สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | ซื้อขายหนังสือมือสอง | หาหอพัก | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF6 | ของที่ระลึก Dek-D |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
  • เข้าสู่ My.iD Control
  • สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ
  • กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง
  • นิยายที่สุดท้ายก็อิงเรื่องจริง

    ตอนที่ 6 : ระเบียบที่เปลี่ยนไป


         อัพเดท 8 เม.ย. 51
    กลับไปหน้าหลักของบทความ
    แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
    เรื่องยาว [ ฟรีสไตล์/อื่น ๆ ] tags: ยังไม่มี
      ผู้แต่ง : AuGL Email : lithossovanez(แอท)hotmail.com
      My.iD : http://my.dek-d.com/AuGL
    < Review/Vote > Rating : 100% [ 1 mem(s) ]
    This month views : 21 Overall : 557
    16 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 1 คน ]
      คะแนน 0 Voiz

    [ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
    นิยายที่สุดท้ายก็อิงเรื่องจริง ตอนที่ 6 : ระเบียบที่เปลี่ยนไป , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 90 , โพส : 0 , Rating : 0 / 0 vote(s)

    ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


    ระเบียบที่เปลี่ยนไป

    -1-

         เรื่องเริ่มต้นขึ้นตอนเที่ยงวันหนึ่ง ที่เด็กนักเรียนที่ต่อสู้กับการเรียนมาตลอดช่วงเช้าจะเริ่มอ่อนแรง อยากจะไปกินข้าวเติมพลัง
         "น้องครับ อย่าเพิ่งลงไปกินข้าว อยู่ซ้อมพาเหรดระเบียบก่อน"
         เสียงโห่ไม่พอใจดังขึ้นเกือบจะทันที ฉันเองก็คิดน้อยใจอยู่
         ทำไมต้องเป็นห้องเราอีกแล้ว ที่เดินไปเมื่อสี่วันก่อนยังไม่พอสำหรับคำว่า'ร่วมกิจกรรมโรงเรียน'อีกเหรอ
         "น้อง พี่รู้ว่าหิว พี่เองก็หิวเหมือนกัน ตั้งใจซ้อมแป๊บเดียว เดี๋ยวปล่อยพัก"
         อ้าว! ตัวเองหิวก็ไปพักเลยสิ กักตัวเองไว้ยังไม่พอ ลากน้องเข้ามาร่วมชะตากรรมตั้งหลายสิบอีก
         สุดท้ายฉันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเองคงหนีไม่พ้นชะตากรรมพาเหรดรอบสองแล้ว นึกเถียงไปก็ไร้ประโยชน์ สู้ก้มหน้าซ้อมต่อไปดีกว่า
         "น้องครับ ฟังก่อน เดินพาเหรดคราวนี้มีท่าแขนด้วย เดี๋ยวสอนให้"
         หา! เดินพาเหรดคราวนี้ต้องเดินไปทำท่าบ้าๆบอๆไปด้วยเหรอ จะว่าไปก็ดีนะ คนดูจะได้สนใจหน่อย ไม่ใช่ปล่อยให้ยืนแห้งตายกลางสนามท่ามกลางแดดยามเที่ยง
         ฉันค่อยๆจัดระเบียบท่าแปลกประหลาดเข้าสมอง พยายามคิดภาพวันจริงเมื่อลงไปเดินพร้อมกันหลายสิบคน ก็ยังนึกไม่ออก
         เอาเถอะ! ลงไปกินข้าวก่อนก็แล้วกัน...

    -2-

         เทอมหนึ่งหมดไปกับการค่อยๆเก็บซ้อมตอนพักกลางวัน ได้ข่าวลือมาแว่วๆว่าเปิดเทอมใหม่จะกระหน่ำซ้อมเลย
         วันนี้แหละที่ฉันจะพิสูจน์ความจริง
         "น้องครับ อย่าเพิ่งลงไปกินข้าว"
         ประโยคที่คุ้นเคยมาอีกแล้ว เพื่อนในห้องโห่รับกัน ฉันทำท่าเฉยๆแต่นึกดีใจอยู่ลึกๆ
         ข่าวลือนี้มันเป็นจริงซะด้วยสิ!
         "น้องยังจำท่าที่สอนเมื่อเทอมหนึ่งได้รึเปล่า"
         ฉันค่อยๆนึกทบทวนความทรงจำเมื่อเดือนก่อน แล้วตอบไปว่าจำได้
         "ไหนลองทำให้ดูหน่อยซิ"
         ฉันและเพื่อนร่วมห้องร่วมชะตากรรมทำท่าให้ดูสองสามรอบ มีผิดให้หน้าแตกชั่วคราวบ้าง คนทำผิดก็ไม่ได้หนักใจอะไร พรุ่งนี้คนอื่นก็คงจะลืมเรื่องหน้าแตกพวกนี้ไปหมด
         "เดี๋ยวพี่จะสอนท่าเคารพประธานนะวันนี้"พูดจบแล้วผู้ที่แทนตนเองว่า'พี่'ก็ทำท่าให้ดู เป็นท่าง่ายๆที่แฝงไว้ด้วยความแข็งแรง
         แต่จะพร้อมหรือไม่พร้อม มันขึ้นอยู่กับคนอื่นๆด้วย
         ...

