|
" นั่นไง มาแล้วๆ " เสียงของเพื่อนๆดังมาทันทีหลังจากที่องค์รัชทายาททั้งห้าเดินกลับเข้ามาในห้องโถงประจำหลักสูตร ทุกคนหันมามององค์ชายแห่งออซิสเป็นตาเดียวพลางสอดส่ายสายตาหาสิ่งที่เรียกว่าภูตประจำดาบ
" ออสติน ได้ข่าวว่านายมีภูตประจำดาบเหรอ มันอยู่ไหนล่ะ " ฮาวินถามขึ้นแล้วเดินเข้ามาหา คนถูกถามพยักหน้ารับน้อยๆแล้วเรียกดาบขึ้นมาไว้ในมือก่อนจะเรียกชื่อของภูตประจำดาบที่ลูนาริต้าตั้งชื่อให้เบาๆ พลันแสงสีส้มอมแดงก็ปรากฏขึ้นที่ปลายดาบ เจ้าจิ้งจอกไฟเหมือนถูกดันออกมาจากอากาศที่ว่างเปล่าแล้วลอยขึ้นมานั่งบนไหล่ของผู้ถือทินกรทอแสง ภาพตรงหน้าเรียกเสียงฮือฮาของเด็กทั้งหลักสูตรได้เป็นอย่างดี " สุดยอดไปเลย " เสียงคริสโตเฟอร์ดังขึ้นอย่างตื่นเต้นแล้ววิ่งเข้ามาดูภูตประจำดาบใกล้ๆ " ระวังหน่อย มันร้อนใช่ย่อยเลยละ " เปออสทักขึ้นทำให้คริสโตเฟอร์หยุดยืนห่างออกไปเล็กน้อย " ว่าแต่...มันออกมาได้ยังไงล่ะ ในเมื่อไม่มีใครเห็นมาตั้งนานแล้วนี่นา " ฮาวินถามอีก แต่ยังไม่ทันที่เปออสจะอ้าปากตอบก็มีเสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้น " ก็เพราะพลังในร่างกายของผู้ถือดาบอยู่ในระดับที่สูงมากยังไงละคะ พี่ฮาวิน " เสียงใสๆที่เอ่ยตอบนั้นเรียกให้หลายคนหันไปมองก่อนจะเห็นเด็กผู้หญิงผมสีแดงเพลิงไขว้มือกอดอกกำลังเดินเข้ามาพร้อมส่งยิ้มให้พี่ๆทั้งหลาย " เซลีน " เปออสพึมพำเรียกชื่อรุ่นน้องในความดูแลของตัวเองเบาๆ ดวงตาสีเทาฉายประกายคมวาบออกมา หากแต่ลูนาริต้าและแคชเชอร์หันมามองหน้ากันพร้อมยิ้มแปลกๆเพราะนึกขำที่องค์ชายผู้รอบรู้เจอคู่ปรับคนสำคัญเข้าให้แล้ว " นี่ก็แสดงว่าพลังของออสตินรุนแรงมากสินะ " ฮาวินพูดแล้วพยักหน้าหงึกๆอยู่คนเดียว ดวงตาที่มองเพื่อนร่วมหลักสูตรบ่งบอกว่าชื่นชม " ฉันว่าภูตประจำดาบที่ปรากฏขึ้นคราวนี้ต้องกลายเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของดินแดนมนุษย์แน่ๆเลย เพราะไม่มีใครเคยเห็นมันมาหลายร้อยปีแล้ว " คริสโตเฟอร์ออกความคิด ทำให้องค์รัชทายาททั้งห้าพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย " แต่ฉันว่า...มันเป็นดาบสองคมนะ " เปออสพูดแล้วมองจิ้งจอกไฟที่ตอนนี้ลอยมาหาลูนาริต้าแล้ว มือบางขององค์หญิงแห่งเฮเซลลูบหัวมันเบาๆอย่างรักใคร่เอ็นดู และคำพูดขององค์ชายผู้รอบรู้ทำให้ใครหลายคนมีท่าทางสงสัยแต่ยังไม่ทันที่เปออสจะเอ่ยตอบ เสียงใสของใครคนเดิมก็ดังขึ้นแทน " เจ้าของดาบจะถูกตามฆ่าเนื่องจากพลังในร่างกายที่สูงเกินไป อีกอย่าง ภูตประจำดาบเป็นสิ่งมีค่า ไม่ว่าใครก็อยากได้โดยเฉพาะพวกผู้มีอำนาจ แต่พลังไม่สูงพอที่จะมีภูตประจำดาบเป็นของตัวเอง " เสียงหวานของเซลีนผู้อยู่ในความดูแลขององค์ชายแห่งอควาเรียสเอ่ยตอบฉะฉาน ทำให้เปออสหรี่ตามองน้องตัวเองด้วยประกายแปลกประหลาด " เพราะหากเจ้าของดาบถูกฆ่าตาย ตัวภูตสามารถเปลี่ยนเจ้าของใหม่ได้ โดยความทรงจำของมันจะถูกลบไปเพื่อพร้อมรับใช้เจ้านายใหม่ " เซลีนว่า ดวงตาสีส้มเข้มฉายแววรอบรู้เหมือนรุ่นพี่ประจำตัวไม่มีผิด เล่นเอาคนถูกแย่งตำแหน่งมองรุ่นน้องของตัวเองอย่างไม่ชอบใจนัก ทำให้สหายทั้งสี่ได้แต่ยิ้มขำกับท่าทางขององค์ชายแห่งอควาเรียส " อย่างนี้ชีวิตของออสตินก็ไม่ปลอดภัยซะแล้วสิ " แคชเชอร์เอ่ยขึ้นพลางมองเพื่อนและตัวภูตด้วยความเป็นห่วง เช่นเดียวกับอีกหลายๆคนที่แสดงท่าทีกังวลออกมาโดยเฉพาะองค์หญิงแห่งเฮเซล " ไม่ต้องกลัวไปหรอก คนอย่างออสตินน่ะนะ จะปล่อยให้ใครมาตามฆ่า " ฮาวินพูดแล้วยิ้มกว้างให้ออสติน บ่งบอกว่าเขาชื่นชมในฝีมือขององค์ชายแห่งออซิสมากเพียงใด เจ้าของทินกรทอแสงเพียงแต่ยิ้มรับแล้วเขาก็เรียกฮีทให้กลับเข้ามาในดาบพร้อมกับที่ทินกรทอแสงหายวับไปจากมือใหญ่...เมื่อใดที่ออสตินเรียกดาบออกมา ฮีทจะสามารถตามออกมาด้วยได้ แต่เมื่อออสตินเก็บดาบ ฮีทจะหายไปด้วยเช่นกัน ดังนั้นการปรากฏกายของภูตขึ้นอยู่กับดาบแทบทั้งสิ้น หากไร้ดาบก็ไร้ภูต " แต่ไม่ประมาทไว้ก่อนจะดีกว่า " องค์ชายแห่งอควาเรียสเอ่ยพลางไหวไหล่น้อยๆก่อนจะหันไปมองออสตินที่กำลังมองมาที่เขาเช่นกัน แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ วงสนทนาก็ถูกดึงความสนใจไปอีกด้านด้วยเสียงทุ้มของใครอีกคนหนึ่งที่นั่งห่างออกไปไม่ไกล " แต่ผมว่าถึงไม่ประมาทก็มีสิทธิ์พลาดพลั้งได้นะครับ เพราะเราอยู่ในที่แจ้ง แต่คนที่ต้องการภูตอยู่ในที่ลับ " คำกล่าวนั้นทำให้ทุกคนหันไปมองทางต้นเสียง พร้อมกันนั้นนัยน์ตาสีเขียวขององค์หญิงแห่งเฮเซลก็เบิกขึ้นน้อยๆเมื่อเห็นคนที่ตกเป็นเป้าสายตา ซึ่งคนๆนั้นก็คือน้องในความดูแลของเธอเอง แรเซียสนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวประจำของกลุ่มเธอ เขาสวมแว่นใสอันไม่ใหญ่ไม่เล็กทำให้ดูแปลกตากว่าทุกครั้งที่เจอและยิ่งดูลึกลับมากขึ้นไปอีก ในมือถือหนังสือเล่มหนึ่งเอาไว้ และเมื่อแรเซียสเห็นสายตาที่จับจ้องมองมายังตัวเอง เขาก็เอื้อมมือขึ้นไปถอดแว่นสายตาออกแล้วลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินช้าๆเข้ามาหากลุ่มสนทนา " เราไม่มีทางรู้หรอกครับว่าผู้ไม่หวังดีคือใคร อาจจะใกล้ตัวหรือไกลตัวจนไม่สามารถคาดเดาได้ " ดวงตาสีฟ้าใสของคนพูดกวาดมองทุกคนก่อนจะมาหยุดอยู่ที่องค์หญิงแห่งเฮเซล ดวงตาคมคู่นั้นฉายประกายแปลกๆที่ทำให้ออสตินต้องขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจกับสายตาของเด็กรุ่นน้องที่บังอาจมองคนของเขาแบบนั้น " ฉันว่าเราเลิกคุยเรื่องนี้เถอะ " เสียงเรียบขององค์ชายแห่งออซิสกล่าวขึ้น