี่โมงเย็นของญี่ปุ่นในหน้าร้อนยังคงสว่าง ทั้งสองคนเดินเข้ามาในบริเวณบ้าน มาร์คพยายามจะขอจับมือตั้งหลายครั้งแต่เหรินจวิ้นบอกว่าจะรอดูหลักฐานพยานที่ว่าก่อนถึงจะยอมให้จับมือได้ ตอนนี้เลยต่างคนต่างเดิน คนตัวเล็กมีสีหน้าดีขึ้น แต่คนตัวใหญ่นี่สิ ทำหน้าจ๋อยเป็นหมาหงอยเชียว

 

ร่างสูงพร้อมรอยยิ้มเจิดจ้าราวกับพระอาทิตย์ของยูตะซังเปิดประตูออกมาต้อนรับทั้งคู่อย่างดีใจยิ่ง ยูตะซังยังคงสดใสและสร้างเสียงหัวเราะให้คนอื่นเหมือนเดิมเป๊ะ

 

แต่ที่ทำให้เหรินจวิ้นแปลกใจและโล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอกก็คงจะเป็นผู้หญิงหน้าตาน่ารักที่ยืนอยู่ข้างๆยูตะซังนี่แหละ

 

ใช่แล้ว... ผู้หญิงหน้าโรงแรมวันนั้น...

 

ยูมิซังเป็นน้องสาวของยูตะซัง พี่มาร์คบอกว่าเพิ่งมารู้ทีหลังว่าสองคนเป็นพี่น้องกันตอนตามง้อเหรินจวิ้นไปได้สักเดือนสองเดือน และยูตะซังเป็นคนเสนอไอเดียให้ยูมิซังไปคุยกับผม แต่เป็นพี่มาร์คเองที่เกรงใจ บอกว่าจะรอให้ผมมาเจอยูมิซังในวันนี้ ซึ่งเป็นแผนเดิมที่วางไว้ของเรา น่าตีมากๆ ที่ปล่อยให้ทั้งตัวเองและผมรอมานานขนาดนี้

 

ผมเลยถามว่าถ้าหากผมไม่ได้ตัดสินใจมาที่สนามบินวันนั้นจะทำยังไง คนตัวสูงก็ทำหน้าสลดก่อนจะบอกว่า ก็จะให้ยูมิซังคุยกับผมผ่านโซเชียลแทน ซึ่งถ้าทำวิธีนี้มันก็ทำได้ตั้งแต่คิดวิธีได้แล้วไหม?


คนโง่








 

ผมเดินเช็ดผมลวกๆออกมาจากห้องน้ำ เหรินจวิ้นปูผ้านอนอยู่บนพื้น หือทำไมต้องปูผ้านอนบนพื้นล่ะ

 

“พี่มาร์คจะได้นอนสบายๆไง” เดี๋ยวๆ นี่ผมเผลอถามออกไปเหรอ นึกว่าคิดในใจซะอีก เห้อ

 

ผมทำหน้างอแงที่คิดว่าคงจะน่ารักที่สุด... ละมั้ง “ไม่เอาดิ นอนเหงาคนเดียวไม่เอานะ” กระทืบเท้าด้วยเพื่ออารมณ์

 

ตัวเล็กของผมเงยหน้าขึ้นจากจอมือถือมามองขำๆ ก่อนจะทำหน้าเหมือนนึกขึ้นได้ กระโดดไปหยิบเป้มารื้อๆค้นๆอยู่แป๊บนึงก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

 

“สมุดวาดเขียนหนูหาย” ดวงตาแดงๆที่คล้ายจะร้องไห้จริงๆทำให้มาร์ครีบกระโดดไปหาเป้ตัวเองด้วยเหมือนกัน

 

มือใหญ่ชูสมุดวาดเขียนปกสีชมพู ตรงกลางมีตัวการ์ตูนสีขาวที่ชื่อว่ามูมินขึ้นมาโชว์ “อยู่นี่”

 

เหรินจวิ้นทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ “ไปอยู่ที่พี่ได้ไง”

 