    -3-

         ช่วงเย็นของอีกสี่วันต่อมา หน้าตึกเรียนที่พอจะมีที่ให้ตั้งแถวได้บ้าง ฉันก็เพิ่งจะรู้ว่ามีอีกห้องที่โดนชะตากรรมเดียวกับฉัน
         ที่สำคัญ เราต้องมาเดินร่วมกัน!
         คราวนี้ ภาพการเดินเข้าสนามในวันจริงเริ่มจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว
         "เดี๋ยวเราจะซ้อมในสนามกันนะ เวลาเลี้ยว คนที่อยู่ข้างในเดินก้าวสั้นๆ คนนอกสุดเดินก้าวยาวๆ รักษาระนาบด้วย"
         พี่พาแถวพาเหรดเข้าไปในสนาม ตามทางเดินเป็นลู่วิ่งจึงใช้เส้นแบ่งลู่จัดแถวตอนให้ตรงได้
         นอกจากที่ยืนของฉันจะอยู่หน้าสุดแล้ว ยังอยู่ซ้ายสุด ซึ่งถือเป็น'จุดหมุน'ของแถวอีกด้วย ยืนตรงนี้ต้องรับหน้าที่หนัก หากแถวแรกเดินผิดแล้ว แถวหลังผู้ตามก็ผิดหมด
         "เดี๋ยวพี่สั่งนะ สาม...สี่! ซ้ายขวาซ้าย..."
         สิ้นเสียงสั่ง ทุกคนรู้กันว่าเป็นหน้าที่ของตัวเอง ต้องนับจังหวะก้าวเดินต่อไป เสียงนับสมกับจำนวนคนในตอนแรก แต่กลับเบาลงเรื่อยๆจนเกือบไม่มีเสียง เสียงจากฉันและเพื่อนถัดไปอีกสองสามแถวเริ่มตีกับเสียงจากแถวหลัง หลักการวิทยาศาสตร์อธิบายได้แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น อีกส่วนน่าจะมาจากความไม่ใส่ใจของคนในแถวเป็นหลัก ถึงพี่ที่คุมแถวจะช่วยกำกับจังหวะอยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายเสียงก็เบาลงและตีกันใหม่
         ตอนนั้นมีความคิดหนึ่งแวบเข้ามาหาฉัน
         ในเมื่อเสียงฉันยังดังกว่านี้ได้ แล้วทำไมฉันถึงไม่ใช้มันล่ะ
         ฉันทบทวนจังหวะที่ฉันเดินอยู่กับจังหวะที่พี่นับกำกับข้างแถว แล้วตะโกนออกไปแทบสุดเสียง
         ซ้าย! ขวา! ซ้าย!
         ตอนนั้น ถ้าจะมีใครหันมามองฉัน ฉันก็คงไม่รู้หรอก ก็ฉันอยู่แถวหน้าสุดนี่
         หลังจากนั้น พี่ที่คุมแถวก็สั่งปล่อย เขาไม่ได้พูดอะไรเป็นพิเศษกับสมาชิกแถว แต่เดินมาบอกฉันว่า
         "สุดยอดมากน้อง!"
         ...

    -4-

         เย็นวันรุ่งขึ้น ฉันก็ต้องลงไปซ้อมพาเหรดในสนามอีก พยายามรักษาความดังของเสียงเอาไว้ เอาเถอะ ถึงจะมีฉันตะโกนเป็นบ้าอยู่คนเดียว แต่ความบ้านี้ก็ไม่ก่อโทษกับใคร
         ...รึเปล่า?
         "น้องครับ พอถึงวันจริง วันอังคารหน้าเนี่ย พี่จะไม่ได้ลงไปคุมน้องในสนาม แต่จะมีเพื่อนน้องเป็นคนสั่ง มีคนไหนอยากสั่งมั้ย"
         อันที่จริงฉันก็อยากสั่ง อยากใช้เสียงของตัวเองให้เป็นประโยชน์ แต่ก็มีประเด็นเรื่องอยากดังปนอยู่ด้วย เรื่องอยากมีชื่อเสียงมันเป็นธรรมดา มนุษย์ปุถุชน
         แต่ฉันไม่ได้ยกมือเสนอตัว เพราะฉันเองก็ไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน เพื่อนอีกห้องหนึ่งก็ยังไม่รู้จักฉันดี แถมดูท่าทางเอาเรื่อง ขืนเสนอตัวสุ่มสี่สุ่มห้า คงโดนเขม่นจนหมดเทอมแน่
         สุดท้ายก็ไม่มีใครคิดเสนอตัวเอง
         "ถ้าอย่างนั้นน้องจะเสนอใครมั้ย"
         จบคำถามนั้น สายตาของเพื่อนร่วมห้องก็มาจับอยู่ที่ฉัน ทั้งยังตามมาด้วยคำพูดสนับสนุนอีกสารพัด แม้แต่พี่เองก็ยอมรับ จนฉันต้องรับตำแหน่งคนคุมแถวควบไปด้วยอีกหนึ่ง
         ฉันทำหน้าไม่ถูก ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี
         วันนั้นฉันได้สั่งแถวหลายครั้ง พลาดเองก็หลายครั้ง แน่ล่ะ การทำอะไรห้าอย่างพร้อมๆกันให้ออกมาดีทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
         แต่ฉันจะใช้การฝึกซ้อมนี้นำไปสู่ความสมบูรณ์แบบ!