ดวงตาสีฟ้าสบกับดวงตาสีเดียวกันของรุ่นน้องอย่างต้องการสื่อความหมายบางอย่าง แรเซียสเพียงแต่ยิ้มมุมปาก " เพราะมีเรื่องอื่นต้องให้คิดและจับตาดูอีกมากมาย " ออสตินพูดแล้วจ้องนิ่งเข้าไปในดวงตาของแรเซียส ลูนาริต้ามองทั้งคู่ที่ยืนสบตากันอยู่ พลันคิ้วเรียวก็ขมวดขึ้นน้อยๆแต่แล้วก็บังคับตัวเองให้เลิกสนใจเพราะคิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ ส่วนแคชเชอร์ เปออสและอันญ่าได้แต่มององค์ชายแห่งออซิสและเด็กชั้นปีที่หนึ่งอย่างสงสัย เพราะสายตาที่ประสานกันอยู่นั้นเหมือนตอบโต้อะไรบางอย่างที่คนอื่นไม่สามารถอ่านได้แม้กระทั่งองค์ชายผู้รอบรู้ก็ตาม " มีเรื่องอะไรให้ต้องจับตาดูหรือครับ พี่ออสติน " แรเซียสถามแล้วเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ ดวงตาฉาบด้วยประกายบางอย่างเพียงเสี้ยววินาทีแล้วเลือนหายไป คนถูกถามเพียงแต่จ้องกลับไปมิได้เอ่ยตอบสิ่งใด แล้วร่างสูงของผู้ถือทินกรทอแสงก็ปลีกตัวเดินไปทางโต๊ะตัวประจำพร้อมสหายทั้งสี่ ทิ้งให้เด็กหนุ่มชั้นปีที่หนึ่งมองตามไป มุมปากกระตุกยิ้มเพียงวูบเดียวแล้วเดินไปรวมกับเด็กชั้นปีเดียวกัน " เซลีน...เรื่องภูตนั่นเธอไปอ่านมาจากไหน " แรเซียสถามเพื่อนตัวเองที่กำลังนั่งจิบน้ำผลไม้รอเวลาอาหารเย็น ที่โต๊ะนั้นมีเด็กในความดูแลขององค์ชายแห่งออซิสนั่งอยู่ด้วย หากแต่องค์หญิงแห่งซาลาโมเน่ได้แต่นั่งนิ่งๆ ใช้เพียงดวงตามองการสนทนาของเพื่อนเท่านั้น " ในหนังสือเขียนไว้ตั้งหลายเล่ม ลองไปหาอ่านในห้องสมุดดูสิ " คนถูกถามตอบกลับมาแล้วไหวไหล่น้อยๆ แรเซียสเพียงแต่พยักหน้ารับแล้วนั่งลงข้างๆซีโรต้า " ซีโรต้า หิวรึยัง " เด็กหนุ่มผู้มีตาสีฟ้าใสถามเพื่อนข้างกาย เธอเพียงแต่ส่ายศีรษะ แต่แล้วคิ้วเรียวก็ขมวดขึ้นน้อยๆ " เซลีน เรื่องภูตของพี่ออสตินนั่น เป็นความจริงเหรอ " เด็กสาวเอ่ยถามทั้งๆที่เป็นคนไม่ค่อยพูดสักเท่าไหร่ ดวงตาสีแดงอ่อนมองเพื่อนข้างตัวอย่างสงสัย เพราะเธอเคยได้ยินเรื่องภูตประจำดาบว่า ใครก็ตามที่มีสิ่งนี้คนๆนั้นจะต้องมีพลังในร่างกายที่สูงมาก แล้วผู้ชายคนนั้นก็ดันเป็นรุ่นพี่ประจำตัวของเธอทำให้ดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว " จริงสิ ซีโรต้า ถ้าไม่เชื่อไปถามพี่เปออสดูได้เลย " องค์หญิงแห่งครีเวนเอ่ยตอบแล้วพยักเพยิดไปทางรุ่นพี่ของตัวเองที่นั่งอยู่อีกโต๊ะหนึ่ง " พี่เปออสก็ต้องตอบเหมือนเธออยู่แล้ว เพราะตอนเธอตอบพี่ฮาวิน พี่เขาไม่แย้งสักนิด แสดงว่าที่้เธอตอบเป็นความจริง " แรเซียสพูดแล้วยิ้มให้เพื่อนทั้งสอง ซีโรต้าพยักหน้าช้าๆ ส่วนเซลีนยิ้มตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มที่หมายความว่าสิ่งที่เพื่อนพูดถูกต้องที่สุด " ว่าแต่ นายใส่แว่นด้วยเหรอ " เซลีนถามแล้วมองของในมือแรเซียสอย่างสงสัย " สายตาฉันไม่เหมือนชาวบ้านเลยต้องใส่เวลาอ่านหนังสือน่ะ แต่เวลามองไกลๆไม่มีปัญหาหรอก " " แต่ตอนกลางคืนเวลาที่นายอ่านหนังสือฉันไม่เห็นนายใส่เลย " ซีโรต้าพูดพร้อมเอียงคอน้อยๆ เพราะช่วงสองสามทุ่มที่เธอเห็นเขานั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องโถงประจำหลักสูตรนั้นเพื่อนตรงหน้าไม่ได้สวมแว่นตาอย่างที่เห็นในวันนี้ แรเซียสเพียงแต่ยิ้มไม่ได้ตอบอะไรออกมา แล้วจู่ๆเขาก็ชวนเพื่อนทั้งสองคุยเรื่องอื่นแทน ห่างออกไปสองช่วงโต๊ะอาหาร องค์รัชทายาทชั้นปีที่สามกำลังนั่งมองน้องในความดูแลของตัวเองด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน " น้องเธอนี่มันแปลกๆนะลูนาริต้า " เปออสเกริ่นขึ้น ดวงตาคมจ้องมองเด็กที่ชื่อแรเซียสแล้วตวัดสายตามามององค์หญิงแห่งเฮเซลเหมือนขอความคิดเห็น " ฉันว่าไม่ใช่แปลกอย่างเดียวหรอก ดูเหมือนแรเซียสรู้มากกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ใช่รู้แบบเซลีน น้องของนาย " ที่ลูนาริต้าพูดแบบนี้เป็นเพราะดวงตาของแรเซียสดูเป็นคนลึกลับเหมือนกับว่าเขารู้อะไรหลายๆอย่าง เธอรู้สึกได้ตั้งแต่ตอนที่แรเซียสเรียกชื่อเธอตรงหน้าประตูของโรงเรียนในวันเปิดภาคการศึกษาแล้ว รวมทั้งตอนที่เธอเห็นแรเซียสอุ้มแมวที่ชื่อเนฟ ซึ่งไม่ได้ชื่อเมลต์อย่างที่พวกเธอเคยเรียก แววตาและท่าทางของเขาช่างคุ้นตาเหลือเกินรวมทั้งดูเหมือนดวงตาคู่นั้นซ่อนอะไรเอาไว้ลึกๆ ผิดกับเซลีนที่ดูเหมือนคนรู้มากตามประสาคนชอบอ่านหนังสือ แววตาของทั้งคู่จึงแตกต่างกัน " พูดถึงเซลีน...เปออสเอ๋ย นายเจอคู่แข่งเข้าแล้วล่ะ " องค์หญิงแห่งเฮเซลว่าแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ ทำให้องค์ชายผู้เจอคู่แข่งได้แต่ชักสีหน้าปั้นยาก ทำเอาแคชเชอร์หัวเราะน้อยๆอย่างถูกใจเพราะน้อยครั้งนักที่เพื่อนผู้รอบรู้ของเขาจะมีสีหน้าแบบนี้ " อะไรจะเหมือนรุ่นพี่ประจำตัวขนาดนี้ " องค์ชายแห่งเอธเธิร์นกล่าวกลั้วเสียงหัวเราะ เปออสจึงถอนใจน้อยๆเหมือนกับปลงได้แล้ว " สงสัย...ถึงเวลาที่ฉันต้องวางมือจากวงการแล้วละมั้ง " คำพูดกับสีหน้าที่ดูเหมือนยอมแพ้ของเปออสนั้น ชวนให้ลูนาริต้ากับแคชเชอร์หัวเราะประสานเสียงกันออกมา ทำเอาคนทั้งห้องโถงกษัตริย์หันมามองทั้งคู่เป็นตาเดียว เจ้าคนต้นเสียงทั้งสองจึงรีบเงียบลงพลันแล้วหัวเราะคึกๆอยู่ในลำคอแทน อันญ่ามองทั้งคู่แล้วยิ้มกว้างออกมาดูสดใสกว่าที่เคย ทำให้ดวงตาสีเทาเผลอมองค้างไปชั่วขณะหนึ่งซึ่งชั่วขณะนั้นนัยน์ตาสีน้ำเงินก็เบือนมาสบกับเขาพอดี ทำเอาเปออสรีบเสมองไปทางอื่นแทบไม่ทัน แต่แล้วเขาก็ฉุกคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้...