“ก็...” ทำหน้าจ๋อยๆมองหน้าคนที่ดูจะเอาเรื่อง “เรากลัวตัวเล็กไม่หายโกรธแล้วเราจะไม่ได้ของขวัญวันเกิดน่ะสิ”

 

“เปิดดูแล้วใช่ไหม” คนตัวเล็กเอ่ยถามเขินๆ

 

“แน่นอนสิ ตั้งแต่อยู่ที่ปราสาทแล้ว ตอนแวบไปเข้าห้องน้ำ น่ารักมาก ขอบคุณนะที่รัก” ไม่ขอบคุณเฉยๆนะ เดินกางแขนจู๋ปากมาพร้อม บอกยี่ห้อเลยล่ะว่าจะทำอะไร

 

“หยุดเลยพี่มาร์ค ไม่เอานอนๆ” เหรินจวิ้นเอ่ยห้าม ยกสองแขนขึ้นทำท่ากากบาทไปอีก

 

อยากจะงอแงจริงๆแล้วนะเนี่ย “เมื่อก่อนนี่เข้ามาคลอเคลียตลอดๆ บอกว่าไม่เอาๆก็จะ อืมม... นั่นแหละ พอห่างกันไปนี่ทำตัวเหินห่างจังนะ”

 

เจ้าของผมสีน้ำตาลที่ตอนนี้ฟูฟ่องเพราะเพิ่งเป่าแห้งเงยหน้าขึ้นมามองแรง “เดี๋ยวๆ หนูไปคลอเคลียตลอดๆ ตอนไหน แล้วพี่บอกว่าไม่เอาๆตอนไหนเนี่ย”

 

“อ๊ะ จำไม่ได้เหรอ” มาร์ค ลีสะบัดผมเปียกๆด้วยท่วงท่าที่คิดว่าโซแดมฮอท!!

 

แต่คนมองนี่กลั้นหัวเราะแทบไม่ไหว หมาน้อยจะเซ็กซี่ได้ไง ดูยังไงก็เหมือนลูกหมาสะบัดขนอ่ะ 555+

 

“จำไม่ได้ ที่จำได้คือไม่เคยทำ” เหรินจวิ้นลอยหน้าลอยตาตอบยิ้มๆ เขี้ยวเล็กๆทำให้หัวใจคนตัวสูงเต้นระรัว

 

“ถ้าจำไม่ได้ก็ต้องเตือนความจำกันหน่อยแล้ว” ไม่พูดเปล่า เจ้าของหน้าม้าเต่อที่ตอนนี้ฟูฟ่องไม่เป็นทรงพอกัน อุ้มคนตัวผอมบางขึ้นพาดบ่าก่อนจะกดลงบนเตียงและทิ้งร่างลงทาบทับจนแนบสนิท

 

“อะไร ใครอนุญาตเนี่ย” เก๊กดุแก้เขินคือสไตล์ของเหรินจวิ้นเค้าล่ะ

 

“ก็ตัวเล็กแหละอนุญาตเอง”

 

“ตอนไหน” วะ?

 

“ก็ตัวเล็กบอกเองว่า จะยอมให้จับมือถ้าได้ดูพยานหลักฐานที่พี่เตรียมไว้ไง” มาร์คทวนความจำให้ตากลมๆเต้นระริกๆ เหมือนจะได้เล่นของเล่นถูกใจ

 

“ก็ใช่ไง แล้วนี่อะไรอ่ะ พี่มานอนทับหนูได้ไง จับมือสิจับมือ แค่จับมือนะพี่มาร์คที่คุยกัน” เหรินจวิ้นที่หน้าแดงก่ำโบกมือไปมาผ่านหน้าคนเกเรที่คิดแต่เรื่องลามก

 