         หลังการซ้อมในวันนั้น ฉันก็ไปเก็บกระเป๋า เตรียมตัวกลับบ้าน ตอนนั้นเองที่ฉันสะดุดกับเสียงจากคนคนหนึ่ง
         "ตรงนั้นน่ะ เงียบได้แล้ว! มองหน้าทำไม ไม่เห็นเหรอว่าสีอื่นเขาพร้อมกว่าเราแค่ไหน"
         กองเชียร์สีเรานี่เอง ไปทำอะไรไว้นะถึงถูกบ่นหนักอย่างนี้
         ฉันกำลังเดินผ่านพวกเขาไปคว้ากระเป๋ากลับบ้าน แต่หารู้ไม่เลยว่าเสียงสยองนั่นกำลังจะเปลี่นเป้าหมาย
         "เฮ้ย! ไอ้คนข้างหลังนั่น จะไปไหน นั่งลงเลย"
         ฉันมองหน้ากลับไป พูดด้วยสายตาว่าฉันไม่ได้เป็นหนึ่งในกองเชียร์
         "เออ! รู้แล้ว พวกสีอื่นใช่มั้ยล่ะ รีบๆเดินไปเลย!"
         เฮ้อ! โดนทั้งขึ้นทั้งล่องเลยนะเรา
         คำพูดของเขาแต่ละคำ ฉันยังจำได้ดี จนบางทีมันก็ดังอยู่ในหัวของฉันเอง พร้อมกับความคิดบางอย่าง
         คนคุมเชียร์ดุเกินไป หรือพี่ที่คุมพาเหรดใจดีเกินไปกันแน่?
         ...

    -5-

         วันนี้แล้วสินะ พิธีเปิดกีฬาสี
         ก่อนพักกลางวัน สมาชิกพาเหรดก็ถูกเรียกลงไปซ้อมแล้ว
         "น้องครับ วันนี้วันจริงแล้ว เราจะเข้าสนามตอนบ่ายโมงครึ่ง ตอนนี้ 11 โมง พี่จะปล่อยกินข้าวแถวๆเที่ยงครึ่งนะ"
         เสียงโห่ดังตามมา เป็นปกติของบรรดาเด็กผู้หิวโหยที่ถูกเลื่อนเวลาอาหารออกไป แต่โห่ได้ไม่เท่าไร ทุกคนก็ต้องรู้เองว่า เวลาซ้อมอีกไม่กี่ชั่วโมงจะปล่อยให้เสียไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องไม่ได้แล้ว
         ฉันได้ซ้อมสั่งแถวเหมือนกับเวลาเดินจริง(อย่างน้อย พี่ก็พูดว่าอย่างนั้น) ทำพลาดเพียงแค่ครั้งสองครั้งเท่านั้น
         เออ! พลาดให้หมดซะตั้งแต่ตอนนี้ จะได้ไม่พลาดเวลาเดินจริง
         กว่าจะได้กินข้าวก็ล่วงมาถึงเวลาเที่ยงครึ่ง ทั้งยังมีเวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ตั้งแต่เวลาสั่งอาหาร หาที่นั่ง กินให้เร็วที่สุด ทำธุระส่วนตัว ทุกอย่างรวมอยู่ในครึ่งชั่วโมงนี้
         แต่การกดดันด้วยเวลานี่ล่ะ ที่ถือกันว่าเป็นวิธีดึงศักยภาพของคนออกมาที่ดีมาก ฉันทำทุกอย่างเสร็จในเวลายี่สิบนาทีเท่านั้น
         ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลาจริง เราแค่ไปยืนรอประธานกลางสนามเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องทำท่าอะไรเลย ท่ามกลางแดดยามบ่ายเกือบชั่วโมงก็เพียงพอที่จะทำให้กำลังใจและความอดทนของทุกคนระเหิดหายไปได้ จากที่ถูกกำชับไว้หนักหนาว่ากลางสนามต้องนิ่ง ก็ดูจะเป็นแค่ลมปากเท่านั้น
          ฉันพยายามคงความอดทนไว้ให้มากที่สุด ลองเหลือบดูสีรอบข้าง พวกเขามาหลังฉันเล็กน้อย แต่ตอนนี้ก็ยังยืนตรงกันเกือบทุกคน ผิดกับแถวฉันที่เสียงคุยดังลั่นไปหมด
          ฉันพาแถวเดินออกด้วยท่าที่ซ้อมไว้ ถึงจะเป็นระยะสั้นๆก็ยังได้ทำหน้าที่
         พี่ที่คุมเราใจดีไปรึเปล่านะ
         ...