สิ่งที่อันญ่าจะบอกเขาเมื่อช่วงบ่ายคืออะไร แต่ยังไม่ทันได้ฟัง ฮาวินก็วิ่งเข้ามาบอกเสียก่อนว่าออสตินทะเลาะกับเซอคัสอยู่ที่สนามประลองดาบ ไวเท่าความคิด องค์ชายแห่งอควาเรียสจึงหันกลับไปอีกครั้ง ดวงตาคู่คมจ้องมองใบหน้าหวานนิ่ง ริมฝีปากเอ่ยชื่อเธอออกไปเบาๆ " อันญ่า " สิ้นเสียงเรียก เจ้าของเสียงหัวเราะทั้งสองก็เงียบลงพลันแล้วหันขวับมามองเพื่อนผู้รอบรู้ ส่วนคนที่ถูกเอ่ยชื่อสะดุ้งน้อยๆก่อนจะค่อยๆหันไปสบตากับเขา ไม่รู้ว่าอันญ่าตาฝาดรึเปล่าที่เห็นดวงตาสีเทากำลังมองมาด้วยประกายตาอันอ่อนโยนจนพวงแก้มใสปรากฏสีเรื่อจางๆอย่างควบคุมไม่ได้ " ตอนนั้น...เธออยากบอกอะไรฉัน " เขาถามสั้นๆ ดวงตาที่ทอดมองมาเหมือนวิงวอนขอให้เธอตอบ ทำให้คนถูกถามก้มหน้าลงต่ำรู้ดีว่าสิ่งที่เขาถามคืออะไร แต่ ณ ตอนนี้เธอไม่พร้อมที่จะบอกเขาเหมือนตอนนั้นด้วยบรรยากาศและคนมากมายรอบกาย หากพูดออกไปเพื่อนๆจะมองว่าเธอเป็นคนอย่างไร บอกรักคนที่มีเจ้าของแล้วน่ะหรือ มันไม่สมควรเลยสักนิด ที่จริงเธอไม่ควรจะบอกเขาเลยด้วยซ้ำ...และเมื่อคิดทบทวนดีแล้ว อันญ่าก็ส่ายศีรษะช้าๆ " ฉันจำไม่ได้แล้วล่ะ " เสียงหวานเอ่ยตอบแผ่วเบา หัวใจดวงน้อยบีบรัดกันเพราะความอึดอัดและเจ็บปวด มือบางกำเข้าหากันน้อยๆเพื่อข่มความรู้สึกของตัวเอง ส่วนเพื่อนๆที่กลั้นหายใจรอลุ้นกับภาพตรงหน้าถึงกับพ่นลมหายใจออกมาดังพรืด ทำให้เปออสหันขวับไปมองอย่างจับพิรุธ ลูนาริต้ากับแคชเชอร์จึงทำไม่รู้ไม่ชี้เสียอย่างนั้น ส่วนออสตินยังรักษาสีหน้าสงบนิ่งไว้เหมือนเดิม คำปฏิเสธและอากัปกิริยาขององค์หญิงแห่งโพดินเซอร์ทำให้ดวงตาสีเทาปรากฏรอยปวดร้าวก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย...หากแต่ที่หัวใจกลับไม่สามารถกลบรอยร้าวที่เกิดขึ้นได้ " ไม่เป็นไร เอาไว้นึกออกค่อยบอกก็แล้วกัน " เขาพูดเสียงเรียบแล้วเบือนหน้าไปทางอื่นเพื่อเก็บซ่อนสิ่งที่ฉายออกมาจากนัยน์ตา ขณะเดียวกันนั้นแม่บ้านก็ทยอยออกมาเสิร์ฟอาหารมื้อเย็นตามโต๊ะต่างๆทำให้คนชอบกินที่สุดกระตือรือร้นขึ้นมาทันทีเพราะเจ้าตัวใช้พลังงานไปมากมาย แต่เรื่องภูตประจำดาบของออสตินมาดึงความสนใจของเธอทำให้ลืมหิวไปชั่วขณะ " อาหารมาแล้ว " เสียงใสว่า แล้วมือบางก็กางผ้ากันเปื้อนลงบนตักอย่างเร่งด่วน ก่อนจะหยิบช้อนส้อมขึ้นมาเตรียมพร้อมกับการปฏิบัติภารกิจชิ้นสำคัญ ทำให้เพื่อนร่วมโต๊ะพากันส่ายหัวกับท่าทางนั้นด้วยความขบขันระคนเอ็นดู เมื่ออาหารวางลงตรงหน้า องค์หญิงแห่งเฮเซลก็ไม่รอช้าสนองความต้องการของท้องไส้ที่ลั่นโครกครากราวกับกำลังประท้วง ลูนาริต้าเอร็ดอร่อยกับอาหารมื้อนี้เหลือเกิน อีกทั้งยังกินเกินจานที่สองทำเอาอันญ่ามองแล้วเบ้หน้าน้อยๆ เพราะเธอกินแค่จานเดียวก็กลัวน้ำหนักขึ้นจะแย่อยู่แล้ว แต่รูมเมทเธอเล่นจัดการเสียตั้งสามจานแถมยังปิดท้ายด้วยเค้กช็อกโกแลตเหมือนอย่างเคย สุดท้ายเจ้าคนชอบกินก็นั่งลูบพุงตัวเองก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงที่ดูมีความสุขเหลือเกิน " อิ่มอร่อยอะไรเช่นนี้ " ท่าทางนั้นของลูนาริต้าทำให้ออสตินต้องซ่อนรอยยิ้มอย่างเอ็นดูเหลือเกิน ขณะที่แคชเชอร์เอื้อมมือมายีหัวเธอเบาๆอย่างมันเขี้ยว ส่วนเปออสเพียงแต่ส่ายหัวน้อยๆมองเจ้าตัวยุ่งอย่างนึกขำ " ลูนาริต้า " เสียงใสดังมาจากด้านหลังทำให้เจ้าของชื่อหันไปมองก่อนจะเห็นองค์หญิงแห่งโทบิทยืนอยู่ บนเรือนผมสีม่วงมีผ้าพันแผลติดไว้แต่เห็นไม่ค่อยชัดสักเท่าไหร่ พร้อมกันนั้นดวงตาสีน้ำตาลขององค์ชายแห่งเอธเธิร์นก็ฉายประกายบางอย่างออกมาทำให้เปออสที่เผอิญหันมาเห็นเข้าพอดีต้องขมวดคิ้วน้อยๆอย่างสงสัย และเมื่อองค์หญิงแห่งโทบิทกำลังจะเอ่ยถามดวงตาสีม่วงก็เหลือบไปมององค์ชายแห่งออซิสเข้าจึงนึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ " ได้ข่าวว่าออสตินมีภูตประจำดาบเหรอ...เห็นรองเซ่เล่าให้ฟัง " เอวีร่าพูดพร้อมเอียงคอน้อยๆ คนมีภูตประจำดาบจึงพยักหน้ารับ " ไม่มีใครเห็นภูตประจำดาบมาตั้งนานแล้วนี่นา มหัศจรรย์จังเลย " เธอว่าก่อนจะเบิกนัยน์ตาขึ้นเล็กน้อยแล้วพูดต่อ " อ้อ...จริงๆจะมาถามว่า ตกลงอันญ่าว่ายังไง เรื่องเล่นละครน่ะ " องค์หญิงแห่งโทบิทเอ่ยถามพลางเลื่อนสายตาไปมองอันญ่าด้วยรอยยิ้ม รอลุ้นว่าผลสรุปของนางเอกละครเวทีจะลงเอยที่ใครกันแน่ ลูนาริต้าฟังแล้วเพิ่งนึกออกว่าเพื่อนๆกำลังรอผลจากเธออยู่ว่าอันญ่าจะตอบตกลงเล่นละครให้หรือไม่ แต่ยังไม่ทันได้กลับไปรายงานก็เกิดเรื่องทะเลาะกันระหว่างออสตินและเซอคัสเสียก่อน เอวีร่าเองก็เกือบโดนลูกหลงแต่แคชเชอร์ช่วยไว้ได้ทัน เรื่องเลยอีนุงตุงนังรวมทั้งมีภูตประจำดาบเกิดขึ้นเธอเลยลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปชั่วขณะ...แต่ลูนาริต้ายังไม่ทันได้อ้าปากตอบคำถามนั้น ร่างบางข้างกายของเธอก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน " ฉันจะเล่นให้ " สิ้นเสียงหวานขององค์หญิงแห่งโพดินเซอร์ ดวงตาสีแอมิทิสต์ก็เบิกโตเท่าไข่ห่าน " จริงเหรอ อันญ่า " เอวีร่าร้องเสียงหลงไม่อยากเชื่อหูสักเท่าไหร่ และนั่นทำให้แอนนิต้าที่คอยเงี่ยหูฟังอยู่ลุกมาจากโต๊ะแล้วตรงดิ่งเข้ามาหาเช่นกัน " อันญ่าจะเล่นละครให้ใช่ไหม " องค์หญิงแห่งกราดิเวียร์เอ่ยถาม ท่าทางตื่นเต้นและดีใจอย่างเห็นได้ชัดจนอันญ่าต้องก้มหน้าลงเล็กน้อยรู้สึกประหม่าที่ดูเหมือนเพื่อนจะให้ความสำคัญกับตัวเองเหลือเกิน " เห็นไหม มีแต่คนอยากให้เธอเล่นเป็นนางเอกทั้งนั้นแหละ " ลูนาริต้ากระซิบกับรูมเมท แล้วตบบนหลังมือของเพื่อนเบาๆอย่างให้กำลังใจ แต่ขณะเดียวกันนั้น ดวงตาสีอำพันขององค์หญิงแห่งฟอร์คฟอรีก็ตวัดฉับมามองเพื่อนในวัยเยาว์เมื่อได้ยินคำพูดของแอนนิต้า