มาร์คแกล้งถอนหายใจที่ดูยังไงก็ไม่จริงจังเอาซะเลย “เราต้องได้มากกว่าจับมือเยอะเลยแหละ เพราะวันนี้ตัวเล็กได้ดู ได้คุย ได้มองหน้า ได้กินข้าว แถมยังได้กินข้าวกับพี่ชายแล้วก็โอก้าซังของพยานอีกอ่ะ โอ้โหๆ นิ้วมือสิบนิ้วยังนับไม่หมดเลยมั้งว่าเราจะได้ทำอะไรตัวเล็กบ้าง...” ปลายประโยคที่สั่นพริ้วทำเอา คนตัวเล็กของพี่มาร์คได้แต่ฮึดฮัดอยู่ในใจ

 

ตกหลุมพรางคนเจ้าเล่ห์จนได้สิน่า

 

แต่จะทำไงได้ล่ะเนอะ ก็มันรักไปแล้ว

 

แถมวันนี้ก็เป็นวันเกิดคนหน้าม้าเต่ออีก ยอมให้แล้วกัน

 

“สุขสันต์วันเกิดฮะพี่มาร์คของตัวเล็ก”


"นึกว่าจะไม่พูดประโยคนี้ซะแล้ว" คนตัวสูงพูดยิ้มๆ 

 

แต่ก่อนที่ใบหน้าของคนตัวใหญ่จะทำหน้าที่ 'เริ่ม' เหมือนที่เป็นมา เป็นเหรินจวิ้นเองที่ยกแขนโอบรอบคอรั้งใบหน้าคนด้านบนลง จนริมฝีปากเราสัมผัสกันอย่างอ่อนโยนในที่สุด



THE END 




แต่งฟิคสั้นครั้งแรกเลย
ปกติเป็นคนเวิ่นเว้อบรรยายตอนเดียวไม่มีจบ
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ เม้นคุยกันมั่งนะ ติชมอะไรก็ได้ค่ะ :]

ลืมขอบคุณตะจังที่มาเป็นแขกรับเชิญ
ได้โผล่มาแค่รอยยิ้มสดใสเจิดจ้าราวกับพระอาทิตย์เองเนอะ
บทพูดก็ไม่มี ค่าตัวก็ไม่ได้ น่าสงสารชริงๆ 555+

คนอ่านเยอะนะ แต่ไม่มีใครเม้นต์ให้ไรท์เลย ฮื้ออออออออ


ไปคุยกับเราได้นะคะ twitter : boicebeer



(c)                      Chess theme

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Mylandmark จากทั้งหมด 4 บทความ

บทวิจารณ์

เขียนบทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

เขียนคำนิยม

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

12 ความคิดเห็น

  1. #12 wareeandsoul (@myladywa) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 กันยายน 2559 / 17:44
    ตัวเล็ก น่ารักจังเยย แรกๆหน่วงมากอ่านไปสงสารพี่มัคไ ทำไมน้องถึงงอนพี่ขนาดนั้น เวลาตั้ง1ปี นานมากๆเลย ไม่คิดถึงกันเหรอคะ ฮื่อ ต่อไปไม่งอนกันนานแบบนี้แล้วนะ
    #12
    0
  2. วันที่ 22 กันยายน 2559 / 19:10
    งื้ออออ น้องเหรินน่าย๊ากกกก แงงงงง งอนพี่มัคนานด้วยยยยยยย
    #11
    0
  3. วันที่ 21 กันยายน 2559 / 14:30
    งือ น่ารักมากๆเลย ชอบมากค่ะ เศร้าตาม ยิ้มตามได้เลย
    #10
    0
  4. วันที่ 21 กันยายน 2559 / 13:33
    น่ารักมากกกก ชอบที่จวิ้นแทนตัวเองว่า หนู >://///:<~
    #9
    0
  5. #8 polly polla (@palin1604) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 กันยายน 2559 / 19:49
    น่ารักอ่าาา
    #8
    0
  6. วันที่ 19 กันยายน 2559 / 15:39
    กี้สสสสส ยัยหนูกับพี่มัคคค ดี๊ดีตอนแกนึกว่าตะดราม่าซะแหลว น่ารัดดดดดด
    #7
    0
  7. วันที่ 18 กันยายน 2559 / 13:14
    ฮ่อลลลลลลลลล ทำไมถึงแต่งได้ดีขนาดนี้ อยากจิกรี๊ดดังๆ อ่านไปถึงกลางเรื่อง ยังพูดกับตัวเองในใจว่า ทำไมแต่งดีจังอ่ะ บรรยายได้ละมุนมาก อ่านแล้วนึกภาพตามได้ เศร้าได้ ยิ้มได้ เขินได้ ตามเนื้อเรื่องตลอด ชอบบบบบ