    -6-

         บ่ายวันพฤหัสบดี สองวันถัดมา
         สรุปว่าต้องไปเดินเต็มรูปแบบตอนพิธีปิดหรือนี่
         "น้อง เมื่อวานพี่ไปคุยกับอาจารย์มา เขาบอกให้เปลี่ยนท่าใหม่ วันจริงจะได้ถือพู่ด้วย ตอนนี้ซ้อมมือเปล่าไปก่อน
         พี่สอนท่าใหม่ให้ แต่เราก็ยังทำไม่ได้เต็มที่นัก สงสัยท่าเก่ากับท่าใหม่จะตีกันเอง
         หลังจากเห็นท่าตีกันเองไปไม่เท่าไร พี่ก็ทนไม่ไหว ตัดสินใจพูดว่า
         "น้อง เมื่อวันอังคารน่ะ พี่ดูอยู่ข้างนอก สีเรายุกยิกที่สุดเลย เราเหลือเวลาซ้อมอีกอาทิตย์เดียว แถมยังต้องทำท่าใหม่อีก คิดว่าจะพร้อมเท่าสีอื่นได้เหรอ"
         อ้าว! แล้วใครให้เปลี่ยนท่าล่ะ?
         "สงสัยที่ผ่านมาพี่จะใจดีมากเกินไป น้องถึงเป็นอย่างนี้กัน"
         ก็นั่นน่ะสิ(แต่ให้ดุแบบคนคุมเชียร์ก็ไม่เอานะ)

    -7-

         บ่ายวันจันทร์ วันนี้เพื่อนห้องข้างๆมีคาบพลศึกษาเสียด้วย สีเสื้อที่แตกต่างกันทำให้แยกห้องได้อย่างชัดเจน
         "อ้าว! น้อง เพื่อนห้องน้องหายไปไหนหมดล่ะ"พี่เลือกที่จะถามฉัน แทนที่จะถามเพื่อนชายอีกคนที่ลงมาพร้อมกัน คงเป็นเพราะฉันอยู่แถวหน้าสุดตามส่วนสูงที่พอใครถามถึง ฉันก็ได้แต่ตอบว่า"แม่ให้มาแค่นี้"
         เหตุผลที่พี่ถามนั้นง่ายมาก เพราะผู้รับชะตากรรมเดินพาเหรกที่ไม่ได้ใส่ชุดพละสีน้ำเงินและอยู่ในแถวตอนนั้นมีเพียงฉันและเพื่อนชายคนนั้น
         หลังจากคำถามนั้นราวสิบนาที เพื่อนร่วมห้องของฉันถึงจะตามมาสมทบ พวกเขาค่อยๆเดินเดินมาอย่างสบายอารมณ์ในช่วงแรก แต่เมื่อเขาคิดว่ามาถึงระยะมองเห็นของฉันก็วิ่งอย่างรีบเร่ง ถึงอย่างนั้นก็ปิดบังฉันไม่ได้หรอก
         หลังจากที่พวกเขาเข้าแทรกในแถวแล้ว พี่ก็พูดขึ้นอีกครั้ง
         "ขอบคุณห้องที่มาตรงเวลา ส่วนน้องห้องที่มาสาย น้องไม่เห็นแก่ส่วนรวมบ้างเหรอ ปล่อยให้อีกห้องรออยู่ได้ วันหลังอย่าทำอีก รักษาเวลาด้วย"
         เป็นธรรมดาที่ฉันจะรู้สึกโกรธเคืองอยู่เอง ไม่แน่ใจว่าโกรธเพราะตัวเองไม่ได้มาสายแต่ถูกว่า หรือโกรธเพราะไม่ต้องการให้เพื่อนร่วมห้องถูกว่ากันแน่
         ...

    -8-

         หลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์กับการพยายามจำท่าใหม่(บวกกับที่ฉันต้องจำขั้นตอนการสั่งใหม่ด้วย)พวกเราก็จำท่าได้เสียที วันนี้เราจะลงไปซ้อมกันข้างสนาม(เพราะในสนามเขาแข่งฟุตบอลอยู่)
         เสียงจะเบาแบบตอนนั้นอีกไหมนะ
         "เดี๋ยวให้น้องสั่งเลยแล้วกัน"พี่พูดพร้อมกับทำสัญญาณว่าได้ส่งมอบหน้าที่ให้ฉันเรียบร้อยแล้ว
         ฉันหันไปดูแถวอีกครั้ง ก่อนจะสั่ง
         สาม...สี่!
         หนึ่ง! สอง! สาม! หนึ่ง! เสียงของสมาชิกแถวแต่ละคนแผดออกมา โดยเฉพาะพวกผู้ชายซึ่งรวมกันอยู่ข้างหลัง
         บรรยากาศของวิชาทหารคงคล้ายๆแบบนี้มั้ง
         เมื่อฉันได้ยินคนอื่นนับดังขนาดนั้นก็อดเพิ่งความดังของเสียงตัวเองไม่ได้ ฉันตะโกนจนคอเกือบพัง แต่แน่ล่ะ เสียงคนคนเดียวจะดังกว่าเสียงตะโกนของคนเป็นสิบคนได้อย่างไร
         หลังจากการซ้อมวันนั้น ฉันกำลังจะกลับบ้านอย่างมีความสุข เพื่อนที่ยืนดูการซ้อมอยู่ก็เข้ามาถามว่า
         "จะเตรียมตัวไปรบที่ไหนวะ"
         ...