เธอจ้องอันญ่าเขม็งก่อนจะลุกจากโต๊ะแล้วเดินขึ้นห้องพักเพื่อไปเอาของบางอย่าง " เยี่ยมไปเลย คราวนี้ละครของชั้นปีเราจะต้องเพอร์เฟคสุดๆ " แอนนิต้าพูดแล้วมองหน้าอันญ่าสลับกับเปออส นักแสดงนำทั้งสองเพียงแต่ยิ้มรับ " งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้เรามาเริ่มซ้อมบทกันนะ " เอวีร่าเอ่ยเสียงสดใส ท่าทางกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาสีม่วงมีประกายระยิบระยับทำให้คนมองคนหนึ่งเผลออมยิ้มกับแววตาของเธอโดยไม่รู้ตัว เปออสเห็นดังนั้นจึงเอาศอกกระทุ้งไปที่แขนเพื่อนเล็กน้อยเหมือนจะเรียกสติทางอ้อม " อย่างนี้นายก็อดเป็นพระเอกแล้วสิ " องค์ชายแห่งอควาเรียสหยอกเพื่อนเบาๆ แคชเชอร์จึงหัวเราะเล็กน้อยแล้วหันกลับไปหาเอวีร่าอีกครั้ง " เอวีร่า แผลเธอเป็นยังไงบ้าง " เสียงที่เอ่ยถามอ่อนโยนเสียจนคนถามเองยังไม่รู้ตัวเลยว่าเขาพูดออกไปด้วยน้ำเสียงแบบนี้ ชวนให้องค์ชายอีกสองคนหันมามองหน้ากันอย่างนึกประหลาดใจ แต่อันญ่า ลูนาริต้าและแอนนิต้ากลับหันไปมององค์หญิงแห่งโทบิทอย่างสงสัยระคนห่วงใย " เอ๋...เอวีร่าเป็นอะไรเหรอ " องค์หญิงแห่งเฮเซลถาม ดวงตาสีเขียวจ้องมองเพื่อนที่ยืนยิ้มอยู่อย่างรอคอยคำตอบ " ฉันหัวแตกน่ะ...ก็ตอนที่แคชเชอร์ช่วยฉันไว้นั่นแหละ หัวคงไปกระแทกก้อนหิน แต่ตอนนี้ไม่ค่อยเจ็บแล้วละ ขอบคุณที่เป็นห่วงนะ " องค์หญิงแห่งโทบิทเอ่ยพร้อมยิ้มกว้างให้ทุกคน สุดท้ายรอยยิ้มนั้นมาหยุดอยู่ที่แคชเชอร์ องค์ชายผู้อ่อนโยนจึงแย้มรอยยิ้มตอบกลับไป แล้วเอวีร่ากับแอนนิต้าก็เอ่ยขอตัวกับองค์รัชทายาททั้งห้าพร้อมนัดหมายให้พรุ่งนี้มาซ้อมบทละครหลังเลิกเรียน แต่หลังจากนั้นแค่อึดใจเดียวบรรยากาศที่โต๊ะอาหารก็เปลี่ยนเป็นอึมครึมชวนให้อึดอัดเมื่อร่างบางขององค์หญิงแห่งฟอร์คฟอรีเดินเข้ามาที่โต๊ะ " เปออส " ผู้มาใหม่เอ่ยเรียก ดึงความสนใจของคนบนโต๊ะอาหารให้หันไปมองทางเธอ " ท่านพ่อฉันฝากมาให้นาย " เสียงหวานเอ่ยบอก มือบางยื่นถุงผ้าใบยาวขนาดย่อมมาให้องค์ชายแห่งอควาเรียส เพื่อนๆทั้งสามจึงหันไปมองของสิ่งนั้น ยกเว้นนัยน์ตาสีน้ำเงินที่เบือนหนีไปทางอื่นอย่างไม่ต้องการเห็นอะไรทั้งสิ้นอีกทั้งตอนนี้มันกำลังพร่ามัวด้วยม่านน้ำตา " มันคืออะไร " เสียงทุ้มถามกลับไปพลางมองถุงผ้านั้นด้วยความสงสัย เพราะเขาไม่คิดว่าการพบกับกษัตริย์แห่งฟอร์คฟอรีเพียงแค่ครั้งเดียว จะทำให้เป็นที่ถูกชะตาจนมีของกำนัลฝากผ่านลูกสาวมาเสียขนาดนี้ " ก็ลองเปิดดูสิ ท่านพ่อเลือกมาให้นายโดยเฉพาะเลยละ " เสียงใสที่เอ่ยบอกเหมือนตอกย้ำถึงความสนิทสนมระหว่างกันทำให้คนฟังคนหนึ่งถึงกับปวดร้าวในอกและยิ่งย้ำกับตัวเองว่าเธอเป็นได้แค่เพื่อน อีกทั้งให้ล้มเลิกความตั้งใจที่จะบอกความรู้สึกที่มีต่อเขา และสุดท้ายบังคับให้ตัวเองตัดใจจากเขาเสียที และเมื่อถุงผ้าถูกเปิดออก นัยน์ตาหลายคู่ก็ต้องเบิกโตกับกริชคมวาวดูล้ำค่า ด้ามกริชฝังด้วยเพชรพลอยอัญมณีมากมายส่องประกายแวววาว ใบมีดคดแบบลูกคลื่นถูกตีอย่างปราณีตและงดงามสะท้อนแสงไฟในห้องโถงกษัตริย์ ทำให้เปออสหันไปหารองเซ่ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร ร่างบางตรงหน้าก็ขัดขึ้นเสียก่อน " อ้อ ฉันมีเรื่องจะคุยกับนายด้วย แต่...เป็นการส่วนตัวนะ " รองเซ่พูดแล้วชำเลืองมองอันญ่าเล็กน้อย องค์หญิงแห่งโพดินเซอร์เอาแต่ก้มหน้าไม่มีทีท่าว่าจะหันมามองสักนิด แต่เธอเชื่อว่าโสตประสาทของอันญ่าจะต้องได้ยินสิ่งที่เธอพูดชัดเจนทุกคำ และคำพูดของรองเซ่ก็ทำให้เปออสหันไปมองอันญ่าเพียงครู่เดียวก่อนจะลุกตามองค์หญิงแห่งฟอร์คฟอรีไปแต่โดยดีเพราะเขาเองก็มีเรื่องต้องคุยกับองค์หญิงผู้นี้เช่นกัน ทั้งคู่เดินไปคุยตรงริมห้องโถงกษัตริย์ห่างจากโต๊ะไปไม่ไกลทิ้งให้เพื่อนอีกสามคนนั่งมองอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ " ลูนาริต้า " เสียงเรียกเบาๆจากรูมเมททำให้เจ้าของชื่อหันมา ดวงตาสีเขียวหมองลงทันที เพราะเพื่อนข้างกายเอาแต่ก้มหน้า มือบางสั่นไหวจนเห็นได้ชัด " ฉันอยากขึ้นห้องแล้ว " เสียงอันญ่าสั่นเครือจนปิดไม่มิด ทำให้ออสตินหันมามอง แต่แคชเชอร์ยังคงจับจ้องมองอยู่ที่เพื่อนผู้รอบรู้และคอยดูว่าองค์หญิงแห่งฟอร์คฟอรีจะทำอะไรอีก " ไปสิ " ลูนาริต้าตอบรับแล้วเงยหน้ามองเพื่อนอีกสองคนก่อนจะเห็นว่าออสตินมองอันญ่าอยู่ ดวงตาสีฟ้าเบือนมาสบกับดวงตาสีเขียวเหมือนต้องการจะถามอะไรสักอย่าง แต่ลูนาริต้าไม่เปิดโอกาสให้แม้แต่น้อย " แคชเชอร์ ออสติน...ฉันกับอันญ่าขึ้นห้องก่อนนะ " สิ้นคำบอกกล่าว ร่างบางขององค์หญิงทั้งสองก็ลุกจากโต๊ะไปทันทีทิ้งให้คนที่เหลือหันมามองหน้ากันเอง และน่าเสียดายที่องค์หญิงแห่งโพดินเซอร์ขึ้นห้องไปเสียก่อนจึงไม่ทันได้เห็นว่า องค์ชายแห่งอควาเรียสปฏิเสธของกำนัลจากกษัตริย์แห่งฟอร์คฟอรี " ขอโทษทีนะ รองเซ่ แต่ฉันคงรับไว้ไม่ได้จริงๆ แล้วก็ฝากขอโทษท่านพ่อเธอด้วย " เปออสปฏิเสธด้วยความนุ่มนวลเพื่อไม่ให้เป็นการทำร้ายน้ำใจของผู้ให้และผู้รับฝากมาให้ " ท่านพ่อบอกว่ากริชอันนี้น่าจะเหมาะกับนายเลยฝากมาให้...ฉันคิดไว้แล้วว่านายคงไม่รับ และก็เป็นอย่างที่คาดไว้จริงๆด้วย " รองเซ่เอ่ยด้วยรอยยิ้มดูไม่มีพิษสงใดๆทั้งสิ้นทำให้เธอดูเป็นเพียงองค์หญิงผู้น่ารักอ่อนหวานคนหนึ่ง " ขอโทษจริงๆนะ " เขาบอกอีกครั้งแล้วยื่นของในถุงผ้ากลับไป องค์หญิงแห่งฟอร์คฟอรีรับไว้แต่โดยดี " ไม่เป็นไรหรอก ฉันเข้าใจ ก็อย่างว่าแหละนะ เราไม่ได้เป็นอะไรกันจริงๆอย่างที่ท่านพ่อเข้าใจนี่นา " เธอว่าแล้วไหวไหล่น้อยๆ ดูไม่ใส่ใจกับท่าทางของเปออสสักเท่าไหร่ เพราะสิ่งที่เธอสนใจจริงๆคือผู้หญิงอีกคนหนึ่งมากกว่า...