    พี่มาร์คนี่ก้นะ ทิ้งเวลามาเป็นปี มันใช่เรื่งมั้ยเนี่ย ทนได้ไง ไม่ได้เจอน้อง ไม่ได้กอดน้อง ไม่ได้จูบน้องเนี่ย

    ตัวเล็กก้ชอบคิดไปเอง คิดว่าพี่จะทิ้งซะอย่างนั้น วิ่งหนีพี่เค้าซะเป็นหนังอินเดียโบราณเลย

    แต่สุดท้ายก้จบแบบ happy ending โอ๊ยยยยยย มันดีกับใจเหลือเกิน

    ตัวเล็กเรียกแทนตัวเองว่า หนู อ่ะ อรั๊ยยยยย น่ารัก !!!!!! มีความน่าเอ็นดู

    พี่มาร์คนี่ก้ช่างอดทน ทั้งโดนเมิน โดนทำตัวแย่ๆ ใส่ แต่ก้ยังไม่ยอมเล่าความจริงอีก จะรอน้องให้เจอพยานให้ได้ มีความอดทนสูงจริงๆ

    แต่พอดีกันปุ๊บ ก้มาทะลึ่งใส่น้องเลยนะ ตัวเล็กก้น่ารัก ยอมให้เพราะเป็นวันเกิดอ่ะเนอะ

    โอ๊ยยยยย หลงตัวเองหนักมากกกกกด
    #6
    1
    • 18 กันยายน 2559 / 13:51
      ลอยแล้วๆๆๆๆๆๆ ขอบคุณที่ชอบนะก๊ะ
      #6-1
  8. #5 wvy.95 (@marry95) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 กันยายน 2559 / 04:48
    ดีต่อหัวใจชิปเปอร์มากคะฟิคเรื่องนี้ ; //// ; ชอบความอบอุ่น ความใจเย็นของมาร์ค แบบถึงน้องจะเอาแต่ใจหรืองี่เง่าใส่ แต่มาร์คก็ยังมองว่ามันน่ารัก มาร์คคงรักจวิ้นมากเลยพยายามง้อมาตั้ง 1 ปี ทั้งๆที่ถ้าบอกความจริงตั้งแต่แรกไปก็จบ นับถือใจมาร์คลีมากค้า
    #5
    1
    • #5-1 Mylandmark (@Mylandmark) (จากตอนที่ 1)
      18 กันยายน 2559 / 05:14
      ฮืออออ นับถือรีดเดอร์ มาอ่านตอนตีสี่กว่าๆ ขอบคุณมากค่าา
      #5-1
  9. #4 LibertyFINAL (@heresylife) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 กันยายน 2559 / 22:56
    ความรู้สึกแรก คือตกใจ มีความผู้เยาว์พรากผู้เยาว์ #ขุ่นแม่ใจบ่ดี

    เป็นฟิคแบบ AU สิ่นะคะ
    โอเค ตัดคำว่า เยาวชนไป แต่พอ
    เห็นน้องเหรินพูด "หนูๆ" ในหัวนี่มาเลย พิมัคยังกะอาเสี่ยเลี้ยงต้อยเลย
    รมณ์แบบ "ป๋า ๆ ขาา หนูอยากได้นั่นนี่ๆๆ" จั้กจี้หัวใจ 555

    ถ้าเล่าช่วงเวลา 1 ปี ที่เข้าใจผิดกันนั้น จะดราม่ามากเลยคะ หน่วงแบบะ ปวดตับแน่ ๆ #ชอบความปวดใจ ;)
    ขนาดแค่ช่วงตอนเที่ยวกัน แล้วน้องเหรินทำไม่ดีใส่พี่มาร์ค เรานี่แบบ สงสารจับใจเลย ตะไมน้องเหรินเย็นชาแบบนี้