    -9-

         อีก 2 วันจะถึงวันจริง วันนี้ก็ได้เรียนเฉพาะช่วงเช้า หลังกินข้าวก็ต้องไปซ้อม
         คราวนี้มีคนไปสายร่วมสิบคน ต้นเหตุก็คงเป็นแผ่นภาพยนตร์ที่เอาไปเปิดในห้องเรียนนั่นแหละ
         "น้อง เราเป็นพาเหรดระเบียบนะ ทำไมถึงทำตัวไม่มีระเบียบ ผิดเวลาถึงขนาดนี้ นี่ไม่ใช่สายนิดเดียวนะ ตั้ง 20 นาที"
         คำพูดนั้นทำให้แต่ละคน(รวมถึงฉัน)นิ่งอึ้งไปได้ทีเดียว
         ใช่สิ! พาเหรดระเบียบจะไม่มีระเบียบได้อย่างไร
         "เดี๋ยวเดินตรงไปเรื่อยๆ พอถึงทางเดินตรงนั้นแล้วเลี้ยวซ้ายนะ"พี่พูดจบแล้วก็ทำสัญญาณให้เริ่มสั่งเหมือนเดิม
         ฉันตั้งท่าจะหันกลับไปดูแถว
         แต่เดี๋ยวก่อนนะ! สายตาของพี่คนนั้นบอกว่าไม่ได้ส่งสัญญาณให้ฉัน แต่เป็นสมาชิกแถวอีกคนที่อยู่กลางขบวน
         เฮ้ย! ทำไมกลายเป็นแบบนี้ไปได้ แค่ไม่มาซ้อมวันศุกร์วันเดียว เพราะถูกเรียกไปเรื่องงานชมรม ถึงกับต้องปลดฉันออกเลยเหรอ หรือว่าฉันสั่งผิดบ่อยเกินไป
         หลังจากเดินตามคำสั่งของคนใหม่ได้สองสามรอบ และได้โอกาสพัก ฉันก็ถามเรื่องนี้กับเพื่อนคนที่เดินอยู่ข้างฉัน ได้ความมาว่าคนใหม่นี้เริ่มทำหน้าที่เมื่อวันศุกร์ เพราะตำแหน่งกลางขบวนทำให้ได้ยินเสียงกันทั่วทั้งแถว
         จริงหรือ?
         จากการซ้อมก่อนหน้านี้ การเปลี่ยนคนสั่งใหม่ทำให้ฉันอึดอัดมาก ทั้งเรื่องถูกปลดโดยไม่รู้ตัว และเรื่องที่ปล่อยเสียงออกมาเต็มที่ไม่ได้
         ทำไมถึงใช้เสียงเต็มที่ไม่ได้ ไม่ใช่เหตุผลเรื่องประชดแน่ แต่เป็นเพราะถ้าฉันพูดอะไรก็ตาม เสียงคนสั่งคนใหม่ก็จะถูกกกลืนหายไปเสมอ ทั้งจังหวะการเดินยังไม่คงที่ หากเดินไปเรื่อยๆคงได้เดินด้วยจังหวะเร็วเป็นสองเท่าของจังหวะเริ่มต้นแน่
         ถ้าเป็นแบบนี้ คงต้องบอกเลยว่าเหตุผลที่เปลี่ยนคนเพื่อให้ทุกคนได้ยินเสียงสั่งคราวนี้ ฟังไม่ขึ้น อย่างน้อยก็มีฉันคนหนึ่งที่มีทางเดียวที่จะได้ยินเสียงสั่ง คือแกล้งทำเงียบใบ้เสีย ถ้ามีเวลาสักเดือนหนึ่ง จะเลือกคนแย่ขนาดไหนมาฝึกก็คงไม่มีผลมากนัก แต่เวลาเพียงสองวันที่เหลือ ถ้าจะเปลี่ยนคนที่ไม่ได้มีความพร้อมมากกว่าฉันมาแทน  มันสมควรแล้วหรือ
         ใช่! ฉันไม่ยอมให้ตำแหน่งสำคัญไปตกอยู่กับคนพรรค์นี้แน่
         ใช่! ต้องทวงคืนเท่านั้น
         แต่จะทวงคืนอย่างไรล่ะ ในเมื่อคนใหม่นั่นก็ได้รับตำแหน่งมา'โดยชอบธรรม'เหมือนกัน คนตัดสินเรื่องตำแหน่งคือพี่ที่คุมแถว ไม่ใช่ฉัน
         โชคดีที่ฟ้ายังเป็นใจให้ฉัน คงมีเพื่อนร่วมห้องของฉันไปบอกพี่คนนั้น เขาพาแถวไปเข้าสนาม และให้โอกาสฉันสั่งอีกครั้ง
    แน่นอน ฉันต้องเต็มที่กับการสั่งครั้งนี้ ทั้งการรักษาระนาบ การเดินนำแถวอื่นๆ การพาแถวเลี้ยวโค้ง และการทำท่าประกอบจังหวะ จะทำให้สมบูรณ์แบบเลย คอยดูสิ!
         สุดท้ายก่อนจะเลิกซ้อม พี่คนนั้นก็ถามคำถามหนึ่ง
         "น้องคิดว่าระหว่างคนสั่งข้างหน้า(คือฉัน) กับคนสั่งตรงกลาง ใครสั่งดีกว่ากัน ถ้าคิดว่าคนข้างหน้าสั่งดีกว่า ยกมือขึ้น"
         ฉันตัดสินใจไม่ยกมือให้ตัวเองตามมารยาท แต่เพื่อนร่วมห้อง โดยเฉพาะสี่ห้าแถวหน้าต่างยกให้ฉันแทบทั้งนั้น เนื่องจากวันนี้อีกห้องเรียนพละจึงแยกห้องได้อย่างชัดเจน เพื่อนที่ยืนหลังฉันยังบอกว่าคนสั่งคนใหม่ก็ยกมือให้ฉันด้วย
         "เฮ้ย! เล่นพวกนี่หว่า"พี่พูดหลังจากเห็นผลคะแนนที่แบ่งแยกห้องได้ค่อนข้างชัดเจน คนยกก็ได้แต่หัวเราะแก้เก้อ
         แต่มีคำพูดของเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่ง ที่ทำให้ฉันประทับใจไปอีกนาน
         "ไม่ได้เล่นพวกซะหน่อย ก็ลองคิดดูสิ ระหว่างคนสั่งดีกับคนสั่งห่วยแตก จะเลือกใครล่ะ"
         ...