ป่านนี้คงนอนร้องไห้อยู่ข้างบนแล้วกระมัง " ฉันจะเก็บมันไว้เองก็แล้วกัน รอถึงวันที่สมควรแล้วฉันค่อยเอาไปคืนท่านพร้อมกับเหตุผล " รองเซ่กล่าวต่อแล้วยิ้มให้เปออสเล็กน้อยก่อนจะขอตัวขึ้นห้องพัก ทิ้งให้องค์ชายแห่งอควาเรียสมองตามไปพลางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกแต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วมุ่นเมื่อโต๊ะอาหารในตอนนี้เหลือเพียงออสตินและแคชเชอร์ที่กำลังมองมาทางเขาด้วยแววตาไม่พอใจ หากแต่องค์หญิงอีกคนที่เขาหวังว่าหันไปแล้วจะได้พบกลับไม่เหลือแม้เพียงเงา ดวงตาสีเทาปรากฏรอยหม่นเศร้าในทันที " อ้าว ! สรุปไม่รับหรอกเหรอ " แคชเชอร์ถามเมื่อร่างสูงของเพื่อนเดินกลับมาที่โต๊ะ เปออสจึงพยักหน้าเนือยๆให้ " นายก็รู้ไม่ใช่เหรอ ถ้ารับแล้วหมายความว่าอะไร " องค์ชายแห่งอควาเรียสถามกลับไป คนฟังจึงโคลงหัวเล็กน้อยรู้ดีว่าการรับของกำนัลมาจากใครนั่นก็หมายถึงรับไมตรีจิตจากทางนั้น และเสมือนบอกเป็นนัยด้วยว่ามีความสัมพันธ์กับคนรับฝากมาให้ในขั้นที่ไม่ธรรมดา เพราะตามธรรมเนียมแล้วกษัตริย์ไม่นิยมฝากของผ่านลูกสาวหากคนๆนั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์อันใดกับธิดาของตน " แล้วคิงฟอร์คฟอรีคิดไงถึงฝากกริชมาให้นาย " องค์ชายผู้อ่อนโยนถามอีก " ก็คงถูกชะตาจากตอนที่เจอกันในงานกาลาดินเนอร์คราวนั้นแหละ ฉันดันไปวิจารณ์เรื่องการเมืองได้ถูกใจท่านเข้าน่ะสิ " เปออสตอบมาท่าทางเหมือนแบกโลกเอาไว้ทั้งใบ นัยน์ตาหม่นหมองจนคนมองรับรู้ได้ว่าเพื่อนกำลังกลุ้มใจไม่น้อย แต่การสนทนานั้นทำให้ออสตินทำหน้ายุ่งๆไม่เข้าใจเรื่องที่เพื่อนคุยกันสักเท่าไหร่ " งานกาลาดินเนอร์อะไร " คำถามเรียบๆจากองค์ชายแห่งออซิสทำให้ทั้งสองนึกขึ้นได้ว่า ตอนนั้นออสตินและลูนาริต้ายังอยู่ที่ดินแดนซาตาน แคชเชอร์จึงทำหน้าที่เล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบว่าไปงานนี้เพราะรองเซ่ต้องการคู่เต้นรำ เปออสจึงไปเป็นคู่ให้และเขาก็คู่กับเอวีร่า ส่วนอันญ่าไม่ได้ไปด้วย พอไปถึงงาน เปออสกลับต้องเล่นละครเป็นคนรักให้รองเซ่เพราะองค์หญิงแห่งฟอร์คฟอรีไม่อยากหมั้นกับองค์ชายของรัฐเมอร์นิชจึงกุเรื่องขึ้นมาว่ามีคนรักแล้ว เลยเป็นเหตุให้กษัตริย์แห่งฟอร์คฟอรีถูกชะตากับเปออสเข้าจากการพูดคุยครั้งนั้น ออสตินฟังแล้วชักเริ่มเอะใจรวมทั้งสงสัยในท่าทางของอันญ่า เพราะทุกครั้งที่เปออสคุยกับรองเซ่ องค์หญิงแห่งโพดินเซอร์จะมีท่าทางแบบเมื่อครู่ และถ้าหากเขาเดาไม่ผิดเรื่องนี้ต้องมีการเข้าใจอะไรผิดสักอย่าง " นี่ถ้าเป็นของจากกษัตริย์โพดินเซอร์ นายคงไม่ปฏิเสธใช่ไหมละ " แคชเชอร์เอ่ยหมายจะหยอกเพื่อน แต่กลับทำให้สีหน้าขององค์ชายผู้รอบรู้หม่นเศร้าดูทุกข์โศกมากขึ้นไปอีก " มันคงไม่มีทางเป็นไปได้หรอก " เปออสพูดเบาๆแล้วจมอยู่กับห้วงคิดของตัวเองเพียงคนเดียว องค์ชายแห่งเอธเธิร์นได้แต่ยิ้มจืดเจื่อนรู้สึกผิดที่ตอกย้ำความทุกข์ของเพื่อน ส่วนออสตินเพียงแต่ตบไหล่เขาเบาๆพลางนึกในใจว่าจะต้องรู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องนี้ให้ได้ -------------------------- เสียงวิหคนกน้อยลอยเข้ามาทางหน้าต่างที่แสงสีส้มอ่อนๆของพระอาทิตย์สาดส่องเข้ามาเช่นกันเสมือนเอ่ยคำทักทายในเช้าวันใหม่ หากแต่เช้าวันนี้องค์หญิงแห่งเฮเซลที่ขึ้นชื่อว่าขี้เซานักหนากลับต้องทำหน้าที่เป็นนาฬิกาปลุกให้องค์หญิงผู้เป็นรูมเมทที่เหนื่อยเพราะเอาแต่ร้องไห้ทั้งคืนจนหลับไป ส่วนเธอเองก็หลับไม่สนิทเอาเสียเลย เดี๋ยวหลับเดี๋ยวตื่นจึงลุกจากเตียงก่อนที่พระอาทิตย์จะโผล่พ้นขอบฟ้าเสียด้วยซ้ำ คาบเรียนในวันนี้มีเพียงวิชาการใช้พลังเวท ส่วนตอนบ่ายเป็นคาบว่างซึ่งเอวีร่าได้นัดเพื่อนๆให้มาซ้อมบทละครด้วยกัน " อันญ่า ตื่นไหวไหม " ลูนาริต้าเขย่าแขนเพื่อนเบาๆ เพียงครู่เดียวเปลือกตาของรูมเมทก็ขยับก่อนจะเผยอขึ้นเผยให้เห็นดวงตาสีน้ำเงินที่บวมช้ำ ร่างที่นอนอยู่บนเตียงพยักหน้าน้อยๆแล้วลุกขึ้นมานั่งเหม่อมองผ้าห่ม " อาบน้ำเถอะ จะได้ไปเรียนกัน " องค์หญิงแห่งเฮเซลพูดพร้อมลูบไหล่เพื่อนเบาๆ ดวงตาสีน้ำเงินคู่สวยยังคงปรากฏรอยเจ็บปวดให้เห็นอย่างเด่นชัด ชวนให้ลูนาริต้านึกอยากบอกเปออสให้รู้ไปเลยว่ารูมเมทของเธอรู้สึกอย่างไรกับเขา ถ้าทำได้เธอจะเอาดาบจ่อคอหอยแล้วบังคับให้เปออสมาชอบอันญ่าให้รู้แล้วรู้รอด...แต่มันก็เป็นแค่ความคิดไร้สาระของเธอ ในเมื่อความเป็นจริงเธอไม่สามารถช่วยรูมเมทของเธอได้เลย ทำได้เพียงแค่กอดปลอบ ให้กำลังใจและคอยอยู่เคียงข้างเท่านั้นเอง ร่างบางขององค์หญิงแห่งโพดินเซอร์ลุกขึ้นจากเตียงช้าๆก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป เพียงไม่นานก็เดินออกมาพร้อมผ้าเช็ดตัวห่อหุ้มกาย แม้ผิวพรรณภายนอกจะเนียนละเอียดผุดผ่องหากแต่ช่างขัดกับจิตใจและใบหน้าหวานเหลือเกิน โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นมันช่างหม่นหมองจนคนมองยังพลอยเศร้าไปด้วย เมื่อแต่งตัวเสร็จองค์หญิงทั้งสองก็ลงมาจากห้องพักก่อนจะเดินไปร่วมโต๊ะกับองค์ชายอีกสามคน หนึ่งในสามคนนั้นก็มีอาการไม่แตกต่างจากอันญ่าสักเท่าไหร่ องค์ชายผู้รอบรู้ที่ปกติจะต้องส่งเสียงทักทายพร้อมคำหยอกกลับนั่งกินข้าวไปเรื่อยๆดูเหมือนคนไร้จิตวิญญาณ ลูนาริต้าได้แต่มองเพื่อนผู้รอบรู้อย่างสงสัยก่อนจะจับรูมเมทให้นั่งลงข้างองค์ชายแห่งอควาเรียส อันญ่านั่งลงแต่โดยดีแล้วหยิบขนมปังจากจานใหญ่มาวางไว้ในจานของตัวเอง