    บรรยายโอเคแล้วนะคะ รอติดตามผลงานเรื่องต่อไปน้าา~~




    #4
    1
    • #4-1 Mylandmark (@Mylandmark) (จากตอนที่ 1)
      18 กันยายน 2559 / 02:08
      AU ค่าาา เพิ่งไปเปิดกูเกิ้ลหาความหมายมาเลยนะเนี่ย นี่แต่งไปแบบมึนๆ ไม่ค่อยรู้จักศัพท์หรือประเภทอะไรงี้เลยค่ะ ตอนนี้เลยได้รู้ละ อิอิ

      คือถ้าไม่ AU ก็ไม่กล้า ยิ่งเห็นเด็กๆยังต้องเข้านอนสี่ทุ่มไรต์ยังรู้สึกใจบาปที่เอาหน้าลูกๆมาแต่งฟิค 5555

      ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์นะคะ ชอบจัง จะเอาไปปรับปรุงในเรื่องต่อๆไป ติดตามเค้าด้วยน๊า~
      #4-1
  10. #3 Kartuun (@Kartuun) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 กันยายน 2559 / 01:43
    จบละมุนมากคะไรท์
    #3
    1
    • #3-1 Mylandmark (@Mylandmark) (จากตอนที่ 1)
      17 กันยายน 2559 / 03:44
      ขอบคุณค่าาาา
      #3-1
  11. วันที่ 16 กันยายน 2559 / 22:37
    แง้ น่ารักจัง กรี๊ดดดดพี่รักหนูนะเหริน น่ารักมากๆ

    หนูๆ พี่ๆ พี่มาร์คของหนู เอ็นดูมากเลย แง้ สรรพนามน่าเอ็นดูมากๆ 

    เราร้องไห้ด้วยอ่ะ อิน ตอนตัวเล็กบอกเลิกพี่มาร์ค แล้วงอแงขอบอกเลิกก่อนนะ เพราะกลัว

    ว่าพี่จะมาบอกเลิกหนูก่อน โถ่เอ้ยตัวเล็ก หนูบอกก่อนแล้วยังไง หนูก็ร้องไห้งอแงอยู่ดี

    ก็หนูรักพี่เขาใช่มั้ยคะคนเก่ง /เสียงสี่แล้วอะ เอ็นดูน้อง งื้อๆๆๆๆๆๆๆ

    ขอบคุณสำหรับฟิคน่ารักๆนะคะ แง้ หมาน้อยก็ได้ทีเอาใหญ่เลยนะ อิอิ สู้ๆ
    #2
    1
    • 17 กันยายน 2559 / 00:29
      งื้อออออ คอมเม้นน่ารักไปอีก ดีใจที่ชอบนะคะ ขอบคุณมากเลยค่ะ
      #2-1
  12. วันที่ 16 กันยายน 2559 / 17:14
    ฮื่อออออออออออออออ
    มันกร๊าวใจมาก นี่ขนาดเป็นเรื่องสั้นนะคะ แอบอยากให้แต่งเป็นเรื่องยาวเลย แล้วก็แต่งอีกหลายๆเรื่องเลยค่ะ
    ชอบคู่ MarkRen มากกกกก เห็นแล้วน่ารักดี มีความเอ็นดู แล้วยิ่งมาอ่านเรื่องนี้ ยิ่งชอบมากไปใหญ่ ><

    พี่มาร์คนี่น่าตีจริงๆเลย แทนที่จะอธิบายตั้งนานแล้ว เลยต้องมาทรมาณเพราะคิดถึงกันเป็นปี แต่ถึงผ่านมาปีนึง เชื่อว่าพี่มาร์คจับน้องคุ้มแน่นวล 55555
    #1
    1
    • 16 กันยายน 2559 / 17:21
      55555 เม้นแรกชื่นใจจุง เดี๋ยวหาโมเม้นเอาไว้เป็นแรงบันดาลใจก่อนนะคะ ถ้าอารมณ์มาจัดแน่นอนนนนนน
      #1-1
พิมพ์เลขที่เห็น