    -10-

         พรุ่งนี้ก็จะถึงวันจริงแล้ว
         วันนี้ได้เรียนแค่สองคาบก็ต้องลงไปซ้อม สองคาบแรกที่เป็นยาขมสำหรับหลายๆคน แต่เป็นของหวานแสนอร่อยสำหรับฉัน
         คราวนี้ฉันถูกย้ายที่ไปยืนกลางขบวนบ้าง คนที่ยืนรอบข้างก็มีแต่ตัวสูงๆทั้งนั้น ยังไม่นับท่าบางท่าที่แถวหน้าต้องทำก่อนแล้วแถวถัดๆไปค่อยทำ คงต้องใช้เวลาปรับความเคยชินนานทีเดียว
         เอาเถอะ อย่างน้อยก็ไม่ต้องเดินนำคนมากเท่าเดิม และไม่ต้องพะวงเวลาเลี้ยวอีก
         พวกข้างหน้าจะยังได้ยินเสียงเราชัดอยู่ไหมนะ
         การซ้อมช่วงเช้าทำให้ฉันเคยชินกับท่ามากขึ้น ทุ่มแรงไปเต็มที่จนเสียงเกือบหาย ต้องขอบคุณพี่คุมพาเหรดที่ไปซื้อชามะนาวมาเลี้ยงจริงๆ
         บ่ายนี้ได้ลงสนามไปเดินแบบวันจริง สีเราเข้าสนามเป็นสีที่สอง หลังจากสีแรกเข้าไปแล้ว ใจฉันก็เต้นรัวเหมือนจังหวะกลอง
         นี่ขนาดยังไม่เดินจริงเลยนะ
         ในที่สุดก็ถึงเวลาเข้าสนามของพวกเรา ฉันต้องคอยดูว่าข้างหน้าเดินไปถึงไหนแล้ว ก่อนจะสั่ง
         สาม...สี่!
         พวกเราเริ่มทำท่าตามที่ซ้อมไว้ ที่ลงแรงไปมากนั้นไม่เสียเปล่าเลยจริงๆ ท่าเคารพประธานที่ต้องทำทีละแถวก็ไม่ผิดเพี้ยน
         แต่หลังจากเดินผ่านประธานไป ฉันก็จับสังเกตได้ว่า จังหวะนับของแถวกับจังหวะกลองไม่ตรงกัน ทั้งยังเพี้ยนขึ้นเรื่อยๆ ฉันพยายามหน่วงจังหวะให้ช้าลง แต่ก็ไม่เป็นผล คนอื่นๆยังเร่งจังหวะพร้อมแสดงอาการเหนื่อยหอบเพราะนับจังหวะไม่ทัน
         เดินอยู่กับที่ รอขบวนหลังดีๆไม่ว่าดี อยากนับเร็วๆให้ตัวเองเหนื่อยเล่นอีก
         ฉันจึงตัดสินใจใช้อำนาจของคนสั่งขั้นเด็ดขาดไปเลย
         แถว...หยุด!
         สมาชิกแถวหยุดเร่งจังหวะไปพร้อมๆกับหยุดเดิน ฉันรอให้ขบวนข้างหลังเข้ามาใกล้ แล้วจึงสั่งให้เดินรอบสนามไปประจำที่
         หลังจากการซ้อมใหญ่ในสนาม ทุกคนก็คอยให้พี่ปล่อยกลับบ้าน
         แต่เขากลับค่อยๆพาสมาชิกแถวหายเข้าไปในตึกทีละแถว ทีละแถว จนเหลือแถวฉันเป็นแถวสุดท้าย ฉันกับเพื่อนที่เหลือนั่งวิพากษ์วิจารณ์กันเองว่า คนที่หายไปนั้น ถูกพาไปทำอะไร
         ...