ดวงตาสีเทาชำเลืองมองมือบางที่ถือมีดเตรียมตัดขนมปังไว้ นึกอยากเอื้อมไปสัมผัสเบาๆอย่างที่เมื่อก่อนเขาเคยทำได้ เขาอยากกุมมือเธอไว้แล้วบอกสิ่งที่อัดอั้นเอาไว้ในใจมานานแสนนาน... " อันญ่า " เสียงทุ้มจากร่างสูงข้างกายทำให้อันญ่ารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตกอยู่ในห้วงฝัน ดวงตาสีน้ำเงินเหม่อลอยไปไกลแสนไกล คิดว่าเสียงเมื่อครู่คงเป็นเพราะเธอหูฝาด " อันญ่า เปออสเรียก ได้ยินไหม " แคชเชอร์ทักมา ทำให้คนถูกเรียกสะดุ้งน้อยๆแล้วค่อยๆหันไปมองเขา พยายามกักเก็บแววตาที่แท้จริงของตัวเองไว้เพื่อไม่ให้เขาล่วงรู้ความในใจ ดวงตาคู่คมจ้องเข้ามาในดวงตาสีน้ำเงินเนิ่นนานแต่แล้วก็จำต้องพูดบางสิ่งบางอย่างออกมา " ท่องบทละครแม่นรึยัง " เขาสรรหาเรื่องชวนคุยพลางตักอาหารเข้าปาก เธอเพียงแต่ส่ายหัวน้อยๆไม่ตอบสิ่งใด อันญ่าหันกลับมาหั่นขนมปังในจานก่อนจะจิ้มเข้าปาก และเพียรบอกตัวเองในใจว่าให้หยุดความรู้สึกทุกอย่างลงได้แล้ว...ร่างสูงข้างกายที่ห่างเพียงเอื้อมมือ แต่หัวใจของเขามันไกลเกินที่จะเอื้อมคว้าให้มาเป็นของตัวเอง ทุกอย่างที่เขาทำให้ ความอ่อนโยนที่เขามอบให้ ความห่วงใยและอะไรต่างๆนานาที่ส่งมาให้เธอ...มันก็แค่ความหวังดีและมิตรภาพของเพื่อนเท่านั้น เลิกคิดว่าเขารู้สึกพิเศษกับเธอเสียที เลิกฝันล้มๆแล้งๆเสียที " ฉันก็ยังจำไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ " เปออสพูดเบาๆแล้วก้มหน้าลงกินอาหารต่อ นึกอยากเพิ่มบทสนทนาให้มากกว่านี้แต่ไม่รู้จะชวนคุยอะไรในเมื่ออีกคนดูเหมือนไม่อยากคุยกับเขาเลยสักนิด และภาพของทั้งสองก็ทำให้เพื่อนร่วมโต๊ะนึกกลุ้มใจแทน หากแต่ดวงตาสีฟ้าที่จับสังเกตอากัปกิริยาของทั้งสองกลับฉายแววแปลกๆออกมา เมื่อเวลาอาหารเช้าสิ้นสุดเด็กนักเรียนหลักสูตรกษัตริย์และนักเรียนหลักสูตรผู้ใช้เวทชั้นปีที่สามก็เดินลงสู่สนามเพื่อเข้าเรียนวิชาการใช้พลังเวทซึ่งดำเนินการสอนโดยอาจารย์กราเซียเช่นเคย เป็นที่น่าแปลกใจสำหรับออสตินว่า อาจารย์ไม่ถามเขาเรื่องภูตประจำดาบแม้แต่น้อย ซึ่งเขาคิดว่าอาจารย์น่าจะใส่ใจหรือไต่ถามสักนิด หรือเป็นเพราะอาจารย์กราเซียประจำอยู่ในหลักสูตรผู้ใช้เวทจึงไม่คิดจะเข้ามายุ่งกับนักเรียนหลักสูตรอื่นก็เป็นได้ " สวัสดี นักเรียนทุกคน...วันนี้เราจะมาเรียนคาถาที่ชื่อว่า บิอาลเมอร์ ใครตอบครูได้บ้างว่ามันคือคาถาอะไร " สิ้นเสียงอาจารย์ มือขององค์หญิงแห่งเฮเซลก็ยกขึ้นทันทีแต่แล้วคิ้วเรียวก็ขมวดน้อยๆรู้สึกแปลกใจที่องค์ชายแห่งอควาเรียสไม่ยกมือขึ้นมาพร้อมกับเธอเหมือนทุกครั้ง...สงสัยคงไม่มีอารมณ์จะแข่งกับเธอแล้วกระมัง " ลูนาริต้า เชิญ " " เป็นคาถาย่อส่วนค่ะ เอาไว้ลดขนาดสิ่งที่เราต้องการ " เสียงใสเอ่ยตอบ อาจารย์จึงพยักหน้ารับพร้อมกระแอมไอเล็กน้อย " อย่างที่ลูนาริต้าตอบเมื่อครู่ บิอาลเมอร์คือคาถาย่อส่วน ใช้ลดขนาดสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะต้นไม้ใบหญ้าสัตว์ปีกหรือแมลงที่บินผ่านไปมา " แต่แล้วเซอคัสก็ยกมือขึ้น อาจารย์กราเซียจึงกดหน้าลงเป็นเชิงให้ถามได้ " แล้วสามารถใช้ย่อร่างกายของมนุษย์ให้เล็กลงได้ไหมครับ " เขาถาม ดวงตาสีดำสนิทมองมายังนักเรียนหญิงต่างหลักสูตรเพียงเสี้ยวนาทีแต่ก็ต้องเบือนไปมองอาจารย์ผู้สอนอย่างตัดใจ " ใช้ได้ แต่ต้องอาศัยพลังจากฝ่ามือในจำนวนที่มากกว่าปกติ ฉะนั้นครูจะยังไม่สอนให้...ในขั้นต้นครูขอให้พวกเธอย่อส่วนต้นไม้เสียก่อน หากฝึกจนชำนาญแล้วครูจะสอนให้ลดขนาดอย่างอื่นตามลำดับ " อาจารย์กราเซียกล่าว ก่อนจะเริ่มต้นสอนการเสกคาถาบิอาลเมอร์ คาถานี้ไม่ใช่คาถาทำลายล้างเหมือนอย่างที่เคยเรียนมาในชั้นปีที่หนึ่งและสอง แต่เป็นคาถากึ่งเวทมนตร์ที่ต้องอาศัยสมาธิพอสมควร รวมทั้งพลังที่เรียกมารวมกันตรงจุดกึ่งกลางของฝ่ามือต้องมั่นคงแน่วแน่พร้อมกับส่งพลังออกไป ในขณะเดียวกันดวงตาและจิตใจต้องจดจ่ออยู่กับสิ่งที่หมายจะย่อส่วน เมื่อพลังตกกระทบที่สิ่งนั้นควันสีขาวจะปรากฏขึ้นรอบๆ เพียงครู่เดียว สิ่งนั้นจะเล็กลงเหลือเพียงเศษหนึ่งส่วนห้าจากขนาดเดิม เมื่อการสอนในเชิงทฤษฎีเสร็จสิ้นอาจารย์จึงเริ่มสาธิตให้ดู ไม่ว่าฝ่ามือของคนเป็นอาจารย์จะหันไปทางใด ต้นไม้ตรงนั้นก็พลันเล็กลง นกที่บินผ่านไปมาก็ถูกคาถานี้ด้วยเช่นกันทำให้เหลือตัวกระจ้อยร่อย เรียกเสียงหัวเราะจากนักเรียนทั้งสองหลักสูตรได้เป็นอย่างดี จากนั้นอาจารย์ก็ปล่อยให้นักเรียนแยกย้ายไปฝึกคาถากับต้นไม้ที่เสกขึ้นด้วยเวทมนตร์ " อันญ่า มาทางนี้ " ลูนาริต้าเรียกรูมเมทที่ยืนเหม่ออยู่ก่อนจะจูงมือไปอีกด้านของฝั่งสนาม แยกตัวออกมาจากองค์ชายผู้เป็นเพื่อนทั้งสาม แล้วทั้งคู่ก็เริ่มฝึกคาถาด้วยกัน แน่นอนว่าการท่องคาถาและการย่อส่วนต้นไม้ในครั้งแรกย่อมไม่เป็นผลสำเร็จ แต่อีกไม่กี่ครั้งถัดมา ลูนาริต้าก็รู้สึกได้ว่ามีพลังที่มองไม่เห็นเคลื่อนออกจากฝ่ามือของเธอ แต่แล้วก็พลันหายไป ลูนาริต้าจึงลองอีกครั้งในขณะที่อันญ่าเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน จนในที่สุดคาถาพลังเวทบิอาลเมอร์ก็ย่อส่วนต้นไม้ตรงหน้าได้สำเร็จ เมื่อบรรลุจุดมุ่งหมายแล้ว องค์หญิงรัชทายาททั้งสองจึงเริ่มฝึกฝนให้ชำนาญ " บิอาลเมอร์ " เสียงหวานขององค์หญิงแห่งเฮเซลเอ่ยแผ่วเบาแล้วกางฝ่ามือไปทางนกตัวหนึ่งที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ พลังสีใสพุ่งหวือไปทางนั้นพลันควันสีขาวก็ฟุ้งกระจาย ก่อนจะพบว่านกตัวนั้นมีขนาดเล็กลงจนสามารถนอนอยู่ในอุ้งมือได้ ลูนาริต้าหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างถูกใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรู้สึกสงสารมันขึ้นมา เธอจึงถือมันไปให้อาจารย์กราเซีย อาจารย์รู้สาเหตุที่นักเรียนผู้สูงศักดิ์เอานกตัวน้อยมาให้ เธอจึงหยิบไม้กายสิทธิ์ขึ้นมาแล้วชี้ไปบนเจ้าปักษาตัวจ้อย ควันสีขาวฟุ้งกระจายอีกครั้งมันก็กลับร่างเดิมแล้วโผบินขึ้นไปบนท้องฟ้า " ใครย่อส่วนอะไรแล้วต้องการให้มันคืนสู่สภาพเดิม ให้มาบอกครู " อาจารย์ประกาศดังก้องไปทั่วบริเวณ คราวนี้เหล่านักเรียนจึงพากันลดขนาดสิ่งของกันอย่างสนุกสนาน จนทำให้อาจารย์ต้องเดินไปทางนั้นทีทางนี้ทีเพื่อแก้คาถาให้ การแก้คาถายังยากเกินไปสำหรับนักเรียนอาจารย์จึงยังไม่สอนให้ เพราะการแก้บิอาลเมอร์ต้องใช้พลังในปริมาณสูงพอๆกับการย่อร่างกายมนุษย์ ดังนั้นจึงต้องค่อยๆสอนไปทีละขั้น " น่าจะเสกให้คนตัวเล็กลงได้เนาะ " อันญ่าพูดแล้วมองดอกไม้ในมือสามสี่ดอกที่เหลือขนาดอยู่เพียงนิดเดียวก่อนจะโปรยขึ้นไปบนศีรษะของลูนาริต้า พร้อมกับที่สายลมพัดผ่านมา ดอกไม้ดอกน้อยจึงลอยพลิ้วไปบนอากาศที่เวิ้งว้างก่อนจะปลิวไปตกอยู่ที่ปลายเท้าของใครคนหนึ่ง หากแต่องค์หญิงแห่งโพดินเซอร์มิได้สนใจว่าดอกไม้ไปตกอยู่ที่ใด ยังคงเสกนู่นเสกนี่ฝึกคาถาไปเรื่อยๆ แต่องค์หญิงแห่งเฮเซลมองตามไปทางนั้นจึงเห็นองค์ชายแห่งอควาเรียสก้มเก็บดอกไม้ที่อันญ่าย่อส่วนขึ้นมา คิ้วเรียวขมวดขึ้นน้อยๆชักสงสัยร่องรอยในดวงตาสีเทานั่นเสียแล้ว แต่แล้วเจ้าตัวก็อมยิ้มเจ้าเล่ห์คิดอะไรแผลงๆขึ้นมาหากแต่ไม่มีใครสังเกตเห็น " อันญ่า มานี่ๆ ลองย่อขนาดต้นไม้ต้นนั้นสิ " เจ้าตัวว่าแล้วชี้ไม้ชี้มือไปทางต้นไม้ต้นใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆกับใครคนหนึ่งซึ่งอันญ่าเห็นแล้วส่ายศีรษะทันที " ไม่เอาหรอก เปออสยืนอยู่ตรงนั้น " เสียงใสปฏิเสธมาเมื่อกลัวว่าคาถาของตัวเองจะพลาดไปโดนเขาเข้า " ระดับคาถาที่อาจารย์สอนยังย่อขนาดของมนุษย์ไม่ได้เสียหน่อย " ลูนาริต้าแย้งมาแล้วคะยั้นคะยอให้เพื่อนใช้คาถากับต้นไม้ต้นนั้น อันญ่าลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตั้งสมาธิเตรียมใช้บิอาลเมอร์ และเมื่อฝ่ามือบางหันไปทางต้นไม้ต้นนั้น พลันองค์หญิงแห่งเฮเซลก็ใช้พลังบางอย่างของตัวเองเบี่ยงทิศทางคาถาของอันญ่ารวมทั้งผสานคาถาของตัวเองเข้าไปด้วย ทำให้คาถาบิอาลเมอร์พุ่งตรงไปยังร่างสูงขององค์ชายแห่งอควาเรียส พลันควันสีขาวก็ฟุ้งกระจายจนปกคลุมร่างสูงเสียหมดสิ้น อันญ่ายกมือขึ้นปิดปากอย่างตกใจแล้ววิ่งเข้าไปทางนั้นทันที และเมื่อควันสีขาวจางลง แคชเชอร์ถึงกับร้องเสียงหลง " เฮ้ย !! เปออส " เสียงเรียกนั้นทำให้ออสตินหันมามองเช่นกัน ก่อนจะเห็นร่างสูงสง่าขององค์ชายผู้รอบรู้ที่บัดนี้มีขนาดไม่ต่างไปจากตุ๊กตา ร่างกายของเปออสเหลือความสูงประมาณแค่สองฝ่ามือเท่านั้น " ปะ...เปออส " อันญ่าร้องเสียงเครือแล้วนั่งคุกเข่าลงตรงหน้าเขา ทำให้เจ้าของชื่อค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองร่างบางตรงหน้าที่เมื่อก่อนเขาสามารถโอบกอดเอาไว้ด้วยแขนสองข้าง แต่บัดนี้ร่างของเธอใหญ่เกินไปสำหรับเขา ทำเอาเปออสตกใจไปชั่วขณะก่อนจะตระหนักดีว่าตัวเองโดนคาถาเข้าให้แล้ว มือบางของอันญ่าประสานไว้ตรงหน้าอกท่าทางร้อนรนแล้วเธอก็หันไปหาอาจารย์กราเซียหมายจะให้ช่วยเหลือ เมื่ออาจารย์เดินเข้ามาก็ต้องแปลกใจเพราะระดับพลังที่สอนไปนั้นยังไม่สามารถเปลี่ยนร่างกายของมนุษย์ได้ " ใครเป็นคนเสกคาถา " " นะ...หนูค่ะ " องค์หญิงแห่งโพดินเซอร์ตอบเสียงสั่นแล้วมองเปออสอย่างรู้สึกผิด อาจารย์เพียงแต่ขมวดคิ้วอย่างสงสัยก่อนจะใช้ไม้กายสิทธิ์ชี้ไปบนร่างของเปออส แต่แล้วทุกอย่างก็นิ่งเฉย คาถาบิอาลเมอร์ไม่สามารถแก้ไขได้ อาจารย์กราเซียจึงนั่งลงแล้วเข้ามาดูเปออสใกล้ๆชวนให้สงสัยมากขึ้นไปอีก " นี่เธอลงผนึกเวทไว้ด้วยเหรอ ทำไมครูแก้คาถาไม่ได้ " คำกล่าวของอาจารย์ทำให้อันญ่ายิ่งตัวสั่น รวมทั้งคนถูกคาถายิ่งหน้าถอดสี แต่กลับมีใครคนหนึ่งที่ต้องกลั้นรอยยิ้มเอาไว้อย่างสุดความสามารถเมื่อเห็นใบหน้าขององค์ชายผู้รอบรู้ในยามนี้ " หนูเปล่านะคะ หนูไม่ได้ผนึกเวท หนูแค่จะย่อขนาดต้นไม้เท่านั้นเองค่ะ แต่กะระยะไม่ดีเลยพลาดมาโดนเปออสน่ะค่ะ " ใบหน้าหวานซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัดคิดว่าเป็นความผิดของตัวเอง เพราะสิ่งที่อาจารย์บอกหมายถึงว่าคาถาบิอาลเมอร์ถูกลงเวทซ้อนทับไว้ไม่ให้คนอื่นแก้เวทได้ ทั้งๆที่เธอไม่ได้ทำเลยสักนิด มันคงต้องเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นแน่นอน อาจารย์ฟังแล้วยิ่งสงสัยรวมทั้งพยายามแก้เวทเท่าไหร่บิอาลเมอร์ก็ไม่คลายออก ทำให้คนเป็นอาจารย์ส่ายหัวอย่างหมดหนทางเพราะดูเหมือนการผนึกเวทจะแน่นหนากว่าปกติ " เอาอย่างนี้ เธอคงต้องทนอยู่ในสภาพนี้สักพัก ครูจะไปหาวิธีแก้คาถามาให้เร็วที่สุด " อาจารย์บอกทั้งเปออสและอันญ่า องค์ชายตัวขนาดสองฝ่ามือจึงได้แต่พยักหน้ารับอย่างจำใจ " ขอบคุณอาจารย์มากๆครับ " เขาพูดมา หากแต่เสียงของเปออสดังไม่ต่างไปจากขนาดตัว อาจารย์จึงต้องยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆเพื่อฟังให้ชัด เมื่ออาจารย์เดินจากไปพร้อมปล่อยนักเรียนหลังเลิกคาบ อันญ่าก็ได้แต่นั่งมองเปออสอยู่กับพื้นหญ้า ดวงตาสีน้ำเงินคลอหน่วยมองร่างขนาดเท่าตุ๊กตาอย่างรู้สึกผิด ลืมสิ้นความเศร้าหมองในหัวใจที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ความคิดที่จะอยู่ให้ห่างจากเขาจึงถูกยกเลิกไปชั่วคราว " ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันไม่ได้ผนึกเวทด้วยนะ " อันญ่าบอกเขาแล้วทำท่าเหมือนอยากจะอุ้มเปออสขึ้นมา แต่ก็ชะงักมือแล้วหันไปหาแคชเชอร์เหมือนจะให้ช่วย องค์ชายแห่งเอธเธิร์นจึงเดินเข้ามาใกล้แล้วนั่งลงข้างๆ แต่เปออสยกมือขึ้นเป็นเชิงบอกว่าไม่ต้อง " ฉันไม่น่าให้เธอลองคาถากับต้นไม้ต้นนั้นเลย " ลูนาริต้าบอกแล้วถอนหายใจออกมาทำท่าทางเหมือนรู้สึกผิดไปด้วย ช่างขัดกับใบหน้าอีกด้านที่กำลังแย้มรอยยิ้มอย่างสะใจเหลือเกิน หากแต่อาการนั้นกลับทำให้เปออสจับสังเกตได้ทันที นัยน์ตาสีเทาหรี่ลงน้อยๆรู้แล้วว่าคาถาบิอาลเมอร์ทำไมถึงมีพลังย่อร่างกายมนุษย์ได้ เป็นเพราะการผสานพลังระดับปกติถึงสองเท่า และเขาก็ยังรู้อีกด้วยว่าใครเป็นคนผนึกเวท...