    -11-

         สุดท้ายแถวฉันก็โดนบ้าง พี่ให้พวกเราเกาะไหล่ต่อกัน พาเข้าไปในตึก จนมาหยุดที่หน้าลิฟท์
         "น้อง ถ้าเชื่อใจพี่ หลับตาลงนะ"
         ฉันหลับตาลง รู้สึกได้ว่าพี่กำลังพาตัวฉันเข้าไปในลิฟท์แคบๆ
         แต่ลิฟท์ตัวนี้จะพาฉันไปไหนก็สุดจะคาดเดาได้
         ในที่สุด ฉันก็ได้นั่งลงในสภาพถูกผูกตา พยายามใช้แสงหาตำแหน่งหน้าต่าง สัมผัสลักษณะกระเบื้องปูพื้น แต่ก็ยังบอกไม่ได้ว่าตัวเองนั่งอยู่ที่ไหน
         ฉันได้ยินเสียงที่คุ้นเคย
         "น้อง จำวันแรกที่พี่เข้ามาในห้องน้องได้มั้ย พี่ที่เป็นใครก็ไม่รู้ เข้าไปสั่งน้องให้ทำโน่นทำนี่จนถึงวันนี้"
         "บางที พี่อาจจะพูดแรงไปบ้าง ส่วนที่เป็นเหตุผล พี่ขอให้น้องเอากลับไปคิด ส่วนที่เป็นอารมณ์ส่วนตัวของพี่จริงๆ ก็ขอโทษด้วย พี่ขอเป็นตัวแทนของพี่ทุกคน ขอโทษตรงนี้เลยแล้วกัน"
         "พรุ่งนี้น้องต้องลงไปเดินจริงกันแล้วนะ พี่ก็คงจะคอยคุมน้องได้แค่นี้ ผลงานวันพรุ่งนี้ขึ้นอยู่กับน้องทุกคน พี่ขอแค่อย่างเดียว คือขอให้น้องทำให้ดีที่สุด ทำได้มั้ย"
         สภาพที่ถูกปิดตาคงทำให้หลายๆคนลังเลที่จะตอบ เสียงยืนยันจึงเบาจนแทบไม่ได้ยิน
         "เมื่อกี้ไม่ค่อยได้ยินเลย เอาใหม่แล้วกัน พรุ่งนี้น้องจะทำให้ดีที่สุด ได้มั้ย"
         คราวนี้ฉันตอบอย่างไม่ลังเลด้วยเสียงระดับเดียวกับที่ใช้สั่งแถวว่าได้ คนอื่นๆก็เช่นกัน
         "ขอบคุณมาก"พี่ตอบ ก่อนจะเริ่มร้องเพลง ฉันไม่ค่อยรู้จักเพลงไทยนัก จึงไม่รู้ชื่อเพลงและจำเนื้อร้องไม่ได้ รู้เพียงว่ามันเป็นเพลงที่มักจะได้ยินในงานรับน้องใหม่
         เมื่อเพลงจบ พี่ขอให้ทุกคนแกะผ้าผูกตาออก ก่อนจะถามว่า"มีใครอยากจะบอกอะไรพี่ๆเพื่อนๆบ้างมั้ย"
         แวบแรก ฉันก็ลังเลใจอยู่ว่าจะลุกขึ้นพูดหรือไม่ ฉันมีเรื่องมากมายที่อยากพูด แต่ก็ไม่อาจถ่ายทอดออกมาได้ แต่สุดท้าย ฉันก็ลุกขึ้น
         "เมื่อกี้นี้ พี่บอกว่าให้เราทำให้เต็มที่ แล้วเราตอบว่าได้ใช่มั้ย ขอให้ทำตามนั้นด้วย วันจริงขอให้ฟังจังหวะกลอง อย่านับมั่วเองจนเร่งจังหวะมากๆเหมือนวันนี้"
         ฉันนั่งลง คงนั่งทับเสียงปรบมือของหลายๆคนในห้องไปด้วย
         งานวันนี้จบลงด้วยการขอบคุณอาจารย์ที่อนุญาตให้ใช้ห้อง ซึ่งห้องนี้ฉันก็เพิ่งได้เข้ามาเป็นครั้งที่สองในชีวิต
         แต่ถึงสมาชิกแถวจะให้สัญญาถึงสองครั้งแล้ว ฉันก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้
         คำว่า"เต็มที่"ของแต่ละคน จะต่างกันได้แค่ไหนกันนะ
         ...