ก็ไอ้เจ้าตัวดีที่แสร้งทำหน้าเศร้าอยู่นี่อย่างไร " ไม่ใช่ความผิดเธอซะหน่อย เพราะฉันกะระยะพลาดต่างหาก " องค์หญิงแห่งโพดินเซอร์แย้งก่อนจะหันกลับมาหาองค์ชายแห่งอควาเรียสอีกครั้ง " ฉันขอโทษจริงๆนะ เปออส ฉันไม่ได้ตั้งใจ " อันญ่าบอกแล้วยกมือไหว้เขาปลกๆ ทำให้องค์ชายร่างเท่าตุ๊กตาเดินเข้ามายืนตรงเข่าของอันญ่า มือของเขาแตะที่เข่าของเธอเบาๆ " ไม่เป็นไร " เขาพูดเสียงดัง แต่อันญ่าได้ยินเหมือนแค่เสียงกระซิบเท่านั้น ยิ่งทำให้ใบหน้าหวานเบ้ไปเล็กน้อยทำท่าเหมือนจะร้องไห้ ด้วยรู้สึกสงสารเขาเพราะเธอไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิดเรื่องแบบนี้ แล้วถ้าอาจารย์แก้คาถาไม่ได้เปออสไม่ต้องกลายเป็นแบบนี้ตลอดไปหรอกหรือ " แล้วคราวนี้จะทำยังไงละเนี่ย " แคชเชอร์ถามมาแล้วชักสีหน้าปั้นยาก ส่วนออสตินเพียงแต่มององค์หญิงแห่งเฮเซลอย่างพิจารณา เพราะสีหน้าที่ดูเหมือนเสียใจหากแต่มันขัดกับดวงตาสีเขียวจนเขาชักพอเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว...ทำไมเจ้าตัวยุ่งของเขาถึงชอบก่อเรื่องวุ่นวายนักนะ " เปออสก็ต้องเป็นแบบนี้ไปก่อนจนกว่าอาจารย์จะแก้คาถาได้นั่นแหละ " ลูนาริต้าว่ามาแล้วนั่งยองๆลงข้างอันญ่า จู่ๆดวงตาสีเขียวก็ฉายประกายวาบเหมือนสิงโตเห็นลูกกวางอย่างไรอย่างนั้น ทำให้คนตัวขนาดเท่าตุ๊กตาเสียวสันหลังขึ้นมากลัวว่าเจ้าตัวดีจะทำอะไรอีก ในเมื่อเขาเหลือตัวแค่นี้จะสู้อะไรกับใครได้ " ตัวนายเท่านี้เอง ตบทีเดียวคงกลิ้งไปไหนต่อไหนแล้วแน่ๆเลย " องค์หญิงแห่งเฮเซลพูดแล้วมองเปออสด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ไม่เพียงเท่านั้นยังยกมือขึ้นหมายจะทำในสิ่งที่พูด หากแต่อันญ่าห้ามเสียงหลงพร้อมเอามือกันตัวเปออสไว้ด้วย ทำให้ออสตินเข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้งในทันที รู้แล้วว่าลูนาริต้าทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร " อย่าทำอะไรเปออสนะ ลูนาริต้า " เสียงห้ามปนความขอร้องนั้นทำให้คนถูกคาถาบิอาลเมอร์รู้สึกหัวใจพองโตขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ มือบางที่ป้องเอาไว้กันการประทุษร้ายจากลูนาริต้ามีกลิ่นหอมอ่อนๆซึ่งเขาเผลอสูดเข้าไปเสียเต็มปอด " ดีนะที่อันญ่าห้ามไว้ ไม่งั้น...หึหึ " เจ้าตัวว่าแล้วมองเปออสอย่างเป็นต่อ องค์ชายแห่งอควาเรียสจึงได้แต่ชี้มือมาอย่างคาดโทษ หากแต่มันช่างน่าขันในสายตาของลูนาริต้าเหลือเกิน เปออสกัดฟันกรอดๆอย่างนึกโมโหตั้งท่าจะตะโกนออกไปว่าตัวต้นเหตุคือใคร แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อลูนาริต้าพูดอีกประโยคหนึ่งขึ้นมา " จะว่าไปแล้ว...เธอเป็นคนทำให้เปออสกลายเป็นแบบนี้ เธอต้องรับหน้าที่ดูแลเปออสนะ จะได้ไถ่โทษในสิ่งที่ตัวเองทำไง " องค์หญิงตัวยุ่งพูดแล้วจับไหล่เพื่อนไว้ ทำให้อันญ่าก้มมองเปออสเพียงเล็กน้อยแล้วพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย มือบางเอื้อมไปคว้าร่างเล็กๆนั่นขึ้นมา แล้วให้เขานั่งอยู่บนฝ่ามือของเธอ ทำเอาเปออสปรับเปลี่ยนสีหน้าอารมณ์แทบไม่ทันพลางนึกขอบคุณลูนาริต้าที่เหมือนจงใจให้เขาได้อยู่ใกล้อันญ่าอย่างไรอย่างนั้น " ฉันขอโทษจริงๆนะเปออส " เธอบอกเขา ก่อนจะได้ยินเสียงเบาๆตอบกลับมาว่า ไม่เป็นไร หากแต่หัวใจคนตอบพองโตจนคับอกไปหมดแล้ว และการกลายร่างของเปออสก็เป็นที่สนอกสนใจของเพื่อนๆในชั้นปีเป็นอย่างมาก ส่วนการซ้อมละครในช่วงบ่ายก็เป็นอันต้องถูกยกเลิกไป เพราะนักแสดงฝ่ายชายเหลือตัวเท่าตุ๊กตาคงจะซ้อมไม่สะดวกสักเท่าไหร่ และนักแสดงฝ่ายหญิงที่เอาแต่กังวลใจจึงไม่เป็นอันทำอะไรทั้งสิ้นได้แต่นั่งมองร่างของเปออส รอคอยว่าเขาต้องการให้เธอช่วยเหลืออะไรบ้าง ซึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจขององค์หญิงแห่งเฮเซลนักหนาที่ทำให้เพื่อนทั้งสองมาใกล้ชิดกัน ส่วนออสตินได้แต่กุมขมับนึกปวดหัวกับแผนการของเจ้าตัวป่วนเหลือเกิน เขาไม่อยากนึกเลยว่าถ้าเปออสกลับร่างเดิม ลูนาริต้าจะโดนอะไรบ้าง เพราะคนอย่างองค์ชายแห่งอควาเรียสมีหรือจะไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เพียงแต่เขาไม่พูดออกมาเป็นเพราะต้องการหาโอกาสอยู่กับอันญ่าให้มากขึ้นเท่านั้นเอง ---------------------------------------
มาอัพให้แล้วนะคะ ให้รอนานมากๆเลยใช่มั้ยเอ่ย เผอิญว่าอยู่ในช่วงสอบเรียนต่อป.โทค่ะ ศุกร์นี้มีสอบอีกด้วย ช้านิดช้าหน่อยคงไม่ว่ากันนะคะ
แล้วก็บทนี้ อ่านแล้วเป็นไงอย่าลืมเม้นบอกกันบ้างนะคะ มีผิดตรงไหน ทักได้ท้วงได้ค่ะ สนุกไม่สนุกก็เม้นไว้นะคะ จะรออ่านเหมือนเช่นเคยค่ะ
Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone และ Android Phoneเตรียมพบกับ Dek-D Writer App เวอร์ชั่น iPad / Android Tablet เร็วๆนี้ ฟรี!
|