    -12-

         ในที่สุด วันนี้ก็มาถึง
         ฉันมาโรงเรียนก่อนเจ็ดโมงเช้าในเสื้อยืดของสีกับกางเกงพละตามที่พี่บอกไว้ เมื่อเห็นคนใส่เสื้อสีเดียวกันแล้วทำให้มีกำลังใจขึ้นมากทีเดียว
         ก่อนที่พวกเราจะไปรอข้างสนามก็ซ้อมรอบสุดท้าย เสียงของแต่ละคนดังจนดึงความสนใจของผู้คนรอบข้างมาที่พวกเราได้เกือบหมด แล้วก็แยกย้ายไปดูขบวนพาเหรดส่วนอื่นที่ตั้งใจไม่แพ้กัน
         ถึงเจ็ดโมงเศษก็ได้เวลาเข้าไปรอข้างสนาม รอให้สีแรกเดินเข้าไปก่อน ตอนนี้ใจฉันเต้นยิ่งกว่าเมื่อวานเสียอีก
         เวลาเข้าสนามของฉันมาถึงพร้อมกับเสียงประกาศจากพิธีกรที่ดังทั่วสนาม แต่ฉันก็ไม่สนใจ คิดถึงแต่หน้าที่ของตนเท่านั้น
         สาม...สี่!
         ฉันเชื่อว่าทุกคนก็คงคิดอย่างฉันเช่นกัน แต่ละคนทำท่าได้อย่างถูกต้อง ถึงวันนี้จะไม่มีเสียงกลองอย่างที่ฉันคาดไว้ จังหวะก็ไม่เพี้ยนไปมากนัก
         พวกเราเข้าประจำที่ในสนาม น่าเสียดายที่ไม่ได้เห็นขบวนพาเหรดส่วนอื่นของสีตัวเองตอนเดิน ไม่เป็นไร ดูสีอื่นรอไปก่อนแล้วกัน
         หลังจากที่ทุกสีเข้าสู่สนามหมดแล้ว พิธีกรก็ประกาศให้ผู้ชมภายนอกเข้าไปถ่ายรูปในสนามได้ คนจากรอบสนามแห่กันเข้ามาพร้อมกล้องคู่ใจ คงเป็นภาพที่น่ายินดีไม่น้อยเลย
         คงเป็นภาพที่น่ายินดี ถ้าพวกเขาไม่ไปกระจุกถ่ายเฉพาะผู้ถือป้ายหรือขบวนแฟนซีที่มีชุดสวยๆใส่เท่านั้น และทิ้งพวกเรา พาเหรดระเบียบที่ใส่ชุดธรรมดาปกคลุมร่างกายที่ผ่านการซ้อมมาอย่างหนักไว้ท่ามกลางแดดช่วงสาย
         ที่จริงก็ไม่ถึงกับไม่มีคนเลยหรอก แต่คนที่เข้ามาเกือบทั้งหมดก็เป็นเพื่อนที่รู้จักกันอยู่แล้ว การถ่ายรูปคนรู้จักในโอกาสพิเศษเป็นเรื่องธรรมดา
         จะมีใครคิดเข้ามาถ่ายรูปพวกเรา เหมือนที่เข้าไปถ่ายรูปคนใส่ชุดสวยๆพวกนั้นมั้ยนะ
         หลังจากนั้นพวกเราก็ต้องยืนร่วมพิธีอีกนานนับชั่วโมง อากาศไม่ร้อนเท่าพิธีเปิด แต่ความเมื่อยล้าคงไม่ต่างกันนัก
         งานช่วงเช้าเสร็จสิ้นราวสิบโมง ฉันพาแถวเดินออกจากสนาม ทุกคนยังเต็มที่กับการเดินของตนเหมือนเดิม
         แต่สิ่งที่ทำให้ฉันยินดีที่สุด คงเป็นพี่ๆที่คุมพวกเราซ้อมมาหลายเดือน เข้ามาหาพร้อมสองหัวแม่มือที่ชี้ขึ้นฟ้า
         "สุดยอด! ขอบคุณน้องทุกคนมากๆ"
        ...

    -13-

         (ขบวนพาเหรดต้องกลับเข้าไปในสนามอีกครั้งตอนเที่ยง เพื่อฟังประกาศรางวัล ตอนประกาศผลพาเหรด ทุกคนแทบจะฉลองล่วงหน้ากันอยู่แล้วเชียว แต่ก็ไม่ได้รางวัลอะไรเลย)
         มีหลายอย่างในโลกนี้ ที่เราไม่มีวันควบคุมได้
    *************************************************************************************
    มูลความจริง 95%
    เริ่มเขียน 1 ธันวาคม 2549
    เขียนจบ 8 มีนาคม 2550
    พิมพ์(1) 19 สิงหาคม 2550
    พิมพ์(2) 16 กันยายน 2550
    พิมพ์(3) 22 กันยายน 2550
    พิมพ์(4) 6 ตุลาคม 2550
    พิมพ์(5) 7 พฤศจิกายน 2550
    พิมพ์(6) 10 พฤศจิกายน 2550
    พิมพ์(7) 10 พฤศจิกายน 2550
    พิมพ์(8) 12 พฤศจิกายน 2550
    พิมพ์(9) 16 พฤศจิกายน 2550
    พิมพ์(10) 23 พฤศจิกายน 2550
    พิมพ์(11) 24 พฤศจิกายน 2550
    พิมพ์(12) 25 พฤศจิกายน 2550
    พิมพ์(13) 25 พฤศจิกายน 2550
    ลง(1) 19 สิงหาคม 2550
    ลง(2) 16 กันยายน 2550
    ลง(3) 22 กันยายน 2550
    ลง(4) 6 ตุลาคม 2550
    ลง(5) 7 พฤศจิกายน 2550
    ลง(6) 10 พฤศจิกายน 2550
    ลง(7) 10 พฤศจิกายน 2550
    ลง(8) 12 พฤศจิกายน 2550
    ลง(9) 16 พฤศจิกายน 2550
    ลง(10) 23 พฤศจิกายน 2550
    ลง(11) 24 พฤศจิกายน 2550
    ลง(12) 25 พฤศจิกายน 2550
    ลง(13) 25 พฤศจิกายน 2550
    แก้ชื่อตอน+ย้ายตอน 21 กันยายน 2550
    แก้คำผิดเล็กน้อย 4 เมษายน 2551
    แก้...อีกนั่นแหละ - -" 8 เมษายน 2551


    นิยายที่สุดท้ายก็อิงเรื่องจริง ตอนที่ 6 : ระเบียบที่เปลี่ยนไป , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 90 , โพส : 0 , Rating : 0 / 0 vote(s)
    Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
    [ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
    หน้าที่ 1
    Post your comment : แสดงความคิดเห็น
    ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

    ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
      โพสความเห็นด้วย member Login name Password
      โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
                พิมพ์เลขที่เห็น

     ยุทธภพออนไลน์


    Writer Dek-D.com : Copyright © 1999-2009
    ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

    1. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะเป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงผลงาน
    2. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว
    3. ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม )
    หรือโทร 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1730 )